2012 01 25 Divas Cafe' Voice TV วิถีทุนนิยมผู้หญิงกับบัตรเครดิต

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - การเมืองวัยรุ่น 0 trackback

นปช.แถลงข่าว อิมพิเรียล ลาดพร้าว ประจำวันพุธ ที่25 มกราคม 2555

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

นปช.แถลงข่าว อิมพิเรียล ลาดพร้าว ประจำวันพุธ ที่25 มกราคม 2555

เรื่อง :นปช.แถลงข่าว 
สถานที่: อิมพิเรียล ลาดพร้าว 
วันที่ :ประจำวันพุธ ที่ 25 -01- 2555
ขอบคุณ :คุณ RuMi CBR คุณfazhi2006 
โดย: เมษ์ษา konthaiuk



ตลกร้ายของการเคลื่อนไหว 112 : เกิดจาก "อากง" แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร "อากง"

Posted by KwamRak on 25.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ตลกร้ายของการเคลื่อนไหว 112 :
เกิดจาก "อากง" แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร "อากง"

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 20:30:00 น.

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่การเคลื่อนไหวเรื่อง 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางนั้น เป็นผลสะเทือนมาจากการตัดสินกรณี "อากง" เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 (คือ 2 เดือนมาแล้ว)

ความ "ช็อก" ที่เกิดจากคำตัดสินนั้น บวกกับการตัดสินคดี โจ กอร์ดอน และการยืนยันคำตัดสินกรณี ดา ตอร์ปิโด ที่ตามมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน บวกกับการตั้งข้อหาอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ และ "ก้านธูป" และ บวกกับการที่สหรัฐอเมริกา (รวมทั้งรอยัลลิสต์บางคนเองอย่าง อานันท์ ปันยารชุน ฯลฯ) ได้ออกมาแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการแก้ไข 112.... เหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นกระแสที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" คราวนี้ ดูเหมือนจะได้รับเสียงตอบรับอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ถ้าลองเปรียบเทียบกับเมื่อ "นิติราษฎร์" เสนอร่างแก้ไข 112 ครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม ปีกลาย แม้จะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับที่ สุรชัย แซ่ด่าน และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นกระแสอะไรมากนัก .... ต้องยอมรับว่า สำหรับชนชั้นกลางบ้านเรา แม้แต่ผู้ที่เอนเอียงไปในทาง "เสรีนิยม" รวมทั้งบรรดานักวิชาการต่างๆ กรณีสุรชัย-สมยศ ไม่สามารถทำให้เกิดความไม่พอใจกันได้มากนัก (เป็นความจริงว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งคู่ "เพียงถูกจับ" ไม่ได้ถูกตัดสิน – "อากง" เอง ถูกจับเข้าคุกเป็นปี ก่อนที่จะมีคำตัดสิน ก็ไม่ได้มีคนให้ความสนใจมากนัก – แต่การตัดสินลงโทษหนัก โดยตัวเอง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้คนไม่พอใจกันเหมือนกรณี "อากง" ถ้าเราดูกรณีก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น "ดา ตอร์ปิโด" หรือ "หนุ่ม นปช.usa" ซึ่งโดนโทษจำคุกไปคนละหลายๆปี)

โดยสรุปแล้ว กรณี "อากง" เป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับในลักษณะนี้

แต่ irony (ตลกร้าย) ของเรื่องนี้คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากกรณี "อากง" นี้ ในที่สุด คงจะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" ได้ (อย่างน้อย ขณะนี้ ก็ผ่านมา 2 เดือนเต็มๆแล้ว "อากง" ที่ทำให้หลายคนโกรธ และเสียใจ กับ คำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม ก็ยังคงอยู่ในคุกต่อไป ... และถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนพูดถึงโดยตรงนักแล้ว โดยเฉพาะ ไม่มีการพูดกันว่า ตกลงจะมีทางช่วย "อากง" ผู้ซึ่งความทุกข์สาหัสจากคำตัดสิน เป็น "ต้นเหตุ" ของ "ความตื่นตัว" เรื่อง 112 ครั้งนี้ได้อย่างไร แม้แต่ในระหว่างการ "เปิดตัว" รณรงค์ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" เอง)

ตั้งแต่ที่เริ่มมีคำตัดสินกรณี "อากง" และ อาจารย์ ดร.ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์) ออกมารณรงค์ เรื่อง "ฝ่ามืออากง" และมีคนเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชนชั้นกลางเสรีนิยมในเมือง ผมก็ได้เสนอต่อ ดร.ปวิน ว่า แม้การเคลื่อนไหว "ฝ่ามืออากง" จะเป็นเรื่องดี แต่ในที่สุด เราต้องมีมาตรการ หรือ ข้อเสนอ รูปธรรมว่า จะทำอย่างไร ให้ "อากง" เป็นอิสระ หลุดพ้นคดีโดยสิ้นเชิง (คือหมายความว่า ต่อให้ศาลเห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ "ฝ่ามืออากง" แล้ว จะเปลี่ยนใจ ยอมให้ "อากง" ประกันตัว มาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ผมก็เห็นว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ต้องหาทางให้คดียุติโดยสิ้นเชิงมากกว่า) ซึ่งผมก็เสนอว่า มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ น่าจะรณรงค์ ผลักดันเสนอให้มีการ "ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" แก่ "อากง" และผู้ตัองหาคดี 112 คนอื่นๆ (ถ้าไม่นับการที่ผู้ต้องหา "สารภาพ" ซึ่งก็ไมใช่การสิ้นสุดคดีโดยแท้จริง แม้จะรอ "อภัยโทษ" ออกมา ก็มีคำตัดสินผิด ติดตัว)

ผมได้เสนอด้วยว่า การเสนอให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดังกล่าว น่าจะทำในลักษณะเป็นการ "นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง หลัง รัฐประหาร 19 กันยา" โดยให้ แยก คดีของคนธรรมดาทั่วไป คือ คนที่โดนคดี 112 ทุกคน บวกกับทั้งเสื้อแดงและพันธมิตร ระดับที่ไม่ใช่แกนนำ (คือไม่นับรวมเอากรณีทักษิณ หรือ แกนนำพันธมิตร หรือ ผู้นำรัฐบาลและทหาร ไว้ด้วย) ซึ่งก็จะทำให้สามารถช่วยเหลือ คนเสื้อแดง ระดับชาวบ้านธรรมดา ที่หลายคนถูกตัดสินจำคุกคนละหลายสิบปีไปแล้ว (เช่น คดีเผาจวน) อีกหลายคนก็ยังถูกคุมขัง โดยที่ทั้งหมดนี้ ทั้ง นปช. และรัฐบาลเพื่อไทย ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจทุ่มเทหาทางช่วยให้เป็นอิสระโดยแท้จริงแต่อย่างใด

น่าเสียดายว่า ข้อเสนอของผม ไม่ได้รับการตอบรับจากทั้ง ดร.ปวิน และบรรดาท่านที่กำลัง "ฮือฮา" กับการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในลักษณะ "ฝ่ามืออากง" หรือ "อภัยยาตรา" เป็นต้น

แล้วก็มาถึงกรณีการเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ที่มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเข้าร่วมอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว "ฝ่ามืออากง", การรณรงค์ 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" นี้ จะไม่มีทางทำให้ "อากง" เป็นอิสระได้เลย เพราะไม่มีทางที่สภาจะผ่านร่างกฎหมายที่กำลังล่ารายชื่อนี้อยู่เลย ผมได้เสนอว่า ถ้าประเมินแบบ realistic (สมจริง) จริงๆ อย่างมากที่สุด ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกี่ยวกับ 112 ก็คงได้แค่ระดับที่ "คอป." เสนอ แต่แม้ข้อเสนอ "คอป." เอง (ที่ให้กลับไปใช้โทษแบบก่อน 6 ตุลา) ถ้าจะเป็นไปได้จริง ก็จะต้องมีเหตุการณ์ "ระดับปาฏิหาริย์" เกิดขึ้นก่อน ซึ่งในขณะนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีแต่อย่างใด (ผมเขียนประเด็นนี้ ก่อนที่ "คอ.นธ." จะเสนอเรื่อง 112 ออกมา ซึ่งแย่กว่าข้อเสนอของ "คอป." เสียอีก)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผมเสียดายที่ ในการ "เปิดตัว" ครก.112 เมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา นักวิชาการบางท่าน เช่น ดร.พวงทอง (ภวัครพันธุ์ - มติชนออนไลน์) พูดราวกับว่า ร่างของ "นิติราษฎร์-ครก.112ไ มีความเป็นไปได้ของการผ่านสภา ("ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านสภา ก็เชื่อว่า จะทำให้การอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ อย่างมีเหตุผล เพิ่มมากขึ้น ..." อะไรทำนองนี้) ผมเห็นว่า นี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การพูดในลักษณะ "ให้ความหวัง" แบบลมๆแล้งๆหรือ ประเมินแบบ ไม่สมจริงเช่นนี้ ยังดี ที่เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา ดร.วรเจตน์ ได้พูดในลักษณะที่ realistic หน่อย คือ ได้ยอมรับกับประชาชนตรงๆว่า ถ้าร่างไปถึงสภาแล้ว ถูกปฏิเสธ หรือ ตกไป ก็คงทำอะไรไม่ได้

ที่ผมเสียใจและเสียดายมากๆคือ "กระแสสูง" เรื่อง 112 อันเกิดจากกรณี "อากง" ในครั้งนี้ ในที่สุด จะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" ได้

ผมเอง มีความเห็นว่า สิ่งที่ความจริง "นิติราษฎร์-ครก.112" น่าจะทำ คือเรื่องในลักษณะต่อไปนี้

(1) "นิติราษฎร์" น่าจะเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่เสนอให้แก้ ในลักษณะที่เสนอไป

[* ความเห็นนี้ ถ้าใครได้ตามอ่าน facebook ของผม ที่ปิดไปแล้ว ก็คงทราบกันดี ในที่นี้ ผมจึงไม่ขออธิบายละเอียด แต่จะขอเรียนเพิ่มเติมเพียงว่า ก่อนการ "เปิดตัว" ครก.112 ไม่กี่วัน อาจารย์ "นิติราษฎร์" คนสำคัญท่านหนึ่ง ได้กรุณาให้เกียรติเขียนจดหมายถึงผมเป็นส่วนตัว อธิบายชี้แจงข้อที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง "นิติราษฎร์" ... อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านทบทวนจดหมายดังกล่าวแล้ว ประกอบกับติดตามการแถลงในวัน "เปิดตัว" ของ "นิติราษฎร์" และนักวิชาการ นักเขียน ที่ร่วมใน "ครก.112" ตั้งแต่วันที่ 15 มาจนบัดนี้ ผมขออภัยที่จะแจ้งว่า ผมยืนยันไม่เปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้ ... ผมจะหาโอกาสอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียดในโอกาสอื่น]

สำหรับนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ที่เข้าร่วมเป็น "ครก.112" สนับสนุน ร่าง "นิติราษฎร์" อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หาก "นิติราษฎร์" หันมาเสนอให้เลิกกฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิงตามที่ผมเสนอเช่นนี้ ถ้าบรรดานักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ เหล่านั้น จะให้การสนับสนุนด้วย ก็คงเป็นการดี แต่หาก "ไม่พร้อม" จะให้การสนับสนุน "นิติราษฎร์" ก็ควรเสนอไปเอง

ไม่ว่าอย่างไร การเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิง เช่นนี้ ไม่ควรทำในลักษณะ ล่ารายชื่อ เสนอต่อสภาฯ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่มีทางจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรในขณะนี้ได้ (แต่ต้องย้ำว่า ที่ทำอยู่ขณะนี้ ก็ไม่มีทางเช่นกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น) "นิติราษฎร์" (และนักวิชาการ, นักเขียน ฯลฯ ที่ "พร้อม" จะสนับสนุน) ควรเพียงแต่เสนอเรื่องนี้ ในลักษณะเป็น "ไอเดีย" สำหรับรณรงค์ทางความคิดในระยะยาว (ทำนองเดียวกับที่เสนอเมื่อปีกลาย ที่ไม่ได้ทำการล่ารายชื่อ)

และที่สำคัญ เพราะผมมีข้อเสนออื่น สำหรับการรณรงค์ล่ารายชื่อ ที่คิดว่ามีประโยชน์-ได้ผลกว่าในขณะนี้ แทน นั่นคือ

(2) "นิติราษฎร์" และนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ควรหันมารณรงค์ ทำเป็น "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง" ที่จะครอบคลุมถึงผู้ต้องหา 112 ทุกคน (ดา ตอร์ปิโด, อากง, โจ, หนุ่ม นปช.usa, สมยศ, สุรชัย ... ย้อนหลังไปถึงสุวิชา ท่าค้อ และคนอื่นๆที่ตัดสินไปแล้ว และออกจากคุกหลังการ "สารภาพ-ขออภัยโทษ" ไปแล้ว เพื่อให้ไม่มีประวัติคดีติดตัวเลย) และบรรดาคนระดับธรรมดาๆ ของทั้งเสื้อแดง และพันธมิตร (คดีเผาจวน, คดีปล้นห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ฯลฯ)

โดยที่ ควรทำการล่ารายชื่อ เพื่อเสนอ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั่วไป" ที่ว่านี้ เข้าสู่สภาฯ

ผมเชื่อว่า แม้โอกาสสำเร็จในเรื่องนี้ จะไม่ถึงกับมาก แต่รับประกันว่า มากกว่าการล่ารายชื่อเรื่อง 112 ที่กำลังทำกันอยู่นี้ อย่างชนิดเทียบกันไม่ได้แน่นอน เพราะกรณีที่กำลังทำกันนี้ ต้องการ "ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์" เสียอีก (ซึ่งคงไม่เกิดแน่นอน ดังที่เสนอข้างต้นว่า อย่างมากที่สุด "ปาฏิหาริย์" อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ "คอป." เสนอ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววเลย แม้แต่ระดับนี้)

คงจะจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้ "พรรคเนวิน" เคยเสนอไอเดียทำนองนี้มาก่อน (แม้จะคงไม่ได้คิดจะรวมคดี 112 ไว้ด้วย) ผมจึงเห็นว่า ไอเดียเรื่อง "นิรโทษกรรมทั่วไป" ไม่ถึงกับเป็นไอเดียที่ เป็นไปไม่ได้เลยในขณะนี้ (ต่างกับสิ่งที่ ครก.112 กำลังทำอยู่) ปัญหาที่อาจจะเป็น "จุดสะดุด" ที่ใหญ่ที่สุด คือเรื่องคดี 112 นั่นแหละ คดีการเมืองอื่นๆ ถ้าจะเรียกร้องให้ นิรโทษกรรม คนธรรมดา ไม่รวมทักษิณ, แกนนำพันธมิตร, ผู้นำรัฐบาล-ผู้นำทหาร อาจจะมีความเป็นไปได้สูงไม่น้อย แต่นี่เป็นอะไรที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ ให้ต้องรวมคดี 112 ไว้ด้วย ...

ขอย้ำอีกครั้งว่า การรณรงค์ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นนี้ ก็เพราะเป็นผลมาจากความทุกข์ยากสาหัสของ "อากง" (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่นๆ) แต่เป็นเรื่อง irony (ตลกร้าย) และเป็นเรื่องน่าเสียดาย และน่าเสียใจอย่างยิ่งว่า การรณรงค์นี้ ดูทีท่าแล้ว จะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่น) ได้เลย

The Daily Dose 2012 01 25

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - News 0 trackback

2012 01 23+24 ที่นี่ความจริง DNN Asiaupdate ต้องผ่าตัดใหญ่!! รัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์+ความคืบหน้า ICC

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

[Listen]KTW-นายแน่มาก คฑาวุธ 23-01-55

Posted by KwamRak on 25.2012 [ Listen ] 0 trackback
 

รายการ นายแน่มาก โดย คฑาวุธ วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม 2555

ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดง Download คลิปรายการ นายแน่มาก
Artist: คุณคฑาวุธ@konthai.net
Title: รายการ นายแน่มาก
Genre: Political Talk
Release date:23-01-2555
Audio codec: MP3
Quality:  kbps
ขอบคุณ : คุณคฑาวุธ เว็บไซค์ konthai.net  คุณไทยสุริยะ คุณนวมินท์ คุณfazhi2006's 

โดย:  Maysa Konthaiukinfo



วันจันทร์ ทึ่ 23 มกราคม 2555







รูปภาพ นายก ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะเยือนประเทศอินเดีย

Posted by KwamRak on 25.2012 ★รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 0 trackback
 





























"เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand"25 มกราคม 2555:เจาะเบื้องหลัง"8 ราชนิกุล"หนุนแก้มาตรา.112" กับหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 รายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ประจำวันที่ 25 มกราคม 2555
ดำเนินรายการโดยคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์และคุณอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์

เจาะเบื้องหลัง "8 ราชนิกุล" หนุนแก้มาตรา.112" กับหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล (อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) , สำรวจความเสียหายหลังเหตุพลุระเบิดกลางงานตรุษจีนกับคุณวราวุช ศิลปอาชา (บุตรชายนายบรรหาร ศิลปอาชา) และเจาะประเด็นธุรกิจ PTTGC หลังควบรวมกิจการกับคุณวีรศักดิ์ โฆษิตไพศาล (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีที โกลบอล)

"ป้าจุ๊" จุรี โอศิริ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 83 ปี

Posted by KwamRak on 25.2012 News 0 trackback
 

"ป้าจุ๊" จุรี โอศิริ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 83 ปี


         "ป้าจุ๊" จุรี โอศิริ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 83 ปี จากโรคชราที่จังหวัดเชียงราย ญาติเคลื่อนศพบำเพ็ญกุศลที่วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร

จุรี โอศิริ เกิดเมื่อ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2473 บิดาคือ นายเตียง โอศิริ นั้น เป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ทำกิจการผลิตแผ่นเสียงในนามของห้างฮัมบูร์กสยาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผ่นเสียงตราสุนัขยืนฟังลำโพง ดังนั้น คุณป้าจุ๊จึงเกิดมาได้ซึมซับกับบรรยากาศของเสียงเพลง

ต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ในที่สุด โดยพื้นฐานคุณป้าจุ๊มีความสนใจในด้านการเต้นรำ เช่น บัลเล่ต์ และการร้องรำทำเพลงแบบสากลต่างๆ ท่านจึงได้เลือกเรียนเอกทางด้านนาฏศิลป์และขับร้องเพลงสากลจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภายหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว ได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว โดยได้ทำงานหลากหลายด้านตั้งแต่ขับร้องเพลงโดยเป็นนักร้องหน้าม่านสลับละครของคณะผกาวลี และคณะศิวารมย์


ต่อมาแสดงเป็นนางเอกในละครเพลงเรื่อง "นเรศวรมหาราช" และได้เข้าไปเป็นนักร้องประจำวงดุริยางค์ทหารบก วงสุนทราภรณ์ แต่อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็ลาออก (ประมาณปี 2490-2492) และได้อัดแผ่นเสียงไว้ เพียง 4 เพลง  คือ 1. เริงสุข 2. ละครชีวิต 3. สิ้นแสงจันทร์ 4. ปัญหามีคู่ (ร้องคู่ กับ ชวลีย์ ช่วงวิทย์)

ต่อมาไม่นานก็ได้แสดงเป็นนางเอกภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง "สุภาพบุรุษจากอเวจี" กำกับการแสดงโดยครูเนรมิต ในภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากจะรับบทเป็นนางเอกแล้ว ท่านยังรับหน้าที่พากย์เสียงของนางเอกตลอดจนตัวแสดงฝ่ายหญิงทั้งหมดในเรื่อง ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นอาชีพการพากย์ภาพยนตร์เป็นครั้งแรกด้วย

ผลงานการพากย์เสียงของป้าจุ๊ ทำให้นักแสดงหลายคนได้รับรางวัลตุ๊กตาทองและสุพรรณหงส์ทองคำ อาทิ สมจิต ทรัพย์สำรวย จากภาพยนตร์เรื่อง ยอดอนงค์ และ ค่าน้ำนม, ภาวนา ชนะจิต จากภาพยนตร์เรื่อง แสงสูรย์, พิศมัย วิไลศักดิ์ จากภาพยนตร์เรื่อง ดวงตาสวรรค์ ไร้เสน่หา และ เงิน เงิน เงิน, เนาวรัตน์ วัชรา จากภาพยนตร์เรื่อง เดือนร้าว, เพชรา เชาวราษฎร์ จากภาพยนตร์เรื่อง นกน้อย, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ จากภาพยนตร์เรื่อง กลเทพพรหมจารีย์ และ อาอี๊, บุปผารัตน์ จากภาพยนตร์เรื่อง ข้าวนอกนา, ทัศน์วรรณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา จากภาพยนตร์เรื่อง ประสาท, ทาริกา ธิดาทิตย์ จากภาพยนตร์เรื่อง เหนือกว่ารัก, นิจ อลิสา จากภาพยนตร์เรื่อง เพื่อน-แพง, ล้อต๊อกน้อย จากภาพยนตร์เรื่อง ยอดอนงค์, เด็กหญิงบรรจง นิลเพ็ชร จากภาพยนตร์เรื่อง ข้าวนอกนา และ มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช จากภาพยนตร์เรื่อง ป่ากามเทพ

ป้าจุ๊ สมรสกับ นายเสนอ โกมารชุน โดยมีลูกชาย คือ นพพล โกมารชุน หลังสามีเสียชีวิต ก็ใช้ชีวิตคู่กับ สมชาย สามิภักดิ์ นานกว่า 50 ปี ก่อนที่นายสมชายจะเสียชีวิตเมื่อปี 2552

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกเพื่อไทย หัวข้อ ปรับ ครม ต่างตอบแทน ที่นี่MV5 23 01 55

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกเพื่อไทย หัวข้อ ปรับ ครม ต่างตอบแทน ที่นี่MV5 23 01 55

คุณ จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกเพื่อไทย  ที่นี่MV5 23 01 55

หัวข้อ ปรับ ครม ต่างตอบแทน

ขอบคุณ คุณ fazhi2006's  
โดย : Maysa Konthaiuk.info

23-01-2012>>ปรับ ครม ต่างตอบแทน

วิวาทะ "สุวินัย-เกษียร" (อีกครั้ง) "นิติราษฎร์" มีอุดมการณ์ "ปฏิวัติถาวร"และเป็น

Posted by KwamRak on 25.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

วิวาทะ "สุวินัย-เกษียร" (อีกครั้ง) "นิติราษฎร์" มีอุดมการณ์ "ปฏิวัติถาวร"และเป็น

วิวาทะ "สุวินัย-เกษียร" (อีกครั้ง) "นิติราษฎร์" มีอุดมการณ์ "ปฏิวัติถาวร" และเป็น "ทรอตสกีอิสต์"?

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:15:00 น.

หลังจากเคลื่อนไหวประเด็นการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มา 2 อาทิตย์ติดต่อกัน

"ก้อนอิฐ" ก็เริ่มถูกปาเข้าใส่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์หนักและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่นักวิชาการกฎหมายรุ่นพี่อย่าง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ที่ตั้งคำถามไปที่เรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับสถานะนักเรียนทุนอานันทมหิดลของ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์"

ขณะที่นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่าง "พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์" ก็บอกว่านิติราษฎร์เป็น "เด็กๆ" และไล่ให้ไปศึกษา "ประวัติศาสตร์" เสียก่อน

ด้าน "ศาสตรา โตอ่อน" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะสมาชิกกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของนิติราษฎร์ว่า ในทางกฎหมาย ถือว่าการกระทำที่เป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์นั้น เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ 2550 หลายมาตรา เบื้องต้นมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 โดยให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าวและยังเปิดให้ประชาชนสามารถดำเนินคดีอาญาในหมวดความมั่นคงของรัฐ

แต่ที่มีน้ำหนักน่ารับฟังและชวนถกเถียงทางความคิดมากที่สุดในช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลับเป็นบททดลองเสนอเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางความคิดของกลุ่มนิติราษฎร์โดย "สุวินัย ภรณวลัย" อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งได้เขียนบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 19)" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้

ผมมีมุมมองหนึ่งที่อยากทดลองนำเสนอเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางความคิดของกลุ่มนิติราษฏร์เพื่อแลกเปลี่ยนกับพวกเรา หัวข้อ "การปฏิวัติถาวร 2475 ของพวกนิติราษฎร์" จากการได้ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของเหล่าแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์อย่างต่อเนื่อง ตัวผมเริ่มมีความชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าในทางความคิดหรืออุดมการณ์พวกแกนนำกลุ่มนิติราษฏร์ต้องการอะไร

พูดแบบสรุปรวบรัดก็คือ ผมคิดว่าในทางความคิดพวกเขาต้องการสืบทอดการปฏิวัติ 2475 ที่พวกเขามองว่าเป็นการปฏิวัติที่ไม่สมบูรณ์ unfinished revolutionโดยพวกเขามุ่งผลักดันการปฏิวัติ 2475 นี้ทางความคิดต่อไปอีกแบบการปฏิวัติถาวร permanent revolution ตามแนวคิดของทรอตสกี้ อดีตนักมาร์กซิสต์ชื่อดังแห่งสากลที่ 4 ที่เคยนำการปฏิวัติร่วมกับเลนินจนโค่นระบอบจักรพรรดิซาร์ของรัสเซียสำเร็จมาแล้วในปี ค.ศ.1917 จนกระทั่งการปฎิวัติ 2475 สำเร็จบริบูรณ์ในที่สุดในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเน้นที่การปลูกฝังอุดมการของนิติราษฏร์ที่เป็น "การปฏิวัติถาวร 2475" ให้แก่มวลชนเพื่อข้ามพ้นตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์อย่างอาจารย์วรเจตน์ หรือ "พ่อค้าการปฏิวัติถาวร 2475" อย่างทักษิณ ชินวัตร

หากมองจากมุมมองข้างต้นนี้ ผมถือว่าพวกนิติราษฏร์ได้ประสบความสำเร็จไปแล้วตามแนวทางทางความคิดที่พวกเขาได้วางไว้ การด่าทอก่นด่าตัวบุคคลจากฝ่ายต่อต้านจึงไม่ทำให้พวกเขาหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ทักษิณเองอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองก็ตกเป็นเครื่องมือให้พวกนิติราษฎร์ใช้เพื่อบรรลุอุดมการณ์การปฏิวัติถาวร 2475 ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ด้วยจิตคารวะและสมานฉันท์ยิ่งครับ

สุวินัย ภรณวลัย

ต่อมา นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อบททดลองเสนอของนายสุวินัยว่า

คำว่า "การปฏิวัติถาวร" (permanent revolution) หรือถ้าพูดให้เต็มตามทฤษฎีของฝ่ายทรอตสกีอิสต์ (หนึ่งในสองผู้นำสำคัญของการปฏิวัติรัสเซีย อดีตผบ.กองทัพแดงคนแรก และต่อมาหลังเลนินตาย ถูกสตาลินเนรเทศและส่งนักฆ่าตามไปสังหารทิ้งที่เม็กซิโก) คือ "การปฏิวัติที่ยังไม่สิ้นสุดและมีลักษณะเชิงซ้อน" (unfinished & combined revolution) เป็นแนวคิดที่มีบุคลิกเฉพาะคือ - ต่างจากพวกสตาลิน หรือพวกที่เชื่อในการปฏิวัติเป็นขั้นตอน stagist revolution/stagism อย่างเหมาเจ๋อตุงที่เสนอว่าต้องปฏิวัติประชาธิปไตยกระฎุมพีก่อน แล้วต่อยปฏิวัติสังคมนิยมต่อภายหลัง ตามขั้นตอนพัฒนาการสังคมและพลังการผลิต ห้ามข้ามขั้น - ฝ่ายทรอตสกีอิสต์เชื่อว่าในสังคมทุนนิยมด้อยพัฒนาอย่างรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์และโลกที่สาม ภารกิจการปฏิวัติประชาธิปไตยกระฏุมพีกับภารกิจปฏิวัติสังคมนิยมนั้นทับซ้อนเหลื่อมซ้อนกัน ไม่อาจแยกขั้นตอนจากกันได้ ดังนั้นฝ่ายชนชั้นกรรมกรและพรรคปฏิวัติของชนชั้นนี้ต้องทำการปฏิวัติทั้ง 2 ภารกิจแนบเนื่องกันไปเลยเป็นกระบวนการเดียว คือทั้งทำปฏิวัติประชาธิปไตย (แทนพวกกระฎุมพีซึ่งอ่อนแอ) และทำปฏิวัติสังคมนิยม (โค่นนายทุนและทุนนิยม) พร้อมกันไปในทีเดียว

เอาเข้าจริง สุวินัยนั่นแหละที่เป็นหนึ่งในผู้นำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิวัติถาวรของทรอตสกี้จากญี่ปุ่นมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อสามสิบปีก่อนหลังพคท.แตก และคำว่า "เชิงซ้อน" ที่แปลจาก (combined) ในภาษาอังกฤษ แต่ไม่รู้ว่าแปลจากคำว่าอะไรในภาษาญี่ปุ่นก็เป็นคำที่สุวินัยหยิบมาใช้เป็นคนแรก จะเรียกว่าสุวินัยเป็นประกาศกทฤษฎีปฏิวัติถาวรและเชิงซ้อนตัวจริงก่อนนิติราษฎร์ก็ได้

แต่คณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์เป็นพวกเชื่อใน "การปฏิวัติถาวร" แบบที่สุวินัยเคยเชื่อหรือ? ผมเห็นต่างไป ข้อคิดข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์แค่ต้องการให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้ภารกิจการสร้างประชาธิปไตยในเมืองไทยที่คั่งค้างมาตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 บรรลุผลสมตามเจตนารมณ์ของคณะราษฎรโดยเฉพาะสายอาจารย์ปรีดี-มธก.เท่านั้น ในทางข้อเสนอเชิงนโยบายและภาษาวาทกรรมที่คณะนิติราษฎร์ใช้ เอาเข้าจริงไม่มีอะไรสังคมนิยมเลย แม้ว่าสมาชิกบางท่านอาจเคยปาฐกถาแสดงความเห็นอกเห็นใจในแนวคิดภราดรภาพนิยมของอ.ปรีดี ซึ่งเป็น "สังคมนิยมอ่อน ๆ" ก็ตาม แต่จะบอกว่าคณาจารย์ทั้งกลุ่มเอาสังคมนิยมและมีข้อเรียกร้องเชิงหลักนโยบายที่ต่อต้านทุนนิยมชัดเจนนั้นไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน เป็นการคาดเดาทั้งเพ - เพราะถ้าจริง หลักนโยบายนั้นก็จะต่อต้านทักษิณและระบบทุนนิยมแบบเสรีนียมใหม่ของทักษิณอย่างแน่นอนในตัว

ข้อวิเคราะห์ของอ.สุวินัยเรื่องนี้จึงไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ เป็นการคาดเดาซึ่งจะนำไปสู่การสวมหมวกกันง่าย ๆ ว่าใครต่อใครเป็นทรอตสกี้อิสต์ เอาเข้าจริงในหมู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองปัจจุบัน คนที่ประกาศตัวเป็นทรอตสกี้อิสต์ชัดเจนมีอยู่ ก็คืออาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ รายนั้นเขาเปิดเผยโต้ง ๆ เลย ข้อกล่าวหาของอ.สุวินัย - อดีตผู้สมาทานทรอตสกี้ - กรัมชี่ - โรซ่า ลุกเซมบูร์ก - สหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตี้ ฯลฯ ในยุคเอียงซ้ายของแก ว่าคณาจารย์นิติราษฎร์เป็นทรอตสกีอิสต์ หลอกใช้ทักษิณจึงเหลวไหลผิดฝาผิดตัว เห็นคนอื่นในเงาของตัวในอดีตไปเสีย

ด้วยตรรกะเพี้ยน (ขออนุญาตยืมคำอ.สุวินัยมาใช้นะครับ) แบบนี้ ก็อาจพูดได้เหมือนกันว่า อ.สุวินัยและพธม.เอาเข้าจริงเป็นนักปฏิวัติถาวรแบบทรอตสกีอิสต์ (สังเกตดูว่าพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขพร้อมทั้งต่อต้านทุนนิยมทักษิณสุด ๆ และมีชาวสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในอดีตในหมู่ปัญญาชนของกลุ่มหลายคน เช่น อ.สุวินัย, คุณสุรพงษ์ ชัยนาม เป็นต้น) และอ.สุวินัยกับพธม.หลอกใช้อำมาตย์-ป๋าเปรมเพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมนิยม -คอมมิวนิสต์ของตัวได้เหมือนกัน - แต่แน่นอน คิดแบบนั้นมันเพี้ยนนะครับ และผมไม่ได้คิดแบบนั้น (แต่ใครจะลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่ามันเพี้ยนแค่ไหน....)

ถ้าจะสู้กันทางความคิด อย่ามั่ว ต้องละเอียดและระมัดระวัง ใส่ใจวิเคราะห์ความคิดของฝ่ายที่คุณเห็นต่างพอ ๆ กับที่คุณใส่ใจรายละเอียดของความคิดตัวเอง ในข้อนี้ยังไม่เห็นอ.สุวินัยทำอย่างจริงจังกับคณะนิติราษฎร์เลย ขณะที่สมัยทักษิณ อ.สุวินัยลงแรงวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดทักษิณละเอียดกว่ามาก ผมขอท้าทายให้ทำ อย่างน้อยก็ให้จริงจังเท่า ๆ กับที่ผมวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (เลือกตั้ง 30 แต่งตั้ง 70) ของสนธิ ลิ้มทองกุล

ทรอตสกี้

ซึ่งนายสุวินัยได้ตอบข้อวิจารณ์ของนายเกษียรผ่านบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 21)" ว่า

หลังจากออกจากการทำสมาธิในตอนเช้าและมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมก็เห็นข้อความที่อาจารย์เกษียรเขียนวิจารณ์ผมเรื่องบททดลองเสนอ "การปฏิวัติถาวร 2475" ของพวกนิติราษฎร์ ผมยิ้มให้กับอาจารย์เกษียรเพื่อนของผมด้วยความยินดีและเปี่ยมไมตรี ผมคิดว่าความเข้าใจของผมกับของอาจารย์เกษียรเกี่ยวกับนิติราษฎร์น่าจะตรงกันนะครับ กล่าวคือนิติราษฎร์มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าทางความคิด ที่จะผลักดันการปฏิวัติประชาธิปไตยของประเทศไทยที่เริ่มมาตั้งแต่ 2475 ให้สำเร็จสมบูรณ์

เพียงแต่ผมใช้คำอธิบายสิ่งนี้มาจากเงาอดีตที่เคยเป็นมาร์กซิสต์ของผมโดยใช้แนวคิดของทรอตสกี้เรื่องการปฏิวัติถาวรมามองเรื่องนี้เท่านั้นเอง ผมไม่ได้มั่วหรอกนะครับ (อิอิ คำว่าตรรกะเพี้ยนที่สื่อเขียนถึงนั้นสื่อเขาเขียนเองผมใช้คำว่าลดทอนต่างหากตอนที่คอมเมนท์อาจารย์เกษียรนะครับ) เพราะผมไม่ได้คิดในเรื่องการปฏิวัติสังคมนิยมในแก่นความคิดของนิติราษฏร์เลย สิ่งที่อาจารย์เกษียรวิจารณ์ผมมาในเรื่องนี้ผมขอน้อมรับว่าเป็นความบกพร่องในการสื่อสารของผมเองเพราะดันไปหยิบยืมแนวคิดของทรอตสกี้มาใช้อธิบายกลุ่มนิติราษฏร์นั่นเอง

แต่จริงๆแล้วความเข้าใจของเราตรงกันครับ และอาจารย์เกษียรก็อธิบายความคิดเรื่องการปฏิวัติประชาธิปไตยของนิติราษฎร์ได้ดีกว่าผมมาก กล่าวคือในทางความคิดแล้วการล้มล้างสถาบันเจ้าเพื่อสืบทอดการปฏิวัติ 2475ให้สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่นิติราษฎร์คิดในเชิงหลักการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เรื่องนี้เราเห็นตรงกันครับ สิ่งที่เราต่างกันก็คือ ผมไม่ยอมรับเรื่องนี้ในบริบททางประวัติศาสตร์ตอนนี้ แต่ตัวอาจารย์เกษียรยอมรับได้ต่างหาก ผมรู้สึกดีใจเสมอที่ได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์เกษียรครับ

ด้วยรักและผูกพันเสมอ

สุวินัย ภรณวลัย

นายเกษียรจึงตอบกลับว่า

ผมไม่เห็นว่าข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จะ "ล้มล้างสถาบันเจ้า" ตรงไหนเลยครับ? อาจารย์สุวินัยเอาอะไรมาตีความแบบนั้นหรือครับ? ที่ผมเห็นคือเขาต้องการระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ที่มีสถาบันกษัตริย์แน่นอน จุดต่างจากฝั่งพันธมิตรฯน่าจะอยู่ตรงข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ต้องการให้มีการใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในทางการเมือง โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังทางการเมืองที่อ้างอิงล้อมรอบสถาบันกษัตริย์อยู่ เช่น พันธมิตรฯ เป็นต้น ขอทีเถอะครับ อย่ายัดถ้อยคำใส่ปากคนที่เขาไม่ได้พูด ไม่มีใครล้มล้างเจ้าในข้อเสนอของนิติราษฎร์ แต่มีคนล้มล้างประชาธิปไตยแน่นอนและได้ทำการล้มล้างไปแล้วด้วยเมื่อปี 2549 คือ คปค.ของผู้นำเหล่าทัพ โดยมีพธม. ตีฆ้องร้องเชียร์ครับ ลูกผู้ชายก็น่าจะรับกันตรง ๆ ทำคือทำ แล้วอย่าไปเที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ เขาไม่ได้คิดจะล้มเจ้า แต่ล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือครับ อ.สุวินัย (กลับไปอ่านตอนต้นอีกที)

 

ก่อนที่นายสุวินัยจะเขียนบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 23)" มีเนื้อความว่า

จากการได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์เกษียร การประเมินบทบาทของกลุ่มนิติราษฏร์ถ้าใช้ภาษาของผมจะอยู่ในระหว่างสองขั้วคือขั้วที่เป็นอุดมคติและปลอดการเมืองซึ่งผมมองกลุ่มนี้ในฐานะผู้เสนอ "การปฏิวัติประชาธิปไตยถาวร 2475" ส่วนในอีกขั้วหนึ่งที่เป็นกลุ่มการเมืองที่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงซึ่งผมมองกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ "บริบททักษิณ"

บทบาทของกลุ่มนิติราษฎร์ในความเป็นจริงน่าจะอยู่ในขอบเขตระหว่างสองขั้วนี้แหละครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยและตัวตนของปัจเจกแต่ละคนว่าจะประเมินกลุ่มนี้ว่าโน้มเอียงไปในทางขั้วใด ผมคิดว่านี่เป็นการมองบทบาทของกลุ่มนิติราษฏร์อย่างเที่ยงธรรมที่สุดแล้วนะครับ

ด้วยจิตคารวะและสมานฉันท์ยิ่งครับ

สุวินัย ภรณวลัย

นิติราษฎร์ตอบประเด็น "การสาบานตนของกษัตริย์ว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

Posted by KwamRak on 25.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

นิติราษฎร์ตอบประเด็น "การสาบานตนของกษัตริย์ว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

25 มกราคม 2555

แม้จะล่าไปนิด แต่บทความชิ้นนี้ของนิติราษฎร์ชิ้นนี้ ท่ีตอบคำถามที่ฝ่ายรอยัลลิสต์ต่อประเด็นว่าทำไมกษัตริย์ต้องสาบานตนต่อรัฐสภา และรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก ในฐานะรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร รวมทั้งปัญหามาตรา 112 และการเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นบทความที่ควรจะได้เผยแพร่ในวงกว้าง

ชื่อบทความเดิม นิติราษฎร์ ฉบับ ๓๓
โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล
ทีมา นิติราษฎร์
(เผยแพร่เมื่อ 1 มกราคม 2555)
“Mais voici les rangs qui se confondent; les barrières élevées entre les hommes s'abaissent; 
on divise les domaines, le pouvoir se partage, les lumières se répandent, les intelligences s'égalisent; l'état social devient démocratique, 
et l'empire de la démocratie s'établit enfin paisiblement dans les institutions et dans les mœurs.
Je conçois alors une société où tous, regardant la loi comme leur ouvrage, 
l'aimeraient et s'y soumettraient sans peine; 
où l'autorité du gouvernement étant respectée comme nécessaire et non comme divine, 
l'amour qu'on porterait au chef de l'État ne serait point une passion, 
mais un sentiment raisonné et tranquille …”
“แต่นี่แหละ คือ ตำแหน่งแห่งที่ ลำดับชั้นที่ปะปนกันไป กำแพงขวางกั้นก็ค่อยๆทลายลง 
มีการแบ่งทรัพย์สิน อำนาจถูกแบ่งออกไป 
ความสว่างไสวทางปัญญาแพร่หลาย ภูมิปัญญาเท่าเทียมกัน สภาพสังคมก็กลายเป็นประชาธิปไตย และในท้ายที่สุด อาณาจักรแห่งประชาธิปไตยได้สร้างขึ้นอย่างสันติในสถาบันและในประเพณี
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพินิจเห็นสังคมหนึ่งที่ทุกคน, ซึ่งมองกฎหมายเสมือนเป็นผลงานรังสรรค์ของตนเอง, รักใคร่ซึ่งกันและกัน และยอมอยู่ภายใต้สังคมนั้น
เป็นสังคมที่อำนาจของผู้ปกครองได้รับการเคารพในฐานะเป็นเรื่องจำเป็น หาใช่เพราะเป็นเทวสิทธิ์ ความรักที่มอบให้ต่อประมุขของรัฐย่อมมิใช่เกิดจากอารมณ์ปรารถนา 
แต่เกิดจากความรู้สึกที่มีเหตุมีผลและสงบนิ่ง...”
Alexis de Toqueville, De la démocratie en Amérique, Tome I, 1835, p.14.

- ๑ -
การสาบานตนของกษัตริย์ว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ


ในประเทศที่เป็นราชอาณาจักรและเป็นประชาธิปไตย หรือประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญกำหนดให้กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐต้องสาบานตนก่อนเข้ารับ ตำแหน่งว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และมักมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของกษัตริย์ในการเคารพรัฐธรรมนูญ เช่น

สเปน ในมาตรา ๖๑ “กษัตริย์ต้องปรากฏตนต่อหน้ารัฐสภาเพื่อสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตน อย่างซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เคารพสิทธิของพลเมืองและประชาคมปกครองตนเอง”

เบลเยียม ในมาตรา ๙๑ วรรคสอง “กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ได้ภายหลังสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้ารัฐสภา คำสาบานมีดังนี้ “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของราษฎรชาวเบลเยียม รักษาเอกราชของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน”

เดนมาร์ก ในมาตรา ๘ “ก่อน เข้าสู่อำนาจ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะรัฐมนตรีว่าจะไม่ละเมิด รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศนั้น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง ส่งมอบให้กับรัฐสภาเพื่อเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของรัฐสภา อีกฉบับ เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของราชอาณาจักร...”

นอร์เวย์ มาตรา ๙ “... กษัตริย์ต้องสาบานต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ข้าพเจ้าขอสัญญาและสาบานว่าจะปกครองราชอาณาจักรนอร์เวย์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย..."

เนเธอร์แลนด์ ในมาตรา ๓๒ “โดย เร็วที่สุด ภายหลังเริ่มใช้อำนาจ กษัตริย์ต้องสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อที่ประชุมรัฐสภาอันเปิดเผยซึ่งจัด ขึ้นในสถานที่ประชุมเดียวเท่านั้น คือ อัมสเตอร์ดัม พระองค์ต้องสาบานและสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและซื่อสัตย์ต่อการ ปฏิบัติหน้าที่”

กรณีของ “ราชอาณาจักร” ไทยนั้น ไม่ปรากฏชัดเจนว่า กษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของรัฐ ต้องมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวก็ได้รับการถกเถียงในช่วง ๒๔๗๕ ดังปรากฏให้เห็นจากนายปรีดี พนมยงค์ เคยเล่าไว้ว่า "ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธ.ค. มีปัญหาว่าจะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯและข้าพเจ้า เข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่มีประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นเขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ และต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้น รับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปให้มีความใดเติมไว้ในพระราช สัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

นายปรีดีฯ ยังเล่าต่อไปอีกว่า "พระยา พหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นจะทรงกระทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่าคณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะ คิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมาแล้วจะทูลเกล้าฯถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระ ปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏ และในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายพระองค์อื่นลงพระปรมาภิไธย ให้"[๑]

เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองไทย และระบบรัฐธรรมนูญของต่างประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของกษัตริย์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และการสาบานตนของกษัตริย์ก่อนเข้ารับตำแหน่งว่าจะเคารพและพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนไม่อาจพูดถึงได้

หากบุคคลใดกล่าวหาว่าความคิดเช่นนี้เป็นความคิดสุดโต่ง เป็นความคิดอันตราย เป็นการจาบจ้วง ลิดรอนพระราชอำนาจ หรือไปถึงขนาดว่า “ล้มเจ้า” ข้าพเจ้าเห็นว่า ความคิดของบุคคลเหล่านั้น คงเป็นความคิดที่กลั่นกรองออกจาก “สมอง” ที่ “หลงยุค” อยู่ในสมบูรณาญาสิทธิราชย์

- ๒ -
รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก
ในฐานะรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร


ในข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ ในประเด็นที่ ๔ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่นั้น คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง

เหตุที่คณะนิติราษฎร์จำเพาะเจาะจงมุ่งเน้นไปที่รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก ก็เนื่องจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่จัดวางระบอบประชาธิปไตยและ หลักความเป็นราชอาณาจักรซึ่งกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบเนื่องต่อมาตามกระบวนการปกติ โดยที่ไม่มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญนอกวิถีทางประชาธิปไตย

การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ต่อมา คณะรัฐประหารได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ การรัฐประหารครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของ “วงจรอุบาทว์” ในระบอบการเมืองไทย นับแต่นั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่สืบเนื่องต่อมา ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกตัดตอนจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ให้นำรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรกมาเป็นต้นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นความพยายามนำระบอบการเมืองการปกครองในปัจจุบันกลับไปเชื่อมโยง อุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร

นอกจากนี้ เราอาจพิจารณาความเห็นของนายปรีดี พนมยงค์ ต่อรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ได้อีกด้วย นายปรีดีฯ เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ และฉบับต่อๆมา ก็เป็นโมฆะ นอกจาก “มิใช่ระบบการเมืองประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยชอบ” แล้วยัง “มิใช่เป็นระบบปกครองที่สมบูรณ์ในตัวของรัฐธรรมนูญนั้นเอง” ด้วยเหตุผลสามประการ ดังนี้

ประการแรก การลงนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทรในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ เพราะ “หัวเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เขียนตำแหน่งผู้ลงนามแทนพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งในภาษาไทยคำว่า “คณะ” หมายถึงบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แต่เหตุใดจึงมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” ส่วนหลายคนที่มีจิตใจสังเกตก็แสดงความเห็นว่า เมื่อก่อนหน้าวันที่ ๘ พฤศจิกายนนั้น เคยได้ฟังวิทยุกรมโฆษณาการอ่านประกาศกฎหมายหลายฉบับ คือ เมื่ออ่านคำว่า “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” แล้ว ก็อ่านต่อไปถึงชื่อคณะนั้นที่ลงนาม ซึ่งผู้ลงนาม ๒ ท่าน คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” และ “มานวราชเสวี” (พระยามานวราชเสวี) แสดงว่า คณะนั้นประกอบด้วยบุคคล ๒ คน ฉะนั้นผู้ใช้ความสังเกตจึงเห็นได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญ (ฉบับใต้ตุ่ม) ดังกล่าวเริ่มแสดงถึงการเป็นโมฆะตั้งแต่หัวเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น”[๒]

ปรีดีฯ ยังได้ชี้ชวนให้พิจารณาประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙ อีกด้วยว่า เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชยังทรงพระเยาว์ รัฐสภาจึงลงมติตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นประธาน และพระยามานวราชเสวี โดยมีข้อตกลงว่าในการลงนามเอกสารราชการนั้น ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ลงนาม ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มซึ่งกรมขุนชัยนาทฯองค์เดียวเป็นผู้ลงนามจึงเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนข้อกำหนดในประกาศแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฉบับวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙[๓]

ประการที่สอง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายปรีดีฯ เห็นว่า "... ผู้สำเร็จราชการที่ตั้งโดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ นี้ก็ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่า "จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ดั่งนั้นถ้ากรมขุนชัยนาทฯได้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณและไม่ยอมลงพระนามแทนองค์ พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และปฏิบัติหน้าที่จอมทัพแทนองค์พระมหากษัตริย์ขณะทรงพระเยาว์แล้ว ระบอบแห่งรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มอันเป็นบ่อเกิดให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญต่อมาอีก หลายฉบับ จนมวลราษฎรจำกันไม่ได้ว่ามีกี่ฉบับก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้..."[๔]

ประการที่สาม ผู้ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม เป็นตำแหน่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ นายปรีดีฯ อธิบายว่าผู้ลงนามรับสนองฯในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๐ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม “ผู้ บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหาร ตั้งให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผิดต่อกฎหมาย และผู้นั้นไม่มีอำนาจตามที่กฎหมายที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”[๕]

- ๓ -
๑๑๒ 


หลังจากคดี “อากง” กระแสเรื่องการปฏิรูปมาตรา ๑๑๒ ก็กลับเข้าสู่สาธารณะอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสคดี “อากง” มีทั้งฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ให้แก้ไขมาตรา ๑๑๒ บ้างก็หวงห้ามแก้ราวกับมาตรา ๑๑๒ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันมิอาจล่วงละเมิดได้ บ้างไปไกลกล่าวนั้น เสนอให้เพิ่มโทษเข้าไปอีก ในบรรดาความเห็นต่างๆเหล่านี้ ข้าพเจ้าสนใจในความคิดเห็นของบรรดารอแยลลิสม์ผู้ดูมีทีท่าเป็นผู้มีสติปัญญา และมีเหตุมีผล จึงใคร่ขอตั้งเป็นข้อสังเกต ดังนี้

บรรดารอแยลลิสม์ ผู้ดูมีทีท่าเป็นผู้มีสติปัญญาและมีเหตุมีผลหลายท่านแสดงความเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาในปัจจุบันเกิดจากการบังคับใช้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความเห็นในลักษณะนี้ พูดเมื่อไร ก็ถูกเมื่อนั้น ไม่ต่างอะไรกับการวิจารณ์สังคมหรือเสนอแนะทางแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ก็จะโยนไปที่ปัญหาการศึกษา

บุคคลที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ ตำรวจ พนักงานอัยการ ตลอดจนศาล ดำเนินการและตัดสินคดีที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ อย่างที่เป็นอยู่ เพราะอะไร? ลองจินตนาการดูว่า ถ้าสถานะของสถาบันกษัตริย์ไม่เป็นดังเช่นปัจจุบัน ถ้าสถานะของสถาบันกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเหมือนกับสถานะของสถาบัน กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสเปน ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แล้วการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ จะเป็นเช่นนี้หรือไม่? ถ้าสังคมในราชอาณาจักรไทยไม่ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยมดังเช่น ทุกวันนี้ ความกระตือรือร้นของเหล่าอุลตร้ารอแยลลิสม์ และการใช้การตีความกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ของผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย จะเป็นเช่นนี้หรือไม่?

เช่นนี้แล้ว ปัญหาของมาตรา ๑๑๒ จึงอยู่ที่การบังคับใช้ของบรรดาเจ้าหน้าที่ อยู่ที่ปัญหาของพวกอุลตร้ารอแยลลิสม์ เพียงเท่านี้หรือ? ปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่? อะไรเป็นเหตุให้อุลตร้ารอแยลลิสม์ ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย ปฏิบัติเช่นนั้น?

การให้เหตุผลว่ามาตรา ๑๑๒ มีปัญหาที่การบังคับใช้ มาตรา ๑๑๒ ไม่ได้มีปัญหาที่ตัวกฎหมาย จึงเป็นการผลักปัญหาไปโทษที่ “คน” โดยจงใจละเลยโครงสร้าง เบื้องหลัง ตลอดจนอุดมการณ์ที่ยึดครองสังคมนี้
ข้อเสนอของรอแยลลิสม์ที่ให้แก้ไข มาตรา ๑๑๒ เฉพาะกรณีลดโทษให้กลับไปเท่ากับอัตราโทษตอนปี ๒๕๑๙ และหาองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับผิดชอบในการร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงเป็นการ “แก้ไข” ที่ไม่ใช่ “แก้ไข” แก้ไปก็เหมือนไม่แก้

ในความเห็นส่วนตัว ของข้าพเจ้า การรณรงค์แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และระบอบประชาธิปไตย และด้วยการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ตามพื้นฐานนี้เอง จะส่งผลไปถึงสถาบันกษัตริย์ ทำให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาธิปไตยได้

- ๔ -


ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๓ นี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำหนังสือ ๒ เล่ม เล่มแรก ประวัติรัฐธรรมนูญ ของ สุพจน์ ด่านตระกูล หนังสือเล่มนี้ ท่านจะได้ทราบถึงรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามความตั้งใจของคณะราษฎร และการต่อสู้ระหว่างคณะราษฎรกับระบอบเก่า โดยผ่านรัฐธรรมนูญ สุพจน์ฯได้คัดเอาเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ และคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้น ซึ่งมีความก้าวหน้า และกล้าหาญที่จะอภิปรายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา

เล่มที่สอง แผนชิงชาติไทย ของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หนังสือเล่มนี้ คือ วิทยานิพนธ์ของสุธาชัยฯ ในชื่อ “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๐๐)” ท่านจะได้ทราบถึงสาเหตุ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนผลของรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ต่อเนื่องไปถึงการรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศพระบรมราชโองการ ตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร โดยไม่มีผู้ใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

หนังสือทั้งสองเล่มเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วง ๒๔๗๕ – ๒๕๐๐ นอกจากท่านจะได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว หนังสือทั้งสองเล่มนี้ ยังช่วยให้ท่านได้ตระหนักว่า สถานะของสถาบันกษัตริย์ไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้มาตลอดกาล แต่ถูกทำให้เข้มแข็งอย่างเป็นกระบวนการและเป็นระบบ มีการต่อสู้กัน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ เพียงแต่ว่า ปัจจุบันนี้ อุดมการณ์กษัตริย์นิยมได้ยึดกุมสังคมไทยอยู่

ในวาระที่เข้าสู่ ปี ๒๕๕๕ อันเป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปี คณะ ร.ศ. ๑๓๐ และครบรอบ ๘๐ ปี อภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตย เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนลบล้างสิ่งปฏิกูลที่ตกทอดมาจากระบอบรัฐประหาร

และหากถามว่า สถานการณ์ในปี ๒๕๕๕ และปีถัดๆไปจะเป็นเช่นไร ข้าพเจ้าคงไม่มีความสามารถคาดเดาได้ด้วยตนเอง แต่ข้าพเจ้าขอยกข้อเขียนของนายปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ ๒๕๐๐ มาเป็นคำตอบ เพื่อให้ท่านได้พิจารณาอย่างแยบคาย ดังนี้

"...ในระยะหัวต่อหัว เลี้ยวระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่นั้น เราอาจเห็นในบางสังคมว่าระบบเก่าที่สลายไปแล้วได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ทั้งระบบหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ดูประหนึ่งว่าระบบเก่าหรือส่วนของระบบเก่า จะวกกลับมาตั้งมั่นอยู่ต่อไป และคล้ายกับเป็นวิถีที่แย้งกฎแห่งอนิจจัง

แต่สิ่งที่ลวงตาเช่นนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว ตามวิถีแห่งการปะทะในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว ทั้งนี้ก็เพราะระบบเก่ายังคงมีพลังที่ตกค้างอยู่ จึงดิ้นรนตามกฎที่ว่า “สิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ” การต่อสู้ทำนองนี้อาจเป็นไปได้หลายยก โดยต่างฝ่ายต่างผลัดกันชนะผลัดกันแพ้ ระบบของสังคมในระยะหัวต่อเช่นนั้นย่อมมีลักษณะปลีกย่อยต่างๆที่ได้รับการ แก้ไขให้เหมาะแก่สถานการณ์ของฝ่ายชนะ แต่ในที่สุดพลังเก่าพร้อมทั้งระบบก็หลีกเลี่ยงไปไม่พ้นจากกฎแห่งอนิจจัง ระบบใหม่ที่ได้รับชัยชนะนั้นก็ดำเนินไปตามกฎอันเดียวกัน โดยมีระบบใหม่ยิ่งกว่ารับช่วงเป็นทอดๆต่อไป

... ความจริงก็ปรากฏว่ามีบุคคลซึ่งดูเหมือนจะเป็นวรรณะใหม่ แต่ก็ไม่เข้าใจกฎอนิจจัง โดยถือว่าสภาวะเก่าเป็นของถาวร และไม่พอใจในความพัฒนาของสภาวะใหม่ที่ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ บุคคลจำพวกนี้อาจไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขของวรรณะเก่า แต่บำเพ็ญตนเป็นสมุนของพลังเก่ายิ่งกว่าบุคคลแห่งอันดับสูงของวรรณะเก่า ทั้งนี้ก็เพราะพลังเก่าที่สลายไปนั้น ได้สูญสิ้นไปเฉพาะรูปภายนอกของระบบการเมือง แต่บุคคลเก่ายังแฝงอยู่ในกลไกอำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงมีทรรศนะทางสังคมตามระบบเก่าที่ล้าหลัง สิ่งตกค้างของระบบเก่าชนิดนี้มีทรรศนะที่ผิดจากกฎธรรมชาติยิ่งกว่าบุคคล ก้าวหน้าแห่งวรรณะเก่าเอง ฉะนั้นจึงดำเนินการโต้กฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าพวกถอยหลังเข้าคลองที่จำต้องเป็นไปตาม สภาวะของเขา แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นไปเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังต้องประจักษ์ขึ้น"[๖]

- - - - - - - - - - - - -

เชิงอรรถ

[๑] ปรีดี พนมยงค์, จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๖๘-๖๙

[๒] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๕๓, หน้า ๒๒๙.

[๓] เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๒๙-๒๓๑.

[๔] ปรีดี พนมยงค์, จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๗๐.

[๕] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๕๓, หน้า ๒๓๓

[๖] ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นอนิจจังของสังคม, คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, พิมพ์ครั้งที่ ๙, ๒๕๔๒, หน้า ๒-๔. ดาวน์โหลดได้ที่http://www.openbase.in.th/files/pridibook010.pdf

ท่าน นายกฯ "ยิ่งลักษณ์" โพสท่าหน้า "ทัชมาฮาล" ระหว่างเยือนอินเดีย

Posted by KwamRak on 25.2012 ★รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 0 trackback
 

ท่าน นายกฯ "ยิ่งลักษณ์" โพสท่าหน้า "ทัชมาฮาล" ระหว่างเยือนอินเดีย

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:15:00 น.

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถ่ายรูปหน้า "ทัชมาฮาล" ระหว่างเดินทางไปเยือนประเทศอินเดียเป็นเวลา 4 วัน เพื่อร่วมงานวันฉลองเอกราชในวันที่ 26 มกราคม

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:02 น.  ข่าวสดออนไลน์

‘ยิ่งลักษณ์’ชี้อินเดียให้เกียรติไทยมาก เชิญร่วมงานวันชาติ

 เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 24 ม.ค. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 24-26 ม.ค. ว่า เป็นการเยือนครั้งสำคัญ ที่ถือว่าไทยได้รับเกียรติสูงสุด เพราะได้รับเชิญในฐานะแขกเกียรติยศในงานเฉลิมฉลองวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย หรือวันชาติของอินเดีย ที่แต่ละปีจะได้รับเชิญเพียง 1 คน และปีนี้ไทยได้รับเกียรติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญระหว่างไทย-อินเดีย

 ทั้งนี้ ในการหารือกับนายกรัฐมนตรีอินเดีย จะพูดคุยเรื่องหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการเพิ่มเป้าหมายการค้าการลงทุนเป็น 2 เท่า จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายด้าน เช่น การลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA ที่จะเพิ่มสินค้าประเภทที่ลดภาษีระหว่างกันอีก 1 รายการ คือ ตู้เย็น รวมเป็น 83 รายการ ตลอดจนความร่วมมือด้านอื่น ๆ  เช่น ด้านพลังงาน ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านความมั่นคง ที่จะมีการแลกเปลี่ยนเนื้อหาความรู้ซึ่งกันและกัน

social gossip จ เจตน์ เต้ มดแดง 24-01-55

Posted by KwamRak on 24.2012 [ TV ] - การเมืองวัยรุ่น 0 trackback

The daily dose หม่อมปลื้ม 24-01-55

Posted by KwamRak on 24.2012 [ TV ] - News 0 trackback

"เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand"24 มกราคม 2555:คืบหน้ายาบ้าพันล้าน โยงขบวนการขุนส่า

Posted by KwamRak on 24.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 

Spring News : Inside Thailand : คืบหน้ายาบ้าพันล้าน โยงขบวนการขุนส่า


รายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ประจำวันที่ 24 มกราคม 2555
ดำเนินรายการโดยคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์และคุณอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์
ความคืบหน้าคดียาบ้ามูลค่ากว่าพันล้านบาท โยงขบวนการเจ้าพ่อยาเสพติดชื่อก้องโลก"ขุนส่า" 

"ณัฐวุฒิ"ยันได้ดีเป็นรมต.แต่ไม่ทิ้งจิตวิญญาณ ปชต.ไม่หวั่นถูกย้อนติดคดีก่อการร้าย

Posted by KwamRak on 24.2012 News 0 trackback
 

"ณัฐวุฒิ"ยันได้ดีเป็นรมต.แต่ไม่ทิ้งจิตวิญญาณ ปชต.

 ไม่หวั่นถูกย้อนติดคดีก่อการร้าย ใช้ผลงานพิสูจน์

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 13:13:51 น.

เมื่อเวลา 10.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับรัฐมนตรีที่เพิ่งปรับใหม่ ซึ่งก็บอกกับรัฐมนตรีใหม่ว่าหวังว่าการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรีทั้งคนเก่าและคนใหม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยดีกับพี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศ และได้มีการประชุมตามระเบียบวาระปกติ

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมอบหมายงานด้านไหนให้ดูแล นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เบื้องต้น นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกในที่ประชุม ครม.ว่า จะให้ตนดูแลงานเดิมที่ นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการคนที่แล้วได้ดูแลอยู่ ซึ่งประกอบด้วย 4 กรม กับ 3 รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่วน 3 รัฐวิสาหกิจคือ องค์การสะพานปลา องค์การสวนยาง และกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

เมื่อถามว่าจะมีการตั้งนายอารีย์ ไกรนรา มาเป็นเลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรี ถือว่าเป็นคนรู้ใจสนิทกันเลยหรือไม่ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ก็ถือว่าเป็นพี่น้องที่ร่วมต่อสู้กันมา ก็จะทำให้งานเกิดประสิทธิผลต่อไป

สำหรับการเข้ากระทรวงนั้น รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนจะเดินทางเข้ากระทรวงในช่วงเช้าตรู่ เพราะเป็นลูกชาวนา การออกไปทำงานก็ทำกันแต่เช้ามืด ไม่ได้ถือฤกษ์อะไรในการเข้ากระทรวง โดยจะเข้าไปในวันที่ 25 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 06.30 น. เป็นต้นไป และที่วันนี้ไม่ได้เข้ากระทรวงเกษตรฯ เพราะว่ามาประชุม ครม.แต่เช้า กว่าจะเข้าไปก็สายแล้ว จึงไม่อยากให้วันแรกเข้าไปแล้วสาย

เมื่อถามว่าตอนนี้ถือว่าเป็นอำมาตย์ได้หรือยัง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นประชาชนเต็มขั้นคือ เรื่องของจิตวิญญาณไม่ได้อยู่ที่หน้าที่หรือเก้าอี้ตัวไหนที่นั่ง แต่มันอยู่ที่จิตวิญญาณของคุณจะเป็นอย่างไร ตนก็ยังเป็นประชาชน

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงก็ยังดำรงอยู่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า จุดยืนเรื่องประชาธิปไตยคงเดิม เพราะถ้าไม่มีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยคงเดิม มันทำงานในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดยื่นเรื่องประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแต่เพียงว่าบทบาทภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นเรื่องที่เราต้องเร่งทำให้มันเกิดผลปรากฏชัดออกมาก่อน

เมื่อถามว่าตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องเกินความคาดหมายหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่ได้คาดหมายอะไรไว้ อย่างที่พูดมาตลอดว่าตนเล่นเพื่อทีม เพราะฉะนั้นเมื่อผู้รับผิดชอบหรือผู้บริหารของทีมบอกว่าจะต้องลงไปเล่นหน้าที่ไหน ก็ต้องทำหน้าที่นั้นเต็มที่

เมื่อถามว่าแรงเสียดทานที่ติดคดีก่อการร้ายที่เคยไปวิจารณ์ในรัฐบาลก่อนๆ วันนี้ตนเองมาเป็นรัฐมนตรีและมีคดีก่อการร้ายติดตัวอยู่จะทำอย่างไร นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตลอดเส้นทางของผมเต็มไปด้วยแรงเสียดทานทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนผ่านแต่ละหลักกิโลเมตรมาได้ก็ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจทุ่มเท เพราะฉะนั้นพร้อมที่จะทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมด พิสูจน์การทำงานในฐานะนี้

เมื่อถามว่าการเป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรงและได้มาเป็นรัฐมนตรี เหมาะสมเชิงคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คดีของตนยังไม่ถึงที่สุด แล้วการต่อสู้ทางการเมือง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตนว่าหานักการเมืองน้อยคนที่มีบทบาทในเวทีการเมือง ที่จะไม่ถูกคดีความ

"คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องคดีร้ายแรง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯก็มีคดีที่ต้องโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นเดียวกัน ก็ถูกกล่าวหากัน เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ของการต่อสู้ คนที่อยู่ในสนามการต่อสู้ย่อมมีบาดแผลเป็นธรรมดา เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าบาดแผลมันเกิดจากอะไร และในท้ายที่สุดเราเป็นผู้ถูกตัดสินจากกระบวนการยุติธรรมว่า เป็นคนทำผิดหรือไม่ตรงนั้นต่างหาก" รมช.เกษตรฯ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า การเข้ามารับตำแหน่งคิดว่าคนเสื้อแดงเข้าใจหรือไม่ เพราะวันหนึ่งเราเคยประกาศเป็นไพร่แต่วันหนึ่งมารับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นอำมาตย์ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ก็อย่างที่บอกว่า ความเป็นประชาชนหรือจุดยืนที่เรียกว่าเป็นไพร่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่บ้านเมืองนี้เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและตนเสนอตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ประชาชนเขาเลือกให้มาทำหน้าที่ และพรรคการเมืองต้นสังกัดก็ระบุว่าให้มาเป็นรัฐมนตรี ตนก็ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจ

ชูธง 23 มค. 55

Posted by KwamRak on 24.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

Artist: คุณจตุพร และ คุณณัฐวุฒิ
Title: รายการ ชูธง   
Genre: Political Talk
Release date: ประจำวันที่ 23 มกราคม  2555
Audio codec: MP3
Quality:
ออกอากาศ ทาง เอเซียอัพเดท เวลา 20.00-21.00น.

ขอบคุณ คุณม้าเร็ว  คุณfazhi2006's  คุณไทยสุริยะ
โดย เมษ์ษาkonthaiuk.info


●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●









●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

คลิป และ รูป "นายกฯปู" สวมชุดนักบินเหินฟ้าชมการใช้กำลังทางอากาศ

Posted by KwamRak on 24.2012 ★รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 0 trackback
 

คลิป และ รูป "นายกฯปู" สวมชุดนักบินเหินฟ้าชมการใช้กำลังทางอากาศ

"นายกฯปู" สวมชุดนักบินเหินฟ้าชมการใช้กำลังทางอากาศ "สุกำพล" ยิ้มแก้มปริหลังรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 11:35:28 น.

   

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 23 มกราคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง โดยมี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย สวมชุดนักบินทหารอากาศรอต้อนรับ พร้อมด้วย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มารอต้อนรับเช่นกัน

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์สวมชุดนักบินทหารอากาศโดยมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกล่าวทักทายสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "เดี๋ยวกลับมาค่ะ"

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินไปยังห้องรับรองพิเศษและขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยัง จ.ลพบุรี เพื่อเยี่ยมชมการแสดงการสาธิตการใช้กำลังทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ในทันที โดยมีกำหนดจะเดินทางกลับยังกรุงเทพมหานคร ในเวลา 10.45 น. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) สนามเป้า

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับ พล.อ.อ.สุกำพลได้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าวในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในชุดนักบินทหารอากาศครั้งแรก หลังจากได้ย้ายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาดูแลกระทรวงกลาโหมใน "ครม.ยิ่งลักษณ์ 2" ซึ่งทันทีที่นายกรัฐมนตรีลงจากรถยนต์ส่วนตัวและได้รับการต้อนรับจาก พล.อ.อ.อิทธพร เป็นที่น่าสังเกตว่า พล.อ.อ.สุกำพล มีสีหน้าในลักษณะยิ้ม ไม่หุบปากตลอดเวลา ส่วนครั้งนี้ไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มารอต้อนรับและร่วมเดินทางไปด้วยนั้นเนื่องจากติดภารกิจที่ จ.ลำปาง

นายกฯชมสาธิตใช้กำลังทางอากาศ Voice TV

ชมภาพ นายกฯปู ไปเยือนฟิลิปปินส์ 19ม.ค.55 (ฉบับสมบูรณ์)

Posted by KwamRak on 24.2012 ★รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 0 trackback

2012 01 23 ปอกเปลือกข่าว Spring News TV ก่อแก้ว VS ประพันธ์ "เงินเยียวยาเสื้อแดงสร้างมาตรฐานหรือต่างตอบแทน"

Posted by KwamRak on 23.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

social gossip จ เจตน์ เต้ มดแดง 23-01-55

Posted by KwamRak on 23.2012 [ TV ] - การเมืองวัยรุ่น 0 trackback

"เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand"23 มกราคม 2555:ขยายผล “รถทะเบียนกงจักร“ กลางที่พักยาบ้า

Posted by KwamRak on 23.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 

Spring News : Inside Thailand : ขยายผล “รถทะเบียนกงจักร“ กลางที่พักยาบ้า


รายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ประจำวันที่ 23 มกราคม 2555
ดำเนินรายการโดยคุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์และคุณอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์
ขยายผล "รถทะเบียนกงจักร" กลางที่พักยาบ้า กับพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด (โฆษกกองทัพบก)


คลิปแม่น้องเกดเดือด "คุณพูดว่าเป็น กบฎ คุณจะเอายังไง"

Posted by KwamRak on 23.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. กลุ่มญาติคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 53 นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด และ นายณัทพัช อัคฮาด แม่และน้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม พร้อมพวกประมาณ 30 คนยืนประท้วงรัฐสภาเพื่อขอพบนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมอบตะกร้อครอบปากสุนัข กระดูกปลอมของสุนัข และแปรงขัดส้วม หลังอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายสาธิตที่ดูหมิ่นกลุ่มผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ทั้งนี้นางพะเยาว์ กล่าวว่า นายสาธิตจะไปยื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับการระงับมติคณะรัฐมนตรีให้เยียวยากลุ่มคนเสื้อแดงอย่างไรก็ทำไป แต่ไม่ควรจะบอกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่สมควรได้รับเงินเยียวยาเพราะเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นกบฎของประเทศ และยังพูดจาดูหมิ่นคนเสื้อแดงว่าเป็นพวกเห็นแก่เงิน ทั้งนี้ตนและพวกต้องการมอบของดังกล่าวให้แก่นายสาธิต และกรรมการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแทนการพูดที่ไม่เป็นมงคล ทั้งนี้หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งคนลงมารับ ก็จะมอบให้ส.ส.พรรคเพื่อไทยนำไปให้นายสาธิตแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้ารัฐสภา และมีการขับรถมาปิดหน้าประตูไว้ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาต้องปิดประตูป้องกันทางเข้าเอาไว้เพราะเกรงว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวจะไปก่อความวุ่นวายต่อการประชุม

"นลินี" รมต.สำนักนายกฯแจง ทำไมไม่มองความสามารถดิฉันให้เป็นจุดแข็ง

Posted by KwamRak on 23.2012 News 0 trackback
 


น.ส.นลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 2" และอดีตผู้แทนการค้าไทย ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 19 มกราคม กรณีมีข่าวถูกทางการสหรัฐอเมริกาประกาศบัญชีดำ (แบล๊กลิสต์) ห้ามเข้าประเทศเมื่อปี 2551 (ค.ศ.2008) และห้ามชาวอเมริกันทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับบุคคลและบริษัทที่อยู่ในแบล๊กลิสต์นี้ สาเหตุเพราะมีชื่อเกี่ยวพันกับคดีของนายโรเบิร์ต มูกาเบ ประธานาธิบดีซิมบับเว ว่า เรื่องนี้เป็นการกล่าวหาฝ่ายเดียว ซึ่งไม่เคยมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีมาแล้ว (ปี 2551) และไม่ได้เป็นความจริง เมื่อทราบเรื่องภายหลังได้ให้ทีมทนายความดำเนินการทำเรื่องชี้แจงอธิบายข้อมูลไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 ( ค.ศ.2009 ) จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับมาอย่างเป็นทางการ


"กระทั่งจู่ๆ ก็มีข่าวออกมาหลังรับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสื่อก็ลงกันผิดไม่ได้ถูกขึ้นแบล๊กลิสต์แต่อย่างใด เพียงมีข้อความระบุห้ามทำธุรกรรมกับคนอเมริกา ไม่ได้ห้ามเข้าประเทศแต่อย่างใด ล่าสุดให้ทางกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่มีข้อห้ามเข้าประเทศสหรัฐ ทุกวันนี้ยังมีวีซ่า 10 ปีเข้าสหรัฐ แต่ว่าที่ผ่านมาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไป" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

น.ส.นลินี กล่าวว่าจากการทำงานในหน้าที่ต่างๆ ที่ผ่านมาได้มีโอกาสรู้จักกับผู้นำประเทศเป็นจำนวนมาก จากการประชุมระหว่างประเทศบ้าง และจากการที่ผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางมาเยือนเมืองไทยบ้าง ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกที่จะมีความสัมพันธ์สนิทสนมกัน สำหรับกรณีนี้ประธานาธิบดี (ซิมบับเว) และภรรยาได้เดินทางมาประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปี 2002 (พ.ศ.2545) โดยที่เอกอัครราชทูตเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกัน และโดยการแสดงออกถึงน้ำใจไมตรีของคนไทยเรานั้นมิตรภาพก็เกิดขึ้น จึงเป็นเพียงเพื่อนกันโดยไม่ได้มีการทำธุรกรรมใด

"เมื่อแขกบ้านแขกเมืองมาเราก็ดูแลเป็นอย่างดีไม่เพียงเฉพาะประเทศนี้ เพราะนี่คือเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ดิฉันมีความสนิทสนมกับผู้นำในทวีปแอฟริกาเป็นจำนวนมากและสามารถยกหูคุยกันได้กับหลายประเทศ ทำไมไม่มองดูจุดแข็งของความสัมพันธ์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

น.ส.นลินีกล่าวว่า ขอปฏิเสธว่าไม่เคยมีการทำธุรกรรมใดๆ ทั้งสิ้นกับประธานาธิบดีหรือภรรยาของประธานาธิบดีซิมบับเว เป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง การโจมตีว่าเข้าออกประเทศไม่ได้ก็ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆและไม่ได้เป็นอาชญากร ดังที่ผู้ไม่หวังดีพยายามจะยัดเยียดเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

"คุณสมบัติของดิฉันก็ครบถ้วน จบปริญญาเอกด้านการสื่อสาร รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียนที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีและมีประสบการณ์ทุกประการ จึงขอโอกาสใช้ศักยภาพและความสามารถในการทำงานเพื่อประเทศชาติให้อย่างดีที่สุด" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่าเดินทางไปสหรัฐครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ น.ส.นลินีกล่าวว่าไม่ได้เดินทางไปหลังจากปี 2551 เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางไป กระทรวงการต่างประเทศก็ยืนยันว่าไม่ได้ถูกห้ามเข้าประเทศ และวีซ่าก็ยังมีจึงต้องให้ความกระจ่าง เมื่อถามว่ารู้จักสนิทสนมกับประธานาธิบดีซิมบับเวได้อย่างไร น.ส.นลินีกล่าวว่ามีทูตแนะนำให้รู้จักในช่วงที่มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและประธานาธิบดีและภรรยาก็ชอบเมืองไทยชอบทะเล

"ตอนที่ช่วยงานสภาวัฒนธรรม ก็เคยได้รับเชิญไปร่วมประชุมที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ซึ่งท่านมหาเธร์ (มหาเธร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จัดประชุมร่วมผู้นำแอฟริกา เป็นการประชุมแบบผลัดกันจัดคนละปี ยิ่งทำให้รู้จักเป็นการส่วนตัวทั้งทูตแอฟริกา และกษัตริย์สวาซีแลนด์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

เมื่อถามว่าถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มทุน "แสนสิริ" นักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกส่งเข้ามาร่วมรัฐบาล น.ส.นลินีกล่าวว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มไหน เป็นตัวของตัวเองมาตลอด เป็นการถูกนำมาโยงกันไปเอง เมื่อถามว่าได้รับการทาบทามจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นรัฐมนตรี น.ส.นลินีกล่าวว่าไม่ได้เป็นการทาบทาม แต่ก่อนหน้านี้เคยรู้จักพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์มาก่อน และนายกรัฐมนตรีคงเคยเห็นเรื่องของการทำงานประสานกับต่างประเทศ และเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง จึงให้มาช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติ


ขอขอบคุณมติชนออนไลน์

"มีชัย" หนุน "นลินี" อย่าลาออก เชียร์ให้เชิญ ปธน.ซิมบับเวมาไทยด้วย

Posted by KwamRak on 23.2012 News 0 trackback
 
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานวุฒิสภา เจ้าของฉายามือกฎหมายใหญ่ ในคอลัมน์ถามตอบกับมีชัย มีผู้ถามปัญหาเรื่อง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี( นลินี ทวีสิน)ถูกแบล็กลิสต์ โดยมีผู้ถามตั้งคำถามว่า รัฐบาลแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ถูกสหรัฐแบล็กลิสต์ เป็นการสมควรและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายมีชัย ร่ายคำตอบยาว แบบจัดเต็ม ว่า เมื่อรัฐมนตรีนั้นเป็นรัฐมนตรีของไทย ทำงานในรัฐบาลไทย เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ก็ต้องดูตามกฎหมายของไทยว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรขาดคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม และไม่บกพร่องตามวัฒนธรรมประเพณีของไทยแล้วก็เป็นอันใช้ได้ จะไปคิดตามอเมริกันได้อย่างไร เวลาเขาตั้งรัฐมนตรีของเขา เขาก็คงไม่เคยคำนึงถึงความรู้สึกหรือข้อห้ามอะไรของไทย


ตามข่าวก็ปรากฏว่ารัฐมนตรีท่านนี้ถูกแบล็กลิสต์ก็เพราะเธอไปต้อนรับขับสู้คนที่รัฐบาลอเมริกันไม่ชอบ สิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้องตามประเพณีของไทยแล้วที่ว่า "ใครมาถึงเรือนชานก็ต้อนรับ" รัฐบาลอเมริกันก็เหมือนกับเด็กเกเรที่เราเคยพบนั่นแหละ ถ้าตัวเองโกรธหรือไม่ชอบใครก็จะต้องบังคับให้คนอื่นโกรธหรือไม่ชอบด้วย มิฉะนั้นก็จะไม่ยอมให้เป็นพวก ถ้าท่านรัฐมนตรีท่านนั้นถูกแบล็กลิสต์เพราะไปค้ายาเสพติด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรในทำนองนั้น จึงไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม ไปยึดถือมาตรการของอเมริกันเป็นหลักไม่ได้หรอก เพราะอเมริกันเขาถือเอาประโยชน์ของประเทศและคนของเขาเป็นเกณฑ์ หาหลักเกณฑ์ที่แน่นอนไม่ได้

ดูตัวอย่างที่อเมริกันชักชวนคนทั้งโลกให้ saction พม่า มาตั้งนานแล้ว แต่คนอเมริกันก็เอาบุหรี่อเมริกันเข้าไปขายในพม่าเต็มไปหมด ไม่ขายโดยตรงก็ขายผ่านทางสิงคโปร์ ได้กำไรมากมาย ก็ไม่เห็นรัฐบาลไปแบล็คลิสต์บริษัทยาสูบหรือประธานบริษัทเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลอเมริกันพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะป้องกันไม่ให้คนของตัวสูบบุหรี่ แต่ก็หลิ่วตาขนไปขายพม่าและประเทศทั้งหลายในโลก ใครจะเป็นจะตายอย่างไร ก็ขอให้ได้กำไรไว้ก่อน ดูอินเดียเถอะ อเมริกันห้ามไม่ให้ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อจะได้บีบอิหร่านให้ทำตามคำสั่งของตัว อินเดียฟังเสียที่ไหน

อาจมีคนตั้งข้อติติงว่า ไม่เป็นการสง่างาม ผมก็ไม่เห็นไม่สง่างามตรงไหน ก็เห็นจากรูปว่าท่านหน้าตาออกดี มีความรู้ความสามารถ ลองมองให้รอบ ๆ ดูก็ได้ คนในรัฐบาลคนอื่นและคนในรัฐสภา มีคนหลายคนถูกกล่าวหาตามกฎหมายของไทย เป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง ฆ่าคนตายบ้าง ฉ้อโกงเขาบ้าง แต่เราก็เป็นของเรากันหน้าตาเฉย เพราะถือว่าตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสินว่าผิด คนเหล่านั้นก็ยังต้องถือว่าบริสุทธิ์อยู่ แล้วจะไปสนใจอะไรกับการแบล็คลิสต์ของประเทศที่มีนิสัยเหมือนเด็กเกเร ถ้ามีธุระปะปังอะไรที่จะติดต่อกับเขา ถ้าการนั้นเป็นประโยชน์แก่เขา ๆ ก็เดินทางมาพบเองแหละ แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์แก่เขาแล้ว ถึงจะบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างไร ไปขอพบเขา ๆ ก็คงไม่ให้ไปพบง่าย ๆ อยู่แล้ว

อย่าไปลาออกเพราะเหตุนี้เลย ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนไปเถอะ ว่าง ๆ ก็เชิญประธานาธิบดีซิมบับเวและญาติ ๆ มาฉลองสงกรานต์ที่เมืองไทยเสียบ้างก็ได้ บอกให้ชาวบ้านรู้ล่วงหน้าด้วยก็แล้วกัน คนไทยจะได้พร้อมใจกันไปต้อนรับให้เอิกเกริก เพราะนิสัยคนไทยนั้นถ้าเป็นประมุขของประเทศมาเยือนแล้ว ไม่ว่าจะรักหรือเกลียด เราก็ต้อนรับเต็มที่เสมอ ซึ่งยากที่คนอเมริกันจะเข้าใจได้ เพราะที่อ้างว่าเป็นผู้นำสิทธิและเสรีภาพนั้น ใจยังไม่กว้างพอที่จะเข้าใจหรือยอมรับวัฒนธรรมประเพณีของประเทศทั้งหลายที่แตกต่างไปจากความเชื่อของตนได้

มีชัย ฤชุพันธุ์
21 มกราคม 2555

แฉ"กล้าณรงค์" โกง-ก็อปปี้วิทยานิพนธ์ของชาวบ้านทั้งดุ้น!

Posted by KwamRak on 23.2012 News 0 trackback
 

ภาพดังกล่าว เป็นภาพวิทยานิพนธ์ ของนาย "กล้าณรงค์ จันทิก" รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ป.(ในขณะนั้น) โดยนายกล้าณรงค์ ได้ทำวิทยานิพนธ์ในฐานะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๓๖ เมื่อปี ๒๕๓๖ ถึง ๒๕๓๗ ในหัวข้อ "ปัญหาขององค์กรในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการไทย ศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาฮ่องกงกับไทย"
แต่ไม่นาน มีภาพอีกภาพด้านซ้ายยืนยันว่า วิทยานิพนธ์ดังกล่าวนั้น ถูกลอก (ก็อปปี้) จากเอกสารของวิทยาลับยการทัพเรือ ซึี่งเป็นเอกสารวิทยานิพนธ์ของนายชิดชัย พานิชพัฒน์ นทน. วทร. รุ่น ๒๒ เมื่อปี ๒๕๓๓ และเมื่อตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมด ปรากฏว่า เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ เหมือนกันทุกหน้า ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย จะมีเพียง "บทนำ" ย่อหน้าแรกเท่านั้นที่ถูกเขียนขึ้นใหม่
นี่คือ "ผู้ซื่อสัีตย์" ของประเทศไทย

"บิ๊กอ้าย" ไดโนเสารหลงยุค โผล่ปลุกทหารปล้นอำนาจประชาชน นำประเทศสู่หายนะ -ลั่นห้ามแก้ ม.112

Posted by KwamRak on 23.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 



 วันที่ 21 ม.ค. พล.อ.บุญเลิศ  แก้วประสิทธิ์ หรือ บิ๊กอ้าย ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร  ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ “ลับ ลวง พราง” ทาง อสมท.100.5 ว่า พอใจกับบทบาทของกองทัพในเวลานี้ ต่อการออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นกองทัพเอาจริงเอาจังเรื่องการต่อต้านการหมิ่นสถาบัน  โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.  และท่านอื่นๆ ด้วย แต่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกให้เห็น

 "ผมอยากให้ทหารแสดงออกกันมากๆ  ปกป้องชาติ สถาบันกษัตริย์ และดูแลประชาชน"

 พล.อ.บุญเลิศกล่าวถึงความพยายามในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า จะต้องไม่แก้  ไม่แตะต้อง อะไรที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์


 “ถ้ามันถึงที่สุด ผมว่าทางกองทัพก็ต้องพูดกันบ้าง ไม่ใช่พูดแค่มันปาก ต้องเอาจริง เพราะหากมันเกินเลยจนทหารทนไม่ได้  เพราะใน 7-8 ปี มีการทำลายสถาบันกษัตริย์มากเหลือเกิน ถ้าถึงที่สุด ถ้ามันมากเกินไปจนทนไม่ไหว ทหารก็อาจจะปฏิวัติ แน่นอน และต้องมี ผมเป็นทหารเก่าและกบฏเก่า ต้องมี”

 พล.อ.บุญเลิศ  อดีตประธานที่ปรึกษา ทบ. กล่าวว่า ขอให้คำสอนเตือนใจด้วยว่า “คนที่ไม่จงรักภักดี ต้องตายก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ผมยืนยันว่าเป็นจริง แล้วก็มีตัวอย่างมาแล้วหลายคน” พล.อ.บุญเลิศ  ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 1 รุ่นเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีต ผบ.ทบ. กล่าว

 พล.อ.บุญเลิศ  ระบุว่า มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดการปฏิวัติ ถ้ายังไม่เลิกดูหมิ่นสถาบัน

 "ผมว่าไม่ช้า ไม่นาน ผมอยากให้ทหารทำด้วยซ้ำ ถ้ามีสถานการณ์จำเป็น ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่ต้องเพื่อปกป้องสถาบัน เพราะนักการเมืองเหมือนฟาง ไม่ใช่ขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูด ไม่เผ็ด ไม่มีรสชาติ คือ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น แกงก็ไม่ได้ เผ็ดไม่เผ็ด  เป็นเครื่องแกงให้ดูครบเครื่องเท่านั้น ยกตัวอย่างตอนน้ำท่วม เขาไม่เห็นแก้อะไรปล่อยท่วมเฉย แก้ก็ไม่ถูก  ที่ดอนยังท่วม ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง”  พล.อ.บุญเลิศ ให้สัมภาษณ์ และว่า ตนจะเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เท่าที่ขีดความสามารถจะมีให้ และจะต้องออกมาเคลื่อนไหวในนามเตรียมทหารแน่นอน ตอนนี้กำลังจับตาดู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอยู่

 “ตอนนี้เราก็คิดว่าเรายัง ไม่ไปยุ่งกับเขา ยังไม่พิจารณาว่า เขาเหมาะที่จะเป็นศิษย์เก่า รร.เตรียมทหารต่อไปหรือไม่  แต่ถ้าเผื่อว่า เขายังไม่หยุด เราอาจจะหันมาพิจารณา”  บิ๊กอ้าย กล่าว

 เมื่อถามว่า ไม่เกรงใจรัฐบาลหรือ ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหาร กล่าวว่า ไม่เกรงใจใคร ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติและสถาบันพระกษัตริย์ คนไทยอยากใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาส แต่ถ้าไม่มีสถาบัน ก็แย่งกันใหญ่  วุ่นวาย แบ่งเป็นก๊ก เป็นพวกเหล่าทั้งนั้นไม่มีใครยอมใคร ดังนั้นต้องรักษาสถาบันไว้ 

"นลินี" เปิดอกแจงกรณีแบล็กลิสต์-ยันยังเข้าสหรัฐได้

Posted by KwamRak on 23.2012 News 0 trackback
 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ม.ค. นางนลินี ทวีสิน รมว.ประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงกรณีแบล็กลิสต์สหรัฐ โดยนางนลินีแถลงว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้มีข่าวว่าตนถูกแบล็กลิสต์ของสหรัฐจากการที่ทำธุรกิจกับประธานาธิบดีมูกาเบ้แห่งประเทศซิมบับเว โจมตีวิพากษ์วิจารณ์กดดันนายกฯ พยายามให้ดูเสมือนว่าการแต่งตั้งตนเป็นเรื่องน่าอับอาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ที่ผ่านมาตนพยายามนิ่งเงียบและชี้แจงเท่าที่จำเป็น กระทั่งเห็นว่าเวลานี้เหมาะสม จึงชี้แจงเรื่องต่างๆ

นางนลินี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2551 สำนักงานการควบคุมสินทรัพย์ของชาวต่างประเทศออกประกาศกล่าวหาว่าตนมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และด้านการค้าอัญมณีในนามของท่านประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ้แห่งซิมบับเว และมาดามเกรซ ภริยา และได้ประกาศอายัดทรัพย์ของโต้ข้ตนที่มีอยู่ในสหรัฐ รวมทั้งห้ามทำธุรกรรมด้านการเงินและการค้าขายกับคนอเมริกัน โดยข้อเท็จจริงเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐคว่ำบาตรซิมบับเว ให้เหตุผลว่ามีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและต่อมาในปี 2548 ประธานาธิบดีจอรจ์ ดับเบิลยู. บุช ประกาศเพิ่มเติมให้คว่ำบาตรสมาชิกในครอบครัวของบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร รวมทั้งผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกคว่ำบาตร ทั้งนี้ ในปี 2545 ประธานาธิบดีมูกาเบ้และภริยาเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และตนได้รับการแนะนำให้รู้จักกับท่านประธานาธิบดีและภริยาทางสังคม จากนั้นประธานาธิบดีมูกาเบ้และภริยาซึ่งชอบความงดงามของไทย และความมีอัธยาศัยดีของคนไทยจึงกลับมาเยือนอีกหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งตนจะไปต้อนรับประสานงานและอำนวยความสะดวกในฐานะคนไทยเจ้าของบ้าน นอกจากนี้ท่านประธานาธิบดียังส่งนักเรียนและบุตรหลานข้าราชการมาศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยจำนวนหลายสิบคน ซึ่งตนในฐานะที่เป็นนักวิชาการ ผ่านการศึกษาทั้งปริญญาตรี โทและเอกจากสหรัฐได้แนะนำ อำนวยความสะดวก หาสถานที่ศึกษา หรือแม้แต่การเดินทางมาศึกษาดูงานในโครงการพัฒนาตามพระราชดำริด้านการเกษตร ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันจึงมีมากขึ้นตลอดเวลาทางสังคม มิใช่ทางธุรกิจใดๆ

นางนลินี กล่าวต่อว่า ต่อมาในวันที่ 15 ก.พ. 2552 หลังจากที่ทราบถึงการประกาศของสำนักงานการควบคุมทรัพย์สินของชาวต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการ ตนจึงมอบหมายให้สำนักงานกฎหมายของเจ. ไมเคิล ฟาร์เรลล์ เมืองจอร์จทาวน์เพลส กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยื่นเรื่องสอบถามถึงหลักฐานที่ถูกนำมาใช้อ้างและอุทธรณ์การดำเนินการ เพื่อให้ตนเข้าไปชี้แจงข้อกล่าวหา แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการสหรัฐ เพียงแต่ได้รับหนังสือจากสำนักงานควบคุมทรัพย์สินของชาวต่างประเทศแจ้งว่ายินยอมให้สำนักกฎหมายดังกล่าวเป็นตัวแทนตนได้เป็นหลักฐานว่าสำนักงานการควบคุมทรัพย์สินของชาวต่างประเทศกล่าวหาตนแต่ฝ่ายเดียว ล่าสุดจึงมอบหมายให้อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานสืบสวนของรัฐบาลกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ทำหนังสือติดตามสอบถามเพื่อแก้ไขข้อกล่าวหานี้

“ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์มีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นหลักของบ้านเมืองและเป็นเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรามานาน ที่ได้กรุณาให้ความเห็นที่เที่ยงธรรมของท่านในกรณีนี้ด้วย” นางนลินี กล่าวและว่า ขอยืนยันว่า ตนไม่ได้อยู่ในบัญชีดำถูกห้ามเข้าสหรัฐ ยังคงเดินทางเข้าสหรัฐได้ การเผยแพร่คำว่าแบล็กลิสต์เป็นความจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิด บิดเบือนข้อเท็จจริงโดยผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ด้านภาษาอังกฤษในระดับที่ดีมาก หรือใช้ภาษาผิดพลาดโดยผู้ที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษดีพอ ทำให้ผู้ที่ฟังเผินๆ หรือไม่ได้ติดตามข่าวสารจริงจังเข้าใจผิด

นางนลินี กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่สำนักงานการควบคุมสินทรัพย์ของชาวต่างประเทศของสหรัฐประกาศออกมา คือมาตรการด้าน การคว่ำบาตรการเงินต่อตน โดยกระทรวงการคลังสหรัฐห้ามการทำมาค้าขายกับตนในฐานะส่วนตัว และรวมถึงห้ามตนถือครองสินทรัพย์ในสหรัฐ ขอบเขตของการบังคับจะเฉพาะคนสหรัฐเอง ไม่มีความเกี่ยวพันกับบุคคลอื่น หรือรัฐบาลของประเทศอื่น ไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยว่ากรณีของตนจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของชาติในวงกว้าง ทั้งนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐถือเป็นสิทธิที่ทำได้ และสหรัฐใช้อำนาจดังกล่าวในมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจหรือสังคม โดยสหรัฐใช้อำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่เปิดทางให้ผู้ที่ถูกคาบาตรชี้แจงใดๆ เช่นเดียวกับกรณีของตนซึ่งได้ให้สำนักงานกฎหมายในสหรัฐ และอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอยื่นหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงและหลักฐานมากว่า 3 ปีโดยปราศจากคำตอบอย่างสิ้นเชิง

นางนลินี กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น สหรัฐยังใช้อำนาจสายตาของชาวตะวันตก ยึดถือผลประโยชน์ของชาติตัวเอง เหมือนหลายๆ กรณี อาทิ การประกาศเตือนภัยชาวอเมริกันให้ระวังการก่อการร้ายในไทย ซึ่งเป็นมุมมองที่จะปกป้องประชาชนของตน แต่สำหรับคนไทย ไม่ได้รู้สึกว่าประเทศของเรากำลังจะมีการก่อการร้าย ซึ่งประเด็นนี้สร้างผลกระทบกับประเทศไทย และการท่องเที่ยวของไทยเช่นกัน

“ดิฉันหวังจะใช้ความรู้ความสามารถและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำประเทศระดับสูงที่มีอยู่เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ แต่ถูกดึงเอาความเป็นเพื่อนที่ดิฉันมีอยู่ โดยเอาการประกาศแซงก์ชั่นมาโจมตี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการใช้คำที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมดมากระทำต่อดิฉัน ดิฉันจึงขอชี้แจงทั้งในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ตั้งใจจะเข้ามาทำงาน และต้องพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ถูกโจมตีอย่างรุนแรง แต่ดิฉันก็ยังมีกำลังใจ ความเข้มแข็งที่จะทำงานหนัก และขอโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อมวลชนผู้มีหลักการและหัวใจที่เที่ยงตรงผ่านต่อไปยังประชาชนคนไทยทั้งประเทศในครั้งนี้ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่าการทำงานหนัก การตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมจะเป็นสิ่งพิสูจน์ตัวเองได้เป็นอย่างดี และขอให้ดิฉันเป็นเหยื่อทางการเมืองคนสุดท้ายที่จะโดนเล่นงานด้วยข้อกล่าวหาและการทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรงเช่นนี้”นางนลินี กล่าว

ด้านนายจิรายุกล่าวถึงกระแสข่าวแกนนำพรรคเพื่อไทยกดดันนางนลินีให้ลาออกจากตำแหน่งว่า พรรคเพื่อไทยไม่ติดใจกรณีที่นางนลินีจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไป โดยนางนลินีจะเข้าทำงานที่ทำเนียบในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของนางนลินีแล้วดีกว่ารัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหลายคน อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเพื่อไทยจะขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างประเทศให้ค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้

นายจิรายุ กล่าวว่า ขอประณามพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นถึงอดีตเลขานุการนายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ แต่จงใจเอาคำว่าแบล็กลิสต์มาใช้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกล่าวหารัฐบาล ทั้งๆ ที่คำว่าแบล็กลิสต์และแซงก์ชั่นต่างกัน ดังนั้นฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ทั้งนี้ นายชวนนท์พูดจาแบบไม่สมกับเป็นนักเรียนนอกเลย

"คณะนิติราษฎร์" เสนอตั้ง25อรหันต์ จัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย ย้ำทุกหมวดต้องสามารถแตะได้

Posted by KwamRak on 23.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 คณะนิติราษฎร์ ได้จัดอภิปรายในหัวข้อ "ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร - นิรโทษกรรม - ปรองดอง" ซึ่งนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ได้เสนอแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาแก้ไข แต่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่างใหม่ทั้งหมด

นายวรเจตน์ กล่าวว่า  คณะกรรมการดังกล่าวควรใช้ชื่อว่า คณะกรรมการจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตยมีจำนวน 25 คน แบ่งเป็น 20 คนมาจาก ส.ส. โดยพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องตกลงเรื่องการกำหนดสัดส่วนโควตาคณะกรรมการกันเอง กรรมการอีก 5 คนจะมาจาก ส.ว. โดย 3 คน มาจากเลือกตั้งและ 2 คนมาจากสรรหา

"ในกระบวนการแก้ไข คณะกรรมการดังกล่าวต้องกำหนดกรอบและรับฟังความเห็นจากประชาชนแล้วจึงยกร่างเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากรัฐสภาก่อนที่จะนำกลับมาแก้ไข และสุดท้ายจึงนำไปทำประชามติ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน" นายวรเจตน์กล่าว และว่า สาเหตุที่เสนอแนวทางดังกล่าวเพราะว่า คณะนิติราษฎร์ประมวลจากการชอบธรรมและประสิทธิภาพการร่างรัฐธรรมนูญที่ประเทศต่างๆ เคยใช้และเห็นว่าได้ผลดี

นายวรเจตน์กล่าวอีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาล กองทัพ สถาบันการเมือง ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกหมวดจะต้องสามารถแตะต้องได้ และถึงเวลาแล้วที่จะนำเรื่องนี้มาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา