บทความแปล: วิกิลีกค์: สนามบินอู่ตะเภา บทความแปลโดย: ดวงจำปา

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 บทความโพสต์อยู่ที่: Wikileaks: Utapao

โพสต์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทความแปลโดย: ดวงจำปา

 

เวป PPT ไม่ได้มีอะไรมากนักที่จะต้องกล่
าวถึงการโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องสนามบินอู่ตะเภา ของราชนาวีไทยและความปรารถนาของฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะต่ออายุการผ่านเข้าออกจากฐานทัพ ซึ่งเมื่อครั้งก่อนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เราคิดว่าท่านผู้อ่านอาจจะพบว่า เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ฉบับนี้ ซึ่งเขียนเมื่อปี พ.ศ. 2548 อาจจะสร้างความสนใจมาสู่ตัวท่านได้ เราจึงขอลอกข้อความจากตัวเคเบิ้ลเลย เพียงแต่ตัดตอนส่วนที่เป็นพวกตัวย่อต่างๆ ซึ่งอยู่ในส่วนแรกของเคเบิ้ล และเราจะใช้ตัวหนานิดหน่อย เพื่อการเน้นความสนใจในข้อความสำหรับเรา:

 

เอกสารปกปิดส่วนที่ 1 จาก 2 ส่วน เลขที่ กรุงเทพ 002280

 

หัวข้อ: สนามบินอู่ตะเภาของราชนาวีไทย – โอกาสที่มีต่อการปรับปรุงแก้ไข

สถานที่ ปกปิดโดย: เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ แอล บอยซ์  ด้วยเหตุผล 1.4 (ดี)  (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรื
อกิจกรรมทางต่างประเทศของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา รวมไปถึง แหล่งข่าวปกปิด)

 

1. (ปกปิด) สนามบินของราชนาวีไทยที่อู่
ตะเภา แสดงให้เห็นถึงจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในจุดที่อันสำคัญภายในภูมิภาคนี้ด้วย จากหลายๆ ปีที่ผ่านมาในอดีต สนามบินอู่ตะเภาได้ถูกใช้เพื่อการสนับสนุนแผนการปฎิบัติการการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ (Operation Enduring Freedom), แผนการการปฎิบัติการเพื่อการสู่อิสรภาพของชาวอีรัค (Operation Iraqi Freedom) และรวมไปถึงโครงการภารกิจเล็กๆ ต่างๆ   เมื่อเร็วๆ นี้ ในขณะที่ถูกใช้เป็นฐานปฎิบัติการทางภูมิภาคที่นำโดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาใน “แผนการช่วยเหลือเพื่อความปึกแผ่น” (Operation Unified Assistance หรือ OUA) ความคุ้มค่าที่ทางฝ่ายเราสามารถเข้าออกจากสถานที่ได้อย่างเกือบเป็นอิสระนั้น มันได้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

 

2. (ปกปิด) รวมไปถึงการสนับสนุนการปฎิบัติ
การภาคสำรอง เครื่องบินของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้บินผ่านมาลงที่สนามบินอู่ตะเภาอย่างเป็นกิจวัตรประมาณเดือนละ 30 ครั้ง และฐานทัพเองก็ยังเป็นศูนย์กลางของการสนับสนุนการฝึกซ้อมทางการทหารร่วมกันซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาและกองทัพไทยทุกๆ ปีโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 40 ครั้ง ยังมีความกดดันในเรื่องการพาณิชย์ที่สนามบินอู่ตะเภาซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ รวมไปถึงความเฟื้องฟูในทางธุรกิจจากบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่ประกาศให้เป็นเขตอุตสาหกรรม, การเหมาเที่ยวบินระหว่างประเทศ,  การใช้ท่าอากาศยานให้เป็นลานจอดสำรองของเครื่องบินของสายการบินทางการพาณิชย์ และการแข่งขันโดยฝ่ายพลเรือนเพื่อการควบคุมการปฎิบัติการของสนามบินด้วย

 

3. (ปกปิด) ถึงแม้ว่า รัฐบาลที่ผ่านมาหลายๆ ชุ
ดของประเทศไทยจะตอบสนองคำขอจากทางสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่องในการใช้สนามบินอู่ตะเภา เราไม่สามารถที่จะทึกทักเอาว่าเรามีสิทธิ์สามารถผ่านเข้าออกตามความสะดวกที่เราต้องการได้จนถึงบัดนี้ แม้จะมีการปฎิบัติภารกิจจากทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากที่สนามบินอู่ตะเภา เราให้การตอบแทนเพียงนิดหน่อยในเรื่องการปรับปรุงสถานที่เพื่อสร้างความมั่นคงถาวร และต่ออายุการใช้หรือแม้แต่การรักษาสถานที่ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และเป็นการสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของเราซึ่งเกี่ยวกับการขยายสิทธิในการผ่านเข้าออกและเพิ่มฐานอำนาจด้วย

 

4. (ปกปิด) ผลพวงที่มาจาก “แผนการช่วยเหลือเพื่อความปึ
กแผ่น”  และการเพิ่มความสนใจต่อการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็น สถานที่รักษาความปลอดภัยร่วม (Cooperative Security Location หรือ CSL) ซึ่งปรารถนาให้มีการพิจารณาอย่างระมัดระวังว่า จะทำอย่างไรถึงจะสร้างความรุดหน้ากับผลประโยชน์ของเราได้อย่างมากที่สุด ในขณะที่ยอมรับอย่างเต็มที่ถึงอำนาจอธิปไตยของประเทศหุ้นส่วนอย่างถูกต้องตามกฎหมายและรวมถึงเรื่องประเด็นของการพาณิชย์ ในความพยายามต่อเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่การริเริ่มทาบทามทั้งหมดโดยทางฝ่ายกองทัพประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ในสภาพปัจจุบันนั้น จะต้องได้รับการทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมไปถึงการประเมินทดสอบและได้รับการอนุมัติจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิฟิค และจากเรื่องนั้น พวกเขาจะถูกพิจารณาในบริบทว่าเป็นโปรแกมของการ “แข่งขัน” หรือเป็นเพียงโปรแกรมช่วยประกอบ  โปรแกรมเหล่านี้ซึ่งได้รับการอนุมัติจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิฟิคจะต้องมีการทบทวนโดยทีมนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เพื่อที่จะให้มุมมองว่า สิ่งใดที่สามารถทำได้บ้าง โดยพิจารณาถึงสภาพอันแท้จริงทางการเมืองและสภาพการณ์ที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผลผลิตที่พัฒนาด้วยความร่วมมือกันซึ่งจะถูกพิจารณาในเรื่องความเที่ยงธรรมเสมอภาคทั้งหมด คณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (จัสแมกไทย) จะอยู่เป็นจุดศูนย์รวมภายในประเทศ ที่ให้เกิดการริเริ่มต่างๆ โดยทางฝ่ายกองทัพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลกระทบให้กับสนามบินอู่ตะเภา ด้วยการเหมารวมไปถึงโครงการก่อสร้าง, โครงการบูรณะ, โครงการขยายสถานที่และการติดต่อสื่อสารทั้งหมดกับตัวแทนของทางฝ่ายกองทัพไทย

 

5. (ปกปิด) ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะตระหนั
กทราบถึงผลประโยชน์โดยทั่วไปของประเทศสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับแนวคิดของ “สถานที่รักษาความปลอดภัยร่วม” ให้มีทั่วทุกมุมโลก มันเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการบันทึกว่า ยังไม่มีสัญญาข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับบุคคลในระดับใดๆ กับทางฝ่ายรัฐบาลไทย ในการจัดตั้งสถานที่รักษาความปลอดภัยร่วมในประเทศไทย สิทธิการผ่านเข้าออกที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นเพียงแต่ผลพวงจากความเป็นประเทศพันธมิตรตามธรรมเนียมและความเป็นประเทศหุ้นส่วนจากทางฝ่ายกองทัพต่อกองทัพแต่อย่างเดียวที่ประคับประคองมิตรภาพมาได้เป็นเวลาหลายๆ ปี หลักการปฎิบัติในอดีตของสำนักงานที่ผิดแผกแตกต่างจากองค์กรต่างๆ ซึ่งกระทำการสำรวจสนามบินอู่ตะเภา มีรากฐานมาจากความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและจุดประสงค์ที่อาจจะสร้างความเสียหายอย่างไม่ได้ตั้งใจ มาสู่ระดับสิทธิการผ่านเข้าออกของเราซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน ด้วยทัศนคติอย่างผิดๆ ของทางฝ่ายไทยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในเรื่องเจตจำนงของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา  มันเป็นเรื่องที่สำคัญในเวลานี้ และจะเริ่มมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอีกหลายๆ ปีต่อไปในอนาคต ซึ่งเราควรที่จะเน้นถึงความพยายามที่จะพัฒนาสร้างแผนการชิ้นหนึ่ง ที่ได้รับคำรับรองจากผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายแปซิฟิค และทีมนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยส่งเสริมแผนยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงร่วม (Theater Security Cooperation Plan หรือ TSCP) และแผนการปฎิบัติการต่อภารกิจ (Mission Performance Plan หรือ MPP) แต่สามารถถูกบรรเทาลงได้ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสภาพความเป็นจริงในเรื่องที่ทางฝ่ายรัฐบาลไทยมีความวิตกกังวลและความรู้สึกอันอ่อนไหวประกอบอยู่

 

6. (ปกปิด)  วิธีการที่สามารถเข้าถึงของที
มนักวิชาการอาวุโสของฝ่ายการฑูตประเทศสหรัฐอเมริกา ควรจะเป็นแผนการที่ดำเนินการให้สำเร็จเป็นผลเป็นระยะๆ ด้วยการระบุให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และมีองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับวัตถุประสงค์ของทั้งทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาและทางฝ่ายรัฐบาลไทย  วิธีการนี้จะหาหนทางที่จะดำเนินการปรับปรุงอย่างหนักที่สุดในระยะแรก ซึ่งจะถูกมองให้เห็นจากมุมมองของประเทศไทยเองว่า ฝ่ายตนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เพื่อเป็นการสร้างหลักฐานให้เห็นอย่างแน่ชัด ถึงความชื่นชมจากทางฝ่ายเราในการได้รับสิทธิพิเศษจากการผ่านเข้าออก ซึ่งเราได้รับอนุญาตตลอดมาเป็นระยะเวลาหลายปี รวมถึงเป็นการตอบแทนชดเชยให้ทราบถึงความประทับใจที่อาจจะเกิดตามมา ด้วยการปรับปรุงพัฒนา ที่อาจจะถูกมองว่าเป็นผลประโยชน์ที่ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้รับอย่างมากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

 

A. แผนการระยะสั้น: ให้เครื่องมือและการบริการที่
ระบุถึงความต้องการอย่างเร่งด่วน ต่อการปรับปรุงความปลอดภัยของท่าอากาศยานและปรับปรุงแก้ไขสมรรถภาพของการควบคุมการจราจรทางอากาศ เรื่องเหล่านี้คือส่วนที่ถูกเพิกเฉยมาเป็นเวลานานแและเป็นการแสดงให้เห็นถึงพื้นฐาน ด้วยการกำหนดให้สมรรถภาพของท่าอากาศยาน สามารถสนับสนุนกองกำลังของทางฝ่ายสหรัฐอเมริกา, กองทัพไทย และรวมไปถึงสายการบินพาณิชย์ได้ ตัวอย่างของการปรับปรุงในระยะสั้นควรจะรวมไปถึงเรื่องของ:

1) พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกั
บการสอดแนมด้วยเรดาห์ (ASR-10);

2) สมรรถภาพของการใช้ระบบ VOR/DME (สถานีวิทยุเพื่อการนำร่
องของเครื่องบิน โดยการใช้เครื่องมือเรียกว่า VOR หรือ VHF Omnidirectional range และ Distance Measuring Equipment หรือ DME ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวัดระยะทาง – ผู้แปล);

3) รายการเหมารวมเกี่ยวกับเครื่
องมือสำหรับการสื่อสาร ซึ่งรวมกันด้วยคลื่นสัญญาณจากระบบ UHF/VHF;

4) การปรับปรุงสมรรถภาพต่อการดั
บเพลิงและเครื่องบินตกและการกู้ภัย;

5) ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) กับตัวสนามบิน 

 

B. แผนการระยะกลาง: ช่วยพัฒนาพื้นที่ส่วนใหญ่ทางด้
านตะวันออกแถบลานเครื่องบินขึ้นลงของสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งไม่ได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการสร้างให้เป็นจุดสถานที่พักของทางฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อการสนับสนุนการส่งลำเลียงกองกำลังเล็กๆ  โดยใช้บุคลากรของฝ่ายสหรัฐฯ และเครื่องไม้เครื่องมือ เช่นอาจคาดว่า จะต้องนำมาใช้ในการฝึกซ้อมทางการทหารต่างๆ   คุณประโยชน์อันสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายการปฎิบัติการของทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเข้ามาสู่ทางฝั่งตะวันออกนั้น รวมไปถึง:

 

1) การลดการปรากฎตัวของฝ่ายกองกำลั
งของประเทศสหรัฐอเมิรกา;

 2) การลดการรบกวนในการจราจร ระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรื
อนทางการพาณิชย์;

3) สมรรถภาพของตนเองเพื่อจะรับเรื่
องและดำเนินการให้กับบุคลากรฝ่ายทหารของสหรัฐอเมริกา, พัสดุหีบห่อ และ เครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งแยกออกมาจากสายการบินหลักของฝ่ายกองทัพไทยและรวมไปถึงการบินทางพาณิชย์ของประเทศอื่นๆ และสถานที่ด้วย 

 

C. แผนการระยะยาว: ขยายการพัฒนาทางฝั่งตะวันออก รวมไปถึงการสำรวจความเป็นไปได้
ในการเช่าโรงโกดังสินค้าที่สร้างขึ้นมาก่อนแล้ว เพื่อการสนับสนุนการส่งกำลังลำเลียงตามภารกิจที่ใหญ่กว่าสำหรับบุคลากรทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างชั่วคราว (Temporary Duty หรือ TDY) และเพื่อแสดงให้เห็นอย่างเป็นทางการในเรื่องการอยู่ในพื้นที่ของทางฝ่ายทหารตามรากฐานในระยะยาว การพิจารณาถึงเรื่องนี้ควรจะให้การกำหนดจัดตีังนำเอาอุปกรณ์เคลื่อนที่เข้ามาเพื่อการสนับสนุนสมรรถภาพทางฝ่ายพลาธิการที่กว้างใหญ่มากกว่า ซึงรวมไปถึง:

 

1) รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง;

2) เครื่องมือจัดการกับอุปกรณ์ต่
างๆ (MHE หรือ Materials Handling Equipment) เช่น:

    รถยก  10K ที่มีกำลังยกได้ 10 ตัน;
     รถยก 10K ที่สามารถวิ่งไปในพื้นที่มีภูมิ
ประเทศขุขระได้;
      รถยกเครื่องมือเข้าไปจอดแนบกั
บประตูเครื่องบินที่มีกำลังยกได้ 25 ตัน ซึ่งเป็นรถยกรุ่นใหม่ (Next Generation Small Loader หรือ NGSL);
     รถเคลื่อนที่สำหรับเก็
บกระแสไฟฟ้าให้กับเครื่องบิน (Ground Power Unit หรือ  GPU);
    รถเคลื่อนที่ซึ่งสตาร์ทเครื่
องบินด้วยการอัดอากาศ (Air Start Unit หรือ ASU);
     บันไดเคลื่อนที่สำหรับการซ่
อมแซม (aircraft maintenance stands) และ
     รถกวาดพื้นสนามบิน (runway sweeper)

 

7. (สำคัญแต่ไม่ปกปิด) แต่ละอย่างที่กล่าวไว้ในระยะต่
างๆ นั้น ได้เสนอผลประโยชน์อย่างสำคัญให้กับประเทศหุ้นส่วนต่อการพัฒนาและก่อให้เกิดการปรับปรุงสถานที่ตามความจำเป็นเพื่อสนับสนุนภารกิจและส่งลำเลียงกำลังพลของฝ่ายสหรัฐอเมริกาตามภารกิจให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ทางเลือกในการพัฒนาทางด้านตะวันออกสามารถสร้างสมรรถนะเพื่อการขยายตัวหรือสร้างเขตสัญญาให้อยู่กับทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเอง ด้วยการใช้สถานที่ชั่วคราวและเครื่องมืออุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อปฎิบัติการตามข้อกำหนดตามภารกิจที่มีอยู่ ในขณะที่หลีกเลี่ยงต่อการพิพาทอันไม่พึงประสงค์ ในเรื่องการดำเนินการกับทางท่าอากาศยานที่มีอยู่แล้วอย่างโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางฝ่ายการบินพาณิชย์  ทางเลือกนี้ไม่ได้วาดภาพถึงการก่อสร้างสถานที่ถาวร อันใหญ่โตมโหฬารซึ่งกลายเป็นการป่าวประกาศว่า กองกำลังของฝ่ายสหรัฐอเมริกา จะอยู่ในพื้นที่แห่งนี้เป็นเวลาอย่างยาวนาน  อย่างไรก็ตาม มันอาจจะบ่งบอกให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทยและกองทัพไทย ได้รับทราบในการคาดการณ์ถึงความกังวลในเรื่องนี้ด้วย.  อุปฑูต อาร์วีซู บันทึก.

 

------------------------------
--------------------------------------------------------------

 

ความคิดเห็นของผู้แปล:

 

ท่านผู้อ่านก็คงจะสามารถวิ
เคราะห์ได้เองว่า ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาในเรื่องของใคร และเพื่อใคร รวมไปถึงรัฐบาลที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น เราไม่ควรจะไปโทษรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดในการยอมรับหลักการที่สนามบินอู่ตะเภา เพราะเรื่องนี้ มันกลายเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นมามากกว่า 30 ปีแล้ว

 

วิกิลีกค์ฉบับนี้ เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ดังนั้น การสร้างอาคารต่างๆ ทางฝั่งตะวันออกของสนามบิ
นอาจจะเป็นเรื่องที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านต้องไปสำรวจหรือค้นคว้ากันเองนะคะ

 

อย่างไรก็ตามวิกิลีกค์ ไม่ได้ระบุเรื่องนี้เกี่ยวกับ องค์กรนาซ่า ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่
อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

วิกิลีกค์เกี่ยวกับ สนามบินอู่ตะเภา ในภาคที่สอง จะเป็นการแปลเกี่ยวกับการวิ
เคราะห์ในเรื่องการฝึกซ้อมทางการทหาร ซึ่งสนามบินอู่ตะเภามีบทบาทพอสมควร

 

Doungchampa Spencer

บทความแปล: วิกิลีกค์, (2 ส.ค. 2554).....ดวงจำปา

Posted by KwamRak on 06.2011 บทความน่าอ่าน
 บทความแปล: วิกิลีกส์……(2 ส.ค. 2554).....ดวงจำปา

ถึงจะเป็นเรื่องเก่าแก่ ผ่านมาหลายปี เราก็ควรทวนความจำและช่วยกันขบคิด เรื่องดังกล่าวที่อยู่ในคำแปลของ คุณดวงจำปา 
ได้แปลมาเป็นภาษาไทย 
ให้มองถึงชาวต่างชาติเขาได้วิเคราะห์ มองกระแสการเมืองและกลุ่มทหารอย่างไรในช่วงนั้น โดยเน้นพุ่งเป้าไปที่ตัวเคเบิ้ล ลงวันที่ 28 เมษายน 2551 ซึ่ง เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นาย อีริคจอห์น ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า: ทำไมกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเป็นไปอย่างจืดชืดเช่นนี้? ข้อสังเกตุดังกล่าวในความเห็นของเขา
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

มีรายละเอียด บทความแปล: วิกิลีกค์ฝ่ายวัง & กลุ่มรัฐประหาร (2ส.ค. 2554).....ดวงจำปา
จาก-

ที่มา http://www.norporchorla.com/node/1078





บทความแปล: วิกิลีกค์, ฝ่ายวัง & กลุ่มรัฐประหาร (2 ส.ค. 2554).....ดวงจำปา

บทความแปลโดย: ดวงจำปา

ในการเปิดเผยข้อมูลทางวิกีลีกค์ ซึ่งเป็นเรื่องในซีรี่ย์ของ PPT, ในวันนี้ เราก็จะเน้นความสนใจมากับตัวเคเบิ้ล ลงวันที่ 28 เมษายน 2551 ซึ่ง เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นาย อีริค จอห์น ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า: ทำไมกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเป็นไปอย่างจืดชืดเช่นนี้? ข้อสังเกตุดังกล่าวในความเห็นของเขา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก:

“3. วรรค ซี. ผู้นำในกลุ่มกระทำการรัฐประหารนั้น ล้วนได้ประโยชน์จากการที่ทางฝ่ายวังได้เผยให้เห็นถึงการรับรองในการกระทำอันนั้น. กษัตริย์ภูมิพลเองก็ส่งสัญญาณให้เห็นทางสาธารณะแล้วว่า พระองค์ทรงได้ยินยอมพร้อมใจ (ถึงแม้ว่า ไม่ถึงกับสนับสนุน) เมื่อพระองค์ได้ทรงอนุญาติให้ (พลเอก) สนธิ (บุญยรัตกลิน) และคณะผู้ก่อการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้เข้าเฝ้าพระองค์ในคืนวันก่อการรัฐประหาร เหมือนกับกลุ่มผู้ก่อการรุ่นก่อนๆ, หัวหน้าคณะรัฐประหารของปี พ.ศ. 2549 ได้แสดงภาพพจน์ของพวกเขาเองว่า ได้ถูกบังคับให้กระทำการเหล่านี้เพื่อปกป้องตัวพระมหากษัตริย์ ต้องการเน้นให้พระองค์ทรงเห็นความจงรักภักดี เมื่อกลุ่มของพวกเขาได้ ตั้งชื่อ คณะก่อการว่า (แปลอย่างคร่าวๆ) ว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) และ ได้รับการอนุญาติอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ในรูปแบบของ พระราชโองการ แต่งตั้งให้ สนธิ เป็นหัวหน้าของ คปค. เราเชื่อได้ว่า นี่คือสัญญาณที่ฝ่ายวังได้สนับสนุน – หรือ, อย่างน้อยที่สุด, ได้ยอมรับการกระทำนั้น –ซึ่งทำให้มีบทบาทอันสำคัญในการ เสริมสร้างให้ประชาชนทั่วไป ยอมรับในเรื่องการกระทำรัฐประหารครั้งนี้, ถึงแม้ว่า ตัวปัจจัยสำคัญอื่นๆ รวมไปถึง ความขุ่นข้องหมองใจที่แผ่กระจายออกไปในเรื่องวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และ ศรัทธาต่อคำสัญญาของบุคคลในคณะรัฐประหารว่า จะให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อีกประมาณหนึ่งปีข้างหน้า.”

ที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูตและเจ้าหน้าที่ในสถานฑูตเอง ก็ไม่ใช่ว่า สามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเสมอไป

ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม, เคเบิ้ลอีกหลายชิ้นที่เราได้เห็นมา ก็บ่งบอกถึง ความสำคัญในส่วนที่ "รั่ว" ออกมานั้นว่า มันอยู่ที่การเปิดโปงในเรื่องของความเชื่อและทัศนคติ (ของตัวบุคคลที่เขียน นั่นก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูต และเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตเอง - ผู้แปล) ที่ได้กล่าวตามการอ้างอิงข้างบนนั้น, เราจะเห็นว่า ตัวเอกอัครราชฑูต จอห์นเอง – และ น่าจะรวมไปถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในสถานฑูตด้วย - _ มีความรู้สึกว่า บทบาทของทางฝ่ายวังนั้น มีนัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการลดบทบาทของการต่อต้านการกระทำรัฐประหาร . เป็นที่แน่นอนที่สุดว่า, ในปัจจุบันนี้ ฐานะสภาพต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, และตัวฝ่ายวังเองก็ได้สูญเสียศรัทธาและความน่าเชื่อถือไปมากจากการที่มีส่วนเข้ามาร่วมในบทบาททางการเมือง

ความเห็นของผู้แปล:

บทความในซีรี่ย์ที่ดิฉันกำลังแปลอยู่นี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่านทุกๆ ท่าน เพราะมันเป็นความคิดเห็นของตัวบุคคล ที่อยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ตัวผู้เขียนใช้ ความเชื่อของตนเอง (subjective) ว่าอะไรควรที่จะรายงาน และ อะไรที่ไม่สมควร

บทความเหล่านี้ ดิฉันจะพยายามแปลมาลงใน Internet Freedom เมื่อมีเวลา เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำมาขบคิดกัน

ซีรี่ย์ที่แปลนี้ จะขี้นต้นด้วยคำว่า "บทความแปล: วิกิลีกค์...." จะมีวงเล็บต่อท้ายว่า แปลเมื่อไร เพราะบทความจะได้เก็บรวมกันได้ค่ะ

ขอบคุณ

ดวงจำปา

http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=4301

วิกิลีคส์:ฑูตอเมริกาชี้ปมต้านรัฐประหาร19กันยาชืด

Posted by KwamRak on 06.2011 บทความน่าอ่าน
 

แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา Internet Freedom 

ในการเปิดเผยข้อมูลทางวิกีลีกค์ ซึ่งเป็นเรื่องในซีรี่ย์ของ PPT, ในวันนี้ เราก็จะเน้นความสนใจมากับตัวเคเบิ้ล ลงวันที่ 28 เมษายน 2551 ซึ่ง เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นาย อีริค จอห์น ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า: ทำไมกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเป็นไปอย่างจืดชืดเช่นนี้? 

ข้อสังเกตดังกล่าวในความเห็นของเขา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก:

“3. วรรค ซี. ผู้นำในกลุ่มกระทำการรัฐประหารนั้น ล้วนได้ประโยชน์จากการที่ทางฝ่าย[เซ็นเซอร์]ได้เผยให้เห็นถึงการรับรองในการกระทำอันนั้น. 

[เซ็นเซอร์]เองก็ส่งสัญญาณให้เห็นทางสาธารณะแล้วว่า ได้ยินยอมพร้อมใจ (ถึงแม้ว่า ไม่ถึงกับสนับสนุน) เมื่อได้อนุญาตให้ (พลเอก) สนธิ (บุญยรัตกลิน) และคณะผู้ก่อการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในคืนวันก่อการรัฐประหาร เหมือนกับกลุ่มผู้ก่อการรุ่นก่อนๆ

หัวหน้าคณะรัฐประหารของปี พ.ศ. 2549 ได้แสดงภาพพจน์ของพวกเขาเองว่า ได้ถูกบังคับให้กระทำการเหล่านี้เพื่อปกป้องตัวพระมหากษัตริย์ ต้องการเน้นให้พระองค์ทรงเห็นความจงรักภักดี เมื่อกลุ่มของพวกเขาได้ ตั้งชื่อ คณะก่อการว่า (แปลอย่างคร่าวๆ) ว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) และ ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก[ซ็นเซอร์] ในรูปแบบของการ แต่งตั้งให้ สนธิ เป็นหัวหน้าของ คปค. 

เราเชื่อได้ว่า นี่คือสัญญาณที่ฝ่าย[เซ็นเซอร์]ได้สนับสนุน – หรือ, อย่างน้อยที่สุด, ได้ยอมรับการกระทำนั้น –ซึ่งทำให้มีบทบาทอันสำคัญในการ เสริมสร้างให้ประชาชนทั่วไป ยอมรับในเรื่องการกระทำรัฐประหารครั้งนี้, ถึงแม้ว่า ตัวปัจจัยสำคัญอื่นๆ รวมไปถึง ความขุ่นข้องหมองใจที่แผ่กระจายออกไปในเรื่องวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และ ศรัทธาต่อคำสัญญาของบุคคลในคณะรัฐประหารว่า จะให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อีกประมาณหนึ่งปีข้างหน้า.”

ที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูตและเจ้าหน้าที่ในสถานฑูตเอง ก็ไม่ใช่ว่า สามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเสมอไป

ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม, เคเบิ้ลอีกหลายชิ้นที่เราได้เห็นมา ก็บ่งบอกถึง ความสำคัญในส่วนที่ "รั่ว" ออกมานั้นว่า มันอยู่ที่การเปิดโปงในเรื่องของความเชื่อและทัศนคติ (ของตัวบุคคลที่เขียน นั่นก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูต และเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตเอง - ผู้แปล) ที่ได้กล่าวตามการอ้างอิงข้างบนนั้น, เราจะเห็นว่า ตัวเอกอัครราชฑูต จอห์นเอง – และ น่าจะรวมไปถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในสถานฑูตด้วย - มีความรู้สึกว่า บทบาทของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)นั้น มีนัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการลดบทบาทของการต่อต้านการกระทำรัฐประหาร . 

เป็นที่แน่นอนที่สุดว่า, ในปัจจุบันนี้ ฐานะสภาพต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, และตัวฝ่าย[เซ็นเซอร์]เองก็ได้สูญเสียศรัทธาและความน่าเชื่อถือไปมากจากการที่มีส่วนเข้ามาร่วมในบทบาททางการเมือง

หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางคำที่ละเอียดอ่อน
http://thaienews.blogspot.com/2011/08/19.html




วิกิลีคส์:ท่าทีสหรัฐฯต่อมาตรา112และผลที่ตามมา

แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา Internet Freedom

ในซีรี่ย์ของการเปิดโปงข้อมูลจาก เคเบิ้ลในวิกิลีกค์, ในวันนี้ เราจะเน้นความสนใจไปยัง เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ ลงวันที่ 3 มีนาคม 2552, ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบอย่างค่อนข้างสุภาพในรายงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของปี 2551 ที่รายงานออกมาจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา. กระทรวงการต่างประเทศของไทย, ซึ่งดำเนินการโดย นายกษิตย์ ภิรมย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลือง, พูดจาอย่างโผงผางและบางครั้งก็ปราศจากเหตุผล, ได้เกินเลยไปถึงการเขียนข้ออ้างเป็นลายลักษณ์อักษร /คำชี้แจง. ซึ่งเวปไชค์ของ PPT ได้นำมาทบทวนให้เห็นดังกล่าวนี้:

ความเห็นของประเทศไทย ในเรื่องรายงานสิทธิมนุษยชน ซึ่งพิมพ์โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2551

- เรามีความผิดหวังอย่างมาก ในรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รายงานเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย

- รายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง เกี่ยวกับความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องของกฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการนำเข้ามาใช้, ตั้งแต่มันยังมีบทบัญญัติทั่วไป เกี่ยวกับการหมิ่นทำให้เสียชื่อเสียงและการสบประมาทต่อตัวบุคคล

- แท้จริงแล้ว เหตุผลของการใช้กฎหมายนี้เป็นเรื่องที่ง่าย. การที่มีกฎหมายนี้อยู่ ก็เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศไทย เพราะว่า ภายใต้รัฐธรรมนูยของประเทศไทยนั้น, สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักอันหนึ่งของประเทศไทย. ดังนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ จะอยู่เหนือการเมืองทั้งสิ้น. รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้พวกเขา สามารถให้ความเห็นหรือลงมือกระทำการเพื่อปกป้องตัวเองได้. ดังนั้น, ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับ กฎหมายในเรื่องของการดูหมิ่นสถาบันศาลยุติธรรม. สถาบันเหล่านี้ ต้องคงอยู่เหนือความขัดแย้ง และ ไม่สมควรที่จะถูกกดึงเข้ามารวมอยู่ด้วยกัน

- ประเทศไทยส่งเสริมสนับสนุนสิทธิของประชาชนในเรื่องเสรีภาพทางการพูดและการแสดงความคิดเห็น; สิทธิเช่นนี้ ได้รับรองอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเหนี่ยวรั้งสิทธิดังกล่าวหรือการนำไปใช้อย่างถูกต้องตามเสรีภาพทางวิชาการ รวมไปถึงการอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในด้านการศึกษา ทุกกรณีที่ได้กล่าวมาในรายงาน, รวมไปถึงกรณีของ คุณใจ อึ้งภากรณ์จะอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมายและอาจจะมีการพิสูจน์จากหลักฐานเพิ่มเติมและจากข้อเท็จจริง

- การกำหนดให้ประชาชนไทย ตระหนักในคุณค่าของความจงรักภักดี ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาในรัชกาลของพระองค์นั้น, จะเห็นได้ว่า พสกนิกรชาวไทยส่วนใหญ่ แสดงความเคารพบูชาและปกป้องพระองค์อย่างสูงส่ง, ดังนั้น พวกเขาจะมีความอดกลั้นต่ำมากกับผู้ต้องสงสัยว่า บุคคลใดได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ. ที่กล่าวไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าทางวัฒนธรรมหรือทางสังคม ที่ได้เปลี่ยนรูปร่างทางความคิดและทัศนคติของประชาชนไทยในเรื่องของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นสถาบันหลักของประเทศชาติ.

- เนื่องจากประเทศของเราทั้งสอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาอย่างยาวนาน มากกว่า 175 ปี, ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับของประชาชนจากประเทศหนึ่งไปสู่ประชาชนอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น ความไม่รู้สึกนึกคิดในรายงานฉบับนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับความรู้สึกของประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เราได้ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเรา

- เราขอเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาชี้แจงและแก้ไขอย่างถูกต้อง ในเรื่องความผิดพลาดในรายงานฉบับนี้ เพื่อที่จะป้องกันการตีความอย่างผิดๆ ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป, ซึ่งประชาชนไทยนั้น พวกเขาได้ยึดถือปฎิบัติอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา.
********

ในเคเบิ้ลฉบับต่อมาที่เกี่ยวข้องกัน, เอกอัครราชฑูต จอห์น ได้กล่าวดังนี้ : “รัฐบาลไทยยังคงอ้างถึงความละเอียดอ่อนต่อลักษณะที่ชาวต่างชาติมีต่อ การดำเนินการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เป็นการจำกัด เสรีภาพในทางการพูด, ตามที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศได้ร้องเรียน เกี่ยวกับ เนื้อหาที่ครอบคลุมในรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในเรื่องของ การปฎิบัติในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ได้แสดงให้เห็น (ตาม บทอ้างอิง ส่วน A) รัฐบาลไทย ไม่น่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีของตนเอง เนื่องจากมีการวิพากษ์ วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งข้อแนะนำที่มีเจตนารมณ์ที่ดีจากต่างประเทศ. เราไม่ขอแนะนำให้ทางรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความคิดเห็นอย่างสาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องการใช้กฎหมายฉบับนี้ หรือ การใช้ต่อกรณีของบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะแสดงให้เห็นถึงความกังวลให้ทราบโดยต่อไป ด้วยการสื่อสารแบบส่วนตัว และรวมไปถึงเนื้อหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายงานประจำปีของสิทธิมนุษยชน

การตอบ (โดย เอกอัครราชฑูต อีริค จอห์น - ผู้แปล) อย่าง "ยอมคุกเข่า"ให้ ก็แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงทำตัวเหมือน “หูหนวกตาบอด” อยู่ร่ำไป ในเรื่องของ การช่วยกดดันระงับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองและ นี่กระมัง จึงดูเสมือนว่า ไม่มีใครสามารถที่จะหานักโทษทางการเมืองได้สักคนเดียวในทั้งประเทศไทย. ณ จุดนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความหมดหวังที่พังครืนลงมา กับอำนาจของระบบเดิมๆ และการละทิ้งหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเรื่องของสิทธิมนุษยชน

ตามที่กล่าวไว้, พวกที่ปล่อยข่าวจากเคเบิ้ลนี้ออกมา ก็ควรที่จะตื่นตกใจเสียหน่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้, เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถูกตัดออกไปหมด. เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งจาก เวปไซต์ที่กล่าวเสมอว่า “มันเป็นสิทธิของท่าน ที่จะได้ทราบถึงข้อเท็จจริง”.. มันหายไปกับเคเบิ้ลฉบับนี้เสียแล้ว....



ความเห็นของผู้แปล:

* ตามความเห็นของ Political Prisoners in Thailand ได้กล่าวว่า ตัวเนื้อหาในเคเบิ้ล ได้ถูกตัดหรือเซ็นเซอร์ออกไปพอสมควร คิดว่า น่าจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์กว่านี้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้อ่าน เนื้อหาบางส่วนแล้ว

* ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กระทำการ เสมือน "หูทวนลม" ในเรื่องของการที่รัฐบาลไทย นำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาใช้อย่างพร่ำเพื่อ ทั้งๆ ที่รายงานเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2551 ได้กล่าวไว้ อย่างถูกต้อง แต่เพราะเหตุผลทางการเมือง ทำให้ เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้น ตัดสินใจ ขอร้องไม่ให้นำเรื่องเหล่านี้ มากล่าวหรือให้ความเห็นทางสาธารณะ เนื่องจาก อาจจะเกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนทางการเมือง

* เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา มีนโยบายอย่างนั้น การกระทำของฝ่ายเสื้อแดงในปีต่อมา คือ ปี 2552 และ 2553 ก็เสมือนกับเป็นการเปิดไฟเขียว ให้กับ กลุ่มอำมาตย์ไทย เพราะ ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่ดูลู่ทางก่อน ทางรัฐบาลไทยก็ทราบว่า ถ้าเอาเรื่องการหมิ่นและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเหตุให้กระทำการปราบปรามผู้ชุมนุม ก็เกิดความชอบธรรมได้ 

* เคเบิ้ลฉบับนี้ (3 มีนาคม 2552) ได้ถูกส่งก่อนที่จะมีการสังหารประชาชนในวันสงกรานต์เลือด (13 เมษายน 2552) ประมาณ 5-6 สัปดาห์เท่านั้นเอง ส่วนฉบับที่เกี่ยวข้องกันนั้น ลงวันที่ 10 มีนาคม 2552

* เราจึงเห็นข้ออ้างของกลุ่มทหารที่เข้ามาปราบประชาชนว่า เป็นผู้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเขารู้ว่า ทางสหรัฐอเมริกา จะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องเหล่านี้

* การแก้ปัญหา ก็คือ การให้ความรู้กับบุคคลระดับสูงของสหรัฐอเมริกาว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในปี 2552 นั้น ทางฝ่ายเสื้อแดง ไม่มีนักวิชาการ หรือ บุคคลใดๆ ที่สนับสนุนในการให้ข่าวหรือตอบโต้ข่าวเป็นภาษาอังกฤษเลย (นอกจาก อาจารย์ใจ) ดังนั้น ทางทั่วมุมโลก ก็ดูไม่ออก เพราะฟังข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษอยู่จากฝ่ายอำมาตย์ และทางสื่อชั่วๆ อยู่เพียงกลุ่มเดียว

* ขณะนี้ ได้มีองค์กรของฝ่ายเสื้อแดง ประชาธิปไตย ได้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด รวมไปถึงเวปไชต์อย่าง Internetfreedom.us นี้ กับองค์กร Thai National Coalition Movement TNCM พร้อมกับการประสานงาน ทั้งบนดิน, ใต้ดิน, Social Networking เช่น Facebook, Twitter และอีกหลายๆ วิถีทาง ทำให้การปฎิบัติการภายในปีที่ผ่านมา ผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นขึ้น ดิฉันเองคิดว่า ทางฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา น่าจะได้ทำการทบทวนนโยบายที่มีต่อประเทศไทยเรียบร้อย 

* เรื่องการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราถึงเพิ่งจะเห็น การรณรงค์ และ แผ่นป้ายต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศ เมื่อปี 2553 เท่านั้นเอง เนื่องจากต้องการให้นักข่าวต่างชาติทราบว่า อะไรเป็นอะไร ฝ่ายเสื้อแดง มีจุดอ่อนมากในเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากว่า จำนวนนักวิชาการที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน มีเป็นจำนวนน้อยกว่า

* ในการต่อสู้ เมื่อปีที่ผ่านมา การใช้ภาษาต่างชาติ เริ่มทำให้ประชากรโลกเขาเข้าใจว่า เราเสื้อแดง กำลังต่อสู้อยู่กับอะไร เราถึงเริ่มเห็นการสนับสนุน และ การกดดันรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน มากยี่งขี้น เราเริ่มมีการปฎิบัติการในทางรุก เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน จะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตย์กำลังจนมุม ทีละนิดๆ 

* ฝ่ายประชาธิปไตย เป็นต่อในเรื่องเวลา ถึงแม้ว่า ฝ่ายอำมาตย์มีอาวุธต่างๆ ก็จริง แต่รอบนี้ ดิฉันคิดว่า จะไม่เหมือนรอบที่แล้วแน่ๆ ค่ะ เมื่อดูจากบรรยากาศทางการเมืองของทางต่างประเทศ ที่มีต่อกลุ่มฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายทหาร...
http://thaienews.blogspot.com/2011/08/112.html








วิกีลีกส์’1: อ้างปลัด ยธ. ในหลวงทรงขอให้อภิสิทธิ์ทบทวนการใช้ ม.112

Posted by KwamRak on 23.2011 บทความน่าอ่าน
 

วิกีลีกส์’1: อ้างปลัด ยธ. ในหลวงทรงขอให้อภิสิทธิ์ทบทวนการใช้ ม.112

เว็บไซต์ไทยเคเบิล เผยแพร่เอกสารลับทางการทูตของสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังรัฐประหารเป็นต้นมา โดยมีเนื้อหาการพบปะและพูดคุยกับบุคคลระดับนำ ทั้งฝ่ายราชสำนัก ข้าราชการระดับสูง นายทหาร และผู้นำรัฐบาล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น การล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช บทบาทของราชสำนักต่อการเมือง และการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ดังกล่าว เผยแพร่เอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้นจำนวนหลายสิบชิ้นต่อเนื่องกันตลอดช่วงเช้าของวันนี้ (23 มิ.ย.) โดยมีคำอธิบายที่หน้าแรกของเว็บว่า เอกสารที่หลุดมาจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยมีทั้งสิ้นราว 3,000 ชิ้น และเชิญชวนให้เว็บไซต์ต่างๆ นำไปเผยแพร่ต่อ ทั้งนี้ มีข้อความเจาะจงถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศว่า “นี่คือคำเตือน เมื่อใดก็ตามที่คุณบล็อกเว็บไทยเคเบิ้ล เราจะเปิดใหม่ทันทีอีก 3 เว็บ”

 

000

 

10BANGKOK287 KING BHUMIBOL RESUMES A MORE VISIBLE ROLE – IN HIS HOSPITAL RECEPTION ROOM

http://thaicables.wordpress.com/2011/06/23/10bangkok287-king-bhumibol-resumes-a-more-visible-role-%E2%80%93-in-his-hospital-reception-room/

“246944″,”2/3/2010 10:47″,”10BANGKOK287″,”Embassy

 

KING BHUMIBOL กลับมาดำเนินบทบาทที่ชัดเจนขึ้น จากห้องพักในโรงพยาบาล

วิกิลีกส์หมายเลข 10BANGKOK287 วันที่ 2 มีนาคม 2553 เวลา 10:47

 

ข้อสรุปและความคิดเห็น

——————-

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (หมายเหตุ: ต้นฉบับใช้คำว่า ‘KING BHUMIBOL’) ได้เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณสามครั้ง ณ โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่กลางเดือนมกราคม และพระราชทานพระบรมราโชวาทต่อคณะรัฐมนตรีและคณะผู้พิพากษาในที่สาธารณะ และต่อนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

นอกจากการถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐมนตรีใหม่จำนวน 5 คน ในวันที่ 18 มกราคม (อ้างอิง A) พระองค์ยังเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะผู้พิพากษาอีกสองกลุ่มในวันที่ 25 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ และพระราชทานพระราชดำรัสสด ซึ่งในส่วนหลังได้ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ทั้งสองครั้ง

ในโอกาสสองครั้งดังกล่าว พระองค์ตรัสค่อนข้างยาว (10 นาที) เท่าๆ กัน ในลักษณะที่กำกวมตามปรกติ และยากในการทำความเข้าใจ ซึ่งเป็นลักษณะที่รู้กันโดยทั่วไป

ในวันที่ 18 มกราคม ในการเข้าเฝ้าอย่างเป็นส่วนตัวกับนายกฯ อภิสิทธิ์ พระองค์ได้ตั้งใจพูดคุยถึงความกังวลต่อการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และให้นายกฯ อภิสิทธิ์ดำเนินการแก้ไข หลังจากให้มีการทบทวนขั้นตอนและกระบวนการในปัจจุบัน (เกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว)

ถึงแม้ว่าจะมีตัวบ่งชี้ว่าพระองค์ทรงกระฉับกระเฉงมากขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังทรงได้รับการรักษาพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ที่ซึ่งทรงพำนักอยู่มาตั้งแต่เดือนกันยายน

2. (ความคิดเห็น) นอกจากพระวรกายดีขึ้นแล้ว การพบปะกับบุคคลในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงได้ฟื้นฟูทางจิตใจ หลังจากมีข่าวลือว่าทรงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า นอกเหนือไปจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น พาร์กินสัน และโรคปอดบวม

ความสามารถในการพระราชทานพระราชดำรัสต่อรัฐมนตรีและผู้พิพากษา เป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างมากกับการพระราชทานพระราชดำรัสด้วยความยากลำบาก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม เนื่องในวันพระราชสมภพ และวันปีใหม่ โดยเฉพาะการพูดคุยเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับอภิสิทธิ์ ดูเหมือนจะบ่งชี้ว่าพระองค์รับทราบถึงการถกเถียงที่กว้างขวางเกี่ยวกับบทบาทของกษัตริย์ในปัจจุบันและในอนาคต

คำถามที่ยังคงอยู่คือ ทำไมพระองค์ยังทรงรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เหตุผลที่ว่าต้องการให้พระองค์มีพระวรกายและพระพลานามัยแข็งแรงขึ้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในวัง หรือที่กรุงเทพฯ หรือที่พักที่พระองค์โปรดปรานที่หัวหินก็ได้

บางคนอาจจะคิดว่ามีเหตุผลอื่น แต่จะเป็นอะไรก็ยังไม่ชัดเจน (จบการสรุปและความคิดเห็น)

 

การสาบานตนของรัฐมนตรีใหม่

——————————–

3. สมาชิกคณะรัฐมนตรีใหม่จำนวน 5 คน เดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ 18 มกราคม ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวฯ (อ้างอิง A) หลังจากการสาบานตนอย่างเป็นทางการแล้ว พระองค์มีพระราชดำรัสต่อคณะถึงการยืนหยัดต่อหลักการความซื่อตรง ทรงขอให้คณะดังกล่าวรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ในจิตใจเมื่อทำงาน และเน้นย้ำความสำคัญของความซื่อสัตย์ และศักดิ์ศรีในทุกขั้นตอน

พระองค์เน้นย้ำว่า ในฐานะบุคคลสาธารณะ การทำงานของรัฐมนตรีจะเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด และถือเป็นแบบอย่างของการประพฤติที่เหมาะสม ในการกล่าวสรุป พระองค์กล่าวว่า หากรัฐมนตรีทำงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสาธารณชน ก็จะช่วยให้เกิดความสงบสันติและความก้าวหน้ามาสู่ประเทศไทย

 

คำกระซิบ (WHISPERS)สำหรับอภิสิทธิ์

————————–

 

4. หลังจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐมนตรีสิ้นสุดลง พระองค์ได้ขอให้อภิสิทธิ์อยู่ต่อเพื่อการพูดคุยสองต่อสอง ยาวหนึ่งชั่วโมง โดยเน้นที่การใช้ข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ข้อมูลดังกล่าวมาจากผู้ที่ไว้ใจได้และติดต่อกับสถานทูตมาอย่างนาวนาน ซึ่งได้ยินมาจากบุคคลซึ่งอภิสิทธิ์มักเล่าสรุปหลังจากได้เข้าเฝ้ากษัตริย์อยู่เสมอๆ คือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์, กิตติพงษ์มีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการที่อภิสิทธิ์ก่อตั้งขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน 2552 เพื่อทบทวนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากข้อมูลของกิตติพงษ์ พระองค์บอกอภิสิทธิ์ว่า เขาต้องทบทวนการใช้กฎหมายเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ

การทบทวนดังกล่าวต้องทำอย่างระมัดระวัง พระองค์น่าจะได้กล่าวต่ออภิสิทธิ์ แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ คงจะกระทบบุคคลหลักๆ หนึ่งคน คือตัวพระองค์เอง มีรายงานว่า พระองค์ยังทรงเตือนอภิสิทธิ์ด้วยว่า ในฐานะพระมหากษัตริย์ พระองค์มีพระราชอำนาจในการให้อภัยโทษใครก็ได้ที่ถูกตัดสินด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพ

5. บันทึก: ในพระราชดำรัสเนื่องในวันพระราชสมภพซึ่งเผยแพร่แก่สาธารณะเนื่องในวันพระราชสมภพ พ.ศ. 2548 ตรัสชัดเจนว่า ไม่ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ และที่จริงแล้วก็ทรงยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย ความคิดเห็นในตอนนั้นและตอนนี้ของพระองค์เป็นตัวชี้ให้เห็นว่า ทรงเข้าใจว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพถูกใช้ในลักษณะที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลง และไม่ได้ปกป้องสถาบันกษัตริย์

พระองค์ทรงมีรายชื่อของคนที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ขณะนี้ยังมีกรณีของคนไทยสองคนที่เพิ่งถูกตัดสินไปเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ฎีกาขออภัยโทษยังไม่ได้ถูกทูลเกล้าฯ ให้พระองค์ ซึ่งสองกรณีดังกล่าวระบุอยู่ในรายงานสิทธิมนุษยชนปี2551 และ 2552

 

การให้โอวาทแก่ผู้พิพากษา

————————- 

6. หนึ่งสัปดาห์ถัดมา พระองค์เป็นประธานในพิธีสาบานตนเมื่อวันที่ 25 มกราคม สำหรับผู้พิพากษาศาลสูงสูดด้วยน้ำเสียงที่สม่ำเสมอ ถึงแม้จะดังกว่าการกระซิบเพียงเล็กน้อย อันเป็นผลจากความเจ็บป่วย พระองค์แนะนำต่อผู้พิพากษาให้ยึดถือหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาในการทำงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่พระองค์มักตรัสมาอย่างสม่ำเสมอ ทรงเน้นให้ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และเป็นกลาง ซึ่งเป็นความยุติธรรมในแง่ของพุทธศาสนาในเรื่องความดีงาม โดยเน้นเรื่องความเป็นกลางเป็นพิเศษ

7. ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พระองค์ได้พบกับคณะผู้พิพากษาสูงสุดอีกกลุ่มหนึ่ง และเช่นเดียวกันก็ได้พระราชทานพระราชดำรัสสดในหัวข้อเดียวกัน พระองค์ทรงย้ำให้ผู้พิพากษาทำงานด้วยความยุติธรรมและความถูกต้อง เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของศาล และเพื่อให้ดำรงไว้ซึ่งความสงบของชาติบ้านเมือง ความเจริญรุ่งเรืองและความเรียบร้อย มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “ถึงแม้โจรก็ยังต้องการความยุติธรรม” ทรงจบพระราชดำรัสโดยแสดงความยินดีในโอกาสที่จะได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบอย่างมากและยาวนานต่อชีวิตคนอื่นๆ

8. ข้อความของพระองค์ต่อคณะผู้พิพากษาทั้งสองคณะ คงเป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนที่เคยได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ก่อนหน้านี้ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับหลักการพุทธศาสนา มีลักษณะคลุมเครือ หากแต่ก็ดูเหมือนจะเข้ากับสถานการณ์การเมืองของไทยได้ในหลายแง่ กล่าวอีกทางก็คือ การที่กษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อรัฐมนตรี ผู้พิพากษา และประชาชนมาหลายสิบปี –ความจริงข้อนี้ ถ้าคำนึงถึงการเข้ารักษาพยาบาลของพระองค์ที่นานต่อเนื่อง และความกังวลเรื่องปลายรัชกาล ทำให้สองเหตุการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก และพระราชดำรัสดังกล่าวที่เน้นให้ผู้พิพากษาทำงานให้ดีตามหน้าที่ ซึ่งตรัสก่อนการตัดสินคดีการยึดทรัพย์ของผู้หลบหนีคดี อย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่กี่สัปดาห์ จะมีนัยยะอะไรสำคัญที่ลึกไปกว่านั้นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยังคงต้องพิจารณาและประเมินต่อไป

จอห์น


http://prachatai.com/journal/2011/06/35634

วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

Posted by KwamRak on 22.2010 บทความน่าอ่าน
 

วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

รายงานลับทางการทูตที่รั่วไหลออกมาผ่านทางวิกิลีกส์เปิดโปงให้รู้ว่า สหรัฐอเมริกาเห็นชอบกับการรัฐประหารของกองทัพ ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงแม้หน้าฉากที่แสดงออกต่อสาธารณะนั้น สหรัฐฯ จะทำเหมือนวางระยะห่างจากการยึดอำนาจก็ตาม รายงานลับทางการทูตเผยให้เห็นพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในการดำเนินการทางการทูตแบบเร้นลับหลังฉาก

เอกสารเหล่านี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x โดยมีการปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการอย่างไรกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสกัดกั้นการเผยแพร่ของข้อมูล เมื่อวานนี้ บทความบทหนึ่งบนเว็บไซท์ของ บางกอกโพสต์ ถูกถอดออกหลังจากนำขึ้นเผยแพร่ได้ไม่กี่ชั่วโมง รายงานลับทางการทูตทำลายความเชื่อที่มีมานมนานว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

รายงานลับทางการทูตจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 บันทึกการสนทนาระหว่างนายราล์ฟ แอล. บอยซ์ กับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งสองพบกัน “เป็นการส่วนตัว” หลังจากกองทหารและรถถังเพิ่งเคลื่อนเข้ายึดเมืองหลวงและล้มรัฐบาลทักษิณในบ่ายวันที่ 19 กันยายน

บอยซ์ถามว่า นอกจากผู้นำคณะรัฐประหารแล้ว มีใครอีกบ้างที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เมื่อคืนนี้” สนธิตอบว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำตนและนายทหารคนอื่น ๆ เข้าไปในพระราชวัง ในรายงานทางการทูตของบอยซ์ระบุว่า พลเอกสนธิได้กล่าวว่า “x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x เขาไม่ได้ให้รายละเอียดนอกเหนือจากนี้” x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

ความแตกแยกอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองไทย กลุ่มธุรกิจและการเมืองดั้งเดิมที่รวมศูนย์อยู่รอบสถาบันกษัตริย์ กองทัพและกลไกรัฐ ต่างหันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจระดับพันล้าน ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาก่อนหน้านี้ที่ว่า จะปกป้องธุรกิจไทยจากมาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย พ.ศ. 2540-2541

กลุ่มธุรกิจที่เกิดความสั่นคลอนจากนโยบายของทักษิณ ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเพื่อโค่นล้มรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ แสร้งวางตัวเป็นเสียงคัดค้านการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของทักษิณ โดยจัดระดมมวลชน “เสื้อเหลือง” ประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามารัฐประหาร

รายงานลับที่รั่วไหลออกมาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุชทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการรัฐประหารมาตั้งแต่ช่วงเตรียมการและให้ความเห็นชอบเป็นนัยๆ ส่วนการแสดงออกต่อสาธารณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดง “ความกังวล” นั้น เป็นเรื่องที่มีการตกลงกับผู้นำรัฐประหารล่วงหน้าก่อน

บอยซ์เขียนว่า “เมื่อกล่าวถึงปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผมเตือนเขา [สนธิ] ถึงการสนทนาของเราเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เมื่อผมบอกเขาว่า ปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ย่อมส่งผลให้มีการระงับโครงการความช่วยเหลือในทันที.....ผมบอกเขาว่า เขาต้องคาดหมายไว้ว่าเราจะประกาศมาตรการแบบนั้นออกมาโดยเร็ว เขาก็เข้าใจดี” บอยซ์เขียนต่อไปว่า “ผมเสริมต่อว่า การฟื้นฟูความช่วยเหลือต่าง ๆ จะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาดำรงตำแหน่ง”

ก่อนเข้าพบทูตสหรัฐฯ พลเอกสนธิได้ประกาศแล้วว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวและแต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนภายในสองสัปดาห์ แน่นอน รัฐบาล “พลเรือน” ที่วางไว้ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าฉากบังหน้าให้กองทัพ กระนั้นก็ตาม บอยซ์แสดงความคิดเห็นในเชิงชมเชยว่า นี่คือ “ตัวอย่างที่ดี”

ทำเนียบขาวของรัฐบาลบุชระงับความช่วยเหลือทางการทหารและการซ้อมรบร่วมกับประเทศไทยเพื่อแสดง “ความกังวล” แต่ไม่นานก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์ตามปรกติกับกองทัพไทย รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งในปลาย พ.ศ. 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย พรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ถึงแม้วอชิงตันจะชื่นชมผลการเลือกตั้งว่าเป็น “การกลับไปสู่ประชาธิปไตย” แต่รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ มุ่งหวัง

เมื่อไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณ สถาบันอำนาจเก่าจึงร่วมมือกันรณรงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล การประท้วงของพันธมิตรฯ กลับมาอย่างรวดเร็ว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยข้ออ้างขี้ปะติ๋วว่า เขาละเมิดกฎหมายด้วยการออกรายการทำอาหารทางทีวี

จากรายงานทางการทูตที่รั่วไหลออกมาอีกฉบับหนึ่ง นายสมัครกล่าวแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายเอริก จอห์น ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 ว่า x x x x x x x x “มีส่วนรู้เห็นกับการรัฐประหาร 2549 รวมทั้งความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดจากการประท้วงของพันธมิตรฯ ด้วย” ในตอนนั้น พันธมิตรฯ ยังดำเนินการประท้วงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อบีบให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงจากตำแหน่ง แต่สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณะในเรื่องนี้

บันทึกความจำของสหรัฐฯ อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ยืนยันว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x นี่เป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาไม่แสดงท่าทีคัดค้านใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลวงใน

อีกเพียงหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสองแห่งในกรุงเทพฯ ช่วยสร้างเงื่อนไขความปั่นป่วนวุ่นวาย พร้อม ๆ กับศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหาที่ปั้นแต่งขึ้นมาว่าโกงการเลือกตั้ง จากนั้นกองทัพก็เกลี้ยกล่อมพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ให้จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์และก่อตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา

รายงานทางการทูตยืนยันเรื่องที่เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้ว กล่าวคือ การที่สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาผ่อนปรนต่อการรัฐประหาร 2549 เป็นการเดินตามแนวทางที่ชี้นำจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เอง สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์ยาวนานกับกองทัพไทย ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และ 1970 เมื่อวอชิงตันหนุนหลังระบอบเผด็จการทหารของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารระหว่างสงครามเวียดนาม

สหรัฐฯ จะประณามหรือประนอมกับรัฐบาลทหาร ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมืองของตน ข้ามชายแดนไทยไปที่ประเทศพม่าเพื่อนบ้าน สหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อระบอบเผด็จการทหารและวางท่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของชาวพม่า สิ่งที่วอชิงตันคัดค้านจริง ๆ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน แต่ไม่พอใจต่อความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับจีนต่างหาก ทั้งนี้เพราะจีนเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

การผลักดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาตามการเลือกตั้งขึ้นสู่อำนาจในประเทศไทย เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของมวลชนที่นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่สนับสนุนทักษิณ ขบวนการ “เสื้อแดง” นี้มีแนวโน้มที่จะขยายกลายเป็นขบวนการสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักธุรกิจรายย่อยและแรงงานในเมืองเริ่มส่งเสียงแสดงความไม่พอใจจากปัญหาของตัวเองเช่นกัน นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบโต้ด้วยการกดขี่ปราบปราม จนลงเอยด้วยการที่กองทัพเข้าสลายการชุมนุมอย่างนองเลือดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งกองทหารติดอาวุธหนักยิงใส่ผู้ประท้วง มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คนจากการปะทะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

เช่นเดียวกับในเดือนกันยายน 2549 สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือกองทัพไทยแม้แต่น้อย

http://prachatai.com/journal/2010/12/32389