"ณัฐวุฒิ" สวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้น เปิดตัวร้าน “โชห่วย โชว์สวย” ทั่วไทย

Posted by KwamRak on 04.2013 News 0 trackback
 

2 เม.ย.-นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย ว่า ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีก

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 5 เรื่อง คือ 1.เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหาร 2.จัดการ จัดทำ 2 Model ร้านค้าต้นแบบ 3.สนับสนุนให้ร้านค้ามีบริการเสริมอย่างครบวงจร 4.สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อต้นทุนต่ำ พร้อมเงื่อนไขพิเศษ และ 5.ร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่ายจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยมีแผนจัดแคมเปญครั้งใหญ่ขายสินค้าราคาพิเศษลดร้อยละ 20-30 ในงาน “โชห่วย โชว์สวย ทั่วไทย รวมใจช่วยสังคม” ระหว่างวันที่ 25 เมษายน-15 พฤษภาคม 2556 ณ ร้านค้าส่งที่ร่วมโครงการ 77 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดแคมเปญย่อยลดราคาสินค้าเป็นช่วงๆ หมุนเวียนตลอดทั้งปี     

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่นายณัฐวุฒิ นำสื่อมวลชนดูร้านต้นแบบ นายณัฐวุฒิเปลี่ยนชุดเป็นพ่อค้า โดยสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว กับกางเกงขาสั้น และได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเปิดตัวร้านต้นแบบของ “โชห่วย โชว์สวย” ขนาดเล็ก ที่มีรูปแบบการจัดร้านด้วยเทคนิค 5 ส สัมพันธ์ และมีบริการเสริมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตรครั้งนี้ เพื่อหวังให้เป็นแนวทางและแบบอย่างในการจัดร้านค้าให้มีความสวยงามและทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าส่งค้าปลีกที่มีอยู่กว่า 500,000 รายทั่วประเทศ นำไปใช้ปรับปรุง พัฒนาร้านของตนเองให้สามารถเรียกลูกค้าเข้าร้านและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ร้านค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศ เข้าร่วมกระบวนการพัฒนา เพื่อให้ธุรกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้ ก่อนนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนภายใต้ระบบการค้าเสรี

อย่างไรก็ตาม เท่าที่มีการสอบถามร้านค้าปลีกรายย่อยส่วนใหญ่อยากเข้าร่วมโครงการร้านโชว์สวย แต่การปรับปรุงร้านค้าจำเป็นต้องมีงบประมาณ ส่วนใหญ่ระบุว่า ขาดงบประมาณในการปรับปรุง และเพื่อให้โครงการดังกล่าวสร้างความเข้มแข็งให้แก่ร้านค้าปลีกรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารพาณิชย์ของรัฐและเอกชน เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย กรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และอีกหลายธนาคาร พร้อมปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เบื้องต้นการปรับปรุงร้านให้สวยงาม พื้นที่ขนาดเล็ก 4 x 6 ตารางเมตร ใช้เงินปรับปรุง 41,000 บาท พื้นที่ขนาดกลาง 8 x 6 ตารางเมตร ใช้งบประมาณปรับปรุง 55,000 บาท หากปรับปรุงร้านค้าให้มีความสะดวกน่าจะทำให้การขายและสะดวกแก่ลูกค้ามากขึ้น

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงนามเอ็มโอยูกับหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมการค้าส่ง-ค้าปลีกไทย มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย. การประปานครหลวง (กปน.) TRUEMoney DTAC และ AIS 

ฮอตปรอทแตก! วิวาทะชาวเน็ตต่อ “สศจ.-สมศักดิ์ เจียมฯ” หลัง "ตอบโจทย์"

Posted by KwamRak on 14.2013 News 0 trackback


 เพลลิส: http://www.youtube.com/playlist?list=PLXUiR6F5Wfny040rb61z4gI0rIuZlGsUI


หลังจากคืนวานนี้ (12 มี.ค.) หลายคนเฝ้ารอเกาะขอบจอโทรทัศน์ ติดตามการพูดคุยผ่านสื่อสารธารณะเป็นครั้งแรกในรายการตอบโจทย์ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ของ สศจ.-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” นักวิชาการท่าพระจันทร์ที่ถูกเรียกว่าเป็น ปัญญาชนฝ่ายแดง” กับข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันฯ 

 แม้รายการตอนดังกล่าวจะจบลง แต่สิ่งที่น่าจับตา คือ ปฏิกิริยาของชาวโลกออนไลน์” ที่มีต่อทั้ง ข้อเสนอและหงอกขาวบนหัวของสมศักดิ์ รายการตอบโจทย์ และ ไทยพีบีเอส

อาจเรียกได้ว่านี่คือสิ่งที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” พิธีกรตอบโจทย์ เรียกว่า พระบารมีฯ
ซึ่งภิญโญเองก็พูดในรายการว่า
อาจารย์วันนี้ออกรายการ อาจารย์จะเห็นพระบารมีฯ เข้าไปในเฟสบุ๊คของอาจารย์

ภาพจาก เพจ "สมาคมแพะในตำนานแห่งราชอาณาจักร"

ในเพจเฟสบุ๊ค ลัทธิคนไทยรักในหลวงจนเสียสติ ได้รวบรวม ′วาทกรรม′ ที่ชาวเน็ตได้โพสยังบนไทม์ไลน์ของหน้าเพจเฟซบุ๊คของสถานีไทยพีบีเอส ดังนี้

"ไม่มีท่าน ก็ไม่มีมึงหรอก"
"สมศักดิ์เจียมออกอากาศด้วยภาษีกู ยอมไม่ได้"
"ไม่รักก็ไปอยู่อังกฤษเลยไป๊"
เกิดอะไรขึ้นกับ ThaiPBS เราเสื่อมศรัทธา
สถานีเป็นแนวร่วมกับสศจ. ต้องการล้มสถาบันหรือ?”
"เอามันมาออกได้ไง เอาภาษีที่อุดหนุนช่องมึงคืนมา"
"รายการนี้เหยียบย่ำหัวใจคนไทย ไม่สมควรออกอากาศบนแผ่นดินนี้"

ส่วนในหน้าเพจของ "ไทยพีบีเอส" ในส่วนที่เป็นโปรยรายการตอบโจทย์ก็มีคนแสดงความไม่พอใจเช่นกัน

เวรกำ..ประเทศไทย..ไม่มีเรื่องอื่นให้คุยกันเหรอวะ..?..จบจากนี้ผมขอกด ไม่ตามเพจนี้ตลอดไปและเลิกตามรายการตอบโจทย์ และภิญโญตลอดไป..อาเมน..!!"
จะเป็นเทปสุดท้ายที่จะดู รายการคิดได้ยังงัยเอาคนแบบนี้มาออก
มึงไปอยู่ประเทศอื่นเลยไป
ทีอย่างนี้ไม่ยุติการออกอากาศ ทีหนังแรงเงา แม่งไม่ให้ออกอากาศ
“...คุณจะเป็นนักวิชาการ นักการเมือง หรืออะไรก็ตามแต่ กรุณาอย่าเอาความรู้ "อันลึกซึ้ง" ของคุณมาตัดสิน "ความรักความภักดี" ของคนอื่น
...มึงคิดว่าประเทศไทยปกครองระบบเดียวกับอังกิดรึไง ไอ้ชั่ว

ไปเอาคนบ้ามาออกทีวีทำไม
ซึ่งก็มีชาวเน็ตคนหนึ่งโต้ตอบว่า
ใครด่าจานกู?”
ไม่นานก็มีชาวเน็ตอีกราย ตอบข้อสงสัยให้ว่า
คนไทยเขาเทิดทูนสถาบันกันทั้งนั้น หมาเท่านั้นที่นับถืออาจมคนนี้ จบป่ะ

ภาพจาก เพจ "ThaiPBS"

ด้านเวปไซต์ ผู้จัดการ  ก็เล่นข่าวเรื่อง สมศักดิ์ เจียมฯ โผล่ไทยพีบีเอส เรียกร้องยกเลิก ม.112” ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นที่ค่อนข้างมีจุดยืนร่วมกัน ดังนี้

ม.112 ไม่มีผลกระทบกับคนที่รักสถาบัน ...ตรรกะง่ายๆ
“...ไอ้ช่องไทยพีบีเอสก็เลวไม่แพ้ไอ้หน้าผี
ใสหัวพวกมรึงไปอยู่แผ่นดินอื่นเลย...อย่างไว้ด้วย
สมศักดิ์ เจียม ไอ้คนนี้ขี้ข้าทักษิณ

แต่ในกระทู้ "ใครเปิด TPBS ตอนนี้บ้าง 22.00น. ดูไอ้อาจารย์สมศักดิ์ พูดรายการตอบโจทย์เรื่องไม่เอาสถาบันหน่อย” ของ พันทิพ ห้องราชดำเนิน  มีการแสดงทัศนะที่แตกต่างออกไป  

และแม้จะมีผู้แสดงความเห็นบางคน ยังเล่นประเด็น เรื่องไม่รักก็ออกไปจากประเทศ หรือด่า สศจ. ว่าหัวหงอก ไม่รักชาติ แต่ที่น่าสนใจ คือ มีความเห็นที่ใช้เหตุผลในการถกเถียง เช่น

เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ในทุกประเด็นครับ และไม่มองว่าเป็นการริดรอนพระราชอำนาจ อย่าลืมนะครับ Power กับ Accountability เป็นสิ่งคู่กัน

ผมว่าข้อหาล้มเจ้า,หมิ่นฯ,ไปจนถึงข้อหาไม่จงรักภักดี เป็นอะไรที่คลาสสิคมากมายจริงๆ ครอบจักรวาล และ ทรงอานุภาพมากๆ กับการเอา ม.112 มาใช้เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารกัน การวิพากษ์วิจารณ์นั้น ผมมองว่ามันต้องดูบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย ว่าตกลงแล้วอะไรมันคือการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หรือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปโดยสุจริตม.112 เป็นเรื่องอ่อนไหวครับ อ่อนไหวมากจนกลายเป็นดาบ 2 คม คมแรกใช้เป็นกำแพงในการป้องกันราชวงศ์จากพวกอยาก "ล้มเจ้า" แต่อีกคมหนึ่งนั้น มันถูกใช้เป็นอาวุธในการ "เช็คบิล" ฝ่ายซ้ายจัดทางการเมือง...

แต่แม้จะมีการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์มากเพียงใด ท้ายที่สุด กระทู้นี้ ก็ถูกปิด” ไม่ให้แสดงความเห็น โดยให้เหตุผลว่า

“...อาจทำให้ผู้ไม่หวังเบี่ยงเบนประเด็น โดยแสดงความคิดเห็นพาดพิง หรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ต่อสถาบันอันเป็นที่รัก...


ส่วนเพจเฟซบุ๊ค ของคนต้นเรื่อง อย่าง สศจ.-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล น่าแปลกใจที่แม้จะโดนถล่มบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าที่คิด นอกจากนั้นมีผู้โพสข้อความให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และหลายข้อความก็โควทเอาประโยคหรือท่อนเด็ดของ สศจ. ในตอบโจทย์ มาโพสในเพจนี้
แต่สิ่งที่ดูจะสร้างความวุ่นวายให้กับ สศจ. มากเป็นพิเศษและมากกว่ากระแสรายการตอบโจทย์ คือ
ประเด็นเรื่อง ทวงคืนผัดกะเพราฯ” คือ สศจ. อ้างว่า มีผู้แอบอ้างเอาชื่อของตน เป็นแอดมินร่วม ทำให้ เพจของสศจ. “http://www.facebook.com/somsakjeam” ถูกแบน 7 วัน 
เนื่องจาก "ละเมิด" กฏของเฟซบุ๊ค จากการที่แกไปโพสต์ผิดระเบียบ คือ โพสต์ ที่เพจ "คัดค้านการทวงคืนข้าวผัดกะเพรา ..." ซึ่งตัว สศจ. เองก็ยังแปลกใจที่ เรื่อง "ข้าวผัดกะเพรา" กลายมาเป็นเรือง "เฮี้ยน" ขนาดนี้ 

เฮี้ยนจนดับกระแส ตอบโจทย์” ของแกขนาดนี้เลย

ภาพจาก เพจ "กู kult"
ยังไม่จบแค่นี้ จากปรากฎการณ์สมศักดิ์ เจียมฯ ปรากฎตัวในฟรีทีวี ยังทำให้เกิดเพจที่ชื่อว่า เอาพระบารมีไปถล่มมัน

ปฏิกิริยาของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ จากเพียงแค่ชั่วข้ามคืนที่ รายการ ตอบโจทย์ตอน สมศักดิ์ เจียมฯ ออกอากาศ
แม้ ไทยพีบีเอสจะกล้าเผชิญกับความเสี่ยงในการนำประเด็นเรื่อง สถาบันฯ” มาพูดคุยในพื้นที่สาธารณะ โดยนำเสนอความเห็นจากหลายแง่มุมทั้งจ่ากดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร สมศักดิ์  เจียมธีรสกุล และส.ศิวรักษ์
คำถามคือ ถึงจะมีพื้นที่ในการถกเถียง แต่สังคมไทยได้ใช้พื้นที่นั้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วหรือยัง?
ซึ่งถ้าไม่ ความพยายามของทั้งสื่อและนักวิชาการที่ผ่านมา และจาก ตอบโจทย์” ก็ดูจะสูญเปล่าไร้ค่าไป
เพราะวิวาทะในสังคมไทยก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า ความรู้ และเหตุผล

ตัวจริงเสียงจริง ( นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ร่วมลงนาม )

Posted by KwamRak on 12.2013 News 0 trackback
 

ตัวจริงเสียงจริง ( นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ร่วมลงนาม )

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์

ตัวจริงเสียงจริง / วงค์ ตาวัน

บรรดาผู้รู้สถานการณ์ไฟใต้ ออกมาให้ความเห็นสอดคล้องกันถึงย่างก้าวสำคัญ ในการลงนามความร่วมมือในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยและผู้นำบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต

ว่ามาถูกทางแล้ว!

โดยนายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ที่มาปรากฏตัวและร่วมลงนามนั้น

เป็นตัวจริงเสียงจริงแน่นอน

ขณะที่ความเห็นของฝ่ายประชาธิปัตย์นั้น ย่อมต้องตรวจสอบรัฐบาล เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ดี

แต่ก็อย่าเผลอแสดงอาการขัดขวางจนเกินปกติ

เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะมองว่า ฝ่ายค้านกลัวรัฐบาลทำสำเร็จแล้วตัวเองจะเสียคะแนน ซึ่งจะไม่เกิด ผลดี

ความจริง สิ่งที่บอกได้ว่า พิธีลงนามความร่วมมือนี้ ไม่ใช่ปาหี่

เพราะมาเลเซียออกหน้าเป็นเจ้าภาพเอง ให้สถานที่ และคนในรัฐบาลเขาก็มาร่วมลงนาม และรับประกันความถูกต้องอย่างเต็มที่

จะว่าไปแล้วขบวนการโจรใต้นั้น การจะเจาะหาข้อมูล ใครเป็นใคร ไม่ถึงกับยากเกินไป

เป็นที่รู้ว่า ใครบ้างที่เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดและทางทหารของผู้ก่อความไม่สงบ

มีสะแปอิง บาซอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยา ซึ่งรัฐบาลไทยเคยระบุว่า มีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐปัตตานี

รวมทั้งนายมะแซ อุเซ็ง เป็นบุคคลสำคัญระดับต้นๆ

อีกหนึ่ง คือ นายฮัสซัน ตอยิบ ผู้ออกมาปรากฏตัวร่วมลงนาม และที่ออกมาได้ชัดเจน เนื่องจากไม่มีหมายจับ

ฮัสซัน ตอยิบ เป็นแกนนำตัวจริงแน่นอน อีกทั้งใกล้ชิดสะแปอิงด้วย

ทำให้ตอนนี้มีกำหนดชัดเจนแล้วว่า ปลายเดือนนี้คีย์แมนฝ่ายไทย ทั้งพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช. กับพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศอ.บต.

คงได้พบปะกับสะแปอิงและมะแซ อุเซ็ง เป็นย่างก้าวที่สอง

จับมือกับ 3 แกนนำเหล่านี้ได้หมด อนาคตสดใสแน่

แต่หากจะมองว่า การก่อการร้ายจะจบสิ้นในฉับพลันทันที คงไม่ใช่

เพราะผู้ก่อความไม่สงบกระจายอยู่ทุกพื้นที่ใน 3-4 จังหวัดใต้ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่ต้องการล้างแค้นให้กับเพื่อนพี่น้องที่ถูกกระทำในช่วงที่ผ่านมา

โจรใต้ ไม่มีระบบจัดตั้งที่แน่นหนา เทียบไม่ได้กับคอมมิวนิสต์สมัยก่อน

การจะให้ใครคนใดคนหนึ่งไปกดปุ่มหยุดทันที คงไม่ได้

แต่ที่รัฐบาลไทยทำถึงตอนนี้ มาดีและมาเกือบจะครึ่งทางแล้ว!

ดักซุ่มยิงสองผัวเมียนักการภารโรง ดับ 2 ราย

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
ดักซุ่มยิงสองผัวเมียนักการภารโรง ดับ 2 ราย

 


เมื่อเวลา 17.32 น. วันที่ 29 ม.ค.เกิดเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนเลียบทางรถไฟในหมู่บ้านไอบาตู หมู่ 4 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี ที่เกิดเหตุ พบศพ นายดนัย ผุดผ่อง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นนักการภารโรง โรงเรียนบ้านโต๊ะเด็ง มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซองพรุนไปทั้งร่าง นอนจมกองเลือดอยู่ข้างศพ นางสุภาวดี ผุดผ่อง อายุ 39 ปี เป็นนักการภารโรง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโต๊ะเด็ง และเป็นภรรยานายดนัย มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาดเดียวกันพรุนไปทั้งร่างเช่นกัน และที่บริเวณใต้โคนต้นไม้รกทึบพบปลอกกระสุนปืนลูกซองจำนวน 3 ปลอกตกอยู่ 
ก่อนเกิดเหตุทราบว่านายดนัยได้ขี่รถจักรยานยนต์พร้อมภรรยานั่งซ้อนท้ายไปซื้อกับข้าวที่ตลาดสุไหงปาดี แล้วเสร็จจึงได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงใส่นายดนัย และภรรยาจำนวน 3 นัดซ้อนจนทั้งคู่เสียชีวิต และก่อนหลบหนีคนร้ายได้เดินออกมาจากป่าทำการค้นตัวผู้ตาย พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.ที่เหน็บอยู่ที่เอวของนายดนัยหลบหนีไป พร้อมกับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดงขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปด้วย
http://surasiha.blogspot.com/

ปะทะเดือด วิสามัญโจรใต้ดับ 1 ที่ศรีสาคร

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
ปะทะเดือด วิสามัญโจรใต้ดับ 1 ที่ศรีสาคร
        เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 23 ม.ค. ชุดปฏิบัติการพิเศษ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีสำคัญ ศชต.จำนวน 30 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านพักต้องสงสัยไม่มีเลขที่ บ้านตามุง หมู่ 2 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส จากการขยายผล เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.55 ที่ผ่านมาว่า กองกำลังติดอาวุธ RKK หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักแนวร่วมหลังหนึ่งในพื้นที่ เมื่อถึงเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันโอบล้อม และแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น ทันใดนั้น กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนเกิดการยิงปะทะกันเป็นระลอกๆ แล้วกลุ่มคนร้ายได้หลบหนีมาหลบซ่อนตัวอยู่หลังบ้านพักเลขที่ 83 หมู่ 2 ต.เชิงคีรี และได้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกระลอก หลังเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่พบศพ นายบูรฮัน เจ๊ะนะ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา และหมาย พ.ร.ก.ในคดีความมั่นคง จำนวน 2 คดี นอนจมกองเลือดเสียชีวิต มีบาดแผลถูกกระสุนปืน อาก้า และเอ็ม 16 ของเจ้าหน้าที่พรุนไปทั้งร่าง และใกล้กันเจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ของนายบูรฮันตกอยู่ จำนวน 1 กระบอก ส่วนกลุ่มคนร้ายที่เหลืออาศัยความชำนาญพื้นที่สามารถหลบหนีไปได้ 


http://surasiha.blogspot.com/

จ่อยิงครู รร.บ้านตันหยง เสียชีวิตเป็นรายที่ 158

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
จ่อยิงครู รร.บ้านตันหยง เสียชีวิตเป็นรายที่ 158


 


วันนี้ (23 ม.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น.เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงครูโรงเรียนบ้านตันหยง ม.4 ต.บาเร๊ะใต้ อ.บาเจาะ เสียชีวิตภายในโรงอาหาร ที่เกิดเหตุ พบศพนายชลธี เจริญชล อายุ 51 ปี ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านตันหยง นอนจมกองเลือดอยู่ที่บริเวณประตูโรงอาหาร โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ที่บริเวณศีรษะ จำนวน 2 นัด และใกล้กัน พบปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 2 ปลอกตกอยู่ ก่อนเกิดเหตุทราบว่าคณะผู้บริหารจำนวน 3 คน ได้เดินทางมาทำการประเมินการวิทยฐานะให้แก่คณะครูของโรงเรียนบ้านตันหยงอยู่นั้น เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง นายชลธี ผู้ตาย ได้คุมเด็กนักเรียน จำนวน 292 คน และครูอีก 15 คน เข้าไปรับประทานอาหารที่โรงอาหาร ในระหว่างนั้น ได้มีคนร้าย จำนวน 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นพาหนะมาจอดที่บริเวณหน้าโรงอาหาร 1 ใน 4 คนร้าย ซึ่งแฝงตัวเป็นผู้ปกครอง ได้เดินเข้าไปทำการทักทายนายชลธี ผู้ตาย แต่เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ออกมาจ่อยิงใส่ศีรษะของนายชลธี จำนวน 2 นัดซ้อน จนนายชลธีล้มลงทั้งยืน และเสียชีวิตคาที่ แล้วคนร้ายได้ขโมยกุญแจรถยนต์เก๋งของนายชลธี ยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์ ทะเบียน กข 1109 ยะลา ที่แนบไว้ที่เข็มขัด แล้วนำไปไขประตูก่อนที่จะสตาร์ทรถยนต์ขับหลบหนีไป
http://surasiha.blogspot.com/

วางระเบิดทหารชุดรปภ. 3 อำเภอนราฯ ตาย 1 เจ็บ 3

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
วางระเบิดทหารชุดรปภ. 3 อำเภอนราฯ ตาย 1 เจ็บ 3


นย.สละชีวิตเพื่อให้พี่น้องไทยพุทธ มุสลิม เข้าใจกัน รักกัน 
ดูเถิดพี่น้องทหารที่รักประชาชนมีแน่ ตายไปเยอะแล้ว 
ทหารรู้ว่าสักวันจะถึงคราวตนเองบ้าง ก็ไม่หวั่น 
ขอให้พี่น้องไทยพุทธ - มุสลิมอยู่สุข


 


เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 30 ม.ค. เกิดเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุด รปภ.ครู สังกัดหมวดปืนเล็กที่ 2 ฉก.นราธิวาส 33 บริเวณสามแยกบ้านจูดแดง ม.6 ต.มะนังตายอ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่กลางถนนในสภาพถูกแรงอัดของระเบิดจนขาด 2 ท่อนไม่สามารถใช้งานได้ โดยใต้ซากของรถยนต์กระบะพบหลุมระเบิดลึก 70 ซม. กว้าง 90 ซม. และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก น้ำหนัก 25 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน ส่วนผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลบนราธิวาสราชนครินทร์ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ พ.จ.อ.สุเทพ โมกคล้ายมูล หน.ชุดและเป็นพลขับ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 นาย คือ พลทหารอนุชิต เกล็ดนิล และพลทหารวสันต์ แก้วแสงสาย ก่อนเกิดเหตุทราบว่า พ.จ.อ.สุเทพ หัวหน้าชุด ได้นำกำลังรวม 2 นาย ขึ้นรถออกจากฐาน ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านจูดแดง เพื่อตระเวนวางกำลังไว้บนถนน เพื่อทำหน้าที่ รปภ.ครู หลังจากที่ พ.จ.อ.สุเทพ ได้วางกำลังแล้ว 2 นาย ได้ขับรถผ่านจุดเกิดเหตุ คนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่นำไปฝังไว้กลางถนน จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์ขับผ่าน จนทำให้รถยนต์ที่ พ.จ.อ.สุเทพขับมาถูกแรงอัดของระเบิดขาดสองท่อน ส่วนพลทหารอนุชิต และพลทหารวสันต์ ที่นั่งอยู่ท้ายกระบะกระเด็นตกจากรถเช่นกัน แต่ พ.จ.อ.สุเทพถูกแรงอัดของระเบิดติดคาพวงมาลัย ก่อนที่เพื่อนทหารจะช่วยกันงัด พ.จ.อ.สุเทพออกจากรถ แล้วรีบนำตัวผู้บาดเจ็บทั้ง 3 นายส่งรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ พ.จ.อ.สุเทพทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

ในเวลา 07.50 ในพื้นที่ อ.จะแนะ ได้มีคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 5 กก. จุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือไปวางไว้บริเวณพุ่มไม้รกทึบข้างสะพานบ้านกูมุง ม.2 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และคนร้ายได้จุดชนวนระเบิดในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารพรานที่ 46 จำนวน 6 นาย กำลังเดินตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทาง ให้กับคณะครูโรงเรียนบ้านกูมุงผ่าน แต่รัศมีการทำลายล้างได้หักเหเข้าไปในป่าข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด 


ในเวลาต่อมา 08.40 น. คนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องชนิดแอมโมเนียในเตรท บรรจุในกล่องเหล็กน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ไปวางไว้ในจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งจอดอยู่หน้าโรงเรียนบ้านไอสะเตีย หมู่ 3 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อทหารพรานชุด รปภ.ครู สังกัดกรมทหารพรานที่ 48 เดินผ่านมา คนร้ายจึงกดชนวนระเบิด และเกิดเหตุระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้ทหารพราน ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย





http://surasiha.blogspot.com/

โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

กลุ่มชาวโรฮิงญา อาศัยในบ้านพักเด็กและครอบครัวจ.ตรัง  เริ่มสร้างปัญหาไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ จนเจ้าหน้าที่เกิดอาการเครียด เพราะไม่รู้ว่าต้องดูแลอีกนานแค่ไหน
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางยังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนโคกขัน ตำบลทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง  เพื่อติดตามสภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญา ทั้งชายและหญิง จำนวน 13 คน   โดยเป็นเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 12 คน  และเป็นผู้หญิง อายุ 40 ปี เพียงคนเดียว  ซึ่งทั้งหมดได้ถูกส่งตัวมาจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลา นับตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา หรือเป็นระยะเวลานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว  เพื่อช่วยเหลือดูแลทั้งในเรื่องของอาหารการกิน และเรื่องที่พัก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง มีสถานที่ค่อนข้างคับแคบ  และที่ผ่านมาก็เคยรองรับผู้ที่ประสบปัญหาสูงสุดจำนวนแค่ไม่กี่คน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทย และชาวเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว  ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีจำนวนจำกัด แถมยังมีผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  จึงประสบปัญหาในเรื่องของการพยายามจัดระบบ  เพราะในช่วงหลังมา ชาวโรฮิงญาที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป  ได้พยายามสร้างเงื่อนไขและไม่ค่อยยอมปฎิบัติตามกฎ  โดยมักจะทำอะไรตามใจของตนเอง และใช้งานเด็กเล็กๆ ในแทบทุกเรื่อง
ทั้งนี้ ในช่วงแรกชาวโรฮิงญากลุ่มนี้ส่วนใหญ่  จะให้ความร่วมมือกับทางบ้านพักเด็ก  ทั้งการปรุงอาหาร การล้างจาน หรือการทำความสะอาด  แต่ขณะนี้บางคนจะไม่ยอมทำอะไรเลย  นอกจากลงมากินข้าวและของว่าง แล้วกลับไปนอนในห้องพัก  ทำให้ภาระทั้งหมดต้องตกอยู่กับทางเจ้าหน้าที่  เพราะต้องจัดอาหารให้กินวันละ 3 มื้อ รวมทั้งของว่างอีก 2 มื้อ  ตลอดจนเก็บกวาดสถานที่ และควบคุมดูแลตลอด 24 ชม.  จนส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางคนเริ่มมีอาการเครียดเกิดขึ้น  และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่า จะต้องแบกรับภาระต่อไปอีกนานแค่ไหน
http://surasiha.blogspot.com/

เขมรออกคำแถลงจวก "มาร์ค"

Posted by KwamRak on 25.2013 News 0 trackback

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:44 น.  ข่าวสดออนไลน์

เขมรออกคำแถลงจวก "มาร์ค"

รายงานพิเศษ

ท่ามกลางปัญหา ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องเขาพระวิหาร ที่ปะทุขึ้นรอบใหม่

ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะเริ่มไต่สวนการตัดสินในเดือนเม.ย.นี้

ขณะที่กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ชุมนุมต่อต้านศาลโลกต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 13-14 ม.ค. ที่จ.ศรีสะเกษ ล่าสุด เป็นการชุมนุมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา

ในวันเดียวกัน สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์โจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โยงกัมพูชาเข้ากับประเด็นการเมืองในไทย

พร้อมระบุ การปะทะกันเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่เกิดในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หากแต่นายอภิสิทธิ์และเครือข่ายยังมีความพยายามก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

วันเดียวกับที่สมเด็จฮุนเซนให้สัมภาษณ์ สำนักคณะรัฐมนตรี กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน ประเทศกัมพูชา ก็ออกแถลงการณ์ถึงคำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุนเซน

พร้อมแผยแพร่แถลงการณ์ของการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา ที่มีเนื้อหาระบุกรณีการขอเปิดเจรจาลับกับรัฐบาลกัมพูชา ในยุคของนายอภิสิทธิ์

สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชา ได้แปลเอกสารดังกล่าวเป็นภาษาไทย รายงานมายังกระทรวงการต่างประเทศ

มีเนื้อหา ดังนี้

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ
(คำต่อคำ)
ราชอาณาจักรกัมพูชา
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
สำนักคณะรัฐมนตรี
กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน

ที่ 001/13 สถก. ปบห.

แถลงการณ์
กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2556 นี้ ในพิธีมอบเอกสารสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชนที่ อ.โอฤเส็ย อ.เซียมโบก จ.สตรึงแตรง สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) กัมพูชา-ไทย ทั้งนี้ เพื่อปกป้องเกียรติยศของประเทศชาติ และชี้แจงนโยบายต่างประเทศของกัมพูชาที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน

สมเด็จฮุนเซน ได้กล่าวย้อนหลังเกี่ยวกับการกระทำต่างๆ ของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ว่า ตลอดมาอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ได้เชื่อมโยงกัมพูชากับปัญหาการเมืองภายในไทยอย่างไม่หยุดยั้ง

และพรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มคนสุดโต่ง (เกินเหตุ) เสื้อเหลืองของไทย มักกล่าวหาและโยนความผิดอื่นๆ ให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนเร้นกับกัมพูชา ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

แต่ในความจริงกลับเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ ที่ได้ใช้นโยบายสกปรก โดยสั่งการให้อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และอดีตรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเจรจาลับๆ กับสมเด็จฮุนเซน เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2552 ที่ จ.กันดาล ประเทศกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลไทยชุดที่แล้วได้เจรจากันในปัญหานี้อย่างเปิดเผย

เกี่ยวกับปัญหาที่มีความสำคัญเช่นนี้ กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน มีหน้าที่ ความจำเป็นในการเผยแพร่แถลงการณ์ของการปิโตรเลียมแห่งชาติ กัมพูชา ที่ได้เคยเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2554 อีกครั้ง

ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างชาติได้รับทราบอุบายอันเลวร้าย และนโยบายสกปรกอย่างที่สุดของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ ในการโฆษณาหลอกลวงประชาชนชาวไทยและชาวกัมพูชา รวมทั้งสาธารณชนต่างชาติ เกี่ยวกับการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกัมพูชา-ไทย และพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ที่มีเนื้อหาดังนี้

การปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา ภายใต้คำสั่งและการกำกับดูแลของรัฐบาลกัมพูชา มุ่งมั่นและตั้งใจอย่างยิ่งในการหาทางออก ด้วยความเสมอภาค และโปร่งใส ในปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล

รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิ.ย. 2544 เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ซึ่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้กำหนดพื้นที่ที่ต้องกำหนดการแบ่งเขตทางทะเล (Area to be Delimited) และพื้นที่ที่ต้องพัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area)

บันทึกความเข้าใจปี 2544 ไม่ใช่เป็นเพียงกระดาษความตกลงเท่านั้น แต่ทั้งสองประเทศได้ใช้งบประมาณและเอาใจใส่อย่างมากในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้านเทคนิค (JTC) คณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิค และคณะทำงานอีก 2 คณะ เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลและพื้นที่พัฒนาร่วมกัน

การอธิบายดังกล่าวยังไม่รวมถึงการวิจัยเชิงวิชาการและกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกร้องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลระหว่างสองประเทศ

การหารือและการเจรจาระหว่างสองประเทศได้รับผลลัพธ์ที่ดีหลายประการในระหว่างปี 2554-2550 และทั้งสองประเทศได้มีข้อเสนอ 2 ข้อสำหรับพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (JDA) คือ ข้อเสนอก้าวข้าม (Break-Through Proposal) ที่เสนอขึ้นโดยฝ่ายกัมพูชา และข้อเสนอแบ่งพื้นที่พัฒนาเป็น 3 ส่วน (Three-Zone Proposal) ที่เสนอขึ้นโดยฝ่ายไทย

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ไม่มีการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการด้านเทคนิค อย่างเป็นทางการ แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ประสานมายังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อทำการเจรจาปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลหลายครั้ง

ได้แก่ การพบปะระหว่างสมเด็จฮุนเซน กับอดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทย นายสุเทพ และอดีตรมว.กลาโหมของไทย พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2552 ที่ จ.กันดาล ประเทศกัมพูชา

และการพบปะลับระหว่างนายสุเทพ กับรองนายกรัฐมนตรี สุข อาน ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2552 และต่อมาที่เมืองคุนหมิง วันที่ 16 ก.ค. 2553

ซึ่งระหว่างการพบปะกันนั้น นายสุเทพได้แสดงความจำนงอยากแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นภายในวาระสมัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยการพบปะเจรจาลับทำขึ้นตามการร้องขอของอดีตรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ ที่ได้ยืนยันว่าเป็นคำสั่งการและได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์

ซึ่งกัมพูชาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงต้องเจรจาลับ เนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนๆ ทุกการเจรจาล้วนทำขึ้นอย่างเปิดเผย แต่กลับถูกกล่าวหาจากพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน

จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จึงต้องเจรจาลับ และประชาชนไทย หรือส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทราบเรื่องการเจรจาลับนี้หรือไม่

ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันคือนายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศเกี่ยวกับความโปร่งใสตลอดจนกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ทำงานอย่างเปิดเผยกับกัมพูชาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา และกีดขวางการดำเนินการเจรจาระหว่างรัฐบาลชุดใหม่ของไทยกับรัฐบาลกัมพูชา

ดังนั้น กัมพูชาจึงมีความจำเป็นต้องเผยความลับนี้เพื่อปกป้องกัมพูชา และพ.ต.ท.ทักษิณ จากการใส่ร้ายของพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ รัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ได้พบหารือ หรือมีข้อเสนอใดกับรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล

ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนออย่างใดอย่างหนึ่งในการแก้ไขข้อพิพาทเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตัวตามการ กล่าวหาของนางอานิก อัมระนันทน์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีขึ้นระหว่างการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 23-24-25 ส.ค. 2554

รัฐบาลกัมพูชาพร้อมและยินดีต่อการเริ่มต้นเจรจาอย่างเปิดเผยและอย่างเป็นทางการอีกครั้งในปัญหานี้ และสานต่องานนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเท่าที่สามารถกระทำได้ เพื่อเป็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศทั้งสองต่อไป

ราชธานีพนมเปญ วันที่ 21 ม.ค. 2556
กองการข่าว และปฏิกิริยาฉับพลัน
สำนักคณะรัฐมนตรี

    การให้สัมภาษณ์ตอบโต้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่แปลกใจการพูดจาของผู้นำกัมพูชา ซึ่งตนพูดความจริงเสมอ ไม่เคยพูดต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ซึ่งคนจำนวนมากก็ทราบถึงความน่าเชื่อถือของสมเด็จฮุนเซน

    นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จะอธิบายว่า 1.สมเด็จฮุนเซนสับสนเรื่องกรอบเวลาและข้อ เท็จจริง หรือแกล้งสับสนก็ไม่ทราบ เพราะกรณีที่วิจารณ์เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณมีผลประโยชน์ทรัพยากรในทะเล เรื่องแก๊สและน้ำมันนั้น เนื่องจากพ.ต.ท. ทักษิณเคยสนใจทำธุรกิจนี้ 2.หลักฐานในวิกิลีกส์เขียนถึงความสนใจของพ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามาทำตรงนี้ และ 3.ในแถลงการณ์ของกัมพูชาวันนี้ยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐบาล ไปเจรจาเรื่องนี้ ทั้งที่ขณะนี้เอ็มโอยูเรื่องนี้ยังถูกแขวนอยู่ ซึ่งการเรียกหาหลักฐาน ต้องดู 3 เรื่องนี้ก่อน

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในรัฐบาลพรรคประชา ธิปัตย์ เคยไปพูดคุยเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล แต่พูดอย่างโปร่งใส ซึ่งตอนที่เริ่มต้นรัฐบาลพยายามเรื่องพระวิหารและเรื่องเขตแดนที่ยืนยันมาตลอดจะต่อสู้ทุกเวที แต่ไม่เคยยกเลิกการพัฒนากรอบความร่วมมือ โดยมอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ในฐานะอดีตรองนายกฯ ไปเจรจา แต่เมื่อกัมพูชากับไทยมีปัญหามากขึ้น ก็นำเอ็มโอยูปี 2544 เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาดู รวมทั้งมีคณะกรรมาธิการ วุฒิสภาและหลายฝ่ายศึกษาเรื่องนี้เห็นว่าเอ็มโอยูดังกล่าวนำไปสู่ความเสียเปรียบหรือไม่ถูกต้อง จึงเสนอให้ยกเลิก แต่กระบวนการยกเลิกยังไม่เสร็จ เพราะต้องเข้าสภา และก่อนเข้าสภา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าถ้ายกเลิกตัวเก่า ควรมีกรอบเริ่มต้นตัวใหม่อย่างไร แต่ยังไม่เสร็จเท่านั้น ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนและไม่ได้โกหกประชาชน เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อสมเด็จฮุนเซนบ้าง แต่คิดว่ารัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยคงจะเชื่อ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากให้คนไทยฉุกคิดว่าในภาวะที่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ การที่รัฐบาลที่เป็นคู่กรณีกับเรา พยายามกล่าวหาฝ่ายค้าน เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามหยิบมาเป็นเงื่อนไขตอบโต้ฝ่ายค้าน มันบ่งบอกว่าสมเด็จฮุนเซน ไม่พอใจรัฐบาลที่แล้ว เพราะเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ แต่การที่เขาไม่ได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลที่แล้วไม่รักษาความสัมพันธ์ เราไม่ให้ดินแดน สู้เต็มที่ เขาก็ไม่พอใจ อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรแสดงความชัดเจนว่าจะเดินไปตาม กรอบเอ็มโอยูเดิมหรือไม่ หรือจะตั้งต้นหาเอ็มโอยูใหม่ ทั้งนี้อยากย้อนถามสมเด็จฮุนเซน การที่ว่าตนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัพลังงาน แล้วพ.ต.ท.ทักษิณมีหรือไม่ ความจริงสมเด็จฮุนเซน ควรตอบคนกัมพูชาด้วยว่าตัวเองมีหรือไม่

    นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงหารือเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารว่า เชื่อมั่นว่าคนที่ทำงานจะต้องปกป้องประโยชน์ของชาติ และฝ่ายนโยบายจะต้องสนับสนุน และกล้าแสดงจุดยืนที่จำเป็น ทั้งนี้รัฐบาลต้องปรับท่าที เพราะที่ผ่านมาสังคมรับไม่ได้กับท่าทีของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ในการต่อสู้คดี

    "ทุกย่างก้าวของสมเด็จฮุนเซน มีเป้าหมาย เวลานี้คิดว่าการที่เขาเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ต่อสู้หรือแสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง ส่วนหนึ่งอ้างว่ามีสัมพันธ์ พยายามจะโยงเป็นเรื่องการเมืองว่ารัฐบาลที่แล้วทำให้ความสัมพันธ์ไม่ดี จุดนี้ทำให้เขาได้เปรียบและตอกย้ำ ถ้ารัฐบาลไทยรับลูกไปอีก ก็เป็นการไปช่วยกัมพูชา ดูให้ดีว่ารัฐมนตรีคนไหนไปคิดเรื่องการเมืองในประเทศมากกว่าคิดปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวม" นายอภิสิทธิ์กล่าว

แฉแผน "ดราม่า" ช่อง3 เล่นงานรัฐบาล ที่แท้ "ขัดผลประโยชน์" สัมปทานพันล้าน!

Posted by KwamRak on 07.2013 News 0 trackback
 

แฉแผน "ดราม่า" ช่อง3 เล่นงานรัฐบาล ที่แท้ "ขัดผลประโยชน์" สัมปทานพันล้าน!

ทีมา www.go6tv.com

พบแผนตุกติก หลังช่อง3 สร้างเรื่อง "ดราม่า" ให้คนด่ารัฐบาล ที่แท้ ส่งสัญญาณไม่อยากให้ DSI "ขุดคุ้ย" ผลประโยชน์สัมปทานพันล้าน

หลังจากเกิดเหตุ "ดราม่า" การแบนละคร "เหนือเมฆ2" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ได้พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รับพิจารณาข้อเท็จจริงกรณีการต่อสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่างบริษัทอสมท จำกัด (มหาชน) กับบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด หรือช่อง3 ระหว่างเวลา 10 ปี เมื่อปี 2553 โดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ 2535 และมีการกระทำผิดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานฉบันเดิม จึงไม่มีสิทธิ์ต่อสัญญาสัมปทานฉบับใหม่

กรณี อสมท กับช่อง 3 ได้ต่อสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีออกไปอีก 10 ปี เมื่อปี 2535 ซึ่งในการต่อสัญญาดังกล่าวทางชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ ได้พิจารณาแล้วว่ามีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลหรือไม่โปร่งใส เพราะในการต่อสัญญาสัมปทานฉบับล่าสุดปี 2553 ปรากฏว่าขณะนั้นประธานกรรมการใหญ่อสมท ได้เสนอความเห็นไปทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่าการต่อสัญญาสัมปทานระหว่างช่อง 3 กับ อสมทดำเนินการได้หรือไม่ ก่อนที่ สคร.จะมีความเห็นกลับมาว่าควรปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้โครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทต้องเปิดประมูลแข่งขันราคา อีกทั้งใน ขณะนั้น อสมท ได้มีการเสนอขอความเห็นไปยังกระทรวงการคลัง ก่อนกระทรวงการคลังจะมีความเห็นตอบกลับมาว่าอสมท ต้องปฏิบัติตามความเห็นของ สคร.

แต่ปรากฏว่าในการต่อสัญญาสัมปทานระหว่าง อสมท กับช่อง 3 เมื่อเดือน มี.ค.53 มีการเสนอเพิ่มผลตอบแทนให้รัฐในการต่อสัญญาสัมปทานระยะเวลา 10 ปี มูลค่า 2,405 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 405 ล้าน เพราะในการต่อสัญญาสัมปทานครั้งที่ 3 ปี 2532 ได้กำหนดออปชั่นไว้ว่า การต่อสัญญาสัมปทานจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัญไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้าน กรณีที่เพิ่มผลตอบแทนให้รัฐในสัญญาสัมปทานปี 2553 อีก 405 ล้านบาท ถือว่าต่ำมากเพราะยังคิดมูลค่าเงินเมื่อกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าจะกระทำได้

ฉากคนมีรัศมีต้นเหตุให้แบนละครเหนือเมฆ2
ในขณะทำสัญญาสัมปทานปี 2532 ยังไม่มีกฎหมายพ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 แต่ระหว่างอายุสัญญามีการประกาศใช้พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 มาแล้ว ของอสมท ในโครงการที่มีมูลค่าโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 คือจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการประกวดซองราคา เพื่อจะหาผู้รับสัมปทาน ที่เสนอผลประโยชน์ให้แก่รัฐมากที่สุด

ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้มีหนังสือเชิญนายวิชัย  มาลีนนท์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ฯ เข้าให้ถ้อยคำในวันที่  16 ม.ค.นี้  เวลา 09.30 น.. และนายสุรพล  นิติไกรพจน์ และอดีตประธานกรรมการ บริษัท อสมท. มาให้ถ้อยคำวันเดียวกัน เวลา 13.30น.

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 ได้แก่ ตระกูลมาลีนนท์ ซึ่งเป็นการครองแชมป์ที่ต่อเนื่องและยาวนานที่สุด โดยยึดตำแหน่งตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 14 แล้ว โดยเฉพาะในปีนี้ที่ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 108.16% ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งของตระกูลมาลีนนท์พุ่งขึ้นไปแตะ 70,262.43 ล้านบาท โดยมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 36,456.96 ล้านบาท หรือ 107.84%

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า การทวงคืนน้ำมันเป็นประเด็นแห่งชาติ ไม่มีสี "คนไทย"ต้องร่วมมือกัน!!!!

Posted by KwamRak on 25.2012 News 0 trackback
 


ที่มา http://goo.gl/8KsEk




บทความนี้ถอดออกมาจากคำพูดของมล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ( อำมาตย์ตัวจริง แต่ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน เป็นคนแรกที่พูดว่าการที่จะปฏิวัติน้ำมันได้สำเร็จต้องไม่มีสีไม่แบ่งข้างทางการเมือง ) พูดไว้เมื่อ 4 เมษายน 2555 อยากให้อ่านดูแล้วจะรู้ว่าประเทศไทยมีน้ำมันเยอะแค่ไหน


//
 ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐบาล ตนไม่ได้มีหน้าที่มาหาคนผิดในเรื่องนี้ แต่อยากหาคนมาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือ ประเทศไทยมีพลังงานหรือเปล่า โดยมล.กรกสิวัฒน์ ได้แจงเป็นเป็นประเด็นๆ พร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ดังนี้

- จากข่าวปีที่แล้ว รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรม
ชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีแล้วท่านบอกว่าในอีสานมีก๊าซธรรมชาติสูงมาก และศักยภาพอาจจะมีมากกว่าซาอุดิอาระเบียด้วยซ้ำ อีสานมีพื้นที่ทั้งหมดราว 1.7 แสน ตร.กม.เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมถึง 1 แสน ตร.กม. จำนวนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่น้ำพอง (ขอนแก่น) และภูฮ่อม (อุดรฯ) ที่มีการขุดอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่ละวันมีก๊าซขึ้นมา ถึง 2.67 ล้านลิตร หรือเกือบ 1 พันล้านลิตรต่อปี

ข่าวพบบ่อน้ำมันที่ทุ่งกุลา
ร้องไห้ เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มแตกกันแล้ว บางกลุ่มอยากให้ขุดเจาะ เพราะถูกหลอกว่าถ้าเอาขึ้นมาจะได้ใช้น้ำมันถูกลง แต่จริงๆแล้วน้ำมันที่ขุดได้ก็ต้องส่งไปที่โรงกลั่น ซึ่งพอโรงกลั่นขายกลับมาก็ขายให้เท่ากับราคานำเข้า บางกลุ่มไม่อยากให้ขุดเจาะเพราะเห็นแล้วว่าชาวบ้านที่น้ำพองไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย บางคนก็ต้องการขายพื้นที่ให้ได้ราคา แต่ความจริงในการขุดเจาะไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อชาวบ้านจึงสำคัญ จะทำให้ความขัดแย้งน้อยลง ที่สำคัญต้องบอกด้วยว่าคนอีสานจะได้อะไรจากการขุดเจาะ

- แอ่งสะสมตะกอนอินทรีย์ที่สา
มารถขุดเจาะเป็นปิโตรเลียมได้ ภาคเหนือ-อีสาน เต็มไปด้วยแอ่งนี้ สุโขทัย กำแพงเพชร มีแอ่งที่ใหญ่มาก แต่เอกสารนี้กลับมีแต่ระบุเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเอาไปเสนอให้ต่างชาติเข้ามาทำการสำรวจ ซึ่งในต่างประเทศจะเปิดเผยในภาษาท้องถิ่นให้คนรับทราบว่าท่านมีทรัพย์สมบัติอะไร เปิดเว็บให้คนเข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นด้วย

- ภาพแปลงพื้นที่ที่ให้คนเข้า
มาประมูลขุดเจาะน้ำมัน จะเห็นว่ามีแปลงสัมปทานอยู่ทั่วอีสาน แต่วันนี้คนอีสานทราบหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ในแง่ธรรมาภิบาล รํฐควรแจ้งให้ประชาชนทราบ หรือแม้แต่คนไทยทุกคนควรรู้ว่าเกิดไรขึ้น อย่างเวลาเห็นการสำรวจปิโตรเลียม ชาวบ้านยังคิดว่ามาขุดถนนเล

- อันดับโลกที่อเมริกาจัดอันด
ับให้ไทยของ EIA (Energy Information Administration) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ในการผลิตก๊าซธรรมชาติ เราชนะประเทศในกลุ่มโอเปก อย่างไนจีเรีย เวเนซุเอลา ลิเบีย คูเวต อิรัก บรูไน โบลิเวีย ตรงนี้กระทรวงพลังงานมักพูดว่าแต่ใต้ดินเรามีน้อย ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าใต้ดินจะมีเยอะหรือน้อย นอกจากจะทำการขุดเจาะ แต่กระทรวงพลังงานบอกว่าจะไม่ทำเอง เพราะไม่มีงบประมาณ แต่ตนคิดว่าแบ่งงบมาทำตรงนี้สักนิดจะมีประโยชน์มหาศาล อันดับเราไม่ได้ขี้เหร่ นี่คือปริมาณปิโตรเลียมที่ขึ้นมาต่อวัน จับต้องได้จริง ส่วนที่อยู่ในดิน เมื่อ 20 ปีก่อน ก็บอกว่าเหลือใช้ได้อีก 25-30 ปี ถึงตอนนี้ก็ยังบอกว่าเหลือใช้อีก 25-30 ปี เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความลึก แล้วก็แปลงพื้นที่ที่เปิดให้สำรวจด้วย

- ข้อมูลจาก CIA (Cental Intelligence Agency) The World Factbook ระบุว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 25 ของโลกในการผลิตก๊าซธรรมชาต


- เอกสารของกระทรวงพลังงานเอง
 เมื่อมกราคม 2555 ระบุว่า ไทยขุดเจาะปิโตรเลียมได้แล้ววันละเกือบ 9 แสนบาร์เรล หรือประมาณ 142 ล้านลิตร แบบนี้จะบอกไม่มีไม่ได้

- แหล่งพลังงานบนบกมีทั่วประเ
ทศ ที่ใหญ่ๆ เช่น กำแพงเพชรขุดขึ้นมาวันละ 54 ล้านลิตร หรือปีละ 2 พันล้านลิตร เพชรบูรณ์วันละ 2.5 แสนลิตร สุพรรณบุรี 2.5 แสนลิตร เชียงใหม่เกือบ 1.7 แสนลิตร ส่วนในทะเล แหล่งใหญ่ๆอย่างบงกชขุดขึ้นมาวันละ 28 ล้านลิตร

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวเพิ่มเต
ิมว่า ผลประโยชน์ของปิโตรเลียม แบ่งเป็น 3 ตัวด้วยกัน คือ ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไร และภาษี ทุกประเทศมีส่วนแบ่งกำไรเหมือนกันหมด แต่ไทยไม่เก็บตรงนี้ ค่าภาคหลวงจะใกล้เคียงกัน ส่วนภาษีจากกำไร พม่า 30% กัมพูชา 30% ไทย 50% แต่จริงๆแล้วอย่าดูแยกส่วน ต้องดู 3 ตัวรวมกัน อยากให้ดูว่าสิ่งที่รัฐได้รับสุทธิกับการเอาทรัพยากรออกไปจากแผ่นดิน จะเห็นว่าเราแตกต่างจากกัมพูชาและพม่า เพราะเมื่อหักโน่นหักนี่แล้วของไทยได้จริงแค่ 29%

ดูที่ประเทศอื่น อย่างโบลิเวียเอา 82 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากก๊า
ซธรรมชาติ โดยโบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอันดับ 33 ของโลก คาซัคสถาน ได้ส่วนแบ่ง 80 เปอรเซ็นต์ของปริมาณน้ำมันที่ขุดเจาะได้ อาบูดาบี แบ่งกำไรให้บริษัทขุดเจาะไม่เกิน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัสเซีย 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในส่วนที่ราคาน้ำมันสูงกว่า 25 ดอลลาร์ ซึ่งมันเกินอยู่แล้ว

“อีโว โมลาเลส ประธานาธิบดีโบลิเวีย ได้พูดถึงเกี่ยวกับการบริหา
รปิโตรเลียมของประเทศ หลังจากเปลี่ยนการเก็บรายได้เข้ารัฐจากเดิม 50-50 มาเป็นเก็บ 82 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเดิมได้รายได้ 3 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มมาเป็น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประเทศเกินดุล ก้าวหน้าไปมาก ต้องบอกว่าหลังน้ำมันราคาเพิ่ม ทุกประเทศแก้กฎหมายให้เอาเงินเข้ารัฐมากขึ้น แต่ประเทศไทยไม่มีเลย ทำไม่ได้หรือ เพื่อผลประโยชน์จะได้ตกกับประเทศเพิ่มขึ้น พม่ามาหลังเรา แต่ส่วนแบ่งเข้ารัฐได้มากกว่า เขมรก็ได้มากกว่า แล้วเขมรมีแหล่งขุดเจาะแห่งเดียวกับไทย คืออ่าวไทย จะมาอ้างว่าไทยขุดเจาะยากได้อย่างไร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ระบุ

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ตัวเลขเมื่อปี 2551 ไทยส่งออกปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว รวมทั้งหมดเกือบ 3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าข้าวและยางพารา อย่างไรก็ดี มีคนโต้แย้งว่า ปี 2554 ยางพาราแซงแล้ว แต่ประเด็นตนไม่ได้เถียงเรื
่องอันดับ แต่ประเด็นคือหลายคนยังไม่รู้เลยว่าเราส่งออกปิโตรเลียม แล้วใครเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากไทย ในเว็บของ Census Bureau (www.census.gov)เป็นหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่อเมริกา ก็มีตัวเลขชัดเจน ระบุว่า สหรัฐนำเข้าจากประเทศไทย ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป LPG เพิ่มขึ้นมาตลอด น้ำมันดิบมากถึงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังมีรายงานปี 2012 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศไทย 1.204 ล้านดอลลาร์

ราคาน้ำมันในประเทศ ที่รัฐบาลพูดว่าเพราะราคาน้
ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่ม ช่วงสั้นเพิ่มขึ้นจริง แต่ขณะนี้เมื่อเทียบกับปี 2551 ตอนนั้นราคาตลาดโลกสูงไปถึง145 เหรียญสหรัฐ แต่วันนี้อยู่ที่ 103.69 เหรียญสหรัฐ หรือก็คือประมาณ 20 บาทต่อลิตรเท่านั้นเอง

เปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบตล
าดโลก ปี 51 กับปัจจุบัน ของเวสต์เทกซัส ตอนปี 51 (145 ดอลลาร์) ปี 55 (105 ดอลลาร์) เบรนท์ทะเลเหนือตอนนี้อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ ก็ประมาณ 23 บาท แต่ขายให้เราราคาหน้าปั๊ม 42-43 บาท

ต้นทุนน้ำมันดิบ ปี 51 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร ขายเบนซิน 91 ราคาหน้าปั๊มที่ 42.5 บาทเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ต้นทุนน้ำมันดิบ 20.14 บาท ถูกกว่าประมาณ 10 บาท แต่ขายหน้าปั๊มพอๆ กับตอนปี 51 เลย ทั้งที่มันไม่ได้แพงเท่าปี 51 แบบนี้มันน่าจะเป็นเรื่องนโ
ยบายพลังงานมากกว่า ที่ทำให้คนไทยใช้น้ำมันแพง

ต่อมาราคาน้ำมันเบนซินของไท
ยประมาณ 42.58 บาท สหรัฐฯ ประมาณ 28-33 บาท ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปที่อเมริกา สหรัฐฯ มีการแข่งขันเสรี ไม่มีการอุดหนุนโดยรัฐ แต่มีแข่งขันกันหลายเจ้า นี่คือผลของการแข่งขัน ถ้าไทยมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ราคาไม่น่าจะหนีจากกันเท่าไหร่

อีกอันคือ ข้อมูลเมื่อ 12 มีนาคม 55 เบนซิน 95 ไทยขายอยู่ที่ 44.86 บาท มาเลเซีย 19 บาท อินโดนีเซีย 31.70 บาท พม่า 24 บาท สรุปไทยแพงสุดในเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ NGV ในไทย 15.50 บาท อเมริกา 2.61 บาท (ราคาขายส่ง) โดยไทยบอกว่านี่เป็นต้นทุนท
ี่แท้จริง ตนต้องบอกว่าในกลไกตลาดเขาไม่ใช้ต้นทุนที่แท้จริงกัน เพราะต้นทุนของคนหนึ่งอาจไม่เท่ากับอีกคนหนึ่ง เพราะหากบริษัทพลังงานบริหารจัดการไม่ดี ต้นทุนก็อาจสูงได้ อันนี้มันขัดแย้งกับกลไกตลาดเสรี อีกทั้งภาพรวมราคาก๊าซตลาดโลก ลดลงมาตลอด แล้วบอกใช้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่เหมาะสมแล้ว

มาที่เรื่องคุณภาพของ NGV มีการใส่คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกรณีนี้พบว่า มาตรฐานสากลให้ใส่คาร์บอนได
ออกไซด์ที่ 0-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ไทยโดยกระทรวงพลังงานประกาศให้ใส่ได้มากถึง 18 เปอเซ็นต์ ตรงกันข้ามกับมาตรฐานสากลหมดเลย แล้วเมื่อรวมก๊าซอื่นด้วย มาตรฐานสากลให้ใส่ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทย 19 เปอร์เซ็นต์ ค่าความร้อนที่ใส่เข้าไปเพื่อให้ค่าความร้อนลดลง อเมริกาหรือต่างประเทศตั้งไว้ 48-52 แต่ของไทย 37-42 ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลสักอย่าง

น้ำมันในอ่าวไทยเป็นเกรดที่
แพงสุดในโลก เบา กลั่นง่าย มลพิษต่ำ เป็นที่ต้องการของประเทศพัฒนา เราส่งออกไปที่อเมริกา เมื่อส่งออกไปแล้ว พลังงานขาดแคลน ก็ไปนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำมะถันสูง พอต้องกำจัดกำมะถัน ก็ไปขอค่าใช้จ่ายจากกองทุนเชื้อเพลง เท่ากับว่าเอาของดีส่งออก แต่เอาของเสียเข้ามาในประเทศ แล้วยังต้องเสียเงินเพิ่มอี

ส่วนกรณีที่อ้างว่าไทยนำเข้
าน้ำมันเยอะ พบว่าวันนี้โรงกลั่นในไทยมีกำลังกลั่นล้นเกิน ฉะนั้นก็มีการนำเข้ามากลั่นเพื่อส่งออก แล้วจะมานับว่าเป็นความต้องการของคนไทยไม่ได้ อย่ามาหาว่านำเข้าเยอะ

เธอชื่อ แจ๊กกี้ บินหานายใหญ่ หลายครั้ง ไม่ว่ากัน แต่ยกมือสวนมติพรรค รับไม่ได้ !!

Posted by KwamRak on 30.2012 News 0 trackback
 

เธอชื่อ แจ๊กกี้ บินหานายใหญ่ หลายครั้ง ไม่ว่ากัน แต่ยกมือสวนมติพรรค รับไม่ได้ !!

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:59:59 น.

 
รับไม่ได้

คอลัมน์ ปิดไม่ลับ

โหวตชี้ชะตา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 3 คน เป็นที่เรียบร้อย หลังต้องเผชิญศึกซักฟอกอยู่ 3 วัน 3 คืน ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเมื่อเสียงของรัฐบาลผ่านฉลุย โดยไม่ต้องเป็นกังวล

เพราะไม่ว่าจะอย่างไรเสียงของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้อยู่แล้ว ลำพังเสียงของรัฐบาลเอง ก็มีมากกว่ากึ่งหนึ่ง

ที่น่าสนใจคือเสียงของฝ่ายค้าน ที่ไปโผล่ยกมือหนุนรัฐบาล

สำหรับ 7 ส.ส. พรรคภูมิใจไทย กลุ่มมัชฌิมา ของ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" มีท่าทีที่ชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าจะสนับสนุนรัฐบาล

แต่ที่ผิดคาดไปกว่านั้นคือกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เหลืออยู่ 24 คน ทั้งที่ได้มีการประชุมในช่วงเช้าของวันที่ 28 พ.ย. มีมติไปในทางเดียวกันในการโหวต โดยกำหนดให้ทั้งหมดยกมือสนับสนุนนายกฯ ในการไว้วางใจ ส่วนรัฐมนตรีทั้ง 3 ให้งดออกเสียง

เพียงไม่กี่นาทีก่อนการโหวต แกนนำพรรคตัดสินใจ ให้โหวตไม่ไว้วางใจ "ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้คงภาพความเป็นฝ่ายค้านไว้บ้าง

แต่เมื่อถึงเวลาโหวต "ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร" หรือ "แจ๊กกี้" ส.ส.ราชบุรี จากกลุ่มเพื่อนเนวิน กลับท้าทาย ฝ่าฝืนมติพรรค ยกมือสนับสนุนนายกฯ และรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ทำเอา "อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรครมออกหู ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

เพราะก่อนหน้านี้มีคนเห็นสาวแจ๊กกี้บินพบนายใหญ่ ที่ฮ่องกงอยู่หลายครั้งหลายหน ทางแกนนำก็ยังนิ่งเฉย แต่ครั้งนี้ถือว่าจงใจฝ่าฝืนมติพรรคจนเกินไป "เสี่ยหนู" ถึงขนาดบ่นว่า รับไม่ได้จริงๆ!!!

สลิ่ม แอร์โฮสเตส คลั่ง!!! เกือบสาดกาแฟใส่หน้า "แพทองธาร ชินวัตร" บนเครื่องบิน!

Posted by KwamRak on 30.2012 News 0 trackback
 By MaysaaNitto


สลิ่ม แอร์โฮสเตส คลั่ง!!! เกือบสาดกาแฟใส่หน้า "แพทองธาร ชินวัตร" บนเครื่องบิน!

Cathay Pacific City มีพนักงานที่คุณภาพต่ำมาก
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=488377097868502&set=a.294140073958873.73245.100000886483585&type=1&theater

 “เศษกระดาษแผ่นนี้พวกอาชีพเดียวกับฉันรู้ดีว่ามันคืออะไร
ดูชื่อผู้โดยสารของฉันวันนี้เที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปฮ่องกงเช้านี้สิ
ตอนที่รู้ว่ามีผู้โดยสารคนนี้บนเครื่อง ประตูเครื่องกำลังจะปิดพอดี

ที่จริงฉันเคยได้ยินเพื่อนๆบอกว่าไอ้อีตระกูลนี้ มันเดินทางไปฮ่องกงกับพวกเราบ่อยๆ ฉันยังเคยคิดว่าถ้ามีพวกมันบนเครื่อง ก็ต้องไม่มีฉันทำงานบนนั้น.

ฉันรีบบอกหัวหน้าว่าวันนี้คงทำงานไม่ได้แล้ว หัวหน้าตกใจว่าเป็นไร เมื่อกี้ยังดีๆอยู่ ไฟลท์ก็เต็ม ถ้าอยู่ๆใครไม่ทำงานซักคนที่เหลือก็เหนื่อยเลยนะนั่น

พอบอกเหตุผล หัวหน้าก็น่ารักบอกว่าเดี๋ยวย้ายให้ไปทำงานจุดอื่นไม่ต้องเจอกับมันก็ได้ แล้วเตรียมออกเดินทาง
ฉันรีบโทรหาที่ปรึกษาด่วน บอกว่าเอาอะไรไปราดหัวมันในไฟลท์นี้ได้มั้ย ได้คำแนะนำว่าอย่าทำ เพราะจะผิดกฎหมายฮ่องกงและไม่คุ้มค่ากัน ความรู้สึกโกรธ เกลียดพวกมันยังไม่จางหายจากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวาน ทำให้คับแค้นใจยิ่งขึ้นจนน้ำตาไหลออกมา

ขณะเครื่องบินขึ้นฉันนั่งสงบสติอารมณ์ จนดีขึ้นแล้ว ก็คิดได้ว่า คนตระกูลนี้มันทำลายความสุขของคนไทยมามากพอแล้ว ฉันจะไม่ให้โอกาสพวกมันทำลายความสุขและความดีอีก ใจก็สงบขึ้นมาบ้าง บอกหัวหน้าว่าจะทำงานตามปกติ หัวหน้าก็ตกลงแต่ไม่ต้องไปบริการมัน (คงป้องกันปัญหาด้วย)
ตลอดเที่ยวบินมันสวมแว่นกันแดดและหลับเป็นส่วนใหญ่

มีแอบคิดแผนกับน้องคนไทยที่ไม่ชอบพวกมันเหมือนกัน ว่าจะเข้าไปพูดถากถางพ่อมันก่อนเครื่องลงดีมั้ย. แต่แล้ว สติก็ทำงานมากกว่าอารมณ์ ไม่เข้าไปตอแยกับมัน รู้สำนึกว่า ทำไปก็ไม่มีผลต่อคนที่จิตสำนึกบอดอย่างพวกมัน แถมเราอาจจะต้องเพิ่มภาระเรื่องที่ต้องต่อสู้ขึ้นอีก
"อย่าเพิ่มศัตรูในการต่อสู้ จากความโง่ไร้สติของตัวเอง"

ฉันนั่งสงบใจคิดขณะเครื่องลง ความรู้สึกของเสธ. อ้าย ตอนที่พูดคำว่า " เสธ. อ้าย ได้ตายไปแล้ว " เมื่อเย็นวานนี้ คงเจ็บปวดมากกว่าฉันตอนนี้นัก ฉันกลั้นน้ำตาที่อยากไหลออกมาไว้แค่นั้น กลืนมันกลับเข้าไปในอก. บอกตัวเองว่า เราจะต้องต่อสู้กับคนเลวในบ้านเมืองอย่างมีสติ ด้วยปัญญา และความถูกต้องชอบธรรม
อย่างน้อยวันนี้ ฉันเอาชนะความโกรธ ความเกลียดอย่างแรง ที่มีอยู่ ไม่ให้มันมามีอำนาจสร้างปัญหาเพิ่มทุกข์ให้ฉันได้

แพรทองธาร วันนี้ไม่โดนฉันเอากาแฟสาดหน้า แต่มันไม่รู้ว่าฉันจะต่อสู้ ทำให้พวกมันไม่ได้อยู่เป็นเสนียดจัญไรบนแผ่นดินไทยอีกต่อไป

"บิ๊กโอ๋" แจงปมซักฟอก - เผยเซ็นคำสั่งถอดยศ "รต." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาไว้แล้ว แค่รอคำสั่งศาลปค.

Posted by KwamRak on 30.2012 News 0 trackback
 
 

เวลา 14.00 น. วันที่ 29 พ.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวกรณีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ 25-27 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า  เป็นไปตามคำสั่งการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่อยากให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้แจงข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงอีกครั้ง สำหรับข้อมูลที่ฝ่ายค้านหยิบมาโจมตีตนนั้นมี 3 ประเด็น คือ การทำผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติผิดกฎหมายและข้อบังคับกระทรวงกลาโหมในการแต่ง ตั้งนายทหารชั้นนายพล รวมถึงการกลั่นแกล้งขัดขวางไม่ให้พล.อ.เสถียร  เพิ่มทองอินทร์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการแต่งตั้งของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายค้านได้มีการนำคลิปเสียงในระหว่างการประชุมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ไปเปิดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการตัดต่อเทป เพราะนำมาเปิดในเฉพาะช่วงที่ตนพูดเท่านั้น ทั้งนี้ตนเห็นว่า ที่มีการอัดเทประหว่างกรประชุมเป็นการกระทำที่ไม่น่าเชื่อว่านายทหารระดับสูงขนาดนั้นจะทำได้ ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีมารยาทและผิดวินัยทางทหารอย่างร้ายแรง หากมียศแค่ร้อยตรี หรือ ร้อยโท ยังพอที่จะให้อภัยได้ การทำแบบนี้จะเสียไปที่ตัวเขาเอง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง


 “ส่วนตัวดูว่า ฝ่ายค้านอภิปรายดีตรงประเด็น แต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องการเมือง วันแรกที่เขากล่าวหาผม 3 เรื่อง แต่วันสุดท้ายก็สรุปอย่างนั้น เหมือนกับว่าที่ผมชี้แจงไปไม่มีประโยชน์เลย เหมือนเป็นสร้างความเข้าใจผิดให้แก่คนที่ไม่ทราบเรื่องมาก่อน จึงคิดว่า อยู่นิ่งไม่ได้กับข้อกล่าวหาดังกล่าว  ทั้งนี้การที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้ามาอภิปรายผม คงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการที่ผมออกคำสั่งปลดนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ออกจากราชการ ในเรื่องของใช้เอกสารเท็จในการเข้าเป็นทหาร นี่คือเรื่องสำคัญ ในประวัติของกระทรวงกลาโหมโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจน้อยมาก แต่ผมก็ไม่ว่ากัน เพราะผมพร้อม และเข้าใจว่า เป็นวิถีทางทางการเมือง เมื่อถามมาก็ตอบ”รมว.กลาโหม กล่าว 

 พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ส่วนการถอดยศนายอภิสิทธิ์ ตนจะดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ แต่ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนของศาลปกครอง ดังนั้นต้องรอการพิจารณาของศาลปกครองเสร็จสิ้นก่อน หากศาลปกครองชี้ว่าเป็นเรื่องของวินัยทหาร ตนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งขณะนี้คำสั่งที่ 2 ได้ออกมาแล้ว คือ การปลดนายอภสิทธิ์ ออกจากการเป็นนายทหารสัญญาบัตร อย่างไรก็ตามตนไม่อยากพูดว่า การดำเนินการของฝ่ายค้านเป็นการผูกใจเจ็บหรือไม่  เพราะตนเป็นลูกผู้ชายพอจึงอยากให้ดูกันเอาเอง

 พล.อ.อ. สุกำพล กล่าวว่า ส่วนประเด็นของกองทัพเรือคัดเลือกบริษัทมาร์ซัน จำกัด ทำการต่อเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือจำนวน 3 ลำ วงเงิน 553 ล้านบาท โดยใช้วิธีพิเศษนั้นไม่ถูกต้องจนถูกร้องเรียน และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินกำลังตรวจ และ ประเด็นที่ 3 คือโครงการปรับปรุงเรือฟริเกต ชุดเรือหลวงนเรศวร และเรือหลวงตากสินของกองทัพเรือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบเป้าลวง จากระเบิด  SAGEM  เป็นระบบ TERMA โดย ที่ราคาทั้งสองระบบแตกต่างกันมากทำให้มีการทุจริต 1,000 ล้านบาท ซึ่งตนมองว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินจริง เพราะราคาจริงแค่ 2,700 ล้านบาท ซึ่งการที่ฝ่ายค้านมาบอกว่าตนได้เงินทอนถึง 1,000 ล้านบาท ดูจะมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้น  ซึ่งการ พูดแบบนั้นเป็นการเอามันเท่านั้น แต่ทำให้ตนเสียหาย แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอชมฝ่ายค้านที่หาข้อมูลเก่ง เนื่องจากเก่งในเรื่องที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว บวกกับนายทหารที่นิสัยไม่ดีบางคนเอาข้อมูลไปให้ ยอมรับว่าเรื่องประเด็นเป้าลวงตนไม่ได้คิดว่าฝ่ายค้านจะนำมาอภิปรายจึงไมได้เตรียมข้อมูล

 “ทั้ง3 เรื่อง ขอให้สื่อมวลชนช่วยแก้ข่าวให้ผมด้วยว่า ที่ผมพูดเป็นจริง ไม่ใช่ว่า ผมชี้แจงไปอย่างไรก็ไม่สน อย่างนี้มันไม่แฟร์ และเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องบอกว่า อภิปรายเรื่องอะไร เหมือนมวยชกกันว่า ชกที่ไหน อย่างไร แต่นี่บอกว่า ชกกัน แต่ไม่บอกว่า ชกที่ไหน อย่างไร มันไม่ถูก ถ้าแน่จริงจะเอาอย่างไรก็บอกกัน พอถึงวันจริงจะให้ชี้แจงยิบ ถ้ารมว.กลาโหมรู้ขนาดนั้นก็เก่งแล้ว ผมเก็งข้อสอบถูกเรื่องเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือ 3 ลำ แต่พอเรื่องเป้าลวงไม่รู้เรื่องจึงต้องขอบคุณกองทัพเรือที่ช่วยส่งข้อมูลมาให้ แต่ผมมั่นใจว่า การเซ็นอนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อมีความถูกต้องและ เคลียร์ ถือเป็นสิ่งผมกล้าตัดสินใจ ทั้งนี้ผมขอปฏิเสธทั้ง 3 ข้อกล่าวหาล้วนไม่มีมูลความจริง และไม่มีความถูกต้อง เป็นเพียงการนำข้อมูลบางส่วนมากล่าวหาเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ผมชี้แจงไปในสภาหมดแล้ว แต่ทางฝ่ายยังสรุปเหมาว่าผมผิด และจะนำเรื่องไปร้องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ซึ่งผมก็พร้อมที่จะไปชี้แจง” พล.อ.อ.สุกำพล ระบุ

 พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ตนดูแลงานด้านความมั่นคง  สำหรับปัญหาในการดูแลความปลอดภัยของครูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนมองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดปัญหา ถ้าหากครูขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ไม่ออกนอกเส้นทาง เพราะการออกนอกเส้นทางถือเป็นความสุ่มเสี่ยงจนเป็นภัยต่อชีวิต ทั้งนี้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ความจริงมีเพียง 15 % ของพื้นที่ทั้งหมด            

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหมได้เซ็นคำสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ออกจากราชการทหารแล้วนั้น พล.อ.อ.สุกำพล ก็ได้เซ็นคำสั่งถอดยศนายอภิสิทธิ์ไว้แล้ว เพียงแต่รอคำสั่งศาลปกครองที่ทางนายอภิสิทธิ์ได้ไปยื่นฟ้องเอาไว้ หากศาลปกครองมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อก็สามารถดำเนินการถอดยศนายอภิสิทธิ์ในขั้นตอนต่อไปได้เลย

ยกเลิก 4 ประกาศ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย

Posted by KwamRak on 26.2012 News 0 trackback
 

ยกเลิก 4 ประกาศ
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย 

จากมติชน


วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕  ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่  ประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
ฉบับที่ ๕/๒๕๕๕ เรื่อง ยกเลิกประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย

ตามที่ได้มีการประกาศให้เขตพื้นที่เขตดุสิต เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

และมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติ การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ซึ่งได้มอบอำนาจให้ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ กำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขในการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เห็นสมควร โดยผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ได้อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ และวรรคสาม ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ ดังนี้

๑. ฉบับที่ ๑/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เรื่อง ห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด

๒. ฉบับที่ ๒/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เรื่อง ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

๓. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เรื่อง ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถานบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด

๔. ฉบับที่ ๔/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เรื่อง ห้ามการใช้ยานพาหนะในเส้นทางคมนาคม

เนื่องจากสถานการณ์การอันกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลง หมดความจำเป็นที่จะใช้อำนาจตามประกาศดังกล่าวข้างต้นในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ ในพื้นที่ที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงแล้ว อาศัยอำนาจตามวรรคสามของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา ๑๘แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยจึงให้ยกเลิกประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยฉบับที่ ๑/๒๕๕๕ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๕ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และ
ฉบับที่ ๔/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย

เปิดคำฟ้องต่อICCชี้ชัดมาร์ฺครับผิดชอบสังหารหมู่

Posted by KwamRak on 08.2012 News 0 trackback
 

เปิดคำฟ้องต่อICCชี้ชัดมาร์ฺครับผิดชอบสังหารหมู่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลมีแนวโน้มที่จะลงนามในเอกสารซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไทย โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่จากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มาเยือนกรุงเทพมหานคร ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะประกาศยอมรับอำนาจพิจารณาคดีไอซีซีในกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติก่อขึ้นในประเทศไทยเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 หรือไม่ (ดูคำอธิบายเรื่องขั้นตอนไอซีซีได้ที่นี่) และนี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยที่มากว่า 80 ปี

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าว การให้อำนาจพิจารณาคดีไอซีซีต่อการทำร้ายที่เกิดในปี 2553 จะช่วยประกันว่าเหยื่อผู้ถูกลิดรอนชีวิต สิทธิ เสรีภาพ หรือสูญเสียบุลคลในครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรมไม่เหมือนเหยื่อความรุนแรงของรัฐในอดีต ตอนนี้มีความเป็นไปได้อย่างแท้จริงว่าการปราบปรามประชาชนอย่างร้ายแรงถึงชีวิตของรัฐบาลในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 จะได้รับการสอบสวนอย่างเหมาะสม และคนที่ก่ออาชญากรรมจะต้องรับผิด ซึ่งต่างจากการสังหารหมู่ในปี 2516, 2519 และ 2535

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของประเทศไทยที่มากกว่านั้นในฐานะประเทศคือ ตามที่ศ.ธงชัย วินิจฉกุลอธิบายในจดหมายถึงไอซีซีเมื่อหลายเดือนก่อน การสังหารหมู่พลเรือนเกิดขึ้นเป็นประจำในหลายทศวรรษ และด้วยเป้าหมายเดิม: คือเพื่อจะปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดชีวิตตนเองของประชาชนไทย ในทางตรงข้ามการปกปิดอาชญากรรมก่อขึ้นโดยรัฐในปี 2516, 2519 และ 2535 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลิดรอนประชาชนไทยจากสิทธิในการรับรู้ความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกันว่าอาชญากรรมอันเลวร้ายจะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

ระบบการทำผิดแล้วลอยนวลทำให้กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับความชอบธรรมของกระบวนการทางประชาธิปไตยคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำรัฐประหาร และเมื่อใดก็ตามที่เผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับความนิยม พวกเขาก็สังหารผู้ชุมนุมหลายราย  แม้ว่าการปราบปรามประชาชนของทหารจะไม่สำเร็จทุกครั้งไป แต่ ข้อเท็จจริงคือการที่เจ้าหน้าที่รัฐลอยนวลจากการสังหารประชาชนอยู่เสมอทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้ง, รัฐประหาร และการสังหารหมู่มาเป็นเวลา 40 ปี

มีปัญหาว่าการลงนามนี้อาจทำประเทศไทยต้องกลับไปสู่วงจรเดิมอีก เพราะหลังจากจัดตั้งการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล นายทหารนอกราชการ พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าไม่ได้อยากทำแค่รัฐประหารเท่านั้น แต่ต้องการให้จัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วย “การปิดประเทศ” เป็นเวลาหลายปี สันนิษฐานว่าอาจจะต้องปิดจนกระทั่งฝ่ายตรงข้ามรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากหรือถูกทำให้หายไป ความเห็นเหล่านี้ยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าการยุติระบบการทำผิดแล้วลอยนวลเท่านั้นที่ความรุนแรงโดยรัฐหลายครั้งในอนาคตจะไม่เกิดขึ้น

การเข้ามาเกี่ยวข้องของไอซีซีให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาในหลายทศวรรษที่ผ่านมาในการเป็นอิสระจากวงจรอุบาทว์นี้ การสอบสวนของไอซีซีไม่ใช่เพียงแค่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไทยเห็นว่าพวกเขาจะไม่ได้เสวยสุยจากระบบการทำผิดแล้วลอยนวลที่พวกเขาได้รับมาอย่างยาวนานอีกต่อไป แต่ทำให้ประชาคมโลกหันมาสนใจสถานการณ์ในประเทศไทย มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องของไอซีซีจะช่วยยับยั้งความพยายามในการล้มล้างประชาธิปไตยซึ่งเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีการคาดหมายว่ากองทัพอาจปราบปรามกลุ่มคนที่กล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นปกป้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ในทางกลับกัน การกระทำของกลุ่มอำมาตย์ไทยในการขัดขวางกระบวนการทางประชาธิปไตยอาจสิ้นสุดลง เพราะพวกเขามักบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำตามข้อเรียกร้องโดยการพึ่งพาคำข่มขู่แบบโดยนัยว่าจะมีการทำรัฐประหาร

การยอมรับอำนาจพิจารณาคดีของไอซีซีกรณีเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 ไม่ใช่การกระทำที่สุดโต่ง เพราะไอซีซีจะเข้ามาสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ต้องรับผิดต่อการก่ออาชญากรรมโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นสมาชิกรัฐบาล ฝ่ายตรงข้าม หรืออาจจะเป็น “มือที่สาม” เท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากการทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียเกียรติ ตามที่ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติซึ่งล้มเหลวในการหาความจริงแนะนำเมื่อไม่นานมานี้ว่า การตัดสินใจที่จะยุติระบบการทำผิดแล้วลอยนวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจะเป็นการยืนยันถึงความยึดมั่นในพันธกรณีที่มีต่อประชาคมโลกของประเทศไทย สิทธิพลเมืองและการต่อสู้พื่อประชาธิปไตยเป็นเวลา 80 ปี ภายใต้สถาวะแวดล้อมนี้ ไม่มีอะไรที่จะแสดงความรักชาติไปมากกว่าการตอบรับเสียงเรียกร้องแห่งประวัติศาสตร์นี้

แผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งประเทศกัวเตมาลา

Posted by KwamRak on 07.2012 News 0 trackback
 เมื่อเวลา 23.35 น. ตามเวลาในไทย เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งประเทศกัวเตมาลา ความลึก 33 กม. แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ถึง กรุงเม็กซิโกซิตี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหายและคลื่นสึนามิ - USGS

โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ

Posted by KwamRak on 20.2012 News 0 trackback
 
โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ


          พวกมึงคิดกันบ้างไหมว่า?

         ไม่ว่าพวกกู....จะตายไปเท่าไหร่...ทหารของกูก็ยังสู้กับมึง เพื่อพี่น้อง
         ทั้งพุทธ และ มุสลิม! 

         พวกกู....สู้เพราะพรหมวิหารสี่ ที่พระพุทธองค์สอนให้รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ ...

         พวกมึง....อ้างพระเจ้า ที่มึงเองก็ไม่เคยเห็น .... ฆ่าคน
 

        พวกมึง....อ้างพระเจ้าค้ายาเสพติด ..... เอาเงินเข้ากระเป๋าพร้อมทำลายลูกหลานของมึงเอง
 

        พวกมึง.... ห้ามคนค้าขาย....ชาวบ้านเดือดร้อน
 

       พวกองค์กรอิสระเพื่อยุติธรรม.... แม่งเงียบไปแล้วเพราะได้เงินเยอะเลย เขาแบ่งให้มึงหรือเปล่า
 ?...ไม่มีทาง

        พวกองค์กรอิสระพอผัวตาย....ก็ผลักด้นให้ลูกได้เป็นผู้พิพากษาหญิงเรียบร้อยแล้ว .. แม่งก็เงียบสิ เงินก็ได้ ... ตำแหน่งให้ลูกก็ได้...
 

        แล้วมึงล่ะ นอนในป่าให้ยุงกัด
 

        ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี .....มีคนที่เยิรยอมึงนั่งบัลลังค์..สบาย สั่งการให้มึงทำงานให้มันต่อ
 

       ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี....นักการเมืองในสภาฯไทยนี่แหละจะเสวยสุข
 

       แล้วมึงล่ะ
 แค่ทหารกระจอก 

       อุดมการณ์จอมปลอม ... ไอ้พวกที่หลอกใช้มึง..เขาอ้างเพื่ออำนาจตนเอง พร้อม ๆ กับทำลายอัลเลาะห์ไปเรียบร้อยแล้ว
 

       พวกมึงออกจากป่า มาทำงานเพื่อพี่น้องของมึง ยังมีโอกาสสำเร็จ
 

       คำเยิรยอ....ก็ไม่น้อยกว่าที่มึงได้ตอนนอนในป่า....อยากจะโง่ต่อก็เชิญ
 

       
      คนโง่อย่างมึงเป็นขี้ข้าคนเจ้าเล่ห์ในสภาฯไทย กับสภาฯมาเลย์ตลอดชาติ
http://surasiha.blogspot.com/

มุสลิมในพม่าบังคับ ชาวฮินดูที่เป็นเพื่อนกลุ่มน้อยร่วมชุมชนเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามจนต้องย้ายหนี

Posted by KwamRak on 16.2012 News 0 trackback
 
มุสลิมในพม่าบังคับ ชาวฮินดูที่เป็นเพื่อนกลุ่มน้อยร่วมชุมชนเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามจนต้องย้ายหนี
Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe
Sunday, September 23 2012
               วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (20ก.ย.2555) ครอบครัวที่นับถือศาสนาฮินดูที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาเข้ารับอิสลาม จำต้องย้ายถิ่นที่อยู่ ไป  ยังย่าน Pauk Taw (ป๊อค ตอว์) เมือง ซิตตุ่ยรัฐยะไข่ด้วยการช่วยเหลือจากหน่วยงานท้องถิ่น
            ครอบครัวชาวฮินดูเหล่านี้เดิมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านTaung Ywar (ตวง ยอร์)ซึ่งเป็นหมู่บ้านมุสลิมที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 180ครอบครัว อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของย่าน ป๊อกเตา
               สมาชิกของคณะกรรมการของชุมชนชาวฮินดูจาก ซิตุ่ย ได้กล่าว สำนักข่าว Narinjaraดังนี้
        "ครอบครัวเหล่านี้ได้เดินทางมาถึง ซิตตุ่ย เวลา 11:30 เมื่อวานนี้ และเมื่อตอนตีสามกองกำลังความมั่นคงพาพวกเขาไปค่ายผู้ลี้ภัยชาวฮินดูตั้งอยู่ ทางด้าน ดันยาวาติ เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะได้รับความสะดวก และจะได้จัดของใช้ที่จำเป็นให้"
             จากการศึกษาติดตามของผู้สื่อข่าวของเราในเรื่องการย้ายถิ่นฐานนี้มาจาก องค์กรศาสนาฮินดูแห่งซิตตุ่ย ได้แจ้งแก่รัฐบาล ในความยากลำบากในการตำรงชีวิตของ ครอบครัวฮินดูเหล่านี้ ที่ต้องเผชิญหน้า กับมุสลิมที่มีกำลังมากกว่า
           เมื่อทบทวนข้ออ้างที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการอนุมัติการย้ายถิ่นฐานกระบวนการและด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิ วอน เลท ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนท้องถิ่นในรัฐยะไข่ กระบวนการย้ายได้เริ่มต้นในวันที่ 20 กันยายน
           สมาชิกคณะกรรมการศาสนาฮินดู ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายกลุ่มชนฮินดูกลุ่มนี้ได้กล่าว ว่า
       "พวกเขาติดต่อเราและแจ้งให้ทราบถึงความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญ ความยากลำบากส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องศาสนา ชาวบ้านมุสลิมบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนศาสนาเข้ารับอิสลาม และเมื่อพวกเขาปฏิเสธ พวกเขาเผชิญการละเมิดต่าง ๆ ทางด้านร่างกาย จากชาวบ้านเพื่อนมุสลิมร่วมหมู่บ้านของพวกเขานั่นเอง
          หลังจากเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเหล่านี้และการละเมิดเหล่านี้ครอบครัวชาวฮินดูหาที่หลบภัยในหมู่บ้านยะไข่ใกล้ "หมู่บ้านเต้าแล Taw Lae (ตอ แล)ประมาณหนึ่งเดือนกับอีก ยี่สิบหกวัน ด้วยความช่วยเหลือของประธานหมู่บ้าน U Thar Doe Aung (อู ตา โดะ ออง) ระยะหนึ่งก็ได้ย้ายถิ่นฐานไป Sittwe (ซิตตุ่ย) เริ่มด้วยความเห็นชอบของหน่วยงานภาครัฐ"
• Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe
http://www.wontharnu.com/index.php/news/198-hindu-families-who-do-not-want-to-convert-to-islam-relocate-to-the-town-of-sittwe


Hindu Families who do not want to convert to Islam relocate to the town of Sittwe


Category: News Published on Wednesday, 26 September 2012 18:47 Written by Won Thar Nu Hits: 198
photo-Coral Arakan News Agency
photo-Coral Arakan News Agency
Sunday, September 23 2012

At last Thursday, four Hindu families who do not wish to convert to Islam have been relocated to the town of Sittwe, Rakhine state, from the district of Pauk Taw, Rakhine state, with the help of the local authorities.
These Hindu families have been living in the village of Taung Ywar, a Muslim village with approximately 180households, which is located in the southwestern part of Pauk Taw district.

A committee member of the Hindu community of Sittwe said to Narinjara news as follows:

“These families got to Sittwe at 11:30am yesterday, and at 3:00pm the security forces took them to the Hindu refugee camp located at Danyawati ward, where they will be provided the required assistances”

Our reporter learns that this relocation is a result of the plead from Hindu organization of Sittwe to the State Government with regard to the difficulties these Hindu families were facing in their predominantly Muslim community. Upon reviewing that plea, the state authorities approved the relocation process, and with the help of Won Let Foundation,a local NGO in Rakhine state, the relocation process began at the 20th September.
A Hindu committee member who helped for the relocation process said as follows:

“They contacted us and informed the difficulties they were facing. The difficulties are mainly because of religion. The Muslim villagers forced them to convert to Islam, and when they refused to convert their faith, they face various abuses including those are physical in nature, from their fellow-villagers. After facing these threats and abuses, these Hindu families sought refuge in the nearby Rakhine village of “Taw Lae village” for one month and twenty-six days, with the help of the village chairman U Thar Doe Aung. It is only after that period, the relocation to Sittwe began with the approval of the state government.”

Our reporter learns that there are altogether 25people in these 4Hindu families.

Source-Narinjara
http://surasiha.blogspot.com/

ด่วน! "กิตติศักดิ์ แข็งขัน" พยานปากเอก "6 ศพวัดปทุมฯ" ตายปริศนา?

Posted by KwamRak on 07.2012 News 0 trackback

 




อีกทั้ง ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2553หนังสือพิมพ์มติชนได้เคยสัมภาษณ์นายกิตติชัย แข็งขันไว้เมื่อคราวพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลางถึงเหตุการณ์ที่นายกิตติชัย ได้เจอระหว่างทหารเข้าสลายการชุมนุม และโดนยิงในวัด โดยมีรายละเอียดข่าวดังนี้

“ที่ชั้น โรงพยาบาลกลางในห้องพักผู้ป่วยชายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่เข้ารักษาตัว ราย ชายวัย40 ปี  นายกิตติชัย แข็งขัน ชาวขอนแก่นถูกเข็นไปล้างแผลตั้งแต่บ่ายโมงกลับมาอีกทีตอนบ่าย โมง ด้วยสภาพอิดโรยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเหนื่อยหน้ามืดคุยไม่ไหวแต่ยังแข็งใจตอบคำถาม”

"ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองประสบมาเห็นมากับตาถ้าไม่เห็นแบบนี้ก็พูดไม่ได้" คำตอบจากนายนายกิตติชัย ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งไม่ใช่ผู้มาร่วมชุมนุมแต่มาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ช่วยหลานเดินสายไฟฟ้าใน สตช. แต่จะแวะเวียนไปร่วมกินข้าวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงชาวขอนแก่นในฐานะคนบ้านเดียวกันไม่คิดว่าจะถูกยิงปางตายเช่นนี้

นายกิตติชัย นอนซมอยู่บนเตียงคนป่วยโดยมีผ้าพันแผลติดอยู่ที่ด้านหลังเหนือเอวขึ้นมาและบริเวณมือขวา มีสายน้ำเกลือโยงไปที่แขน นอนหายใจเหนื่อยหอบอยู่บนเตียงท่าทางอิดโรยนอนหงายไม่ได้ เล่าถึงนาทีที่ถูกยิงบาดเจ็บว่า ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ ทุ่ม หลังจากที่ผมออกมาจาก สตช.เพื่อไปหาผู้ชุมนุมชาวขอนแก่นตามปกติเพราะคิดว่าแกนนำได้มอบตัวหมดแล้ว จึงคิดว่าเหตุการณ์น่าจะสงบแล้ว แต่พอไปถึงถูกไล่มาเรื่อยๆจากแยกศาลาแดงมาจนถึงแยกราชประสงค์ การ์ดเสื้อแดงบอกให้วิ่งเข้าไปหลบในวัดจะปลอดภัยที่สุดผู้คนแตกกระจายวิ่งหลบเข้าไปในวัดปทุมฯบ้าง สตช.บ้าง

"ผมมาจากทางศาลาแดงมาเป็นกลุ่มสุดท้ายพอดีกับเวทีสลายหมดแล้ว การ์ดก็ให้วิ่งเข้าไปในวัด พอไปถึงผมก็พักผ่อนนอนเล่นกันอยู่ตั้งนานถึงได้ยินเสียงปืนดังมาอีก จึงเข้าไปหลบใต้ท้องรถ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ ทุ่ม เขายืนอยู่บนทางรถไฟฟ้ายิงเข้ามาในวัดต่างคนต่างหลบกัน ผมโดนยิงข้างหลังกับมือ พวกเราไปหลบอยู่ใต้ท้องรถ 5-6 คน 

ตอนที่ผมโดนยิงทหารก็ให้ออกมาจากใต้ท้องรถ เขายิงมาจากบนสะพานรถไฟฟ้า ผงกหัวขึ้นไม่ได้เลย พอโดนลูกปืน มันร้องให้ออกมา แต่ไม่มีใครออกไป พอผมโดนยิง ผมบอกว่ายอมแล้วๆมันก็ยิงใส่มืออีก มันโกหกบอกให้ออกมายิง แต่ผมไม่ไหวแล้วเลือดออกเยอะ พอออกมามันบอกให้ผมถอดเสื้อออกแล้วยกมือขึ้น แล้ววิ่งไป ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลทำแผลให้ ผมยืนหันหน้าเห็นทหารเขาเล็งมาใส่ผม แต่ตอนนั้นเขาไม่ยิงใส่แล้ว เพราะเห็นว่าผมถูกยิง บอกให้ถอดเสื้อ ยกมือขึ้น ผมก็ยกมือขึ้นสองข้างแล้วก็วิ่งไปเลย"  นายกิตติชัยกล่าวและยืนยันอีกครั้งว่า

"ผมเห็นเขายิง ผมยืนยันไม่มีใครหรอกนอกจากทหารใส่ชุดพรางใส่หมวก เขาก็ตะโกนให้ผมออก ผมก็ตะโกนออกแล้วครับ ผมก็บอกยอมแล้วครับเห็นยืนเล็งใส่ผมอยู่ ถ้ามันยิงตอนผมถอดเสื้อคงตายแล้ว แต่มันก็บอกให้ผมวิ่ง ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลไปอ่อนแรงตรงนั้น พอทำแผลใกล้เสร็จห้ามเลือดเขาก็ยิงมาใส่หลายนัด โดนฝรั่งที่กำลังถ่ายรูปผมอยู่ จากนั้นผมก็สลบไปเลย"

นายกิตติชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า 
"ผมนอนเจ็บอยู่หลายชั่วโมงทหารไม่ให้ออกมา ไม่ให้รถพยาบาลเข้าไปเอาออกมาด้วย ผมสลบอยู่หลายรอบเพราะเสียเลือดมากกว่าจะมาถึงโรงพยาบาล ทุ่มแล้วถูกยิงตั้งแต่ โมงเย็น พยาบาลที่ไปนำตัวผมออกมาจากในวัดต้องหามออกมาใส่รถด้านนอกเพราะไม่ให้เอารถเข้าไปรับ" 
 
นายกิตติชัย กล่าวอีกว่า เพื่อนที่หมอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันมาเยี่ยมบอกว่า มีคนที่แอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันถูกยิงเสียชีวิต และยิงมาจากสะพานรถไฟฟ้า  มีคนไม่น้อยๆไปหลบในวัดประมาณ 4-5 พันคน บางคนวิ่งไปที่โรงพยาบาลตำรวจบางคนวิ่งเข้าไปหลบในวัดก็นึกว่ารอดแล้วแต่ก็ยังโดนจนได้ในวัดที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว

"เสียใจกับผู้ชุมนุมเหมือนกันคงจะเจ็บเหมือนกัน ขนาดผมโดนแค่นี้ยังเจ็บ คนที่ไม่ไหวเขาคงโดนหนักกว่าผม สลบในวัด 2-3 รอบกว่าจะมาถึงนี่" นายกิตติชัยกล่าว





ด่วน! "กิตติศักดิ์ แข็งขัน" พยานปากเอก "6 ศพวัดปทุมฯ" ตายปริศนา? 
http://www.go6tv.com/2012/10/6.html

เปิดสำนวนสอบสวน คดีฆ่า13ศพลูกเรือจีน "หน่อคำ-9ทหารไทย" ถึงวันขึ้นศาลจีน-ไทย

Posted by KwamRak on 07.2012 News 0 trackback
 

เปิดสำนวนสอบสวน คดีฆ่า13ศพลูกเรือจีน "หน่อคำ-9ทหารไทย" ถึงวันขึ้นศาลจีน-ไทย

วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7983 ข่าวสดรายวัน

เปิดสำนวนสอบสวน คดีฆ่า13ศพลูกเรือจีน "หน่อคำ-9ทหารไทย" ถึงวันขึ้นศาลจีน-ไทย

คอลัมน์ แฟ้มคดี

เริ่มนับ 1 ขึ้นสู่กระบวนการทางศาลกันแล้วคดีสะเทือนขวัญข้ามชาติฆ่าหมู่ 13 ศพลูกเรือจีน บริเวณแม่น้ำโขง ช่วงอ.เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554

งานนี้โยงใยถึง ?หน่อคำ? หัวหน้าโจรสลัดและราชายาเสพติดรายใหญ่ของลุ่มน้ำโขง และมีทหารไทย 9 นายเข้าไปพัวพันด้วย

เหตุที่เกิดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และการค้าในภาคเหนือสะดุดไปพักใหญ่ เพราะทางการจีนไม่ให้เรือสินค้าเข้าออกเพื่อความปลอดภัย

รัฐบาลไทยต้องส่ง พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร.เข้ามาดูแลคดีนี้ และสานความสัมพันธ์กับทางการจีน และแสดงความจริงจังกับการติดตามคดีนี้ โดยออกหมายจับทหารไทยที่เข้าไปพัวพันนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ

สัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนจึงกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปิดค้าขายทางเรือ

ล่าสุดคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาชั้นศาลทั้งไทยและจีนควบคู่กันไป

"หน่อคำ"ไม่รอด-ขึ้นศาลจีน

หลังเกิดคดีฆาตกรรมหมู่สุดโหดลูกเรือหัวปิง และยูซิง 8 ที่ลำน้ำโขง ทางการไทย-จีน และลาว ประสานงานกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลกระทั่งพบว่า ?หน่อคำ? ราชายาเสพติดอยู่เบื้องหลัง โดยร่วมกับคนไทยและทหารไทยบางส่วนวางแผนเล่นงานลูกเรือทั้ง 2 ลำ

โดยหน่อคำส่งลูกน้องบุกขึ้นเรือไปจัดการพร้อมยัดยาบ้าเกือบ 1 ล้านเม็ด ก่อนให้ลอยลำเข้าเขตไทย และทหารไทยระดมยิงก่อนจับกุมในข้อหายาเสพติด

ลูกเรือทั้ง 13 ชีวิตถูกสังหารและโยนทิ้งแม่น้ำโขง ก่อนลอยขึ้นมาร้องขอความเป็นธรรม

เจ้าหน้าที่ไทย-จีนใช้เวลาไม่นานก็ได้ข้อเท็จจริง ฝ่ายไทยดำเนินคดีกับกลุ่มคนไทยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทหาร 9 นาย นำโดย พ.ต.เชิดพงษ์ ช่วยบำรุง หน.ฝ่ายข่าวกรอง กองกำลังผาเมือง ในภายหลังนำลูกน้องเดินทางเข้ามอบตัวให้การปฏิเสธ

ส่วนทางการจีนซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งของโลก กดดันผ่านทางประเทศลาว หลังทราบว่าหน่อคำหนีไปกบดานในพื้นที่

ไม่ว่าหน่อคำจะยิ่งใหญ่หรือมีอิทธิพลขนาดไหน แต่ทางการลาวก็ไม่กล้าขัดใจพี่ใหญ่ของเอเชียอย่างจีนแน่นอน

หน่อคำถูกจับกุมได้พร้อมสมุนและส่งตัวให้ทางการจีน

ราชายาเสพติดให้การสารภาพและซัดทอดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามที่ตำรวจไทย-จีนสอบสวนมาตั้งแต่แรก

ทางการจีนนำตัวหน่อคำขึ้นสู่การพิจารณาชั้นศาล โดย พล.ต.อ.ปานศิริ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี นำคณะเดินทางไปร่วมสอบสวนและฟังการพิจารณาเพื่อนำข้อมูลมาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในส่วนของคนไทย

แต่เมื่อขึ้นศาลหน่อคำกลับปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับคดี 13 ศพ อ้างว่าลูกน้องทำลงไปโดยพลการ และโยนว่าทั้งหมดตายเพราะฝีมือทหารไทย!!!

กระนั้นก็ตามจากพยานหลักฐานต่างๆ แม้จำเลยจะปฏิเสธแต่เชื่อว่าหนีความผิดไม่พ้น

โดยญาติผู้เสียชีวิตเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุดคือประหารชีวิตหน่อคำกับสมุน และให้ชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 30 ล้านบาท

ในส่วนของไทย ศาลจ.เชียงราย เริ่มพิจารณาคดีช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีจำเลยหลักๆ 9 คน คือทหารไทย กองกำลังผาเมืองนั่นเอง

และคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกไม่น้อย กว่าจะถึงบทสรุป เพราะขั้นตอนระหว่างศาลไทยและจีนนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควร

เปิดสำนวนเบื้องหลังคดีโหด

จากบันทึกการสอบสวนและการขอหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีฆ่า 13 ศพ พนักงานสอบสวนสภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลและเบื้องลึกของคดีนี้ต่อศาลอย่างละเอียด

จากสำนวนระบุว่ามีคนร้ายได้ร่วมใช้อาวุธปืนสงครามทำการฆ่า และปล้นทรัพย์ เรือสินค้าจีนชื่อเรือ ขัวผิง หรือ หัว ปิง เฮ่า หรือ ขวา ผัว เฮาส์ โดยมี นายหยง แซ่หวง เป็นกัปตัน มี นางหลี่ เยี่ยน, นายหวัง เจี้ยนจุง, นายหยาง ยิ่งตง, นายจิวจาไห่, นายไช่ ฟางหัว เป็นลูกเรือ

และเรือชื่อ ยูซิง 8 หัว หรือ ยู ชิง 8 เฮ่า หรือ ยูซิงปาเฮ่า มี นายหยาง เตอยี่ หรือ นายยัง เต ยี เป็นกัปตันเรือ มีลูกเรือจำนวน 7 คน ชื่อ นายหวัง กุ้ย เชา, นายเหวิน ต่าย หง, นายเฉิน เป่า เชิง, นายหยาง เจอ เหว่ย, นางเฉิน โก หยิง และ นายเจือ ชี หาง

จนเป็นเหตุให้ นายหยง แซ่หวง, นางหลี่ เยี่ยน, นายหวัง เจี้ยนจุง, นายหยาง ยิ่งตง นายจิวจาไห่, นายไช่ ฟางหัว, นายหยาง เตอยี่ หรือ นายยัง เต ยี, นายหวัง กุ้ย เชา, นายเหวิน ต่าย หง นายเฉิน เป่า เชิง, นายหยาง เจอ เหว่ย, นางเฉิน โก หยิง และ นายเจือ ชี หาง ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินภายในเรือได้หายไป

เหตุเกิดที่ลำน้ำแม่น้ำโขง บริเวณบ้านสามพู ประเทศพม่า ประเทศลาว ต่อเนื่องถึงริมตลิ่งแม่น้ำโขง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ถึงเวลาประมาณ 11.45 น.ต่อเนื่องกัน

พฤติการณ์กระทำความผิดที่เกี่ยวกับเหตุออกหมายจับ คือด้วยเมื่อ ประมาณปีพ.ศ.2550 กลุ่มกองกำลังของนายหน่อคำเรียกเก็บเงินค่าคุ้มครองจากเจ้าของเรือและกัปตันเรือสินค้าที่ใช้เส้นทางเดินเรือตามลำแม่น้ำโขง จากท่าเรือกวนเหล่ย ประเทศจีน มายังท่าเรือเชียงแสน เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554 ทหารพม่าและทหารลาวร่วมกันใช้เรือสินค้าจีนโจมตีกลุ่มกองกำลังของนายหน่อคำ ทำให้กองกำลังดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตประมาณ 4 ราย

แฉหน่อคำร่วมมือทหารไทย

ต่อมากองกำลังของนายหน่อคำได้สืบทราบว่าผู้เป็นเจ้าของเรือสินค้าจีน ชื่อเรือ ขัวผิง หรือ หัว ปิง เฮ่า หรือ ขวา ผัว เฮาส์ และ เรือ หยู ซิง ปา เฮ่า ดังกล่าว ได้ว่าจ้างทหารพม่าและทหารลาวให้มาโจมตี

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 นายหน่อคำและแกนนำ จึงร่วมกันวางแผนแก้แค้นพวกเรือสินค้าจีน โดยการนำยาบ้าจำนวนประมาณหนึ่งล้านเม็ดไปใส่ไว้ในเรือสินค้าจีน จากนั้นจะควบคุมกัปตันและลูกเรือให้แล่นเข้ามายังบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อให้ทหารไทยตรวจยึด ซึ่งในการนี้ นายจำรัส หรือ ลุงหนวด หรือ โน่หลัว สมพงษ์พรรณ ซึ่งเป็นแกนนำคนหนึ่งของกลุ่มกองกำลังและมีความสนิทสนมกับทหารไทย จะเป็นผู้ไปติดต่อพูดคุยกับทหารไทย ให้เป็นไปตามแผนการดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม 2554 นายจำรัส, นายยี่ ยี่แปง หรือ อีไร หรือหนงแหย่ และ นายหนานเจียว บุตรเขตนายยี่ ได้มาพบกับทหารไทยที่ร้านกาแฟ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พูดคุยปรึกษากันถึงแผนการดังกล่าว ซึ่งทหารไทยตกลงและเห็นด้วยกับแผนการ

ตามแผนให้กองกำลังของนายหน่อคำ โจมตีปล้นทรัพย์เรือสินค้าจีน ก่อนนำยาเสพติดซุกซ่อนไว้ที่เรือ จากนั้นบังคับเรือให้แล่นไปจอดที่ริมตลิ่งฝั่งประเทศไทย และฆ่าลูกเรือให้หมด แล้วกองกำลังให้รีบขึ้นเรือเร็วหลบหนี จากนั้นให้ทหารไทยมาตรวจค้นและพบยาเสพติดดังกล่าว เพื่อจะสร้างผลงานให้กับทหารไทย ตลอดทั้งทหารไทยจะจัดหาที่จอดเรือบริเวณท่าเรือเชียงแสนให้

วันที่ 4 ตุลาคม 2554 นายจำรัส, นายยี่ ยี่แปง หรือ อีไร หรือ หนงแหย่ และ นายหนานเจียว บุตรเขตนายยี่ ได้ขับขี่รถยนต์มาสำรวจจุดที่จะต้องบังคับนำเรือสินค้าจีนมาจอดตามแผนการตรวจสอบแล้ว แจ้งให้ นายหน่อคำ รับทราบ นายหน่อคำ ได้สั่งการให้ นายเวิงเมี่ย นำกำลังเข้าโจมตีเรือจีนและนำยาเสพติดซุกซ่อนตามแผนการ

วันที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลาประมาณ 07.00 น. นายเวิงเมี่ย ได้นำกำลัง ใช้เรือเร็วจำนวน 4 ลำ มีอาวุธปืนสงครามเข้าควบคุมเรือสัญชาติจีนจำนวน 2 ลำ ที่บริเวณกลางลำน้ำโขงเหนือเกาะบ้านสามพู ประเทศพม่า และประเทศลาว จากนั้นใช้เชือกมัดลูกเรือทำการปล้นทรัพย์ และนำเอายาเสพติดที่กองกำลังปล้นมาได้ซุกซ่อนไว้ที่เรือทั้ง 2 ลำ รวมประมาณ 1 ล้านเม็ด

จากนั้นบังคับกัปตันและลูกเรือให้แล่นเรือเข้ามาจอดบริเวณบ้านสามพู ประเทศพม่า นายเวิงเมี่ยได้เรียกกำลังมาช่วยเสริม บังคับให้เรือสินค้าทั้ง 2 ลำแล่นมาตามลำน้ำโขง จนมาจอดที่บริเวณใต้ต้นมะเดื่อ ริมตลิ่งแม่น้ำโขง ฝั่งประเทศไทย เมื่อมาถึงทหารไทยประกอบด้วยพ.ต.เชิดพงษ์ ช่วยบำรุง พร้อมด้วยพวกอีก 10 นาย มารออยู่ในบริเวณนั้นก่อนแล้ว เมื่อเรือทั้งสองลำได้เข้าจอดเทียบฝั่งเรียบร้อยแล้ว ไม่นานนักก็มีเสียงปืนดังขึ้นภายในเรือ

ระบุทหารขนศพทิ้งแม่น้ำโขง

จากนั้นนายเวิงเมี่ยกับพวกก็ได้ลงเรือยนต์เร็วแล่นหลบหนีไป เมื่อเรือเร็วแล่นออกจากเรือสินค้าได้เล็กน้อย พ.ต.เชิดพงษ์ ช่วยบำรุง พร้อมด้วยกำลังทหารได้ใช้ปืนเอ็ม 16 และปืนกลขนาดเอ็ม 60 ระดมยิงไปที่เรือทั้งสองลำ จากนั้นกลุ่มทหารได้ลงไปที่เรือ เมื่อลงไปที่เรือแล้วยังมีเสียงปืนดัง กลุ่มทหารได้ร่วมกันนำลูกเรือซึ่งถึงแก่ความตายทิ้งลงแม่น้ำโขง

ต่อมาเวลาประมาณ 12.30 น. ทหารกองกำลังผาเมือง และทหารเรือหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง ร่วมกันตรวจค้นเรือทั้ง 2 ลำ พบยาบ้าจำนวน 920,000 เม็ด นำยาบ้าดังกล่าวส่งพนักงานสอบสวนพร้อมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

หลังเกิดเหตุแล้ว นายหน่อคำ นายอีไร หรือ นายยี่ ยี่แปง นายเวิงเมี่ย นายส่างคำ นายจีซีข่า นายจาโป นายจาทัวโป และ นายโหย ฮา โป ได้ถูกทางราชการจีนจับกุมไว้

นายหน่อคำ กับพวก รับสารภาพว่าได้ร่วมกันฆ่า ปล้น และหน่วงเหนี่ยว กักขัง จริง โดยใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 เอเค 47 ปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม. กระทำผิดจริง แต่ไม่ทราบว่าขณะฆ่าผู้ตายจะถึงแก่ความทั้งหมด 13 ศพหรือไม่ ไม่ได้ตรวจสอบ

ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นคำร้องฉบับนี้ เพื่อขอประทานศาลได้โปรดพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหา เพื่อจับกุมตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี

การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน ?ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถึงแก่ความตาย ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย

รายชื่อผู้ต้องหาตามหมายจับ

ตอนท้ายของสำนวนแนบรายชื่อผู้ต้องหาทั้งพลเรือน และทหารประกอบด้วย

นายจำรัส หรือ หนวด สมพงศ์พรรณ, นายหน่อคำ, นายส่างคำ จ๋ามส่า หรือ นายชางคำ, นายยี่ ยี่แปง หรือ อีไร หรือ นายหนงแหย่, นายเวิงเมี่ย, นายจา ทัว ปัว, นายจา โป หรือ อิน หรือ จ่า โป กู่ และ นายจา ชี ข่า

ส่วนทหาร 9 นาย ที่เข้ามอบตัวแล้วประกอบด้วยพันตรีเชิดพงษ์ ช่วยบำรุง หัวหน้าฝ่ายข่าวกรอง กองกำลังผาเมือง จ.เชียงใหม่, ร้อยโทอนุสรณ์ สอนถม หัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำหมวดตระเวนระยะไกล กองกำลังผาเมือง, จ่าสิบเอกเฉลิมพล อินทร รองผู้บังคับตอนลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์

สิบเอกอิทธิศักดิ์ นิยมถิ่น รองผู้บังคับตอนลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1, สิบเอกคณิศร ศุขจิตร์ รองผู้บังคับตอนลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1, สิบเอกชัชวาล สรรพข่าง พนักงานวิทยุ สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1

สิบเอกปัญจะ คำผัด พนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1, สิบเอกเพิด จันทะมาลา พลลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารม้าที่ 1 และสิบเอกพันธศักดิ์ เผ่าบ้างฝาง พลลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหาร ม้าที่ 1

เปิดจะจะข้อมูลจำนำข้าว ทำไมชาวนาหนุนสุดตัว

Posted by KwamRak on 07.2012 News 0 trackback
 


เปิดจะจะข้อมูลจำนำข้าว ทำไมชาวนาหนุนสุดตัว

วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7983 ข่าวสดรายวัน

เปิดจะจะข้อมูลจำนำข้าว ทำไมชาวนาหนุนสุดตัว

คอลัมน์ รายงานพิงาน

การปะฉะดะทางความคิดระหว่างผู้คัดค้านโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลและผู้สนับสนุนนโยบาย รวมถึงชาวนากลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์นี้

"ข่าวสด" ได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งความเห็นของชาวนาเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้สนใจดังนี้

หากเมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 13 ก.ย.2554 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 ตาม ข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เริ่มต้นโครงการ วันที่ 7 ต.ค.2554-29 ก.พ.2555 วงเงิน 4 แสนล้านบาทข้าวเปลือกนาปีความชื้นไม่เกิน 15% อาทิ 1.ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 20,000 บาท 2.ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ตันละ 18,000 บาท 3.ข้าวเปลือกปทุมธานี ตันละ 16,000 บาท 4.ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว 10% ตันละ 16,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ราคาจำนำตันละ 15,000 บาท โดยไม่จำกัดปริมาณ แต่เมื่อ สิ้นสุดโครงการมีข้าวร่วม รวม 18 ล้านตันข้าวเปลือก สีแปรแล้วรวมเป็น 12 ล้านตันข้าวสาร วงเงินที่ใช้รวม 280,000 ล้านบาท โดยมีการระบายข้าวในโกดังของรัฐบาลให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว 3 ครั้งรวม 3.1 แสนตัน

นอกจากนี้ยังช่วยเหลือประชาชนช่วงเกิดภัยพิบัติ จำนวน 7.97 แสนตัน ลงนามสัญญาซื้อขายจริง จำนวน 7.328 ล้านตัน รวมกับ 3 ครั้งระบายข้าวไปได้กว่า 8 ล้านตัน เหลือข้าวสารในสต๊อก 4.175 ล้านตัน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าสิ้นปีไทยจะยังส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก ไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านตัน

ขณะที่ผู้ส่งออกข้าวก็คัดค้านว่าเป็นการทำลายกลไกตลาด เพราะราคาข้าวไทยสูงไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกส่งผลให้การ ส่งออกข้าวลดลงกว่าครึ่ง รวมทั้งนักวิชาการจากนิด้าที่ยื่นหนังสือต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคัดค้านโครงการดังกล่าว เช่นเดียวกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบรมว.พาณิชย์

โครงการดังกล่าวยังเดินหน้าต่อไปโดย เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555 กขช.มีมติอนุมัติโครงการจำนำข้าวเปลือกฤดูการผลิตปี 2555/2556 คาดว่าจะมีข้าวเข้าร่วมประมาณ 25.88 ล้านตัน เริ่มวันที่ 1 ต.ค.2555-30 ก.ย.2556 จะให้สิทธิแก่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2 ครั้ง เงื่อนไขรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาเดิม แต่ที่ประชุมครม. 25 ก.ย.ที่ผ่านมาได้ตีกลับให้ทบทวนปริมาณข้าวและวงเงินรับจำนำใหม่เนื่องจากก่อนหน้านั้นกขช.ขยายสิทธิ์ให้สิทธิ์ชาวนา สามารถนำข้าวนาปรังมาเข้าร่วมโครงการเนื่องจากน้ำท่วมกว่า 8 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อรวมกับข้าวนาปรังของปี 2555/56 คาดว่า จะมี 11 ล้านตัน ทำให้มีข้าวนาปรังร่วมโครงการกว่า 19 ล้านตัน

ดังนั้นในวันที่ 2 ต.ค. กระทรวงพาณิชย์ได้ลดงบประมาณลงเหลือ 240,000 ล้านบาท จากเดิม 405,000 ล้านบาท ส่วนงบฯ นาปรังจะยังไม่เสนอของบประมาณ เนื่องจากจะรอให้มีการส่งมอบเงินที่ได้จากการขายข้าวในคลังรัฐบาลกลับคืนไปก่อน ซึ่งคาดว่าปลายปีนี้จะสามารถส่งเงินคืนได้ 85,000 ล้านบาท

ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวและข้อเท็จจริงในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายจนกลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์" จนทุกวันนี้

ชาวนาหนุนจำนำข้าว

ตำหนินักวิชาการค้าน

นายสุรินทร์ กันแตง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

ตนเข้าร่วมทั้งประกันราคาข้าวและจำนำข้าวเห็นว่าคล้ายคลึงกัน แต่ประกันขั้นตอนยุ่งยากต้องมีเอกสารใบที่ดินทำกินที่เป็นที่นา และหลักฐานจากเกษตรอำเภอต้องมีการประชุมในหมู่บ้านสอบถามว่ามีนาจริงหรือไม่และทำนาจริงตามที่ขอเข้าโครงการหรือเปล่า หลายขั้นตอนจนจำแทบไม่ได้และมีช่องโหว่ให้ทุจริตได้ คือ สมมติว่าลงทะเบียนทำนาเพียง 40-50 ไร่ แต่แจ้งจำนวนข้าวมากถึง 60-70 เกวียน ความเป็นจริงนาประมาณ 10 ไร่ จะได้ข้าวไม่เกิน 8 เกวียน ทั้งประกันราคากับจำนำไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ คล้ายๆ กัน

นายสุพจน์ ถ้ำคู่

อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

ชาวนาสามารถลืมตาอ้าปากได้โครงการรับจำนำข้าวในราคา 1.3 หมื่นบาทตัดความชื้นออกไป 15 % ก็จะเหลือตันละ 1 หมื่นบาทราคาข้าวตามท้องตลาดตันละ 8,700 บาทเท่านั้น โครงการจำนำข้าวจะสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่ต้องถึงมือชาวนาที่แท้จริงด้วย นักวิชาการออกมาคัดค้านตนคิดว่าให้ไปคิดเรื่องอื่นน่าจะดีกว่า

นางดวงพร สัพโส อ.เมือง จ.ยโสธร

เห็นด้วยกับการรับจำนำเพราะเป็นการพยุงราคาข้าวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและน่าพอใจ ก่อนหน้านี้ชาวนาถูกเอาเปรียบทั้งราคา ทั้งหักสิ่งเจือปนและความชื้น เมื่อนำข้าวไปขายตรงให้พ่อค้าโรงสี

ส่วนการกำกับดูแลป้องกันการโกงระดับนำไปจำนำกับโรงสี ก็ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น พาณิชย์ การค้าภายใน เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เจ้าหน้าที่คลังสินค้า จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกพื้นที่เข้าร่วมรักษาความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่คลังสินค้า โดยให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบอย่างจริงจังทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใสป้องกันการโกงได้ 100%

นายบัญชา ปั้นดี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีควรจะมีต่อไป ผลเสียก็มีบ้าง แต่ภาพรวมไม่รู้ว่าโครงการนี้จะอยู่ได้ยาวหรือไม่ เพราะต่อไปในปี 2558 ประเทศไทยเราจะเปิดการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าลืมว่าราคาข้าวของเพื่อนบ้านถูกกว่าจะส่งผลกระทบหรือไม่ เรื่องนี้ฝากเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลคิดให้รอบคอบ

ส่วนที่นักวิชาการออกมาระบุว่าขัดรัฐธรรมนูญ พวกตนซึ่งเป็นเกษตรกรได้ประชุมและพุดคุยกันอยู่เสมอเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะทำได้และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศ

นางกุลศิริ สายวงศ์เปี้ย อ.จุน จ.พะเยา

นับเป็นโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างดี ทำให้ชาวนาได้ปลดหนี้ แบ่งเบาภาระหนี้สินไปกว่า 50% ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลที่เป็นนักวิชการของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ออกมาเคลื่อนไหวพยายามจะให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งล้มโครงการขอให้นักวิชาการและนักการเมืองที่สงสัยในการรับจำนำข้าว ลงมาพบกับชาวเกษตรกรทำนา อ.จุน เพื่อพิสูจน์ว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตจริงหรือไม่ ที่พะเยาไม่มีการโกง ไม่มีพ่อค้าคนกลางเข้ามากดราคาได้อีก เพราะพวกเรามีทางเลือกในการขายข้าวได้ราคาดี จึงทำให้เกษตรกรทำนามีรายได้จากการจำนำข้าวกับรัฐบาลปีละไม่น้อยกว่า 300,000 บาท พวกเรามั่นใจว่าหากรัฐบาลเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อเนื่อง ชาวนาจะปลดหนี้ได้ภายใน 3 ปี

นางพับ บัวจุด อ.เมือง จ.พัทลุง

ตนเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกมาทุกปี ตั้งแต่มีโครงการนี้มา เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนา เพราะได้ข้าวเปลือกได้ในราคาสูงกว่าเมื่อครั้งที่ยังมีการประกันราคาข้าว เมื่อข้าวมีราคาดีก็ทำให้ความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น เพราะมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถเข้ามาพยุงราคาได้หากราคาตกต่ำ

ส่วนที่มีนักวิชาการบางส่วนยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ผูกขาดการค้าโดยรัฐบาลนั้น หากล้มเลิกโครงการดังกล่าวจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะการรับจำนำข้าวทำให้ชาวนามีรายได้มากกว่าการขายข้าวให้โรงสีข้าวเอกชน หรือพ่อค้าคนกลาง ชาวนาจะได้ผลกระทบเป็นอย่างมาก

นายอำนวย (หยอย) ปิ่นสกุล อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คิดว่าโครงการจำนำข้าวทำให้เกษตรกรดีขึ้นลืมตาอ้าปากได้ทัดเทียมอาชีพอื่นๆ ตลอดระยะเวลามา ตนแทบไม่ได้รับเกียรติจากสังคมเพราะเป็นชาวนาแต่เมื่อมีโครงการจำนำข้าวทำให้ตนและครอบครัวดีขึ้นทัดเทียม อาชีพอื่นๆ เราสามารถรู้ราคาข้าวทันทีที่นำข้าวเข้าโรงสีเพราะตนก็เข้าร่วมโครงการ แต่จะได้เงินตอบแทนตามมาแต่ช้าหน่อยก็รับสภาพไป

ส่วนที่อาจารย์นิด้าขอให้รัฐบาลเลิกจำนำข้าวตนมองว่าไม่ถูกต้อง ไม่ดีแน่ และอาจมีเรื่องอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือเกี่ยวข้องกับ โรงสีก็เป็นได้ตนและชาวนาทั่วไปก็พอจะมองออก มีโครงการจำนำข้าวดีแล้ว ชาวนาได้มีที่ยืนบ้าง

นายประภัสร์ อ่อนฤทธิ์ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร

พื้นที่ตำบลของตนมีเกษตรกรทำนาถึง 80% ส่วนใหญ่เกษตรกรในพื้นที่จะชอบนโยบายจำนำข้าว ส่วนที่มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเห็นว่าการจำนำข้าวขัดรัฐธรรมนูญนั้น สภาพที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ทุกคนทุกฝ่ายควรจะร่วมกันแก้ปัญหา เป็นผู้มีความรู้ เป็นนักวิชาการ ควรเข้าใจปัญหาของชาวนา แล้วช่วยคิดช่วยทำ หาทางคลี่คลายให้กับส่วนรวม ให้กับผู้ดิ้นรนเพื่อหาทางอยู่รอดได้บ้าง ขอให้คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก

นักวิชาการพูดกันตามตรงควรเป็นบุคลากรที่น่าจะใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหาให้กับประเทศ ไม่ใช่มาใช้ปัญญา ความเฉลียวฉลาดเพื่อก่อปัญหาของประเทศให้บานปลายใหญ่โตขึ้นอีก

นางไอ่ สุพรรณคำ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ตนเองขายข้าวไป 2 รอบ โดยในรอบที่ 2 นำข้าวไปจำนำที่ท่าข้าวไมตรี ต.ขวาว อ.เสลภูมิ โดยโรงสีข้าวย่งฮวด ได้เงิน 94,574 บาท หากขายทั่วไปได้เงินไม่เกิน 40,000 บาท เป็นผลดีกับเกษตรกร หรือชาวนาที่ปลูกข้าวอย่างมาก ตนต้องการให้มีต่อไป ทั้งนาปีและนาปรัง ส่วนที่นักวิชาการยื่นล้มโครงการ ตนเห็นว่านักวิชาการไม่รู้จักการค้าขาย ไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องหาเงินพัฒนาประเทศ แถมน่าจะมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ควรยุติการกระทำและถอนเรื่องออก หันมาร่วมมือกับรัฐบาล หรือไปสอนหนังสือ ให้ความรู้กับนักศึกษาและประชาชนมากยิ่งขึ้นจะดีกว่า

นางสมพรรณ ปันคำ อ.เมือง จ.น่าน

โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ ซึ่งก่อนที่จะมีโครงการ ผลผลิตข้าวพันธุ์ กข 6 ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 12 บาท แต่เมื่อเข้าโครงการจำนำ สามารถได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 15 บาท เมื่อได้ราคาที่สูงขึ้น ทำให้มีรายได้มากขึ้นและเพียงพอที่จะใช้จ่ายดูแลครอบครัวได้ ส่วนที่นักวิชาการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยยุติหรือชะลอการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าว นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะโครงการดังกล่าวช่วยให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นายสนม เสาะแสวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้นตนเห็นด้วยเนื่องจากได้ราคาดีและเป็นธรรม โดยเฉพาะเวลาที่ไปจำนำข้าวกับโรงสีสหกรณ์การเกษตรคลองหลวงพบว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้าวเปลือกอย่างชัดเจนและเป็นระบบ มีเครื่องมือเครื่องไม้ที่ทันสมัย ส่วนกรณีที่นักวิชาการนิด้ากล่าวหารัฐบาลเรื่องการจำนำข้าวเป็นการทำลายเศรษฐกิจเสรีและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่เห็นด้วยเพราะโครงการดังกล่าวไม่มีอะไรบ่งบอกถึงการทุจริตอีกทั้งชาวนาส่วนใหญ่ยังได้รับความสะดวกสบายในการเข้าไปจำนำข้าวกับโรงสีที่รัฐบาลกำหนดมาให้



"ชาวนาตัวจริง" ยัน "จำนำข้าว - ปีนี้ล้างหนี้สิน ปีหน้าตั้งตัวได้" 

http://www.go6tv.com/2012/10/blog-post_4665.html


Go6TV(วันที่ 4 ตุลาคม 2555) นายสมชัย ไตรถาวร สมาคมชาวนาไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์ โกซิคทีวี แสดงความเห็นสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับคณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ที่ยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยับยั้งยุติโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ย้ำ จะแถลงข่าวชุมนุมใหญ่ ชาวนาทั่วประเทศวันที่ 8 ตุลาคมนี้

นายสมชัย ไตรถาวร สมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า จากการชุมนุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยได้มีโอกาสยื่นหนังสือต่อตัวแทนคณะรัฐมนตรี และยื่นหนังสือให้กับเหล่าคณาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์แล้วนั้น ตนกำลังรอดูอยู่ว่าทางกลุ่มคณาจารย์ดังกล่าวจะมีทีท่าอย่างไร ตลอดเวลาที่ผ่านา “ชาวนา” อย่างเราไม่เคยได้มีโอกาสพูดเลย มีแต่นักวิชาการที่ไม่เคยทำนา มีแต่พ่อค้าที่เอารัดเอาเปรียบ ชาวนาไทยไม่เคยได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากเลย เพราะว่าราคาข้าวไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ถูกควบคุมโดยโรงสีและพ่อค้าข้าวนายทุนมาโดยตลอด ราคาข้าวไทยต่ำสุดที่เคยได้จนทำให้น้ำตาตกอยู่ไม่ได้ฆ่าตัวตายไปเยอะ คือสมัยที่ราคาข้าวราคาตันละ 6,000 บาท 

การจำนำนั้น คือเงินทุกบาทนั้นมาถึงมือชาวนา ปีนี้เป็นปีแรก ที่ชาวนาหลายคนพูดชัดเจนเลยว่า “ลืมตาอ้าปากได้” หลายครอบครัว ได้เงินจากการทำนาปีนี้ปีแรกถึง 5 แสนกว่าบาทจากการทำนาห้าสิบกว่าไร มากที่สุดจนสามารถไปจ่ายหนี้ให้ ธกส.ได้ และโครงการจำนำนี้จริงๆ มีมาตั้งแต่สมัยนายชวน หลีกภัย แต่เงียบไปและถูกเปลี่ยนเป็นประกันราคาข้าว ซึ่งราคาที่ได้ในสมัยนายกอภิสิทธิ์ คือราคาแค่ 8,000 ถึง 10,000 บาทเท่านั้น

หากปีนี้เราชาวนาสามารถปลดหนี้ได้ ปีหน้าเราก็พอจะตั้งตัวได้ เราจึงสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ เราไม่มีสีแดงสีเหลือง แต่เรามีแต่สีของชาวนา ชาวนาที่จะต้องปลูกข้าวให้คนไทยกิน ดังนั้นเราจะรอให้รอดูทีท่าของกลุ่มคณาจารย์ดังกล่าว และเราจะแถลงข่าวใหญ่ ในวันที่ 8 ตุลาคมศกนี้ เพื่อประกาศจุดยืนของชาวนาไทยทั่วประเทศและจะนัดชุมนุมใหญ่ชาวนาไทยทั้งประเทศเป็นหมื่นๆคนต่อไป.


เขาคือ"พัน คำกอง" กระดุมเม็ดแรก98ศพ

Posted by KwamRak on 21.2012 News 0 trackback
 วันประวัติศาสตร์ประชา ชน 17 กันยายน 2555 ศาลอาญามีคำสั่ง "พัน คำกอง" เสียชีวิตจากการ กระทำของทหาร

เหยื่อปืน 15 พฤษภาคม 2553 ถูก "ยิงตาย"ขณะทหารปิดล้อมพื้นที่ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ในเหตุการณ์ระดมยิงรถตู้ที่ราชปรารภ

หลังมีคำร้องขอให้ศาลชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตนายพัน คนขับรถแท็กซี่ ที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มนปช.

รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นผอ.ศอฉ.

ผลชันสูตรศพ กระสุนสังหารมาจากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม

ศาลจึงมีคำสั่ง เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเกิดจากการถูกลูกกระสุนปืนจากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามที่เจ้าพนักงานทหารร่วมกันยิงไปที่รถตู้ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย

ปาดน้ำตาเปิดใจมาจากนางหนูชิต คำกอง ภรรยาผู้สูญเสีย

"ไม่อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐเรียกกลุ่มผู้ชุม นุมนปช. ว่าผู้ก่อการร้าย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นแล้วว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ"

จากนี้พนักงานอัยการผู้ร้องจะนำคำสั่งศาลส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนกองบัญชา การตำรวจนครบาล หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ซึ่งหากรวบรวมพยานหลักฐานได้ชัดเจน จะต้องทำสำนวนคดีฆาตกรรม ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อไป

"มติชนสุดสัปดาห์" พาดปก "พัน คำกอง กลัดกระดุมเม็ดแรก"

กระดุมเม็ดเริ่มต้นที่ต้องจับคู่ให้ตรงกับรังดุม

หาไม่แล้ว เริ่มไม่ถูกทาง จะโย้เย้ผิดรูปรอย

กระดุมเม็ดแรก พัน คำกอง กลัดเรียบร้อย

ที่สำคัญจะนำอีก 97 เม็ด เข้ารูปเข้ารอย

สู่ความยุติธรรม

ภาพวงจรปิดมัด"หมอป๊อบ"พาพริตตี้สาวส่งรพ.

Posted by KwamRak on 21.2012 News 0 trackback

เผยภาพวงจรปิด"หมอป๊อป"ขณะนำพริตตี้สาว "น้องกระแต" ช่วงช็อกไร้สติหามขึ้นเตียงส่งรพ.ลาดพร้าว เจ้าตัวแสดงสีหน้ากังวล ด้านตำรวจแจง"หมอป๊อบ"ขอเลื่อนให้ปากคำ ส่วนอย.แนะเรื่องฉีดสารควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชียวชาญโดยตรงเท่านั้น ถ้าหากเกิดข้อผิดพลาดแพ้ยา ต้องมีการรับผิดชอบ



วันที่ (20 ก.ย.) ที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (กก.ดส.บชน.) พ.ต.อ.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผกก.ดส.เปิดเผยถึงกรณีการติดตามหาตัว "หมอป๊อป" ผู้ฉีดสารคอลลาเจน (ฟิลเลอร์)ให้แก่ น.ส.นางสาวอาทิตยา เอี่ยมใหญ่ หรือ "น้องกระแต" พริดตี้สาว แต่กลับทำให้เกิดอาการช็อกหมดสติ กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ รพ.กล้วยน้ำไท 1 ว่า ได้แบ่งชุดทำงานเป็น 3 ส่วน คือ 1. หาข้อมูลจากญาติของน้องกระแต 2.ตรวจหาสถานที่เกิดเหตุ และ 3 ภาพวงจรปิดจากรพ.ลาดพร้าว ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่รับการรักษา

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า "หมอป๊อป" เป็นเพียง ผู้ช่วยแพทย์ในสถานเสริมความงามแห่งหนึ่ง แต่มักจะนัดลูกค้ามาใช้บริการที่ ห้อง 693 เซ็นทรัล คอนโดมิเนี่ยม ในซอยลาดพร้าวซอย 1 ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ทำการ จนเป็นที่รู้จักกันในหมู่สาวประเภท 2 และหญิงสาวรักสวยรักงาม


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบภาพวงจรปิดจาก รพ.ลาดพร้าว ที่ได้ให้ความร่วมมือ ส่งภาพช่วงเวลาระหว่าง 02.00 น. ถึง 03.00 น. เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา มาให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบ “หมอป๊อป” ขณะขับ รถเชฟโรเลท รุ่นอาวีโอสีเขียว ของผู้เสียหาย มาจอดหน้าห้องฉุกเฉิน มีเจ้าหน้าที่ช่วยกันนำร่างที่ไม่ได้สติของ น้องกระเเต ขึ้นเตียง ก่อนเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน และต่อมามีภาพ "หมอป๊อบ" ในชุดสีเข้มเดินเข้ามารอดูอาการ "น้องกระแต" โดยมีนายชัชญา ผินกลับ เพื่อนรุ่นน้องของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ตามมาทีหลัง โดย "หมอป๊อป" ยังแสดงสีหน้าด้วยอาการเป็นกังวลอีกด้วย



พ.ต.อ.วิวัฒน์ เปิดเผยว่าทาง กก.ดส.ได้รับการร้องทุกข์จากญาติผู้เสียหายให้ช่วยติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี เบื้องต้นได้แจ้งความไว้ที่สน.พหลโยธิน ขณะนี้ทราบข้อมูลทุกอย่างแล้วและได้รับการติดต่อขอพบเจ้าหน้าที่ โดยครั้งแรกนัดหมายว่าจะมาวันนี้แต่ขอเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้ (21 ก.ย.)

ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.เคยออกข่าวเตือนหญิงสาวหลายครั้งให้ระวังอันตรายจากการฉีดสาร คอลลาเจน ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และ สารกลูตาไธโอน เนื่องจากเป็นการนำสารดังกล่าวมาใช้อย่างไม่เหมาะสม รวมทั้ง มีการตรวจสอบจับกุมผู้ลักลอบฉีดสารดังกล่าวโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง กรณีที่เป็นข่าวจะต้องตรวจสอบก่อนว่าได้รับการฉีดคอลลาเจนจริงหรือไม่ หรือมีการใช้สารแปลกปลอมอื่นใด ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าหญิงสาวรายนี้มีอาการแพ้อย่างรุนแรง ช็อก และหมดสติ

เลขาธิการ อย. กล่าวต่อว่า ยาฉีดคอลลาเจนไม่เคยมีการรับขึ้นทะเบียนตำรับยา เป็นสารที่ยังไม่ได้รับการรับรองความปลอดภัยเพื่อใช้สำหรับฉีด ส่วนใหญ่พบเป็นการลักลอบนำเข้ามาใช้ และนำมาโฆษณาขายและฉีดในราคาถูก ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สำหรับสารกลูตาไธโอนก็เช่นกัน อย.ไม่ได้มีการรับขึ้นทะเบียนตำรับยา กรณีการนำสาร กลูตาไธโอนมาใช้เป็นยาฉีดทำให้ผิวขาว ถือเป็นการใช้ในทางที่ผิด และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ แพ้อย่างรุนแรง หลอดลมตีบ หายใจติดขัด ความดันโลหิตต่ำ หากรักษาไม่ทัน อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

นพ.พิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากผู้บริโภครายใดมีความประสงค์จะฉีดสารใด ๆ เพื่อเสริมความงาม ควรเข้ารับบริการฉีดกับสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลตามกฎหมาย หากเกิดอันตรายจากการแพ้ ทางสถานพยาบาลก็จะรับผิดชอบ และมีเครื่องมือทางการแพทย์ พร้อมทั้งยาที่จะช่วยเหลือคนไข้ได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ควรได้รับการฉีดจากแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อไม่ให้กระทบเส้นเลือดหรือเส้นประสาท และสามารถรู้ได้ว่าผู้มารับบริการควรได้รับยาฉีดปริมาณเท่าไหร่ หากฉีดกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ หรือไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง อาจเสี่ยงต่อการฉีดผิดวิธีไม่ถูกทาง เป็นอันตรายถึงชีวิต กรณีนี้เป็นอุทธาหรณ์ให้ผู้คิดที่จะฉีดสารเสริมความงามเข้าสู่ร่างกายพิจารณาให้ถี่ถ้วน ระมัดระวัง ไม่หลงคารมโฆษณาผลิตภัณฑ์ ราคาถูก หรือ หลงผิดคิดว่าเป็นความสะดวก ในการไปฉีดตามบ้าน ตามรถ ตามห้างสรรพสินค้า ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล ที่สำคัญ ควรสอบถาม และ ขอดูตัวยาที่ใช้ว่ามีการอนุญาตขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย หรือโฆษณา โอ้อวดสรรพคุณเกินจริงผ่านทางสื่อต่างๆ สามารถร้องเรียนมายังสายด่วน อย. โทร. 1556




ขอบคุณ แหล่งข่าว Voicetv มติชน ,ข่าวสด,ไทยรัฐ,เดลินิวส์,ประชาไท ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

fall far short ผลลัพธ์ของการต่อสู้รอบ5-6ปี

Posted by KwamRak on 14.2012 News 0 trackback
 ที่มา Thai E-News

  


การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิบัติทางการเมืองกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย นอกจากพยายามรักษาอำนาจไว้เท่านั้ผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)
ที่มา facebook

ในฐานะคนศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องบอกว่า ไม่มีประวัติศาสตร์ของสังคมไหน ที่หลักการที่ถูกต้องที่ดีที่สุดจะชนะ และได้ผลเป็นจริง ในทันที

ในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ผ่านมา สิ่งที่ได้มาจริงๆ จากการต่อสู้คร้้งหนึ่งๆ มักจะไม่ตรงกับหลักการหรือข้อเรียกร้องที่ดีที่สุดเสมอ

ไม่วาจะเป็นการปฏิวัติใหญ่ๆ อย่าง อังกฤษ อเมริกัน ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน มาจนถึงกรณีอย่าง 2475, 14 ตุลา ฯลฯ ของไทย

ที่ชนะ ที่ได้

มาจริงๆ จะ (ตามสำนวนฝรั่ง) fall far short (ไปไม่ถึงอีกเยอะ) จากหลักการหรือข้อเรียกร้องที่ดีที่สุดเสมอ

(เช่นตัวอย่างการปฏิวัติที่ยกมาเมื่อ ครู่ พูดแบบง่ายๆคือ ไม่มีอันไหน นำมาซึ่งประชาธิปไตยจริงๆ แม้แต่เรื่องพื้นๆที่เราเข้าใจ "ประชาธิปไตย" ในปัจจุบัน ในแง่ สิทธิเลือกผู้นำของพลเมืองทุกคน ไม่ต้องพูดถึง อำนาจในการควบคุมผู้นำในอำนาจ)

ในแง่นี้ ก็อาจจะบอกว่า การต่อสู้ใน 5-6 ปีที่ผ่านมา สุดท้าย ก็มา "ลงเอย" ที่ได้แค่ระดับ รัฐบาล เพื่อไทย ที่แทบไม่ทำอะไร ในแง่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิบัติทางการเมืองกฎหมายให้เป็น ประชาธิปไตย นอกจากพยายามรักษาอำนาจไว้เท่านั้น (สถาบันกษัตริย์ไม่แตะ ทหารไม่แตะ ระบบตุลาการไม่แตะ ระบบการศึกษา ปลูกฝังอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ไม่แตะ)

พูดง่ายๆคือ ผลที่ได้ ห่วย กว่าชีวิต ร่างกาย และเรี่ยวแรง ที่คนทั้งหลาย "ลง" ไปเยอะ (fall far short)

ก็ไมใช่เรื่องประหลาดอะไร

แต่ทำไม จึงยังต้องยืนยันในหลักการที่ถูกต้อง ที่ดีที่สุด แล้วใช้หลักการนั้น เป็นบรรทัดฐาานมาวิจารณ์ สิ่งที่เป็นจริง ที่ห่วย กว่าหลักการนั้นๆ

ทำไม จึงยังต้องเรียกร้องให้มีการทำในสิ่งที่ถูกต้องกับหลักการที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุด?

คำตอบคือ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ ถ้า "ปล่อยๆ ปลงๆ" ไป อ้างว่า "หลักการทำไม่ได้ๆๆ ในทางปฏิบัติทำได้แค่นี้"

ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะยิ่งห่วยกว่านี้

ในขณะที่เราต้อง "ยอมรับ" และ "เข้าใจ" โลก และประวัติศาสตร์ ที่เป็นจริง (ต้อง realistic) พอ ที่จะบอกว่า ไม่มีผู้มีอำนาจไหนในโลก ไม่ว่าจะมาจากการต่อสู้ที่มีทิศทางหรือเป้าหมายดียังไง

จะสามารถทำตามหลักการที่ดี่ได้ทั้งหมด

แต่มีหลักการหลายอย่างแน่ๆ ที่พวกเขาควรจะทำได้ แต่ไม่ทำ ยกเว้นแต่จะมีแรงกดดันที่มากพอ

ศาลปกครองยกคำร้อง พล.อ.เสถียร

Posted by KwamRak on 14.2012 News 0 trackback
 ที่มา Thai E-News 
 
คำสั่งประวัติศาสตร์ 

คำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง


 คำสั่งประวัติศาสตร์..ศาลปกครองฉะ พล.อ.เสถียร ผิดวินัย 
ยกคำร้อง แต่คุ้มครองพล.อ.ชาตรี ให้กลับนั่งรองปลัดกห.

ไต่สวนการตาย จนท.เขาดิน นัดแรก พ่อเชื่อฝีมือเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เอาความ

Posted by KwamRak on 14.2012 News 0 trackback
 ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-09-13 18:00 


ไต่สวนการตาย 10 เม.ย. "มานะ อาจราญ" นัดแรก เพื่อนร่วมงานเผยผู้ตายได้ตกลงกันว่าจะช่วยกันเฝ้าบ่อเต่ายักษ์จนถึงเช้า แต่มาถูกยิงเสียก่อนช่วงเดินไปตอกบัตร รปภ.เผยก่อนนายมานะถูกยิง มีเสียงตะโกน "มันมาแล้ว" ก่อนที่ทหารทั้งในและนอกสวนสัตว์จะกรูเข้าไปหลบ และทหารมีการยิงสวนไปทางรัฐสภา แต่ไม่แน่ใจว่าใครทำให้นายมานะเสียชีวิต ศาลนัดสืบพยานต่อศุกร์นี้
เวลา 9.30 น. วันนี้ (13 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 808 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลเริ่มไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพนัดแรก ในคดีเลขที่ อช.1/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายมานะ อาจราญ อายุ 24 ปี ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิตที่ถูกยิงเสียชีวิตในคืนเดียวกับที่มีการสลายการชุมนุม คือวันที่ 10 เมษายน 2553 ภายในบริเวณสวนสัตว์ดุสิต ถ.อู่ทองใน กรุงเทพฯ
สำหรับคดีดังกล่าวพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 7 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้นำส่งพยานหลักฐานและพยานบุคคลจำนวนมากถึง 36 ปาก รวมทั้งยังต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม ศาลจึงได้มีคำสั่งให้มีการไต่สวน 7 นัด คือวันที่ 13, 14, 17 และ 24 ก.ย. 55, 26 พ.ย.55, 17 และ 24 ธ.ค. 55
โดยการไต่สวนในวันนี้ มีการเรียกพยานมาให้ปากคำ 5 ปาก ได้แก่นายมาโนช อาจราญ รปภ.สวนสัตว์ดุสิต และบิดาของผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิตอื่นๆ อีก 4 ปาก

บิดาเชื่อทหารทำให้บุตรชายเสียชีวิตเพราะทหารเข้ามาในสวนสัตว์ แต่ไม่ติดใจเอาความ
โดยนายมาโนช อาจราญ เบิกความต่อศาลว่าบุตรชายเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 24 ปี ในวันที่ 10 เม.ย. 53  โดยในวันเกิดเหตุเขาได้เข้าเวร รปภ.สวนสัตว์ดุสิต ที่ประตูทางออกด้าน ถ.ราชวิถี ส่วนบุตรชายไม่ได้ทำงานบริเวณเดียวกันแต่ทำงานอยู่ที่บ่อเต่ายักษ์อัลดราบา ต่อมาหลังเวลา 23.00 น. เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิตแจ้งว่ามีคนถูกยิงบริเวณลานใกล้อาคารจอดรถจึงเดิน ไปดู เมื่อไปถึงพบว่าเป็นบุตรชายซึ่งเสียชีวิตแล้วและนอนคว่ำหน้าอยู่ โดยแพทย์ชันสูตรศพระบุว่าเกิดจากกระสุนปืนเอ็ม-16 เข้าด้านหลังบริเวณท้ายทอย และทะลุออกบริเวณหน้าผาก
นายมาโนช เบิกความต่อว่า ในสวนสัตว์ดุสิตมีทหารประมาณ 1 กองร้อยเข้ามาอยู่ตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้วเพื่อตรึงกำลัง เนื่องจากมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทั้งนี้ในวันดังกล่าวไม่ทราบว่าข้างนอกเกิดเหตุการณ์อะไร และไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามาในสวนสัตว์ โดยเชื่อว่า ความตายของบุตรชายเกิดจากการกระทำของทหาร เนื่องจากในวันดังกล่าวทหารเข้ามาในสวนสัตว์ และถืออาวุธปืนเอ็ม-16 เข้ามาด้วย
นายมาโนชกล่าวว่าที่่ผ่านมาได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำนวน 400,000 บาท กองคลัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม 50,000 บาท ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 30,000 บาท และจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 7.2 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายสองงวด ทั้งนี้นายมาโนชไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มและไม่ติดใจดำเนินคดีต่อ

เพื่อนร่วมงานเผยคืนเกิดเหตุ "มานะ อาจราญ" เข้าเวรดูแลเต่ายักษ์
ต่อมานายบุญมี แก้วไทรท้วม เป็นพยานคนที่ 2 เบิกความต่อศาล กล่าวว่า นายมาโนชมีศักดิ์เป็นหลาน ที่สวนสัตว์ต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าบ่อเต่ายักษ์อัลดราบาตอนกลางคืน เพื่อป้องกันการโจรกรรม เนื่องจากเต่ายักษ์มีราคาแพง และเดิมเต่ายักษ์ถูกจัดแสดงไว้ที่อาคารสัตว์เลื้อยคลาน แต่อาคารกำลังมีการปรับปรุง จึงมีการย้ายเต่ามาอยู่ที่บ่อเก้งหม้อและใช้เป็นที่จัดแสดงเต่ายักษ์อัลดรา บาดังกล่าว
โดยสวนสัตว์ได้แบ่งเจ้าหน้าที่เข้าเวรดูแลบ่อเต่าช่วงกลางคืนออกเป็น 2 กะ คือกะแรก 17.00 น. - 23.00 น. และกะที่สอง 23.00 น. - 7.00 น. โดยในวันเกิดเหตุนายมานะ ประจำกะแรก ส่วนนายบุญมีจะอยู่กะที่สอง แต่ได้ตกลงกันว่าจะอยู่ดูแลเต่ายักษ์ด้วยกันทั้ง 2 กะจนเช้า โดยในคืนเกิดเหตุนายมานะออกไปอาบน้ำที่โรงพยาบาลสัตว์ ในสวนสัตว์ดุสิต ตอน 20.00 น. และกลับมาอีกทีในวเลา 21.00 น. ต่อมาในเวลา 23.00 น. เมื่อครบเวลาเข้าเวรกะแรก นายมานะกล่าวว่าจะออกไปตอกบัตรออกเวรที่กองอำนวยการสวนสัตว์ แล้วจะกลับมาเฝ้าบ่อเต่าเป็นเพื่อนต่อ โดยนายมานะได้ออกจากส่วนจัดแสดงเต่ายักษ์และคล้องกุญแจข้างนอกเอาไว้
เวลาผ่านไปประมาณ 2 นาทีนายบุญมี กล่าวว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด จากนั้นพอได้ยินเสียงปืนอีก จึงหาทางออกจากบ่อเต่า แต่เนื่องจากประตูถูกปิดไว้จึงปีนออกมา และพบร่างนายมานะ นอนคว่ำอยู่ โดยกระตุกอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนแน่นิ่งไป โดยพบร่างห่างจากรถมอเตอร์ไซค์ของนายมานะประมาณ 2 เมตร
จากนั้นจะวิ่งไปขอความช่วยเหลือ แต่ทหารที่อยู่บริเวณอาคารจอดรถตะโกนสวนมาว่า "หลบไป อยากตายหรือไง" นายบุญมีจึงกลับไปหลบอยู่ที่บ่อเต่าใกล้บริเวณที่ผู้ตายคว่ำหน้าอยู่ นอกจากนี้นายบุญมีพยายามแจ้งศูนย์วิทยุสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ได้คำตอบว่ายังออกมาช่วยไม่ได้ เพราะยังมีการยิงอยู่ ต่อมาเห็นนายสุทัศน์ สุทธิวงศ์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย สวนสัตว์ดุสิต จึงปีนบ่อเต่าออกมา ทั้งนี้ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนเอ็ม-16 2 ปลอก โล่เขียนว่า "ตชด." และกระบองสีน้ำตาล
นายบุญมีให้การต่อศาลว่าที่ทหารเข้ามาพักในอาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต เพราะมี นปช. ชุมนุม โดยช่วงกลางวันเห็นทหารบางนายมีอาวุธประจำกายคือปืนเอ็ม-16 และมีทหารออกมาเดินเล่นในสวนสัตว์ ส่วนถ้าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาต้องปีนกำแพงสวนสัตว์ซึ่งสูง 2 เมตรเข้ามา

หัวหน้า รปภ. ยันคืนเกิดเหตุไม่มีบุคคลภายนอกมีแต่ จนท.สวนสัตว์และทหาร แต่ไม่ทราบว่านายมานะตายเพราะใคร
ต่อมานายสุทัศน์ สุทธิวงศ์ ห้วหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย สวนสัตว์ดุสิต ให้การเป็นพยานปากที่ 3 กล่าวว่าในคืนเกิดเหตุมีรถกระบะขับมาจากด้านลานพระบรมรูปทรงม้า มุ่งหน้ามาทาง ถ.อู่ทองใน ด้านพระที่นั่งอนันตสมาคมก่อนเลี้ยวกลับทางเดิม เมื่อมีรายงานว่ามีคนถูกยิง จึงจะเข้าไปดู แต่ถูกทหารควบคุมตัวไว้เป็นเวลา 20 นาที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจึงพบว่านายมานะ เสียชีวิตแล้ว เมื่อเห็นนายบุญมีจึงเรียกนายบุญมีมาดู และแจ้งไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิตเพื่อประสานขอความช่วยเหลือ
ทั้งนี้ในเวลาเกิดเหตุไม่น่าจะมีบุคคลภายนอก นอกจากเจ้าหน้าที่ทหารและ รปภ.สวนสัตว์ ทั้งนี้ได้นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐาน ด้วย โดยนายสุทัศน์ให้การต่อศาลด้วยว่าทหารมีอาวุธปืนประจำกาย แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำให้นายมานะถึงแก่ความตาย

รปภ.ให้การก่อนนาทียิงมีเสียงตะโกน "มันมาแล้ว" แต่ไม่รู้ว่าหมายถึงใคร
นายเสรี จัตุรัส พยานปากที่ 4 เบิกความว่า ทำหน้าที่ รปภ.สวนสัตว์ดุสิต วันเกิดเหตุมาเข้าเวรเวลา 8.00 - 16.00 น. แต่หลังเวลา 16.00 น. ไปช่วยทำหน้าที่ดูแลอาคารจอดรถ ที่อยู่ตรงข้ามรัฐสภาต่อเนื่องจากกำลังคนไม่พอ ทั้งนี้ทราบว่าในวันเกิดเหตุมีการสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว และมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาพักกำลังพลที่อาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต
นายเสรีให้การต่อว่าในเวลา 23.00 น. ทหารตะโกนว่า "มันมาแล้ว" ทหารด้านนอกสวนสัตว์ได้วิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ เมื่อถามว่า "มันมาแล้ว" หมายถึงอะไร นายเสรีตอบว่า "ไม่ทราบ" โดยนายเสรีให้การว่าได้ยินเสียงเหมือนเสียงปืนมาจากข้างนอก จึงขึ้นไปหลบบนดาดฟ้าของอาคารจอดรถ และต่อมาได้ยินเสียงปืนออกมาจากด้านในอาคารจอดรถ แต่ไม่ทราบว่าเป็นการยิงตอบโต้กับเสียงจากข้างนอกหรือไม่ นายเสรีให้การด้วยว่า รั้วของสวนสัตว์มีความสูง 2 เมตร ก่อนหน้านี้เมื่อ 4-5 ปีก่อนเคยมีคนแอบปีนเข้ามา

พยานคนที่ 5 ระบุเห็นทหารในสวนสัตว์ยิงไปทางรัฐสภา แต่ไม่รู้ว่ายิงอะไร 
ต่อมานายสำเริง สุขสมจิต รปภ.สวนสัตว์ดุสิต ให้การว่าในวันเกิดเหตุ เข้าเวรระหว่างเวลา 8.00 - 16.00 น. หลังเวลา 16.00 น. เข้าไปช่วยงานที่อาคารจอดรถ โดยเห็นว่ามีทหารเข้ามาพักในสวนสัตว์ จนกระทั่งเวลา 23.00 น. ตรงประตูทางเข้าสวนสัตว์ด้านรัฐสภา มีเสียงตะโกนว่า "มันมาแล้ว" ซึ่งไม่ทราบว่าใครตะโกน จึงเข้าไปหลบในอาคารจอดรถ ส่วนทหารหลบอยู่ในอาคารจอดรถ ที่วิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ก็มี และยังมีทหารที่นอนหมอบอยู่ด้วยกัน ได้ยิงปืนประจำกายไปทางรัฐสภา แต่ตนมองไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นเนื่องจากเสาบัง พอเสียงปืนสงบจึงขึ้นไปหลบบนดาดฟ้า และนายเสรี พยานก่อนหน้านี้ ได้โทรศัพท์มาบอกว่า นายมานะเสียชีวิตแล้ว นายสำเริงกล่าวด้วยว่าในกล้องวงจรปิด มีรถกระบะคันหนึ่งขับมุ่งหน้ามาทางพระที่นั่งอนันตสมาคม แล้วขับกลับไป แต่ไม่สามารถยืนยันว่าคนที่อยู่ในรถมีลักษณะอย่างไร และมีอาวุธหรือไม่
ทั้งนี้ศาลนัดสืบพยานต่อในวันที่ 14 ก.ย. โดยจะเป็นการเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสืบพยาน

"เด่น โต๊ะมีนา"เสนอตั้ง"จังหวัดนาทวี" สะดวกในการแก้ปัญหาไฟใต้

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback

 "เด่น โต๊ะมีนา"เสนอตั้ง"จังหวัดนาทวี" สะดวกในการแก้ปัญหาไฟใต้


นี่ไง!.......หางโผล่แล้วไง




เจ้าเล่ห์จริงๆ..เอาทุกท่าเลยนะ!

พอประณามว่าพวกมึงแบ่งแยกดินแดน มึงก็บอกว่าไม่ได้แบ่งแยก ...แค่เอา “ลังกาสุกะ” คืนเท่านั้นเอง

เอา ๔ อำเภอจังหวัดสงขลาเข้าร่วมในพรบ.ศอ.บต. ก็ต้องจัดหลักสูตรให้เด็กๆเรียนอักษรยาวีก่อนภาษาไทย..ฮ่าๆๆๆ ..นี่ไง! ....เริ่มแล้ว....เฮ่ย! สงขลาไม่ใช่ ลังกาสุกะนะโว้ย ...สตูล ก็ไม่ใช่

ฮะ ฮ่า! ........ทีนี้จะกลืน ๔ อำเภอ จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ละซีจัดให้พอคำเลยนะ....ไอ้เลว

มึงกลืนสะดวกอะดิ ! ไม่เกี่ยวการแก้ไขปัญหา ๓ จชต.เลย 

ปัญหาใต้พวกมึงไม่เคยแก้ไขเลย..เพราะปัญหานี้พวกมึงสร้างขึ้นเอง ...

ที่เห็นๆ พวกมึงเสนอแก้ไขปัญหาทุกที ... มีแต่จะเอาตำแหน่ง ! กับ แดกงบ!....มาคราวนี้จะแดกจังหวัด

 ๓ ไม่พอเอา ๔ เลย อีกหน่อย สตูลด้วย เป็น ๕ ...พวกมึงนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ...พอๆกับนักการเมืองพุทธที่เลวแสนเลว...แต่แกล้งโง่ เอาผลประโยชน์


ที่มา 

'ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocent of Muslim

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback
'ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocent of Muslim
/Prachatai

อัลจาซีร่ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์อื้อฉาว Innocent of Muslim และตัวตนปริศนาของผู้ที่อ้างชื่อแซม บาไซล์

จากกรณีกลุ่มติดอาวุธชาวลิเบียบุกเข้าโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในลิเบียจนเป็นเหตุให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต เนื่องจากไม่พอใจภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง "Innocence of Muslim" ที่ดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอิสลาม ทางสำนักข่าวอัลจาซีร่านำเสนอเกร็ดที่มาของภาพยนตร์ล้อเลียน ที่กลายเป็นเหตุให้เกิดการต่อต้านจากในลิเบีย และการประท้วงในอียิปต์

อัลจาซีร่ารายงานว่า ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ตัวตนของคนที่ชื่อ แซม บาไซล์ ที่เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ มีข้อมูลระบุเพียงว่า เขาเป็นชายชาวอิสราเอล-อเมริกัน อายุ 52 ปี มีอาชีพเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

จากการให้สัมภาษณ์ต่อเอพีและวอลล์ สตรีท เจอนัล ชายที่เรียกตัวเองว่า 'แซม บาไซล์' บอกว่า เขาหาเงินทุนได้ 5 ล้านดอลลาร์นำมาสร้างภาพยนตร์ ในรายงานข่าวยังได้อ้างคำพูดของเขาที่บอกว่า ศาสนาอิสลามเป็นเหมือน 'มะเร็ง' และอ้างว่าเขาสะสมเงินทุนในการทำภาพยนตร์นี้จากชาวยิว 100 คนบริจาคให้

แต่ผู้ให้สัมภาษณ์ก็บอกตัวเลขอายุไม่ตรงกันในทั้งสองบทสัมภาษณ์ โดยในเอพี เขาบอกว่าอายุ 56 ปี เขาบอกอีกว่าภาพยนตร์มือสมัครเล่นที่มีความยาว 2 ชั่วโมง ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2011 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีนักแสดงหลายสิบคน แต่รายงานข่าวระบุว่า ไม่มีข้อมูลของภาพยนตร์เรื่องนี้ในสื่อโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ และไม่มีหน้าเพจของภาพยนตร์ในเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของฐานข้อมูลภาพยนตร์ทางอินเตอร์เน็ต (IMDB) เลย

ทางคณะกรรมการภาพยนตร์รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีหน้าที่ให้อนุญาตการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่รัฐกล่าวต่อสื่อฮัฟฟิงตันโพสท์ว่า พวกเขาไม่เคยให้ใบอนุญาตแก่คนที่ใช้ชื่อว่า 'แซม บาไซล์' เลย


อ้างหลอกถ่ายหนัง "นักรบแห่งทะเลทราย"
เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้ปรากฏแก่สายตาประชาชนนานมาก แสดงให้เห็นภาพของศาสดามูฮัมหมัดเป็นคนหลอกลวงและเสื่อผู้หญิง รวมถึงมีฉากการมีเพศสัมพันธ์ ภาพยนตร์ทั้งเรื่องเคยนำมาฉายต่อหน้าสาธารณชนเพียงครั้งเดียวในโรงภาพยนตร์ของฮอลลิวูด โดยผู้ที่เรียกตัวเองว่า 'บาไซล์'
 
ผู้อ้างชื่อบาไซล์บอกว่า เขาสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ขึ้นเพราะว่า "หลังจากเหตุการณ์ 9/11 แล้ว ทุกคนควรอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา..." "...ไม่ว่าจะเป็นพระเยซูหรือมูฮัมหมัด"
 
แต่นักแสดงที่ร่วมแสดงบอกว่า เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศาสดามูฮัมหมัดหรืออิสลาม ในตอนแรกพวกเขาถูกเรียกมาคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ที่ชื่อ "นักรบแห่งทะเลทราย" โดย ผู้กำกับ อลัน โรเบิร์ท
 
และการกล่าวอ้างอิงถึงศาสนาในภาพยนตร์เพิ่งมีการนำมาอัดเสียงพากษ์ใส่ทีหลัง
 
มีรายงานว่าบาไซล์ตอนนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ บ้างก็คาดเดาว่า ชื่อของบาไซล์เป็นเพียงชื่อแอบอ้างของกลุ่มคนบางกลุ่ม หรือเป็นชื่อปลอมของคนๆ หนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนอิสราเอลหรือชาวยิวเลยก็ได้ แต่ที่เขาบอกตัวเองว่า เป็นชาวยิว เพื่อใส่ไฟให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งเท่านั้น
 
นักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ถูกหลอกให้มาแสดงภาพยนตร์บอกว่า คนที่ชื่อบาไซล์บอกว่า ตัวเองเป็นชาวอียิปต์และพูดภาษาอาหรับกับคนอื่นๆ ที่อยู่ด้วย
 
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มชาวคริสต์นิกายคอปต์ในอียิปต์ออกแถลงการณ์ประนามคริสเตียนชาวอียิปต์นอกประเทศที่ให้การสนับสนุนทางการเงินในการสร้างภาพยนตร์ที่หมิ่นต่อศาสดามูฮัมหมัด
 
การแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย
มีคำถามว่า เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ลึกลับเรื่องนี้ออกมาสู่สายนานาชาติได้อย่างไร มันถูกโพสท์ลงในยูทูบโดยผู้ใช้ที่ชื่อ 'sam bacile' ในเดือนก.ค. 2012 เทรลเลอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในเดือน ก.ย. และในวันที่ 4 ก.ย. ผู้ใช้คนเดียวกันก็โพสต์วีดิโอนี้ในอีกเวอร์ชั่นที่มีการพากษ์เสียงภาษาอาหรับทับลงไป ทำให้มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นหลายหมื่นคน
 
มอร์ริส ซาเด็ค ชาวคริสเตียนนิกายคอปต์ที่เกิดในอียิปต์และมาอาศัยในสหรัฐฯบอกว่า เขาได้โปรโมทภาพยนตร์เรื่องนี้ลงในเว็บไซต์ของเขา เขาได้ทวิตลิงค์ของเทรลเลอร์ภาพยนตร์นี้ในวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมาด้วย
 
ซาเด็ค เป็นประธานของกลุ่มสมัชชานิกายคอปต์แห่งชาติอเมริกัน เขาเป็นที่รู้จักดีในฐานะของคนที่มีแนวคิดต่อต้านอิสลาม เขาได้บอกกับสำนักข่าววอลล์ สตรีท เจอนัล อีกว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในอียิปต์เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า ศาสนานี้และกลุ่มคนที่นับถือมีความรุนแรงขนาดไหน
 
บาทหลวง เทอร์รี่ โจน ในรัฐฟลอริด้า ผู้เคยเผาคัมภีร์อัลกุรอานในปี 2011 จนทำให้เกิดการจลาจลในประเทศมุสลิมและมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยโปรโมทภาพยนตร์เรื่องนี้
 
เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ในภาษาอาหรับได้รับการนำเสนอในสื่ออียิปต์จำนวนมากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงผู้สื่อข่าวโทรทัศน์หัวแข็งคาเล็ด อับดัลลา ที่รายงานถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 8 ก.ย. โดยที่คลิปนี้ถูกนำเสนอในยูทูบเมื่อวันที่ 9 ก.ย.
 
แม็กซ์ บลูเมนธาล ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ากล่าวว่า "การกระทำเบื้องหลังภาพยนตร์นี้แสดงให้เห็นว่า เป็นฝีมือของกลุ่มชาวอียิปต์นิกายคอปต์สุดโต่งที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาลมอร์ซี และยุยงให้แตกแยก"
 
"พวกเขาต่อต้านการปฏิวัติและเป็นพวกเดียวกับกลุ่มคริสเตียนฝ่ายขวาผู้ที่มีแรงจูงใจทางศาสนาในการยุยงให้เกิดการต่อต้านชาวมุสลิม-อเมริกัน" บลูเมนธาลกล่าว "พวกเขาทำให้ชาวมุสลิมในสหรัฐฯ ตกอยู่ในอันตราย พวกเขาทำให้นิกายคอปต์ในอียิปต์ตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาก็ทำให้ทูตสหรัฐฯทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย"
 
บล็อกคลิปในยุทูบ
รัฐบาลอัฟกานิสถานได้บล็อกคลิปในยูทูบชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 ก.ย. เพื่อพยายามกันให้คนไม่ดูคลิปดังกล่าว มีรายงานด้วยว่ายูทูบบล็อกไม่ให้อียิปต์และลิเบียเข้าถึงวีดิโอได้
 
ทางยูทูบได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 ก.ย. บอกว่า "พวกเราทำงานหนักเพื่อสร้างชุมชนที่ทุกคนจะมีความสุขด้วยกัน และให้ทุกคนสามารถแสดงความเห็นต่างกันได้"
 
"ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งด้วย เพราะสิ่งที่โอเคสำหรับประเทศหนึ่ง กลายเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดในที่อื่นได้"
 
"วีดิโอนี้ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วเว็บ อยู่ภายใต้แนวนโยบายของเราอย่างชัดเจน และจะยังคงอยู่บนยูทูบ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ยากลำบากในลิเบียและอียิปต์ พวกเราได้ปิดกั้นไม่ให้ทั้งสองประเทศเข้าถึงวีดิโอได้เป้นการชั่วคราว"
 
"พวกเราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีในลิเบีย"
 
จากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ปัจจุบันยุทูบพยายามปิดกั้นและเซนเซอร์น้อยลง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูทูบก็ใช้เทคโนโลยีที่คัดกรองวีดิโอบางอย่างออกในบางประเทศเพื่อให้ตรงตามกฏหมายของประเทศนั้นๆ
 
 
 
ที่มา
Anti-Islam film: What we know, Aljazeera, 13-09-2012

สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback
 
สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด
           สงครามปฏิวัติ คำนี้ดูเหมือนจะเป็นที่กล่าวถึงในยุคของสภาวะโลกปัจจุบัน นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด จนถึงการหมดยุดสมัยของสงครามเย็น ซึ่งนักวิชาการด้านการทหาร และความมั่นคงที่ได้ศึกษาความหมายของสงครามปฏิวัตินั้น ได้กล่าว่าทฤษฎีนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และสภาวะการณ์ที่ต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของใครก็ตามเช่น  คาร์ล มาร์กช, เลนิน หรือประธาน เหมาเจ๋อตุง  แต่หากมองดูอย่างลึกซึ่งแล้วสงครามปฏิวัติคือสงครามประชาชน ซึ่งมีแต่การระดมมวลชนเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ของสงครามปฏิวัติขึ้นมาได้ โดยมีปัจจัยทางการเมืองของกลุ่มต่อต้านโดยใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าทำการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย หรืออำนาจของกลุ่มที่เริ่มก่อการสงครามปฏิวัติ แต่สุดท้ายแล้ว การถูกทำลาย และความเสียหายกับเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นโดยตรง ไม่ว่าทางใดก็ตามโดยเฉพาะประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ นับว่าน่าสงสารที่สุดกับสถานการณ์เหตุการณ์บริเวณนั้นโดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ช่วงชิง หรือต่อสู้ที่กลายเป็นเด็กด้อยโอกาส กำพร้า  อนาถา  หรือแม้ถูกใช้เป็นเครื่องมือถึงขั้นบ่มเพาะ ปลุกระดมให้จับอาวุธ เข้าร่วมสงครามด้วยวิธีใดก็ตามเพื่อให้กลุ่มของตนบรรลุเป้าหมายการเมืองตามที่ต้องการ
          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้เกิดรูปแบบของสงครามที่มีขบวนการปฏิวัติต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ทุกพื้นที่ของโลกจะต้องมีขบวนการที่เกิดขึ้น ๓ กระบวนการเป็นแนวร่วมอยู่ในพื้นที่ต่อสู้ หรือพื้นที่แย่งชิงเสมอคือ ขบวนการการค้ายาเสพติด  ขบวนการค้าอาวุธสงคราม และขบวนการค้าของเถื่อน โดยมีปัจจัยร่วมคือการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ และอิทธิพลมืด (มาเฟีย) ร่วมด้วยเสมอ
          เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยก็น่าจะอยู่ในองค์ประกอบของสงครามปฏิวัติโดยมีกลุ่มขบวนการ BRN – COORDINATE เป็นองค์กรนำในการใช้มวลชน (ประชาชน) เข้าสู่การต่อสู้โดยใช้อัตลักษณ์ของท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อนต่อสู้กับรัฐไทย เป้าหมายเพื่อแยกตัวปกครองตนเอง และสิ่งที่มีความจำเป็นขององค์กรต่อสู้ในสงครามมวลชนที่สำคัญคือทุนทรัพย์ที่ต้องใช้อย่างมหาศาล ในการขับเคลื่อนกำลังทหาร (RKK) และดูแลองค์กรนำ (DPP) ในต่างประเทศ    การเคลื่อนย้ายเดินทางเข้า – ออก แต่ละครั้งต้องใช้เงินในการขับเคลื่อน แล้วมาจากไหนละ
          แรงขับเคลื่อนสำคัญที่เป็นตัวปลุกระดมของขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทยคือ เรื่องศาสนาอิสลามซึ่งหลักสำคัญในอิสลาม นั้นจะปฏิเสธเรื่องของยาเสพติดอย่างสินเชิงเพราะเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดหรือ (ฮารอม) แต่ด้วยความจำเป็น หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในขบวนการก่อเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจพบทั้งพยาน หลักฐาน ตั้งแต่ระดับกำลังปฏิบัติการทหาร (RKK) ถึงระดับองค์กรนำ (DPP) ผู้ควบคุมสั่งการล้วนเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน  การค้าของเถื่อน ค้าอาวุธ และการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามปฏิวัติแบ่งแยกรัฐปาตานี
          ย้อนอดีตเหตุระเบิดครั้งใหญ่ อำเภอสุไหงโก – ลก ๑๓ กันยายน ๕๔ เกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานความมั่นคงจับกุม นายอัสรี   ยูโส๊ะ  พร้อมยาบ้า ๑.๕ หมื่นเม็ด และกวาดล้างอย่างหนักถึงปัจจุบัน จนเจ้ามือหวยเถื่อน หวยมาเลเซีย บ่อนการพนัน เจ้าพ่อเงินกู้ แทบหากินไม่ได้จนเกิดเหตุระเบิดล่าสุด เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๕๕ ต้อนรับรอมฎอนที่ผ่านมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงโดย DSI, ปปส. ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้กฎหมายของ ปปช. เข้าตรวจสอบพิเศษคือพบมีเงินหมุนเวียนจากการฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด น้ำมันเถื่อนที่มีการส่งให้กับกลุ่มแกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในมาเลเซีย โดยฟอกเงินผ่านร้านทอง ร้านขายสินค้าเสื้อผ้า ส่งเข้าทางมาเลเซีย ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๓๐ ล้านบาท จนนำไปสู่การจับกุมร้านทอง บ้านเกาะตา อ.สุไหงปาดี และร้านประเสริฐอาภรณ์ เทศบาลอำเภอสุไหง โก – ลก ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 
            ขบวนการก็ใช่จะน้อยหน้า อิทธิพลมีตั้งระดับผู้ใหญ่บ้านถึงนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๕๕ หลังการจับกุม กำนันดัง ตำบลลุโบ๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายมะรอนิง  จาโก ก็เกิดเหตุระเบิด ระเบิดบริเวณสี่แยกหน้าสาธารณสุข จังหวัดปัตตานี วันที่  ๙  กุมภาพันธ์ ๕๕  ทันที ส่งผลมีผู้บาดเจ็บ  ๑๕  คน เสียชีวิต ๑ คน ที่สำคัญกลิ่นยาบ้ามิทันจางหาย จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร โกตาบารู เข้าจับกุมนายซอบรี   หะยีสามะแอ และ นายอาลียะ  แยการีสง  พร้อมยาบ้าเกือบ ๔  หมื่นเม็ด ปืนเอ็ม ๑๖ จำนวน ๑ กระบอก และปืนลูกซองยาว ๕ นัด จำนวน ๑ กระบอก ซึ่งนายซอรี   หะยีสามะแอ มีพี่ชายที่เป็นกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงระดับมือประกอบระเบิดระดับพระกาฬที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องการตัวคือนายไฟซอล   หะยีสามะแอ หลังจากนั้น  ๒๕  กรกฎาคม ๕๕ ตำรวจภูธรโกตาบารู ชุดจับกุมยาเสพติดโดนระเบิดคาร์บอมระหว่างเดินทางกลับจากคุ้มครองรักษาความปลอดภัย ครู เสียชีวิต  ๕  นาย บาดเจ็บ ๑ นาย
       ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น คดีที่ถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนแกล้งลืมคือ ผู้ก่อเหตุรุนแรงลอบสังหาร นายมุกตาร์   กีละ   หัวหน้าพรรคประชาธรรม ผู้ซึ่งประชาชนรู้ดีว่าคนผู้นี้รณรงค์ต่อต้านเรื่องยาเสพติดในพื้นที่อย่างหัวชนฝาไม่ยอมใครและเป็นที่ชื่นชอบจนนำมาซึ่งฐานเสียงที่มากขึ้นจนมีแนวโน้มจะชนะถึงระดับประเทศ และต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งถูกชาวบ้านยิงตายในเวลาใกล้เคียงพร้อมอาวุธปืนโดยผู้สังหารนายมุกตาร์ฯ นั้นเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มบ้านกูจิงรือปะนั่นเอง
        และหลักฐานสำคัญที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงให้ความมั่นใจว่า ขบวนการกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด คือการเข้าจับกุม และยึดทรัพย์เครือข่ายของตระกูล เปาะดาเอาะ ซึ่งมีทรัพย์สินทั้งบ้าน ที่ดิน รถยนต์ และทองคำ มากกว่า ๔๐๐ ล้านบาท   และพบหลักฐานสำคัญคือการโอนเงินจากขบวนการยาเสพติดให้กับผู้นำขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศมาเลเซียปีละไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านบาท โดยใช้นามว่า “อาเยาะซู” และมีการเดินทางไปมอบเงินด้วยตัวเองถึงมือ มะแซ  อูเซ็ง  ทุกปี
       ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังพบหลักฐานการซื้ออาวุธให้กลุ่มกองกำลัง RKK และการจ่ายค่าตอบแทนเป็นยาเสพติดโดยปืน ๑ กระบอกที่ได้จากเจ้าหน้าที่แลกยาบ้าได้ ๑ ถุง หรือเงินสดในราคา ๒๐,๐๐๐  บาท และการที่หน่วยงานความมั่นคงต้องนำ ปปช. และ DSI มาร่วมด้วยเพราะพบหลักฐานในเรื่องการออกเงินกู้  การกว้านซื้อที่ดิน หวยเถื่อนทั้งมาเลเซีย และไทย น้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน และอาวุธ ซึ่งทั้งหมดฟอกเงินผ่านธนาคาร, ร้านค้าทองคำ, ร้านรับแลกเงิน, ร้านขายผ้า และในมาเลเซียคือธุรกิจร้านกาแฟหรือเครือข่ายขายตรง ทั้งหมดคือผลประโยชน์ที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงได้รับปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า  ๑,๐๐๐  ล้านบาท
            เมื่อกองกำลังปฏิวัติมีอาวุธในมือ มีกำลังทหารที่สั่งการเคลื่อนไหวอย่างเสรี มีระเบิด เป็นอาวุธทุกครั้งที่มีการก่อเหตุ ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจทหาร บ้านเมือง จะโฟกัส ไปที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรง ทั้งไล่ติดตาม แม้ตั้งด่านตรวจก็เพ่งเล็งที่ตัวบุคคลเป้าหมาย จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มค้ายาเสพติดเคลื่อนไหว โยกย้ายจำหน่ายได้เสรีจนธุรกิจยาบ้าเฟื่องฟูที่สุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ใครเอาของไปไม่จ่ายก็ตาย ใครแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับเครือข่ายคนนั้นตาย เมื่อการสังหารเจ้าหน้าที่เอาอาวุธมาแลกยาได้ ประชาชนไม่กล้าปิดปากเงียบ เมื่อมีจำนวนเงินมากมหาศาลจากการค้ายาบ้าก็ปล่อยเงินกู้ร้อยละ ๒๐ ใครเปี้ยวตาย เปิดบ่อนการพนัน ค้าหวยเถื่อน  น้ำมันเถื่อน รวมถึงเงินทุนซื้อเสียงเมื่อมีการเลือกตั้งทุกระดับโดยมี RKK เป็นกองกำลังสนับสนุนเหมือนกับพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะการบังคับ ข่มขู่  กว้านซื้อที่ดินสวนยางพาราโดยมีนอมินีบังหน้า    ซึ่งมีข้อมูลค่ามหาศาลแบบไม่มีใครกล้าขวาง

      สุดท้ายการกระทำของกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่อ้างว่าปฏิวัติเพื่อประชาชนนั้น หาใช่อุดมการณ์หรือนักรบของประชาชนวีระบุรุษฟาตอนีแต่ประการใด หากนั่นคือองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ (Organnized Crime) หรือ มาเฟีย (Mafia) หรือกลุ่มคนหรือสมาชิกกลุ่มคน ที่อยู่อาศัยเงื่อนไขบางประการรวมตัวกันขึ้นประกอบมิจฉาชีพ ในการทำมาหากินเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง และสุดท้ายก็คือคนมาลายู ลูกหลานมาลายูมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้แหละที่จะทุกข์ร้อน     เจ็บซ้ำอย่างแสนสาหัส ประชาชนต้องลำบากทุกข์เข็ญหาได้ประโยชน์ใดเลยจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มเผด็จการมุสลิมที่อ้างว่าทำเพื่อคนมาลายู แต่ที่สาหัสคือลูกหลานมลายูต้องตกเป็นทาสยาเสพติด ขาดการศึกษาหมดอนาคต สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการที่อ้างว่าทำเพื่อมาลายูปัตตานี
     จากปัญหาที่ซับซ้อนในมิติขององค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน และกองกำลังทหารติดอาวุธ RKK ขับเคลื่อนควบคุมประชาชน หน่วยงานความมั่นคงจึงกำหนดยุทธศาสตร์     การแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อนเป็น ๑ ในยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และจากความพยายามของฝ่ายความมั่นคงร่วมกัน      ทุกภาคส่วนที่ลงความเห็นจากทุกเวทีเสวนา ทุกกลุ่มชุมชนที่ว่าขณะนี้ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามระดับต้นฯ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกภาคอื่นก็ด้วยปัจจัยของกลุ่มขบวนการที่สนับสนุนที่กล่าวมาข้างต้น ล่าสุดจากการขับเคลื่อนร่วมกันของรัฐบาล และผู้นำศาสนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สงขลา และ สตูล ที่มองเห็นปัญหาว่าลูกหลานกำลังออกห่างจากศาสนา และมัวเมาในยาเสพติดจนตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้หวังดี จึงได้รวมตัวกันกำหนดปฏิญญาปัตตานี ๒๕๕๕ ณ โรงแรม ปาร์ควิว รีสอร์ท อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี โดยใช้ศาสนาอิสลาม เป็นข้อปฏิบัติ และข้อห้าม
     จากภัยคุกคามของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ภัยของยาเสพติด จนเป็นองค์กรอาชญากรรมสร้างความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสให้กับประชาชน  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของประเทศ องค์กรภาคประชาสังคม (NGO), องค์กรท้องถิ่น, ประชาชนทั่วประเทศ และพี่น้องมุสลิมมาลายู ต้องตื่นจากหลุมพราง และกับดักของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเสียที หันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาพิษภัยของ ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความจริงใจ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดแต่เพียงลำพัง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายผู้ที่ได้เสียจากการแก้ไขปัญหาหรือปล่อยปะละเลยไม่สนใจ เอาแต่โยนความผิดให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเดียว ผู้ที่ต้องรับกรรมประสบแต่ความทุกข์ยากลำบาก คือประชาชนพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนมลายูมุสลิม ลูกหลานมลายูทั้งหลายที่ถูกหลอกใช้ครอบงำ โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่จะเข้ามาปกครอง มาลายูปัตตานีด้วยระบบเผด็จการมุสลิม
บินหลาดง  ยะลา