Singapore Airlines One of the best Airlines in the world.

Posted by KwamRak on 08.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
 
Uniquely Singapore

Singapore Airlines
One of the best Airlines in the world.
The list, considered to be the "Passenger's Choice" awards of the sky. The survey includes 38 categories, from boarding to in-flight, ranging from onboard seat comfort, cabin cleanliness, food, beverages and staff service.

1. Asiana Airlines
2. Singapore Airlines
3. Qatar Airways
4. Cathay Pacific
5. Air New Zealand
6. Etihad Airways
7. Qantas
8. Emirates
9. Thai Airways
10. Malaysia Airlines

Source : nydailynews

JM INA

ทำความรู้จักกับอาหารเวียดนาม

Posted by KwamRak on 08.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

การเตรียมความพร้อมสู่อาเซียน

Posted by KwamRak on 08.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

รายการรอบรู้อาเซียน 6 พ.ย.55

Posted by KwamRak on 06.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

เปิดโลกอาเซียน 5 พ.ย.55

Posted by KwamRak on 05.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

"อนาคตเศรษฐกิจและแรงงานไทยภายใต้ประชาคมอาเซียน"

Posted by KwamRak on 04.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

ASEAN Beyond 2015 - อาเซียน เราเหมือน-ต่างกัน

Posted by KwamRak on 02.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

รายการรอบรู้อาเซียน 30 ต.ค.55

Posted by KwamRak on 30.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

เปิดโลกอาเซียน 22 ต.ค. 55

Posted by KwamRak on 22.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

สีสันอาเซียน 20 ต.ค. 55

Posted by KwamRak on 20.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

มารู้จัก"ประชาคมอาเซียน"เพื่อASEAN Community 2015

Posted by KwamRak on 10.2012 [ ASEAN ] 0 trackback









คลิปต่างๆให้เลือกรับชมข้อมูลเพิ่มเติม http://goo.gl/h1JRL



(คลิกขวาเซฟรูปจะได้ขนาดไฟล์ใหญ่ขนาดเดิม)

เสวนา: ไทยในสื่อหนังสือพิมพ์กัมพูชา

Posted by KwamRak on 07.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

 นักวิชาการอักษรศาสตร์วิเคราะห์การรายข่าวไทยในนสพ.กัมพูชา ชี้มีการใช้นสพ. สงครามสื่อโต้กับไทยสมัยรบ.อภิสิทธิ์ ในขณะที่สื่อไทยยังไม่ใส่ใจกัมพูชาเท่ากับที่กัมพูชาสนใจข่าวสารในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 55 ราว 10.30 น. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง "กัมพูชาศึกษา: แง่มุมจากอดีตถึงปัจจุบัน" โดยดร. ใกล้รุ่ง อามระดิษ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำเสนองานวิชาการในหัวข้อ "ไทยในสื่อหนังสือพิมพ์กัมพูชา" โดยศึกษาข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยในหน้าหนังสือพิมพ์ของกัมพูชาในระยะเวลาราวสิบปีที่ผ่านมา และพบว่านสพ.กัมพูชาส่วนใหญ่จะให้ความสนใจและความสำคัญกับการรายงานข่าวไทยอย่างครอบคลุมและกว้างขวางซึ่งเกี่ยวพันกับคนทุกกลุ่มทุกระดับ ในขณะที่นสพ.ไทยรายงานข่าวกัมพูชาแตกต่างกัน โดยให้ความสนใจประเทศกัมพูชาน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

เธอชี้ว่า สื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่มีความหลากหลายมากที่สุดในกัมพูชาในแง่อุดมการณ์ทางการเมืองและผู้อ่านที่หลากหลาย ต่างจากวิทยุและโทรทัศน์ที่ส่วนมากเป็นไปในทางเดียวเนื่องจากถูกรัฐควบคุมสื่อ แต่นสพ. ที่มีจุดยืนเห็นต่างจากรัฐบาล ก็มักประสบปัญหาในทางธุรกิจ ซึ่งต่างจากนสพ.ที่สนับสนุนรัฐบาล จะมีรายได้จากการโฆษณาเยอะกว่ามาก

ใกล้รุ่ง ระบุว่า ในช่วงที่ไทยและกัมพูชาเกิดข้อพิพาทเรื่องชายแดนและเขาพระวิหารในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2553-2554 หนังสือพิมพ์กัมพูชา จะรายงานข่าวเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียดและครอบคลุมมาก ตั้งแต่เรื่องการสู้รบ การเจรจาในระดับรัฐบาล และภาคประชาชน ในขณะที่ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง จะมีการรายงานสถานการณ์และท่าทีของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารด้านลบและมีแนวโน้มในทางดิสเครดิตรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับความสนใจในนสพ. กัมพูชาเป็นอย่างมาก แต่หากเทียบกับในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งเป็นมิตรกับกัมพูชามากกว่า ข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย จะนำเสนอไปในด้านดีมากกว่าและแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือมากกว่าความขัดแย้ง

ใกล้รุ่งวิเคราะห์ว่า การนำเสนอข่าวไทยที่เยอะมากในช่วงความขัดแย้ง อาจจะเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาตั้งใจทำสงครามสื่อกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นศัตรู เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวหรือความไม่สามารถของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบัน จะไม่ค่อยมีการรายงานเรื่องความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน

ใกล้รุ่ง ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ การรายงานข่าวเรื่องการสับเปลี่ยนผบ.ทบ. ของไทยได้รับความสนใจจากสื่อกัมพูชาเป็นอย่างมาก รวมทั้งข่าวในด้านลบเช่น ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การจับยาบ้า การขนของหนีภาษี ในขณะที่ในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน แทบไม่มีการรายงานข่าวเรื่องการสับเปลี่ยนโผทหาร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ร้อนแรงในปัจจุบัน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่างทักษิณและยิ่งลักษณ์เรื่องรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีการรายงานแต่เพียงเล็กน้อยในหน้าท้ายๆ ของนสพ.เท่านั้น 

และหากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีความขัดแย้ง สื่อกัมพูชายังสนใจติดตามเรื่องของอาเซียนและเศรษฐกิจ รวมทั้งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมตัวเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ของกัมพูชา เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าทางเกษตรกรรม ซึ่งมองไทยในฐานะคู่แข่งและต้นแบบที่พยายามทัดเทียม

จากการศึกษางานดังกล่าว ใกล้รุ่งตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชาสนใจรับรู้ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยอย่างครอบคลุมและกว้างขวางมากกว่ามาก ในขณะที่นสพ. ไทย แทบไม่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับกัมพูชาในลักษณะเดียวกัน 

"ข่าวเกี่ยวกับไทยในนสพ. กัมพูชา สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ขยายวงกว้างมาก โดยเกี่ยวกับคนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล นักธุรกิจ พนักงานกัมพูชาที่ทำงานในกิจการของไทยในกัมพูชา แรงงานกัมพูชาในโรงงานไทย ประชาชนกัมพูชาที่บริโภคสินค้าไทยอย่างปลา พ่อค้าที่ชายแดน แรงงานกัมพุชาในไทยในอุตสาหกรรมต่างๆ ไปจนถึง ชาวบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่รับตัดไม้เถื่อน" ใกล้รุ่งกล่าว 

"แต่ในนสพ. ไทย น่าแปลกใจมากที่เรายังไม่เคยอ่านข่าวที่มีความสัมพันธ์ที่ครอบคลุม มีความซับซ้อนและละเอียดขนาดนี้" 

อาจารย์ด้านวรรณคดีไทย กล่าวสรุปว่า ความแตกต่างระหว่างสื่อการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาและไทย เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องตระหนักในการมีปฏิสัมพันธ์กับกัมพูชา เพื่อให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง 



Prachatai

เมื่อซูจีทวีต:คุณพระช่วย!นี่หรือการเมืองไทย

Posted by KwamRak on 14.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
 

เมื่อซูจีทวีต:คุณพระช่วย!นี่หรือการเมืองไทย

 ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
VoiceTV 
รองศาสตราจารย์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต


นางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านจากพรรค National League for Democracy (NLD)ของพม่า ได้เดินทางมาเยือนไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี สาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางออกจากพม่าได้ก่อนหน้านี้ ก็สืบเนื่องจากการถูกขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลานาน (14 ปีจากจำนวนทั้งสิ้น 20 ปี) และความหวาดเกรงว่า ถ้าเดินทางออกนอกประเทศแล้ว จะไม่ได้กลับเข้าประเทศอีก ทำให้นางซูจีไม่มีโอกาสได้พบหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้าย (นาย Michael Aris)ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และไม่ได้เดินทางไปร่วมงานศพที่ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปในพม่า ซูจีได้ลิ้มรสกับเสรีภาพอีกครั้งหนึ่ง การเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในครั้งนี้ นอกจากจะส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกเห็นว่า ซูจียังคงได้รับความนิยมและการสนับสนุนกับชาวพม่าแล้ว ซูจียังได้กลายมาเป็นทูตสัมพันธไมตรีให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี Thein Sein ในการเรียกร้องขอความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ชุดนี้ด้วย

การเดินทางมาเยือนไทยของซูจีครั้งนี้ได้นำมาซึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ขบขัน และการตีแผ่ความเสแสร้งของสังคมไทยอย่างยิ่ง หากจะพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นความสัมพันธ์ไทยกับพม่านั้น ผมเห็นว่า น่าจะอยู่ในทางบวก ทันทีที่นางซูจีเดินทางมาถึง ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมกลุ่มผู้ใช้แรงงานพม่า เป็นสัญลักษณ์ชี้ว่า รัฐบาลพม่าไม่ได้ทอดทิ้งคนกลุ่มนี้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวพม่าที่ พำนักอยู่ในไทย ถือว่าเป็นผลในทางบวกต่อทั้งสองฝ่าย หรือ win-win outcomeทั้งนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งหันมาให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับพม่า โดยเฉพาะในการสานต่อนโยบายของชุดผ่านๆ มา ในด้านการเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดในพม่า และคว้าโอกาสทางด้านธุรกิจที่มาพร้อมกับการเปิดประเทศ โครงการที่ไทยเข้าไปร่วมลงทุนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้คือโครงการสร้างท่าเรือน้ำ ลึก ณ เมืองทวาย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในพม่าแบบฉับพลันในอนาคต ความสัมพันธ์ที่คงอยู่ระหว่างสองประเทศก็ไม่น่าจะเปลี่ยนมาก อย่าลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของพม่า ดังนั้น การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผลประโยชน์ แห่งชาติทั้งของไทยและพม่า



ในด้านการเมืองในระดับภูมิภาค ทั้งไทยและพม่าต่างเป็นประเทศสมาชิกของอาเซียน การเลือกเยือนไทยเป็นประเทศแรกก็น่าจะเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการให้ความสำคัญ ต่ออาเซียน ทั้งนี้ พม่าได้รับฉันทามติเมื่อปีที่แล้ว ในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2557 หรือพูดง่ายๆ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอาเซียนอีก 2 ปีข้างหน้าท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพม่ายังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งนี้ การเป็นประธานอาเซียนในปี 2557 มีความสำคัญยิ่งต่อพม่า ทั้งในแง่การเมืองในประเทศและในภูมิภาค ในแง่ในประเทศนั้น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 (นับจากการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990) จะมีขึ้นในปี 2558 หรือหนึ่งปีหลังจากการเป็นเจ้าภาพอาเซียน รัฐบาลพม่าต้องการใช้โอกาสการเป็นเจ้าอาเซียนในการร้องขอความชอบธรรมจากนานา ประเทศต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเป็นผู้นำของพม่าในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการเรียกคะแนนทางการเมืองจากชาวพม่าต่อบทบาทที่มีความสำคัญยิ่ง ของประเทศ ในแง่การเมืองในภูมิภาคนั้น พม่าจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนเพียง 1 ปีก่อนที่จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง หากพม่าไม่สามารถเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกรีบดำเนินการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ภายในของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อรับการประชาคมอาเซียนที่จะมาถึง ชื่อเสียงของพม่าและอาเซียนอาจจะสูญสลายหายไปได้เช่นกัน

เอาละครับ ทีนี้มาถึงเรื่องขบขัน จะว่าว่าไร้สาระก็ไม่เชิง แต่สะท้อนความโอเว่อร์ลี่เซ้นซีทีฟ (overly sensitive) ของสังคมไทยกันบ้าน

เมื่อซูจีได้เดินทางมาถึงไทย ก็ได้มีทวีตปลอมในชื่อซูจี ที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์สภาพการเมืองไทย บังเอิญที่ว่า การเดินทางมาถึงไทยของซูจีตรงกับช่วงการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดองใน รัฐสภาของเราพอดี จนนำไปสู่ความวุ่นวายต่างๆ นานาดังที่เราทราบกันอยู่ ผมเองได้ใช้โอกาสนี้ในการวิจารณ์การเมืองไทย และขอยืนยันว่า คำวิจารณ์เหล่านี้มีองค์ประกอบของความเป็นจริงอยู่มาก (element of truth) ซึ่งหลายคนในสังคมไทยยากที่จะรับได้ ข้อความทวีตปลอมของซูจีมี ดังนี้

suu1
"มาถึงกรุงเทพแล้ว ได้พบกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสแสร้งว่ารักประชาธิปไตย การเมืองไทยเละเทะและไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่สมัยอยุทธยา ฮาฮาฮาฮาฮา"


suu2
"ยุ่งทั้งวัน ได้รับโทรศัพท์จากสนธิ (คือใคร?) ถามว่าชั้นต้องการเข้าร่วมการประท้วงเย็นนี้ และร่วมบริจาคเงินหรือไม่ ไม่ทราบว่าชั้นทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่เมื่อไหร่"


suu3
"พระเจ้าช่วย มีคนบอกว่าได้มีการเล่นเก้าอี้ดนตรีในรัฐสภาไทย เยี่ยมมาก น่าจะมีอะไรแบบนี้ในเนปิดอว์บ้าง ที่นั่นน่าเบื่อมาก "



suu4

"ใครมีเบอร์โทรศัพท์ของรังสิมาบ้าง? อยากโทรหาและจะชวนมาร่วมพรรค NLD ด้วย เราต้องการคนแบบนี้ในการขโมยเก้าอี้มาจากพวกทหารในรัฐสภาพม่า"



suu5

"เมื่อวานนี้มีเก้าอี้ดนตรี วันนี้มีการขว้างปากระดาษ น่าสนุกมาก รัฐบาลของคุณมีสีสันเหลือเกิน พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยยุติการให้ความบันเทิงแก่ฉัน"


ทันใดนั้น สื่อมวลชนที่ไม่ศึกษาและค้นหาว่าทวีตเหล่านี้จริงหรือปลอม ก็ได้นำไปลงเป็นข่าว (สื่อไทยเคยทำการบ้านบ้างหรือ?) ข่าวเรื่องซูจีทวีตแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาชนชั้นกลางของไทยรู้สึกไม่พอใจซูจีขึ้นมาทันทีที่เข้ามาก้าวก่าย การเมืองไทย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนเดียวกันนี้ต่างมีความชื่นชมซูจีเป็นล้นพ้น (นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าขบขันอีกประการหนึ่งเช่นกัน กลุ่มชนชั้นกลาง-ไฮโซเหล่านี้ มองว่าซูจีเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและประชาธิปไตย และสนับสนุนซูจีในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่เคยส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเอง มิหนำซ้ำ ยังส่งเสริมรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยซ้ำ) กระแสต่อต้านซูจีเริ่มขึ้น มีการประนามว่าให้ซูจีมองการเมืองพม่าก่อนที่จะมาวิจารณ์การเมืองไทย วิจารณ์ว่าซูจีไม่เคารพประเทศที่มาเยือนและควรเดินทางกลับไปได้แล้ว หรือแม้แต่บอกว่า ไทยมีการปกครองที่มั่นคงและยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์ ขณะที่สถาบันกษัตริย์ของพม่าล่มสลายไปนานแล้ว เป็นต้น

ในอีกมุมมองหนึ่ง กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ใช้โอกาสนี้ ในการจับซูจีปะทะกับยิ่งลักษณ์ โดยมีการเสนอข่าวในทำนองที่ว่า รัศมีของยิ่งลักษณ์ถูกกลบโดยซูจี ซึ่งนักข่าวต่างประเทศต่างสนใจที่จะเสนอข่าวเกี่ยวกับซูจี และไม่มีใครสนใจยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด มีการเปรียบเทียบถึงคุณลักษณ์ทางการเมืองของสตรี 2 คนนี้ โดยฝ่ายศัตรูรัฐบาลออกมาโจมตีว่า ยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรที่สามารถสู้กับซูจีได้ ทั้งในเรื่องคุณวุฒิ ความสามารถ และถึงแม้วัยวุฒิจะอ่อนกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความสนใจที่ประชาคมโลกมีต่อยิ่งลักษณ์ เมื่อเทียบกับซูจีที่มีอายุมากกว่า (และอาจมีความงามน้อยกว่าในสายตาของผู้วิจารณ์) ทั้งหมดนี้ ชี้ถึงความด้อยในวุฒิภาวะของผู้วิจารณ์ ที่มีจุดมุ่งหม่ายของการโจมตีแต่เพียงอย่างเดียว เป็นที่แน่นอนว่า สื่อต่างชาติย่อมให้ความสนใจต่อซูจีมากกว่าใครๆ ไม่เพียงแต่ซูจีเป็นแขกของประเทศนี้ (ทำไมสื่อต้องให้ความสนใจเจ้าภาพมากกว่าแขก?) แต่เป็นเพราะว่า นี่เป็นการเดินทางออกต่างประเทศเป็นครั้งแรกของซูจีซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ประเด็นนี้ชี้ว่า อคติยังคงปกคลุมการเมืองและสังคมไทย เป็นเรื่องยากที่จะลบออกไป

ในที่สุด ความเสแสร้งต่างหากที่ทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า อย่าตั้งค่ากลุ่มชนชั้นกลาง-ที่มีการศึกษาไว้สูงขนาดนั้น ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้จึงยอมรับไม่ได้ต่อความจริงที่ว่า การเมืองไทยมีความปั่นป่วนตลอดเวลา ทำไมจึงยอมรับไม่ได้ว่า ระบอบรัฐสภาของไทยกำลังถูกย่ำยีโดยเสียงคนกลุ่มน้อย ทำไมยอมรับไม่ได้ว่า ความรุนแรงได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการได้มาซึ่งวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ทางการเมือง คำถามเหล่านี้ สอดคล้องกับความแสแสร้งของสังคมไทยต่อกรณีที่เลดี้กาก้าทวีตเรื่องโรเล็กซ์ ปลอมในไทย ถึงจุดที่สำนักทรัพย์สินทางปัญญาต้องเขียนจดหมายประท้วงสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ว่า สิ่งที่เลดี้กาก้าพูดนั้นไม่เป็นความจริงและกระทบต่อภาพลักษณ์ในทางลบของไทย ผมเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาน่าจะส่งเจ้าพนักงานไปตรวจสอบตลาดแถวสีลม-พัฒน์ พงษ์ สุขุมวิท และคลองถมบ้างครับ เผื่อจะได้เลิกพูดปดกับตัวเองและต่อสังคมเสียที

ครับ การเยือนของซูจีเป็นเรื่องน่าสนใจและน่าขบขัน ช่วยกระตุ้นให้เรามองสังคมไทยแบบลึกซึ้งมากขึ้น แต่อย่าคาดหวังอะไรไปกว่านั้น

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์



5 มิถุนายน 2555 เวลา 14:46 น.

Asean Focus - แรงงานต่างชาติในบรูไน

Posted by KwamRak on 05.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
 

Asean Focus - แรงงานต่างชาติในบรูไน 3Jun12

แพทย์แผนไทยไปอาเซียน

Posted by KwamRak on 24.2012 [ ASEAN ] 0 trackback





น.พ. สมหมาย ทองประเสริฐ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริรา­ช เจ้าของฉายา "หมอเทวดา" ผู้เชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรรัก­ษาโรคมะเร็ง
และ ภญ.ดร.อัญชลี จูฑะพุทธิ

http://www.youtube.com/playlist?list=PL56ABC3CF883964C7


แพทย์แผนไทยไปอาเซียน
[อ่านรายละเอียด ที่ http://www.rsunews.net/index.php/news/detail/1670]
ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์

Asean Focus - บรูไนรวยจริงเหรอ

Posted by KwamRak on 07.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
 

Asean Focus - บรูไนรวยจริงเหรอ 6May12

นายกฯย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมจีน-อาเซียน

Posted by KwamRak on 18.2012 [ ASEAN ] 0 trackback

2533 - 2555 ฤา พม่าจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ?

Posted by KwamRak on 09.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/04/2533-2555.html

 

2533 - 2555 ฤา พม่าจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ?

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

2 เมษายน 2555

ทั่วโลกร่วมแชร์ภาพความตื่นเต้นของคนพม่าโดยเฉพาะชาวพลพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่ลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากถูกโค่นทำลายอย่างหนักในปี 2533 และคาดการณ์กันว่าจะได้รับชัยชนะกว่า 40 ที่นั่งจาก 45 ที่นั่งในการเลือกตั้ง 1 เมษาน 2555 เป็นประกายแห่งความหวัง ที่คนทั้งประเทศพม่าและทั่วโลกรอลุ้นผลที่เป็นทางการด้วยใจจดจ่อ

การเลือกตั้ง 27 พฤษภาคม 2533 ออง ซาน ซูจีหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นด้วยจำนวนส.ส. 392 ที่นั่งจาก 492 ที่นั่ง แต่ทางค่ายทหารไม่ยอมและทำการยึดอำนาจ จับกุมซูจีและส.ส. และแกนนำพรรค NLD และผู้สนับสนุน ถูกคุมขัง มีการสังหารประชาชนที่ไม่มีข้อยุติว่าจำนวนกี่ร้อยคน ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนพม่าลี้ภัยการเมืองยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย บังคลาเทศ จีน และอินเดียเป็นจำนวนหลายแสนคน

ทหารพม่า นำประเทศถอยหลังสู่ยุคเผด็จการเต็มรูปแบบ ปกครองประชาชนด้วยกองกำลังทหารที่ป่าเถื่อนและไร้การควบคุม ที่ทั้งปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน คนพม่า และโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยต่างๆ

ฮิวแมนไรท์ วอซ รายงานเมื่อปี 2545 ว่า พม่ามีทหารเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จนถึง 11 ปี มากที่สุดในโลก คิดเป็น 20% ของกองทหารกว่า 350,000 นายของพม่าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (บางแหล่งข่าวกล่าวว่าพม่ามีทหารมากกว่าสี่แสนนาย)

พม่าถูกคว่ำบาตรทันที และ ออง ซาน ซูจีได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในปี 2535 แต่ไม่สามารถเดินทางไปรับรางวัลได้

แต่นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 ภาพความคลี่คลายทางการเมืองของพม่าเริ่มมีบ้าง เมื่อรัฐบาลทหารในนามสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) จัดทำรัฐธรรมนูญในปี 2551 และจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2553 แบบใช้ทุกวิธีการที่พรรคที่ตั้งโดย SPDC อันได้แก่พรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา (USDP) จะต้องชนะการเลือกตั้ง และในขณะที่มีการสำรองที่นั่ง 25% ทั้งสองสภาให้กับการแต่งตั้งจาก SPDC

และเป็นการเลือกตั้งในขณะที่ออง ซาน ซูจี และแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ยังถูกคุมขัง และ NLD คว่ำบาตการเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้ง 2553 ก็เป็นดังที่คาดคือ

สภาสูง 224 ที่นั่ง

มาจากการแต่งตั้ง 56 ที่นั่ง และเปิดให้มีการเลือกตั้ง 168 ที่นั่ง USDP ได้ไป 129 ที่นั่ง

สภาผู้แทนราษฎร 440 ที่นั่ง

มาจากการแต่งตั้ง 110 ที่ และเปิดให้มีการเลือกตั้ง 330 ที่นั่ง USDP ได้ไป 259 ที่นั่ง

พลเองเต็ง เส่ง ถอดชุดนายพลสวมชุดพลเรือนในนาม USDP ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ( 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 – 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ) เพื่อก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีพม่าเมื่อ 30 มีนาคม 2554

แต่พม่าเริ่มมีความหวังเมื่อซูจี ได้รับการปล่อยตัว ตามมาด้วยการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองครั้งใหญ่จำนวนกว่า 2,000 คน อีกทั้งยอมให้ซูจี และ NLD เดินทางพบมวลชนได้ จนซูจีและ NLD ตัดสินใจจดทะเบียนพรรค เมื่อตุลาคม 2554 และเตรียมตัวลงแข่งขันการเลือกตั้งซ่อม 1 เมษายน 2555 ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเลือกตั้งซ่อม และมีจำนวนที่นั่งเพียง 45 ที่นั่งก็ตาม

กระนั้นทั้งโลก และคนพม่าก็ยังไม่วางใจต่อการเมืองพม่าอย่างเต็มที่ เพราะยังมีนักโทษการเมืองอยู่ในคุก นักข่าวยังอยู่ในคุก และปัญหากับชนกลุ่มน้อยก็ยังไม่ได้ข้อยุติ กระนั้น ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เราก็ไม่เคยเห็นภาพที่เปี่ยมความหวังของคนพม่าเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้เลย

โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปดูงานเขียนตัวเองเรื่องพม่าเมื่อปี 2550 แล้วมาเปรียบเทียบสถานการณ์ตอนนี้ ทำให้เห็นความห่างไกลแห่งประกายความหวังของคนพม่าในอดีดกับปัจจุบันเป็น อย่างมาก ที่แลกมาด้วย 20 ปีแห่งชีวิต ความโหดร้ายสุดบรรยาย และความยากจนอย่างที่สุด ภายใต้อุ้มมือกองกำลังทหารที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนกว่าสี่แสนนาย

ฤา คนในพม่าจะสร้างความหวังได้อีกครั้งหลังจาก 20 ปีที่ไร้สิทธิ์ไร้เสียงได้อย่างแท้จริง

ภายชายนั่งหน้าบ้านโดยมีโปสเตอร์นาพลอองซาน และอองซาน ซูจี แขวนที่หน้าบ้านที่ หมู่บ้าน Phwartheinkha โดย Soe Zeya Tun/Courtesy Reuters

0 0 0 0 0

"จรรยา ยิ้มประเสริฐ" : ทำไมคนพม่า ต้องลี้ภัยมาอยู่ไทย

ที่มา ประชาไท

2 ตุลาคม 2550

หมายเหตุ : ชื่อบทความ แก้ไขจากชื่อเดิม "พม่า"

เกือบยี่สิบปี่ที่กลุ่มและองค์กรรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้ประท้วงครั้ง แล้วครั้งเล่าเพื่อกดดันให้ผู้นำของโลกทั้งหลายดำเนินมาตรการเพื่อนำ ประชาธิปไตยมาสู่พม่า แต่ดูเหมือนว่าเสียงของพวกผู้นำของโลกยังไม่ดังพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น รัฐบาลจีนและญี่ปุ่นที่มีผลประโยชน์กับพม่ามากที่สุด และดำเนินธุรกิจโดยไม่ใยดีว่า ประชาชนพม่าจะอยู่ภายใต้การกดขี่จากรัฐบาลทหารที่ได้รับการกล่าวขานว่าโหด ร้ายที่สุดในโลกนี้ อย่างไรบ้าง

ความรุนแรงที่รัฐบาลทหารพม่า กระทำต่อประชาชนของตัวเองในปี 2531 และต่อเนื่องมาอีกหลายปี ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากพม่าอพยพเข้ามาและยังอยู่ในไทยประมาณ 150,000 คน ไม่นับชาวพม่าอีก 2 ล้านคนที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงาน ทั้งที่มีบัตรอนุญาตและไม่มีบัตรอนุญาตทำงาน พวกเขาเหล่านี้ทำงานที่เป็นงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำสุด ได้รับค่าแรงเพียงวันละประมาณเพียง 70 - 80 บาทต่อวัน (เพียงแค่ 40% ของค่าแรงขั้นต่ำ)

คนงานอพยพเหล่านี้ที่อยู่ภายใต้การคุกคาม ทางการเมืองของรัฐบาลทหารพม่า และต่างก็อยู่ในสภาพที่เปราะบางต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ นานา ทั้งจากนายจ้างและเจ้าหน้าที่รัฐของไทย คนงานจำนวนมากถูกจับและส่งตัวกลับประเทศ และต้องเสียเบี้ยใบ้รายทางให้กับทหารพม่าตลอดเส้นทาง

ร่วมยี่สิบปีที่พวกเขาหนีเข้ามาพึ่งพิงประเทศไทย แต่พวกเขาใช้ชีวิตโดยเป็นคนที่ไม่มีสิทธิพลเมืองใดๆ ทั้งสิน ไม่ได้รับสิทธิการคุ้มครองจากระบบประกันสังคม อยู่ในกับดักแห่งความเป็นอยู่ที่ยากจนข้นแค้น และต้องหนีหัวซุกหัวซุนราวกับสัตว์ที่ถูกล่าในทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่หรือ ตำรวจมาตรวจโรงงาน

พวกเราได้เพิกเฉยต่อชะตากรรมของคนพม่าร่วม 50 ล้านคน มานานมากเกินพอแล้ว

หลังจากได้มีประสบการณ์ตรง (จากการไปพม่า) และได้ประจักษ์ถึงสภาพความจนอย่างที่สุดของชาวพม่าตลอดริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี ซึ่งถือเป็นแม่น้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดสายหนึ่งในเอเชีย ใน ปี 2546 โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทยได้ดำเนินโครงการต่อสู้เพื่อสิทธิของแรงงานพม่า ในประเทศไทย และได้เปิดสำนักงานที่อำเภอแม่สอด ทั้งนี้ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรคริสตจักรเพื่อสังคม ประเทศนอรเวย์ และองค์กร ไดอาโกเนีย ประเทศสวีเดน

.................

ความทรงจำจากย่างกุ้งและพุกามในปี 2543

"พวก เราจะไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลที่กรุงแคนเบอร่ากันนะ" เพื่อนบอกกับผู้เขียนในช่วงที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาเกี่ยวกับออสเตรเลียเป็น เวลา 2 เดือนในปี 2533 การประท้วงครั้งนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงการครบรอบสองปีของการปราบปราบ ประชาชนของทหารพม่า ในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสามพันกว่าคน

นับตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนก็เข้าร่วมการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในพม่ามาโดยตลอด

ใน ปี 2543 และ 2544 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปพม่าเพื่อปฏิบัติภารกิจให้กับองค์กร Altsean-Burma (เครือ ข่ายทางเลือกอาเซียนต่อพม่า) ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสประจักษ์ถึงความจริงอันโหดร้ายของสภาพความเป็น อยู่ของชาวพม่า การไปพม่าทั้งสองครั้งทำให้ผู้เขียนเข้าใจในที่สุดว่า "ความยากจนอย่างแร้นแค้นถึงที่สุด" นั้นมันหมายถึงอะไร และวิถี "แห่งการค้าอันไร้พรมแดน" นั้นมันเป็นจริงเช่นไร

ทุกโรงแรมจะ มีภาพถ่ายของนายทหารติดบนฝาผนัง คุณสตีฟ บีบี้ เพื่อนร่วมเดินทางและตัวผู้เขียนเองก็ได้รับทราบว่า ผู้นำทหารทั้งหลายจะได้รับหุ้นในโรงแรมต่างๆ ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงินร่วมลงทุน ในการไปพม่าครั้งที่สอง พวกเราพักที่โรงแรมที่เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนชาวเอเชีย ทั้งจากสิงคโปร์ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น สำหรับนักธุรกิจไทยนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการดูแลเรื่องธุรกิจโรงแรมและการ บริการ

เด็กหนุ่มร่างผอมแกร่นชาวพม่าพยายามเชิญชวนพวกเรา "ไปเที่ยวพุกามไหมครับ" หลังจากที่เฝ้าติดตามพวกเราร่วมครึ่งวัน เขาก็ประสบความสำเร็จในการกล่อมให้เราเชื่อว่า สามารถเดินทางไปกลับระหว่างย่างกุ้งและพุกามซึ่งมีระยะทางห่างกันประมาณ 350 กิโลเมตรได้ภายในสองวัน

เมื่อเราเดินทางมาได้ประมาณครึ่งทาง ไปตามถนนที่ขรุขระและมืดมิด เราก็ตระหนักได้ว่าทั้งคนขับรถแท็กซี่และไกด์ของเราไม่รู้เส้นทาง ระยะเวลาการเดินทางที่บอกกับเราว่าประมาณ 6-8 ชั่วโมงก็กลายเป็น 14 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางเราผ่านด่านตรวจมากมาย และไกด์ผู้น่าสงสารของเราในขณะที่บ่นพึมพำกับเรา ก็ต้องควักเงินจ่ายให้กับด่านตลอดเส้นทาง

ในช่วงหยุดพัก ไกด์ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องชาย เขาเสียใจมาก พวกเราก็เสียใจกับเขาเช่นกัน เราแนะนำเขาว่าให้เดินทางกลับย่างกุ้ง แต่เขายืนยันจะไปต่อ เพราะขณะนี้เขาต้องการเงินมากยิ่งกว่าตอนที่เราออกเดินทางออกมาจากย่างกุ้ง เสียด้วยซ้ำไป

ในระหว่างเดินทางกลับ เราได้หยุดพักเยี่ยมหมู่บ้าน 2 แห่ง ชาวบ้านได้พาเราเดินตระเวนรอบหมู่บ้าน พวกเขายากจนมากจริงๆ แต่ละครอบครัวอาศัยอยู่ในกระท่อมโทรมๆ ทำด้วยไม้ไผ่และวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ พวกเขาขาดแคลนไปเสียทุกสิ่ง ทั้งผ้าห่ม ยารักษาโรค อาหาร และอนาคต

ที่บ้านหลังหนึ่งมี คนในครอบครัวนอนป่วยเรื้อรัง "พวกเราจำเป็นต้องดูแลกันไปตามมีตามเกิด เราไม่สามารถพาเขาไปโรงพยาบาลได้ เพราะมันอยู่ไกลมากและเราก็ไม่มีเงินเลย" พวกเขาบอกกับเราว่าไม่ใช่เฉพาะครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่ทุกครอบครัวริมสองฝั่งแม่น้ำอิระวดีที่อยู่ห่างจากย่างกุ้งนับ 100 กิโลเมตร ไม่มีใครมีปัญญาพาคนป่วยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้

แม้ว่า จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตามนับตั้งแต่ผู้เขียนเดินทางไปพม่าทั้งสองครั้ง แต่สภาพความเป็นอยู่และชีวิตของชาวพม่ายังกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในพม่า ผู้เขียนหวังยิ่งว่าพวกเรา ทั้งโลก จะช่วยกันรณรงค์ให้ได้มาซึ่งสันติภาพและประชาธิปไตยในพม่า - โดยทันที

พวกเราจะไม่ยอมให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป ยี่สิบปี่ที่ผ่านมาชาวพม่าได้สูญเสียบุคคลที่รักไปมากเหลือเกินแล้ว

ประชาชนในพม่าทุกข์ทรมานกันมามากเกินพอแล้ว

เสวนา: ออง ซาน ซูจี กับอนาคตประชาธิปไตยพม่าหลังการเลือกตั้ง

Posted by KwamRak on 04.2012 [ ASEAN ] 0 trackback


;

เสวนา: ออง ซาน ซูจี กับอนาคตประชาธิปไตยพม่าหลังการเลือกตั้ง [คลิป]

เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.) โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาสาธารณะในหัวข้อ "ออง ซาน ซูจี: อนาคตประชาธิปไตยพม่าหลังการเลือกตั้ง" ที่ห้อง 301 ตึกศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตคณบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้เชี่ยวชาญพม่า และอาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ และสุภัตรา ภูมิประภาส สื่อมวลชนอิสระ

ตอนหนึ่งของการเสวนา ชาญวิทย์เสนอว่า หลังจากนี้พม่าอาจจะสร้างประชาธิปไตยและการปรองดองได้ เพราะระยะ 50 ปีที่ผ่านมา น่าจะสอนให้ชนชั้นนำได้เรียนรู้ถึงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ว่าไม่สามารถฝืนกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกได้ ประกอบกับการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่มีเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามกีดกันอองซาน ซูจี ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยมากเท่าใด เธอก็ยังได้รับชัยชนะอยู่ดี

ดุลยภาคตั้งข้อสังเกตว่า การจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากภาคประชาสังคมและประชาคมนานาชาติต่างประเทศ หากแต่เป็นความริเริ่มโดยชนชั้นนำทหารของพม่า ซึ่งได้กำหนดโครงสร้างทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้ว และเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการปรับยุทธศาสตร์ กล่าวคือ การได้เป็นประธานอาเซียนอย่างภาคภูมิ การผ่อนคลายแรงกดดันจากนานาชาติ รวมถึงการเปิดการลงทุนจากต่างชาติที่มีความชอบธรรมมากกว่าแต่ก่อน โดยรัฐบาลอาจจะยอมให้เอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งอย่างน้อย 30 ที่นั่งจากทั้งหมด 45 ที่นั่ง และผลักดันให้ซูจีสามารถเข้าไปนั่งในสภา เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศทางการเมือง ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความชอบธรรมของพรรครัฐบาลให้อยู่ได้

โดยดุลยภาคเสนอว่าในระยะสั้นซูจีอาจจะเปลี่ยนแปลงพม่าไม่ได้มากเนื่องจากมีที่นั่งในสภาและมีอำนาจจำกัด แต่ระยะยาวต้องจับตาการสะสมเครือข่ายและอำนาจในสภา เพื่อการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีเต็งเส่งอาจเป็นคู่แข่งที่น่าจับตา เพราะเป็นนัการเมืองที่หันมาทางสายพิราบมากขึ้น และเน้นนโยบายประชานิยม

ด้านสุภัตรา มองว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ถึงแม้ว่าอาจทำให้ซูจีได้เข้าไปมีที่นั่งในสภาก็จริง แต่เธอก็จะเปลี่ยนสถานะจาก “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” มาเป็น “นักการเมือง” ซึ่งหมายความว่าเธอจะได้ไม่ได้อภิสิทธิ์บางอย่างที่เคยได้ เช่นการเลี่ยงไม่ตอบคำถามหรืออธิบายบางอย่างต่อสื่อมวลชน ทั้งนี้ สุภัตราอภิปรายถึงการเมืองหลังการเลือกตั้งโดยดูจากปัญหา 6 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง เรื่องนักโทษการเมืองที่ยังมีผู้ถูกจองจำกว่า 952 คน สอง การที่ออง ซาน ซูจีเสนอจะแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน 11 ฉบับ สาม ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ ที่อองซานซูจีเสนอเป็นตัวกลางเจรจา แต่เมื่อสภาพการเมืองเปิดมากขึ้น สำหรับชนกลุุ่มน้อยก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีออง ซาน ซูจีเป็นตัวกลางเจรจา สี่ การยกเลิกมาตรการควำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก ห้า บทบาทสื่อมวลชน หก บทบาทประชาสังคม [อ่านรายละเอียด]

โดยก่อนหน้านี้ประชาไทได้นำเสนอข่าวจาการเสวนาดังกล่าวแล้ว และต่อไปนี้เป็นการนำเสนอส่วนหนึ่งจากการเสวนาในรูปแบบวิดีโอคลิป โดยมีรายละเอียดดังนี้

สุนัย:เวียดนามกับสยาม ยุคเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ

Posted by KwamRak on 04.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_04.html

 

สุนัย:เวียดนามกับสยาม ยุคเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ

ถึงวันนี้ภาวะความมั่นคงทางการเมืองและการมีเสถียรภาพของรัฐบาลเวียดนามจึงเป็นภาวะที่น่าอิจฉาในสายตาของคนไทย ที่ต้องประสบกับความขัดแย้งภายในของโครงสร้างที่แอบแฝงอยู่ในระบบการเมืองไทยมายาวนาน จากการรัฐประหารที่มีต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน


โดย ส.ส.สุนัย จุลพงศธร ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร

เวียดนาม หรือ รัฐอันนัมกับรัฐสยามคือ 2 รัฐจักรวรรดิในอินโดจีนแห่งอดีตที่แข่งขันบารมีของผู้ปกครองรัฐในการเป็นมหาอำนาจแห่งภูมิภาค ก่อนที่รัฐจักรวรรดินิยมตะวันตกจะเข้าครอบครองอินโดจีน 

แต่นับจากเวียดนามต้องตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสการแข่งขันของ 2 รัฐดั้งเดิมในเชิงสงครามทางทหารก็เริ่มลดบทบาทลง 

จนกระทั่งโลกก้าวเข้าสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ เวียดนามกับไทยก็ได้ก้าวเข้าสู่การแข่งขันยุคใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ “การแข่งขันบนพื้นฐานความสามัคคีแห่งอาเซียน” 

คือทั้งร่วมมือกันและแข่งขันกันทางการพัฒนาและจากสภาพขนาดของรัฐและขนาดจำนวนประชากรที่มีขนาดใกล้เคียงกันในอาเซียน ทำให้ไทยและเวียดนามกลายเป็นประเทศที่ถูกจับนำมาเปรียบเทียบกันจากสังคมโลกในด้านความมั่นคงทางการเมืองและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่าไทยหรือเวียดนามประเทศไหนจะเหมาะสมต่อการลงทุนมากกว่ากัน 

และยิ่งอยู่ในกรอบของเศรษฐกิจเสรีอาเซียนที่ส่งผลให้การลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศก็สามารถส่งออกไปยังประเทศภายในกลุ่มอาเซียนได้เสรีเหมือนกัน 

ดังนั้นเรื่องสำคัญที่จะถูกนำมาพิจารณาเป็นปัจจัยหลัก คือ เสถียรภาพทางการเมือง ที่หมายถึงระบบการเมืองซึ่งแยกไม่ออกจากเสถียรภาพของรัฐบาลและยิ่งสยามยามนี้อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านที่คนไทยทั้งประเทศมีงานใหญ่คอยอยู่ข้างหน้า 

คือการสร้างกติกากลางหรือรัฐธรรมนูญเพื่อจัดระบบแบบแผนทางสังคมให้เกิดความมั่นคงในกลไกของระบบรัฐประชาธิปไตยด้วยแล้วก็จะยิ่งเกิดคลื่นลมต่อสยามนาวามาก

ดังนั้น เราก็ยิ่งจะต้องให้ความสนใจต่อการเจริญเติบโตก้าวหน้าของเวียดนามในฐานะรัฐที่เคยมีประวัติศาสตร์แข่งขันกันมาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่ต้องศึกษาเพื่อเก็บรับบทเรียนที่จะนำพาสยามนาวาผ่านคลื่นลมให้ได้

การเมืองเวียดนามมั่นคงอย่างน่าอิจฉา

แม้ประเทศเวียดนามต้องตกระกำลำบากต่อภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดในระยะกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมาในช่วงสงครามเวียดนามที่ผู้คนในประเทศแตกแยกกันอย่างรุนแรง 

แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ภาวะแห่งเอกภาพทางการเมืองการปกครองของเวียดนามก็ได้ฉายแสงแห่งอรุณรุ่งภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม 

และแม้ระหว่างเส้นทางการพัฒนารัฐในระยะต้นจะต้องประสบกับภาวะวิกฤติการพังทลายของรัสเซียผู้นำค่ายสังคมนิยมในปี ค.ศ.1991 เวียดนามก็สามารถนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤติได้ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ “โด่ยเหมย” (Doi Moi)จนถึงวันนี้ภาวะความมั่นคงทางการเมืองและการมีเสถียรภาพของรัฐบาลเวียดนามจึงเป็นภาวะที่น่าอิจฉาในสายตาของคนไทย

เพราะในขณะที่เวียดนามยุติความขัดแย้งทางการเมืองและก้าวรุดหน้า แต่ไทยกลับต้องประสบกับความขัดแย้งภายในของโครงสร้างที่แอบแฝงอยู่ในระบบการเมืองไทยมายาวนาน จากการรัฐประหารที่มีต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน 

รวมตลอดทั้งกระบวนการรัฐประหารเงียบโดยอาศัยการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ทำการปรับเปลี่ยนอำนาจศาลอำนาจศาลและองค์กรอิสระใหม่โดยเพิ่มอำนาจให้มีอำนาจอยู่เหนือรัฐบาลที่มาจากประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จนเกิดภาวะไร้เสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งกำลังแสดงบทบาทบ่อนทำลายรัฐที่รุนแรงที่สุดในขณะนี้ 

ซึ่งภายใต้การนำของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่พยายามจะนำรัฐไทยก้าวผ่านวิกฤติการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นหัวใจของปัญหาซึ่งจะเป็นบทท้าทายที่จะพิสูจน์ว่าคนไทยส่วนใหญ่พร้อมที่จะปรองดองก้าวไปข้างหน้าหรือว่าจะต้องตกลงสู่ห้วงมหรรณพของความขัดแย้งเช่นที่เวียดนามเคยผ่านมา

จากภาวะความมั่นคงทางการเมืองของเวียดนามเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองระดับสูงได้อย่างไร้คลื่นลมซึ่งแตกต่างกับการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำทางการเมืองของไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนทุกรัฐบาลต่างดำรงอยู่อย่างไม่มีเสถียรภาพ 

ดังนั้น ระบบการเมืองของเวียดนามในวันนี้ในสายตาคนไทยจึงอยู่ในภาวะที่น่าอิจฉายิ่ง ดังจะเห็นได้จากการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 11 เมื่อมกราคม ที่ผ่านมา และการประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 13 ครั้งที่ 1 ในช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2554 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงผู้นำซึ่งเวียดนามก็ได้ผู้นำพรรคสูงสุดคนใหม่อย่างราบรื่น 

คือนายเหวียน ฝู จ่อง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นอดีตประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม ,ได้นายเหวียน เติ๊น สุง เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 และได้นายเจือง เติ๊น ซาง เป็นประธานาธิบดี , นายเหวียน ซิง หุ่ง เป็นประธานศาลแห่งชาติ ,นายฝ่าม บิ่งห์ มิงห์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีของเวียดนามมีความมั่นคงและมีเอกภาพอย่างยิ่งในทิศทางเศรษฐกิจใหม่เนื่องจากประมาณครึ่งหนึ่งเป็นคนในวัยหนุ่มอายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี และส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่อยู่ในองค์กรนำสูงสุดคือมาจากกรมการเมือง 

อีกทั้งมีความเชื่อมต่อกันทางนโยบายและการบริหารรัฐเนื่องจากบุคคลในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้มีคนมาจากคณะรัฐมนตรีชุดเก่ารวม 9 คน

ภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเวียดนามในระดับหนึ่งทำให้เศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2554 มีพัฒนาการต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลเวียดนามวางไว้ 

อีกทั้ง ปัญหาภายในของเวียดนามที่สะสมมาคือปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัญหาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินการคลังได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นในปี 2554 จึงส่งผลให้เวียดนามมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายคือเติบโตร้อยละ 5.89 (ต่ำกว่าปี 2553 ที่เติบโตร้อยละ 6.78 ) 

ส่วน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.58 ด้านการค้าระหว่างประเทศ เวียดนามขาดดุลการค้าน้อยลงเหลือ 9.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่ำสุดในรอบ 10 ปี) จาก 12.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เนื่องจากการบังคับใช้นโยบายการเงินการคลังของรัฐบาลที่เริ่มเห็นผล 

โดยมีมูลค่าการส่งออก 96.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3) มูลค่าการนำเข้า 105.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7) ในปี 2554 

โครงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ได้รับการอนุมัติมีมูลค่ารวม 11.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 35 โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต(ร้อยละ 47) และอสังหาริมทรัพย์ (ร้อยละ 24 ) 

ประเทศที่ลงทุนในเวียดนามมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ (240 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) เกาหลีใต้ (239 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และญี่ปุ่น (236 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ) 

ส่วนไทยมีมูลค่าการลงทุนในเวียดนาม 5.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในลำดับที่ 11

ข้อน่าสังเกตของนโยบายเศรษฐกิจเวียดนามนั้นมีทิศทางชัดเจนไม่ขัดแย้งโต้เถียงกันระหว่างนโยบายทุนนิยมกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเช่นในประเทศไทย

ในปีที่ผ่านมา เวียดนามมีอัตราการว่างงานร้อยละ 2.27 ซึ่งลดลงจากร้อยละ 2.88 ในปี 2553 และสำหรับปี 2555 

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าจะสร้างงานให้ได้ 1.6 ล้านตำแหน่ง และมีเป้าหมายจะลดจำนวนครัวเรือนยากจนลงร้อยละ 7.5 ประกันความมั่นคงทางสังคมและปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน โดยในปี 2554 ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงระบบสาธารณสุข โภชนาการ การศึกษาและฝึกอบรมอาชีพแก่ประชาชนที่อาศัยในชนบทห่างไกล

แนวทางนโยบายหลักด้านต่างประเทศ

ในภาวะสงครามที่ยาวนานในอดีตเวียดนามได้ใช้ความช่ำชองในนโยบายต่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ในสงครามปลดปล่อยภายในประเทศ อันมีบทบาทสำคัญทำให้สหรัฐอเมริกาต้องพ่ายแพ้ 

และวันนี้เวียดนามได้แปรนโยบายต่างประเทศเพื่อการสงครามมาเป็นนโยบายต่างประเทศเพื่อการพัฒนาโดยบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการรักษาอธิปไตยแห่งรัฐอย่างรอบด้าน กล่าวคือ

1.ในด้านการกระชับความสัมพันธ์ ในปี 2554 เป็นปีที่เวียดนามมีกิจกรรมทางการทูตที่มากที่สุดปีหนึ่งโดยเฉพาะได้กระชับความสัมพันธ์ระดับพิเศษ (Special Relationship) กับ สปป.ลาว และกัมพูชา ในระดับรัฐและระดับพรรคฯ

โดยมีการมาเยือนที่สำคัญเป็นรูปธรรมได้แก่ นายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเยือนลาว (20-22 มิถุนายน) และกัมพูชา (6-8 ธันวาคม) นายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนามเยือนกัมพูชา (23-24 เมษายน )และลาว (9-10 กันยายน) และนายเหวียน ซิง หุ่ง ประธานสภาแห่งชาติเวียดนามเยือนกัมพูชา และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Inter-Parliamentary Assembly (AIPA) ครั้งที่ 32 (16-20 กันยายน) 

ในส่วนของผู้นำลาวที่เยือนเวียดนาม ได้แก่ นายทองสิง ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว (28 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม) พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว เยือนเวียดนาม(8-10 สิงหาคม) นางปานี ยาท่อตู้ ประธานสภาแห่งชาติลาวเยือนเวียดนาม (24-27 สิงหาคม) 

รวมถึงการเยือนที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่พรรคและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงของเวียดนามออกเดินทางเยี่ยมเยือนประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเยือนจีน (11-15 ตุลาคม) นายเจือง เติ๊น ซาง 

ประธานาธิบดีเวียดนามเยือนสิงคโปร์และมาเลเซีย (26-30 กันยายน) อินเดียและศรีลังกา (11-15 ตุลาคม) ฟิลิปปินส์ (26-28 ตุลาคม) เกาหลีใต้ (8-10 พฤศจิกายน) นายกรัฐมนตรีเวียดนามเยือนอินโดนีเซีย (13-14 กันยายน) 

และเมียนมาร์ เพื่อเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 4 (19-21 ธันวาคม) และประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น เนเธอร์แลนด์ อุซเบกิสถาน และยูเครน (27 กันยายน – 6 ตุลาคม) ญี่ปุ่น (31 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน) เป็นต้น,

นอกจากนี้เวียดนามยังใช้นโยบายเชิงรุกสร้างเสริมความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคต่างๆ เช่น เวียดนามได้ก้าวกระโดดไปไกลถึงทวีปอเมริกาใต้โดยได้เจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศชิลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเริ่มเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก 

รวมตลอดทั้งการเจรจาต่อเนื่องความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจในกรอบ Tran-Pacific Partnership (TPP) และเวียดนามยังได้จัดงานฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตอันยาวนานกับอีกหลายประเทศเช่น ความสัมพันธ์ เวียดนาม –ไทย ( 35 ปี) ,เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ (35 ปี),เวียดนาม-เดนมาร์ก (40 ปี),เวียดนาม-นอร์เวย์ (40 ปี) เป็นต้น

เมื่อเราเห็นความก้าวหน้าทางด้านต่างประเทศในรอบปีที่ผ่านมาของเวียดนามเช่นนี้แล้วย้อนกลับมองไทยก็เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่งเพราะในช่วงระยะเวลาเกือบ 3 ปี (2552 – 2554) ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยแทนที่จะได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการส่งออกและกระชับมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้และบ้านไกลที่เป็นตลาดการค้าของไทยก็กลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ล่าคนชาติเดียวกันเพียงคนเดียวด้วยอาฆาตแค้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทุกประเทศและใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นตลาดการค้าข้างบ้านโดยเฉพาะกับกัมพูชาและพม่า จนถึงขั้นเกิดสงครามกับกัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร จนกลายเป็นแผลเรื้อรังจนถึงวันนี้

2.ในด้านการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

ปัญหาความขัดแย้งจากการอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่บริเวณทะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นหลักของเวียดนามที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้นโยบายต่างประเทศปกป้องผลประโยชน์ของชาติ 

กล่าวคือ หลังจากเหตุการณ์ตึงเครียดในช่วงกลางปี 2554 ที่มีการปะทะกันระหว่างเรือของจีนกับเรือสำรวจพลังงานของบริษัท Petro Vietnam เวียดนามได้ใช้ความพยายามเพื่อทำให้ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญในทางสันติเพื่อให้นานาประเทศให้ความสนใจและได้ใช้ช่องทางทางการทูตกับประเทศต่างๆที่แนบแน่นเพื่อขอรับการสนับสนุนต่อจุดยืนของเวียดนาม 

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามกับจีนเกี่ยวกับปัญหาทะเลจีนใต้ก็ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีด้วยนโยบายต่างประเทศ กล่าวคือ ในช่วงเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงว่าด้วยหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการแก้ไขประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับทะเล (Agreement on basic principles guiding the settlement of sea-related issues) ในระหว่างการเยือนจีนของนายเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม 

ในประเด็นปัญหานี้เมื่อเปรียบเทียบการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร ที่ผ่านมาในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แล้วจะเห็นว่านโยบายต่างประเทศของไทยในอดีตทาบไม่ติดกับเวียดนามเลย ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านกัมพูชากลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากมากขึ้นทำให้ภาพลักษณ์ของไทยที่เคยดีงามในอดีตกลายเป็นภาพลักษณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจของอาเซียนไปอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม เป็นเช่นไร?

ในช่วงรอยต่อนโยบายจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ เราควรจะได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ ไทย-เวียดนาม ในแต่ละด้านเพื่อให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนอันจะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ที่กระชับแน่นยิ่งขึ้นและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์ ดังนี้

1.ด้านการเมืองและความมั่นคง

(1.1) ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในด้านการเมืองและความมั่นคงยังดำเนินไปอย่างราบรื่นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จุดเด่นของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในปี 2554 คือการครบรอบ 35 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว

(1.2) ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ ระดับรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติ การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อแนะนำตัวเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ประสบผลสำเร็จอย่างดี โดยหยิบยกประเด็นความร่วมมือในด้านต่างๆขึ้นหารือกับนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามอย่างกว้างขวาง 

ทั้งนี้ สองฝ่ายยังได้เห็นพ้องให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-เวียดนามอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat : JCR) ครั้งที่ 2 ซึ่งเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพในปีนี้

(1.3) ในรอบปีที่ผ่านมา กลไกความร่วมมือที่ไทย-เวียดนามได้จัดทำไว้ได้ดำเนินไปด้วยดี ทั้งในด้านความมั่นคง สาธารณสุข การทหาร อาทิ การประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ครั้งที่ 4 ที่กรุงฮานอย , การประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างกองทัพเรือไทย-เวียดนามว่าด้วยการจัดระเบียบทางทะเล ครั้งที่ 14 ที่เมืองไฮฟอง

2.ด้านเศรษฐกิจและสังคม

(2.1) ในปี 2554 การค้าไทย-เวียดนามมีมูลค่า 9.086 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ขยายตัวร้อยละ 25.47 จากปี 2553) ไทยส่งออกไปเวียดนาม 7.059 พันล้านดอลลาร์สหรัฐและนำเข้าจากเวียดนาม 2.027 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับเวียดนาม 5.032 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.11 ) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า 

สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรไฟฟ้า เหล็กและเหล็กกล้า ด้ายและเส้นใย น้ำมันดิบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ เคมีภัณฑ์ ถ่านหิน และเครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์

(2.2) ไทยมีโครงการลงทุนในเวียดนามแล้ว 266 โครงการ รวมมูลค่า 5.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 11 โดยในปี 2554 ไทยลงทุนในเวียดนาม 27 โครงการ มูลค่า 142 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สาขาการลงทุนที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการเกษตร เคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก อาหารสัตว์ และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์

(2.3) กิจกรรมที่สำคัญระดับประชาชนระหว่างไทยกับเวียดนามในรอบปี 2554 ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 35 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นทั้งในไทยและเวียดนาม และกิจกรรมในกรอบของสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม อาทิ การเข้าร่วมงาน Thailand Trade Exhibition ในเวียดนาม การประชุมร่วมระหว่างสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กับสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย พิธีเปิดแหล่งศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ณ จังหวัดอุดรธานี 

และการเข้าร่วมงานอัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานประจำปี 2554 ไปยังวัดเหวี่ยนคง จังหวัดเถื่อเทียนเว้ ในช่วงเดือนตุลาคม

(2.4) ในปี 2554 ไทยและเวียดนามต่างประสบอุทกภัยครั้งรุนแรง ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้บริจาคเงินช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงมิตรไมตรีและความปรารถนาดีระหว่างกัน โดยรัฐบาลไทยมอบเงินช่วยเหลือแก่เวียดนามจำนวน 3 ล้านบาท ในขณะที่เวียดนามได้มอบเงินช่วยเหลือให้ไทย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสภากาชาดเวียดนามได้มอบความช่วยเหลือ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังมีความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนและประชาชนของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย

3.ทิศทางความสัมพันธ์แห่งอนาคต

(3.1) ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในปี 2555 น่าจะดำเนินไปโดยราบรื่นและมีความก้าวหน้า ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมาทั้งไทยและเวียดนามต่างมีรัฐบาลชุดใหม่จึงเป็นช่วงของการสานสัมพันธ์ไมตรีให้แน่นแฟ้นใกล้ชิดยิ่งขึ้นไป การประชุมทวิภาคีที่สำคัญ อาทิ การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย – เวียดนาม อย่างไม่เป็นทางการครั้งที่ 2 (Joint Cabinet Retreat : JCR) และการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC ) น่าจะลุล่วงไปได้ดี ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ความร่วมมือในด้านต่างๆมีความคืบหน้า

(3.2) เวียดนามน่าจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศในเชิงรุกมากขึ้นเพื่อเสริมบทบาทของตนในเวทีโลกโดยเฉพาะในกรอบอาเซียน ซึ่งเวียดนามประสงค์จะมีบทบาทที่สำคัญในขณะที่รักษาความสัมพันธ์ดั้งเดิมที่ใกล้ชิดกับลาวและกัมพูชา ในขณะเดียวกันเวียดนามประสงค์ที่จะกระชับความสัมพันธ์กับไทยและขยายความร่วมมือในด้านต่างๆที่มีศักยภาพ เช่น การลงทุน การศึกษา พลังงาน และการเกษตร เป็นต้น 

บทสรุป

การก้าวรุดหน้าของเวียดนามในทุกด้านที่เป็นผลมาจากความเข็มแข็งทางการเมืองภายในประเทศ เป็นบทศึกษาที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องเก็บรับบทเรียนประสบการณ์ความเจ็บปวดของเวียดนามจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยาวนาน 

เพื่อนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย เพื่อมิให้จมปลักกับหล่มโคนของความขัดแย้ง 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่านมติของรัฐสภาไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียงให้แก้ไขชนะอย่างท่วมท้นต่อการคัดค้านของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยคะแนนเสียง 399 : 199 นี้ มีนัยยะสำคัญยิ่ง 

เพราะเป็นเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกทั้งเลือกตั้งและแต่งตั้งจำนวนข้างมากดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นเสียงที่สะท้อนการเรียกร้องความต้องการของประชาชนด้วยเสียงข้างมากที่มองเห็นชัดถึงปัญหาวิกฤตการเมืองของไทยภายในประเทศที่มาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการ ที่สถาบันการเมืองไทยในภาคต่างๆ ทุกส่วน อาทิ ศาล กองทัพ และสถาบันทางการศึกษาจะต้องรับฟังและให้ความเคารพต่อมติเสียงข้างมากของรัฐสภา 

หากละเลยหลักการสำคัญนี้ก็น่าเชื่อได้ว่าไทยคงจะหมดโอกาสอีกยาวนานที่จะก้าวไปในทิศทางการพัฒนาคู่กับเวียดนามได้ 

ยิ่งเห็นการประชุมแกนนำสายพรรคประชาธิปัตย์ 14 จังหวัดภาคใต้ (เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555) ซึ่งเคยมีบทบาทสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรก่อจลาจลล้มรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายในอดีตโดยพรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างปฏิญญาหาดใหญ่ที่ชี้ชัดว่า เพื่อต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญนอกสภา หลังแพ้มติในสภาแล้ว

ยิ่งทำให้ไทยอยู่ในภาวะที่น่าวิตกของตลาดทุนอย่างยิ่ง

การอธิบายการเมืองแบบไทยๆ อย่างรวบรัดบนสีธงชาติไทย

Posted by KwamRak on 19.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/02/blog-post_7966.html

;

การอธิบายการเมืองแบบไทยๆ อย่างรวบรัดบนสีธงชาติไทย


19 กุมภาพัันธ์ 2555
จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ที่มา Time Up Thailand

ขออนุญาตแบ่งปันเพื่อการศึกษา และถ้าท่านผู้ใดสามารถเอาไปต่อยอดและออกมาสวยงามกว่านี้ก็ยิ่งดี ความดีงามจะสูญเปล่าถ้ามันถูกจำกัดอยู่แต่ตัวคนผู้เดียว ต้องช่วยกันแชร์ ช่วยกันแบ่งปัน ช่วยกันรับความดีความชอบของความดีงาม ไม่ต้องมอบเกียรติคุณใดๆ เฉพาะกับข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว

พวกเราต้องส่งเสริมการยุติการถือดีถือมั่นแต่ตัว ต้องถือว่าท่านที่พัฒนาตัวเอง สร้างการตาสว่างให้กับคนอื่น คือการกระทำดีเพื่อการพัฒนาก้าวหน้า การพัฒนาก้าวหน้าก็จะบังเกิดจากประชาชนในชาติฉลาด ไม่หลงมัวเมาในมายาภาพ เมื่อประชาชนพากันฉลาด ชาติก็จะเจริญ สุขเสถียรมั่นคง ทัดเทียมอารยะประเทศ เมื่อประชาชนทั้งประเทศพากันฉลาดหลักแหลม รู้เท่าทันตนเองและผู้อื่น ทั้งในชาติตัวเอง และในประเทศอื่นนั่นแล คือการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิดที่ดีที่สุด ที่สมควรได้รับการยกย่องชื่นชมมากที่สุด.

อนึ่ง การอธิบายการเมืองแบบไทยๆ อย่างรวบรัด บนสีธงชาติไทยนี้ เกิดจากการใช้สีธงชาติซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์แห่งความเป็นชาติไทยมาใส่บท วิเคราะห์ลงไปที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแห่งวิถีชนชั้น และประเด็นปัญหาทางการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยอธิบายความซับซ้อนของการเมืองไทยเป็น 3 ขั้นระดับคือ

1. กดขี่ขูดรีดทางชนชั้น (ชนชั้นสูง 20% ต่อชนชั้นล่าง 80%)

2. การมอมเมาต่างๆ ทั้งทางศาสนาที่ถูกผูกโยงกับราชอาณาจักรจนบ่มเพาะแต่ความกลัวและความเส่ือม . . การที่คนรวยที่สุดอันดับต้นๆ ในประเทศคือผู้มั่งคั่งจาก เหล้า การพนัน หวย ซ่อง บ่อน และเงินเหล่านี้ ก็ถูกนำมาแจกทาน แต่คัดค้านอย่างสุดโต่งต่อการสร้างรัฐสวัสดิการที่สร้างหลักประกันความ มั่นคงในชีวิตให้กับประชาชนทั้งประเทศ

3. การปิดกันสิทธิและเสรีภาพ ด้วยจำนวนนักโทษคนยากคนจนจำนวนมากมากล้นเกินศักยภาพห้องขัง การปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเลวทรามแย่ยิ่งกว่าวัวควาย และยังจับเพิ่มเข้าไปดวยนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกนับพันคน . . เป็นปรากฎการณ์แห่งความด่างพร้อยต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิแห่งประเทศไทย ที่ไม่เหมือนใครในโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในช่องสุดท้ายแสดงให้เห็นว่า ตลอดหลายสิบปีแห่งการเมืองพูดความจริงไม่ได้ หรือไม่สามารถพูดความจริงได้ ส่งผลลัพธ์ทางรูปธรรมที่เกิดขึ้นกับไทยมากมาย ทั้งฉายาที่ได้จากต่างชาติว่าเป็นประเทศ "ขายยาเสพติด ขายเซ็กส์ และคอรัปชั่น"

เส้นเหลืองแดงอันเป็นเส้นกร๊าฟในภาพนี้ เป็นเส้นประมาณการที่แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของไทยสวนกระแสการพัฒนาตามนิยาม แท้จริงที่ควรจะเป็น ที่ควรจะพุงขึ้น ไม่ใช่พุ่งลง ดิ่งลงเหวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้

กระนั้นชนชั้นนำก็ยังหาละอายใจกันไม่ ยังทำทุกช่องทางเพื่อคำจุ้นระยะห่างแห่งชนชั้น จนช่องว่างทางรายได้ของไทยสูงมากถึง 111 เท่า และความรวย-จนทิ้งช่วงห่างติดอันดับโลก ในขณะที่เสรีภาพสื่อตกอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก มาอยู่ที่อันดับ 153 จากจำนวน 178 ประเทศ

การเอาสีธงชาติมาทำอะไรแบบนี้ทำให้ออกมาโดดเด่นได้ยาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะไม่พูดถึงการเมืองไทยโดยไม่ดูนิยามแห่งธงชาติ อันเป็นเสาหลักแห่งอุดมการณ์การบริหารบ้านเมืองของไทยในนาม "ชาติ (แดง) ศาสน์ (ขาว) และกษัตริย์ (น้ำเงิน)" ไม่ได้จริงๆ

ขอเพิ่มเติมด้วยภาพข้างล่าง ซึ่งแสดงช่องว่างรายได้ระหว่างคนกินค่าแรงขั้นต่ำ (ค่าเฉลี่ย 5,130 บาท/เดือน) กับข้าราชการที่ได้รับเงินเดือนสูงสุดในประเทศและผู้บริหารบริษัท ตัวเลขความแตกต่างระหว่างคนกินเงินเดือนขั้นต่ำกับผู้กินเงินเดือนจากภาษี ประชาชนสูงสุดอยู่ในระหว่าง 22-24 เท่า อันเป็นอัตราที่สูงมาก

ที่มา: จรรยา ยิ้มประเสริฐ, แรงงานอุ้มชาติ

กระนั้นบรรดานักการเมืองและข้าราชการระดับสูงก็ยังเรียกร้องเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ เพิ่มมากขึ้น อ้างกันว่ายังต่ำกว่าผู้บริหารเอกชน ที่ช่องว่างระหว่างคนงานกับผู้บริหารพุ่งสูงสุดถึง 111 เท่า อันนี้ก็ไม่ใช่อุบัติเหตุเก่งและเฮงเองของนายทุนต่างชาติและนายทุนชาติ แต่มีที่มาที่นโยบายทางการเมืองของประเทศไทยต่อต้านวิถีสหภาพแรงงานอย่างสุด ลิ่มทิ่มประตู ไม่ยอมรับการรวมตัวเป็นสหภาพระดับชาติ ไม่ยอมให้เกษตรกร ชาวนา และคนงานอีกหลายกลุ่มรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานได้

จนสัดส่วนสหภาพแรงงานต่อกำลังแรงงานทั้งประเทศมีเพียง 1.4% น้อยมาก และไม่สามารถทำหน้าที่ต่อรองในระดับชาติได้ เพียงแต่ทำหน้าที่ป้องกันตัวเองไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างก็เอาตัวกันไม่รอดอยู่ แล้ว

ที่มา: จรรยา ยิ้มประเสริฐ, แรงงานอุ้มชาติ

ประเทศไทยไม่เคยยอมรับอำนาจต่อรองของชนชั้นกรรมาชีพกับทุน และนักการเมืองก็งี่เง่า และเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว พากันดำเนินนโยบายอุ้มทุนและเอื้อทุนอย่างสุดโต่งมาทุกยุคทุกสมัย จนค่าแรงขั้นต่ำไทยอยู่รั้งท้ายประเทศใน ASEAN มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เงินเดือนผู้บริหารไทยสูงสุดใน ASEAN และติดอันดับโลก

ขอฉายภาพเพิ่มเติมภาพสุดท้ายด้วยระดับค่าแรงขั้นต่ำเมืองไทย ที่ลอยตัวขึ้นอยู่กับจังหวัด และมีต่างกันถึงกว่า 30 ระดับ และเป็นความโกหกทั้งเพของนักการเมืองที่บอกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ จริงๆ 300 บาทเพียงแค่กรุงเทพและปริมณฑลรวม 5 จังหวัดเท่านั้น ขณะที่ปล่อยให้นายจ้างในแต่ละจังหวัดอีก 72 จังหวัด กำหนดกันขึ้นมาเองจนเละตุ้มเป๊ะกว่า 30 ระดับเช่นนี้



ที่มา: จรรยา ยิ้มประเสริฐ, แรงงานอุ้มชาติ

โปรดอดใจรออ่านรายละเอียดในหนังสือ "แรงงานอุ้มชาติ" ที่มีเนื้อหาร่วม 400 หน้า ที่ได้เปิดโปงถึงกลโกง และวิธีการเอารัดเอาเปรียบแรงงานของทุนและผู้มีอำนาจเมืองไทยอย่างครอบคลุม

2011 11 07 Cash Flow Voice TV นายกฯ ใช้เวที APEC ASEAN ชี้แจงแนวทางฟื้นฟูประเทศไทย

Posted by KwamRak on 07.2011 [ ASEAN ] 0 trackback

มาตรฐาน IEEE 802.22 มาแล้ว ทุกคนสามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตกว้างไกล 100 กม. โดยไม่ต้องขออนุญาต

Posted by KwamRak on 30.2011 [ ASEAN ]
 IEEE

IEEE แถลงเปิดตัวมาตรฐาน IEEE 802.22 รุ่นสมบูรณ์พร้อมให้ผู้ผลิตนำไปผลิตอุปกรณ์สำหรับให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็ว 22mbps ได้ระยะทางสูงสุดถึง 100 กิโลเมตรจากฐาน โดยใช้คลื่นความถี่เดิมสำหรับวิทยุโทรทัศน์

ประเด็นย่านความถี่สีขาว (White Spaces) เป็นย่านความถี่ขนาดใหญ่ที่ครองโดยเทคโนโลยีเก่าเช่นวิทยุและโทรทัศน์ มันกินย่านความถี่กว้างมากตั้งแต่ความถี่ 54MHz ไปจนถึง 698MHz (กว้าง 644MHz) เนื่องจากเทคโนโลยีการส่งข้อมูลวิทยุโทรทัศน์แบบอนาล็อกนั้นต้องการย่านความถี่ที่กว้างมาก เทียบกับทุกวันนี้ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออาจจะทำงานด้วยคลื่นความถี่รวมกว้าง 20 ถึง 30MHz เท่านั้น

ทุกวันนี้สหรัฐฯ ยกเลิกโทรทัศน์แบบอนาล็อกอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังมีใบอนุญาตท้องถิ่นบางใบถูกใช้งานอยู่ อุปกรณ์เครือข่ายในย่านนี้จึงต้องมีความสามารถในการตรวจสอบตำแหน่งของตัวเอง และปรับกำลังส่งและความถี่ที่ใช้งานได้ให้ตรงกับบริเวณที่ติดตั้ง

FCC ซึ่งเป็นผู้ดูแลความถี่ของสหรัฐฯ นั้นได้ประกาศให้ทุกคนใช้ความถี่ย่านนี้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า (unlicensed) แต่อุปกรณ์ที่จะนำมาใช้งานต้องได้รับการรับรองว่ามีความสามารถในการหลบหลีกไม่ไปรบกวนสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ยังทำงานอยู่

ด้วยระยะทางสูงสุด 100 กิโลเมตรจากสถานีส่ง เราอาจจะได้เห็นการใช้งานแบบใหม่ๆ เช่นมหาวิทยาลัยอาจจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กับทุกอาคารได้โดยไม่ต้องต่อสาย การส่งข้อมูลระหว่างอาคารสำนักงานสาขาต่างๆ ทั้งหมดสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต

อย่างไรก็ดีความถี่ต่ำๆ เช่นนี้มักทำให้เสารับและส่งมีขนาดใหญ่ เราอาจจะต้องรอดูว่าอุปกรณ์จริงที่จะออกมานั้นจะเป็นอย่างไร

ประเทศไทยเองภายใต้กรอบข้อตกลงของ ASEAN ก็จะเริ่มย้ายระบบโทรทัศน์ออกจากระบบอนาล็อกในปี 2015 ถึงปี 2020 ถึงตอนนั้นเราจะเริ่มได้คลื่นความถี่ผ่านนี้กลับคืนมาเช่นกัน น่าสนใจว่า กสทช. ที่กำลังจะเกิดมานั้นจะปล่อยความถี่เหล่านี้ออกมาใช้งานอย่างไร

ที่มา - BusinessWire