สุนทรพจน์หลวงพิบูลสงคราม - การสู้กันของระบอบเก่าและระบอบใหม่ : นิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 25.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback


คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร

 "ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ เพราะเหตุเราจะต้องประสานกัน เราต้องการความสงบสุข เราต้องการสร้างชาติ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เราจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับพวกที่เห็นตรงกันข้าม ใครจะไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เมื่อเปรียบกับในต่างประเทศ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า เราทำมาผิดกันไกล เช่น ฝรั่งเศสปฏิวัติกัน เขาก็ฆ่ากันนับพัน ๆ คน จนถึงกับเอาใส่รถใส่เกวียนไปฆ่ากัน ส่วนเราเปลี่ยนกัน เปลี่ยนทั้งพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนทั้งอำนาจอะไรต่ออะไรด้วย เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย มิได้มีการเสียเลือดเนื้อกันเลย 

และผมว่า ในชีวิตเรา ในชีวิตลูกของเรา พวกรักระบอบเก่าแก้แค้นก็ไม่หมด เพราะว่าเราปล่อยไว้ อย่าว่าแต่การเปลี่ยนระบอบการปกครองและเปลี่ยนพระมหากษัตริย์เลย ขอให้มองดูใกล้ ๆ การเปลี่ยนแต่พระมหากษัตริย์ ตัวอย่าง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เปลี่ยนจากพระเจ้าตากมาแล้ว ฝ่ายพระเจ้าตากเป็นอย่างไร ฝ่ายพระเจ้าตากต้องถูกประหารชีวิตหมด ถึงกระนั้นก็ดี ตอนหลังก็ยังปรากฏว่าจะมีการแย่งกันอีกเล็กน้อย นี่ตัวอย่างที่เราเป็นมาแล้ว ...แต่เราไม่ได้ทำอันตรายใครเกินเหตุ จึงทำให้พะวักพะวนอยู่ แต่ห่วงพวกรักระบอบเก่า ...พวกผมขอให้หมด ปิดฉากพยาบาทกัน แต่พวกตรงข้ามเขาไม่ยอม ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เขาแสดงทีท่าว่า ต่อให้ถึงลูกหลานเหลนของเราก็ต้องรบกันอยู่นั่นเอง 

ก็มีปัญหาขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่แก้เล่า ถ้ามีการแก้ ก็ต้องทำเด็ดขาดอย่างพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงปฏิบัติกับพวกเจ้าตาก ซึ่งได้ผลดีมาแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะไปล่มเรือฆ่ากันอย่างนั้นพ้นสมัย และกลัวบาปด้วย แต่ฆ่า ๑๘ คนเท่านี้ก็พออยู่แล้ว เป็นประวัติการณ์ที่เรายังไม่ลืมเหตุการณ์อันนี้ ถ้าเราจะให้หมดไปจริง ๆ ที่จะให้ระบอบใหม่นี้มั่นคงแล้วจะเป็นอย่างไร ดูอย่างฝรั่งเศสเมื่อครั้งพระเจ้าหลุยที่ ๑๖ นั้น เอาไปประหารกันทีเดียว อีกอย่างหนึ่ง เราจะปราบด้วยวิธีอื่นก็ได้ พวกที่อยู่ในระบอบเก่าไม่เปลี่ยนหัวมาเป็นระบอบใหม่ ก็ให้หนีไปเสียจากเมืองไทย สภาฯ นี้ก็อนุมัติให้รัฐบาลทำได้ ให้ออกกฎหมายว่าพวกนี้ให้ผมริบทรัพย์ แล้วเนรเทศไปให้หมด" - นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

http://www.enlightened-jurists.com/directory/226

คนไหนคนไทยจะรู้ได้ไง?

Posted by KwamRak on 19.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

คนไหนคนไทยจะรู้ได้ไง?

image

เรื่องมันมีอยู่ว่าเพจ Contrast เขาเอาภาพจากภาพยนต์ไทย

มาตัดต่อเป็นมุขอะไรซักอย่างเกี่ยวกับทรงนักเรียนมั้ง

image

แอดมินเพจ Contrast เขาระบุในภาพว่า “ห้ามเซฟภาพนี้แล้วเอาไปโพสใหม่ที่อื่นนะเธอว์”

ประมาณว่าถ้าถูกใจและอยากเอาภาพนี้ไปเผยแพร่ก็ช่วยกดแชร์กันหน่อยนั่นเอง

image

แต่แฟนเพจ “มันคือศิลปะ” กลับเซฟภาพนี้ไปโพสใหม่ในเพจของตัวเองซะงั้น

image

แอดมินเพจ Contrast ก็ไปถามแอดมินเพจมันคือศิลปะว่าทำไหมมึงถึงทำแบบนี้

มึงจะเซฟภาพของกรูมาโพสในเพจตัวเอง มึงได้ขออนุญาตกรูแล้วหรือยัง

image

แอดมินเพจมันคือศิลปะก็ตอบว่าตูเอาภาพนี้มาแชร์โดยไม่ตัดเครดิตของเอ็งออกก็น่าจะพอแล้วนี่นา

image

แอดมินเพจ Contrast ได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่าเอ็งไม่ตัดเครดิตเพราะเอ็งไม่มีปัญญาต่างหาก

ตูใส่เครดิตในภาพตัวเบ้งๆขนาดนั้น ลายน้ำตูก็ใส่ ถ้าเอ็งตัดเครดิตออกภาพก็เรื้อนกันพอดี

แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเอ็งลบลายน้ำหรือไม่ แต่ประเด็นคือตูไม่อนุญาตให้เซฟแล้วเอามาโพสใหม่น๊ะ!!

image

ลูกหาบเพจมันคือศิลปะ เห็น แอดมินเพจ Contrast มาทวงถามเครดิตถึงถิ่น

ก็หัวร่องอหายและถากถางแอดมินเพจ Contrast ว่ากะอีแค่เรื่องแค่นี้ต้องขออนุญาตกันเลยเหรอวะ

จะให้แอดมินเพจนี้จุดธูปดอกเดียวอัญเชิญมึงมาขออนุญาตเอาภาพลงเพจเลยมั้ยล่ะ

image

แอดมินเพจ Contrast ก็เถียงว่ามันเป็นผลงานของกรูนะ กรูตัดต่อภาพนั้นเองกับมือ

และกรูก็ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าไม่อนุญาตให้เซฟไปลงเพจอื่น

แล้วทำไมแอดมินเพจนี้ถึงมีสิทธิเอามาโพสในเพจตัวเองโดยไม่ขออนุญาตตูก่อนฟะ

image

ลูกหาบก็ตอบกลับอย่างไม่แยแสว่าแล้วไงวะ นี่มันโลกออนไลน์นะไอ้สัส

ถ้ามึงหวงผลงานของตัวเองมากนัก มึงก็เอาใส่ในไหแล้วฝังดินไว้ดูคนเดียวเลยสิวะ

สมัยนี้เพจไหนๆมันก็ก๊อปผลงานของชาวบ้านมาโพสกันทั้งนั้น

ไม่เข้าใจเลยว่ามึงเป็นห่าอะไร ทำไหมถึงได้หวงลิขสิทธิ์ถึงขนาดนั้นวะ

image

แอดมินฯตอบคำถามนี้ว่ากรูไม่ได้หวงลิขสิทธิ์ กรูยินดีแบ่งปันภาพนี้

ให้ทุกคนในเน็ทเอาไปเผยแพร่ได้ด้วยการกดแชร์ ไม่ใช่เซฟไปโพสใหม่อย่างที่เพจนี้ทำอยู่

image

ลูกหาบคนอื่นๆเห็นแอดมินฯไม่ยอมเลิกราซักที ก็เข้ามารุมด่าแอดมินฯว่าไอ้ควายเอ๊ย

มึงแม่งปัญญาอ่อนสัสๆ กะอีแค่ภาพแค่นี้มันต้องขออนุญาตกันด้วยเหรอวะ น้ำใจน่ะมีกันบ้างมั้ย

image

มึงโตเป็นควายแล้วนะไม่ใช่เด็กอมมือเหมือนน้อง ป.สาม มึงจะง้องแง้งหวงก้างอะไรกันนักกันหนาวะ

image

แอดมินฯเห็นลูกหาบด่าตัวเองเช่นนั้นก็บ่นว่าลูกหาบเพจนี้แม่งโคตรเห็นแก่ตัวเลย

ถ้าคนคิดแบบพวกมึงกันหมด คนที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเองได้หมดกำลังใจกันทั้งวงการแน่

เพราะใครสร้างสรรค์ผลงานชิ้นไหนขึ้นมา ก็จะถูกพวกมึงขโมยไปเผยแพร่โดยเอาน้ำใจมาเป็นข้ออ้างซะหมด

image

ลูกหาบก็ตอบแอดมินฯว่า แหม่ ไอ้เรื่องพรรค์นี้ใครๆเขาก็ทำกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แอดมินเพจนี้เขาไม่ลบเครดิตของมึงออกไปก็บุญแล้ว แล้วการที่เขาเซฟมาโพสในเพจตัวเอง

กับแชร์ภาพจากเพจมึงมันจะแตกต่างกันตรงไหน ในเมื่อมันก็ทำให้คนได้เห็นผลงานของมึงอยู่ดี

มึงเป็นคนสร้างสรรค์ผลงาน แค่มีคนชื่นชอบผลงานของมึง มึงก็ควรจะพอใจแล้วน๊ะ!!

image

แอดมินฯก็เถียงกลับว่าถ้าการกดแชร์กับเซฟมาโพสใหม่มันไม่แตกต่างกัน

ทำไหมแอดมินเพจนี้ถึงไม่กดแชร์ล่ะวะ มันง่ายกว่ากันเยอะเลยนะ

แค่กดแชร์คลิกเดียว แทนที่จะเซฟลงเครื่องแล้วอัพใหม่ให้มันวุ่นวาย

ที่แอดมินเพจนี้ไม่ตัดเครดิตออก ไม่ใช่เพราะมันอยากให้เครดิตตูหรอกว่ะ

แต่มันไม่มีปัญญาตัดเครดิตทิ้งต่างหาก เพราะตูได้แทรกเครดิตเอาไว้ในภาพแล้ว

ถ้ามันตัดเครดิตออกก็จะทำให้ภาพนี้แหว่งไปจนเนื้อหารวมของภาพเสียหาย

image

ลูกหาบก็ถามว่าทำไมจะตัดเครดิตไม่ได้วะ กะอีแค่ภาพแค่นี้

ใครๆเขาก็ตัดเครดิตของมึงออกได้ทั้งนั้น หรือจะให้ตัดต่อภาพมาทับเครดิตของมึงก็ยังได้

มันเป็นสิทธิของแอดมินเพจนี้ที่เขาอยากจะแชร์ภาพมึง หรือเซฟภาพมึงมาโพสใหม่ก็ได้

มึงไม่มีสิทธิไปเสือกสาระแนแม่ยิ้มกับการตัดสินใจของเขานะเว้ย!!

image

จากนั้นลูกหาบคนนี้ก็ตัดตอเอาภาพการ์ตูนมาแปะทับเครดิตในภาพให้ดูกันจะๆ

และท้าทายแอดมินฯว่านี่ไง กรูลบเครดิตของมึงออกไปแล้ว ไม่เห็นมันจะยากเย็นตรงไหนเลยนี่หว่า

image

แอดมินฯก็ตอบว่ามึงแค่เอาภาพมาแปะทับโลโก้ของกรู

แต่ลายน้ำที่ยืนยันว่ากรูเป็นเจ้าของภาพยังคงอยู่ แต่มึงคงหาไม่เจอหรอกว่ะ

image

ลายน้ำที่ว่าคือคำว่า contrast จางๆ ที่แอดมินฯใส่ไว้ในภาพตรงตำแหน่งนี้ครัฟ

image

ลูกหาบก็ถามกลับว่าแล้วไงวะ ต่อให้ลายน้ำยังคงอยู่แล้วไง?

มึงคิดว่าคนที่ดูภาพนี้เขาจะมานั่งมองหาลายน้ำของมึงรึไง

ภาพของมึงไม่ใช่ขุมสมบัติสุดขอบฟ้านะมึง คนจะได้นั่งเพ่งรายละเอียด

ทุกเม็ดในภาพราวกับงมหาขุมสมบัติ  ส่วนคนที่ถามหาเครดิตจากภาพพรรค์นี้

มันก็มีแต่พวกเด็กเห่อหมอยที่หัดทำแฟนเพจเท่านั้นล่ะวะ

image

หลังจากนั้นลูกหาบคนอื่นๆก็มาช่วยกันถลุงแอดมินฯกันใหญ่

ส่วนมากก็บด่าแอดมินว่าไอ้เชี่ยนี่มันหมาหวงก้างชัดๆ

image

คนเห็นแก่ตัวไร้น้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้คนไทยด้วยกันอย่างมึง

ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยอยู่รึเปล่าวะ

image

ในเวลาต่อมา แอดมินฯก็เอาเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาโพสในเพจของตัวเอง

image

แน่นอนว่าลูกหาบชองเพจมันคือศิลปะ ก็ตามมาก่นด่าแอดมินฯ

ถึงในเพจนี้กันเลยทีเดียว ส่วนมากก็ด่าแอดมินฯว่ามึงมันโคตรไร้น้ำใจเลยว่ะ

ถ้ามึงเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ใครเขาจะกดไลค์เพจมึงได้ลงคอว๊ะ!!

image

ชาวเน็ทก็เถียงแทนแอดมินว่ามันเกี่ยวเชี่ยอะไรกับน้ำใจวะ

นี่มันเรื่องของลิขสิทธิเต็มๆ ไม่เกี่ยวห่าอะไรกับน้ำใจเลยซักนิด

แอดมินฯที่เป็นเจ้าของภาพ เขาก็ประกาศเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า

ไม่อนุญาตให้เซฟภาพของเขาไปอัพโหลดที่อื่น แต่ไอ้แอดมินเพจมันคือศิลปะ

กลับละเมิดข้อห้ามของแอดมินฯ แบบนี้ใครกันแน่วะที่เป็นคนแล้วน้ำใจ

image

ที่ลูกหาบเพจนั้นมันอ้างว่าใครๆเขาก็ทำกันทั้งบ้านทั้งเมือง

มันก็เป็นแค่ข้ออ้างของคนเห็นแก่ตัวที่อยากขโมยผลงานชาวบ้านจนควยสั่นเท่านั้นล่ะวะ

image

ลูกหาบเห็นมีคนออกมาเข้าข้างแอดมินก็ด่าชาวเน็ทเหล่านี้ว่า

พวกมึงแม่งไร้น้ำใจพอๆกับไอ้แอดมินเลยว่ะ พวกมึงแม่งไม่ใช่คนไทย

image

ถ้ามึงหวงลิขสิทธิ์ของภาพนี้ซะขนาดนั้น ทำไมมึงถึงไม่เอาภาพไปจดสิทธิบัตรเลยล่ะวะไอ้ควายเอ๊ย!!

image

ผลงานศิลปะจะมีลิขสิทธิ์คุ้มครองนับตั้งแต่วินาทีแรกที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา

โดยไม่มีความจำเป็นต้องไปจดลิขสิทธิ์ใดๆ ดังนั้นถ้ามีคนไล่เจ้าของภาพ

ให้เอาภาพดังกล่าวไปจดสิทธิบัตร  ย่อมแสดงให้เห็นว่า

แม่งไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เลยแม้แต่กระผีกเดียว

ลูกหาบคนอื่นๆก็พูดในทำนองเดียวกันว่าการที่คนเอาภาพของมึงไปโพสโดยไม่ให้เครดิต

มันเป็นเรื่องปรกติโคตๆเลยว่ะ แรกๆมึงยังไม่ชินมึงก็รนแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา

นี่ก็บุญโขแล้วนะที่เขาไม่ตัดเครดิตของมึงออกไปด้วย แต่ถ้าเพจมึงมีชื่อเสียงเมื่อไหร่

ต่อให้เขาเอาภาพไปโพสโดยไม่ให้เครดิต คนดูก็คงจะรู้เองแหละน่าว่านั่นเป็นผลงานของมึง

image

จริงๆแล้วแทนที่มึงจะไม่พอใจแอดมินเพจนู้น มึงควรจะกราบขอบพระคุณเขาด้วยซ้ำ

ที่อุตส่าห์เซฟภาพของมึงไปโพสใหม่ในเพจมันคือศิลปะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า

เขายอมรับผลงานของมึง ถ้าคนเอาภาพมึงไปแชร์โดยไม่ให้เครดิตเยอะๆ

พอคนเขาเห็นภาพและลายน้ำของมึงบ่อยๆเข้า คนก็จะแห่มากดไลค์เพจมึงเองแหละน่า

image

ลูกหาบคนนึงถามแอดมินฯว่ามึงอยากได้เครดิตไปทำไม

มึงอยากให้คนกดไลค์เพจมึงเยอะๆหรา หรือมึงเอาไลค์ไปแดกกับข้าวสวยแทนกับได้วะ?

image

ชาวเน็ทก็ด่าลูกหาบคนนี้ว่าอีปลวกเอ๊ย แอดมินฯมันไม่ได้เอาไลค์ไปแดกกับข้าวหรอกนะ

แต่ภาพนี้เป็นผลงานที่มันตัดต่อขึ้นมาเองกับมือ ดังนั้นถ้ามีคนดูภาพนี้แล้วชื่นชอบ

แอดมินฯมันก็ควรจะได้รับเครดิตเต็มๆ ไม่ใช่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้

เอาภาพของมันไปโพสในเพจตัวเอง พอคนถูกใจกดไลค์ให้ภาพนั้น

คนที่ได้หน้าเต็มๆก็คือหัวขโมยแทนที่จะเป็นคนที่สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นขึ้นมายังไงล่ะ

มึงคิดว่าการที่พวกหัวขโมยที่ไม่เคยสร้างสรรค์ผลงานใดๆเลย

ได้รับเครดิตไปเต็มๆแบบนี้มันยุติธรรรมแล้วเหรอวะอีพญาปลวกเอ๊ย!!

image

พญาปลวก เอ๊ย ลูกหาบก็สวนกลับด้วยข้ออ้างสุดคลาสสิคที่ว่า

พวกมึงแม่งมาทำปากดีเรื่องลิขสิทธิ์ให้มันมากนักเลยนะคะอีสัส

พวกมึงเคยโหลด mp3 เคยใช้แผ่นผี CD เถื่อนรึเปล่าล่ะไอ้หน้าหี

ขนาดศิลปินระดับชาติเขายังไม่มีปัญญาห้ามพวกกรูไม่ให้โหลดแผ่นผีซีดีเถื่อนเลย

แล้วทำไมกะอีแค่ภาพกากส์ๆภาพนึง คนอื่นถึงไม่มีสิทธิก๊อปไปอัพโหลดในเพจตัวเองว๊ะ!!

image

ถ้าพวกมึงเลิกโหลด mp3 มาฟังเมื่อไหร่ พวกมึงค่อยมาเรียกร้องเครดิต

จากพวกกรูก็แล้วกัน แต่ถ้ามึงยังฟังแผ่นผีซีดีเถื่อนอยู่ก็หุบปากไปซะ!!

image

ลูกหาบคนอื่นๆก็รุมด่าแอดมินว่าไอ้คนไร้น้ำใจ เพจที่มีแอดมินแล้งน้ำใจแบบมึง

ไม่มีชาวเน็ทคนไหนเขาอยากกดไลค์ให้เพจใจดำอย่างมึงหรอกนะ

ถ้ามึงอยากให้ชาวเน็ทกดไลค์ให้มึงแล้วล่ะก็ จงเลิกหวงลิขสิทธิ์

แล้วยอมให้เพจอื่นๆเอาผลงานของมึงไปโพสให้ทั่วหล้าเสียดีๆ

image

การที่แฟนเพจจะเป็นที่โด่งดังหรือจะดับวูบราวผีพุ่งใต้นั้น

มันอยู่ที่ว่ามึงเลียกระโปกเพจดังๆได้หรือไม่ ถ้ามึงเลียกระโปกแอดมินเพจดังๆ

ยอมให้เขาเอาผลงานของมึงไปโพสในเพจที่มีชื่อเสียงโดยไม่ให้เครดิต

มึงก็จะกลายเป็นที่รู้จักในไม่ช้านาน แต่ถ้ามึงทำตัวเป็นหมาหวงก้าง

เที่ยวเห่าไปเรื่อยเวลามีเพจดังๆเซฟผลงานของมึงไปเผยแพร่

ก็จะทำให้แอดมินเพจดังๆเหล่านั้นแขยงมึง ไม่อยากข้องแวะกับมึง

จนมึงกลายเป็นแอดมินเพจหมาหัวเน่าในที่สุด สุดท้ายก็จะไม่มีใครเหลียวแลเพจของมึงเลย

มึงคิดว่าผลลัพท์ที่เพจของมึงได้จากความแล้งน้ำใจของมึงมันคุ้มแล้วจริงๆเหรอวะ

image

ชาวเน็ทเห็นลูกหาบกล่อมให้แอดมินฯเลิกหวงลิขสิทธิผลงานของตัวเองกันใหญ่

ก็บ่นว่าไอ้เหี้ยพวกนี้แม่งพูดจาได้ขำสัสๆ มึงอ้างน้ำใจในการขโมยผลงานของชาวบ้านเนี่ยนะ

ถ้าคนถูกขโมยควรมีน้ำใจให้กับหัวขโมย ไม่ควรไปเอาเรื่องเอาราวกับมัน

เช่นนั้นเราก็ควรปล่อยมิจฉาชีพออกจากคุกให้หมดทั่วประเทศเลยน่ะสิวะ

image

ที่ประเทศนี้มันเฮงซวย ก็เพราะมีคนไทยที่ทำเรื่องเหี้ยๆ

แล้วโบ้ยความผิดให้กับคนอื่นแบบพวกมึงนี่แหละ

พวกมึงดีแต่อ้างว่าถ้าคนที่รณรงค์เรื่องลิขสิทธิ์ยังใช้วินโดวส์ปลอม

ยังโหลด mp3 มาฟัง  ก็ไม่ควรจะมีหน้ามาเรียกร้องเรื่องลิขสิทธิ์

กรูขอบอกว่าคนไทยมันก็ใช้ของก๊อปกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่ามันใช้มากหรือใช้น้อยเท่านั้นเอง

แต่ในเมื่อเจ้าของผลงานเขาห้ามไม่ให้มึงเซฟภาพเขาไปโพสใหม่

การที่แอดมินเพจมันคือศิลปะเซฟภาพของมันไปอัพโหลดในเพจตัวเอง

ก็แปลว่ามันมีเจตนาจะโกงแอดมินฯเพจนี้ชัดๆ แล้วในเมื่อมึงโกงชาวบ้านหน้าด้านๆ

มึงจะยังเรียกร้องหาน้ำใจอะไรจากแอดมินฯมันอีกวะ

image

ลูกหาบก็ด่าชาวเน็ทที่เข้าข้างแอดมินฯคนนี้ว่ามึงอย่ามาปากดีนะไอ้สัส

มึงคงเป็นพวกเดียวกับแอดมินฯ ถึงได้เข้าข้างมันล่ะสิท่า

แต่มึงจงรู้เอาไว้ด้วยว่าพวกมึงที่หวงลิขสิทธิ์ยังกับหมาหวงก้างมันเป็นคนส่วนน้อย

ไม่เชื่อก็ลองถามคนส่วนใหญ่ดูสิวะว่าเขาเห็นด้วยกับพวกกรูหรือไอ้แอดมินฯกันแน่

แต่กรูมั่นใจว่าจะไม่มีชาวเน็ทคนใด เห็นด้วยกับไอ้แอดมินฯใจดำคนนี้อย่างแน่นอนว่ะ

image

ชาวเน็ทก็ตอบว่ากรูไม่ใช่พวกเดียวกับแอดมินเพจนี้ว่ะ

แต่กรูเห็นคนละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว มีคนเหี้ยๆอย่างพวกมึงออกมาแถ

หาเหตุผลให้การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องของน้ำใจแล้วกรูสมเพชฉิบหาย

น้ำใจ เป็นสิ่งที่คนเราหยิบยื่นให้กับมิตรสหาย แต่พวกมึงที่เรียกร้องน้ำใจจากแอดมินเพจนี้

มึงเคยได้ถามเขาซักคำแล้วหรือยัง ว่าเขาอยากเป็นเพื่อนกับคนเหี้ยๆอย่างพวกมึงมั้ย!?

กรูเห็นผลงานของเพจนี้มีเพจขี้หีขโมยไปเผยแพร่ต่อตั้งไม่รู้กี่ภาพ

แถมเพจเหล่านั้นได้ไลค์จากผลงานที่ขโมยไปเป็นหมื่นๆ

ในขณะที่เพจนี้มีคนกดไลค์แค่หลักพันเท่านั้น พวกมึงคิดว่าจำนวนไลค์

ที่หัวขโมยได้ไปเทียบกับเจ้าของผลงานตัวจริงมันยุติธรรมแล้วเหรอวะ

ที่เพจนี้มันคนกดไลค์แค่หลักพัน ก็เพราะมีลูกหาบเพจขี้เปียกที่มองว่า

การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องของน้ำใจอย่างพวกมึงอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองนี่ไง!!

image

หลังจากนั้นลูกหาบเพจขี้เปียกกชาวเน็ทคนอื่นๆก็เถียงกันอย่างเมามันส์ว่า

การทวงถามเครดิตจากหัวขโมย มันเป็นการกระทำที่เรียกว่า “ไร้น้ำใจ” ได้หรือไม่

มีประเด็นที่น่าสนใจตรงที่ลูกหาบกล่าวว่าถ้าหากอยากให้ผลงานเป็นที่ยอมรับ

แอดมินต้องยอมเลียไข่เพจดังๆ และยอมให้เพจเหล่านั้นขโมยผลงานไปเผยแพร่โดยไม่ต้องให้เครดิต

เพื่อที่ว่าคนจำนวนมากที่เล่นเพจนั้น จะตามหาเพจของเจ้าของผลงานตัวจริงเพื่อกดไลค์

จากประสบการณ์ในการทำเพจดราม่ามา ขอเตือนว่าวิธีสิ้นคิดแบบนี้มันไม่ช่วยให้เพจเป็นที่รู้จักแบบยั่งยืนหรอกครับ

คนที่เล่นเพจขี้เปียกที่ชอบขโมยผลงานชาวบ้านมาโพส มันไม่มีสติปัญญาพอที่จะควานหาเพจเจ้าของผลงานตัวจริงหรอกนะ

เผลอๆเจ้าของผลงานตัวจริง อาจจะถูกลูกเพจของเพจขี้เปียก หาว่าขโมยผลงานจากเพจชื่อดังก็ได้

ดังนั้นแทนที่จะยอมให้เพจดังๆขโมยผลงานเราไปเผยแพร่ สู้ปกปักรักษาผลงานของเราไว้

โดยการแจ้งแบนเพจดังๆ ด้วยข้อหา “ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” มันสะใจกว่ากันเยอะ

image image

ถ้าแอดมินเพจไหนถูกเพจอื่นละเมิดลิขสิทธิ์ของตน ให้กดรีพอร์ทแบบในภาพข้างบนนั่น

พอขึ้นหน้าต่างด้านขวาขึ้นมาก็กดประโยคที่อยู่ล่างซ้ายของภาพ

จากนั้นมันจะขึ้นรายละเอียดให้เราศึกษาว่า การแจ้งทางเฟซบุ๊ค

ให้จัดการกับเพจขี้เปียกที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเรามันทำกันยังไง

https://www.facebook.com/legal/copyright.php

เมื่อเฟซบุ๊คได้ข้อมูลและหลักฐานจากเราไปทั้งหมด เขาก็จะตรวจสอบว่าจริงเท็จแค่ไหน

ถ้าผลปรากฏว่าเพจชื่อดังขโมยผลงานของเราไปเผยแพร่จริงๆ มีโทษถึงขั้นแบนชั่วคราวหรือถาวรเลยนะพวกเธอว์

ใครสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ ลองไปสอบถามแอดมินเพจ “เหี้ยดิสคัฟเวอรี่” ดูนะครับ รายนั้นแจ้งแบนไปหลายเพจแล้ว

969730_609129315765207_1498112325_n

credit https://www.facebook.com/photo.php?fbid=609129315765207&set=a.439573609387446.107691.439571462720994&type=1&theater

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? ถ้าการขโมยทรัพย์สินของชาวบ้านเป็นเรื่องของมีน้ำใจ

วันที่สยามเมืองยิ้มที่เล่าขานกันว่าผู้คนเปี่ยมล้นด้วยน้ำใจ จะกลายเป็นซ่องโจร ก็คงอยู่อีกไม่ไกลนัก

พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

 

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=465466286860843&set=a.350169121723894.82074.219479008126240&type=1&relevant_count=1

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=502628173118995&set=a.400342816680865.82491.399814953400318&type=1

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=502628173118995&set=a.400342816680865.82491.399814953400318&type=1&comment_id=1323494&offset=0&total_comments=44&ref=notif&notif_t=photo_comment&theater

เมืองหลวงแห่งการเหยียดหยามชาติพันธ์!!

Posted by KwamRak on 19.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

เมืองหลวงแห่งการเหยียดหยามชาติพันธ์!!

image

เรื่องมันมีอยู่ว่าที่เว็บพันทิป มีคนตั้งกระทู้วิจารณ์การแปลการ์ตูนของค่ายเนชั่น

image

ที่เอาคำว่า “ลาว” มาใช้แทนคำด่าในการแปลการ์ตูนภาษาญี่ปุ่น

:shock:  ซึ่งแน่นอนว่าการ์ตูนญี่ปุ่นต้นฉบับ มันไม่มีคำว่า “ลาว” อยู่แน่ๆ

image

จขกท บอกว่ากรูก็เข้าใจอ่ะนะว่าคนไทยหลายๆคนใช้คำว่า “ลาว” ดูถูกชาวบ้านจนชินปากแล้ว

แต่มึงแปลการ์ตูนออกมาวางจำหน่ายแบบนี้ มันสมควรแล้วเหรอวะที่มึงจะใส่คำๆนี้ลงไป

:razz:  ไม่ใช่แค่คนแปลเท่านั้น รวมไปถึงคนพรูฟต้นฉบับ มึงปล่อยให้คำๆนี้หลุดมาได้ยังไงกันฟะ

image

ชาวพันทิปเห็นตัวอย่างการ์ตูนที่ จขกท เอามาโพสเป็นตัวอย่างให้ดู

ก็พากันตกใจว่าคนแปลแม่งกล้าเขียนคำๆนี้ลงไปได้ไง

:cry:  แถมบรรณาธิการยังเสือกปล่อยผ่านมาอีก นี่มันผิดพลาดหรือว่าจงใจกันแน่วะ

image

:twisted:  ถ้ามึงไม่รู้จะใช้คำไหนแทนคำด่า มึงก็เอาชื่อสำนักพิมพ์ตัวเองใส่ลงไปสิวะ

แบบว่าแทนที่มึงจะเขียนว่า “ไอ้ลาว” มึงก็เขียนว่า “ไอ้NED” ซะก็สิ้นเรื่อง

image

:evil:  หรือไม่ก็ใช้คำว่า “ไอ้ไทย” แทนก็เข้าท่าใช่เล่นนะเมิง

image

:???:  ชาวพันทิปฟังคำๆนี้แล้วก็จี๊ด ทักท้วงว่ามึงด่าแรงเกินไปหน่อยป่ะวะ

image

:lol:  คนที่เห็นด้วยก็เถียงแทนว่าไม่แรงว่ะ ถ้ามึงคิดว่าแรง  แล้วตอนที่เราเอาคำว่า “ลาว”

มาใช้ดูถูกเหยีดหยามผู้อื่น มึงไม่คิดว่าคนลาวเขาจะรู้สึกว่ามึงพูดแรงบ้างเลยเรอะ?

image

:arrow:  อมยิ้มคนนึงอธิบายว่า “ลาว” ที่คนไทยใช้ด่ากัน มันไม่เกี่ยวกับประเทศลาวซักหน่อย

กรูไม่เข้าใจเลยทำไมคนลาวถึงได้มีปัญหากับคำด่าของพวกกรูกันจังวะ

image

ชาวพันทิปก็ตอบว่า “ลาว” หมายถึงชนชาติที่อาศัย

ตั้งแต่เมืองโคราช ถึงอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง

ถึงมึงจะใช้คำว่า “ลาว” โดยไม่ได้มีความคิดพาดพิงไปถึงคนลาว

แต่ถ้ามึงเอาคำๆนี้มาใช้ในแง่ลบ มันไม่ใช่แค่การเหยียดประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น

:mrgreen:  มันเท่ากับว่ามึงกำลังเหยียดชาติพันธ์ในอุษาคเนย์อยู่นะเว้ย!!

image

:???:  ลองคิดดูว่าถ้ามีคนเอาคำว่า “ไทย” ไปบัญญัติความหมายในแง่ลบให้กับมัน

แล้วเอาไปใช้เป็นคำด่าอย่างสนุกสนาน แต่คนด่าอ้างว่ากรูไม่ได้พาดพิงประเทศไทยนะ

ไอ้ไทยอย่างพวกมึงจะยอมรับฟังเหตุผลของเขา หรือจะออกมาดิ้นเป็นกิ้งกือโดนน้ำล้างหีย่าทวดกันแน่วะ?

image

:razz:  แต่อมยิ้มหลายๆคนยังคงยืนกรานว่า “ลาว” ไม่ได้หมายถึงประเทศลาวเว้ย

“ลาว” ในที่นี้ มันหมายถึงความเชย เฉิ่มระเบิดเถิดเทิง ไม่ใช่ลาวที่หมายถึงประเทศ

ไอ้พวกที่คิดว่าการด่ากันด้วยคำว่า “ลาว” มันเหยียดชาติพันธ์

แปลว่าพวกมึงเองก็คงจะคิดอยู่เหมือนกันว่าประเทศลาวมันเชยใช่มั้ยล่า!

image

:smile:  คนที่ไม่เห็นด้วยก็แย้งว่ามันจะไม่ได้หมายถึงประเทศลาวได้ยังไงวะ

ในเมื่อคำๆนี้ต้นกำเนิดของมันเกิดจากการดูถูกเหยียดหยามชนชาติลาวโดยคนไทย

แล้วเด็กไทยรุ่นใหม่ก็เอาคำๆนี้มาใช้ต่อๆกัน โดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน

แต่กลับหาข้ออ้างโง่ๆมาปลอบใจตัวเองว่ามันเป็น “ลาว” คนละคำกันเนี่ยนะ?

นี่ก็ใกล้จะเปิด AEC เต็มทนแล้ว ถ้ายุคนี้ยังมีใครใช้คำว่า “ลาว” แทนคำด่าอีกล่ะก็ กรูว่าแม่งโคตรดักดานเลยว่ะ

image

ถ้าคำว่า “ลาว” ที่คนไทยใช้แทนคำด่ามันไม่ได้หมายความถึงประเทศลาวจริงๆ

:mrgreen:  มึงกล้าจ้องหน้ามองตาคนลาว แล้วเอาเหตุผลส้นตีนนี้ไปอธิบายให้เขาฟังมั้ยวะ

image

:arrow:  อมยิ้มคนเดิมก็แย้งว่า เฮ้ย กรูพูดจริงนะเว้ย เด็กไทยสมัยนี้ ถ้าเขาด่าใครว่าลาว

ความหมายที่แฝงในคำด่านั้น มันไม่ได้มีความหมายในแง่ดูถูกประเทศลาวจริงๆ

image

:lol:  ชาวพันทิปก็ตอบว่า ถึงมันจะมีความหมายแฝงที่ไม่เกี่ยวกับชนชาติลาวก็เหอะ

แต่มันสมควรแล้วเหรอวะที่จะเอาชื่อประเทศเพื่อนบ้านมาใช้เป็นคำด่า

ถ้ามีคนเอาคำว่าไอ้ไทยไปด่าคนที่ทำตัวเหี้ยๆ แล้วห้อยท้ายวงเล็บว่า

ไทย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงประเทศไทยหรือชนชาติไทยจริงๆนะตัวเธอว์

มึงจะรู้สึกยังไงวะ ไอ้พวกคนไทยเหยียดชาติพันธ์เอ๊ย!!

image

:???:  ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้คำว่า “ลาว” ก็ด่าชาวพันทิปที่ไม่พอใจว่า

พวกมึงแม่งคิดมากไม่เข้าท่า เรื่องกุเจี๊ยวกุจิ๋มแบบนี้จะคิดมากกันไปทำไม

มันมีประเด็นใหญ่ๆอีกตั้งเยอะแยะให้พวกมึงครุ่นคิดกัน

ทำไมต้องมาเพ้อเจ้อวุ่นวายกับคำว่า “ลาว” แค่คำเดียวด้วยวะ

image

:o  ชาวพันทิปก็สวนกลับว่าถ้ามึงไม่คิดเรื่องพรรค์นี้ให้หนักๆ กรูเรียกคนอย่างมึงว่าไอ้พวกไม่มีหัวคิดว่ะครับ

image

:x  การเหยียดชาติพันธ์มันเป็นเรื่องจุ๋มจิ๋มไปได้ยังไงวะ มึงรู้มั้ยว่าหลายๆประเทศทั่วโลก

เคยมีสงครามกลางเมือง จนถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธ์ก็เพราะประเด็นเหยียดชาติพันธ์นี่แหละ

image

:???:  สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่เพราะฮิตเลอร์มันเหยียดชาติพันธ์ยิวเหรอวะ

มันถึงได้จับชาวยิวไปรมแก๊สตายไปไม่รู้ตั้งกี่ล้านคน หรืออย่างทหารญี่ปุ่น

ไอ้พวกนี้มันก็ไม่มองว่าคนจีนเป็นคน แล้วจับคนจีนที่นานกิงเข่าฆ่าข่มขืนตั้งหลายแสนคน

ค่านิยมเหยียดชาติพันธ์ที่พวกมึงมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ มันสามารถบานปลายได้ถึงขั้นนี้เชียวนะ

แทนที่จะปลูกฝังให้คนไทยมองว่าการดูถูกเหยียดหยามเป็นเรื่องปรกติ สู้คิดใหม่ทำใหม่

เปลี่ยนมุมมองให้คนไทยเข้าใจว่าการเหยียดชาติพันธ์มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งไม่ดีกว่าเหรอวะ

image

:shock:  อมยิ้มคนนึงก็ถามว่าคนใกล้ตัวของกรูตั้งหลายคนยังใช้คำว่า “ลาว”

เป็นคำด่าชาวบ้านอยู่เลยอ่ะ กรูควรจะแก้ไขปัญหานี้ยังไงดีเนี่ย

image

:twisted:  ซึ่งก็มีคนแนะนำว่า แหม่ มึงก็ด่าคนใกล้ตัวของมึงว่า “ไอ้ไทย” สิวะครับ

มึงเห็นใครชอบดูถูกคนอื่นด้วยคำว่าลาวปุ๊บ มึงก็ด่ามันเลยว่า “มึงนี่มันไทยจริงๆ”

ถ้ามันสงสัยว่าคำด่านี้หมายความว่าอะไร มึงก็อธิบายไปว่ามันหมายถึง

คนที่ชอบดูถูกชนชาติอื่น ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ดีเด้หรือวิเศษวิโสกว่าเขาเลยยังไงล่ะ

image

:razz:  อมยิ้มคนนึงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ โวยวายว่า

พวกมึงเอาคำว่า “ไทย” มาใช้เป็นคำด่าว่าไอ้ไทยได้ยังไงวะ

กรูเข้าใจว่าพวกมึงไม่พอใจที่มีคนด่าด้วยคำว่าลาว

แต่การเอาชนชาติของตัวเองมาใช้เป็นคำด่ามันไม่ย่ำแย่ยิ่งกว่าเรอะ?

image

:lol:  ชาวพันทิปตอบว่าไม่แย่กว่าหรอกว่ะ เพราะคนที่ใช้คำว่า ไอ้ไทย

ด่าคนไทยที่ชอบดูถูกเหยียดหยามชาวบ้าน เพราะอยากกระตุ้นให้พวกมันฉุกคิด

ว่าพฤติกรรมดูถูกชาติพันธ์มันเป็นเรื่องเฮงซวยมากๆ จะได้ปรับปรุงแก้ไขไง

image

:smile:  ขนาดมึงได้ยินคนด่ากันในกระทู้นี้ว่า “ไอ้ไทย” มึงยังวิปเลยใช่มั้ยล่ะ

มึงลองคิดดูสิว่าถ้าคนลาวได้ยินคนไทยด่ากันเองว่าไอ้ลาวมั่ง

คนลาวจะรู้สึกยังไง แหม่ ไอ้ไทยนี่มันไทยจริงๆเลยนะตัวเธอว์

image

:evil:  จริงๆแล้วไม่ต้องให้มีคนรณรงค์ในกระทู้นี้ คนต่างชาติมันก็เริ่มมองประเทศไทยในแง่ลบแล้วว่ะ

อย่างกรูอยู่ที่เยอรมัน พอคนแถวนั้นรู้ว่ากรูเป็นคนไทยปุ๊บ แม่งถามกรูเลยนะว่ากรูเป็นเกย์หรือเปล่า

ขายตูดให้มันอึ๊บซักคืนได้มั้ย? มันแปลว่าคนต่างชาติมองเมืองไทยในแง่เมืองกะหรี่โลกกันหมดแล้วนะเนี่ย

image

:???:  อมยิ้มอีกคนเถียงว่าคนลาวเขาคงไม่ซีเรียสที่คนไทยด่ากันเองว่าไอ้ลาวหรอกน่า

เพราะคนลาวน่าจะเข้าใจดีว่าคำๆนี้มันไม่ได้หมายถึงชนชาติของเขา

แต่คนไทยใช้คำนี้ๆในความหมายประมาณว่า ไอ้เชย ไอ้เฉิ่ม หรือไอ้เสร่อมากกว่ามั้ง

image

:mrgreen:  ชาวพันทิปก็แย้งว่าคนลาวที่ซีเรียสน่าจะเยอะกว่าคนที่ไม่ซีเรียสอยู่อักโขเลยว่ะ

image

:???:  ถ้ามึงจะด่าใครว่าเสร่อ มึงก็ด่าเขาไปเลยสิวะว่าไอ้เสร่อ ทำไมต้องใช้คำว่าไอ้ลาวด้วยล่ะ

image

:x  คำอื่นนอกเหนือจากนี้ก็มีให้มึงเลือกใช้ตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเอาชื่อชาติพันธ์ลาวมาใช้ด้วย

ถ้าใช้คำนี้แล้วมันวุ่นวาย ทำให้คนลาวไม่พอใจ ก็เลิกใช้คำนี้แล้วไปใช้คำอื่นแทนสิวะ

ไม่เข้าใจเลยว่าไอ้ไทยอย่างพวกมึงจะพยายามดิ้นและแถเพื่อบิดเบือนความหมายของคำๆนี้ไปเพื่ออะไร

image

อมยิ้มชื่อ “เจ้าสัวกี้” ก็ร่ายยาวถึงต้นกำเนิดของคำว่า “ลาว” ที่คนไทยใช้แทนคำด่าว่า

เดิมทีคำว่า “ลาว” มีความหมายถึงคน เช่นเดียวกับคำว่า “ไท”

แถมในอดีตกาล คำว่าลาวยังหมายถึงคนที่มีสถานะภาพทางสังคมสูงกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ

แต่ต่อมามีคำใหม่ๆเข้ามาแทนที่ความหมายเดิมของ “ลาว” เช่น “ขุน” “ท้าว” “พญา”

คำว่าลาวจึงค่อยๆหมดความสำคัญลง และแล้วฐานะของคำว่าลาวก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ

image

แต่ที่คนไทยชอบเอาคำว่า “ลาว” มาด่าชาวบ้านนั้น เป็นเพราะสมัยกรุงศรีอยุธยา

คนไทยในกรุงศรียุคนั้นมีความมั่งคั่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองยิ่งกว่าคนลาว

จึงเริ่มมีทัศนคติเหยียดชื่อลาวว่าเป็นแค่เบื้องล่างใต้ตีนของคนไทยมานับตั้งแต่บัดนั้น

ยิ่งเกิดสงครามแล้วคนลาวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกกลับกรุงศรี

ก็ยิ่งทำให้คนไทยเหยียดคนลาวหนักเข้าไปใหญ่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น

สันดานเหยียดชาติพันธ์มันไม่ได้มีแต่ในประเทศไทยประเทศเดียว

มันมีอยู่ในทั่วทุกประเทศทั่วโลก จะว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ขี้เหม็น

ที่ชอบดูถูกคนที่ต่ำต้อยกว่าก็ไม่ผิดนัก กระทั่งคนลาวในสมัยดึกดำบรรพ์

ก็เคยเหยียดชาติพันธ์ข่าว่าเป็นแค่ข้ารับใช้หรือทาสของคนลาวเหมือนกัน

ดังนั้นพวกมึงอย่าคิดมากเลยน่า คนเรามันก็เหยียดกันเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว

:|   คิดมากไปตีนกาขึ้นเอาง่ายๆนะเฟ้ย!!

image

:razz:  ชาวพันทิปฟังที่เจ้าสัวกี้ร่ายยาวจบก็ถามว่ามึงพูดเชี่ยอะไรของมึงวะ

มึงยกบริบทคำว่าลาว ที่หมายถึง “คน” หรือ “นาย” ในอดีตกาลมาพล่ามเป็นคุ้งเป็นแควทำไม

ในเมื่อบริบทของคำว่าลาวในการ์ตูนที่ค่าย NED แปล มันใช้ในความหมายดูถูกกันชัดๆ

image

:???:  คนลาวจะเคยดูถูกชนชาติใดมาก่อน มันเป็นข้ออ้างให้เราดูถูกชนชาติของเขาได้ด้วยเหรอวะ

ใครจะทำชั่วทำเลวหรือดูถูกใครก็เรื่องของเขา แต่คนไทยสามารถเป็นคนดีได้

โดยไม่ต้องไปเลียนแบบพฤติกรรมแย่ๆของใครนี่หว่า

image

หลังจากนั้นชาวพันทิปก็เถียงกันไปมาว่าสมควรแล้วหรือไม่ที่จะมีคำว่า “ไอ้ลาว”

ปรากฏอยู่ในสื่อของไทย เช่น หนังสือการ์ตูนเรื่องที่เป็นประเด็น

ในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีดราม่าคล้ายๆกันเกิดขึ้นกับสินค้าบำรุงผิวตัวนึง

ประมาณว่ามีหมีสีน้ำตาลนั่งคุยกับสาวผิวขาวคนนึง หมีบ่นว่าอยากผิว (ขน) ขาวเหมือนหมีขั้วโลก

สาวก็บอกหมีสีน้ำตาลว่าขาวได้นะแค่หลบแดดอยู่ในที่เย็นๆซักสิบล้านสัปดาห์ก็พอแล้ว

หมีสีน้ำตาลก็โวยวายด้วยความไม่พอใจว่าตูไม่อยากรอนานขนาดนั้นว้อย

ทันใดนั้นก็มีชายผิวสีเปิดประตูเข้ามา แล้วกล้องก็โฟกัสไปที่ภาพติดฝาผนังนอกห้อง

image

เพื่อแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ของสาวผิวขาวที่นั่งอยู่ในห้องกับหมี เป็นคนผิวสี

:evil:  แต่ที่เธอผิวขาวจั๊วได้เพราะดื่มเครื่องดื่มผสมกลูต้าไธโอนบลาๆนั่นเอง

ปล . กลูต้าไธโอนถูกย่อยสลายในกระเพาะเกือบหมด

:cool:  เครื่องดื่มตัวไหนโฆษณาว่าดื่มแล้วผิวขาว ตอแหลทั้งเพ

:?:  ฝรั่งเห็นโฆษณานี้ก็ตกใจ เอาไปประโคมข่าวกันว่าโฆษณาเครื่องดื่มในไทยแม่งเหยียดผิวว่ะ

image

:arrow:  ฝรั่งที่ดูคลิปโฆษณาคลิปนี้ก็ตกใจว่าทำไมมันกล้าผลิต

โฆษณาเหยียดผิวแบบนี้ออกมาเผยแพร่ได้วะ

รัฐบาลไทยมันควรจะไปทบทวนกฏหมายเกี่ยวกับสื่อมวลชนได้แล้ว

ว่าประเด็นไหนบ้างที่ไม่ควรจะนำเสนอผ่านสื่อ

เมืองไทยมันมีเซ็นเซอร์เหล้า บุหรี่ บนจอทีวีไม่ใช่เหรอ

แต่ทำไมมันกลับแพร่ภาพโฆษณาเหยียดผิวได้อย่างโจ๋งครึ่มวะ?

image

โฆษณานี้มันแตกต่างอะไรกับโฆษณาล้อโปรแกรมสอนภาษาอังกฤษ

ที่คนไทยโวยวายไม่พอใจ เพราะมันล้อเรื่องเมืองไทยเป็นเมืองหลวงกะหรี่โลกวะ?

image

ชาวเน็ทบางคนก็อธิบายว่าเพราะคนไทยส่วนมากมีจิตสำนึกของการเหยียดชาติพันธ์

เพียงแต่ว่าคนไทยไม่รู้ตัวว่ากำลังเหยียดคนอื่นอยู่ก็เท่านั้นเอง

ถ้ามึงสังเกตุซักหน่อย จะพบว่าวงการบันเทิงของไทย คนที่รับบทตัวเอก

จะต้องมีผิวขาวเนียนใสวิ๊งๆเท่านั้น ส่วนคนที่มีผิวสีคล้ำกว่าจะได้รับบทคนใช้หรือตัวตลก

สรุปว่าตัวการก็คือสื่อมวลชนของเมืองไทยนี่แหละ ที่มันล้างสมองของคนไทยให้หลงเชื่อว่า

:evil:  “ผิวขาว = สวย” จนคนไทยแห่ไปซื้อน้ำกลูต้าฯโง่ๆมาแดกกันทั่วบ้านทั่วเมือง

image

ในเวลาต่อมาก็มีคนไปถามที่เพจของเครื่องดื่มผิวขาวว่า

:razz:  มึงไปจ้างครีเอทีฟเจ้าไหนผลิตโฆษณาเหยียดผิวแบบนี้ขึ้นมาวะ?

image

ทางเครื่องดื่มผิวขาวก็แก้ตัวว่าโฆษณาชุดนี้ไม่มีเจตนาเหยียดผิวจริงๆนะเธอว์

แค่อยากจะนำเสนอชีวิตสัตว์โลกที่วิวัฒนาการจากหมีสีน้ำตาลมาเป็นหมีขั้วโลกในสิบล้านสัปดาห์เท่านั้น

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากเย็นและต้องใช้เวลายาวนานโคตรๆ ต่างกับมนุษย์ที่ผิวขาวได้ง่ายกว่าเยอะ

ที่ครีเอทีฟมันเลือกคนผิวสีมาเปรียบเทียบ ก็เพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

:sad:  ระหว่าง “ผิวขาว” กับ “ผิวดำ” ไม่ได้มีเจตนาจะเหยียดผิวหรือเหยียดชนชาติจริงๆนะพวกเธอว์

image

:razz:  ชาวเน็ทฟังคำชี้แจงจบก็ด่าเครื่องดื่มผิวขาวว่ามึงอย่ามาแถกับกรูนะอีสัส

หมีมันเปลี่ยนสีขน เพราะมันต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอด

มันเกี่ยวห่าอะไรกับคนเปลี่ยนสีผิวไม่ทราบวะ แล้วเครื่องดื่มของมึงใมันกินแล้วผิวขาวขึ้นจริงๆเรอะ

มึงมีหลักฐานทางวิชาการใดๆมายืนยันมั้ยว่ากินแล้วขาวขึ้นได้ขนาดนั้นจริงๆ

image

ขอย้ำอีกรอบว่ากลูต้าไธโอนแบบกิน กินเข้าไปก็ย่อยสลายหมด แทบไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายเลย

:cool:  ถ้ามีเครื่องดื่มยี่ห้อไหนโฆษณาว่ากินแล้วขาว มันตอแหล ล้านล้านล้านเปอร์เซ็นต์

มึงบอกว่าอย่ากสื่อให้คนดูเข้าใจว่ากินแล้วขาวขึ้นอย่างชัดเจน ก็เลยเอาคนผิวสีมาเปรียบเทียบ

ประโยคนี้ที่มึงพูดมานี่แหละ ที่มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามึงกำลังมีทัศนคติเหยียดผิว

:???:  มึงกำลังเหยียดคนผิวสี ไม่แตกต่างไปจากฝรั่งบางคนที่มันเหยียดคนเอเซียว่าเป็นลิงเหลืองเลยแม้แต่น้อย

image

แต่ชาวเน็ทบางคนก็แย้งแทนเครื่องดื่มผิวขาวว่าพวกมึงแม่งคิดมากอ่ะค่ะ

โฆษณานี้มันก็แค่นำเสนอให้เห็นกันจะๆว่าต่อให้ผิวดำตับเป็ดเหมือนนิโกร

:lol:  แต่เราก็สามารถขาวโอโม่ได้เพียงแค่แดกกลูต้า ไม่เห็นว่ามันจะเหยียดผิวตรงไหนเลยนะคะ

image

ดราม่าสองเรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีนะครับว่าการเหยียดชาติพันธ์มันได้ฝังลงในสันดานของคนไทย

จนเราไม่คิดว่าดูถูกคนผิวสี หรือใช้คำว่า “ลาว” แทนคำด่า เป็นการดูถูกชาติพันธ์อีกต่อไป

:twisted:  เพราะเราเหยียดชาวบ้านจนกลายเป็นเรื่องปรกติของชนชาติไทยไปแล้วนั่นเอง

เวลาที่เราอยากจะเป็นเมืองหลวงของอะไร ก็จะมีหน่วยงานออกมาจัดงานเทศกาลที่เกี่ยวข้องบ่อยๆ

เช่น อยากเป็นเมืองหนังสือโลก ก็จัดงานหนังสือโลกขึ้นที่เมืองไทย

อยากเป็นครัวโลก ก็จัดงานครัวโลกขึ้นที่เมืองไทย

อยากเป็นเมืองแฟชั่นโลก ก็จัดงานเดินแฟชั่นขึ้นที่เมืองไทย

แต่ดูเหมือนว่าตำแหน่ง เมืองหลวงแห่งการเหยียดชาติพันธ์

เราจะได้มันมาโดยไม่จำเป็นต้องจัดงานเทศกาลใดๆเลยนะพวกเธอว์

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? หรือคนไทยกับสันดานเหยียดผู้ต่ำต้อยกว่าจะไม่มีทางแยกจากกันได้แล้วจริงๆ

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทุ้และเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

http://pantip.com/topic/30444354

https://www.facebook.com/DramaAdd/posts/10151574667348291

http://bangkok.coconuts.co/2013/05/03/ad-skin-whitening-drink-accused-racism

https://www.facebook.com/LGlutaBerryLCarnitineApple/posts/10151361235365493

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=515636185167022&set=a.230776633652980.57234.190284824368828&type=1&ref=nf

เอาพระบารมีไปถล่มมัน!!

Posted by KwamRak on 17.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 image

เรื่องมันมีอยู่ว่ามีศิลปินชาวญี่ปุ่นคนนึงชื่อ Yosuke Hasegawa

เขาเป็นศิลปินที่สร้างผลงานโดยเอาธนบัตรของหลายๆประเทศมาพับเป็นรูปร่าง

image image
;-)  ส่วนมากจะพับเป็นรูปคนใส่หมวกสารพัดรูปแบบ  เช่น หมวกแก๊บ หมวกทรงสูง โพกหัว

ทีนี้มันดราม่าเมื่อเขามาเมืองไทยและเอาธนบัตรไทยมาพับเป็นรูปเหมือนในภาพข้างล่าง

image

พอจ้าตัวเอามาเผยแพร่ในเพจตัวเองได้ไม่นาน ก็ถูกคนไทยเข้าไปรุมด่าเป็นจำนวนมหาศาล
ต่อมานาย Yosuke ได้เขียนสเตตัสระบายความในใจว่าตอนแรกที่มาเมืองไทยเขาก็กังวลเหมือนกัน
เพราะได้ยินมาว่าคนไทยรักในหลวงมาก เขาก็เลยกลัวว่าถ้าเอาธนบัตรมาพับจะมีปัญหามั้ยหนอ
เขาจึงไปปรึกษากับคนไทยที่รู้จัก และเอาธนบัตรมาพับเป็นรูปใส่หมวกให้ดู
:cry:  ปรากฎว่าคนไทยที่เห็นผลงานของเขาก็ชอบอกชอบใจ ไม่มีใครด่าว่าเขาเลย

image
:smile:  นาย Yosuke ก็เลยคิดว่าเอาธนบัตรมาพับคงไม่เป็นไรมั้ง

คนไทยคงไม่มองว่าเป็นการลบหลู่ในหลวงหรอก

แต่ในเวลาต่อมานาย Yosuke ก็ได้พบว่าตัวเองคิดผิดมหันต์

เพราะคนไทยส่วนหนึ่งมองว่าไม่เป็นไรก็จริง แต่คนไทยอีกกลุ่ม

กลับมองว่าเขาลบหลู่ดูหมิ่นในหลวง และด่าทอต่อว่าสาปแช่งเขาสารพัด

:arrow:  นาย Yosuke อธิบายว่าวัตถุประสงค์ที่เขาสร้างสรรค์งานศิลปะจากธนบัตร

เพราะเขาต้องการเสียดสีระบอบทุนนิยม ที่มองว่าคุณค่าของเงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง

เขาจึงเอาธนบัตรมาสร้างสรรค์งานศิลปะให้คนดูแล้วมีความสุข

ไม่มีเจตนาจะทำให้คนที่ดูงานศิลปะของเขาโกรธเคืองหรือเสียดสีพระมหากษัตริย์เลย

แต่ในเมื่อคนไทยจำนวนมากไม่พอใจผลงานชิ้นนี้ เขาก็ยินดีที่จะลบภาพดังกล่าวทิ้งไป

image

:sad:  นาย Yosuke มีความรู้สึกเสียใจมากที่ทำให้คนไทยไม่พอใจ

เขาจึงลบภาพกระดาษพับของในหลวงออกจากเพจของเขา

แต่นาย yosuke กล่าวว่าถึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

เขาก็ยังมีความรู้สึกดีๆให้กับเมืองไทย คนไทยและพระมหากษัตรยิ์ของชาวไทยอยู่ดี

image

:lol:  สรุปว่าดราม่าเรื่องนี้จบไปเป็นเดือนแล้ว โดยนาย Yosuke

ได้เลือกที่จะลบผลงานศิลปะดังกล่าวเพราะเขาแคร์ความรู้สึกของคนไทย

แต่ดูเหมือนเพจ “เอาฮา” ซึ่งเป็นคนเปิดประเด็นด่านาย Yosuke เมื่อเดือนที่แล้ว

:?:  ยังไม่ยอมจบง่ายๆ กลับไปขุดภาพผลงานของนาย Yosuke มาโพสซ้ำ

image

พอชาวไทยเห็นภาพดังกล่าวปุ๊บ ก็ชี้หน้าด่านาย Yosuke

:razz:  เป็นเสียงเดียวกันว่าไอ้เหี้ย มึงทำอย่างนี้กับในหลวงได้ยังไง

image

:razz:  มึงเอาธนบัตรมาพับเล่นแบบนี้แปลว่ามึงไม่มีความเคารพในหลวงเลยซักนิดนี่หว่า

image

:razz:  ไอ้คนที่เอาธนบัตรมาพับเล่นแม่งน่าจับไปฆ่าล้างตระกูลจริงๆว่ะ

image

:razz:  ถ้ามึงอยากพับรูปหมวกนัก ทำไมมึงไม่เอารูปพ่อมึงมาพับแทนล่ะไอ้สัตว์นรก

image

ทำไมมึงถึงต้องเสือกเอาธนบัตรของประเทศกรูไปพับเล่นด้วยวะ

:razz:  หัดเกรงใจประเทศเพื่อนบ้านอย่างกรูบ้างจะได้มั้ย

image

:razz:  ถ้ามึงอยากพับธนบัตรนักมึงก็เอาธนบัตรของประเทศตัวเองไปพับสิวะ

จะมายุ่มย่ามกับธนบัตรไทย กับในหลวงของปวงชนชาวไทยทำไมไอ้ศิลปินจอมมั่ว!!

image

:razz:  มึงทำแบบนี้มึงยังเป็นคนไทยรึเปล่าวะคะ ที่มึงพับอยู่นั่นคือรูปในหลวงของพวกเรานะ

image

 :evil: มันเป็นคนญี่ปุ่นครับ

:razz:  ถ้ามึงไม่รักในหลวง คิดจะลบหลู่ในหลวงด้วยการพับธนบัตร

มึงก็ไสหัวไปอยู่ต่างประเทศเลยไป จะเสือกอยู่ในประเทศเดียว

กับพวกกรูทำเชี่ยอะไร  เด๋วกรูจับไปฆ่าให้หมดซะเลยนี่ไอ้สัสเอ๊ย!!

image

 :evil: คนพับมันอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ต้นแล้วว่ะครับ

:???:  มีชาวเน็ทแย้งว่าศิลปินญี่ปุ่นคนนี้มันพับธนบัตรให้เป็นงานศิลปะ

ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นในหลวงซักหน่อย ทีคนไทยตั้งมากมาย

ยังเอาธนบัตรไปวางมั่วซั่ว ซุกร่องนมมั่ง ซุกร่องตูดมั่ง

บางคนก็เอาเงินไปซื้อขายยาเสพติดหรือซื้อบริการทางเพศ

ทำไมพวกมึงไม่ไปด่าว่าคนที่เอาธนบัตรที่มีภาพในหลวงไปใช้ในทางเสื่อมเสียมั่งวะ

image

:razz:  ชาวเน็ทผู้จงรักภักดีก็สวนว่าต่อให้คนชาติไหนมองว่ามันเป็นศิลปะก็ตาม

แต่คนไทยไม่มีวันมองว่ามันเป็นศิลปะเป็นอันขาด งานศิลปะใดๆจะนับว่าเป็นศิลปะหรือไม่

มันขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในผลงานชิ้นนั้น แต่ศิลปะของไอ้ยุ่นคนนี้

กรูดูยังไงมันก็ไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นในหลวงชัดๆ!!

image

:razz:  มึงสามารถเอาธนบัตรไปสรรสร้างงานศิลปะได้อีกมากมายหลากหลายรูปแบบ

ทำไมมึงต้องเอาธนบัตรที่มีภาพในหลวงที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยมาเล่นแบบนี้วะ

image

:???:  นอกจากในหลวงแล้วคนที่อยู่บนธนบัตรของประเทศต่างๆ

ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญของชาตินั้นทั้งสิ้น ต่อให้มึงมองว่ามันเป็นศิลปะก็ตาม

แต่สำหรับคนไทยแล้วการกระทำของมึงมันถือว่ามิบังควรอย่างยิ่งอยู่ดีว่ะ

image

ถ้ามึงคิดว่าการนำเสนอของมึงเป็นศิลปะจริง แน่จริงมึงก็ลองเอาธนบัตร

:mrgreen:  ที่มีรูปควีนอลิซาเบธมาพับเป็นงานศิลป์มั่งสิวะ

image

 :evil: พ่อศิลปินคนนี้เขาเอาธนบัตรที่มีรูปควีนอลิซาเบธมาพับตั้งแต่ปีมะโว้แล้วว่ะครับ

imageimage

ชาวเน็ทผู้จงรักภักดีก็เถียงต่อไปว่าถึงมึงจะพับธนบัตรที่ต่างประเทศได้

:razz:  แต่ที่นี่เมืองไทยนะเว้ย มึงทำแบบนี้ในไทยยังไงมันก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี

image

ผู้นำชาติอื่นมันก็แค่คนธรรมดา มึงจะเอาธนบัตรที่มีรูปคนพวกนั้นไปพับก็เรื่องของมึง

:razz:  แต่มึงไม่มีสิทธิเอาธนบัตรไทยที่มีภาพในหลวงซึ่งเป็นของสูงไปพับเล่นได้นะเว้ย

image

:arrow:  ชาวเน็ทก็ถามด้วยความสงสัยว่าผู้นำชาติอื่นที่มีภาพอยู่บนธนบัตร

ส่วนมากก็เป็นประมุขของประเทศนั้นๆ เหมือนกับที่ในหลวงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ใช่เรอะ

image

:razz:  ชาวเน็ทผู้จงรักภักดีเถียงว่ามันต่างกันนะยะ ถึงคนพวกนั้นจะเป็นประมุขของประเทศอื่นเหมือนกัน

แต่ไอ้พวกนั้นมันเป็นแค่คนเดินดินธรรมดา ที่ได้รับตำแหน่งให้ดูแลบ้านเมือง

จะเอาสามัญชนมาเทียบกับในหลวงที่เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่งได้ยังไง

image

:cool:  ชาวเน็ทก็แย้งว่าถึงมึงจะคิดแบบนั้น แต่ศิลปินต่างชาติ

มันไม่รับรู้ความคิดของมึงหรอกว่ะ ในสายตาของมัน ธนบัตรของไทย

กับธนบัตรของชาติอื่นมันก็เหมือนๆกัน คือเป็นแค่ธนบัตรใบนึงเท่านั้น

image

ชาวเน็ทคนนึงคนนึงกล่าวว่าศิลปินญี่ปุ่นคนนี้พับธนบัตรเป็นรูปในหลวงใส่หมวกแก๊บ แล้วไงอ่ะ?

พวกมึงไม่เคยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ตอนในหลวงท่านฉลองพระมาลาบ้างเลยรึ

ถ้าศิลปินยุ่นคนนี้จะพับธนบัตรให้ในหลวงฉลองพระมาลามั่ง มันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นตรงไหน

 ;-) ตัวอย่างภาพในหลวงทรงฉลองพระมาลาครับ

image image

ไอ้พวกที่ไปด่าว่าศิลปินยุ่นคนนี้น่ะ ถามพวกมึงหน่อยว่าเวลาพวกมึงทำเหรียญบาทตกพื้น

:cry:  หรือนั่งทับธนบัตรยี่สิบบาท พวกมึงได้เก็บเหรียญและธนบัตรขึ้นมากราบไหว้ขอขมาที่ล่วงเกินรึเปล่าวะ

image

:???:  พวกมึงที่รุมด่าศิลปินคนนี้แม่งพิลึกคนจริงๆ

พวกมึงไม่เข้าใจเหรอ ว่าธนบัตรคือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินเท่านั้น

กรูเห็นคนไทยเอาธนบัตรไปพับนก พับปลา หรือเอาไปเสียบทอดกฐินกันตั้งเยอะแยะ

ทำไมพวกมึงถึงไม่ไปด่าคนไทยเหล่านั้นมั่งวะ ทำไหมถึงรุมด่าแต่ไอ้ศิลปินยุ่นคนนี้อยู่คนเดียว

พวกมึงแยกแยะให้ออกหน่อยว่าการ “รัก” ในหลวง กับการ “คลั่ง” มันแตกต่างกันยังไง

ยกตัวอย่างเช่นกรูนี่รักในหลวงสุดหัวใจ เคยไปรับเสด็จท่านก็หลายครั้ง

แต่กรูชอบเอาธนบัตรใส่กระเป๋าสตางค์แล้วยัดกระเป๋ากางเกง

เวลากรูนั่งเก้าอี้ก็เท่ากับกรูนั่งทับธนบัตร การกระทำเช่นนี้มันแปลว่า

:mrgreen:  กรูเป็นคนที่ลบหลู่ดูหมิ่นและอาฆาตมาดร้ายในหลวงรึเปล่าวะ?

image

:???:  ชาวเน็ทบางคนก็ถามแอดมินเพจเอาฮาว่าเรื่องของศิลปินยุ่นคนนี้จบไปเป็นเดือนแล้ว

เจ้าตัวก็ลบภาพทั้งหมดและขอโทษคนไทยตั้งนานแล้ว แต่มึงกลับขุดคุ้ยภาพนี้มาเผยแพร่ซ้ำ

เพื่ออะไร? เพื่อให้คนเอาพระบารมีไปรุมถล่มศิลปินยุ่นเยอะๆ

จากนั้นคนก็จะเข้าใจว่ามึงที่เป็นคนชี้เป้าศิลปินยุ่นเป็นผู้จงรักภักดี

และกดไลค์ให้เพจมึงใช่มั้ยวะ? รู้มั้ยว่าการกระทำของมึงที่สักแต่จะเรียกไลค์

โดยไม่แยแสอะไรเลยต่างหากที่กำลังทำร้ายในหลวงมากที่สุด!!

image

image

image

ในเวลาต่อมา นาย Yosuke ที่ถูกคนไทยรุมถล่มอีกแล้ว

ก็บ่นด้วยความเซ็งว่าอีกแล้วเหรอวะเนี่ย สำหรับคนไทยที่ให้กำลังใจก็ขอบพระคุณมาก

แต่ตูมีคำถามนึงที่อยากถามคนไทยผู้จงรักภักดีที่รุมด่าตูว่า งานพับธนบัตรของตู

:shock:  มันแตกต่างจากคนไทยเอาธนบัตรมาพับเป็นปลาตะเพียนขายตรงไหนวะ?

image

;-)  นอกจากปลาตะเพียนแล้ว ยังมีดอกไม้และปลาเงินปลาทองที่พับจากธนบัตรด้วยนะครัฟ

image image image

credit : http://nawara.weloveshopping.com/shop/s_product.php?shopid=193208&groupproduct=all#gp

นอกจากจะมีคนพับธนบัตรขายเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ปัจจุบันหลายๆจังหวัดในประเทศไทย

ก็มีสินค้าที่ประดิษฐ์ประดอยขึ้นจากธนบัตรประเภทต่างๆขายเป็น OTOP ด้วยนะครัฟ

;-)  ภาพข้างล่างเป็น OTOP จากจังหวัดลพบุรีครัฟ

image image

ดราม่านี้มีความเห็นน่าสนใจอยู่คนนึง เขาบอกว่าปัจจุบันพวกที่คิดจะล้มสถาบันมันเนียนมากขึ้น

บางคนก็แสร้งทำเป็นจงรักภักดีอย่าง “โอเว่อร์” โคตรๆ เพื่อให้คนหมู่มากมองในสังคม

บอกว่าคนรักเจ้าเป็นพวกบ้า สติแตก ยิ่งพวกแสร้งรักเจ้าแสดงทีท่าโอเว่อร์มากขึ้นเท่าไหร่

ก็ยิ่งทำให้ความคิดของคนในสังคมไทยค่อยๆเอียนเองไปทางฝั่งล้มเจ้ามากขึ้น

ทำให้เด็กรุ่นใหม่เกิดอคติ คิดว่าการรักเจ้าเป็นเรื่องไม่เข้าท่ามากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้สถาบันถูกโค่นล้มก็ไม่ยากเย็นอะไร

ขอเพียงแค่คนไทยรักในหลวงอย่างมีสติ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใครก็พอแล้ว

สรุปว่าขอให้พวกมึงทุกคนหยุดซักทีเถอะ ทั้งพวกที่เจตนาคลั่งเจ้าหรือพวกที่คลั่งเจ้าจริงๆ

:x  เพราะการกระทำของพวกมึงนี่แหละ ที่กำลังกัดเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่!!

image

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร จะมีคนไทยคนไหนตอบนาย Yosuke ได้หรือไม่

ว่าการพับธนบัตรของเขากับการพับธนบัตรเป็นรูปปลาตะเพียนของคนไทย มันแตกต่างกันเช่นไร

และเมื่อไหร่คนไทยจะหายโง่ ไม่ถูกเพจขี้เปียกหลอกใช้ความจงรักภักดี

ที่คนไทยมีต่อในหลวงเป็นเครื่องมือเรียกไลค์ให้กับเพจตัวเองซักที

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=660760700607864&set=a.286073001409971.92746.285631691454102&type=1&theater

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=448166958609302&id=122376134521721

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=458710737554924&set=a.122412364518098.25101.122376134521721&type=1&ref=nf

ปาฐกถาที่ประชุม ACD โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

Posted by KwamRak on 05.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ปาฐกถาที่ประชุม ACD โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

Your Excellency Mr. Emomalii Rahmon, President of the Republic of Tajikistan,
Your Excellency Mr. Hamrokhon Zarifi, Minister of Foreign Affairs of the Republic of Tajikistan,
Excellencies,
Distinguished Delegates,

It is truly a privilege for me to be invited to speak at this 11th Ministerial Meeting of the Asia Cooperation Dialogue (ACD), held for the first time in the Republic of Tajikistan, a country of rich historical and cultural heritage. I wish to express my heartfelt appreciation to the Government of Tajikistan for according me this honour.

This visit to Dushanbe brings back many old memories since Tajikistan was the last country that I made an official visit as Prime Minister on 9 September 2006. Only 10 days later, a coup d'etat was staged at home while I was away on my official duty.

It is particularly meaningful to me to be given this opportunity since it was at my seaside residence in Cha-am, Thailand that the ACD first came into being back in June 2002. On that occasion, there were 18 founding countries altogether, which made my dining room quite cramped, but also very warm with the solidarity of our convictions.

Looking back to those early days over a decade ago, I still recall the initial challenges we faced in establishing this region-wide cooperation, which was unprecedented at that time. While other continents of the world had a regional grouping encompassing all the countries in the region, this was a missing link as far as Asia was concerned. But with all of the ASEAN countries as the base, we were able to draw upon the support of our friends in East Asia, South Asia and the Middle East to forge a region-wide strategic partnership spanning all corners of the continent, from North to South, and from East to West.

And so, the ACD was born.

Since those eventful days, I am pleased to say that our organization has steadily gathered momentum. I am gratified to see that since 2002, our membership has almost doubled to 32 countries at present, with additional members from the Middle East and South Asia in particular. Certainly, we are well on the way to becoming a continent-wide grouping.

Excellencies,
Distinguished Participants,

In my opening statement at the Inaugural Meeting of the Asia Cooperation Dialogue, I presented my vision of why a grouping such as the ACD is so essential for our region. I believe that it is worth repeating today because the essence of the message remains the same, if not even more so.

Asia today is home to over 4 billion people, accounting for almost 60 percent of the world’s population, and representing a huge market and a rich pool of human resources.

It is the world’s largest and most diverse continent, comprising 30 percent of the earth’s land area, and rich in natural resources.

Asia remains the world’s fastest growing economic region and will continue to be the driver of global growth during the decades ahead. Asia’s proportion in world exports has also risen over the past ten years, with our region now accounting for over 30 percent of world trade.

When the ACD first originated, Asia’s total combined international reserves amounted to over one trillion U.S. dollars, representing over half of the world’s foreign exchange reserves. Today, the percentage is even greater with Asian reserves multiplying at an astounding level.

Not only is Asia rich in economic terms, but also in religious and cultural dimensions as well. Asia is, of course, the birthplace of most of the world’s major religions, including Islam, Hinduism, Christianity, Buddhism, and others. Many of the Seven Wonders of the Ancient World and the Modern World are located in Asia. And Asia was the cradle of the world’s earliest civilizations, dating back thousands of years.

Against this backdrop of seeming abundance and wealth, it was disconcerting to me that, in much of Asia, our peoples still remain mired in poverty. It was perturbing to me that great potentials exist in our region and yet they remained largely untapped. And it was of great concern to me that despite our age-old shared heritage, the countries of Asia continue to compete with one another, and are often embroiled in conflict, rather than joining hands to channel our strengths into cooperative endeavours.

For this reason, I saw the need for a region-wide grouping such as the ACD, which would be both a forum for cooperation as well as for dialogue. It would be a vehicle for us to turn our diversity and vast potential into mutual benefits. And it would be an avenue for us to pool our individual strengths together to make a stronger Asia that would be a better partner, not only for our region, but for the rest of the world.

Excellencies, I must admit to feeling a sense of pride in seeing the ACD grow and expand its areas of cooperation during the six years that I served as Prime Minister of Thailand. However, since I left office in 2006, I do detect some decline in interest, with only two new members admitted since then. Therefore, my main purpose today is to appeal to you all -- to help revitalize the ACD, and inject new life and dynamism into our grouping.

During this time when many other regions of the world are encountering economic and financial difficulties, Asia has been a bastion of strength and stability, with the fastest growing economies in the world mainly coming from Asia. But while the region is generally doing well, there is so much more that we can do together, if we pool our inner strengths and comparative advantages. We are already major producers of goods for the rest of the world, but we are still lagging behind when it comes to value creation and adding value to our products. It is, therefore, high time that we put our conflicts and rivalry aside, and channel our energies instead into close cooperation under the ACD, as a driver towards regional peace, prosperity and stability.

Excellencies,
Distinguished Participants,
Ladies and Gentlemen,

Over 2,000 years ago, some of our ancestors and ancient traders travelled along the famous Silk Road. This historic road extended almost 8,000 kilometres from China through Asia, including parts of Tajikistan, to the Middle East, the Mediterranean, Europe and Africa. This network of interlinking trade routes played a highly significant role in the exchange of goods, knowledge and technologies, as well as the propagation of religions, philosophies and cultures.

Today, with all the talk about regional connectivity, we envisage a New Silk Road that will intricately link ACD Member Countries with one another and with other regions through an extensive network of roads, railways, sea lanes and air routes. This is the hardware.

Equally important, however, is the software in the form of the longstanding cultural, religious and historical heritage, which can weave the countries of Asia together into a single priceless, exquisite and durable fabric.

I invite you all to join me in taking a highly-rewarding journey along this New Silk Road, which will link our common destinies together along the path towards greater peace and prosperity.

Thank you for your attention.
Photo: Your Excellency Mr. Emomalii Rahmon, President of the Republic of Tajikistan, Your Excellency Mr. Hamrokhon Zarifi, Minister of Foreign Affairs of the Republic of Tajikistan, Excellencies, Distinguished Delegates, It is truly a privilege for me to be invited to speak at this 11th Ministerial Meeting of the Asia Cooperation Dialogue (ACD), held for the first time in the Republic of Tajikistan, a country of rich historical and cultural heritage. I wish to express my heartfelt appreciation to the Government of Tajikistan for according me this honour. This visit to Dushanbe brings back many old memories since Tajikistan was the last country that I made an official visit as Prime Minister on 9 September 2006. Only 10 days later, a coup d'etat was staged at home while I was away on my official duty. It is particularly meaningful to me to be given this opportunity since it was at my seaside residence in Cha-am, Thailand that the ACD first came into being back in June 2002. On that occasion, there were 18 founding countries altogether, which made my dining room quite cramped, but also very warm with the solidarity of our convictions. Looking back to those early days over a decade ago, I still recall the initial challenges we faced in establishing this region-wide cooperation, which was unprecedented at that time. While other continents of the world had a regional grouping encompassing all the countries in the region, this was a missing link as far as Asia was concerned. But with all of the ASEAN countries as the base, we were able to draw upon the support of our friends in East Asia, South Asia and the Middle East to forge a region-wide strategic partnership spanning all corners of the continent, from North to South, and from East to West. And so, the ACD was born. Since those eventful days, I am pleased to say that our organization has steadily gathered momentum. I am gratified to see that since 2002, our membership has almost doubled to 32 countries at present, with additional members from the Middle East and South Asia in particular. Certainly, we are well on the way to becoming a continent-wide grouping. Excellencies, Distinguished Participants, In my opening statement at the Inaugural Meeting of the Asia Cooperation Dialogue, I presented my vision of why a grouping such as the ACD is so essential for our region. I believe that it is worth repeating today because the essence of the message remains the same, if not even more so. Asia today is home to over 4 billion people, accounting for almost 60 percent of the world’s population, and representing a huge market and a rich pool of human resources. It is the world’s largest and most diverse continent, comprising 30 percent of the earth’s land area, and rich in natural resources. Asia remains the world’s fastest growing economic region and will continue to be the driver of global growth during the decades ahead. Asia’s proportion in world exports has also risen over the past ten years, with our region now accounting for over 30 percent of world trade. When the ACD first originated, Asia’s total combined international reserves amounted to over one trillion U.S. dollars, representing over half of the world’s foreign exchange reserves. Today, the percentage is even greater with Asian reserves multiplying at an astounding level. Not only is Asia rich in economic terms, but also in religious and cultural dimensions as well. Asia is, of course, the birthplace of most of the world’s major religions, including Islam, Hinduism, Christianity, Buddhism, and others. Many of the Seven Wonders of the Ancient World and the Modern World are located in Asia. And Asia was the cradle of the world’s earliest civilizations, dating back thousands of years. Against this backdrop of seeming abundance and wealth, it was disconcerting to me that, in much of Asia, our peoples still remain mired in poverty. It was perturbing to me that great potentials exist in our region and yet they remained largely untapped. And it was of great concern to me that despite our age-old shared heritage, the countries of Asia continue to compete with one another, and are often embroiled in conflict, rather than joining hands to channel our strengths into cooperative endeavours. For this reason, I saw the need for a region-wide grouping such as the ACD, which would be both a forum for cooperation as well as for dialogue. It would be a vehicle for us to turn our diversity and vast potential into mutual benefits. And it would be an avenue for us to pool our individual strengths together to make a stronger Asia that would be a better partner, not only for our region, but for the rest of the world. Excellencies, I must admit to feeling a sense of pride in seeing the ACD grow and expand its areas of cooperation during the six years that I served as Prime Minister of Thailand. However, since I left office in 2006, I do detect some decline in interest, with only two new members admitted since then. Therefore, my main purpose today is to appeal to you all -- to help revitalize the ACD, and inject new life and dynamism into our grouping. During this time when many other regions of the world are encountering economic and financial difficulties, Asia has been a bastion of strength and stability, with the fastest growing economies in the world mainly coming from Asia. But while the region is generally doing well, there is so much more that we can do together, if we pool our inner strengths and comparative advantages. We are already major producers of goods for the rest of the world, but we are still lagging behind when it comes to value creation and adding value to our products. It is, therefore, high time that we put our conflicts and rivalry aside, and channel our energies instead into close cooperation under the ACD, as a driver towards regional peace, prosperity and stability. Excellencies, Distinguished Participants, Ladies and Gentlemen, Over 2,000 years ago, some of our ancestors and ancient traders travelled along the famous Silk Road. This historic road extended almost 8,000 kilometres from China through Asia, including parts of Tajikistan, to the Middle East, the Mediterranean, Europe and Africa. This network of interlinking trade routes played a highly significant role in the exchange of goods, knowledge and technologies, as well as the propagation of religions, philosophies and cultures. Today, with all the talk about regional connectivity, we envisage a New Silk Road that will intricately link ACD Member Countries with one another and with other regions through an extensive network of roads, railways, sea lanes and air routes. This is the hardware. Equally important, however, is the software in the form of the longstanding cultural, religious and historical heritage, which can weave the countries of Asia together into a single priceless, exquisite and durable fabric. I invite you all to join me in taking a highly-rewarding journey along this New Silk Road, which will link our common destinies together along the path towards greater peace and prosperity. Thank you for your attention.

ทวงคืนผัดกะเพรา!!

Posted by KwamRak on 14.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

image

:oops:  ดราม่านี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของประเทศเราเลยนะครับพ่อแม่พี่น้อง

ที่ผ่านมาทุกคนคงได้เห็นแฟนเพจจำนวนมาก ออกมารณรงค์ทวงคืนบางสิ่งบางอย่างให้ประเทศไทย

เช่นทวงคืนน้ำมัน ทวงคืน ปตท. ทวงคืน แต่นั่นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยครับ

เมื่อเอามาเทียบกับดราม่านี้ แฟนเพจที่แอดมินกำลังจะพูดถึงมันคือแฟนเพจ

“ทวงคืนผัดกะเพราไม่ใส่ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน และหอมใหญ่” ให้กับคนไทยนั่นเอง

image

:mrgreen:  แอดมินเพจทวงคืนผัดกะเพราฯถามชาวเน็ทว่าพวกมึงไม่เบื่อกันบ้างเลยหรือ

ที่เวลาเรากินผัดกะเพราแล้วมีถั่วฝักยาว หอมใหญ่ ข้าวโพดอ่อนปนอยู่เต็มจาน

กรูเคี้ยวผักในผัดกะเพราจนดังเอี๊ยดอ๊าดแสบหูไปหมดแล้ว และกรูเชื่อว่าพวกมึงทุกคน

ก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ในทำนองเดียวกับกรูมาก่อน พวกมึงไม่เบื่อผัดกะเพราใส่ผักกันบ้างเลยรึ

ถ้าพวกมึงเบื่อ เราจงมาร่วมมือกันเพื่อทวงคืนผัดกะเพราที่แท้จริงให้กับสังคมไทย

image

:twisted:  ขนาด ปตท มันยังมีคนตั้งเพจทวงคืนให้ประเทศไทยได้เลย แล้วทำไมเราถึงไม่สมควร

รณรงค์เรียกร้องให้คืนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อย่างการกินผัดกะเพราไม่ใส่ผักให้กับคนไทยวะ?!

ถ้าพวกมึงเห็นด้วยกับกรู จงรีบแชร์ให้เพจนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน

ก่อนที่ประเทศชาติของเราจะล่มสลายเพราะผัดกะเพรากลายพันธ์เป็นผัดผักทั้งประเทศ!!

image

:evil:  ปรากฏว่าชาวเน็ทส่วนมากเห็นด้วยกับเพจนี้ว่ะครับ ออกมาสนับสนุน

และช่วยผลักดัน ให้เพจทวงคืนผัดกะเพราฯเป็นที่รู้จักแพร่หลายกันยกใหญ่

image

:mrgreen:  แอดมินเพจทวงคืนผัดกะเพราฯยังบอกอีกว่าขอให้พ่อแม่พี่น้องทุกท่านช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ปกปักรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ถ้าเห็นร้านอาหารร้านไหนบังอาจทำผัดกะเพราใส่ผัก

จงเอามันมาประจานในเพจนี้ซะ เพราะถือว่ามันได้ทรยศต่ออาหารประจำชาติของเรา

พวกเราจะได้ยกพลไปทวงคืนผัดกะเพราที่แท้จริงจากแม่ค้าอาหารตามสั่งขายชาติพวกนั้นซะให้หมด

image

:evil:  ชาวเน็ทที่เห็นด้วยกับแอดมินก็ส่งเสียงเฮลั่น บอกว่าแอดมินพูดถูกต้องที่สุด

ผัดกะเพราคืออาหารที่อยู่คู่กับชาติไทยมาตั้งแต่สมัยเรายังปลูกกระต๊อบอยู่ใต้เทือกเขาอัลไต

แล้วเราจะปล่อยให้พวกพ่อค้าแม่ค้าทุนนิยมสามานย์ มาดัดแปลงสูตรผัดกะเพราคู่บ้านคู่เมืองของเราได้ยังไง

image

:???:  บ้างก็บอกว่าที่ผัดกะเพราฯเปลี่ยนไปมันต้องเป็นฝีมือของทักษิณแน่ๆ

กรูรู้นะว่าทักษิณมันซื้อฟาร์มถั่วฝักยาวเอาไว้หมดแล้ว

รวมไปถึงฟาร์มหอมใหญ่  กับฟาร์มข้าวโพดอ่อนก็ถูกตระกูลชินวัตรฮุบเรียบ

ที่คนไทยต้องกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ ก็เป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล

ที่ต้องการเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลของไอ้หน้าเหลี่ยมพี่ชายอีนายก!!

แค่นั้นยังไม่พอมันยังดำเนินนโยบายกระเพราใส่ผักนิยม  โดยแอบใส่กัญชาลงไปในผัดกะเพราใส่ผัก

ทำให้คนไทยเสพติดผัดกะเพราใส่ผักงอมแงมกันทั้งประเทศจนไม่มีปัญญาหลุดพ้น

จากการครอบงำของรัฐบาลใช่มั้ย!! อย่าคิดว่าคนฉลาดอย่างกรูไม่รู้ทันมึงนะโว้ยไอ้หน้าเหลี่ยม!!

image

:smile:  ชาวเน็ทคนนึงก็เอาข้อมูลมาเสริมว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังกะเพราใส่ผักที่ระบาดไปทั่วประเทศจริงๆ

เพราะกรูจำได้ว่าตอนมันเป็นนายกเมื่อปี 2548 มันได้ใช้ให้สุดารัตน์ เกยุราพันธ์

ที่เป็น รมว.ในขณะนั้นออกนโยบายให้คนไทยกินอาหารที่มี “ผักครึ่งนึง อย่างอื่นครึ่งนึง”

ถ้ามันไม่ออกนโยบายนี้ขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลมันแล้วมันจะออกนโยบายนี้มาทำไม

เพื่อทำลายผัดกะเพราแบบดั้งเดิมที่คนไทยสืบทอดกันมาช้านานรึไงวะ!!

image

 

จากนั้นชาวเน็ทที่เห็นด้วยกับแอดมินก็เริ่มล่าแม่มดกันอย่างเมามันส์

:shock:  มีการเอาภาพกะเพราใส่ผักจากร้านต่างๆมาประจานในเพจราวกับเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายก็มิปาน

image

:?:  กระทั่งข้าวกล่องผัดกะเพราของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่มีการละเว้น

image

แต่ใช่ว่าจะมีแต่คนเห็นด้วยกับแอดมินไปเสียหมด ชาวเน็ทบางคนก็สวนกระแส

:???:  โดยแสดงตัวว่ากรุชอบกินผัดกะเพราแบบใส่ผักเยอะๆว่ะครับ ใครจะทำไมไม่ทราบ!?

image

:lol:  บางคนก็แสดงความเห็นว่าไอ้เพจทวงคืนผัดกะเพราฯอะไรนี่

มันต้องมีนอกมีในแหงๆเลยว่ะ บางทีมันอาจจะมีผลประโยชน์กับฟาร์มปลูกใบกะเพรา

มันก็เลยตั้งเพจขึ้นมา เพื่อทำให้คนเลิกแดกผัดกะเพราใส่ผัก หันมาแดกผัดกะเพรา

ที่ใส่แต่ใบกะเพราอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นยอดขายของใบกะเพราก็เป็นได้นะเว้ย!!

image

:twisted:  ต่อมาชาวเน็ทหน้าตาดีมีเสน่ห์เร้าใจนามว่า “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” ก็แสดงความเห็น

ในเพจทวงคืนผัดกะเพราว่า ผัดกะเพราแบบใส่ผักเยอะๆแม่งอร่อยกว่าแบบคลาสสิคเห็นๆ

image

:lol:  ชาวเน็ทที่ชอบกินผักคนอื่นๆก็เห็นด้วย บอกว่าการใส่ผักในผัดกะเพรามันทำให้อร่อยขึ้นนะเออ

image

:|  หอมใหญ่ที่ใส่ในผัดกะเพรามันอร่อยจะตาย

image

:roll:  ยิ่งผัดแล้วมีรสหวานจากข้าวโพดอ่อนผสมในผัดกะเพรานิดๆนี่แหละสุดยอด

แถมถั่วฝักยาวผัดก็เคี้ยวกรุบกรอบอร่อยจะตาย ผัดกะเพราใส่ผักมันไม่อร่อยตรงไหนวะ

image

:razz:  สาวกของลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็โวยวายใส่คนรักผักเหล่านี้ว่าผัดกะเพราของพวกมึงมันนอกรีต!!

ผัดกะเพราที่แท้จริงมันต้องมีแต่เนื้อสัตว์กับใบกะเพราเท่านั้นสิวะ

ถึงจะเป็นผัดกะเพราหนึ่งเดียวอันเที่ยงแท้ ส่วนออปชั่นเสริมอย่างถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน หอมใหญ่

มันเป็นอุบายที่ทำให้พวกมึงหลุดออกจากเส้นทางอันสว่างไสวของผัดกะเพราที่แท้จริงนะ

image

:???:  ถ้าพวกมึงใส่ผักลงไปผัดด้วยมันจะทำให้เสียรสชาติที่แท้จริงของผัดกะเพรา

ผัดกะเพรามันควรจะมีรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม ที่มีแต่รสเครื่องปรุงกับเนื้อหมูและใบกะเพราเท่านั้น

พวกมึงใส่รสบ้าๆบอๆ อย่างรสหวานจากข้าวโพดอ่อนลงไปมันก็ไม่นับว่าเป็นผัดกะเพราแล้วโว้ย

image

:mrgreen:  ถ้าพวกมึงจะใส่ผักยัดห่าในผัดกะเพราซะขนาดนั้น ทำไมพวกมึงไม่ไปสั่งแกงเลียงมาแดกซะเลยล่ะ

image

:o  หรือไม่ก็สั่งผัดผักมาแดกก็ได้นี่ครับไอ้สัส จะเสือกมาสั่งผัดกะเพราใส่ผักให้พวกกรูรกหูรกตาทำไม

image

จ่าพิชิตก็ไม่ยอมแพ้ เถียงสู้กับสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯว่าการกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ

:???:  นับเป็นเรื่องดีนะมึง เพราะถ้าเรากินผักเยอะๆทำให้ขี้คล่อง ดีต่อสุขภาพจะตายไป

image

:mrgreen:  สาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็เถียงว่าถ้ามึงอยากขี้คล่องก็ไปแดกผัดผักสิครับไอ้สัส

จะใส่ผักลงมาผัดด้วยเพื่อทำลายรสชาติอันดั้งเดิมของผัดกะเพราที่พวกกรูถวิลหาทำไม

image

:lol:  ถ้ามึงอยากแดกผักเยอะๆจะได้ขี้คล่อง มึงก็สั่งผัดถั่วใส่ข้าวโพดอ่อน แล้วบอกแม่ค้าให้เพิ่มใบกะเพราสิวะ

image

:twisted:  หรือไม่มึงก็ไปสวนทวารดูซักรอบสองรอบก็ได้ รับรองว่าขี้คล่องสมใจอยากแน่ๆ

image

:o  จ่าพิชิตก็ชี้หน้าด่าสาวกฯกลับไปว่าพวกมึงแม่งนอกรีต พวกมึงไม่รู้หรือว่าผักที่ใส่ในผัดกะเพรา

ล้วนแล้วแต่เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงลิบลิ่ว เช่นถั่วฝักยาวมีโปรตีนสูง

ข้าวโพดอ่อนก็มีวิตามินเกลือแร่เพียบ แถมยังกรุบกรอบเคี้ยวมันส์อีกต่างหาก

การกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ นอกจากจะทำให้ขี้คล่องแล้ว

ยังเป็นการอุดหนุนเกษตรไทยให้ทำมาหากินคล่องตัวขึ้นด้วยนะโว้ย!!

image

:o  แต่สาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็ยังคงยืนกรานว่าผัดกะเพราใส่ผักต่างหากที่นอกรีต

image

:???:  พวกกรูแดกผัดกะเพราเพราะอยากลิ้มรสชาติของผัดกะเพรา ไม่ได้อยากลิ้มชาติผัดผักรวมมิตร

image

:razz:  ถ้าพวกกรูอยากกินผัดผัก กรูก็สั่งผัดผักรวมมิตรมาแดกตั้งนานแล้ว จะสั่งผัดกะเพรามาแดกทำเชี่ยอะไร

image

:twisted:  อีกอย่างผักพวกนี้แดกเยอะไปก็ไม่ดีนะ อย่างถั่วฝักยาวนี่มีสารพิษตกค้างอื้อซ่าเลยนะเธอว์

image

:razz:  จ่าพิชิตก็ชี้หน้าด่าสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯว่าไอ้พวกไม่แดกผัก

พวกมึงแม่งเลวสัสๆ พวกมึงมันทุนนิยมสามานย์ พวกมึงไม่คิดจะช่วยเหลือ

เกษตรกรไทยให้อยู่รอดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงบ้างเลยรึไงวะ

image

:???:  ถึงผักจะมีสารพิษตกค้าง แต่เรากินนิดๆหน่อยๆก็ไม่ถึงตายหรอกน่า

แต่ถ้าพวกมึงต่อต้านผัดกะเพราใส่ผัก จนเกษตรกรไทยขายผักไม่ได้

เกษตรกรไทยเหล่านั้นถึงขั้นอดตายเลยนะมึง และลูกเมียของเขาก็ต้องอดตายตามไปด้วย

image

:o  พวกมึงแม่งกินกันแต่ผัดกะเพรากับเนื้อหมู เนื้อสัตว์ ไม่เคยแยแสผักที่เป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศบ้างเลย

วันนี้พวกมึงแดกหมูในประเทศ แต่กรูมั่นใจมากๆว่าวันหน้าพวกมึงจะต้องนำเข้าหมูจากต่างประเทศ

เช่นหมูจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนาม จาไมก้า โมซัมบิก มาทำผัดกะเพราแน่ๆ

พวกมึงไม่คิดกันบ้างเลยเรอะว่าถ้าวันนั้นมาถึง ประเทศไทยจะเสียดุลทางการค้ามากมายขนาดไหน

กรูพูดตรงๆนะ ไอ้พวกที่แดกผัดกะเพราไม่ใส่ผักอย่างพวกมึง แม่งขายชาติว่ะ!!

image

:evil:  อีกฝ่ายก็ถามว่ากะอีแค่พวกกรูไม่ชอบกินผักในผัดกะเพราแค่นี้ กรูถึงกับเป็นพวกขายชาติเลยเหรอวะ?

image

image

:smile:  มึงคิดว่าผักที่มึงแดกๆกันอยู่เนี่ย มันเป็นผักที่ปลูกในประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเหรอวะ

ใครจะไปรู้ บางทีผักที่มึงใส่ในผัดกะเพราอาจจะนำเข้ามาจากเวียดนามก็ได้นะว้อย

image

จ่าพิชิตก็ขู่คนที่เถียงเรื่องผัดกะเพราว่ามึงอย่ามาต่อปากต่อคำกับกรูนะครับไอ้สัส

:razz:  ไม่งั้นเด๋วกรูจะจับพวกมึงแขวนคอแล้วเอาทัพพี ตะหลิวฟาดให้หมด

image

:o  การที่พวกมึงไม่รักผัก ไม่ชอบกินผัก ก็ถือว่าพวกมึงผิดแล้วครับ!!

ทำไหมอ่ะครับ การกินผักเยอะๆมันไม่ดีตรงไหน ยิ่งกินก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ

ไม่ทราบว่าพวกมึงเป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของอีเนยรักโลกรึไงถึงได้แอนตี้การกินผักกันจัง

ใครไม่แดกผักก็ไสหัวออกไปจากประเทศกสิกรรมอย่างประเทศไทยให้หมดเถอะครับ

image

ปล. อีเนยรักโลกกล่าวถึงผัดกะเพราใส่ผักเอาไว้ดังนี้

image

:mrgreen:  ทำไมพวกมึงถึงไม่เข้าใจซักทีว่าผัดกะเพราแบบไทยๆมันต้องใส่ผักเยอะๆจึงจะถูกต้อง

เมื่อก่อนสูตรดั้งเดิมที่ผัดกะเพรากับเนื้อสัตว์อาจจะเป็นที่แพร่หลาย

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไป มันก็ปรับเปลี่ยนสูตรให้เข้ากับสังคมไทย

จนกลายเป็นผัดกะเพราใส่ผักที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

ถ้าพวกมึงไม่พอใจ อยากกินผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมนัก ก็ไสหัวไปแดกที่ต่างประเทศสิครับ

จะเสือกมาเรียกร้องผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมในประเทศไทยทำไม

image

:???:  ชาวเน็ทคนนึงก็ด่าจ่าพิชิตว่ามึงอย่าเอาผักมาเป็นข้ออ้างไล่พวกกรูออกนอกประเทศสิวะ

ทำไมอ่ะ เถียงกันดีๆไม่เป็นเหรอ ทำไมมึงถึงต้องเอาผักมาบังหน้าเป็นเครื่องมือขับไล่คนที่คิดต่างอย่างพวกกรูด้วยวะ

พวกกรูก็แค่ต้องการให้ผัดกะเพราที่แท้จริงกลับคืนสู่สังคมไทยเท่านั้นเองนะโว้ย!!

image

:mrgreen:  จ่าพิชิตก็สวนกลับว่ากรูไม่ได้เอาผักมาบังหน้า แต่กรูรักผัก กรูชอบการกินผัก

โคตรพ่อโคตรแม่สั่งสอนให้กรูกินผักมาตั้งแต่เด็กเพราะมันดีกับสุขภาพ

ดังนั้นเมื่อกรูเห็นคนที่มีความเชื่อผิดๆว่าการกินผัดกะเพราใส่ผักมันไม่ดีอย่างพวกมึง

กรูถึงอดไม่ได้ ต้องเข้ามาสั่งสอนพวกมึงให้ตาสว่างและกลับมาสู่วิถีทางที่ถูกต้องยังไงล่ะ

แล้วมึงมีหน้ามาหาว่ากรูเอาผักมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีมึงได้อย่างไร สิ่งที่กรุกำลังทำอยู่

ไม่ใช่การเอาผักมาเป็นเครื่องมือ แต่กำลังเชิดชูผัก ทำให้พวกมึงกลับมากินผักกันอีกครั้งต่างหาก

image

:o  กรูไม่เถียงกับพวกมึงต่อแล้วครับ เพราะกรูเข้าใจแล้วว่าคนที่ไม่กินผักอย่างพวกมึง

มันเป็นไส้ศึกจากทุนข้ามชาติ ที่มีเจตนาจะบ่อนทำลายเศรษฐกิจแบบกสิกรรมของไทยแน่ๆ

image

หลังจากนั้นชาวเน็ทก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้กันไปต่างๆนานา

บ้างก็แย้งจ่าพิชิตที่หาว่าคนสนับสนุนผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมถูกทุนนิยมสามานย์ครอบงำว่า

ใครกันแน่วะครับที่เป็นทุนนิยมสามานย์ ไม่ใช่เพราะร้านอาหารตามสั่งมันต้องการลดต้นทุน

ก็เลยลดปริมาณเนื้อสัตว์ แล้วเพิ่มผักที่ราคาถูกกว่าเข้ามาแทน

จนมันสูญเสียอัตลักษณ์ กลายเป็นผัดกะเพราใส่ผักที่คนไทยแดกกันทั้งบ้านทั้งเมือง

:???:  แล้วมึงจะโทษพวกกรูว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผัดกะเพราเปลี่ยนไปได้ยังไง

image

:lol:  บางคนก็แฉข้อมูลวงในว่าที่จริงแล้วคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ว่าเราเป็นประเทศที่ปลูกกะเพราได้อันดับต้นๆของโลก

แต่ทุกวันนี้ที่เราต้องซื้อผักกะเพรามาผัดในราคาแพง ก็เพราะพวกฟาร์มกะเพรามันส่งใบกะเพราคุณภาพดี

ออกไปขายที่ต่างประเทศจนหมด จากนั้นเราก็ต้องนำเข้าใบกระเพราเกรดเอพวกนั้นเข้ามาแดกกันอีกทอดนึง

ดังนั้นกรูเห็นด้วยกับเพจนี้อย่างสุดตัวว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทวงคืนผัดกะเพราสู้ตรดั้งเดิมให้กับสังคมไทย

image

นักวิชาการที่มักวิจารณ์สถาบันอยู่บ่อยๆอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (สศจ)

ก็เข้ามาแสดงความเห็นแย้งกับแอดมินทวงคืนผัดกะเพราว่ามึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ

image

ผัดกะเพราที่ใส่ผักน่ะอร่อยสุดๆไปเลยนะจะบอกให้ ยิ่งถั่วฝักยาวกับหอมใหญ่

มันเป็นผักที่ต้องมีอยู่ทุกจานของผัดกะเพรา แต่มึงกลับตั้งเพจรณรงค์สั่วๆแบบนี้

:mrgreen:  เด๋วกรูก็ไปตั้งเพจคัดค้านการทวงคืนผัดกะเพรามาแข่งกับมึงมั่งหรอก

image

ปรากฏว่าหลังจาก สศจ พูดเช่นนั้น ก็มีคนตั้งเพจคัดค้านการทวงคืนผัดกะเพราขึ้นมาจริงๆว่ะครับ

image

กระทั่งเพจที่โจมตีพวกทวงคืนผัดกะเพราว่ากำลังสร้างความแตกแยกให้สังคมก็มี

image

ที่เด็ดสุดคือเพจแฉพวกทวงคืนผัดกะเพราไม่ใส่ถั่วฝักยาว ที่เอาข้อมูลมาโชว์ให้เห็นกันจะๆ

ว่าผัดกะเพราใส่ผักต่างหากที่ดีต่อสังคมไทย เพราะมันสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยมหาศาล

image

พวกมึงลองคิดดูสิครับว่าผักอย่างข้าวโพดอ่อน หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว

ถ้าไม่เอาไปผัดกะเพรา มันจะเหลือเมนูอีกซักกี่รายการที่สามารถเอาผักพวกนี้ไปปรุงได้

ไอ้พวกที่ออกมารณรงค์ให้เลิกกินผัดกะเพราใส่ผักแม่งไม่เห็นใจชนชั้นกรรมมาชีพอย่างเกษตรกรบ้างเลย

พวกมึงมันก็เป็นแค่ชนชั้นกลางดัดจริตที่พยายามกีดกันเกษตรกรไม่ให้มีวันลืมตาอ้าปากเท่านั้นล่ะวะ

ถ้าพวกมึงอยากแก้ไขปัญหานี้วิธีการที่ดีที่สุดไม่ใช่รณรงค์ให้คนไทยเลิกกินผักกะเพราใส่ผัก

แต่พวกมึงต้องรณรงค์ให้รัฐบาลเปิดเสรีการค้าให้ผัดกะเพรา เพื่อให้พ่อค้าอาหารตามสั่ง

:lol:  สามารถซื้อใบกะเพราในราคาที่ถูกลง จะได้เอามาผัดให้พวกมึงแดกกันเยอะๆต่างหากจึงจะถูกต้อง

image

หลังจากนั้นเพจเหล่านี้ก็ถูกสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯโจมตีเป็นระยะๆ

มีเพจนึงยกให้ สศจ เป็นแอดมินร่วม และหลังจากที่เพจต่อต้านการทวงคืนผัดกะเพรา

ถูกสาวกของลัทธิทวงคืนผัดกะเพราผู้บ้าคลั่งโจมตีจนเพจล่มสลาย

image

ก็ส่งผลให้ สศจ ที่วิจารณ์สถาบันมาเป็นระยะแต่แคล้วคลาดมาจนถึงทุกวันนี้

:evil:  ถูกเฟซบุ๊คลงโทษแบนเพราะบังอาจต่อต้านผัดกะเพราในที่สุด

image

credit : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=627225823960582&set=a.248743445142157.80997.248303255186176&type=1&theater

พ่อแม่พี่น้องคงเห็นแล้วนะครับว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่นี่เป็นวาระแห่งชาติ

ที่ส่งผลกระทบถึงความอยุ่รอดหรือการล่มสลายของชาติไทยเลยทีเดียว

หวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะเล็งเห็นความสำคัญของประเด็นผัดกะเพราใส่ผัก

และช่วยกันรณรงค์ให้คนกล้าที่จะวิจารณ์และแตกยอดความคิดเกี่ยวกับผัดกะเพรามากยิ่งขึ้น

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? ผัดกะเพราของไทยควรใส่ผักหรือไม่ใส่ผักกันแน่!?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=107159476124506&id=107128019460985

https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/107128019460985?group_id=0
https://www.facebook.com/kudkantuangkhapao
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AF/107189235996526

 

credit ภาพประกอบ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=thaisilk&month=19-12-2009&group=30&gblog=9

มะรอโซ จัทราวดี ไซตอนของผู้บริสุทธิ์! หรือ ...วีรบุรุษของ PNYS. ? Maroso a very coward hero*

Posted by KwamRak on 14.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 




มะรอโซ จัทราวดี 
ไซตอนของผู้บริสุทธิ์! หรือ
...วีรบุรุษของ PNYS. ? Maroso a very coward hero*
• ไทยเป็นผู้ให้มาตลอด ตลอดเวลาที่ให้ ก็ยังถูกประณามว่าเลว 
• แผ่นดินนี้จะอยู่รอดหรือไม่? 
• ชาวไทยวางเฉย! 
• สื่อไทยไม่สนใจ สื่อมุสลิมกระทืบซ้ำ ...ไทยอยู่ได้ฤา 
• หรือว่าแผ่นดินนี้ถึงกาลวิบัติเสียแล้ว
http://202.129.16.69/~surafile/VDO/maroso.wmv


• เลวเหมือนไม่ใช่มนุษย์อย่างนี้นี่แหละคือ วีรบุรุษของสื่อฯมุสลิมกับ PNYS.

• ชัดแล้วยัง? ใครคือไซตอน ใครคือแนวร่วมไซตอนที่ยกมะรอโซฯเป็นวีรบุรุษ 
http://surasiha.blogspot.com/


เขาคือนักรบ

เขาคือนักรบ
  • ชีวิตนักรบ มีเพื่อนร่วมรบเป็นคู่ชีวิต มีอาวุธประจำกาย เป็นอวัยวะที่ ๓๓ ใชชีวิตล้อมัจจุราชดังเพื่อนเล่น 

  • ระหว่างภารกิจ เขาคิดเพียงหน้าที่ เขาห่วงความปลอดภัยของพี่  น้องประชาชน...แต่ลืมห่วงตัวเอง เพราะ ... “เขาคือนักรบ” 
  • เขาว้าเหว่ ....ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ภรรยา รอก่อ
        .....ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คือ ภารกิจ
  •  ได้พบประสบเหตุ เขาบาดเจ็บ เพื่อนบาดเจ็บ ถ้ามีอาวุธในมือ    นิ้วยังเหนี่ยวไกปืนได้ เขาขอสู้เพื่อเพื่อนรอด ทุก ๆ คนรอด      ..เขา “สู้จนกว่าจะสิ้นลม” เพราะ... “เขาคือนักรบ”

  • เมื่อประสบเหตุ เขารู้ว่าตนต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวกว่าจะกำลังเสริมจะเข้าถึง

  • ไม่เคยหวั่นว่า “สู้รอตาย หรือ สู้รอรอด” เขาก็ สู้               เพราะ.... “เขาคือนักรบ”

  • นักรบทนไม่ได้ที่เห็นพี่น้อง ถูกโจรกบฎฆ่าเพื่อนมนุษย์อย่างโหดร้ายทารุณ .....กราบเท้าขอชีวิตมันก็ยังเอาปืนจอหัวยิง
  • นักรบทนไม่ได้ที่....มันยิงคนขับรถรับส่งนักเรียนให้เด็กๆดู
  • นักรบทนไม่ได้ที่.....คนไทยถูกยิงไม่ให้ตายเอาน้ำมันราดแล้วเผาสด

  • นักรบปกป้องประชาชน...ตนเองพลาด..........ตนเอง ตาย!

  • ผ่านความตายมาได้ ...กลับต้องพบกับคำประณาม

  • นักรบปกป้องประชาชน
       ....ชีวิตปลิดร่วง ชีวิตแล้ว ชีวิตเล่า..ไม่มีใครจำ


  • ลูกเมียไม่มีใครรู้จัก...ทุกคนลืม!
มิหนำซ้ำ.....ยังมีคนไทยใจทมิฬ กลับไป ยกย่องโจรใจสัตว์ เป็นวีรบุรุษ 

             ลอบวางระเบิด ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครู 
             วัน เวลา   : ๓๐ ม.ค. ๕๖ เวลา๐๖.๕๙ 
ที่เกิดเหตุ : สามแยกโคกแมแน  บ้านโคกแมแน  หมู่ที่ ๓  ต.มะนังตายอ
อ.เมือง  จ.นราธิวาส 
ภารกิจ : มว.ปืนเล็กที่ ๓ ร้อย.ปืนเล็กที่ ๓ ฉก.นราธิวาส ๓๓ 
ผล        : กำลังพล เสียชีวิต จำนวน ๑ ราย และได้รับบาดเจ็บ จำนวน ๕ ราย 

๑. พ.จ.อ.สุเทพ โมคคะมูล ได้รับบาดเจ็บสาหัสนำส่ง รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
๒. พลฯอนุชิต กลีบนิล ได้รับบาดเจ็บ
๓. พลฯวสันต์ แก้วแสนสาย ได้รับบาดเจ็บ
๔. พลฯประเสริฐ ทองสะอาด ได้รับบาดเจ็บ
๕. พลฯปิยะณัฐ โสคาภา ได้รับบาดเจ็บ
๖. พลฯอมรเทพ รักเดชา ได้รับบาดเจ็บ
http://surasiha.blogspot.com/



มะรอโซ ผู้หลงผิด ?
ประวัตินายมะรอโซ

โจรใต้ "ผู้หลงผิด"...?? แน่ใจแล้วหรือว่าหลงผิด...

นายมะรอโซ จันทรวดี โจรใต้ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ RKK..

ดูประวัติเขาหน่อยว่า "วีรบุรุษเขาทำอะไรกันบ้าง"....



      "มะรอโซ" เป็นชื่อตามทะเบียนบ้าน เกิดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2525 นั่นหมายความว่าอีก 3 วันก็จะครบรอบวันเกิดของมะรอโซ 31 ปี

ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 162 หมู่ที่ 7 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

         จากข้อมูลแฟ้มคดีของฝ่ายความมั่นคง นายมะรอโซ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับป.วิอาญา จำนวน 11 หมาย และหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีก 3 หมาย ล่าสุดนายมะรอโซ ถูกออกหมายจับ เพราะเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารครูชลธี เจริญชล ครูโรงเรียนบ้านตันหยง ต.บาเระใต้ เมื่อวันพุธ ที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา


3960300046665

162 ม.7 ต.บาเระ อ.บาเจาะ จ.นธ.

สมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบ ระดับ ปฏิบัติการตาเยอร์รี/คอมมานโด



  • กลุ่มเดียวกับ นายรอยะ กลามอ
  • ร่วมขโมยถังดับเพลิงในเขตเทศบาล อ.บาเจาะ เมื่อปี ๒๕๔๘
  • ลอบวางเพลิง ร.ร.บือเจาะ อ.บาเจาะ เมื่อ พ.ค.๕๐
  • ผู้รับผิดชอบ-พื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะฯ
  • สมาชิกลุ่มย่อยที่1 ในบ.ตันหยง ม.4 ต.บาเระใต้
  • หัวหน้าชุดปฏิบัติการ
  • เข้ารับการฝึกหลักสูตรตันเยอรี (RKK) ที่บ้านงาเน็ง ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จว.น.ธ.
  • เมื่อ ปี ๔๙ ร่วมก่อเหตุยิงราษฎรชาวไทยพุทธ โดยทำหน้าที่ประชุมและวางแผน 
  • กรณีเหตุคนร้ายลอบยิงรถปลัดอำเภอจังหวัดนราธิวาสและรถยนต์ทหาร ที่ บ้านส้มป่อย ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีรายละเอียด
  • สมาชิกฯ ระดับปฏิบัติการ (คอมมานโด)
  • เข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ปะการายอ อ.กะพ้อ
  • สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่งกายชุดดำ คล้าย จนท.ทพ. พร้อมอาวุธ ปลย.M ๑๖ และ ปลย.AK-๔๗ เคลื่อนไหวบริเวณเทือกเขาปูลา ในพื้นที่ บ.ปูลา (บ้านสาขา บ.-ประปา) ม.๖ ต./อ.บาเจาะฯ 

    ลอบวางระเบิดบนถนนภายในหมู่บ้านดูกู ม.๗ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ขณะที่ จนท.ทหารเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงระเบิดทำให้ จนท.ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
  • ร่วมประชุมที่ร้านน้ำชา หน้า ร.ร.บ้านดูกูสุเหร่า ฯ เพื่อวางแผนทำการปล้นอาวุธปืนลูกซอง จนท.อุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๒๕๔๙
  • ลอบยิงฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.๓๒ บริเวณหน้า วัดอุไรรัตนาราม ถ.สายบาเจาะ - บ้านทอน ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • ปล้นอาวุธปืนลูกซองทางราชการ ของนายไพศอล กือแมแซเจะลอ ที่อยู่บ้านเลขที่ ๕๓/๑ ม.๔ ต./อ.บาเจาะ ฯ จำนวน ๑ กระบอก เหตุเกิด เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๔๙ เวลากลางคืน ม.๔ บ.ปาโจ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • สมาชิกกลุ่ม ผกร.จำนวน ๑๕ คน พร้อมอาวุธปืนสงครามครบมือ แต่งกายชุดลายพราง และชุดดำคล้าย ทพ. ประชุมวางแผน เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ ด้วยการลอบยิง ตร. ทหาร และ อส.อ.บาเจาะฯ ขณะ ลว.บนถนนหมายเลข ๔๒ (สายนราธิวาส – ปัตตานี) ลอบวางระเบิด ในสวนยางพาราชาวไทยพุทธ ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ในพื้นที่ อ.เมือง และลอบวางเพลิงศาลาที่พักริมทาง/เผายางรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับ สมาชิก/ แนวร่วมกลุ่ม ผกร.พูดคุยกันว่ากำลังติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ปรากฏข่าวสารว่ากลุ่ม ผกร.ได้เตรียมระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในรถยนต์ เพื่อก่อเหตุในห้วงเทศกาลไหว้ศาลเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ และห้วงงานกาชาดประจำปีห้วงจัด
  • ลอบวางระเบิดบนถนนภายในหมู่บ้านดูกู ม.๗ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ขณะ จนท. ทหารเดินทางโดยรถยนต์ผ่านเส้นทางดังกล่าว ทำให้ จนท.ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
  • ร่วมประชุมที่ร้านน้ำชา หน้า ร.ร.บ้านดูกูสุเหร่า ฯ เพื่อวางแผนทำการปล้นอาวุธปืนลูกซอง จนท.อุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๒๕๔๙
  • ลอบยิงฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.๓๒ บริเวณหน้าวัดอุไรรัตนาราม ถ.สายบาเจาะ - บ้านทอน ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • ปล้นอาวุธปืนลูกซองทางราชการ ของนายไพศอล กือแมแซเจะลอ ที่อยู่บ้านเลขที่ ๕๓/๑ ม.๔ ต./อ.บาเจาะ ฯ จำนวน ๑ กระบอก เหตุเกิดเมื่อ ๑๙ ต.ค. ๔๙ เวลากลางคืน ม.๔ บ.ปาโจ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • เป็นผู้กดระเบิด กรณีวางระเบิดรถยนต์ทหารนาวิกโยธิน บนถนนบ้านดูกู อ.บาเจาะ ฯ เมื่อ ๑๓ พ.ค.๔๘ ทหารเสียชีวิต ๓ นาย บาดเจ็บ ๗ นาย
  • พบปะกับสมาชิก จำนวน ๕ คน ที่หลังบ้านพักของตนเอง มีปืน M ๑๖ จำนวน ๒ กระบอก และระเบิดแสวงเครื่องประกอบเสร็จแล้ว จำนวน ๕ ลูก ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ บ.ดูกูสุเหร่า เพื่อเตรียมก่อเหตุ จนท.รัฐ (ทหารและตำรวจ) ที่สัญจรบนถนสาย ๔๒
  • เมื่อ ๘ พ.ค.๕๔, นายมะรอโซฯ แต่งกายลักษณะคล้ายนักแสวงบุญ (ดาวะห์) พร้อมด้วย สมาชิกจำนวน ๓ คน ขับขี่รถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ ๑๒๕ สีน้ำเงิน และ จยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ ไม่ทราบทะเบียน เดินทางจากพื้นที่บ้านตันหยง ม.๔ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จว.น.ธ. เข้าไปในพื้นที่ บ้านฮูแตยือลอ ม.๖
  • เมื่อ ๑๐ ส.ค.๕๔ ปรากฏความเคลื่อนไหว นายมะรอโซ จันทรวดี สมาชิกระดับแกนนำปฏิบัติ พร้อมสมาชิกจำนวน ๔ คน ได้วางแผนก่อเหตุต่อเป้าหมายที่เป็นสายข่าวของ จนท.รัฐ และผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความร่วมมือกับ จนท.รัฐในพื้นที่ ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่นฯ ในห้วงวันที่ ๑๓-๑๖ ส.ค.๕๔ และในการก่อเหตุสามาชิกกลุ่มดังกล่าวจะแต่งกายชุดพรางคล้าย จนท.ทหาร ใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ๔ ประตู (ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน) เป็นพาหนะในการก่อเหตุ
  • เมื่อ ๑๐ ส.ค.๕๔ ปรากฏความเคลื่อนไหวของ นายมะรอโซ จันทรวด หรือ แบโซ พบปะเพื่อหารือกับแกนนำผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ม.๑ บ.บือเจ๊าะ ม.๓ บ.ดูกู และ ม.๗ บ.ดูกูสุเหล่า ต./อ.บาเจาะ เพื่อวางแผน ก่อเหตุในพื้นที่ อ.เมือง อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ รวมถึงพื้นที่ ๓ จชต.
  • เมื่อ ๐๗ ก.ย.๕๔ นายมะรอโซ ฯ เคลื่อนไหวในพื้นที่ ม.๖ บ.ฮูแตยือลอ ต.บาเร๊ะใต้ และ ม.๒ บ./ต.ลูโบ๊ะซาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • เมื่อ ๑๑ ก.ย.๕๔,ปรากฏความเคลื่อนไหว กลุ่ม ผกร.รวมตัวกันประมาณ ๑๑ คน แต่งกายชุดดำ คล้ายทหารพราน อาวุธปืนครบมือ เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ บ.ซูโว ม.๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะฯ (คาดว่าเป็นกลุ่มของ นายมะรอโซ จันทรวดี) โดยมี ผญบ. ม.๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะฯ เป็นผู้ส่งเสบียงให้
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๑๑๙/๒๕๔๙ ลง ๓ ก.พ.๒๕๔๙ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ ๕๙๙/๒๕๔๙ ลง ๒๔ พ.ค.๒๕๔๙ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๗๙๕/๒๕๕๐ ลง ๗ พ.ย.๒๕๕๐ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาก่อการร้ายร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ พยายามฆ่าผู้อื่นฯ
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๘๖๗/๒๕๕๐ ลง ๒๑ พ.ย.๒๕๕๐ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเวลากลางคืน ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • เมื่อ ๑๙ ต.ค.๕๔,นายมะรอโซ จันทรวดี พร้อมกลุ่มระดับแกนนำระดับผู้ปฏิบัติการในขบวนการ RKK เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ พื้นที่ ม.๓ บ./ต.กาเยาะมาตี, ม.๔ บ.ตันหยง ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยมีผู้ร่วมเคลื่อนไหว คือ ๑.นายอิสมาแอ มะซู ๒.นายอุเซ็ง มะเซาะ ๓.นายอาพันดี ดอเลาะ ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มแนวร่วมในการก่อเหตุชำนาญในการลอบยิง,ลอบวาง ระเบิดซึ่งเป็นลูกน้องของนายมะรอโซฯ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ RKK ครั้งนี้เพื่อวางแผน, สั่งการในการสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่เป้าหมายและเข้ามาใน พื้นที่ อ.เจาะไอร้องฯ , อ.เมือง จ.นราธิวาส รวมทั้งก่อเหตุสร้างสถานการณ์ลอบวางระเบิด จนท.ของรัฐในขณะออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ และ ลอบยิง จนท.ของรัฐในขณะ ลว.เส้นทาง รวมถึงลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟ จากสถานียะลา มา สถานีสุไหงโก-ลก
  • เมื่อ ๒๔ ต.ค.๕๔,ได้รับรายงานข่าวสารเกี่ยวกับการลอบวางระเบิดของกลุ่มขบวนการ RKK ในพื้นที่ อ.เมือง นธ. เมื่อ ๒๓ ต.ค.๕๔ ซึ่งทำให้ จนท.อส.อ.เมือง นธ.เสียชีวิต ซึ่งคาดว่าเป็นกลุ่มของนายมะรอโซฯ และเป็นบุคคลที่ต้องสงสัยร่วมการก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อ ๒๐ ต.ค.๕๔ โดยผู้เข้าร่วมขบวนการในครั้งนี้ประกอบด้วย ๑.นายอิสมาแอ มะแซ ๒.นายอุเซ็ง มะแซ ๓.นายอาพันดี พฤติกรรมเป็นมือปืนและชำนาญการในการลอบวางระเบิด
  • นายมะรอโซ ฯ วางแผนประชุมสมาชิกในพื้นที่ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อลอบยิงฐานปฏิบัติการของ จนท.ทหาร ในพื้นที่ อ.บาเจาะ, อ.ระแงะ และ อ.รือเสาะ ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.๕๔
  • เตรียมก่อเหตุโจมตีฐานปฏิบัติการทหาร หมวดปืนเล็กที่ ๒ ร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฉก.นราธิวาส ๓๒
  • เมื่อ ๒๕ เม.ย.๕๕,๑๘๓๐ นายมะรอโซ จันทรวดี และสมาชิก ๕ - ๗ คน แต่งกายชุดดำพร้อมอาวุธสงครามคล้าย ทพ. ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ ม.๓ บ.ดูกู ต.บาเจาะ, ม.๒ บ.ปะลุกาสาเมาะ ต.ปะลุกาสาเมาะ และ ม.๑ บ.จำปากอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะฯ เพื่อพบปะหารือกลุ่มแกนนำระดับผู้วางแผนและสั่งการในพื้นที่ คาดว่าเป็นการพบปะหารือ เพื่อวางแผนสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบครั้งใหญ่ในพื้นที่ ๓ จชต. เนื่องจากใกล้วันครบรอบเหตุการณ์ บ.กรือแซะฯ
  • เมื่อ ๙ มิ.ย.๕๕ ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่า ในวันที่ ๘ มิ.ย.๕๕ นายมะรอโซ จันทรวดี มีหมายจับ ป.วิอาญาฯ ได้เดินทางมาพบกับสมาชิกกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ บ.กาเยาะมาตี ม.๓ ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะฯ คาดว่าน่าจะมาพบแนวร่วม หรือเตรียมวางแผนเพื่อก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  • เมื่อ ๑๕ มิ.ย.๕๕ เวลาประมาณ ๒๒๓๐ คนร้าย จำนวน ๒ คน ขับขี่รถ จยย. ยี่ห้อ ฮอนด้า ไม่ทราบทะเบียน เป็นยานพาหนะ มาจอดบริเวณ หน้าบ้านเลขที่ ๑/๑ บ.ดูกู ม.๒ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ใช้อาวุธปืน ยิง ส.ต.ต.อิสมาแอ อาแว อายุ ๒๖ ปี บ้านเลขที่ ๔๔/๓ ม.๔ ต./อ.รือเสาะฯ (สังกัด ปพ.ศชต.), นายดอเลาะ อาแว อายุ ๔๙ ปี (บิดา) และนายอาแซ อาแว อายุ ๔๑ ปี (น้าชาย) บ้านเลขที่ ๔๔/๕ ม.๔ ต./อ.รือเสาะ ฯ (ผช.ผญบ.) ขณะกำลังเตรียมงานแต่งงาน ของ ส.ต.ต.อิสมาแอ ฯ ที่บ้านเจ้าสาว กระสุนถูก นายอาแซฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ,นายดอเลาะฯ บริเวณแขน ได้รับบาดเจ็บ และ กระสุนถูก ส.ต.ต.อิสมาแอฯ บริเวณท้ายทอย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะขี่รถ จยย.หลบหนีไป คนร้ายถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ก่อนหลบหนีคนร้ายได้เอาอาวุธปืนพกสั้นขนาด ๙ มม.จำนวน ๑ กระบอก และขนาด .๓๘ จำนวน ๑ กระบอก ของนายอาแซฯ และ ส.ต.ต.อิสมาแอ ฯ หลบหนีไปด้วย
  • ตามที่ปรากฏข่าวเมื่อ ๓๐๐๘๐๐ ก.ค.๕๕ กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จว.น.ธ. โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากการตรวจสอบกรณีดังกล่าวทราบชื่อบุคคลต้อง สงสัยคือนายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำระดับผู้ปฎิบัติการขบวนการ RKK ปัจจุบันหลบหนีคดีความมั่นคงและเคลื่อนไหวในพื้นที่อ.เมือง จว.น.ธ. และ อ.สายบุรี จว.ป.น. เป็นแกนนำระดับผู้ปฎิบัติการ และ ควบคุมพื้นที่ อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จว.น.ธ. โดยเป็นบุคคลต้องสงสัยในการลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.บาเจาะ ฯ เมื่อ ๓๐ ก.ค.๕๕ บุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด(เป็นมือปืนคุ้มกันให้ กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ )
  • เมื่อ ๑๕ ส.ค.๕๕ นายมะรอโซ จันทรวดี หรือ แบ แกนนำระดับผู้ปฏิบัติการขบวนการ RKK พร้อมกับกับพวกอีก ๓-๕ คน มีอาวุธสงครามติดตัว เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.บาเจาะ จว.น.ธ. (พื้นที่เขตติดต่อกับ อ.สายบุรี จว.ป.น.) โดยเชื่อมโยงในการเข้าในพื้นที่ อ.สายบุรี จว.ป.น.
  • เมื่อ ๒๐ ส.ค.๕๕ กลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา เข้ามาสมทบกับสมาชิกกลุ่มนายมะรอโซ จันทรวดี บริเวณเทือกเขาบูโด ในพื้นที่ บ.ปะลุกาสาเมาะ หมู่ที่ ๒ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ฯ เพื่อประชุมวางแผนเตรียมร่วมกันก่อเหตุในการลอบยิงทหาร และ ตร. ขณะ ลว.บนถนนสายบาเจาะ - ยะลา ในเขตพื้นที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ฯ ตั้งแต่ ๓๑ ส.ค.๕๕ เป็นต้นไป เพื่อเป็นการตอบโต้กรณีเมื่อ ๑๙ ส.ค.๕๕ เจ้าหน้าที่จับกุมนายอัชชัน สามะ อายุ ๒๓ปี สมาชิก ผกร.ระดับปฏิบัติการ ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ ๓๖ บ.ชูโว หมู่ที่ ๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ ฯ ซึ่งถูกจับกุม ในพื้นที่ บ.คลอแระ หมู่ที่ ๓ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ ฯ
  • เมื่อ ๖ ก.ย.๕๕ ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่า นายมะรอโซ จันทรวดี อายุ ๓๑ ปี/๕๕ บุคคลมีหมายจับ ป.วิอาญาฯ ได้เดินทางมาพบกับสมาชิกกลุ่ม ผกร. ในพื้นที่ บ.ฮูแตยือลอ ม.๖ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส คาดว่าเข้ามาดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเตรียมวางแผนก่อเหตุในพื้นที่ดังกล่าว
  • เมื่อ ก.ค.๕๕ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด(เป็นมือปืนคุ้มกันให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่)


 
     ทั้งหมดนี้คือ วีระกรรม ของนายมะรอโซ ผู้ได้ชื่อว่า "วีรบุรุษ RKK"
http://surasiha.blogspot.com/




มะรอโซ จันทราวดี จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK
มะรอโซ จันทราวดี จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK

           สวัสดีครับเพื่อนผู้รักชาติทุกๆท่าน เรามาจับโกหกสื่อมุสลิมกันดีกว่า

          วันนี้ขอเขียนร่ายยาวนิดนะครับ  เรื่องของความมั่นคงที่น่าเป็นห่วง ขณะที่แผ่นดินไทยกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ และหลากสี สื่อฯที่เป็นแนวร่วมผู้ก่อการร้ายหลากหลายอยู่ทุกสีที่หลากหลายเช่นกัน ผู้ก่อการร้ายบอกว่า “มุสลิมมิใช่ผู้ก่อการร้าย”  แต่ปรากฏว่า “ผู้ก่อการร้ายเป็นมุสลิม” เสียนี่

            ทุก ๆ อาชีพ มีมุสลิมอยู่ด้วยมิใช่เรื่องแปลกแต่แปลกที่ มุสลิมเอาหน้าที่การงาน คัดท้าย ทำงานเอื้อเพื่อขยายอิสลาม เบียดพุทธ และเปลี่ยนไทยเป็นรัฐอิสลามให้ได้

            มีกรณีหนึ่งที่ยกมาให้เห็นได้และมีพยานหลักฐาน ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เป็นรายการธรรมะที่ผู้ดำเนินรายการคือ พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ บรรยายธรรมร่วมกับ พระมหาประนอมผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดจากแดง

             พระอาจารย์มหาประนอม ได้บรรยายไปเรื่องการต่อสู้ของพระพม่า แผ่นดินที่ท่านได้ไปอยู่เพื่อเรียนพระไตรปิฎกมากว่าสิบปีมาเล่าให้ฟัง

            ท่านเล่าไปถึงความแข็งแกร่งของพระสงฆ์ และชาวพม่าพุทธที่ไม่ยอมลดลาวาศอกให้กับมุสลิม และมุสลิมก็หาทางแกล้งพระสงฆ์ทุกวิถีทาง

           ขณะที่ท่านเล่าไปนั้นท่านไม่รู้เลยว่าเสียงที่ออกอากาศกลายเป็นเสียงเพลงไปแล้ว ....มารู้ทีหลัง และสอบถามได้ความว่าคนควบคุมเสียงนั้นเป็นมุสลิม

          นี่ก็เช่นเดียวกันกับมุสลิมที่อยู่ประจำสื่อต่างๆ จะไม่สำแดงอะไรออกมาชัดเจนเมื่อไม่ถึงเวลา มาบัดนี้เราก็ได้เห็นแล้วจากสื่อ “ประชาไท”

         หลายครั้งแล้วที่สื่อประชาไท แสดงออกว่าเอียงข้างโจรก่อการร้าย แต่ไม่ชัดเจนเท่าครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า เจ้าของคอลัมน์และผู้เขียนคือ นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ เขียนออกมาจากใจลึกๆ บ่งบอกถึงวิธีคิดอย่างชัดเจน

         ต่อจากนี้ผมจะวิเคราะห์ย่าวจากประชาไท ฉบับ Fri, 2013-02-15 พาดหัวข่าว มะรอโซ จันทราวดี “จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK.   โดย  เอกรินทร์ ต่วนศิริ


·                    นาย เอกรินทร์ ต่วนศิริ ได้บอกว่า
        ถ้าอยากทราบสถานะของนาย มะรอโซ จันทราวดี ให้ “ค้นหาใน Google แล้วพิมพ์ชื่อนี้ลงไป จะพบข่าวการรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็มาจากการให้ข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐเกือบทั้งหมด”
        นั่นคือ....ความเป็นโจรผู้ก่อการร้ายเชื่อถือไม่ได้ ....เพราะว่า...  “เจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้ข่าว” (ก็คือผู้กล่าวหานั่นเอง ...ที่จริงที่ฆ่ามาแล้วมากมายพวกมันเป็นคนดี) 


·                    เรื่องนี้แม่โกหก หรือ ลูกนายมะรอโซฯ โกหก?

          นางเจ๊ะมะ เจ๊ะนิ อายุ 53 ปี ผู้เป็นแม่ได้เล่าว่า หลังจากเหตุการณ์ประท้วงที่หน้า สภ.ตากใบ มะรอโซก็เปลี่ยนไปมาก มะรอโซกลับมาเล่าเหตุการณ์ตากใบให้คนที่บ้านฟังว่า วันนั้นตนเองโดนซ้อนทับ โดนถีบ มัดมือ ในรถบรรทุกของทหารที่จับตัวผู้ชุมนุมในคราวนั้น
         โดยตลอดทางเค้าก็โดนถีบโดนเจ้าหน้าที่เอาปืนทุบที่ร่างกายของผู้ชุมนุมที่อยู่บนรถตลอดทาง มะรอโซได้บอกที่บ้านเสมอว่า เค้ารู้สึกเจ็บปวดและแค้นใจมาก เพราะว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ...เค้าที่ว่า คือนายมะรอโซฯ ...โดนถีบได้อย่างไร? ในเมื่อโดนซ้อนทับอยู่
           !!! สงสัยจัง
           ....ทั้งโดนซ้อนทับ ทั้งโดนถีบ สองอาการนี้ทำพร้อมๆกันได้อย่างไร?
·                    ยกย่องเกินเหตุ 
           .....ชีวิตรัก นักรบ น่าจะเป็น “ชีวิตรักโจรกบฏ” มากกว่า
·                    นางเจ๊ะมะ เจ๊ะนิ ผู้เป็นแม่เล่าให้ฟังว่า ตนเองยังเคยโดนจับข้อหามีกระสุนปืนวางอยู่บนกล่องน้ำตาลทรายในบ้าน....

         ทำไม....ใช้คำว่าโดนจับ? 
         ทำไมไม่ใช้คำว่าเชิญตัวไปให้ปากคำ ?
         ..ที่จริงเป็นสื่อต้องรู้ แต่แกล้งไม่รู้บิดเบือนคำเรียกเพื่อหวังสร้างความเข้าใจผิด และโกรธแค้น สร้างความแตกแยกและหาแนวร่วมให้เกลียดทหารนั่นเอง
·                   น้องชายของนายมะรอโซก็โดนขังมาแล้ว 21 วัน ในข้อหาขว้างระเบิด แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิด          
         ..........แสดงว่า....ครอบครัวนี้มีพฤติกรรม สนับสนุนโจรก่อการร้าย เจ้าหน้าที่เขามีหลักฐานจึงเอาตัวไปสอบสวน
·                    ได้ทีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ด้วยข้อหาหนัก .....แต่ความน่าเชื่อถือ เบาเป็นปุยนุ่น
น้องชายของนายมะรอโซ ที่มีใบหน้าเหมือนกับพี่ ก็เคยโดนเจ้าหน้าที่ทหารจับในหมู่บ้านมาแล้ว โดยเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นนายมะรอโซ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วันหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้น้องชายหมอบลงกับ พื้นและจะลั่นไกยิง....เป็นไปไม่ได้ครับ  ผิดกฎหมายและทหารก็ติดคุกนะครับ

อ่านต่อนะครับ
        แต่ผู้เป็นแม่ตะโกนออกมาว่านั้นคือน้องชายของนายมะรอโซ ขณะที่ผู้เป็นแม่บอกให้ฟังและชี้นิ้วไปทางน้องชายของนายมะรอโซที่กำลังยืนละหมาดใกล้ๆ แล้วกล่าวเบาๆว่า "น้องชายของนายมะรอโซแกสติไม่ค่อยดี" 
        โอ้ ละหมาดตลอดเวลาเลย ... สาธุ! 
        อ้าว! มีพยานรู้เห็นนี่........ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะยิงต่อหน้าพยานคือ แม่ ทหารทำก็โงบัลลัย....สรุปได้ว่า..โกหก !
        หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดเรื่องใหญ่ในหมู่บ้านมีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหารที่ลาดตระเวนในหมู่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตทันที 10-11 คน ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนั้น นายมะรอโซถูกศาลออกหมายจับในคดีข้างต้น จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมาชื่อของนายมะรอโซ ก็เป็นที่ต้องการของเจ้าหน้าที่ ทำให้นายมะรอโซต้องหนีออกจากหมู่บ้านโดยทันที
         ข้อคิด.... ก็เอาระเบิดมาฆ่าหมู่ คนที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่โดนเข้าไปด้วย ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว นี่ฆ่าทหาร ฆ่าเจ้าหน้าที่ ก็ต้องโดนสิครับ 
      ..... ถ้าไม่มีหลักฐานจริงๆ ศาลจะไม่ออกหมายจับแน่นอน...นี่เมืองไทยนะ ไม่เหมือนตอ.กลาง ที่ผู้หญิงโดนข่มขืนแล้วโดนเฆี่ยนด้วย

เป็นอันว่าประชาไทเป็นสื่อมุสลิมไปเรียบร้อยแล้ว
        อ่านฉบับเต็มๆ... ระวังจิตตนเองด้วยคอมพ์เอาไว้ใช้งาน มันไม่ได้ผิดอะไร? อย่าไปโกรธมันนะครับ
http://surasiha.blogspot.com/

10 วัดที่สวยที่สุดในโลก

Posted by KwamRak on 01.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

10 วัดที่สวยที่สุดในโลก

1 วัดร่องขุน (Wat Rong Khun), ประเทศไทย

วัดพุทธที่มีการผสมผสานด้วยศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย ออกแบบโดย อาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัววัดถูกทาสีขาวทั้งหมด สื่อความหมายถึง ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

 
2 อังกอร์วัด (Angkor Wat-นครวัด), ประเทศกัมพูชา

สิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นับว่าเป็นวัดพุทธที่ถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมเขมร นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกด้านของสถาปัตยกรรมของโลก นครวัดถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธและผู้แสวงบุญที่มักแห่กันไปทุกปี จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชาไปแล้ว

 
3 วิหารฮัมมันดิร ซาฮิบ (The Golden Temple), รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย

วิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ หรือ วิหารทองคำ วิหารสำคัญที่สุดของศาสนาซิกส์  สร้างขึ้นกลางเกาะ อีกทั้งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนอินเดีย

4 พรัมบานัน (Prambanan), ประเทศอินโดนีเซีย

เทวสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก และนับเป็นหนึ่งในศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ด้วยสถาปัตยกรรมและปรางค์ที่มีความสูงถึง 47 เมตร

 
5 วัดศรีรังกัม (Sri Ranganathaswamy Temple), ประเทศอินเดีย

วัดของศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรม นับเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์พระนารายณ์ เป็นสถานที่ที่พระองค์จะทรงสดับรับฟังคำอธิษฐานขอพรจากปวงบ่าวของพระองค์ ตัววิหารมีความสูง 236 ฟุต ประดับไปด้วยองค์เทพที่เพ้นท์ด้วยสีสันสดใส

 
6 พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda), ประเทศพม่า

พระมหาเจดีย์ทองคำที่เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ปัจจุบันยังคงเป็นพุทธศาสนสถานอันเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพม่า อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาที่ได้รับความนิยมอีกด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปสักการะและชมความงดงามของพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง จะต้องแต่งกายให้สุภาพ ห้ามใส่กระโปรงสั้น,กางเกงขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก ห้ามเด็ดขาด

 
7 วัดทักซัง (Tigers Nest Monastery), ประเทศภูฏาน

วัดทักซัง หรือ รังเสือ วัดอันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งของชาวพุทธในภูฎาน อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก มีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและความงดงามที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยบนหน้าผาสูงชันเหนือหุบเขาพาโร ซึ่งจะได้เห็นทิวทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของพื้นที่โดยรอบวัด ปัจจุบันนี้นับเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฏาน

 
8 บุโรพุทโธ (Borobudur), ประเทศอินโดนีเซีย

ศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถ้าไม่นับนครวัดของกัมพูชาซึ่งเป็นทั้งศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ บุโรพุทโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในรูปแบบของบัวที่ลอยอยู่เด่นในทะเลสาบขนาดใหญ่คล้ายกับสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

 
9 หอบูชาฟ้าเทียนถาน(Temple of Heaven), ประเทศจีน

ในอดีตเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ซิง ใช้เป็นที่บวงสรวงเทพยดา อยู่บนพื้นที่กว้าง 2.7 ล้านตารางเมตร แบ่งออกเป็นด้านในและด้านนอก นอกจากนี้กำแพงด้านใต้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นสัญลักษณ์แผ่นดิน ส่วนผนังด้านเหนือเป็นวงกลมแสดงถึงสวรรค์ นับว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีนอีกแห่งหนึ่ง

 
10 พระมหาเจดีย์เชตวัน (Jetavanaramaya), ประเทศศรีลังกา

เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศศรีลังกา มีความสูง 113 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง122 เมตร สร้างในสมัยพระเจ้ามหาเสนะ ตั้งอยู่ใน อนุราธปุระ (Anuradhapura) ราชธานีแห่งแรกของศรีลังกา ซึ่งปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นเมืองมรดกโลก จากยูเนสโก้ด้วย...

เรื่องโดย Tana T.
แปล/เรียบจาก http://www.therichest.org
ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.therichest.org

ความลับของมือถือ ที่เราไม่รู้ เพราะคนขายไม่บอก

Posted by KwamRak on 12.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


ความลับของมือถือ ที่เราไม่รู้ เพราะคนขายไม่บอก

ใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือตั้
งใจอ่านดีๆ อ่านจบแล้วจะรู้ว่ามือถือไม่ได้มีไว้สำหรับ โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น
แต่ยังมีเคล็ดลับที่เพื่อนๆ
ยังไม่รู้ซ่อนไว้อยู่
ถ้าอยากรู้ว่ามีไรอะไรบ้าง
ลองเข้ามาดูกัน

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที
่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติแม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์ นี้ได้ ทีนี้เราก็รอดตายแล้ว

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในร
ถ... สำหรับรถที่ใช้ Remote Key
ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ
้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขาให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรองในขณะที่เราถือมือถือให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต
(คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้
กดต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออกเหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเอง ระยะทางไม่มีปัญหาแม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด *3370# สำหรับมือถือ Nokia
ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มที
จนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด *3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรอง นี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้
ใช้ไม่ได้ตลอดไป ในกรณีนี้เราต้องใช้หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15-17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้กด *#06# แล้วหมายเลขประจำเครื่องก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไวแล้วเก็บไว้ให้ดี....ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่น ให้โทรไปที่ศูนย์แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไป เขาก็จะบล็อคเครื่องของเราให้แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน sim card มันก็จะยังใช้ไม่ได้อยู่ดี แบบนี้สะใจดีโดยเฉพาะพวกที่ชอบโขมยมือถือ 


ข่าวเด่น RedNewsUp2Date
1. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลพม่
า ชดใช้และคืนเอกราชให้รัฐฉานและชนกลุ่มน้อย คะฉิ่น ชิน ในทันที
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=345115905594245&set=a.267054233400413.49234.267049860067517&type=1&theater
2. Free Somyot 
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=333162356789600&set=t.100000147872828&type=3&theater
3. แค่...นโยบายข้อเดียว....แม
งสาปก็ล้มตึง.
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=333198103452692&set=t.100000147872828&type=3&theater




สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: เรื่องเหลือเชื่อของศาลกับมาตรา 112

Posted by KwamRak on 26.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในกรณีที่คุณยศวริศถูกกล่าวหาว่า กล่าวถึงสถาบันเบื้องสูงด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสม บนเวทีชุมชุมของแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) ที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2553 ในที่สุด ศาลก็ตัดสินว่า คุณยศวริศมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงให้จำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

การตัดสินคดีคุณยศวริศนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นความไม่ชอบธรรมจากศาลอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเช่นกรณีที่ฝ่ายคนเสื้อแดงถูกดำเนินการในคดี 112 กรณีอื่น ในที่นี้ จะขอยกใจความตอนสำคัญที่ศาลอ้างในความผิดของคุณยศวริศ ดังนี้

"ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า การที่จำเลยกล่าวถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ทำนองว่า พล.อ.เปรม ไม่ยอมให้ยุบสภาและกล่าวต่อว่า อาจมีเหนือกว่านั้นก็ดี พล.อ.เปรม อาจจะไม่มีอะไร แต่จะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง พล.อ.เปรมก็ดี คำว่า “อาจมีเหนือกว่านั้น” และคำว่า “มีอะไรอยู่เบื้องหลัง พล.อ.เปรม” ซึ่งการที่จำเลยกล่าวปราศรัยในลักษณะให้ผู้ฟังเข้าใจว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เบื้องหลัง พล.อ.เปรม จึงเท่ากับว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ยินยอมให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นยุบสภา โดยสั่งการผ่านทาง พล.อ.เปรม จึงเป็นการใส่ความว่า ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง"

ในที่นี้คงจะต้องขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน เพราะจะเห็นได้ว่า คำปราศรัยของคุณยศวริศตามที่ศาลอ้างทั้งหมด ไม่ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลย แต่มุ่งจะโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง คำว่า “อาจจะมีเหนือกว่านั้น” คุณยศวริศก็ไม่ได้ระบุว่าคืออะไร เป็นการถูกต้องหรือไม่ที่ศาลจะเป็นผู้ตีความเสียเองว่าหมายถึงอะไร และก็ตัดสินลงโทษตามที่ศาลตีความ กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างอีกครั้งหนึ่งว่า การตีความของศาลนั่นเอง เป็นที่มาของการนำเอาผู้บริสุทธิ์ไปเข้าคุก

กรณีคำตัดสินของศาลในคดี 112 ที่มีปัญหาอย่างมากเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่คดีของนายอำพน ตั้งนพคุณ ซึ่งศาลตัดสินในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 เพื่อแย้งในกรณีไม่มีหลักฐานพยานที่จะพิสูจน์ได้เลยว่า คุณอำพนกระทำความผิดตามที่กล่าวหา แต่ศาลก็อธิบายว่า “แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดที่มีลักษณะร้ายแรงดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ ทั้งจะอาศัยโอกาสกระทำเมื่อไม่มีผู้ใดรู้เห็น จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่โจทก์นำสืบเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นถึงการกระทำและเจตนาซึ่งอยู่ภายใน” ซึ่งถ้าใช้คำตัดสินเช่นนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อไปฝ่ายโจทย์ก็ไม่จำเป็นต้องหาประจักษ์พยานพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดอีกต่อไป เพราะศาลสามารถหาความผิดของจำเลยจากหลักฐานแวดล้อมได้

ลองเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่ง ที่ศาลพิจารณาตัดสินเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2555 ในคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องว่ากระทำผิดตามมาตรา 112 ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่คุณสนธิได้กล่าวปราศรัยในเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2551 โดยนำคำปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเผยแพร่ซ้ำ คำตัดสินของศาลเป็นดังนี้

“ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายแล้วเห็นว่า การพูดของจำเลยสืบเนื่องมาจากการที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล พูดบนเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เป็นการพูดโดยถอดข้อความบางตอนมาสรุปให้ประชาชนฟัง โดยจำเลยเห็นว่า คำพูดของ น.ส.ดารณี เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และพระราชินี จึงเรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.ขณะนั้น ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ดารณี จึงเห็นได้ว่าการที่จำเลยสรุปคำพูดของ น.ส.ดารณี เมื่อฟังโดยรวมแล้วเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับน.ส.ดารณี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการขยายคำพูดของ น.ส.ดารณี อันมีเจตนาโดยตรงเพื่อหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ให้พิพากษายกฟ้อง”

ที่ยกตัวอย่างคำพิพากษาของศาลในกรณีนี้มา ไม่ได้หมายความว่า ต้องการให้คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุกในคดีนี้ เพราะไม่ว่าใครจะถูกดำเนินคดีติดคุกตามข้อหาในมาตรา 112 ผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น ยิ่งคุณดารณีถูกจำคุกโดยไม่เป็นธรรมมาจนถึงขณะนี้ นานกว่า 4 ปีแล้ว การยกกรณีคดีคุณสนธิในที่นี้ เพียงแต่อยากให้ศาลใช้บรรทัดฐานอันผ่อนปรนในลักษณะเดียวกับกรณีคุณสนธิ ยกประโยชน์ให้จำเลยในกรณีอื่นด้วย เพราะการกล่าวหากันด้วยความผิดตามมาตรา 112 ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมือง ยิ่งกว่านั้น กฎหมายอาญามาตรา 112 ก็เป็นกฎหมายเผด็จการ แก้ไขให้ลงโทษสูงตามคำสั่งคณะรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2519 กฎหมายนี้จึงไม่มีความชอบธรรมแต่อย่างใด

ในที่นี้ยังอยากจะเล่าถึงคดีตามมาตรา 112 อีกกรณีหนึ่ง คือในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2553 นายยุทธภูมิ มาตรนอก อาชีพรับจ้าง ได้ถูกนายธนะวัฒน์ มาตรนอก พี่ชายแท้ของตนเอง แจ้งจับในความผิดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ต่อมา นายยุทธภูมิได้มามอบตัว และยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่เกิดจากการกลั่นแกล้งของพี่ชายแท้ๆ โดยได้แสดงหลักฐานเป็นบันทึกการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่าพี่ชายเคยจะใช้มีดทำร้ายและหนังสือข่มขู่ อย่างไรก็ตาม ศาลก็รับฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2555 และขณะนี้ นายยุทธภูมิถูกขังอยู่ในคุก เพราะศาลไม่ให้ประกันตัว

ในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น กลายเป็นเครื่องมือต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์กันในครอบครัวแล้ว

ท้ายที่สุดคงต้องขอกล่าวถึง กรณีของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ต้องถูกจำคุกมาแล้วนานกว่าปีครึ่ง และ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่ถูกจำคุกมาแล้ว 2 ปี ทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ในกรณีของคุณสมยศที่ต้องติดคุกก็เพราะศาลริดรอนสิทธิในการประกันตัวนั่นเอง

ถึงเวลาของสังคมไทย ที่จะต้องพิจารณาแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 112 อย่างเป็นจริง

"จดหมายตอบโต้” และ "ตอบจดหมายตอบโต้" หลังสหภาพยุโรปกังวลต่อคำพิพากษา “สมยศ”

Posted by KwamRak on 26.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

การตัดสินจำคุกสมยศ พฤกษาเกษมสุข 10 ปี จากความผิดตามประมวลกฎหมายอ
าญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นที่จับตาและถูกประณามจากองค์กรและประชาคมระหว่างประเทศแล้ว ยังได้เปิดมิติใหม่ให้กับสถิติการจับกุมคุมขังสื่อมวลชน โดยรายงานของคณะกรรมการปกป้องผู้สื่อข่าว (Committee to Protect Journalists – CPJ) ที่รวบรวมตลอด 12 ปีที่ผ่านมา พบว่าไทยซึ่งเป็นเสมือนแม่แบบเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไม่เคยมีการจับกุมคุมขังสื่อมวลชน (นักข่าว, บรรณาธิการ) มาก่อน


สาระ+ภาพ สื่อที่ถูกคุมขังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปี 2000-2012

คลิกชมภาพขนาดใหญ่

การตัดสินจำคุกสมยศ พฤกษาเกษมสุข 10 ปี จากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นที่จับตาและถูกประณามจากองค์กรและประชาคมระหว่างประเทศแล้ว ยังได้เปิดมิติใหม่ให้กับสถิติการจับกุมคุมขังสื่อมวลชน โดยรายงานของคณะกรรมการปกป้องผู้สื่อข่าว (Committee to Protect Journalists – CPJ) ที่รวบรวมตลอด 12 ปีที่ผ่านมา  พบว่าไทยซึ่งเป็นเสมือนแม่แบบเสรีภาพสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไม่เคยมีการคุมขังสื่อมวลชน (นักข่าว, บรรณาธิการ) มาก่อน

ตัวเลขผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการที่ถูกจับกุมคุมขังซึ่งเพิ่ม-ลดในแต่ละปี เป็นผลจากการพ้นโทษ และจำกุมคุมขังสื่อรายใหม่ โดยมีหลายกรณีเป็นการติดคุกต่อเนื่อง เช่นกรณีของประเทศพม่า

ปี 2012 พม่าปล่อยตัวนักข่าวที่ถูกคุมขังทั้งหมด และประกาศยกเลิกการตรวจต้นฉบับของสื่อโดยกรมสารสนเทศ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2012 หลังจากที่ก่อนหน้านี้คำสั่งตรวจสอบสื่อก่อนตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งหมดตั้งแต่หนังสือพิมพ์ เพลง และแม้แต่นิทานในยุคที่คณะทหารปกครองพม่า

ที่มา: รายงาน CPJ https://www.cpj.org/imprisoned/2012.php

http://prachatai.com/journal/2013/01/44899


"จดหมายตอบโต้” และ "ตอบจดหมายตอบโต้"
 หลังสหภาพยุโรปกังวลต่อคำพิพากษา “สมยศ”


มีผู้เขียนจดหมายเปิดผนึกโต้อียู ระบุไทยเป็นชาติเอกราช-มีวัฒนธรรมของตนเอง สหภาพยุโรปอาจจะไม่เข้าใจ พร้อมแนะให้ไปดูแลโรฮิงญาถ้าสนใจเสรีภาพจริงๆ – ขณะที่มีผู้เขียนจดหมายตอบโต้ “จดหมายถึงอียู” เช่นกัน โดยแนะให้ใช้สติ รัชกาลที่ 5 ปฏิรูปประเทศให้อารยะ ขณะที่กฎหมายหมิ่นฯ ผ่านการแก้ไขมาหลายรอบ ยิ่งแก้ยิ่งสร้างปัญหาในการบังคับใช้ ระบุหากต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ต้องปกป้องเสรีภาพ

ตามเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเวลา 10 ปี สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและคณะเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อคำพิพากษาดังกล่าว และเรียกร้องให้ไทยกำหนดข้อจำกัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วยมาตรการที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการรักษาไว้ซึ่งหลักสิทธิมนุษยชนสากลนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุคนามว่า Robert Pattinzon ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก จากคนไทยคนหนึ่งถึงสหภาพยุโรปโดยเขียนฉบับภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เนื้อหาใกล้เคียงกัน และโพสต์รูปประกอบเป็นภาพประชาชนสวมเสื้อสีเหลืองร่วมในพระราชพิธีการเสด็จออกมหาสมาคม 5 ธันวาคม 2555 ฉากหลังเป็นรูปพระที่นั่งอนันตสมาคม พิมพ์ข้อความประกอบภาพว่า "Preserving our beloved Monarchy is the right of the Thai people - not the business of the EU." และ "สิทธิในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ของไทย เป็นสิทธิของคนไทย ไม่ใช่สหภาพยุโรป" 

โดยมีรายละเอียดของจดหมายมีดังนี้

จดหมายฉบับที่หนึ่ง
จดหมายเปิดผนึก จากคนไทยคนหนึ่งถึงสหภาพยุโรป

ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีวัฒนธรรม
เป็นของตนเอง ซึ่งพวกคุณอาจจะไม่เข้าใจ

เรามีกฏหมายของเรา เรามีขนบประเพณีของเรา
เราให้ความเคารพพระเจ้าอยู่หัวของเรา

การให้ความเคารพต่อกษัตริย์ของเราไม่เหมือน
กับสิ่งที่พวกคุณทำต่อกษัตริย์ของพวกคุณเอง
และไม่ว่าคุณจะทำอะไร เราไม่เคยยุ่ง

คุณความดีที่กษัตริย์ของเรา ที่ทรงงานอย่างหนัก
เพื่อประชาชนของพระองค์นั้น ได้ประจักษ์ชัดและ
รับรู้กันไปทั่วประเทศ

ประชาชนล้วนแต่รักและเทิดทูนกษัตริย์พระองค์นี้
อย่างมาก ภาพประชาชนจำนวนมหาศาลที่ออกมา
ในวันที่ 5 เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

มีคนเพียงส่วนน้อย ที่พยายามจะล้มล้างสถาบัน ด้วย
วิธีการให้ข่าว ป้ายสีเรื่องราวต่างๆ นานา

ซึ่งการกระทำแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย

คนไทยไม่มีนิสัยรุกรานใคร ไม่ต่อเรือไปยึดประเทศอื่น
ไม่ล่าอาณานิคม ไม่บังคับข่มเหงคนชาติอื่น

และเราไม่พยายามยัดเยียดความคิด เรื่องเสรีภาพ
ในแบบของตนเองให้กับใคร อย่าเอาคำจำกัดความแคบๆ
ในเรื่องเสรีภาพของคุณมาใช้กับเรา

เพราะคนในประเทศนี้ เราไม่ยอมรับเสรีภาพในการ
หมิ่นประมาทสถาบันอันเป็นที่รักของเรา

ถ้าสหภาพยุโรปสนใจเรื่องเสรีภาพจริงๆ ไม่ใช่แค่สร้าง
ภาพลวงโลกไปวันๆ ช่วยดูแลเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่
ของชาวโรฮิงญาในพม่า จะดีกว่าไหม

ด้วยความเคารพ

...............................................................................

Preserving our beloved Monarchy
is the right of the Thai people - not the business of the EU

From one Thai person to the EU:

Thailand is a free country, and has never been colonized by
any other nation. As such, more than any other country in
our region, we have our own distinct culture, much of which
has evolved around our beloved monarchy.

This may be difficult for Europeans to understand: It is our
long-held tradition to pay the utmost respect to our King,
with a type of respect that is unique to Asian cultures.

The way we admire our beloved King in our tradition, is very
different from how Europeans treat their own royalty.

Thai people would never presume to intervene in European
culture and tradition, no matter how foreign they may seem
to us. We ask you for the same respect.

Our beloved King has spent his life working hard for all of his
people, and everyone in the country knows very well the good
that he has done for the Thai people.

This is why Thai people love and respect this King to such a
degree. The pictures shown in the world media on the occasion
of His Majesty’s birthday, showing millions of people walking
out into the streets to celebrate, is the best evidence of the
peoples’ love and admiration for the King.

There is a very small group of people in Thailand that sling mud
on the monarchy in an attempt to bring it down, but this is a small,
though very vocal and militant, minority.

Most Thai people see this as unacceptable, and recognize that
it is only a handful of people that show disrespect in this culturally
unacceptable manner.

Here in Thailand, we do not invade other countries, or make bold
proclamations to condemn those traditions that other cultures
hold dear.

Please give us the same respect, and do not apply your narrow
definitions of freedom to force us to abandon our long-held
traditions and beloved monarchy.

This country will never accept the idea that it is an acceptable freedom
to show disrespect to the King in such outrageous ways.

If the EU is really interested in freedom—not just in creating an
impression to show the world—pay attention instead to the Rohingya
in Burma rather than this unwelcome intrusion into Thailand’s traditions.

 

With all respect,

เขียนฉบับภาษาไทยโดย - Robert Pattinzon
แปลฉบับภาษาอังกฤษโดย - เจริญขวัญ บลาฮาสสกี้

 

000

ต่อมาผู้ใช้ชื่อว่า Rood Thanarak เขียนจดหมายเปิดผนึก "### จดหมายเปิดผนึก จากคนไทย “อีกคนหนึ่ง” ### ถึงสหภาพยุโรป" เพื่อตอบโต้ โดยโพสต์ภาพประกอบจดหมายเป็นรูปนกสีขาวบินข้ามลวดหนาม พื้นหลังสีน้ำเงิน พิมพ์ข้อความว่า "หากท่านต้องการรักษาและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านต้องปกป้องเสรีภาพ" และ "To protect and defend the Thai Monarchy, you must defend freedom."

โดยจดหมายมีการเขียนทั้งในส่วนที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่มีเนื้อหาต่างกันอยู่บ้าง โดยทั้งหมดมีรายละเอียดดังนี้่

### จดหมายเปิดผนึก จากคนไทย “อีกคนหนึ่ง” ###
ถึงสหภาพยุโรป

ผมขออภัยที่เขียนจดหมายฉบับนี้มารบกวนเวลาของท่าน แต่หลังจากอ่านจดหมายฉบับหนึ่งที่เพื่อนร่วมชาติของผมเขียนขึ้นแล้ว พบว่ามีความคาดเคลื่อนอยู่มากไม่อยากให้ท่านและคนอื่นๆเข้าใจเราผิด

ผมอยากให้ท่านเข้าใจว่า ไม่ใช่คนไทยทุกคนจะมีสติปัญญาและความรู้อย่างที่ควรมี คนไทยหลายคนไม่รู้ว่ากลุ่มประเทศของท่านล้มลุกคลุกคลานผ่านประวัติศาสตร์มาอย่างไรบ้าง เขาไม่รู้ว่ากว่าจะมีสถาบันกษัตริย์ที่ยืนยาวสง่างามในประเทศได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขใดเป็นองค์ประกอบ

ในแง่พระเกียรติยศ -- พวกเขาไม่เข้าใจว่าการลงโทษผู้คนอย่างรุนแรง การบิดเบือนบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม การกล่าวอ้างสถาบันฯเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มตน ไม่ว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของประเทศในสังคมโลก

พวกเขาไม่ยอมรับรู้ว่าสังคมโลกวิพากษ์วิจารณ์พวกเราอย่างไร เพราะหากพวกเขาใช้ “สติ”กันสักนิด ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าการทำเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อพระเกียรติยศของสถาบันฯ อันเป็นที่รักของชาวไทยเลยจริงๆ

ในแง่ระบบกฎหมาย -- เพื่อนร่วมชาติของผมไม่รู้จักประวัติศาสตร์ประเทศตัวเอง พวกเขาไม่รู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปกฎหมายมานานแล้ว พระองค์พัฒนาระบบกฎหมายไทยให้มีความเป็นสากล เที่ยงธรรม เป็นอารยะ เพราะด้วยพระปรีชาสามารถมองการณ์ไกลทำให้ทรงทราบดีว่าความเป็นอารยะนั้นสำคัญต่อการอยู่ในสังคมโลก

เพื่อนร่วมชาติของผมด้อยความรู้ จึงไม่ทราบว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นผ่านการแก้ไขมาหลายครั้ง และทุกครั้งที่ถูกแก้ไข ก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้น ขยายขอบเขตมากขึ้น และสร้างปัญหาในการบังคับใช้มากมาย

ในแง่เสรีภาพ -- เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เพื่อนคนไทยของผมบางกลุ่มขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเสรีภาพและการหมิ่นประมาทพระเกียรติยศของพระประมุขนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

เสรีภาพนั้นเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคม เป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยทำนุบำรุงพระเกียรติยศของสถาบันกษัตริย์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในทางกลับกัน ผมไม่เคยได้ยินใครเรียกร้องหาเสรีภาพในการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ความเคลื่อนไหวในเมืองไทย ณ ขณะนี้เป็นเพียงเพื่อปฏิรูประบบกฎหมายให้ดีขึ้น เป็นอารยะมากขึ้น ซึ่งหากเพื่อนคนไทยของผมจะติดตามข่าวสารด้วยสติปัญญาที่เปิดกว้างอยู่บ้าง ก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก

ผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่าความเห็นของคนหนึ่งคน ไม่ใช่อาจเหมารวมเป็นความเห็นของคนทุกคนได้ ผมจึงไม่บังอาจไปอ้างว่าความเห็นของผมคือความเห็นของเพื่อนคนไทยทุกคน และด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อว่าการมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสมบูรณ์เท่านั้น ที่จะเป็นกลไกช่วยสะท้อนภาพความคิดเห็นของผู้คนในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

สุดท้าย ผมขอขอบคุณในแถลงการณ์ของท่าน ขอบคุณน้ำใจไมตรีที่หยิบยื่นให้ผ่านคำตักเตือนถึงปัญหาที่ใหญ่และลึกซึ้งในสังคมของเรา ผมหวังว่าประเทศของผมจะทำในสิ่งเดียวกันแก่ท่านเมื่อมีโอกาส เพราะเราคนไทยเชื่อกันว่าการยื่นคำตำหนิติเตือนให้แก่กันในยามที่จำเป็นนั้น เป็นสิ่งมีค่าที่ผู้เป็นกัลยาณมิตรพึงกระทำต่อกันด้วยความจริงใจ

 

### An open letter from “another Thai citizen” ###
To the European Union Delegation to Thailand:

My fellow Thai citizen has recently wrote an open letter to you regarding his/her opinion on the Delegation's position on Somyot Pruksakasemsuk's case. The letter contains a number of inaccuracies that I wish to take this opportunity to clarify to you, as well as to the concerned observers of Thai politics.

I beg for your understanding that not all educated Thais are educated. Not all Thais have the knowledge and judgment that are worthy of being a global citizen in our time. Many Thais do not understand the tumultuous history that has shaped the European foundations of human rights, or how European sovereign states and their institutions are established and preserved. Many Thais do not know the social factors contributing to the rise and decline of the institution of monarchy.

*** With regard to the preservation of the Monarchy, many Thais do not understand that civilized legal system and legal principles are the basic requirements to defend their beloved Institution. The harsh punishment, manipulation of legal process, and the exploitation of the Monarchy for political agendas, regardless of the perpetrator, is damaging the Monarchy, as well as Thailand's reputation.

They do not acknowledge the fact that the world is criticizing them. Had they use their inner voice of reason and conscience, it would have been clear to them that they are not acting in the best interest of the Thai Monarchy.

*** With regard to the legal system, not only that many Thais do not know the history of the EU, they also do not know their own history. They do not know that the King Rama V of Siam (1853-1910), for his exceptionally keen vision of the changes in his era, has ordered a complete modernization of Siam's archaic legal system. The modernization guarantees an equal access to justice that follows the standard of the “civilized world”, in order for Thailand to become “civilized” - for the Thai nation to gain the respect and acceptance from outside world. This has led to cancellation of the extraterritoriality of Britain and other European powers in Thailand in 1938.

For their lack of knowledge of their own history, my fellow Thai citizens do not realize that the present form of the Thai lese majesty law has been amended for a number of times. Each of the amendment has allowed a successively wider range of interpretations on what constitutes a lese majesty, resulting in complications of enforcement and in infringement of the freedom of expression.

*** With regard to freedom and human rights, many of my fellow citizens regrettably do not understand the fundamental differences between freedom of expression and defamation of Monarchy.

Freedom is a fundamental requirement for society, an important foundation upon which we can protect and defend our Monarchy from both domestic and foreign threats. There is no such thing as a call for freedom to defame the Monarchy in Thailand. The present movement in Thailand is solely to call for modernization of the lese majesty law to be more proportional, fair, transparent, and civil. If my fellow citizen has followed the recent developments with open mind and tolerance, this would have been an intuitive call.

I sincerely hope that you will understand that the embarrassing opinion of my fellow citizen does not represent the general sentiment within the country. Likewise, I dare not claim that opinion in this letter is shared by the Thai population as a whole. Therefore, I believe that only the law that permits freedom of expression will allow the full spectrum of thought to be represented equally.

Lastly, I thank you for your declaration, for your friendship and concern in Thailand's deep and fundamental problems. I hope that our nation will one day have the opportunity to reciprocate, because it is in our culture that sincere and constructive criticism is an expression of true friendship



ศาลอาญารัชดา อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และเอกชัย หงษ์กังวาล ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าม.112 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลอาญาได้อ่านคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า ม.112 ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญในมาตราที่ว่าด้วยการคุ้มครองเสรีภาพประชาชน โดยผู้พิพากษาอ่านคำวินิจฉัยว่า กม.หมิ่นฯ มิได้ขัดเนื่องจากประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามรธน. ได้ ตราบใดที่อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและภายใต้กฎหมาย และระบุว่ากม. หมิ่นฯ จำเป็นต้องมีเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์เนื่องจากเป็นสถาบันหลักของชาติซึ่งประชาชนให้ความเคารพและนับถืออย่างสูง และเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติ ส่วนคำพิพากษาในข้อหาม.112 จะอ่านในวันที่ 23 ม.ค. 56







ฆ่าแมวฆ่าหมาต้อนรับพญาปู!!

Posted by KwamRak on 26.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

drama ฆ่าแมวฆ่าหมาต้อนรับพญาปู!!

image

เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนี้มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่นหนังสือพิมพ์ไทยโพสท์

ระบุว่ารัฐบาลกำลังจะไปจัดประชุม ครม สัญจรแถวๆมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์

ผู้ที่เกี่ยวข้องกลัวว่านายกปูจะไม่พอใจเสียงเห่าของหมาจรจัด

ก็เลยเชือดหมาแมวจรจัดใน มหาลัยทิ้งเพื่อเอาใจนายกปูซะงั้น

image

รายละเอียดของข่าวระบุว่า ผู้บริหารสถาบันมีคำสั่งให้เก็บหมาแมว

ที่เจ้าหน้าที่เลี้ยงเอาไว้ในบ้านให้เรียบร้อย  ส่วนหมาแมวจรจัดที่ไม่มีเจ้าของ

ก็เชือดทิ้งแม่งให้หมด จะได้ไม่ขี้เยี่ยวเรี่ยราดให้คณะรัฐมนตรีท่านรำคาญ

image

credit : http://www.thaipost.net/news/190113/68309

นอกจากไทยโพสแล้วก็ยังมีสื่ออีกหลายแขนง เช่น นสพ แนวหน้าที่นำเสนอข่าวในทำนองเดียวกัน

image

credit  : http://www.naewna.com/politic/38129

หลังจากสื่อนำเสนอข่าวได้ไม่นาน ชาวเน็ทที่รักสัตว์สุดขั้วหัวใจ

อ่านข่าวแล้วก็ทนไม่ไหว เอามาแชร์ในเฟซบุ๊คกันระงม

image image

image

และพากันก่นด่าสาปแช่งคนที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ว่าไอ้เหี้ย ไอ้สัส ไอ้กะหรี่หีหลวม

มึงกล้าดียังไงมาทำร้ายหมาแมวจรจัดตาดำๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ถ้าจะฆ่าสิ่งมีชีวิตซักตัว กรูว่าฆ่านักการเมืองชั่วๆอย่างพวกมึงให้หมดดีกว่ามั้ยวะ!!

image

ที่เว็บไซท์ของสำนักข่าวต่างๆก็มีคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้กันตรึม

ส่วนมากก็ด่าตั้งแต่นักการเมืองยัน ครูบาอาจารย์และผู้บริหารของสถาบัน

บอกว่าไอ้ผู้บริหารพวกนี้แม่งความคิดจัญไรจริงๆ กรูเห็นแล้วสงสารเด็กนักเรียนของราชพัฎแห่งนี้ฉิบหาย

พวกมึงคิดแต่จะเลียไข่(?)นายกปู จนไม่คำนึงถึงชีวิตของหมาแมวตาดำๆพวกนั้นเลยสินะ

image

กะอีแค่ประชุมแค่ไม่กี่วัน พวกมึงถึงกับฆ่าหมาแมวจรจัดได้ลงคอ

ในเมื่อทัศนวิสัยของผู้บริหารสถาบันมันห่วยแตกเฮงซวยแบบนี้

แล้วพวกมึงจะมีปัญญาผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติได้ยังงั้ย!?

image

อาจารย์สถาบันนี้แม่งคงมีแต่พวกประจบสอพลอ ที่เอาแต่ยืนมือกุมไข่

แล้วผงกหัวเออออห่อหมกกับพวกนักการเมืองชั่วไปวันๆแหงมๆเลยว่ะ

เพราะอาจารย์อย่างพวกมึงมันเหี้ยแบบนี้ไง การศึกษาไทยมันถึงได้เสื่อมลงทุกวันๆ

image

บางคนก็บอกว่าถ้ามันจะฆ่าหมาฆ่าแมว เราก็ฆ่านายกปูตามพวกมันไปด้วยอีกคนก็แล้วกันว่ะ

image

แต่ชาวเน็ทบางคนก็ไม่เห็นด้วย ปรามคนที่ออกตัวแรงว่าพวกมึงใจเย็นๆกันหน่อย

อ่านข่าวก็หัดใช้วิจารณญาณกันมั่ง ใครมันจะไปทำเรื่องโง่ๆอย่างฆ่าหมาแมวจรจัด

ให้ชาวบ้านชาวช่องเขาก่นด่าสาปแช่งทั้งบ้านทั้งเมืองได้ลงคอวะ

ว่าแต่สื่อที่เอาข่าวนี้มานำเสนอ มันมีหลักฐานอะไรมายืนยันข่าวนี้มั่งวะ

กรูเห็นแต่มันอ้างว่าแหล่งข่าวพูดอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่เห็นหลักฐานจะๆซักฉบับ

image

บางคนก็บอกว่าถ้าสถาบันแห่งนี้มันมีคำสั่งชั่วๆให้ฆ่าหมาแมวจรจัดจริงๆ

กรูก็พร้อมที่จะด่ามันเหมือนกัน แต่ถ้ามึงจะนำเสนอข่าวที่มันกระทบชื่อเสียงสถาบัน

มึงก็ควรจะตรวจสอบข้อมูล ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวให้ชัดเจน

ไม่ใช่สักแต่ว่าเขียนข่าวเอามันส์จนชื่อเสียงคนอื่นเสียหายทั้งๆที่พวกมึงไม่มีข้อมูลเชี่ยอะไรเลบ

image

ในเวลาต่อมา ชาวเน็ทคนนึงอ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ของสถาบันแห่งนี้ ก็ออกมายืนยันว่า

ข่าวที่ นสพ.ไทยโพสท์นำเสนอเป็นความเท็จล้วนๆ ไอ้ที่นักข่าวอ้างว่ามีการออกคำสั่ง

ให้ฆ่าหมาแมวจรจัดในเขตมหาลัยนั้นไม่มีเค้ามูลความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

image

ชาวเน็ทคนอื่นๆก็สงสัย ถามคนที่อ้างตัวเป็นอาจารย์คนนี้ว่าเอ็งเป็นอาจารย์จริงดิ?

ถ้าเป็นอาจารย์จริงๆ ก็ไปพานักศึกษาหรือครูบาอาจารย์ท่านอื่นของสถาบันนี้มายืนยันทีเด๊ะ

image

อาจารย์ท่านนั้นจึงบอกชื่อแซ่และตำแหน่งหน้าที่การงานของตัวเอง

ให้ชาวเน็ทรู้ว่าเธอเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์จริงๆ

image

แค่นั้นไม่พอ ยังมีชาวเน็ทอีกจำนวนมากมาย ออกมาแสดงตัวว่า

พวกเขา/เธอเหล่านั้นเป็นอาจารย์ และนักศึกษาของราชภัฎอุตรดิตถ์

และยืนยันว่าข่าวที่สื่อนำเสนอมันเป็นเรื่องตอแหลล้านเปอร์เซ็นต์!!

image image

image image

imageimage

imageimage

ไม่ใช่แค่คำยืนยันปากเปล่าอย่างเดียว ชาวเน็ทบางคนถึงกับลงทุน

ไปถ่ายรูปหมาจรจัดในเขตมหาลัยมาโชว์ให้ดูกันจะๆว่าหมายังสบายดีอยู่โว้ย

image

image

ชาวเน็ทส่วนมากเห็นคนที่เกี่ยวข้องกับราชภัฎอุตรดิตถ์เรียงหน้าออกมายืนยันกันเป็นแถว

ก็เริ่มเชื่อว่าที่สื่อนำเสนอมันเป็นข่าวมั่วซั่วที่นั่งเทียนเขียนข่าวขั้นมา

บ้างก็ถามว่าถ้าข่าวนี้มันเป็นเรื่องเท็จ แล้วสื่อมันไปจับผลัดจับพลูเอาข้อมูลจากที่ไหนมานำเสนอวะ?

image

สื่อมวลชนของประเทศไทยยุคนี้มันจะใส่สีตีไข่กันเยอะไปหน่อยรึเปล่า

พวกมึงเป็นสื่อนะไม่ใช่เว็บดราม่า จะใส่สีตีไข่ทำหอกอะไรฟะ

การเขียนข่าวสิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อเท็จจริง ไม่งั้นถ้ามึงนำเสนอเรื่องเท็จ

จนราชภัฎอุตรดิตถ์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะข่าวมั่วๆที่พวกมึงเด้าขึ้นมาจะทำไง

image

บางคนก็ยุราชภัฎอุตรดิตถ์ว่าสถาบันน่าจะลองฟ้องสื่อส้นตีนที่เด้าข่าวแหกตาประชาชนดูซักหน

มันจะได้เข็ดหลาบแล้วสำนึกตัวซักทีว่าถึงมึงจะมีสื่ออยู่ในมือ แต่ก็ใช่ว่ามึงจะสามารถทำร้ายใครได้ตามอำเภอใจ

image

แต่ชาวเน็ทที่ยังคงปักใจเชื่อข่าวที่สื่อนำเสนอก็ยังบอกว่า

บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ข่าวโคมลอย แต่คณาจารย์และนักศึกษา

ของราชพัฎออกมากลบข่าวเพื่อปกป้องชื่อเสียงของสถาบันก็เป็นได้นะเว้ย!!

image

เรื่องเหี้ยๆแบบนี้ต่อให้ราชภัฎอุตรดิตถ์มันทำจริง แต่ใครจะยอมรับโต้งๆว่ามันทำกันล่ะ

image

ถ้าไม่มีมูล  หมามันคงไม่เห่าหรอกว่ะ ดังนั้นกรูเชื่อว่าข่าวนี้ต้องเป็นความจริงแน่นอน

image

ชาวเน็ทอีกฝ่ายก็ด่าพวกที่ยังคงปักใจเชื่อข่าวนี้ว่าคนโง่นี่มันโง่จริงๆ

สื่อพูดเหี้ยอะไรพวกมึงก็เชื่อเขาหมดทุกคำ วิจารณญาณน่ะใช้กันไม่เป็นรึไงวะ!?

image

ฝ่ายที่ยังคงลังเลก็ถามว่าถ้าข่าวนี้ไม่เป็นความจริง แล้วภาพที่มีคนเอาปืนยาวส่องหมามันคือเชี่ยอะไร?

image

ภาพที่ชาวเน็ทคนนี้พูดถึง มันเป็นภาพประกอบข่าวที่เว็บ MThai นำเสนอว่ะครับ

image

แต่หารู้ไม่ว่าเว็บ MThai แม่งมั่วภาพประกอบ โดยไปเอาภาพข่าวที่ตำรวจอิรักฆ่าหมาจรจัดมาใส่ในข่าวนี้แทนซะงั้น

image image

สรุปว่ามันมั่วซั่วกันฉิบหายวายป่วงตั้งแต่สื่อใหญ่ๆยันสื่อรายเล็กๆในเน็ทเลยนะครับเนี่ย

คนรักหมาแมวที่แชร์ข่าวนี้อุตลุดในตอนแรก เมื่อรู้ว่าข่าวทั้งหมดเป็นเรื่องตอแหล

ก็ยอมรับผิดที่แชร์ข่าวโดยไม่ใช่วิจารณญาณ แต่ที่เธอทำลงไปทั้งหมด

ก็เพราะเธอรักสัตว์และทนไม่ได้ที่เห็นข่าวหมาแมวจรจัดถูกฆ่าโดยไร้ความผิด

image

แต่ชาวเน็ทอีกจำนวนไม่น้อย จนถึงป่านนี้ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาด่ารัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องอย่างเมามันส์อยู่ดี

image

ล่าสุดอาจารย์ของราชพัฎอุตรดิตถ์ท่านนึงออกมาโวยวายในเฟซบุ๊คว่า

กรูนี่แหละที่เป็นคนให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของไทยโพสท์ มันมาถามกรูว่า

มีการฆ่าหมาแมวเพื่อต้อนรับ ครม.สัญจรรึไม่ กรูก็บอกไปว่าไม่มีเรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้น

แล้วจู่ๆมึงเอาไปเขียนข่าวว่าผู้บริหารมีคำสั่งให้ฆ่าหมาแมวจรจัดได้ยังไงกันวะไอ้สัส!!

image

แค่นั้นไม่พออาจารย์ท่านนี้ยังคงโวยวายต่อไปว่าไอ้สื่อเลว ไอ้สื่อชั่ว

มึงเอาที่กรูให้สัมภาษณ์ไปลงข่าวมั่วๆ แล้วยังไม่กล้ารับสายโทรศัพท์ของกรูอีกเหรอวะไอ้สัส

กรูขอสาปแช่งให้ผลกรรมที่พวกมึงกระทำในครั้งนี้ จงบันดาลให้พวกมึงตกนรกหมกไหม้ชั่วกัปชั่วกัลป์!!

image

image

ดราม่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการเสพสื่อในปัจจุบันต้องใช้วิจารณญาณยิ่งกว่าดูรายการล่าท้าผีซะอีกว่ะ

เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราอ่านจากหนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซท์ของสำนักข่าวที่ควรจะมีจรรยาบรรณ

และเป็นอาชีพที่เรียกร้องให้อาชีพอื่นเช่น แพทย์ ตำรวจ มีจริยธรรมในวิชาชีพเสมอมา

มันได้ทำตัวสมกับที่เป็นสื่อ โดยนำเสนอข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวฉอฉลในแวดวงต่างๆ

ให้สังคมได้รับรู้ หรือได้แต่เด้าข่าวลวงเพื่อสร้างความแตกแยกให้สังคม

กับนำเสนอข่าวไร้สาระเช่นจิ้งจกห้อยหัวเพื่อมอมเมาประชาชนไปวันๆกันแน่

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? ไทยโพสท์จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือขอขมาราชพัฎหรือไม่

หรือจะปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปกับการเวลาแล้วเด้าข่าวเรื่องต่อไปมาขายประชาชนไปวันๆ

พวกเธอว์จงตามไปเสพใน url เหล่านี้โดยพลัน!!

http://www.thaipost.net/news/190113/68309
https://www.facebook.com/SaiTrongPhakSanam/posts/526139257407701
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151455309565739&set=a.162090200738.146815.154975985738&type=1

http://pantip.com/topic/30062701
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151349052198291&set=a.411063588290.186101.141108613290&type=1
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151349469563291&set=a.411063588290.186101.141108613290&type=1

 

credit ภาพประกอบจาก http://vegasmike.deviantart.com/art/Incredible-Giant-Crab-Redux-38936734

ธงชาติปาดจิ๋ม!!

Posted by KwamRak on 18.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 Credit: ธงชาติปาดจิ๋ม!!

image

เรื่องมันมีอยู่ว่าหนุ่มชาวจีนคนนึงเขาเป็นช่างภาพที่นิยมถ่ายภาพสาวๆสวยๆหน้าตาน่ารัก

วันนี้เขาเอาอัลบั้มล่าสุดที่เขาถ่ายภาพเปลือยของสาวจีนคนนึงมาโพสในเพจของเขา

image

:roll:  ภาพดังกล่าวก็มีหน้าตาประมาณนี้

image

:roll:  ชาวเน็ทที่ยลภาพถ่ายของหมอนี่ก็พากันชื่นชมว่า อาห์ มันช่างงดงามดูเป็นศิลปะจุงเบย

image

:???:  ทีนี้มันเริ่มดราม่าเมื่อมีคนจุดประเด็นว่ามึงเอาธงชาติไทยมาถ่ายภาพเปลือยเนี่ยนะ มันไม่เหมาะสมเลยว่ะ!!

image

:arrow:  ชาวจีนคนนึงก็เถียงแทนช่างภาพว่า เฮยๆ นั่นมันธงชาติไทยซะที่ไหน นั่นมันธงชาติฝรั่งเศสต่างหาก

image

:razz:  แต่คนไทยก็เถียงว่าไม่ใช่ธงชาติฝรั่งเศสว้อย นั่นมันธงชาติไทยชัดๆ!!

image

:o  จากนั้นคนไทยก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เหมาะสม ไม่สมควรอย่างยิ่ง!!

image

image

:???:  บางคนก็ด่าช่างภาพว่ามึงแม่งเลวว่ะ!!

image

:cry:  ช่างภาพก็แย้งว่า เฮ้ยๆ กรูไม่ได้ใช้ธงชาติไทยนะ นั่นมันธงชาติอังกฤษต่างหาก

image

:???:  คนไทยก็ย้อนว่านั่นมันธงอังกฤษซะที่ไหนล่ะไอ้ควาย นั่นมันธงชาติไทยชัดๆ มึงปัญญาอ่อนรึเปล่าวะไอ้เจ๊ก

image

:arrow:  ช่างภาพไม่ยอมแพ้ เถียงกลับว่า กรูมั่นใจจริงๆนะเว้ยว่ามันเป็นธงชาติอังกฤษ

เพราะกรูสอยธงผืนนี้จากอีเบย์มาเองกับมือในราคา 16 เหรียญ

ถ้าไม่เชื่อพวกมึงก็ลองไปหาข้อมูลในกูเกิ้ลดูดิว่าธงชาติที่มีสีแนวๆนี้มันมีตั้งกี่ประเทศ

image

:razz:  คนไทยเห็นช่างภาพไม่ยอมรับผิดซักทีก็ถามว่าธงชาติอังกฤษบ้านพ่อมึงสิมีสีฟ้า

แถบสีขาวในธงมันก็กว้างกว่าธงชาติอังกฤษชัดๆ นี่มึงคิดจะแถไปให้ถึงโลกพระจันทร์เลยรึไงวะห๊ะ

image

image

:o  แหกขี้ตาดูให้ชัดๆสิวะ นั่นมันไม่ใช่ธงชาติอังกฤษแต่เป็นธงชาติไทยต่างหากล่ะไอ้หน้าโง่

image

:mrgreen:  ไม่ว่าจะเป็นธงชาติของชาติใด กรูว่ามันก็ไม่เหมาะสมที่มึงจะเอามาใช้ถ่ายภาพเปลือยทั้งนั้นล่ะว่ะ

image

:arrow:  แต่คนไทยคนนึงก็เข้าข้างช่างภาพ บอกว่าพวกมึงต่างหากที่ต้องแหกขี้ตาดูให้ดีๆ

ในภาพนั่นมันเป็นธงชาติไทยซะที่ไหน มึงมองไม่เห็นแถบสีขาวที่อยู่ถัดจากแถบสีแดงล่างสุดเหรอวะ

ถ้าเป็นธงชาติไทยจริงๆมันควรจะสิ้นสุดแค่แถบสีแดงแค่นั้น แต่มันยังลากต่อไปอีก

แปลว่ามันไม่ใช่ธงชาติไทย แต่กรูก็ไม่คิดว่ามันเป็นธงชาติอังกฤษเหมือนกันว่ะ

image

image

:lol:  ถ้าเช่นนั้นมันคือธงอะไรกันแน่ อันนี้แอดมินมีข้อมูลมาให้พ่อแม่พี่น้องทุกท่านได้ยลกัน

ภาพข้างล่างพ่อแม่พี่น้องคงคุ้นตากันดี มันคือธงชาติไทยที่เราเห็นจนชินตา

คอนเซ็ทป์ของธงชาติไทยหรือธงไตรรงค์ก็คือ ตรงแถบสีน้ำเงินตรงกลาง

ที่หมายถึงพระมหากษัตริย์นั้น ใหญ่กว่าสีขาวมีสัดส่วนเท่ากับสองเท่าของแถบสีขาวและสีแดง

image image

แต่ธงที่ปรากฏในภาพนั้นมันมีสัดส่วนของสีขาวกับสีน้ำเงินเท่าๆกัน

:oops:  แปลว่ามันไม่ใช่ธงชาติไทยอย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นมันคือธงอะไรล่ะ?

image

คำตอบคือ “ธงทิว” ว่ะครับพ่อแม่พี่น้อง มันเป็นธงที่ใช้ประดับตามงานรื่นเริงทั่วโลก

ซึ่งฝรั่งเขาใช้ธงสีนี้กันมาเป็นชาติแล้ว ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17

:grin:  ก่อนที่ไทยจะเริ่มใช้ธงไตรรงค์ในปี 2460 ตั้งนานน้านนานนับหลายร้อยปี

image

credit ข้อมูลและภาพประกอบจาก

http://en.wikipedia.org/wiki/Flag_of_Thailand

http://www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/thaiflag/newsite/detail.php?id=162

แต่คนไทยผู้รักชาติยิ่งชีพ กลับหารู้ไม่ว่าธงชาติที่ตนรักนักหนามันมีสัดส่วนเป็นยังไง

:razz:  พากันก่นด่าสาปแช่งช่างภาพว่ามึงกล้าดียังไงมาย่ำยีธงมาตุภูมิของกรูวะไอ้สัส!!

image

:o  มึงทำแบบนี้ได้ไง มึงไม่เข้าใจเหรอว่าธงชาติไทยมันเป็นของสูงนะไอ้หน้าเหี้ย!!

image

image

:roll:  แต่หนุ่มๆบางคนก็พูดถึงเหตุการณ์นี้แบบติดตลกว่าช่างภาพทำแบบนี้แม่งแย่ว่ะ

มึงทำไม่ถูกต้อง มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง มึงรีบไปเอาธงชาติออกเดี๋ยวนี้เลยนะ

แต่ให้นางแบบยืนอยู่ที่เดิมแล้วหันกลับมาให้พวกกรูเห็นกันชัดๆเร็วๆสิวะ

แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก

image

:roll:  บางคนก็หื่นแบบตรงไปตรงมา เรียกร้องให้ช่างภาพเอาธงออกไปซะ กรูจะชักว่าวกับนมนางแบบ

แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก

image

:razz:  คนไทยผู้รักชาติยิ่งชีพคนนึงชื่อ “มิลค์กี้” ด่าขาหื่นเหล่านี้ว่าพวกมึงไปเงี่ยน

ให้ไกลหูไกลตากรูได้ไหม ไอ้ห่า คิดแต่จะชักว่าวอยู่ได้ มึงไม่เห็นเหรอว่า

ช่างภาพมันเอาธงชาติที่พวกเราแสนจะภาคภูมิใจไปย่ำยี มันเอาธงชาติไทย

ไปปิดหีปิดนมของอีนางแบบคนนี้ พวกมึงเห็นธงชาติไทยเลอะน้ำหีแล้วไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอวะ!!

image

:???:  ขาหื่นคนนึงที่โดนอีมิลค์กี้พาดพิงว่าเงี่ยนจนไม่คำนึงถึงหน้าตาของประเทศชาติ

ก็เถียงว่ากรูไม่ได้เงี่ยนเหมือนหมาติดสัดจนไม่สนใจห่าเหวอะไรทั้งนั้นนะเว้ย

แต่ประเด็นของกรูคือต่อให้มันเอาธงชาติไทยมาถ่ายภาพนู๊ดจริงๆ

กรูก็คิดว่ามันเป็นเรื่องหยุมหยิมโคตรๆอยู่ดีว่ะ กรูว่าเรื่องเขาพระวิหาร

ที่กำลังเป็นข่าวคราวใหญ่โตอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์แม่งยังน่าสนใจกว่าเรื่องนี้เยอะ

image

ในเวลาต่อมาคนไทยคนนึงก็เอาข้อมูลมาให้ผู้รักชาติยิ่งชีพเหล่านี้ได้รู้ความจริงกันซักที

ว่าธงที่เห็นในภาพมันไม่ใช่ธงชาติไทย ไม่ใช่ธงของประเทศไหนด้วยซ้ำ

:grin:  แต่มันคือธงทิวที่ใช้ประดับประดาตามงานสังสรรค์รื่นเริงทั่วโลกต่างหากเล่า

image

ส่วนไอ้พวกที่รักชาติจนหน้ามืดตามัวและด่าช่างภาพสาดเสียเทเสีย

:smile:  ถ้าพวกมึงรู้ความจริงแล้วก็อย่าลืมไปขอโทษเจ้าตัวด้วยล่ะ

image

:razz:  แต่ไอ้ไทยผู้รักชาติยิ่งชีพก็ยังคงก่นด่าช่างภาพต่อไปว่าไอ้เลว ไอ้ชาติชั่ว

มึงเอาธงสีคล้ายๆธงชาติประเทศกรูมาถ่ายภาพนู๊ดได้ไงวะ

image

:o  อีมิลค์กี้ก็ยืนกรานว่าใครจะบอกว่ามันเป็นธงทิวก็ช่างแม่มึง แต่กรูมองด้วยตาเปล่า

กรูคิดว่ายังไงๆมันก็เป็นธงชาติไทยชัดๆ แล้วมึงจะให้กรูวางเฉย

ปล่อยให้คนที่ลบหลู่ดูหมิ่นสัญลักษณ์ของชาติกรูลอยนวลได้ยังไงวะไอ้ควายเอ๊ย!!

image

:???:  ชาวเน็ทที่รู้ตัวแล้วว่าธงในภาพคือธงทิว หาใช่ธงชาติไทยไม่ ก็บอกกับอีมิลค์กี้ว่า

มึงต่างหากล่ะที่โคตรควาย นั่นมันธงชาติไทยซะที่ไหนวะ นั่นมันธงทิวชัดๆ

พวกมึงหยุดด่าช่างภาพมั่วๆซั่วๆได้แล้ว ถ้าประเทศไทยจะเสื่อมเสียชื่อเสียง

มันคงก็ไม่เสื่อมเพราะช่างภาพคนนี้หรอกว่ะ แต่จะเสื่อมเพราะพวกรักชาติโง่ๆอย่างพวกมึงนี่ล่ะ

image

:mrgreen:  ก็เพราะมึงมองด้วยตาเปล่าอย่างเดียว แต่ไม่ส่งข้อมูลไปประมวลผลที่สมองเลยซักบิท

มึงถึงดูไม่ออกว่ามันคือธงทิว เอาแต่หลับหูหลับตาด่าช่างภาพด้วยอคติล้วนๆ

แถมยังมีหน้ามาด่าคนที่ปรามให้มึงหยุดว่าเป็นควาย กรูถามตรงๆ ใครกันแน่วะที่เป็นควายตัวจริงๆ

image

:o  มิลค์กี้ก็เถียงว่าถ้าแน่จริงมึงก็ไปบอกให้ไอ้ช่างภาพมันเอาธงที่มันอ้างว่าไม่ใช่ธงชาติไทย

มาให้กรูดูสิวะ ถ้ามันกล้าเอาหลักฐานมายืนยันกรูถึงจะเลิกด่าว่ามันที่เอาธงชาติไทยมาย่ำยี!!

image

:lol:  ชาวเน็ทก็บอกกับอีมิลค์กี้ว่ามึงอยากให้เขาพิสูจน์ก็บอกช่างภาพ

เป็นภาษาปะกิดด้วยตัวเองสิวะ แต่ก่อนที่มึงจะไปท้าให้เขาเอาธงของจริงพิสูจน์

มึงแหกขี้ตาดูให้ดีๆนะว่าธงในภาพกับธงชาติไทยมันหน้าตาต่างกันยังไง

image

:shock:  อีมิลค์กี้ตอบว่าภาษาอังกฤษกรูไม่กระดิกว่ะค่ะ ถ้ามึงพูดเป็นก็บอกมันแทนกรูหน่อยเซ่

แต่พวกมึงต้องเข้าใจนะว่าคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม

ถ้าเห็นภาพเปลือยภาพนี้ปุ๊บ ด้วยจิตใต้สำนึกมันย่อมเข้าใจว่าธงในภาพเป็นธงชาติไทยกันทั้งนั้น

:twisted:  สรุปว่าที่กรูด่ามันก็เพราะว่ากรูเป็นคนไทย และกรูรักชาติไทยโคตรๆเลยว่ะค่ะ!!

image

:evil:  ชาวเน็ทที่ไม่เห็นด้วยกับอีมิลค์กี้ก็แขวะเจ้าตัวว่า โถ แม่พลเมืองตัวอย่าง แม่คนรักชาติสุดขั้วหัวใจ

จิตใต้สำนึกมันเกี่ยวห่าอะไรกับเรื่องนี้ไม่ทราบ ถ้ามึงจะบอกว่าอะไรผิดอะไรถูก

มึงต้องใช้ข้อเท็จจริงสิวะ ไม่ใช่จิตสำนึกลมๆแล้งๆอะไรนั่นของมึง

ถ้ามึงมีความรู้เกี่ยวกับธงชาติไทยอยู่บ้าง มึงก็ควรจะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันไม่ใช่ธงชาติไทย

image

กรูล่ะสงสัยจริงๆว่าคนรักชาติอย่างพวกมึงมันรักชาติกันอีท่าไหน

ทำไมพวกมึงถึงดูไม่ออกว่าอันไหนคือธงชาติไทย อันไหนคือธงทิว

:twisted:  แน่ใจเหรอวะว่าพวกมึงรักชาติจริงๆ หรือว่าสักแต่พูดว่ารักชาติไปวันๆกันแน่วะ

image

:evil:  กรูล่ะซาบซึ้งกับความรักชาติของพวกมึงจนแทบจะสำรอกข้าวเย็นออกมาจนหมดไส้หมดพุงจริงๆว่ะ

image

มึงอย่าเหมารวมว่าคนไทยทุกคนต้องรักชาติแบบโง่ๆเซ่อๆแบบพวกมึงไปหมดทุกคนเชียวนะ

คิดว่าคนไทยทั้งประเทศมันโง่พอที่จะด่าชาวบ้านชาวช่องเขาไปทั่วว่าย่ำยีชาติเรา

:mrgreen:  ทั้งๆที่ตัวเองยังแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือธงชาติ อันไหนคือธงทิวเชียวเหรอวะ

image

แต่ถึงกระนั้น ไอ้ไทยผู้รักชาติอย่างุสดขั้วหัวใจ ก็ยังคงแชร์ภาพนี้ออกไปเรื่อยๆ

และก่นด่าสาปแช่งช่างภาพกันอย่างดุเดือด บ้างก็ด่าช่างภาพว่ามันสันดานเลวจริงๆ

มึงเอาธงชาติไทยมาย่ำยีได้ไง ถ้าอยากเอาธงชาติมาเช็ดหอยนัก

:razz:  มึงก็เอาธงชาติของประเทศตัวเองมาเช็ดซะสิวะ!!

image

:o  ประเทศใคร ใครก็รักนะมึง มึงคิดว่าเอาธงชาติมาเช็ดหอยแล้วมันจะกลายเป็นศิลปะขึ้นมาเหรอวะสัส!!

image

บางคนก็ไปสุมหัวกันว่าจะเล่นงานไอ้ช่างภาพเจ๊กนรกด้วยวิธีไหนดีวะ

:mrgreen:  เอามันไปปล่อยทิ้งไว้กับพวกโรฮิงญาให้มันอดตายห่าไปเลยดีมั้ย

image

:cry:  ช่างภาพที่โดนคนไทยรุมสาปแช่งโดยไม่รุ้อิโหน่อิเหน่ก็บ่นอุบอิบว่า

กรูยืนยันนะว่ามันไม่ใช่ธงชาติไทยจริงๆ คือพวกมึงจะวิจารณ์ว่ากรูถ่ายภาพห่วยแตกยังไงก็ได้

แต่ขอความกรุณาอย่าพาดพิงนางแบบเลย เพราะเขาไม่ได้เกี่ยวห่าอะไรกับเรื่องนี้เลยซักนิด

image

จากนั้นคนไทยที่เห็นใจช่างภาพก็พูดคุยกันเป็นภาษาปะกิด มีคนอธิบายให้ช่างภาพเข้าใจว่า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะความเข้าใจผิดของไอ้ไทยโง่ๆบางกลุ่มเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ไอ้ไทยเหล่านั้นก็ยังคงเชื่อหัวปักหัวปำว่าช่างภาพดูหมิ่นชาติไทย

จนบางคนถึงขั้นไปรวมหัวกันเพื่อหาทางเล่นงานช่างภาพเลยด้วยซ้ำว่ะ

:evil:  แต่อย่าคิดมากไปเลยนะ เพราะไอ้ไทยโง่ๆพวกนั้นมันไม่มีปัญญาเดินทางไปฮ่องกงเพื่อฆ่าเอ็งหรอก

image

:?:  ช่างภาพได้ยินเช่นนั้นก็โคตรอึ้ง คงคิดในใจว่ากรูจะถูกฆ่าตายเพราะเรื่องโง่ๆแบบนี้เหรอวะ

จากนั้นช่างภาพก็บอกว่าถ้าเกิดวันนึงกรูตายห่าขึ้นมา ฝากพวกมึงไปบอกตำรวจด้วยก็แล้วกัน

ว่ากรูถูกไอ้ไทยคลั่งชาติมันรุมฆ่า เพราะเข้าใจผิดคิดว่ากรูลบหลู่ดูหมิ่นธงชาติของมัน

image

ต่อมาช่างภาพคนนี้ก็ลบภาพดังกล่าวออกไปจนหมด แต่หลายๆเพจ เช่นเพจ วิวาทะ

ก็ยังคงเอาภาพของช่างภาพคนนี้ไปแชร์แบบให้ข้อมูลเสริมว่าธงที่เห็นในภาพไม่ใช่ธงชาติไทย

แต่ถึงกระนั้นไอ้ไทย หลายๆคนก็ยังคงแชร์ภาพเหล่านั้นและก่นด่าสาปแช่งช่างภาพอยู่ร่ำไป

image

:twisted:  ดราม่าเรื่องนี้คงไม่มีประโยคใดที่จะสรุปใจความได้ดีไปกว่า “ไอ้ไทยนี่มันไทยจริงๆ”

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร ช่างภาพหนุ่มจะถูกฆ่าเพราะความโง่ของคนไทยบางกลุ่มหรือไม่

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=389664271123890&set=a.243596202397365.56873.243575105732808&type=1

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=403742039707732&set=a.339364139478856.80303.339361349479135&type=1




ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔๑ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

Posted by KwamRak on 07.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔๑ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

ทีมา http://www.enlightened-jurists.com/blog/76



ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๔๑ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)
ภารกิจคณะนิติราษฎร์ใน พ.ศ. ๒๕๕๖


โดยที่มีผู้สอบถามถึงกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ที่จะดำเนินการต่อไปใน พ.ศ.๒๕๕๖ ตลอดจนสอบถามถึงความคืบหน้าของการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และการดำเนินการตามแนวทางการตรากฎหมายเพื่อขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน สังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตามที่ได้เคยประกาศไว้ในประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๓๔ (๒๕ เมษายน ๒๕๕๕) ในโอกาสขึ้นปีใหม่พุทธศักราช ๒๕๕๖ นี้ คณะนิติราษฎร์ขอชี้แจงถึงภารกิจและกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้

          ๑. การรณรงค์และรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ โดยคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก.๑๑๒) นั้น ได้ผ่านพ้นจากขั้นตอนการรณรงค์รวบรมรายชื่อประชาชนไปสู่การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังประธานรัฐสภาแล้ว เมื่อกลางปี ๒๕๕๕ ต่อมาในราวเดือนตุลาคม ๒๕๕๕ ประธานรัฐสภา (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) ได้ปฏิเสธไม่บรรจุร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม โดยอ้างว่าร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓  (สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย) และหมวด ๕ (แนวนโยบายแห่งรัฐ) ของรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่กรณีเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๒๒ ซึ่งกำหนดโทษในทางอาญานั้น เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในร่างกายและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลซึ่งเป็นเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ การปฏิเสธไม่บรรจุร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม จึงเป็นการปฏิเสธที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล หลังจากทราบการปฏิเสธแล้ว ครก.๑๑๒ (ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลหลายฝ่ายรวมทั้งคณะนิติราษฎร์) ได้พยายามประสานเพื่อเสนอความเห็นให้ประธานรัฐสภาทบทวนการวินิจฉัย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในเดือนมกราคม ๒๕๕๖ นี้ ครก.๑๑๒ จะได้โต้แย้งคำสั่งของประธานรัฐสภา (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีการทบทวนคำสั่งดังกล่าว หลังจากนั้นจะดำเนินการตามช่องทางในทางกฎหมายต่อไปจนสุดหนทาง

ในระหว่างนี้ หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนหรือคณะรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว อันเป็นปัญหาที่นานาชาติตลอดจนองค์การระหว่างประเทศให้ความสนใจ และประสงค์จะปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ให้ได้ในระดับที่นานาอารยประเทศพอที่จะยอมรับนับถือได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีอาจพิจารณาเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์หรือข้อเสนอของคณะกรรมการบางคณะที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้น (เช่น คอป.) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตยก็ได้ การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีคำสั่งของ ประธานรัฐสภา (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) ที่ไม่บรรจุร่างกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อโดยถูกต้องทุกประการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภาได้อีกทางหนึ่ง

ในส่วนของประชาชนที่ร่วมลงชื่อ ตลอดจนเครือข่ายกลุ่มกิจกรรมต่างๆที่เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มีปัญหาทั้งในแง่อุดมการณ์เบื้องหลังตัวบท ปัญหาในระดับตัวบท และปัญหาในการบังคับใช้ หากจะจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆต่อไป เท่าที่มีกำลังจะทำได้ เพื่อขยายแนวความคิดให้แพร่ไปในหมู่ประชาชนในวงกว้าง ให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง พ้นจากการบิดเบือนให้ร้ายของสื่อมวลชน องค์กรและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แสวงหาประโยชน์จากการดำรงอยู่ของบทบัญญัติมาตรานี้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแก้ไขบทบัญญัติมาตรานี้ในอนาคต

๒. สำหรับการดำเนินการตามแนวทางการตรากฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น ขณะนี้คณะนิติราษฎร์ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญหมวดว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง  เสร็จสิ้นแล้ว และได้ประกาศเผยแพร่ต่อสาธารณชนพร้อมกับประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้ เนื้อหาสาระหลักของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปตามประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๓๔  ทั้งนี้โดยคณะนิติราษฎร์ได้กำหนดรายละเอียดของเนื้อหาบางประการเพิ่มเติม อนึ่ง กฎหมายนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ คณะนิติราษฎร์เลือกที่จะเสนอในรูปของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติ เพื่อป้องกันปัญหากรณีร่างพระราชบัญญัติขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอนี้ไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้เข้าร่วมการประท้วงและชุมนุมทางการเมืองตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้มีคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งจำนวน ๕ คน ซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับเลือกจากองค์กรต่างๆตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งมีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุแห่งการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใด นอกจากนี้คณะนิติราษฎร์ยังกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งด้วย

ร่างรัฐธรรมนูญหมวดว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นี้ เมื่อได้เผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว ย่อมถือเป็นสมบัติของสาธารณะที่อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ เสนอแนะตลอดจนปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คณะนิติราษฎร์ไม่สงวนสิทธิที่กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลใดจะนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปรณรงค์เคลื่อนไหวตลอดจนผลักดันให้เกิดผลเป็นตัวบทกฎหมายที่มีผลใช้บังคับได้จริงในบ้านเมือง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายต่อไป

๓. ในส่วนของกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์นั้น แม้ว่าคณะนิติราษฎร์ซึ่งประกอบไปด้วยอาจารย์ประจำของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน ๗ คน จะไม่เคยได้รับค่าตอบแทนจากบุคคลใดในการดำเนินกิจกรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และทั้งๆที่คณะนิติราษฎร์หวังเพียงการแสดงออกซึ่งความรู้ในทางวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาเสนอประเด็นต่างๆเข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมา (นอกเหนือไปจากงานวิชาการประจำไม่ว่าจะเป็นการสอน การวิจัย การผลิตตำราตลอดจนบทความ) แต่นับแต่กลางปี พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นต้นมา คณะนิติราษฎร์ประสบกับอุปสรรคในการขอใช้สถานที่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนคณะบางคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากขึ้นเป็นลำดับ จนไม่อาจจัดกิจกรรมทางวิชาการตามที่ได้ตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่องได้ อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ คณะนิติราษฎร์ยังคงตั้งใจจะจัดกิจกรรมทางวิชาการต่อไปเท่าที่กำลังและเหตุปัจจัยต่างๆจะอำนวย โดยจะพยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปให้ได้ กิจกรรมหลักที่คณะนิติราษฎร์จะดำเนินการต่อไปนั้น ก็คือ การศึกษาและยกร่างรัฐธรรมนูญต้นแบบที่มีการจัดดุลอำนาจของสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญโดยถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ การประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตลอดจนการลบล้างผลพวงรัฐประหาร นอกจากนี้คณะนิติราษฎร์จะพยายามจัดทำเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตลอดจนการวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนเกี่ยวกับการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ และหากมีความจำเป็นที่จะต้องแสดงทัศนะทางวิชาการต่อการบังคับใช้กฎหมายขององค์กรของรัฐในสถานการณ์ต่างๆ คณะนิติราษฎร์ก็จะพยายามหาช่องทางในการสื่อสารต่อสาธารณะต่อไป

คณะนิติราษฎร์ขอเรียนให้สาธารณชนทราบว่า จนถึงขณะนี้คณะนิติราษฎร์ยังไม่ประสงค์จะรับการบริจาคหรือการสนับสนุนทางทุนทรัพย์จากบุคคลใด เนื่องจากการดำเนินกิจกรรมทางวิชาการเท่าที่ผ่านมาเป็นกิจกรรมเล็กๆที่ยังอยู่ในกำลังซึ่งสมาชิกคณะนิติราษฎร์จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆเองได้ ขอให้ประชาชนทั้งหลายอย่าได้หลงเชื่อการแอบอ้างชื่อคณะนิติราษฎร์เพื่อขอรับเงินบริจาคสนับสนุนการทำกิจกรรมของคณะนิติราษฎร์ คณะนิติราษฎร์มุ่งหวังให้การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการที่กระทำนั้น เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ท้าทายต่อการบิดเบือนให้ร้ายจากสื่อมวลชน กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดจนนักวิชาการบางส่วนที่มีจิตเป็นอกุศล หากเมื่อใดคณะนิติราษฎร์พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากสาธารณะ คณะนิติราษฎร์จะประกาศให้ทราบอย่างเปิดเผย และจะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ความมุ่งหมายของคณะนิติราษฎร์ในการดำเนินกิจกรรมทางวิชาการซึ่งในบางเรื่องมีอิทธิพลส่งผลกระทบในทางการเมืองอยู่บ้างนั้น ก็เพื่อทำให้วิชานิติศาสตร์อันเป็นวิชาที่สมาชิกคณะนิติราษฎร์ร่ำเรียนมาเป็น “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” และด้วยความหวังที่ว่าคณะนิติราษฎร์จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆตัวหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นนิติรัฐอย่างแท้จริง

                                                   ๗ มกราคม ๒๕๕๖

10 เมษาฯคือคำตอบ ( ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ )

Posted by KwamRak on 21.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

10 เมษาฯคือคำตอบ

( ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้สัมภาษณ์เปิดใจ )

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์

วงค์ ตาวัน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงเหตุการณ์ 99 ศพ ทางไทยพีบีเอส โดยเล่าถึงเหตุการณ์คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 เอาไว้อย่างชัดเจน

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดมาตลอดว่า มีกองกำลังติดอาวุธ มีชายชุดดำใช้อาวุธ

จึงเป็นเหตุให้ต้องอนุมัติการใช้กระสุนจริง

แต่คำบอกเล่าของนายณัฐวุฒิถึงเหตุการณ์คืน 10 เมษายน 2553 หักล้างเหตุผลของนายอภิสิทธิ์ได้อย่างสิ้นเชิง!

สาระสำคัญของคำพูดนายณัฐวุฒิคือ พอเริ่มมีประชาชนผู้ชุมนุมเจ็บตาย

นายณัฐวุฒิและแกนนำรีบตัดสินหาทางยุติเหตุการณ์ในคืนนั้นทันที

โดยรีบโทรศัพท์ประสานงานกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการของนายกฯอภิสิทธิ์

ขอให้ฝ่ายศอฉ.ถอนทหารออกไป ฝ่ายม็อบก็เรียก ผู้ชุมนุมให้กลับมารวมกัน เลิกออกไปเผชิญหน้ากับ เจ้าหน้าที่

สุดท้ายเหตุการณ์นองเลือดคืนนั้นก็คลี่คลายทันที

สิ่งที่นายณัฐวุฒินำมาเล่าย้อน เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบดี ไม่ใช่เรื่องปกปิด หรือไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นในภายหลัง

แต่เมื่อนำมาเล่าย้ำ จะทำให้คนที่ได้ฟังต้องนึกย้อนถึงเหตุและผล

โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงกับชายชุดดำ ที่มีคลิปยิงปืนอาก้าในคืนวันนั้น!!

ไปจนถึงมีเหตุทหารถูกระเบิดล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมากในคืนวันนั้น

นายอภิสิทธิ์ได้พยายามนำเอาคลิปชายชุดดำมายืนยันตลอดว่า นี่คือ กองกำลังในหมู่ผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ

มีความพยายามระบุมาตลอดว่า กองกำลังของม็อบนั่นแหละที่เข่นฆ่าทหารในคืนนั้น

แต่พฤติกรรมของนายณัฐวุฒิกับแกนนำเสื้อแดง ที่ริเริ่มติดต่อฝ่ายรัฐเพื่อขอให้ต่างคนต่างถอยเพื่อยุติสถานการณ์

ส่อแสดงชัดว่าม็อบกับผู้ใช้อาวุธในคืนวันนั้น ไม่ได้รู้เห็นกัน!

ถ้ารู้กัน อุตส่าห์เอาชุดดำติดอาวุธออกมาปฏิบัติการแล้ว ทำไมแกนนำเสื้อแดงไม่รีบขยายผล

มีแต่ต้องรีบขยายแนวการชุมนุม ปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือ เอาศพคนตายเป็นตัวกระตุ้น ขยายการจลาจลเพื่อชนะขั้นแตกหัก

แต่นี่แกนนำเสื้อแดงกลับยุติเหตุการณ์ในคืน 10 เมษายน

พฤติกรรมเช่นนี้นายอภิสิทธิ์แปลไม่ออกหรือแกล้งไม่แปล

ว่าเสื้อแดงไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มใช้อาวุธในคืนนั้นแน่นอน!

จดหมายเปิดผนึกเรื่องไอซีซีถึงรมว.ต่างประเทศจากนายอัมสเตอร์ดัมในนามคนเสื้อแดง

Posted by KwamRak on 28.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จดหมายเปิดผนึกเรื่องไอซีซี

ถึงรมว.ต่างประเทศ


จากนายอัมสเตอร์ดัมในนามคนเสื้อแดง


http://robertamsterdam.com/thai/?p=1069





  ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะแถลงคำประกาศยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ในกรณีอาชญากรรมมนุษยชาติที่เกิดในปี 2553 หรือไม่ มีความพยายามที่จะยับยั้งมิให้รัฐบาลแถลงคำประกาศภายใต้มาตรา 12.3 ของรัฐธรรมนูญไอซีซี โดยนักกฎหมายไทยบางคนโต้แย้งว่าคำประกาศคือ “สนธิสัญญา” ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์และรัฐสภาภายใต้มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550

ข้อโต้แย้งของพวกเขาเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งไม่รับการยอมรับจากอัยการไอซีซีฟาทู เบนซูดา เมื่อไม่นานมานี้อัยการได้เข้าพบกับรัฐบาลไทยในกรุงเทพฯ รัฐบาลถามว่าคำประกาศภายใต้มาตรา 12.3 ของรัฐธรรมนูญไอซีซีเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ อัยการตอบชัดเจนว่าคำประกาศมาตรา 12.3 มิใช่สนธิสัญญา

คำตอบของอัยการถูกต้องชัดเจน ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการสำคัญของสนธิสัญญาคือข้อตกลงระหว่างบุคคลสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ในทางตรงข้าม คำประกาศมาตรา 12.3คือคำแถลงฝ่ายเดียวโดยรัฐบาล จึงไม่จำเป็นหรือต้องได้รับความเห็นพ้องจากไอซีซี แต่การแถลงคำประกาศคือการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างหาก ภายใต้รัฐธรรมนูญไอซีซี คำประกาศมีผลทางกฎหมายเมื่อรัฐบาลยื่นคำร้องต่อไอซีซี และไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบรับจากไอซีซี โดยเพียงแค่รัฐบาลลงนามเท่านั้น โดยมีเอกสารเพียงอย่างเดียวคือคำประกาศของรัฐบาล และไม่จำเป็นต้องมีลายมือชื่อตอบกลับจากไอซีซี

ข้อโต้แย้งของอัยการเบนซูดายังได้รับการยืนยันจากกรณีก่อนหน้านี้ เมื่อประเทศไอโวรีโคสต์แถลงคำประกาศมาตรา 12.3 โดยยอมรับอำนาจพิจาณาคดีของไอซีซีต่อกรณี 3 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างวาระ โดยไม่จำเป็นต้องยึดถือตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญภายในประเทศว่าด้วยการยอมรับสนธิสัญญา การยื่นคำร้องเป็นการประกาศฝ่ายเดียวและลงนามโดยรัฐมนตรี คำประการศฝ่ายเดียวนี้ให้อำนาจพิจารณาคดีต่อไอซีซีในการพิจารณาสถานการณ์เฉพาะในประเทศนั้น (ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การพิจารณาของไอซีซี)

สรุปคือ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ คำประกาศฝ่ายเดียวไม่ถือเป็นสนธิสัญญา แต่นักกฎหมายไทยบางคนโต้แย้งว่า “สนธิสัญญา” มีคำนิยามที่ต่างออกไปภายใต้กฎหมายไทย นี่คือความดันทุรังอย่างเต็มที่ของพวกเขา สนธิสัญญาวางระเบียบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่สามารถที่จะมีคำนิยามอย่างหนึ่งในประเทศหนึ่ง และมีคำนิยามอีกอย่างในอีกประเทศอื่น ทั้งนี้เพราะทุกประเทศต้องพึ่งพาสนธิสัญญา จึงต้องมีคำนิยามเหมือนกันทุกที่ ดังนั้น “สนธิสัญญา” จึงถูกนิยามโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ คำนิยามของสนธิสัญญาคือข้อตกลงจากสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย ไม่ใช่คำประกาศฝ่ายเดียวโดยคณะรัฐบาลหนึ่ง อย่างคำประกาศยอมรับอำนาจพิจาณาคดีของไอซีซีต่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในปี    2553 ตามมาตรา 12.3

จดหมายเปิดผนึกถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยนักข่าวสาว สมจิตต์ ช่อง 7

Posted by KwamRak on 19.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จดหมายเปิดผนึกถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยนักข่าวสาว สมจิตต์ ช่อง 7


ก่อนอื่นคงต้องขอโทษเพื่อนสื่อมวลชนทุกสังกัดด้วยนะคะ ที่ตัวเองกลายเป็นเงื่อนไขทำให้การทำหน้าที่สื่อมวลชนอาจปฏิบัติได้ไม่เต็มที่ เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์ในวงที่มีสมจิตต์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้เพื่อนสื่อพลาดโอกาสในการทำข่าวอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

มีประเด็นที่อยากกราบเรียนถึง ร.ต.อ.เฉลิม ดังนี้ ค่ะ

1 ท่านรู้จักหนูมานานถึงขนาดบางครั้งก็หยอกว่าเป็นแฟนกัน และะทักทายอย่างเอ็นดูทุกครั้ง(ในอดีต) ท่านเคยแก้ต่างให้หนูใน ครม.ว่านักข่าวคนนี้ตรงไปตรงมา ไม่มีนอกมีใน หนูยังรู้สึกขอบคุณท่านที่เข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อ และอยากบอกว่านักข่าวที่ท่านเชื่อว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ยังคงทำหน้าที่เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าท่านจะกรุณามองย้อนกลับไป หนูเชื่อว่าท่านจะเข้าใจเหมือนที่ท่านเคยเข้าใจ เพราะเราไม่ใช่ศัตรูกัน เพียงแต่มีหน้าที่ต่างกันเท่านั้นเอง

2 แม้ว่าหนูจะเป็นสื่อมวลชนแต่อีกสถานะหนึ่งหนูก็คือประชาชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลที่มีท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลที่ประกาศว่าจะบริหารงานให้กับคนทั้งประเทศอย่างเท่าเทียมกัน การที่ท่านแบ่งแยกหนูจนไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ และยังกระทบไปถึงสื่ออื่นด้วยนั้น ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

3 นักการเมืองกับนักข่าวก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า พวกเราหาข่าวจากท่าน ส่วนท่านก็ใช้สื่อมวลชนในการสื่อสารกับประชาชน สิ่งที่ท่านทำจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสในการสื่อสารกับคนไทย ยกเว้นแต่ว่ารัฐบาลของท่านต้องการสื่อสารด้านเดียวโดยไม่พร้อมที่จะให้มีคำถามตรวจสอบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเราจะเรียกรัฐบาลที่มีแนวคิดเช่นนี้ว่าเป็น "รัฐบาลประชาธิปไตยได้หรือไม่"

4 ท่านทำงานการเมืองมานานย่อมทราบดีว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองอยู่ในสภาวะเช่นไร หากท่านมีหัวใจรักประชาชนจริง หนูเชื่อว่าท่านตอบได้ทุกคำคำถามเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยไม่ว่าจะออกจากปากนักข่าวคนไหนก็ตาม เว้นแต่ว่าท่านจะกลัวความจริง

5 สิ่งที่อยากเรียนให้ท่านรับทราบคือ คนเป็นสื่อมวลชนเมื่อเห็นแหล่งข่าวอยู่ตรงหน้า เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เข้าไปทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อหาความจริงให้กับประชาชน ถ้าหนูพบท่านก็ต้องทำหน้าที่ แล้วท่านจะไม่ทำหน้าที่ของตัวเองหรือคะ

ท้ายนี้หนูกราบขอบพระคุณที่ครั้งหนึ่งท่านเคยเข้าใจการทำหน้าที่สื่อมวลชนของหนู แม้ว่าในวันนี้ความคิดท่าจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ตาม และขอย้ำอีกครั้งนะคะว่า เราไม่ใช่ศัตรูกัน อย่าผลักหนูไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลยนะคะ บ้านเมืองเราแตกแยกมามากพอแล้ว ประชาชน 15 ล้านเสียงที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามา ก็หวังที่จะให้พวกท่านช่วยสมานบาดแผลแผ่นดิน สร้างสุข สบายทุกข์ ไม่ใช่แบ่งแยกคนไทย

https://www.facebook.com/mata.vayu/posts/10151248110007580

คุยเรื่องร้อนๆในห้องติดแอร์ กับ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

คุยเรื่องร้อนๆในห้องติดแอร์ กับ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



:เพียงความเคลื่อนไหว 
     ณ ภัตตาคารจีนย่านมอนเทอเรย์พาร์ค มหานครลอส แองเจลีส แคลิฟอร์เนีย ในห้องส่วนตัวขนาด 30 ที่นั่ง เมื่อเที่ยงวันพุธที่ พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างกันในการเสวนากึ่งกันเองตามภาษาบ้านๆ ที่เข้าใจง่าย ในปมประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับการเมือง และสังคมไทย ลักษณะลึกพอให้เห็นแก่น และถากๆ พอให้เห็นเนื้อไม้ แต่บางอย่างเผยแพร่ด้วยอักขระไม่ได้

       เสียงเย็นนุ่มของ ดร.ชาญวิทย์ นักวิชาการ และนักประวัติศาสตร์ระดับต้นๆ ของเอเชียสลับกับเสียงแสดงความคิดเห็นร้อนแรงของสมาชิก RED USA นานกว่า ชั่วโมงผ่านไปอย่างเข้าถึง อิ่มเอมในความเห็น และความในใจระหว่างกัน ทั้งอาจารย์ชาญวิทย์ และสมาชิก RED USA การสนทนาสัมผัสหลากหลายประเด็นที่ไม่อาจนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากอาจทำให้ติดหวัดลงคออย่างแรงจนส่งเสียงไอคุกคุกไม่หยุด
       แต่ประเด็นที่น่าสนใจพอเสนอให้สาธารณชนได้รับรู้ก็พอมีคือ         

      1.       ดร.ชาญวิทย์เชื่อว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะอยู่บริหารประเทศครบ 4ปี โดยให้อรรถาธิบายลักษณะของผู้นำหญิงหลายคนที่บริหารประเทศครบเทอมเช่นอินเดีย ฟิลิปปินส์ เป็นอาทิ ซึ่งก็ต้องรวมถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรของไทยด้วย   
      เมื่อเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย ดร.ชาญวิทย์ยังให้ความเห็นไปถึงการแสดงออก และการปฏิบัติตนของนายกหญิงท่านนี้ในบางแง่บางมุม อีกทั้งยังเพิ่มเติมว่าเธอสวย และถ่ายรูปขึ้น ไม่หือไม่อือกับคำว่าร้ายถากถาง ไม่รับรู้กับการประณามหยามเหยียด  
      ปมสนทนาในประเด็นนี้ยังสัมผัสไปถึงคำว่า "โง่" กับคำว่า "แกล้งโง่" ซึ่งดร.ชาญวิทย์กล่าวว่าถ้าโง่จริงก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้แต่คนที่แกล้งโง่นี่ซิ "ฉลาดเป็นกรด" เลยล่ะ ไม่ทราบว่าดร.ชาญวิทย์คิดว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" โง่จริงหรือแกล้งโง่จึงฟันธงว่าเธอจะสามารถบริหารประเทศไปจนครบเทอม ปี
 

 
       2. ประเด็นร้อนๆ อย่างกฎหมายหมิ่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญมาตรา 112 ดร.ชาญวิทย์ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องโบราณ และล้าสมัยอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาธิปไตยซึ่งเป็นสถาบันประชาชนนั้นได้ก้าวข้ามสถาบันกษัตริย์ไปนานแล้ว โดยยกตัวอย่างของประเทศฝรั่งเศสและรัสเซีย  
      ดร.ชาญวิทย์ยืนยันว่ากฎหมายหมิ่นฯ ของไทยป่าเถื่อนและมีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในโลก การนำเอาสถาบันกษัตริย์มาชนกับประชาชนเป็นเรื่องไร้ความคิด เพราะสถาบันกษัตริย์ไม่มีทางเอาชนะสถาบันประชาชนได้ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างให้เห็น และเรียนรู้มากมาย 
      การจรรโลงให้สถาบันกษัตริย์คงดำรงอยู่ได้มีเพียงวิธีเดียวคือ ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย และเสียงเรียกร้องของประชาชนเท่านั้น
 
 

"อิ๊ลาวจัง!!"

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback


เอาเรื่องมันส์ๆมาจากดราม่ามาฝาก
เห็นจั่วหัวแล้วชอบ เพราะคนไทยชอบดูถูกคนอื่น..แม้แต่ชาติเดียวกัน
ก่อนอาเซียนจะมารีบฝึกภาษากันเถิดเพื่อนร่วมชาติเอ๋ย
เด็กเมืองขึ้นเพื่อนขอบชายแดนไทยที่พวกเธอว์ดูถูกว่าเขาล้าหลัง
เขาSpeak Englishกันไฟลุก เด็กเสริฟต่างด้าวในไทย พูดได้3ภาษา ไทย อังกฤษ และภาษาบ้านเกิดเขา! พวกเธอว์เรียนสูงแต่ตกงานแถมยังพูดภาษาหมาไม่แด_ อายเด็กเสริฟต่างด้าวที่ไปดูถูกบ้างไหม? พวกเขาสามัคคีและรักแผ่นดินเกิด และเชื่อเถิด นั่นเป็นสิ่งที่คนไทยไม่มี!!

 เปลี่ยนเป็นอุทานว่า"มึงไทยมาก"กันจะดีกว่ามั้ย
แหกตาดูบ้าง เพื่อนบ้านเขาแซงเราไปหมดแล้ว

Kwamrak

Ps. แถมรูปจากบอร์ดแห่งนึง เขามี4Gแล้ว แต่ไทยมากยังไม่มีแม้แต่3G!



บีลาย 3G+4G สัมผัสความไวที่แท้จริง

(กรอบแรก)
แพ็คเกจที่คุ้มค่าที่สุด
แพ็คเกจ D1  ค่าบริการ 2,500 กีบ/วัน  จำนวน...(อ่านไม่ออก 555+)ใช้ฟรี 50MB
แพ็คเกจ W1  ค่าบริการ 10,000 กีบ/สัปดาห์  จำนวน...ใช้ฟรี 200MB
แพ็คเกจ M1  ค่าบริการ 25,000 กีบ/เดือน  จำนวน...ใช้ฟรี 500MB
แพ็คเกจ M2  ค่าบริการ 49,000 กีบ/เดือน  จำนวน...ใช้ฟรี 1.2GB
*อัคตาคิดค่าใช้เกิน 300 กีบ / MB

(กรอบ 2)
วิธีลงทะเบียนแพ็คเกจ :
* พิมพ์รหัสแพ็คเกจแล้วส่งไปที่ 234
    ตัวอย่าง : พิมพ์ D1 ส่งไปที่ 234
*อันนี้ อ่านไม่ออกจริงๆ ไม่รู้ว่าวิธีอะไร -*-  แต่คาดว่าจะเป็นสอบถามยอดการใช้
    ตัวอย่าง : พิมพ์ C ส่งไป 234
* วิธียกเลิก  พิมพ์ DER เว้นวรรค พิมพ์รหัสแพ็คเกจ ส่งไป 234
    ตัวอย่าง : พิมพ์ DER D1 ส่งไป 234

ปล. ยะห่างๆ  = เว้นวรรค




image

เรื่องมันมีอยู่ว่าเซเลปชาวลาวที่มาทำงานในวงการบันเทิงไทยคนนึงชื่อ แอปเปิ้ล

เธอโพสภาพเล่าเรื่องในอินสตราแกรมว่าเธอว์ไปดูละครเวทีที่ห้าง CTW

ที่นั่นเธอได้เจอกับนักร้องคนนึงและเข้าโรงละครไปพร้อมๆกัน นักร้องคนนั้นถือดอกไม้อยู่ในมือ

แต่คนอื่นๆที่กำลังเข้าโรงละครไม่มีใครถือดอกไม้ติดมือเลยซักคน

ทันใดนั้นนักร้องคนนั้น ก็โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงดังลั่นว่า

 :x “สรุปให้ชั้นซื้อดอกไม้มาคนเดียวเหรอ ลาวมาก!!”

แอปเปิ้ลก็เลยหันไปโวยใส่นักร้องคนนั้นว่า

 :razz: “ลาวแล้วทำไม!?”

นักร้องคนดังกล่าวก็ขอโทษแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แอปเปิ้ลหมดอารมณ์จะดูละครแล้ว

จึงเดินทางกลับบ้านแล้วเอาเรื่องนี้มาประจานในอินสตราแกรม เธอเคืองมากเพราะว่

านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักร้องดังคนนี้ใช้คำว่าลาวในการดูถูกผู้อื่น

ลาวก็เป็นคนเหมือนกัน ทำไมต้องเอาคำว่าลาวมาใช้ในความหมายดูถูกเหยียดหยามกันด้วย

เรื่องแบบนี้เมื่อทำลงไปแล้วต่อให้พูดขอโทษซักกี่ครั้งมันก็ไม่ทำให้ความแตกร้าวในใจหายไปหรอกนะ

:mrgreen:  ทางที่ดีที่สุดขอให้นักร้องคนนั้นเลิกใช้คำว่าลาวดูถูกผู้อื่นซะจะดีกว่า

image

;-)  แอปเปิ้ลบอกกับชาวเน็ทว่าเธอทนไม่ไหวจริงๆที่มีคนเอาชาติของเธอมาใช้เป็นคำด่า หวังว่าทุกคนจะเข้าใจนะจ๊ะ

image

:lol:  คนไทยส่วนมากก็บอกว่าเข้าใจจ้า

image

ขนาดเราเป็นคนไทยยังไม่ชอบเวลาเห็นใครดูถูกชาวบ้านว่าลาวเลย

:smile:  ไอ้พวกที่ชอบด่าชาวบ้านว่าลาวมันสมควรจะโดนประจานให้จั๋งหนับ

image

:|  ชาวเน็ทที่เป็นชาวลาวก็สนับสนุนแอปเปิ้ลว่าทำถูกแล้ว คนลาวอย่างพวกเราไม่ชอบให้ใครเอาคำว่าลาวไปใช้เป็นคำด่าหรอกนะ

image

:???:  ทำไมคนไทยอย่างพวกมึงต้องเอาคำว่าลาวไปใช้ด่ากันด้วยล่ะ คนลาวไม่ใช่คนเหมือนพวกมึงรึไง

image

ต่อมาคนไทยก็แสดงความเห็นกันมั่ง ส่วนมากก็บอกว่าคนไทยบางกลุ่มแม่งก็เป็นซะอย่างนี้

:mrgreen:  มันใช้คำว่าลาวเป็นคำด่าจนติดปากไปแล้ว มันน่าจะใช้สมองคิดก่อนพูดกันซะมั่งสิวะ

image

image

การหยิบยกชื่อของชนชาติอื่นมาใช้เป็นคำด่า มันก็เหมือนกับการเหยียดหยามชาติพันธ์นั้น

:???:  กรูว่าสันดานง่าวๆแบบนี้มันน่าจะเลิกทำกันจนเป็นนิสัยได้แล้วนะเว้ย

image

:sad:  แฟนคลับของนักร้องคนดังกล่าวก็เข้ามาขอโทษขอโพยแอปเปิ้ลกันใหญ่

ส่วนมากก็บอกว่าอย่าไปถือโทษโกรธเคืองนักร้องเลย เขาไม่ได้ตั้งใจจะด่าคนลาวหรอกนะ

image

:lol: นักร้องดังเธอน่าจะด่าชาวบ้านว่าลาวจนติดปากมากกว่า คนไทยส่วนมากก็มีนิสัยชอบด่าชาวบ้านว่าลาวอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

image

เห็นเอ็งเล่าว่านักร้องเขาก็ขอโทษที่พูดว่าไอ้ลาวแล้วด้วยนี่ ไหนๆเธอก็ขอโทษแล้วก็เลิกแล้วต่อกันไปเหอะ

:mrgreen:  แต่ถ้าเอ็งไม่ยอมรับคำขอโทษของนักร้องสาว กรูจะถือว่าเอ็งกำลังดูถูกคนไทยอยู่เหมือนกันนะเว้ย!!

image

:smile:  กะอีแค่เรื่องแค่นี้เอง จะทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตทำไม ถ้าไม่พอใจก็ไปเคลียร์กับนักร้องเป็นการส่วนตัวสิยะ

image

:lol:  หล่อนน่ะลบภาพนี้ทิ้งซะเถอะ เพราะการให้อภัยผู้อื่นมันเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในฐานะมนุษย์นะ

image

image

:x  ชาวเน็ทก็แย้งแฟนคลับของนักร้องดังว่าแอปเปิ้ลเขาจะเอาอีกนักร้องคนนั้นมาด่าในอินสตราแกรมของเขา

มันแปลกตรงไหนวะ มันเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของชาติพันธ์เขานะเว้ย  ดีซะอีกที่แอปเปิ้ลเอาประเด็นนี้มาบอกต่อ

เพราะถ้าเรื่องมันดังเปรี้ยงๆคนไทยจะได้เลิกใช้คำว่าลาวในการดูถูกเหยียดหยามชาวบ้านซักที

image

การที่คนไทยเอาชื่อประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักดิ์ศรีมิได้ด้อยไปกว่าประเทศไทย มาใช้เป็นคำดูถูกเหยียดหยาม

แถมยังใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองจนกลายเป็นเรื่องปรกติ กลายเป็นคำติดปากของคนไทย

:lol:  กรูว่าความคิดแบบนี้ที่แพร่หลายในสังคมไทยมันอันตรายโคตรๆ ถ้าจะให้ดีก็รีบๆเลิกพฤติกรรมแบบนี้กันได้แล้วนะ

image

:twisted:  แต่แอปเปิ้ลเองก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะอีกไม่นานเมื่อเข้า AEC เมื่อไหร่ คำว่า “อี๊ ไอ้ไทย” ก็จะกลายเป็นคำด่าในไม่ช้านานอย่างแน่นอน

คนไทยมันมีสันดานชอบดูถูกดูแคลนประเทศเพื่อนบ้านจนเคยตัว พอเข้า AEC ปุ๊บกรูจะได้เห็นคนไทยถูกเพื่อนบ้านมันดูถูกกันมั่งล่ะ

image

:???:  แต่แฟนคลับของนักร้องดังก็แย้งว่าที่นักร้องดังขวัญใจแฟนคลับทำมันผิดก็จริง แต่เรื่องแค่นี้มันน่าจะเคลียร์กันได้

ทำไมถึงไม่ไปคุยปรับความเข้าใจกันก่อน นี่จู่ๆก็เอามาโพสในอินสตราแกรมแบบนี้รับรองว่าเดี๋ยวได้ดราม่ากันทั่วบ้านทั่วเมืองแน่ๆ

image

:mrgreen:  พวกชั้นก็เข้าใจนะว่าการที่นักร้องด่าว่า “อี๊ ลาววว” มันเป็นการลบหลู่ แต่คำว่าไอ้ลาว มันก็ไม่ได้หมายถึงประเทศลาว

ต่อให้นักร้องดังใช้คำว่าลาวแทนคำด่า แต่หล่อนที่เป็นคนลาวก็ใช่ว่าจะมีสิทธิเอาเขามาประจานเสมอไป

หล่อนต้องหัดให้เกียรติคนที่ด่าลาวด้วยสิยะ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นหล่อนก็ควรจะมีสติและรู้จักให้อภัยคนที่ด่าชาวบ้านว่าลาว

ไม่งั้นคำว่า “ให้อภัย” มันก็จะไม่มีความหมายใดๆอีกต่อไป ถ้าหล่อนคิดจะทำแบบนั้นก็ไปลบคำๆนี้ออกจากพจนานุกรมของหล่อนซะเถอะย่ะ

image

:o  ที่นี่ประเทศไทยนะยะ พวกเราทุกคนอยู่อย่างรักใคร่สมานฉันท์ ดังนั้นหล่อนต้องให้อภัย

ถ้ามีคนมาด่าว่าลาว ไม่ควรเอาคนที่ด่าหล่อนมาประจานโดยเด็ดขาด

image

:lol:  หล่อนต้องเข้าใจด้วยซี่ว่าคนไทยน่ะมันติดปากคำว่า “ไอ้ลาว” กันทั้งประเทศ สันดานนี้แก้อีกสิบชาติก็ไม่หาย

แต่เราไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกคนลาวหรือประเทศลาวจริงๆนะ พวกชั้นก็ไม่ใช่คนลาวซะด้วย

แล้วพวกชั้นจะไปเข้าใจหัวอกของคนลาวอย่างหล่อนเวลาที่คนไทยด่ากันและกันว่าไอ้ลาวได้ยังไง

image

ชาวเน็ทที่เห็นด้วยกับแอปเปิ้ลก็เถียงแฟนคลับของนักร้องดังว่าที่แอปเปิ้ลเขาเอาเหตุการณ์นี้มาประจาน

ก็เพื่อให้คนไทยได้รับรู้ว่าสันดานเยี่ยงนักร้องคนนั้นมันเป็นสิ่งที่ผิด มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง

:lol:  อนาคตเมื่อคนไทยรับรู้ในวงกว้างว่ามันไม่ดี คนที่ด่าชาวบ้านว่าไอ้ลาวก็จะน้อยลงนั่นเอง

image

ถึงนักร้องดังจะขอโทษแอปเปิ้ลแล้วก็จริง แต่ประเด็นคือการด่าชาวบ้านลอยๆว่าไอ้ลาวของนักร้องคนนั้น

มันไม่ใช่การด่ากระทบแอปเปิ้ล แต่มันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามชาติพันธ์หนึ่งๆเลยทีเดียว

:mrgreen:  ดังนั้นต่อให้อีนักร้องดังคนนั้นขอโทษแอปเปิ้ล มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยถ้าคนไทยไม่เลิกใช้คำว่าลาวแทนคำด่า

image

:o  ไอ้พวกที่มาแก้ตัวแทนนักร้อง บอกว่ามันเป็นคำพูดที่คนไทยพูดจนติดปาก แปลว่าพวกมึงก็ด่าชาวบ้านว่าไอ้ลาว

เหมือนกับอีนักร้องคนนั้นเหมือนกันใช่มั้ยวะ ถ้าพวกมึงไม่เข้าใจหัวอกคนลาวเวลาพวกมึงใช้คำว่าลาวแทนคำด่า

งั้นพวกมึงลองนึกภาพดูว่าถ้ามีคนชนชาติอื่น เอาคำว่า “ไอ้ไทย” ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมที่เหี้ยโคตรๆ

พวกมึงจะรู้สึกยังไงเมื่อเห็นคนเอาคำว่าไทยไปใช้แบบนั้น คนลาวเขาก็รู้สึกไม่ต่างกันกับที่พวกมึงรู้สึกหรอกว่ะ

image

:razz:  พวกกรูล่ะเบื่อแฟนคลับของอีนักร้องดังคนนี้ฉิบหาย อีนักร้องมันผิดเห็นๆ พวกมึงยังจะหลับหูหลับตาปกป้องมันอีกเรอะ

เวลาคนไทยไปเกรียนในเน็ท ในเว็บยูทิวป์ จนฝรั่งก่นด่าคนไทยกันขรม พวกมึงก็ปกป้องคนไทยด้วยกันอย่างสุดชีวิต

แต่พอมาวันนี้แอปเปิ้ลเขามาปกป้องศักดิ์ศรีของชาติพันธ์เขาบ้าง แต่ทำไมพวกมึงถึงบอกว่าเขาไม่มีสิทธิที่จะปกป้องชาติลาววะ?

image

:mrgreen:  การที่คนเราดูถูกเพื่อนมนุษย์ โดยเอาประเด็นเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว มาดูถูกและแบ่งแยกเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

มันแสดงให้เห็นว่าคนจำพวกนั้นมันด้อยการศึกษาและขาดแคลนสติปัญญาโคตรๆ เพราะคนดีๆที่มีการศึกษา

ไม่มีใครเขาเอาเรื่องแบบนี้มาใช้เป็นคำด่ากันหรอก สังคมโลกไม่ยอมรับแถมยังดูถูกการเหยียดหยามในลักษณะนี้ด้วยซ้ำ

ขนาดนักฟุตบอลที่มันดูถูกเพื่อนนักฟุตบอลว่าเป็นคนผิวสี มันยังถูกสังคมโลกประณามและบอยคอตจนแทบหมดอนาคตเลย

image

:sad:  คนลาวคนนึงก็บอกกับคนไทยว่าพวกเราก็มีหัวใจ เจ็บเป็น ร้องไห้เป็น คิดว่าคนลาวไม่รักชาติลาวหรือ

ใครๆก็รักชาติตัวเอง ไม่อยากเห็นใครเอาชื่อชาติของตัวเองไปใช้เป็นคำด่ากันทั้งนั้น

ลองให้คนไทยอย่างพวกมึงโดนชาติอื่นด่าว่า “ไอ้ไทย” มั่ง กรูอยากรู้จังว่าถึงวันนั้น

พวกมึงจะขำกลิ้ง ทำท่าชิวๆและบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดาอีกรึไม่?

image

:mrgreen:  ฝ่ายแฟนคลับของนักร้องดังก็แขวะแอปเปิ้ลว่าเป็นไงล่ะ สาแก่ใจหล่อนแล้วหรือยัง สะใจโคตรๆเลยใช่มั้ย

ที่มีคนเห็นด้วยกับหล่อนและรุมด่านักร้องดังตั้งเยอะตั้งแยะ กะอีแค่เรื่องแค่นี้มึงจะเอามาประจานทำไมฟะ

ที่หล่อนหาเรื่องด่านักร้องดังขวัญใจพวกชั้นมันเป็นเพราะว่าหล่อนอยากดังใช่มั้ยล่ะ?!

image

:???:  กรูว่ามึงควรจะลบภาพนี้ทิ้งซะ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของหล่อนกับนักร้องดังแค่สองคนอีกต่อไปแล้ว

ถ้าหล่อนยังประจานนักร้องต่อไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นประเด็นให้คนไทยกับคนลาวเหม็นขี้หน้ากันเปล่าๆนะยะ

image

:o  ไอ้พวกที่เข้าข้างอีแอปเปิ้ลน่ะ พวกมึงกล้าสาบานมั้ยว่าพวกมึงไม่เคยด่าชาวบ้านว่าไอ้ลาวมาก่อน

คนเราทำผิดพลาดแล้วขอโทษ อีแอปเปิ้ลมันก็ควรจะให้อภัยสิวะ ไม่ใช่เอามาประจานลับหลังแบบนี้

มันจำเป็นด้วยเหรอที่มึงจะต้องเอานักร้องมาประจานเพื่อแสดงให้ชาวบ้านรู้ว่ามึงรักชาติลาว!?

image

:mrgreen:  กรูว่าเราควรจะสกัดดาวรุ่งไม่ให้อีแอปเปิ้ลมันมีที่ยืนในวงการบันเทิงไทยอีกต่อไปว่ะ

เพราะมันชอบเอาชาวบ้านมาประจาน มันทำผิดจารีตและวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย

ถ้ามึงอยากให้ชาวบ้านคิดว่าคำด่าว่า “ไอ้ลาว” มันไม่ได้มีความหมายในแง่ลบ

คนลาวอย่างมึงก็ควรจะทำตัวให้ดี สงบเสงี่ยมเจียมตัวและรู้จักอดทนเวลาคนไทยด่าว่าไอ้ลาวสิวะ!!

image

:razz:  ชาวเน็ทที่ไม่เห็นด้วยกับแฟนคลับของนักร้องดังก็เถียงกลับว่าไอ้ห่านี่ พวกมึงคิดว่าการเอาชื่อชาติพันธ์ของชาวบ้าน

มาใช้เป็นคำด่านี่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ควรจะปล่อยผ่านเลยไป ไม่ต้องไปคิดมากอย่างงั้นเหรอวะ

ถ้าการด่าชาวบ้านว่าไอ้ลาวมันไม่เสียหาย พวกมึงก็ลองอธิบายให้กรูฟังซิว่าคำว่าลาวในความหมายของพวกมึง

ที่ใช้แทนคำด่ามันมีความหมายว่ายังไง มันเป็นการให้ความยกย่องชาวลาวเหรอวะ

คนลาวถึงไม่มีสิทธิพอใจพวกที่มึงที่เอาชื่อชนชาติเขามาใช้ด่ากันเล่นๆ แต่แทนที่พวกมึงจะยอมรับว่ามันผิด

มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและควรจะเลิกใช้คำว่าลาวมาด่ากัน แต่พวกมึงกลับแก้ตัวว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาซะงั้น

ยิ่งพวกมึงแก้ตัวว่าคนไทยติดปากคำนี้มานานนมนานกาเลเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยมันสันดานเสียมาช้านานเท่านั้น

พวกมึงคงคิดว่าประเทศตัวเองเจ๋งกว่าเพื่อนบ้าน ก็เลยเอาชื่อของชาติเพื่อนบ้านมาใช้ล้อเลียนกันล่ะสิท่า

แต่หารู้ไม่ว่าประเทศเราแม่งหยุดพัฒนามานานแล้ว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เวียดนาม เขากำลังวิ่งไปข้างหน้า

กรูอยากรู้นักว่าเมื่อวันที่เพื่อนบ้านแซงเราไปจนหมดจนเราต้องตามตูดเขมร พม่า พวกมึงยังจะกล้าด่าชาวบ้านว่าไอ้ลาวอีกมั้ย

image

:mrgreen:  พอเห็นคนเริ่มดราม่ากัน แฟนคลับของนักร้องดังก็ถามแอปเปิ้ลว่าเป็นไงล่ะมึง พอใจแล้วใช่มั้ย

ที่ทำให้คนไทยกับคนลาวต้องดราม่ากัน พวกกรูให้เกียรติคนลาว ไม่เคยจิกหัวด่าใครว่าไอ้ลาว

คนไทยเป็นคนดี และให้เกียรติคนลาวมาโดยตลอด แต่มึงกลับหาว่าพวกกรูดูถูกคนลาวได้ไงวะ

image

:razz:  ถ้าคนลาวอย่างมึงไม่อยากรู้สึกว่าโดนกระทบแกระแทกเวลาพวกกรูด่าคนไทยด้วยกันว่าไอ้ลาว

ก็เชิญมึงไสหัวกลับประเทศของมึงไปซะ!! ถุย ทำเป็นเรื่องคอขาดบาดตายรู้มั้ยว่าคนไทยใช้คำว่าไอ้ลาวด่ากันมาตั้งนานแล้ว

ทุกวันนี้คนไทยตั้งไม่รู้กี่ล้านคนก็ยังคงด่าพวกที่เฉิ่มๆโง่ๆว่าไอ้ลาวอยู่ดี แต่ถ้ามึงรับไม่ได้เพราะเลือดรักชาติมันเดือดปุดๆ

ก็เชิญมึงจองตั๋วเครื่องบินไสหัวกลับประเทศลาวของมึงไปเลยไป๊ จะอยู่ในประเทศไทยที่มึงคิดว่าดูถูกชาติลาวอีกต่อไปทำไมวะ

แต่ถ้ามึงไม่อยากกลับลาวและอยากอยู่ในไทยต่อไป ก็จงก้มหน้าก้มตายอมรับเวลาพวกกรูด่าว่าไอ้ลาวซะดีๆ

นี่มึงอยู่เมืองไทยมากี่ปีแล้ววะ จนถึงป่านนี้มึงยังไม่รู้อีกเหรอว่าที่พวกกรูด่าไอ้ลาวมันหมายความว่ายังไง

image

:twisted:  ขนาดกรูไปประเทศลาวแล้วเจอเรื่องเหี้ยๆ กรูยังไม่เคยเอาเรื่องเหี้ยๆในประเทศลาวมาประจานเลย

แต่นี่มึงเจอคนไทยด่าไอ้ลาวนิดเดียว มึงกลับเอาเรื่องนี้มาประจานแล้วเหมารวมว่าคนไทยสันดานเสียเลยเหรอวะ

image

:lol:  มึงรู้มั้ยว่าที่มึงกำลังทำอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่การประจานอีนักร้องดังเพียงผู้เดียว แต่มึงกำลังลบหลู่ดูหมิ่นคนไทยทั้งประเทศ

กรูไม่เชื่อว่าคนลาวไม่เคยด่าคนไทย แต่ก็ไม่เคยมีคนไทยคนใดถือสาและเอาเรื่องที่พวกมึงด่ามาประจานเหมือนมึงเลย

ดังนั้นถ้าคนลาวอย่างมึงโดนคนไทยอย่างพวกกรูด่ามั่ง ก็จงอดทนและรู้จักให้อภัย

แต่ถ้ามึงไม่มีปัญญาให้อภัยคนไทยที่ด่าว่าไอ้ลาว ก็จงไสหัวกลับประเทศของมึงไปซะเถอะค่ะ

image

:twisted:  แฟนคลับนักร้องดังคนนึงบอกว่าที่พวกกรูด่าว่าไอ้ลาว มันไม่ได้มีความหมายถึงประเทศลาวหรือคนลาวเลยแม้แต่นิดเดียว

มันเป็นแค่คำด่าลอยๆที่พวกกรูใช้กันจนติดปากเท่านั้น อีแอปเปิ้ลกรูรู้นะว่ามึงมาอยู่ประเทศไทยตั้งหลายปีแล้ว

แต่ทำไมมึงถึงไม่รู้จักเรียนรู้วัฒนธรรมไทยและปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทย ถ้ามึงรับไม่ได้ที่สังคมไทยใช้คำว่าไอ้ลาว

กูไสหัวกลับประเทศลาวของมึงไปเลยอีดอก เพราะที่นี่คือประเทศไทยอันแสนศิวิไลไม่ใช่ประเทศลาวโว้ย!!

image

พอเห็นแฟนคลับนักร้องดังรุมจวกแอปเปิ้ลอย่างดุเดือด คนไทยที่มีสติสัมปชัญญะก็ถามแฟนคลับเหล่านี้ว่า

:x  การดูถูกชาติเพื่อนบ้านมันเป็นวัฒนธรรมประเพณีไทยไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ

image

กรูเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าวัฒนธรรมไทยมันสั่งสอนให้คนไทยเหยียบหัวเพื่อนบ้านอยู่ตลอดเวลา

:???:  นี่ถ้ากรูด่าพวกมึงว่าไอ้ไทย ไอ้กระจอก ไอ้กากส์ ไอ้เศษเดน  พวกมึงจะก้มหน้าก้มตาอดทนคำด่าของกรูรึเปล่าวะ?

image

ยิ่งไอ้พวกที่ไล่ให้แอปเปิ้ลเขาไสหัวกลับประเทศลาวเนี่ยพวกมึงปัญญาอ่อนรึเปล่า

ถ้าเกิดพวกมึงย้ายไปอยู่ที่ประเทศอื่นแล้วมึงเจอคนประเทศนั้นดูถูกเหยียดหยาม

:razz:  และแสดงความรังเกียจเชื้อชาติของมึง แปลว่ามึงต้องไสหัวกลับประเทศไทโดยทันทีเพียงเพราะถูกคนเหยียดชาติพันธ์เนี่ยนะ?!

image

หลังจากนั้นชาวเน็ทก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงก็เชียร์แอปเปิ้ล อีกฝ่ายเชียร์มดและปะทะฝีปากกันอย่างดุเดือด

ชาวเน็ทหลายๆคนก็พยายามปลอบใจแอปเปิ้ลว่าอย่าเสียใจเลย คนไทยที่เอาคำว่าลาวมาด่าชาวบ้าน

:mrgreen:  มันมีแต่พวกสมองหมาปัญญาควายที่ไร้การศึกษาเท่านั้น แต่คนไทยที่ดีและไม่ดูถูกชาติอื่นก็ยังพอมีหลงเหลืออยู่นะ

image

ที่ผ่านมาสังคมไทยเอาคำว่าลาวมาใช้ด่ากันเกลื่อนก็จริง แต่ทุกวันนี้สังคมเริ่มตื่นตัว

และลดการเอาคำว่าลาวมาใช้แทนคำด่าเยอะแล้ว อีกไม่เกินสี่ห้าปีสันดานนี้มันน่าจะหายไปจากสังคมไทยแน่ๆ

:oops:  พวกที่ยังใช้คำว่าลาวด่าชาวบ้าน มันก็มีแต่พวกที่ใช้จนเคยชิน หรือไร้หัวคิดไม่รู้จักแคร์ชาติเพื่อนบ้านเท่านั้น

image

น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมาแอปเปิ้ลทนแรงเสียดทานของแฟนคลับนักร้องดังไม่ไหว จึงลบภาพดังกล่าวทิ้งไป

:smile:  แต่ไม่เป็นไร แอดมินเซฟเอาไว้อย่างครบถ้วน ใครสนใจอ่านเชิญไปโหลดอ่านกันได้ที่ url นี้เลยครัฟ

http://www.mediafire.com/?j02uxn5q25mo6yk

แอดมินคิดว่าแอปเปิ้ลไม่ต้องกลับประเทศลาวหรอกนะ อยู่เมืองไทยต่อไปแหละดีแล้ว

:twisted:  แต่คนที่ควรจะกลับไปยังที่ๆมันจากมา น่าจะเป็นไอ้พวกเหยียดชาติพันธ์ที่ควรจะไสหัวกลับไปลงนรกอเวจีซะมากกว่า

ล่าสุดประเด็นของแอปเปิ้ลกับนักร้องดังได้แพร่กระจายออกไปในเน็ทเหมือนไฟลามทุ่ง มีคนตั้งกระทู้ในพันทิป แชร์ข่าวในเฟซบุ๊คมหาศาล

เอาเป็นว่าไปตามอ่านที่คนไทยกำลังถกประเด็นของแอปเปิ้ลกันอย่างดุเดือดต่อในกระทู้ข้างล่างกันเอาเองนะพวกเธอว์

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร วันที่คนไทยเลิกดูถูกชาติเพื่อนบ้านจะมีวันมาถึงหรือไม่?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในกระทู้เหล่านี้โดยพลัน!!

ไปเจอข้อความนี้ใน Instagram มา .. [ย้ายจาก : ดารา-นักแสดง]

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A12882934/A12882934.html

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=558454204168683&set=a.263713993642707.85568.251926111488162&type=1&ref=nf

https://www.facebook.com/DramaAdd/posts/446037795431995

สุนทรพจน์ช่วงท้ายของ บารัค โอบาม่า

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
"ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมาจากไหน หรือหน้าตาเป็นอย่างไร หรือคุณรักที่ใด และไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิวดำหรือผิวขาว ฮิสปานิกหรือเอเชีย หรือคนพื้นเมืองอเมริกัน เด็กหรือชรา รวยหรือจน ปกติหรือพิการ รักร่วมเพศหรือชายจริงหญิงแท้ คุณสามารถเป็นได้ทุกอย่างในอเมริกา หากเราทุกคนมีความพยายาม"

สุนทรพจน์ช่วงท้ายของ บารัค โอบาม่า

ขอแสดงความยินดีต่อชาวอเมริกากับผลการเลือกตั้งฯ 2012 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ บารัค โอบามา (Barack Obama)

Posted by KwamRak on 07.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 







Charnvit Ks ได้แบ่งปัน รูปภาพ ของ Textbooks Project (มูลนิธิโครงการตำราฯ)

American Presidential Election แปลกๆ ได้มาเป็น "พวง"
ครับ Congrat: Obama and Tammy 

แต่ แต่ การเลือกตั้ง มะกัน นั้น "ต้องมองให้เลย" โอบะมะ กับ แทมมี ไปอีก 
เชื่อไหม 

การเลือกประธานาธิบดี มะกัน ระดับชาติ ทุก 4 ปี นั้น
ก็มีการพ่วงเลือกตั้งอื่นๆ กับลงมติอื่นๆ ในระดับท้องถิ่น พร้อมไปด้วย 

เช่น เลือกผู้ว่ารัฐ/Governers 
เลือก สว/Senators 
เลือก สส/Representatives (อย่าง Tammy คนเชื้อสายไทย ที่ชิคาโก)

แถมยังมี การลงคะแนน propositions ต่างๆ คล้ายๆ "มติ" ไปด้วย พร้อมกัน
เป็นเรื่องของแต่ละรัฐ แต่ละท้องถิ่น

เช่น เกย์/เลสเบียน แต่งงานกันได้ไหม
กัญชา ใช้ได้ไหม 
โทษประหาร เอาหรือไม่เอา 
ขึ้นภาษี สำหรับการศึกษา ด้วย

สรุป
เลือกทีเดียว ได้หลายเรื่อง หลายพวง 
ทั้งระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น 
"ยิงนก กระสุนเดียว ได้หลายตัว" 
ลงทุนครั้งเดียว ได้หลายตำแหน่ง ได้หลายเรื่อง
แปลกดี มาเป็นพวง พ่วงมากับ โอบะมะ ครับ
cK@LA


ขอแสดงความยินดีต่อชาวอเมริกากับผลการเลือกตั้งฯ 2012 โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ บารัค โอบามา (Barack Obama) จากพรรคเดโมแครต ชนะ มิตต์ รอมนี่ (Mitt Romney) จากพรรครีพับลิกัน ด้วยคะแนน 303-203* (รายงานโดย Huffingtonpost 13.17 น. เวลาประเทศไทย) ทำสถิติเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกที่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน (วาระตำแหน่ง 4 ปี) 

และขอแสดงความยินดีกับ พันตรีหญิงลัดดา แทมมี ด
ักเวิร์ธ (Ladda Tammy Duckworth) ลูกครึ่งไทย-อมเริกัน ผู้ลงสมัคร ส.ส.พรรคเดโมแคตร ซึ่งได้กลายเป็นสตรีเชื้อสายไทยคนแรกที่ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ส.ส เขต 8 รัฐอิลลินอยล์ (ภาพขวา)

ปกิณกะโดย ศ.(พิเศษ) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "เชื่อไหม การเลือกประธานาธิบดี มะกัน ระดับชาติ ทุก 4 ปี นั้น ในขณะเดียว ก็มีการเลือกตั้งอื่นๆ พร้อมไปด้วย เช่น เลือกผู้ว่ารัฐ เลือก สส แถมยังมี การลงคะแนน คล้ายๆ ประชามติ ไปด้วย พร้อมกัน ที่ California มีการลงมติเรื่อง งบประมาณการศึกษา ด้วย

สรุป เลือกทีเดียว ได้หลายเรื่อง ทั้งระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น "ยิงนก กระสุนเดียว ได้หลายตัว" ลงทุนครั้งเดียว ได้หลายตำแหน่ง ได้หลายเรื่อง แปลกดี ครับ" 

- สุนทรพจน์ประกาศชัยชนะหลังการเลือกตั้งโดย บารัค โอบามา คลิ๊ก :http://www.youtube.com/watch?v=nv9NwKAjmt0





- มิตต์ รอมนีย์กล่าวยอมรับชัยชนะเป็นของบารัก โอบามา คลิ๊ก : http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43521

Photo: http://goo.gl/cs77w

นี่แหละครับ ภาพที่น่าชื่นชมของทหารบกไทย

Posted by KwamRak on 06.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
นี่แหละครับ ภาพที่น่าชื่นชมของทหารบกไทย

        ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ว่า ขณะนี้ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้มีการเผยแพร่ภาพถ่าย ที่เป็นทหารกระโดดน้ำลงไปช่วยหญิงกลางคนผู้หนึ่งที่ขับรถยนต์ตกน้ำ  ทั้งเครื่องแบบ  โดยเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกระบุว่า เกิดขึ้นบริเวณคลองในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ  บางเขน เมื่อเย็นวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 






ทั้งนี้ เมื่อมีผู้ส่งต่อภาพถ่ายดังกล่าวออกไปทั่วโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ได้มีผู้คนจำนวนมาก เข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมนายทหารเหล่านั้น  ที่ตัดสินใจช่วยชีวิตคนโดยไม่ห่วงเครื่องแบบที่สวมใส่อยู่

ขณะที่ในเพจ เฟซบุ๊ก "เรารักทหารไทย" ได้ระบุข้อมูล ภาพ และเหตุการณ์ ดังกล่าวว่า โดยอ้างว่าภาพถ่ายมาจาก เฟซบุ๊ก  มากกว่ารักจากวีรบุรุษยะลา และ จากข้อมูล  พ.ท.วันชนะ สวัสดี  หรือผู้พันเบิร์ด  รองโฆษกกองทัพบก และ  หัวหน้าปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.)   กองกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก   ระบุว่า  ทหารที่เข้าไปช่วยหญิงวัยกลางคนที่ขับรถตกน้ำนั้น   มีจำนวน 5 นาย ได้แก่  
          1. จ.ส.อ.วิเชียร ประชาเขียว  สังกัด ขส.ทบ. สอนที่ รร.ทบอ. ช่างกล ขส.ทบ.
         2. จ.ส.อ.วิฑูรย์ เอกจำนงสกุล
         3. ส.อ.ดนัย คำใส   ปัจจุบันเป็น อบต. อยู่ที่เชียงราย )
         4. ส.อ.วุฒิชัย เขียวสวาท   สังกัด ขส.ทบ. สอนที่ รร.ทบอ. ช่างกล ขส.ทบ.. )
         5. ส.อ.ปัญญา สามงามยา   พล.ปตอ.
 
        อย่างไรก็ตาม  เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปในเฟซบุ๊กในชื่อ  F.s. LifeGuard  ซึ่งคาดว่า น่าจะเป็นที่มาของการอัพโหลดรูปวินาทีชีวิต ฉุกเฉิน  ขณะเกิดเหตุการณ์ รถยนต์ของหญิงวัยกลางคนคนดังกล่าว ที่พุ่งไปอยู่กลางน้ำบริเวณวัดพระศรีฯ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ถึง 1 นาที ทหารทั้ง 5 นาย ได้รีบกระโดลงน้ำไปช่วยเหลือหญิงคนดังกล่าวในทันท่วงที ซึ่งปรากฎว่า หญิงสูงวัยคนดังกล่าวปลอดภัย  ขณะที่ ทหาร 2 นาย ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระจกบาด แต่ไม่เป็นอะไรมาก  ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร ได้พาทั้งหมดส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ
         ทั้งนี้  ขณะเกิดเหตุ ทหารทั้ง 5 นาย ได้เดินทางมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพเพื่อนร่วมรุ่น  ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น นายทหารทั้งหมดไม่ได้ลังเลที่จะเกรงกลัวต่ออันตรายใดๆเลยแม้แต่น้อย
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก F.s. LifeGuard
http://surasiha.blogspot.com/

ผู้หญิงในความหมายของ....อิสลาม!

Posted by KwamRak on 26.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

ผู้หญิงในความหมายของ....อิสลาม!

           เกิดเป็นมุสลิมะห์ นี่แสนลำบาก 

           เป็นคนกับเขาก็ไม่ได้เป็น..เป็นได้แค่....ทรัพย์สิน


           จะหาคู่ครองก็ไม่มีสิทธิเลือก...

           บางทีก็ถูกยัดเยียดความเป็นผัวให้เสียอีก

           คิดว่าเราเป็นเจ้าของ เราเป็นผู้สอนลูกที่เราให้กำเนิด 

           ...แต่กลายเป็นอิหม่ามสั่งได้เสียนี่

           เราจะเปลี่ยนศาสนา มันก็จะฆ่า


           ถ้า...เราจะตาย.....เราขอตายในศาสนาอื่นก็แล้วกัน


http://surasiha.blogspot.com/

"The world will not be destroyed by those who do evil, but by those who watch them without doing anything."

Posted by KwamRak on 07.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


"โลกนี้เต็มไปด้วยอันตรายมิ
ใช่เพราะมีคนทำสิ่งชั่วร้าย แต่เป็นเพราะมีคนยืนดูเฉยๆและปล่อยให้มีการทำสิ่งชั่วร้าย"

"The world will not be destroyed by those who do evil, but by those who watch them without doing anything."



- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)



by Phattawat Fuangpet



Ancient site needs saving not destroying โบราณาสถานที่ต้องรักษาไม่ใช่ทำลาย

Posted by KwamRak on 28.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
Ancient site needs saving not destroying
โบราณาสถานที่ต้องรักษาไม่ใช่ทำลาย

http://edition.cnn.com/2012/09/22/opinion/Afghanistan-buddha-site-mine/index.html
 

Boon Rak-Sa Woody -ช่วยกันหน่อยนะ พี่น้องผองไทย 
เราชาวพุทธฯ ต้องช่วยๆ กันแสดงพลังแห่งความสามัคคีหน่อยนะ
อย่าปล่อยให้เขาทุบ หรือ ทำลายพระพุทธรูปอายุนับพันปีเลยยย
โปรดเถิดดดดดดดดดดด

ใครทำร้ายหัวใจของมุสลิม

Posted by KwamRak on 13.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 โจรชั่ว มารศาสนา เผาได้กระทั่งโรงเรียนของเด็ก
ไม่เว้นกระทั่ง “เสาหลักของการดำเนินชีวิต” ของคนมุสลิม


        เมื่อวันที่ 3มิถุนายน 2555เวลาประมาณ 21นาฬิกา 45นาที กลุ่มโจรชั่ว มารศาสนา ไม่เคารพต่อ อัลลอฮฺ ไม่รักในหมู่มุสลิมด้วยกันได้ลอบวางเพลิงหวังเผาทำลาย โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4ตำบลเมาะมาวี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีให้สิ้นซาก ด้วยการฉวยโอกาสยามค่ำมืดลักลอบแอบนำน้ำมันเบนซินเทลาดทั่วอาคารเรียนครึ่งปูนครึ่งไม้ชั้นเดียวเมื่อสบอารมณ์หมายจึงจุดไฟจนลุกโชดช่วงแล้วหลบหนีผลของความชั่วร้ายของพวกมันส่งผลให้ไฟได้ไหม้ห้องเรียน อาคารเรียนและยังได้ลุกลามเผาทำลายหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน แสงสว่างนำทางชีวิต ที่ส่องทางให้เด็กทุกคนมีวิชาความรู้ เป็นคนดีของสังคม เป็นมุสลิมที่ดี จนไม่หลงเหลือที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก

             โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขามได้เปิดเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงระดับชั้นประถมปีที่ 6มีเด็กเรียนรวมทั้งสิ้น 235คน ครู 18คน ซึ่งนักเรียนทั้งหมดเป็นไทยมุสลิม ซึ่งหลังเกิดเพลิงไหม้มีนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากเดินทางมาดูความเสียหายของอาคารเรียนด้วยความเสียใจและสาปแช่งผู้กระทำนักเรียนบางคนพยายามที่จะเข้าไปเก็บหนังสือ ที่เป็นแสงส่องนำทางชีวิตของเขา ภายในห้อง แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตรวจที่เกิดเหตุ อีกทั้งหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน ถูกเพลิงไหม้ทั้งหมดจนไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองต่างสาปแช่งการกระทำของผู้ลอบวางเพลิง

       ตอนนี้....รู้แล้วว่าไอ้โจรชั่ว ไม่เคารพอิสลาม เป็นพวกสุดโต่ง หวังอำนาจ อยากเป็นเผด็จการเหนือคนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการฆ่า ทำลาย ก่อกวน

       มันคือ “มะซอเร ดือรามะ”  สมาชิกปฏิบัติการระดับผู้บังคับหมวด ซึ่งที่ผ่านมามันคือผู้ลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น พล่าซ่า หาดใหญ่ แล้วยังรู้ว่าตอนนี้ไอ้พวกนี้ “มะซอเร ดือราระ มีแผนที่จะลอบวางระเบิดเพื่อฆ่า ก่อกวน สร้างความตระหนกตกใจ ในพื้นที่จังหวัดยะลาโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ ประกอบระเบิด พวกมันหวังทำเพื่อความสะใจ และโกรธแค้นที่พวกของมันหลายคนเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญที่สุดคือการจับกุมมือระเบิดตัวสำคัญ และอาวุธ กระสุน อุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก จากการแจ้งข่าวสาร ในพื้นที่บ้านบาโงกูโบ ม.๔ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 55 ที่ผ่านมา

 

        และอีกครั้ง...ที่คนเดือดร้อนรองรับอารมน์โกรธของโจรชั่วคือ เด็กนักเรียนมุสลิม และประชาชน เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 6 มิย. โจรชั่วยังลอบวางเพลิง โรงเรียนบ้านบือแนปีแน ม.7 บ้านบือแนปีแน ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ห่างจากถนนใหญ่สาย 410 ปัตตานี-ยะลาประมาณ 3 กิโลเมตร ไฟลุกไหม้ อาคารเรียน คอนกรีตและไม้ชั้นเดียว ในชุมชนไทยมุสลิม ไฟได้ไหม้ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียนชั้น ป.4-ป.6  วอดทั้งหลัง และอาคารใกล้เคียงบางส่วนเสียหาย โจรชั่วลงมือขณะ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภารโรง โรงเรียนออกไปละหมาด คนร้าย 4 คน ขับรถยนต์กระบะเข้าไปภายในโรงเรียน งัดห้องเรียน นำหนังสือซึ่งเป็นแสงส่องทางชีวิตเด็กๆมากองราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผา แล้วหลบหนีไป ชาวบ้านทุกคนต่างสาปแช่ง และเสียใจ การกระทำบาปอันชั่วร้าย ย่ำยีจิตใจ เพียงหวังสร้างสถานการณ์ สร้างความแตกแยกของกลุ่มขบวนการที่อ้างตนว่าทำเพื่อคนมุสลิมมลายู แต่ความจริงหวังเพียงอำนาจการเมืองของกลุ่มตน และโกรธแค้นที่คนร่วมขบวนการออกมามอบตัว หนีจากพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

         สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่ม นายมะซอเร ดือรามะ และพวกขบวนการ BRN ไม่รู้ว่าเป็นการต่อสู้หรือการทำลาย ทุกวันนี้ “เรา”ผู้รักและศรัทธาในอัลลอฮฺ  ได้เห็นว่าพวกมึงคือโจร... ทำลายได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ อัลลอฮฺ ประทานมา ทำร้ายชีวิตลูกหลานของอาดัม ทำลายได้กระทั่ง วิชาความรู้ แสงสว่างของชีวิต ที่ส่องทางให้ลูกหลาน ได้เป็นคนดีที่ อัลลอฮฺมอบให้

ผู้ศรัทธาอัลเลาะฮฺ


 

ไซฎอน "ผู้ทำลาย"


http://surasiha.blogspot.com/

10คำถา่มฮาร์ดคอร์ต่ออริสมันต์6ปี19กันยา49

Posted by KwamRak on 13.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา Thai E-News






Q:จะครบรอบ6ปีรัฐประหาร 19 กันยา 2549 แล้ว อยากพูดอะไรเกี่ยวกับรัฐประหารบ้าง?

A:พอดีผมไปบวชมา ก็มีข้อสรุปว่าทุกฝ่ายทั้งกองทัพ อำมาตย์ นักการเมือง สื่อ และทุกฝ่ายหากมีพรหมวิหาร4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญหาบ้านเมืองจบครับ

Q:คุณเ้คยพูดไว้ว่าหากเกิดปฏิวัติรัฐประหารให้ประชาชนต่อต้านด้วยการเตรียมน้ำมันใส่ขวดละลิตร คุณยังยืนยันเหมือนเดิมไหม?

A:คือที่ผมพูดมันเป็นโวหารสำนวนครับ หากจะเอาจริงเอาจังกับคำพูดผมขนาดนั้น ทำไมไม่ลองจริงจังกับคำพูดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดว่า"จะประชาชนแสนคนหรือคนเดียวหากแสดงความไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็ควรฟัง" นั่นเป็นคำพูดของคนระดัีบนายกรัฐมนตรีนะครับ พอคนออกมาประท้วงเป็นแสนเป็นล้าน ไม่เห็นฟัง ทำไมสังคมไม่ไปเอาเรื่องกับคนพูดแบบนั้นบ้าง


Q:งั้นถามใหม่ หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง คุณจะออกมาต่อต้านไหม หรือวางเฉย

A:ก็เรื่องมันยังไม่เกิด ผมจะไปตอบอะไรได้ แต่หากมันเกิดจริง ผมว่าต้องเจอทีเด็ดแน่ แต่ทีเด็ดอย่างไร ผมไม่ขอบอก

Q:คุณจะสนับสนุนให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหารไหม หากเกิดแบบ19กันยายน49อีก?

A:ผมว่าประชาชนควรมีสิทธิที่จะต่อต้าน เพื่อพิทักษ์รักษาประชาธิปไตย แต่กติกาต่างๆยังไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนลุกออกมาต่อสู้เท่าไหร่..

ผมอยากให้เกิดเรื่องต่อไปนี้นะ อยากเห็นศาลทั้ง3ศาล ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ออกมาประกาศเลยว่า ต่อไปนี้จะไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว จะไม่ยอมรับว่าหากใครยึดอำนาจทำรัฐประหารสำเร็จจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐาธิปัตย์ เท่านี้ก็จะทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยสามารถที่จะออกมาทัดทานต่อต้านการ ทำรัฐประหารได้อย่างเต็มที่

ผมอยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ


Q:ชีัวิตของคุณทุกวันนี้เป็นอย่างไร หากย้อนกลับไปได้คุณยังจะทำแบบที่สื่อกระแสหลักเรียกคุณว่าเป็นฮาร์ดคอร์อีกหรือไม่?




A:เมื่อ20ปีก่อนผมเป็นนักร้องเพลงพ็อพที่คนเรียกว่าเป็นคนร้องเพลงได้ โรแมนติกที่สุด คนก็อยากเห็นผมเป็นแบบนั้น ต่อมาผมมาทำงานการเมืองเป็นส.ส.ออกมาต่อต้านการรัฐประหารของคมช.สื่อก็เรียก ว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ความจริงผมแค่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

Q:แต่คุณก็มีพฤติการณ์หลายอย่างว่าเป็นฮาร์ดคอร์นะ อย่างตอนการชุมนุมตอนสงกรานต์ปี2552คุณก็พาม็อบบุกโรงแรมที่ประชุมAPECจนการ ประชุมล่มลงไม่เป็นท่า

A:ตอนนั้นคนเสื้อแดงอยากไปฟ้องต่อที่ประชุมAPECว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีที่ มาไม่ชอบธรรม ฝ่ายรัฐบาลก็หาคนใส่เสื้อสีน้ำเงินมาทำร้ายคนเสื้อแดงปางตาย ผมก็ไปช่วย เมื่อคนเสื้อแดงแสดงความไม่พอใจจะเข้าไปในโรงแรมที่ประชุมAPEC ผมก็ไปห้ามปรามว่าอย่าทำให้เกิดความรุึนแรง ก็กลายเป็นการเสนอข่าวว่าผมพาพวกบุกล้มการประชุม

Q:มีข่าวว่าคุณพยายามขัดขืนการจับกุมของเจ้่าหน้าที่ในตอนสงกรานต์ปี52

A:ก็บุกมาเป็น200-300คนที่บ้านผม นำตัวผมไปขึ้นฮ.บอกจะพาไปที่หนึ่งแล้วจะไปอีกที่ ผมนั่งฮ.ไปกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตอนนั้นมีนายตำรวจนายหนึ่งมาควบคุมตัวผมไป เขามีประวัติเรื่องวิสามัญฆาตกรรม ผมก็กลัวโดนวิสามัญก็เลยเอาวะ หากจะตายก็คงต้องสู้กันซักตั้ง ก็ต่อสู้่ตำรวจบนฮ. จนตำรวจบอกว่าพอแล้ว และคุณจตุพรก็ห้ามว่าตำรวจจะพาฮ.ลงแล้ว ผมก็เลยให้ดำเนินคดี


Q:ในการชุมนุมปี2553คุณมีพฤติการณ์ฮาร์ฺดคอร์มากทั้งบุกสภา ทั้งหลบหนีที่โรงแรมSC PARK

A:ที่สภานี่คือคนเสื้อแดงไปชุมนุมหน้าสภา มันมีคนโยนระเบิดมาใส่2ลูก เราเลยขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมตัวแล้วก็ไปเจอส.ส.ประชาธิปัตย์ รายหนึ่งมีปืนเอ็ม16เราก็ขออาวุธปืนจะได้ไม่เกิดเหตุรุนแรง ผมไประงับความรุนแรงก็กลายเป็นผมนิืยมความรุนแรงไป


ตอนที่ผมหลบหนีที่โรงแรมSC PARKแล้วโรยตัวหนีลงมา มีพี่น้องมวลชนเสื้อแดงไปช่วย และเราได้ขอคุมตัวตำรวจไว้ ก็เพราะมีการยิงเข้ามาในห้องพักผม มีระเบิดเข้ามา ผมก็หนีออกมาได้และก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผมไปส่งเวทีชุมนุมราช ประสงค์ ไม่ได้ให้เป็นตัวประกัีนอะไรเลย ก็หาว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์

Q:ตอน19พฤษภา53ทำไมคุณไม่ยอมเข้ามอบตัวกับแกนนำคนอื่น แต่กลับหนี...


A:มันมีข่าวหนาหูมากว่า เขาจะจับตายผม อ้างว่าเป็นคำสั่งจากระดับสูง จริงหรือเท็จไม่ทราบ ผมก็เลยหลบหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ และเมื่อมีการเลือกตั้งเรียบร้อยผมก็กลับมา และได้ประสานงานสายตรงไปยังผู้ใหญ่ระัดับสูงว่า เข้าใจผมผิดทั้งนั้น ผมเป็นเพียงต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตย ผู้ใหญ่ก็เข้าใจผมก็กลับมาต่อสู้ในประเทศ

Q:6ปีหลังรัฐประหาร19กันยา49ประเทศเรามีบทเรียนอะไรบ้าง..

A:ประชาชนไทยหูตาสว่างขึ้นมาก แต่อำมาตย์ยังไม่มีบทเรียนอะไร พวกเขายังอยากให้ประเทศให้ประชาชนเหมือนเดิม แต่ประชาชนไม่เหมือนเดิมอีกต่ิอไปแล้ว

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “เรื่องต่อไปนี้ ผมพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี”

Posted by KwamRak on 12.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา ประชาไท

 Tue, 2012-09-11 23:16 
กองบรรณาธิการ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสันติภาพ ร่วมอภิปรายในงานสนทนาพิเศษ “กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน” เมื่อ 7 กันยายน 2555 ได้ประมวลความเห็นและข้อเสนอโดยตรงถึงขบวนการต่อสู้ปาตานีเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) แปลคำอภิปรายเป็นภาษาไทย
0 0 0
ผู้จัดได้ขอให้ผมพูดเรื่องกระบวนการสันติภาพ ปกติผมไม่ค่อยจะตามใจผู้จัด ฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำ คือการ “ทำ” กระบวนการสันติภาพ ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นผู้ฟังหลักของผมอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ เพราะว่าผมต้องการที่จะพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี ฉะนั้น กลุ่มผู้ฟังหลักของผมคือกลุ่มขบวนการ
ผมจะพูดถึง 4 คำ คำแรกคือ ปัญหา คำที่สองคือ สมมติฐาน คำที่สามคือ คำถาม และคำสุดท้ายคือ ความรู้
จะขอเริ่มต้นด้วย ‘ปัญหา’ เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเภท คือปัญหาของรัฐไทยและปัญหาของฝ่ายขบวนการ ปัญหาของรัฐไทยได้มีการพูดถึงมากและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในงาน ของศ.ดร. ดันแคน แมคคาร์โก ในหนังสือของเขา เรื่อง “Tearing Apart the Land” หรือ “ฉีกแผ่นดิน” ซึ่งสำนักพิมพ์คบไฟกำลังจัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาไทย
ในความเข้าใจของผม ประเด็นเรื่องภาคใต้นี้ รัฐไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เขา [ศ.แม็คคาร์โก] และผมเรียกว่า “โรคความชอบธรรมบกพร่อง” ไม่มีหนทางอื่นที่จะออกจากตรงนี้ได้ จะต้องจัดการกับปัญหา นั่นคือปัญหาของรัฐไทย เป็นโรคที่รัฐไทยได้เผชิญ แต่ปัญหาของฝ่ายขบวนการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าพวกเขากำลังเผชิญกับ “สภาวะตาบอด” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรง การตาบอดนี้เป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้ ก็คือความรุนแรง
ผลก็คือ มีคนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นฝีมือของขบวนการ เรายังคงจะต้องหาว่า มีจำนวนเท่าไหร่ที่เสียชีวิตจากการกระทำของขบวนการ จำนวนเท่าไหร่เสียชีวิตจากฝีมือของรัฐไทยหรือทหารพราน หรือว่าเกิดจากอาชญากรรมปกติ นี่คือปัญหาสองด้าน
สำหรับ ‘สมมติฐาน’ ผมมีสมมุติฐานเกี่ยวกับขบวนการดังนี้ 
หนึ่ง ผมคิดว่าขบวนการเป็นคนที่มีเหตุมีผล พวกเขาไม่ใช่คนที่เสียสติ ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลหรือเสียสติ ผมจะไม่เสียเวลาพูดกับพวกเขา 
สอง การใช้ความรุนแรงของพวกเขาเป็นสิ่งที่อธิบายได้ เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ และพวกเขาก็ใช้มันในฐานะเครื่องมือ
สาม จากมุมของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ สามารถมองได้ว่ามีความชอบธรรม ผมพูดว่า จากมุมของพวกเขา แต่จากมุมของคนอื่น แน่นอน มันไม่ชอบธรรม นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องทัศนคติที่แตกต่างกัน เรากำลังเผชิญกับปัญหาที่ ศ.ดร.แมคคาร์โกพูดเกี่ยวกับเรื่องของความจริง และเรากำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน
สี่ ผมไม่คิดว่ากลุ่มขบวนการเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกัน ผมคิดว่าพวกเขามีความหลากหลาย ผมคิดว่าพวกเขาเองก็มีสภาวะที่แตกเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีความแตกต่างกันในระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของปัตตานีเท่านั้น ผมคิดว่าที่อื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน 
สุดท้าย ผมคิดว่าขบวนการและการต่อสู้ของพวกเขานั้น ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งใหญ่ในโลก เราสามารถที่จะวางการต่อสู้ของพวกเขาในบริบทของโลกได้ ถ้าเรามองย้อนกลับไป 40-50 ปี เราสามารถที่จะพูดถึงบริบทของขบวนการชาตินิยมต่อสู้เพื่อเอกราชเมื่อครึ่ง ศตวรรษที่แล้ว เราหมุนเวลาผ่านไป 30 ปี ก็จะเป็นช่วงของการปฏิวัติอิสลาม อีก 20 ปีต่อมา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกในโลก  และเมื่อปีที่แล้ว เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศอาหรับที่เรียกกันว่า Arab Spring จะเห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก 
ซึ่งผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีผลต่อความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประเด็นในระดับท้องถิ่นนี้ สามารถที่จะวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่าได้เช่นกัน ซึ่งในบางส่วนก็มีการใช้การก่อการร้ายด้วย
สำหรับ ‘คำถาม’ คำถามที่ผมต้องการจะถามสมาชิกขบวนการที่เป็นทั้งสุภาพบุรุษและสตรีคือ เราจะช่วยขบวนการได้อย่างไร เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่าความรุนแรงมีความจำเป็นอีกต่อไป
เมื่อวานนี้ (6 กันยายน 2555) ในการพูดของผม ผมพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการใช้ความรุนแรง ซึ่งกล่าวโดยย่อ ผมบอกว่าความรุนแรงนั้นทำลายอำนาจ ศ.ดร.แมคคาร์โก ขอให้ผมอธิบาย ซึ่งผมก็พูดอะไรบางอย่าง แต่อาจจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลมากนัก และผมจะลองอีกที
ถ้าหากว่าคุณต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงและอำนาจ ลองพยายามเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการข่มขืนกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (sexuality) การข่มขืนฆ่ากับการทำลายความสัมพันธ์ทางเพศ ในความสัมพันธ์ทางเพศ คุณมีความรัก คุณมีความเข้าใจ คุณมีความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ว่าเมื่อเกิดการข่มขืนเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็หายไปหมด นั่นเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ทางเพศ
ในลักษณะเดียวกัน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น อำนาจก็มลายหายไป ดังนั้น การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่า คุณไม่มีอำนาจ นั่นคือความจริงพื้นฐานที่นักรัฐศาสตร์ในโลกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พวกเขาสามารถที่จะถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้ได้ตลอดเวลา
ทีนี้ ผลก็คือ ขบวนการจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อย 3 ประเด็น ผมคิดว่า วาระทางการเมืองของพวกเขา ควรได้ริเริ่มและสร้างอย่างรอบคอบในพื้นที่สาธารณชน ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
สอง พวกเขาต้องเข้าใจผลกระทบของการใช้ความรุนแรงต่อสิ่งที่พวกเขาต้องการต่อสู้ อย่างเป็นจริงมากขึ้น สาม พวกเขาต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้สันติวิธีแทนความรุนแรง 
มีงานศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในโลกนี้มากมายหลากหลาย บางชิ้นก็ศึกษากลุ่มติดอาวุธ 60 กลุ่มใน 4 ทวีป งานเหล่านี้ต่างก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งผมอยากจะอ่านอะไรบางอย่างให้ฟัง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่ไม่ใช่สำหรับพวกคุณที่อยู่ในห้องนี้ แต่ (อ่าน) สำหรับขบวนการ
นี่เป็นคำพูดของนายมูเซเนวี ซึ่งเป็นหัวหน้าของกองทัพต่อต้าน (Resistance Army) ในประเทศอูกานดา บุคคลคนนี้มีความสำคัญ และเขากล่าวสิ่งนี้ เขากล่าวว่า พวกคุณจะต้องไม่ทำงานผิดพลาด ดังนั้น เวลาที่คุณเลือกเป้าหมาย คุณต้องเลือกเป้าหมายอย่างรอบคอบ 
“สิ่งแรก คุณจะต้องไม่โจมตีคนที่ไม่ติดอาวุธ ต้องไม่ทำ...ไม่ทำ...ไม่ทำ...เด็ดขาด นี่คือคำแนะนำ ไม่ใช่จากบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม แต่มาจากหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ” 
นายมูเซเนวีมีความสำคัญเพราะว่าหลายปีต่อมาเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอูกานดา
เรื่องราวนี้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในวารสารที่ชื่อว่า Military Review ซึ่งเป็นวารสารด้านการทหาร มีงานศึกษาต่างๆ มากมายที่พวกคุณควรจะทำความเข้าใจ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง อาจารย์อะหมัดสมบูรณ์ (บัวหลวง) พูดว่า มีการพูดคุยมากมายเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงและสันติภาพ แต่ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อีกมากว่า มันทำงานอย่างไร และมันคืออะไรกันแน่
ผมจะขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มีบทสัมภาษณ์ในประเทศตูนีเซีย อาจกล่าวได้ว่า ตูนีเซียเป็นกรณีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Arab Spring และมันเกิดขึ้นอย่างสันติวิธีและประสบความสำเร็จ 
นักข่าวได้ไปถามหนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับรัฐมานาน ถ้าหากว่าพวกเขามีปืน จะเกิดอะไรขึ้น นักเคลื่อนไหวคนนั้นตอบโดยไม่ลังเลว่า ผู้คนเป็นเรือนพันจะต้องตาย หากว่าประชาชนมีปืน สำหรับพวกเขา การริเริ่มใช้ความรุนแรง ก็คือจุดจบของอำนาจประชาชน นั่นคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตูนีเซียและอาจจะอียิปต์ด้วย
ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เมื่อมหาอำนาจเข้าไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน การปะทะด้วยความรุนแรงยังไม่หยุด แม้กระทั่งในเวลาที่ผมกำลังพูดอยู่นี้
อีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณจะต้องเข้าใจคือ คุณควรจะดูถึงความสำเร็จของกระบวนการต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในช่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 - 2006 เปรียบเทียบกับการต่อสู้ด้วยความรุนแรง คุณจะเห็นว่าความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยความรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสำเร็จนั้นสูงสำหรับการใช้ความรุนแรง แต่ในช่วงปี 2006 มันได้ลดลง
เมื่อคุณมองดูความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี มัน เพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์   กราฟของผมง่ายมาก ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงในโลกเพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่สองที่คุณจะต้องรู้คือ เราควรที่จะตั้งคำถามว่า เราควรจะใช้ความรุนแรงต่อไปไหม แล้วเราจะได้อะไร ผมขอพูดสิ่งนี้ว่า 5 ปีหลังจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงจบ โอกาสที่สังคมนั้นจะเป็นประชาธิปไตยมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้สันติวิธี โอกาสมี 41 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 5 ปีหลังความขัดแย้งจบลง เราก็คงจะไม่ได้เห็นประชาธิปไตย คุณจะมีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ โอกาสของคุณจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า หากว่าคุณใช้สันติวิธี
ประเด็นสุดท้าย โอกาสของการเผชิญกับสภาวะสงครามกลางเมืองเมื่อความขัดแย้งจบลง 
10 ปีหลังจากความขัดแย้งจบลง โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองคือ 43 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้ความรุนแรง และ 28 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้การต่อสู้อย่างสันติวิธี
ผมอยากจะกลับไปที่ประเด็นเรื่อง สมมติฐาน 
ถึงขบวนการที่รักทุกท่าน

ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนที่มีเหตุมีผล ผมเข้าใจว่าพวกคุณไม่ใช่คนที่เสียสติ ผมเข้าใจว่าพวกคุณต่อสู้อย่างมีเหตุผล ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ที่จะต้องร่วมกันค้นหาทางเลือกทาง การเมืองอย่างจริงจัง ศ.ดร.แมคคาร์โก ได้กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งต้องการทางออกทางการเมือง และทางออกทางการเมืองจำเป็นจะต้องมาจากทุกๆ ฝ่ายของความขัดแย้ง สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือ ความเข้าใจถึงผลของความรุนแรงต่อการต่อสู้ของพวกคุณ มันจะทำให้พวกคุณอ่อนแอลง
ผมเลือกที่จะพูดกับฝ่ายขบวนการในวันนี้ เพราะว่า ผมได้ใช้เวลาหลายปีในการพูดกับรัฐ และผมจะยังคงทำต่อไป แต่ผมหวังว่า เวทีนี้จะทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องมานั่งเผชิญหน้า และก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องหลบซ่อนอยู่ในตู้ นี่เป็นการสนทนาในรูปแบบหนึ่ง และเป็นการสนทนาแบบเปิด
นี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่จะยื่นให้กับคุณ ผมเป็นมุสลิม แต่ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ปาตานี ผมตระหนักในสิ่งนี้ดี แต่ในฐานะของนักวิจัยเรื่องสันติภาพและนักทฤษฎีด้านการไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่า พวกคุณจำเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจถึงพลวัตรของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสันติภาพนั้นเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์และทำลายสังคมใหญ่น้อยลง

คำถามจาก รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช 
คำถาม : ดิฉันเป็นนักข่าว เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนพุทธ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัยวัฒน์ ต้องอธิบายหลายอย่างหน่อยก่อนที่จะพูดนะคะ อยากจะส่งเสียงแทน เพราะคิดว่าการเป็นคนพุทธและคนกรุงเทพฯ อาจจะทำให้พูดอะไรบางอย่างได้มากกว่าคนในพื้นที่ที่เป็นคนมลายูมุสลิมที่มี โอกาสได้ไปสัมผัสและพูดคุยด้วย จริงๆ ชอบสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์อธิบายมากและคิดว่ามันมีพลังมาก
อยากจะลองท้าทายสิ่งที่อาจารย์ พูดจากสิ่งที่ไปได้ยินได้ฟังมาจากคนที่อยู่ในขบวนการบางคน เขาเล่าว่า ที่อาจารย์พูดว่า ความรุนแรงทำให้อำนาจเขาน้อยลง และควรจะที่จะใช้สันติวิธีในการต่อสู้ แต่ในมุมของคนที่เขาต่อสู้ เขาอาจจะบอกว่า หะยีสุหลงหายตัวไปหลังจากเสนอข้อเสนอ 7 ข้อ ซึ่งนั่นเป็นการเรียกร้องอย่างสันติวิธีที่เคยเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการเรียกร้องเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ได้รับก็คือ เขาหายตัวไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นก็มีการก่อตัวของขบวน การติดอาวุธตั้งแต่ปี 1960 มาและไม่เคยจบจนถึงขณะนี้ คนที่อยู่ในขบวนการบางคนก็พูดว่า เขาไม่เชื่อมั่นในหนทางการต่อสู้ในหนทางรัฐสภาหรือการต่อสู้ในระบบ เพราะมันไม่เคยทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องอย่างแท้จริง กลุ่มวะดะห์อยู่ในอำนาจ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนัก แล้วถ้าหากว่าเขาไม่มีกองกำลังทหารอยู่ ทุกวันนี้ รัฐบาลก็คงไม่ฟังเขา ภาษาที่รัฐใช้จากปี พ.ศ.2447 มาจนถึงตอนนี้ เราก็เห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงมาระดับหนึ่ง นั่นเป็นผลจากการที่พวกเขาได้ต่อสู้ในหนทางแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าจะพูดคุย รัฐบาลจะหลอกเขาหรือเปล่าให้ออกมา เพื่อที่จะทำลายขบวนการ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะลองถามอาจารย์ว่าอาจารย์จะตอบพวกเขาอย่างไรบ้าง
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ตอบ : 
คำถามที่ 1 เรื่องของหะยีสุหลง ผมคิดว่ามีการพูดกันเยอะว่า ท่านหะยีสุหลงจากไปแล้ว หายไป ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างสาหัส ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าหะยีสุหลงมีชีวิตเลื่องลือ เป็นที่ชื่นชมมากเท่ากับในหลายปีที่ผ่านมา ในทุกวงที่ผมไป ข้อเสนอของหะยีสุหลง come alive (กลับมามีชีวิต) ทั้ง 7 ข้อ ผมคิดว่าถอยไป 30 ปี 1 อาทิตย์ 2 เดือน หลังจากท่านหะยีสุหลงหายไป ผมคิดว่าชื่อเสียงของท่านไม่ขจรขจาย ไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้โด่งดังเหมือนกับสมัยนี้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า message ของหะยีสุหลงคืออะไร หะยีสุหลงเป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่ชอบธรรม เป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่เป็นสันติวิธี ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ไม่ได้เสนอให้แม้กระทั่ง British Malaya แต่เสนอให้กับฝ่ายสยาม ฝ่ายไทยในสมัยนั้น ผมกำลังจะบอกว่า มีวิธีการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร วันนี้ก็มีความพยายามที่นำข้อเสนอของหะยีสุหลงมาพูดในเวทีเกือบทุกเวที แปลว่าอะไร แปลว่าความคิดนี้ยังมีชีวิตอยู่
คุณสมชาย นีละไพจิตร หายไป แต่ว่างานที่คุณสมชายทำ มรดกที่คุณสมชายมี การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมก็ใช้คุณสมชายเป็นแรงบันดาลใจ ....ในแง่นี้ เวลาบอกว่าใครเป็นใครตาย ไม่ใช่ดูแค่ว่าชีวิตจากไปไหม จะพูดในทางศาสนาก็ได้ ทางการเมืองก็ได้ ความตายของบุคคลเหล่านี้มีความหมายมหาศาล แต่มันปลูกอะไร มันปลูกความหวัง มันปลูกการต่อสู้ใช่ไหม
คำถามต่อไปคือ ต่อสู้อะไร ต่อสู้ด้วยวิธีไหน คุณสมชายต่อสู้ด้วยการใช้กฎหมาย ด้วยความเชื่อในระบบกฎหมายของรัฐ และด้วยความกล้าหาญ อันนี้ไม่ใช่เหรอเป็นแนวทางของสันติวิธีตลอดมา
คำถามที่สอง ... สันติวิธีไม่ใช่เรื่องของรัฐสภานะครับ รัฐสภาเป็นส่วนนิดเดียวของสันติวิธี ...ผมไม่ได้หมายความว่าให้นั่งเฉยๆ เขียนจดหมาย การต่อสู้ด้วยสันติวิธีมีนับไม่ถ้วนวิธีเลย สันติวิธีไม่ใช่แค่เดินขบวนบนถนนแล้วบอกว่า นี่เป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี อยู่ที่บ้านก็เป็นได้ หลังเหตุการณ์พฤษภา’35 ผมเสนอว่า วิธีการหนึ่งที่จะต่อสู้กับเผด็จการทหารในสมัยนั้น ผมพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า ลองถอนเงินจากธนาคารในสมัยนั้นดูสิ สะเทือนเลย การถอนเงินเป็นสิทธิโดยชอบของประชาชนทุกคน เงินเป็นของคุณ แต่ถามว่าถอนแล้วเกิดอะไรขึ้น ผมว่าสะเทือนเลย ไม่กี่วันหลังจากนั้น กรรมการผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งออกมาพูดว่า ธนาคารของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ยึดอำนาจหรือฝ่ายทหาร
สันติวิธีมีเยอะ ที่จะทำการต่อสู้แบบนี้ได้ สภาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันเล็ก การเจรจาก็ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 
ทีนี้ถามว่า ใช้ความรุนแรงแล้วเป็นอย่างนี้ คุณนาตยาถามว่า แล้วชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นยังไง ผมว่าน่าสนใจนะครับ ทุกเวทีทุกสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งชนิดที่ถึงตาย ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นภาครัฐและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอะไรก็แล้วแต่ คนที่เดือดร้อนลำบากคือใคร ผมว่าชาวบ้านธรรมดาที่เดือดร้อน คนธรรมดาๆ ตอนนี้ติดกับในสิ่งเหล่านี้ แล้วจะให้เขาพูดอะไร เวลานี้เขาทำอะไร เขาก็ทน ถามเขา เขาก็ไม่พูด นี่คืออันตรายไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกร้องก็คือว่า วันนี้พูดกับผู้ก่อการ เพราะว่าพูดกับภาครัฐมาเยอะแล้ว จนเขารำคาญแล้ว แต่ในสถานการณ์อย่างแบบนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือชาวบ้านธรรมดา ฉะนั้นเวลาบอกว่าจะต้องฟังเสียงของชาวบ้าน ผมว่าความปลอดภัยชีวิตปกติเป็นอย่างนี้ 
คิดดูนะครับว่าเด็กวันนี้ที่อายุ 10 ขวบในหมู่บ้านเล็กๆ ในยี่งอ (จังหวัดนราธิวาส) โตมาโดยที่ไม่ได้เห็นเลยว่า พื้นที่ตรงนี้มีความปลอดภัยขนาดไหน 10 ขวบแล้วนะ แล้วเราอยากจะเห็น generation ต่อไปเป็นอย่างนี้หรือ แล้วหน้าที่ของ peace research หน้าที่ของการทำงานเพื่อสันติภาพคืออะไร ถ้าไม่คิดถึง generation ต่อไป ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญและสันติวิธีพยายามที่จะพูดถึงปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่ามี autonomy หรือ peace process นี่เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ความรุนแรงก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เรื่องอื่นก็จะตามมาไม่ได้
ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที และทำความเข้าใจการใช้สันติวิธีทั้งภาครัฐและใครก็ได้ที่ใช้ความรุนแรงใน เวลานี้ ผมคิดว่า ดูเบาอำนาจของมันมากเกินไป แล้วหลงอยู่ในกับดักของความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ได้เวลาเปิดตาหรือยัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ‘คนใน’ต้องเป็น‘ตัวกลาง’สร้างสันติภาพ
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ ครบรอบ ๑๕๐ ปี สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

Posted by KwamRak on 10.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

"สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า" พระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณหลายประการ ส่วนหนึ่งคือพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และการสาธารณสุข 

ทรงดำรงตำแหน่งองค์สภาชนนีสภาอุณาโลมแดง(สภากาชาดไทย) ทรงสร้างสถานพยาบาล ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทย ทรงริเริ่มหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อให้การรักษาแก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกล ฯ




 ยูเนสโกประกาศยกย่อง สมเด็จ พระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านสาธารณสุข

องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ดำเนินโครงการประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก ซึ่งมีความสำคัญในระดับโลกหรือระดับภูมิภาค เนื่องในวาระครบรอบ (ปีเกิดหรือปีตาย) ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี หรือมากกว่า มีหลักเกณฑ์การพิจ
ารณา คือ 

- บุคคลสำคัญหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของยูเนสโก คือ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน และส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม

ตลอดจนความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีของมวลมนุษยชาติ ตามอุดมการณ์ ค่านิยม ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นสากลขององค์การยูเนสโก ยูเนสโกจะพิจารณารายชื่อบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญในการประชุมใหญ่สมัยสามัญ ซึ่งจัดขึ้นทุก ๒ ปี

ในการประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ ๓๖ ที่สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่ประชุมได้มีมติประกาศยกย่อง ๒ คนไทยเป็นบุคคลสำคัญของโลก ได้แก่ 

- สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปีพระราชสมภพ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๕ 

- หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ เนื่องในโอกาสวันครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาล ในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ พร้อมกับบุคคลและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกอีก ๙๗ รายการ

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่มีผลงานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (สาธารณสุข) วัฒนธรรม สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 

ด้านการศึกษา ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในการพัฒนามนุษย์ จึงมีพระราชกรณียกิจทั้งด้าน การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย ตลอดจนถึงการพระราชทานทุนการศึกษา ทรงเน้นหลักการศึกษาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี 

การขัดเกลาด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมโดยรวม ทั้งยังทรงนำความรู้จากการทรงลงทุนประกอบอาชีพที่โยงใยมาถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่

- การตั้งโรงเย็บผ้า ณ พระที่นั่งทรงธรรมในบริเวณสวนศิวาลัย พระบรมมหาราชวัง 

- การทอผ้า ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ พระองค์เริ่มมาประทับแรม ณ พระตำหนักที่ตำบลศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อฟื้นฟูพระสุขภาพ ทรงพบว่างานฝีมือทอผ้าในพื้นที่ใกล้เคียง คือ ที่ชุมชนอ่างศิลา และเขาสามมุก มีความงดงาม จึงทรงสนพระทัยและโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหูกทอผ้าพื้นบ้านขึ้น ณ พระตำหนักที่ศรีราชา มีช่างท้องถิ่นเป็นครูสอน ทรงชักชวนพวกแม่บ้านแถวนั้น (ศรีราชา) ให้มาฝึกฝนเรียนรู้ พระองค์เองก็ทรงฝึกฝนด้วย เมื่อเสด็จฯ กลับมาประทับที่พระตำหนักสวนหงส์ วังสวนดุสิต ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกองทอเป็นโรงงานขนาดย่อมบริเวณพระตำหนักที่ประทับ

- โรงสีข้าว ทรงตั้งโรงสีข้าว เพื่อรับสีข้าวจากนาของพระองค์เอง ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการบริหารจัดการตามศักยภาพความสามารถ โรงสีข้าวของพระองค์จึงมิได้มุ่งในเชิงธุรกิจ แต่เพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิตข้าวที่ได้จากนาส่วนพระองค์เพื่อการบริโภค แล้วจึงนำส่วนที่เหลือไปจำหน่าย และบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยพิบัติ 

ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงช่วยเกื้อหนุนการรักษาพยาบาลแบบตะวันตกในสังคมไทย รวมทั้งได้พระราชทานความช่วยเหลืออื่นๆ แก่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ผ่านพระราชกรณียกิจด้าน สภากาชาดไทย การก่อตั้งสถานรักษาพยาบาลที่ตำบลศรีราชา (ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในปัจจุบัน) ซึ่งปัจจุบันก็คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ โรงพยาบาลศิริราช

ด้านการอนุรักษ์พัฒนาวัฒนธรรม สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าสนพระทัยและทรงพระปรีชาด้านงานฝีมือเย็บปักถักร้อย และการทอผ้า จนสามารถโยงใยมาถึงการพัฒนาเป็นงานอาชีพในกลุ่มสตรีที่ทรงรู้จัก รวมทั้งข้าราชบริพาร และยังต่อเนื่องมาถึงการศึกษานอกระบบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อนึ่ง แม้การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติ (learning by doing) จะอยู่ในกลุ่มคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นการพัฒนาเพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์แก่สังคมไทย นอกจากนั้นพระองค์ยังเคยมีส่วนร่วมเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมในต่างประเทศด้วย

กล่าวได้ว่า สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นราชนารีแห่งราชวงศ์จักรี ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอเนกอนันต์ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและมวลมนุษยชาติ ในโอกาสครบ ๑๕๐ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ พ.ศ. ๒๕๕๕ (ค.ศ. ๒๐๑๒) 

กระทรวงวัฒนธรรม มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ร่วมกับหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จะดำเนินการจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณในระดับนานาชาติและในประเทศให้ปรากฏแก่ประชาชนชาวไทยทั้งมวล 

ในฐานะที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการแก่สังคมไทยเป็นอเนกประการ ซึ่งมีคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ 

by..@mscs.nu.ac.th

อีกที่มาของ"มึงไทยมาก"

Posted by KwamRak on 10.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

 VRZO:คือรายการที่ผลิตโดยลูกชายหัวแก้วหัวแหวน(ชวน หลีกภัย)และทับทิมแฟนสาวคนปัจจุบัน
 

 
จุดเด่น:-
จุดด้อย:ส่งเสริมปัญญาชนให้เกิดความขี้เกียจในการอ่าน เวลาเจอบทความยาวๆก็ขี้เกียจอ่านแล้วจะบอกว่า "ขอ3คำ" คือให้สรุปบทความยาวๆทั้งหมดลงมาให้เหลือเพียง3คำ 

แล้วลองไปอ่านบทความด้านล่างกันเล่นๆ
แล้วจะรู้ว่า"เกรียนคีบอร์ด" ไปอาละวาดในยูทูบจนต่างประเทศรุมประนามเหยียดหยามมาแล้วหลายประเทศ จนล่าสุดเพื่อนบ้านก็สาดคำว่า
"มึงไทยมาก" ก็เพราะพฤติกรรมพวกนี้นั้นแล

* ชาวไซเบอร์ทั่วโลกประนามว่าคนไทยชอบคอมเม้นด้วยภาษาไทยเพราะประเทศไทยมันโง่ภาษาอังกฤษมาก ดูหลักฐานยืนยันที่นี่ ต้องยอมรับความจริง


* หากเจอพวกชอบขำ3คำมาเพ่นพ่านในที่ส่วนตัวของท่าน(เช่นในเฟสบุค) ให้ตอบกลับไปว่า"ไปตายซะ"

 



ที่มาจาก ดราม่า 

เกาะVRZOดัง!!

image

เรื่องมันมีอยู่ว่าที่เว็บยูทิวป์ รายการ VRZO เขาอัพโหลดคลิปที่ทับทิมเต้น cover เพลง PONPONPON

;-)  ซึ่งเป็นเพลงของ Kyary Pamyu Pamyu ศิลปินป๊อบชาวญี่ปุ่น ไปดูคลิปที่ทับทิมเต้น cover กันก่อนนะครับ






:roll:  ส่วนนี่คือคลิป MV ต้นฉบับของญี่ปุ่นครับ






ทีนี้มันมีประเด็นดราม่าขึ้นมาเมื่อแฟนๆรายการ VRZO ที่ดูคลิปทับทิมเต้น cover แล้วเกิดถูกใจโคตรๆ

:twisted:  จึงตามไปดู MV ต้นฉบับ แล้วประกาศด้วยความภาคภูมิใจในความเห็นของคลิปนั้นว่า กรูมาจาก VRZO ว่ะสัส!!

image

:evil:  ใครมาจาก VRZO ยกมือขึ้นโว้ยยยยยยยยยยยยย!!

image

:roll:  ติ่ง VRZO บางคนก็อวยทับทิมใน MV ต้นฉบับว่าทับทิมโคตรน่าเด้า เอ๊ย น่ารักเลยว่ะ!!

image

นี่ขนาดเป็น MV เพลงต้นฉบับที่เป็นภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่ภาษาไทย ยังมีแฟนๆชาวไทยจาก VRZO มาโพสความเห็นเต็มไปหมดเลยนะ

:twisted:  ที่คนมาแสดงความเห็นกันเยอะแบบนี้เพราะเจ๊ทับทิมของรายการ VRZO แน่ๆ!!

image

:|  ติ่ง VRZO คนนึงก็ประกาศกร้าวอย่างอหังการว่า MV นี้ดังเพราะ VRZO แท้ๆเลยว่ะ!!

image

:???:  ชาวเน็ทเห็นติ่ง VRZO พูดเช่นนั้นก็สวนกลับว่ามึงอย่ามาโชว์ควายแถวนี้เลยไอ้สัส เพลงนี้มันดังมานานแล้ว

ก่อนที่รายการ VRZO มันจะเอาไป cover ซะอีก มึงดูสิวะว่าคลิปนี้มันยอดวิวกี่สิบล้าน แล้วคลิป coverของ VRZO มันมียอดวิวถึงล้านมั้ย!?

image

:lol:  การที่ติ่ง VRZO อย่างพวกมึงไม่รู้จักเพลงนี้มาก่อนในชีวิต ไม่ได้แปลว่าเพลงนี้มันไม่ดังนะเว้ย

ถ้าเป็นคนที่อยู่ในแวดวงเกมหรือคอสเพลย์ กรูว่าเขารู้จักเพลงนี้กันหมดทุกคนนั่นล่ะวะ

image

:grin:  แต่ติ่ง VRZO ก็ยังคงแหกปากเย้วๆในคลิปนี้ต่อไปว่าพวกกรูมาจากรายการ VRZO โว้ย!!

image

:twisted:  ในที่สุดคลิปนี้ก็ถูกคนไทยอย่างพวกกรูที่เป็นแฟนรายการ VRZO ทั้งสิ้นยึดครองในที่สุด!!

image

:evil:  กรูว่า MV นี้แม่งกากส์ว่ะ สู้ที่เจ๊ทับทิมของพวกกรูเต้น cover ในรายการ VRZO ก็ไม่ได้!!

image

:x  ชาวเน็ทเห็นติ่ง VRZO ตะโกนเย้วๆอย่างบ้าคลั่ง ก็พยายามห้ามปรามติ่งเหล่านี้ว่ามึงพอเหอะสัส

การกระทำของพวกมึงมันปัญญาอ่อนฉิบหายเลยว่ะ รู้ตัวบ้างมั้ยวะเนี่ย? มึงจะแหกปากบอกว่ามาจากรายการ VRZO ทำหอกอะไรวะ?

image

:o  รบกวนพวกมึงทุกตัวกรุณาหุบปากแล้วฟังเพลงอย่างสงบจะได้มั้ย หรืออย่างน้อยก็แสดงความเห็นเป็นภาษาอังกฤษก็ได้

เพราะคลิปนี้มันไม่ใช่คลิปของคนไทย แต่เป็นคลิปของคนญี่ปุ่น ถ้ามึงจะแสดงความเห็นอะไรก็ควรจะใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่นสิวะ

image

:sad:  จะให้พวกกรูกราบก็ยอมล่ะ รบกวนติ่งรายการ VRZO ทั้งหลายช่วยแสดงความเห็นเป็นภาษาอังกฤษทีเห๊อะ!!

image

:mrgreen:  ติ่ง VRZO ก็สวนกลับว่าทำไมล่ะวะ? พวกมึงไม่ภูมิใจในภาษาประจำชาติของตัวเองกันบ้างเลยรึไง

image

:mrgreen:  ภาษาไทยมันมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนชาติใดในโลก มันเป็นภาษาที่เท่ห์สัดๆ แล้วพวกมึงจะอายเวลาเห็นภาษาไทยในคลิปนี้ทำไมวะ?

image

:???:  ชาวเน็ทก็เถียงติ่งเหล่านี้ว่ามึงคิดว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาลรึไงวะสัส

นี่มันเว็บยูทิวป์นะมึงไม่ใช่เว็บของคนไทย มันเป็นเว็บต่างชาติมึงก็ควรจะใช้ภาษาต่างชาติสื่อสารกับคนอื่นๆสิวะ

image

:twisted:  ติ่ง VRZO ก็เถียงว่า แหม่ๆ คนไทยด้วยกันแท้ๆจะมาห้ามปรามไม่ให้พวกกรูใช้ภาษาไทยในคลิปนี้ได้ไง

การใช้ภาษาไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในคลิปนี้นับเป็นเรื่องดีนะมึง เพราะเจ้าของคลิปจะได้รู้ไงว่าคนไทยชอบคลิปนี้มากขนาดไหน

image

:o  ชาวเน็ทก็เถียงว่าเอกลักษณNเชี่ยอะไรวะครับ? เอกลักษณ์ที่คนไทยพากันไปเกรียนแตกร้องเย้วๆว่ากรูมาจากรายการนั้นรายการนี้

ในคลิปของฝรั่งจนโดนต่างชาติมันด่าสาดเสียเทเสียด้วยความเอือมระอามาไม่รู้กี่คลิปแล้วน่ะเรอะ

image

:???:  มันไม่ใช่การแสดงเอกลักษณ์ห่าเหวอะไรทั้งนั้น แต่มันเป็นการแสดงให้ฝรั่งเห็นว่าพวกมึงมันโง่ และไม่เข้าใจภาษาอังกฤษต่างหาก!!

image

:razz:  ติ่ง VRZO ก็เถียงกลับว่าแล้วจะทำไมวะสัส!! ก็กรูคนไทย ถ้าไม่ให้พูดภาษาไทยแล้วจะให้กรูพูดภาษาเเชี่ยอะไร ใครเสือกกับพวกกรุนักก็ไสหัวไปตายห่าซะให้หมดไป๊!

image

:o  ถ้าพวกมึงอับอายขายขี้หน้ากับการที่พวกกรูใช้ภาษาไทยในคลิปนี้นัก วันหลังถ้ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย

มึงก็คุยกับคนไทยด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษต่อหน้าฝรั่งมันซะเลยสิวะ!!  ถุย ทำเป็นอายเวลาพวกกรูพูดกันเป็นภาษาไทย

เวลาที่พวกมึงอยากรู้ว่าฝรั่งมันพูดอะไร พวกมึงก็ไปเรียนจนเข้าใจภาษาของมันใช่มะ

ดังนั้นในทางกลับกันถ้าฝรั่งมันอยากรู้ว่าพวกกรูพูดกันเป็นภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องอะไรในคลิปนี้

พวกมันก็ควรจะไปเรียนภาษาไทยให้อ่านที่พวกกรูพูดกันรู้เรื่องต่างหากถึงจะถูกต้อง!!

image

:x  ชาวเน็ทก็เถียงติ่ง VRZO ว่าพวกกรูไม่ได้บอกว่าภาษาไทยไม่ดีหรือสู้ภาษาต่างชาติไม่ได้

แต่พวกมึงหัดแหกขี้ตาดูมั่งสิว่านี่เพลงภาษาอะไร เป็นแชนเนลของประเทศอะไร

แทนที่มึงจะบอกให้คนชาติอื่นมาเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อจะได้เข้าใจประเด็นที่พวกมึงกำลังเกรียนๆกันอยู่

กรูว่าพวกมึงไปหัดภาษาอังกฤษแลัวพิมพ์ให้คนชาติอื่นเข้าใจมันไม่ง่ายกว่าเหรอวะ

กรูน่ะไม่อับอายกับการใช้ภาษาไทยในเว็บต่างชาติหรอกนะ แต่กรูอยากให้พวกมึงใช้ภาษาไทยให้ถูกที่ถูกทางก็เท่านั้น

image

:lol:  ติ่ง VRZO ก็เถียงกลับว่าถ้าฝรั่งมันจะมองว่าคนไทยโง่ภาษาก็เรื่องของแม่งสิวะ ถึงเราจะไม่เก่งภาษา

ก็เพราะว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใครและเราอนุรักษ์ภาษาประจำชาติของเราเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม!!

image

:twisted:  ใครจะหาว่าคนไทยไม่กระดิกภาษาอังกฤษก็ช่างหัวมัน ขอแค่พวกมันรู้ว่าภาษาไทยเมพที่สุดในสามโลกก็พอแล้วโว้ย!!

image

:evil:  จากนั้นติ่ง VRZO ก็ร้องเย้วๆด้วยความภาคภูมิใจว่าเมืองไทยไม่เคยติกเป็นเมืองขึ้นของใคร เย้!!

และในยูทิวป์เราก็ไม่เคยเสียดินแดนหรือเสียพื้นที่ในการแสดงความเห็นเป็นภาษาไทยให้กับชาติใดด้วย เย้!!

image

:shock:  ชาวเน็ทเห็นติ่ง VRZO พากันกู่ร้องด้วยความคึกคะนองหนักเข้าไปใหญ่ ก็ถึงกับกุมขมับและบอกกับติ่ง VRZO เหล่านี้ว่าพวกมึงพอทีเหอะ

หน้าตาของประเทศไทยโดยพวกมึงขายจนหมดสิ้นแล้ว ถ้านี่เป็นคลิปของคนไทยกรูจะไม่ว่าอะไรเลย

แต่นี่พวกมึงมาเกรียนแตกกันในคลิปของต่างชาติเนี่ยนะ หัดให้เกียรติคนชาติอื่นกันมั่งสิวะ อย่าทำให้พวกกรูต้องอับอายมากไปกว่านี้เลย

image

:sad:  ทุกวันนี้กรูดูคลิปต่างประเทศไม่ว่าคลิปไหน กรูก็เห็นแต่คนไทยเข้าไปเกรียนแตกในคลิปเหล่านั้นแทบทุกคลิป

จนหลายๆคลิปเขาปิดกั้นให้เฉพาะคนในประเทศเดียวกันได้ดูเท่านั้น เพราะเขารังเกียจเกรียนไทยอย่างพวกมึงยังไงล่ะ

ดังนั้นขอความกรุณาให้พวกมึงก่อเกรียนกันอย่างสงบๆซักทีเถอะว่ะ พวกกรูจะได้ดูคลิปของชาติอื่นๆอย่างสบายใจซักที

image

;-)  ระหว่างที่ติ่ง VRZO กำลังอาละวาดในคลิปต่างชาติ เราย้อนกลับไปดูที่คลิปของรายการ VRZO กันบ้างดีกว่า

ในคลิปนั้นความเห็นส่วนมากก็อวยทับทิมกันไปตามเรื่องตามราว แต่ก็มีคนทักขึ้นมาว่าทำไมคลิปทับทิมเต้น cover

ถึงไม่ให้เครดิตเจ้าของเพลงตัวจริงล่ะวะ นี่พวกเอ็งเป็นผู้ผลิตรายการทีวีอิสระเชียวนะมึง

:???:  กะอีแค่การให้ความเคารพต้นฉบับและให้เครดิตกันเล็กๆน้อยๆแค่นี้ยังทำกันไม่เป็นเชียวเรอะ?

image

:lol:  การให้เครดิตเวลาที่เอาเพลงของใครมา cover เนี่ยมันเป็นเรื่องของมารยาทเล็กๆน้อยๆนะ

เพราะนอกจากจะแสดงความขอบคุณที่เอาเพลงของเขามาใช้แล้ว ก็เหมือนกับตอบแทนเจ้าของเพลงตัวจริงโดยประชาสัมพันธ์ให้ไปในตัวยังไงล่ะ

image

อีกอย่างเพลงต้นฉบับมันมีลิขสิทธิ์นะ เป็นลิขสิทธิ์ของ Warner music Japan แล้วการที่รายการ VRZO

:arrow:  เอาคลิปนี้มาประกอบรายการในเชิงพาณิชย์โดยไม่ให้เครดิตเนี่ย ไม่ทราบว่าได้ขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงแล้วหรือยัง

image

ในเวลาต่อมารายการ VRZO ก็ชี้แจงในประเด็นนี้ว่าทางรายการเคยคุยกับยูทิวป์ในประเด็นนี้แล้วว่าควรใส่เครดิตเพลงต้นฉบับหรือไม่

แต่ยูทิวป์บอกว่าไม่จำเป็น เพราะยูทิวป์มีระบบตรวจสอบลิขสิทธิ์อยู่แล้ว ถ้าคลิปไหนละเมิดลิขสิทธิ์เด๋วยูทิวป์เขาก็เตือนเองแหละ

และการใส่เครดิตขอบคุณว่าเอาเพลงไหนมาใช้ ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นการให้เครดิตในเชิงพาณิชย์ คือถ้าละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นมา

:smile:  ต่อให้ใส่เครดิตตัวบะเอ๊กใหญ่เท่าฝาบ้าน ก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี ดังนั้นรายการ VRZO จึงเห็นว่าการให้เครดิตมันไม่มีประโยชน์ใดๆว่ะ

image

:lol:  ส่วนที่มีคนบอกว่าควรจะให้เครดิตตามมารยาท อันนี้ทางรายการก็เคยทำมาก่อน แต่ปรากฏว่าพอทำแล้ว

แฟนรายการ VRZO ที่เกรียนแตกก็เข้าไปถล่มในคลิปต้นฉบับจนแหลกเละ ต่อมาแฟนๆรายการบางคนก็เลยเสนอมาว่า

ถ้างั้นก็ไม่ต้องให้เครดิตแม่งเลยดีกว่า ถึงจะเสียมารยาทแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้แฟนๆรายการไปถล่มคลิปนั้นตั้งเยอะ

แต่ถ้าใครอยากรู้ว่าเพลงต้นฉบับคือเพลงอะไรก็ไปควานหากันใน google กันเอาเองก็แล้วกัน

:twisted:  จากนั้นรายการ VRZO ก็วิงวอนแฟนๆรายการว่าอย่าไปเกรียนแตกในคลิปต้นฉบับเชียวนะพวกเธอว์

image

:shock:  แต่อนิจจาคำเตือนของทีมงานหาได้มีผลใดๆต่อแฟนรายการไม่ ติ่ง VRZO ยังคงเข้าไปถล่มคลิปต้นฉบับกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ติ่ง VRZO หลายๆคนก็ยังยืนกรานคำเดิมว่าเพลงต้นฉบับมันดังได้เพราะเกาะใบบุญของรายการ VRZO โว้ย!!

image

:mrgreen:  บ้างก็เห็นด้วยกับรายการว่าไม่จำเป็นต้องให้เครดิตใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าให้ปุ๊บแฟนๆรายการ VRZO จะเข้าไปถล่มคลิปนั้นอย่างแน่นอน

ไม่เชื่อก็ลองดูคลิปเพลงที่รายการ VRZO เคยเอามาใช้ประกอบรายการสิวะ จะเห็นว่าแม่งโดนติ่ง VRZO ถล่มแทบทุกคลิปเลยนะมึง

image

:grin:  ติ่ง VRZO บางคนก็เยาะเย้ยพวกที่เรียกร้องให้รายการใส่เครดิตว่าเป็นไงล่ะสัส สะใจแล้วหรือยัง

โถๆทำเป็นเรียกร้องให้รายการ VRZO ให้เครดิต พอใส่เครดิตปุ๊บคลิปต้นฉบับแม่งโดนถล่มยับสมใจพวกมึงแล้วใช่มั้ยล่าาาา

image

จากนั้นความเห็นในคลิปนี้ก็อวยรายการ VRZO ที่หาเหตุผลมาอ้างว่าไม่จำเป็นต้องให้เครดิตเพลงต้นฉบับกันไปเรื่อย

ส่วนคลิป MV ต้นฉบับ ติ่ง VRZO ก็เถียงกับคนไทยคนอื่นๆว่าควรจะใช้ภาษาไทยแสดงความเห็นบนคลิปของต่างชาติหรือไม่

แต่แอดมินสงสัยเหลือเกินว่ะเพราะจำได้ว่านายปลื้มเจ้าของรายการ VRZO เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“ปลื้ม” ต้องการทำรายการที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับสังคม นำเสนอเพื่อวัยรุ่น

แม้จะมีเนื้อหาหนัก รุนแรง แต่ต้องการทำรายการออกมาแล้วสนุก ให้เด็กได้ดู

นอกจากนี้ ยังอยากให้รับรู้ปัญหาสังคม อยากให้รู้ว่าสังคมคิดอย่างไร โดยใช้ตัวปลื้มและเพื่อน

นำปัญหาต่างๆ มาเสนอผ่านรายการ นั่นจึงเป็นประเด็นที่ “ปลื้ม” อยากนำเสนอ

และ “ปลื้ม” บอกเลยว่า รายการที่ออกมาไม่ได้สวย ดูดี สวยเหลือเกินสังคมนี้

นอกจากนี้ “ปลื้ม” ยังสะท้อนมุมมองของตัวเองอีกว่า เด็กไทยฉลาด ผู้ใหญ่ต่างหาก

ที่พยายามยัดเยียดและคิดว่าเขาคิดไม่ได้ เด็กคิดไม่ได้อย่างโน้น อย่างนี้

ขณะเดียวกัน “ปลื้ม” ยังบอกอีกว่า มนุษย์เราสร้างกรอบมาตั้งแต่เกิด ฉะนั้น กรอบมีเยอะจนคนรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี

เราไม่ต้องไปยัดเยียดมาก เราเปลี่ยนจากสิ่งที่อยู่ในกรอบมาสร้างภูมิต้านทานดีกว่า เพื่อให้เด็กอยู่ในสังคมที่อันตรายได้

credit : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1334828049&grpid=06&catid=0100

สรุปว่าเป็นรายการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนสังคมในแง่มุมที่สนุกสนานทั้งสีขาวและสีดำ ให้คนดูรู้เท่าทันโลก

แต่เมื่อเห็นติ่งรายการ VRZO อาละวาดไปทั่วเน็ทแบบที่เห็นในดราม่านี้ แอดมินอยากรู้จริงๆว่ะว่าการนำเสนอในรายการ VRZO

:lol:  มันซึมซับเข้าไปในหัวของติ่งๆรายการนี้มากน้อยซักแค่ไหน หรือแฟนๆรายการได้แต่ดูเอามันส์โดยไม่ซึมซับสาระอะไรใส่หัวเลยไปวันๆเท่านั้น

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร ? เพลงต้นฉบับดังเพราะเกาะใบบุญของรายการ VRZO จริงหรือไม่?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในคลิปเหล่านี้โดยพลัน!!

http://www.youtube.com/all_comments?v=yzC4hFK5P3g&page=3

http://www.youtube.com/all_comments?v=OE8bFiSRXP0