บทความแปล: วิกิลีกค์, ฝ่ายสถาบันฯ และการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2549

Posted by KwamRak on 04.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


อ้างอิง
Wikileaks, palace and 2006 election

 

โพสต์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

 

 

แปลโดย: ดวงจำปา

 

เรื่องของวิกิลีกค์ ซึ่งต่อเนื่องอยู่ในซีรี่ย์ที่โพสต์ของ PPT ในเคเบิ้ลลงวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2549 นั้น ได้อ้างอิงว่าพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับกลุ่มคณะผู้พิพากษาหลังจากการเลือกตั้งในเดือนเมษายนของปี พ.ศ. 2549 ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามหลายพรรคได้ร่วมมือกันกระทำการคว่ำบาตร และภายใต้ความกดดันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 

 

ดูเหมือนว่า เคเบิ้ลฉบับนี้ จะเป็นงานเขียนของอุปฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย คือ นาย อเล็กซ์ เอ อาร์วิซู  เขาสรุปว่า พระราชดำรัสเหล่านี้ ได้ “โยนทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นไปบนอากาศ และมันจะเป็นเวลาอีกสองสามวัน กว่าที่เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ร่วงหล่นสู่พื้นดิน”

 

มีรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ “พระราชดำรัสสองเรื่องที่ตรงเป้าหมายและตรงประเด็นอย่างมากที่สุดในปีที่ผ่านๆ มา กับคณะผู้พิพากษากลุ่มใหม่ซึ่งเพิ่งได้รับการเข้าเฝ้าฯ เพื่อพระองค์จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในตำแหน่งผู้พิพากษาของศาลปกครองและศาลฎีกา”

 

เคเบิ้ลฉบับนี้ได้กล่าวถึงพระราชดำรัสเหล่านี้

 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีข้อสงสัยในลักษณะรูปแบบตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน รวมไปถึง ‘ความถูกต้อง’ ของการยุบสภาและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนแรก  พระองค์ทรงย้ำเตือนศาลปกครองว่า  เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะต้องพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้ และ เปิดโอกาสรวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะไป พระองค์ได้ทรงยืนยันต่อไปว่า การขอร้องให้นำเอามาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยพระองค์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย  ด้วยเหตุนี้, พระองค์ได้ทรงเรียกผู้พิพากษาทั้งหลายและรวมไปถึงสถาบันอื่นๆ ให้ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะแก้ไขความยุ่งเหยิงทางการเมืองในขณะนี้เสีย”

 

ผู้พิพากษาของ “ศาลใหญ่ทั้งสาม (ศาลฎีกา, ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ) จะมีการประชุมร่วมกันในวันศุกร์เพื่อเสนอหนทางที่จะ “ผ่านจุดวิกฤติออกมาได้”

 

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทราบกันมาเป็นอย่างดี สิ่งที่ดูเหมือนเป็นที่น่าสนใจในมุมมองของทางฝ่ายสถานฑูตนั้น ก็คือ ตำแหน่งหน้าที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่ได้บันทึกว่า พระราชดำรัสครั้งแรกกับผู้พิพากษาของศาลปกครอง ที่พระองค์ทรงยืนยันว่า การเลือกตั้ง “ไม่เป็นประชาธิปไตย”  เคเบิ้ลได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

 

พระองค์ได้ทรงสืบถามต่อไปว่า ทำไมไม่มีผู้ใดได้กระทำการพิจารณาเลยว่า การยุบสภาและการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วภายในสามสิบวันนั้น เป็นการตัดสินที่ “ถูกต้อง” ในตอนแรก ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงเสนอว่า ผู้หนึ่งผู้ใดจะต้อง “แก้ไขปัญหานี้” รวมไปถึง “อาจจะต้องทำให้การเลือกตั้งนี้ กลายเป็นโมฆะไป”

 

รัฐธรรมนูญได้กำหนดว่า การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายใน 60 วัน

 

จำได้ว่า ในเคเบิ้ลฉบับก่อนๆ เจ้าหน้าที่ของทางฝ่ายสถาบันฯได้อ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงต้องการที่จะเข้าไปแทรกแทรง และ ทางฝ่ายศาลยุติธรรมนั้น ก็คงจะหาวิธีแก้ไขได้  ในเดือนถัดมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงเข้าไปแทรกแทรงและทรงกระตุ้นให้ทางศาลยุติธรรมนั้น หาวิธีแก้ไขโดยการทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะไป  พระราชดำรัสของพระองค์ในที่นั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างแจ่มแจ้ง ในกรณีที่ทางผู้พิพากษายังลังเลใจอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังได้ทรงเตือนเพิ่มขึ้นว่า “ถ้าพวกท่านไม่สามารถที่จะกระทำการได้ ดังนั้น ก็เป็นการสมควรที่พวกท่านเอง ควรที่จะลาออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่ทางรัฐบาล เพราะว่าพวกท่านได้ประสบความล้มเหลวต่อการปฎิบัติหน้าที่ของพวกท่านเอง”

 

ในพระราชดำรัสที่มอบให้กับ “ผู้พิพากษาชุดใหม่ของศาลฎีกา” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระดำรัสว่า “พระองค์ไม่เห็นด้วยต่อการเปิดประชุมรัฐสภา ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่เต็มทั้งหมด 500 ท่าน”  ตามพระราชดำริของพระองค์ ซึ่งไม่เคยมีการนำมาใช้ทดสอบมาก่อนโดยศาลยุติธรรมใดๆ ที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้จนกว่าที่นั่งทุกๆ ที่จะมีตัวแทนอยู่

 

ยังมีรายงานเข้ามาเสริมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทรงย้ำถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนั้นว่า เป็นเรื่องที่ ‘ยุ่งเหยิง’ เป็นอย่างยิ่ง และสำหรับการที่จะให้พระองค์ได้ทรงเข้าไปแทรกแทรงนั้น ก็จะทำให้เกิดความยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น” ดังนั้น การแทรกแทรงนี้ ต้องเป็น “การไม่เข้าไปแทรกแทรง” ส่วนการที่พระองค์ได้ทรงกล่าวให้ทราบกันโดยทั่วไปว่า “ได้ทรงเรียกร้องให้ทางศาลทั้งสาม (ศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง และ ศาลฎีกา) กระทำงานร่วมกันเพื่อ ‘ตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ถ้าไม่อย่างนั้น ประเทศชาติก็จะล่มสลาย’”

 

ผู้นำของทางฝ่ายผู้พิพากษาของศาลทั้งสามนั้น เกือบที่จะกล่าวพร้อมกันว่า พวกเขาจะประชุมกัน เพื่อที่จะ “หาหนทางแก้ไข เพื่อจะนำประเทศชาติ ‘ให้ผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤตินี้ไปได้’ ”

 

เห็นความแตกต่างหรือยังที่พระองค์ได้ทรงใช้วิธีการของ “การไม่เข้าไปแทรกแทรง”  ทางสถานฑูตได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ การดำเนินการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

 

พระราชดำรัสที่ตรงไปตรงมาของพระองค์ในการให้โอวาทกับผู้พิพากษาของศาลปกครอง และ คำสั่งของพระองค์ที่มีต่อผู้พิพากษาเพื่อหาทางออกให้ได้นั้น เป็นเรื่องที่ ....น่าตะลึงทีเดียว มันยากที่จะจินตนาการได้ว่า ทางศาลนั้นได้ตัดสินใจจริงๆ หรือเปล่าว่า การเลือกตั้งนั้น ควรที่จะกลายเป็นโมฆะไป และเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่า ในการจินตนาการอย่างแน่วแน่ว่า อะไรจะตามมาเพื่อที่จะ ปิดกั้นสุญญากาศทางการเมืองซึ่งมันจะก่อให้เกิด.........  ด้วยพระราชกฤษฎีกาที่พระองค์ได้ทรงอนุญาติให้หาวิธีแก้ไข พวกผู้พิพากษา (ศาลฎีกาและศาลปกครอง) อาจจะมีความรู้สึกถึงความมีอำนาจต่อการเสนอแผนการที่อาจหาญ ซึ่งสามารถสังคายนาสถานการณ์อันแสนที่จะยุ่งเหยิงนี้ได้”

 

ทางฝ่ายผู้พิพากษาก็ได้กระทำการอย่างรวดเร็วปานลมพายุต่อการทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ  สิ่งที่ตามมาก็คือ กระบวนการที่จัดระเบียบวางแผนกันมาอย่างดีโดยทางฝ่ายสถาบันฯ เพื่อนำเอาฝ่ายทหารเข้ามาเตรียมพร้อมต่อการกระทำการรัฐประหาร

 

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ความคิดเห็นของผู้แปล:

 

ดิฉันไม่คุ้นเคยต่อการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วในเวลานั้น ตามที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า snap election เพราะเหมือนกับว่า ฝ่ายรัฐบาลจะได้เปรียบเป็นอย่างมากในเรื่องการเลือกตั้งในระยะเวลาอันสั้น รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์และการระดมทุน  ไม่แน่ใจว่า ผู้คนที่อยู่ต่างประเทศเขาสามารถที่จะลงคะแนนในเวลานั้นได้หรือไม่ เพราะมันเกิดขึ้นเร็วจริงๆ

 

เหตุการณ์วิกฤตินี้ ถ้าดูตามเหตุการณ์แล้ว มันไม่ใช่เรื่องวิกฤติใดๆ เลย แต่เป็นเพราะว่า พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ต้องการ “ใช้อำนาจนอกเหนือที่ตนมีอยู่” โดยการร่วมมือกับกลุ่มที่ทำลายล้างฝ่ายประชาธิปไตยเช่น กลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยการสร้างแผนล้มกระดาน เพื่อเป็นรากฐานของการก่อการรัฐประหารในอนาคตนั่นเอง

 

วิกิลีกค์ฉบับนี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงเรื่องสองเรื่องคือ การเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย กับ การทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะ  เรื่องแรกนั้น พรรคการเมืองใหญ่ทำการประท้วงและบอยคอทท์การเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้แทนเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เรื่องนี้ไม่น่าจะใช้คำว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากว่า ตนเองมีสิทธิ์ทุกอย่างที่จะส่งผู้สมัคร แต่ตัดสินใจสละสิทธิ์  ต่อมา พรรคการเมืองใหญ่ได้ทำการร้องแรกแหกกระเฌอ เมื่อพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายอีก ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่า มันไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหนเมื่อตนเองไม่ยอมส่งผู้สมัครเข้าแข่งขัน

 

เรื่องที่สองคือการทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะนั้น มีท่านผู้พิพากษาคนไหนบ้างที่สามารถแสดงเหตุผลว่า ทำไมการเลือกตั้งครั้งนั้นถึงกลายเป็นโมฆะไป?  เราเห็นแต่คำพิพากษาออกมาแบบประหลาดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นบรรทัดฐานที่แปลกที่สุดในโลก เพราะการเลือกตั้งโดยประชาชน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนนั้น สามารถกลับกลายเป็นเรื่องโมฆะไปได้โดยผู้พิพากษา (ซึ่งคิดว่า ตัวผู้พิพากษาที่ตัดสินเรื่องเหล่านี้ ได้เข้าไปหยอดบัตรเลือกตั้งกับเขาด้วย) ดิฉันคิดว่าคงเป็นเรื่องแรกของโลกที่เป็นอย่างนี้  แต่คนที่ดีใจชอบใจ ก็คือ เสียงส่วนน้อยที่ต้องการกดหัวประชาชนต่อไป

 

ท่านผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านควรจะจำและตระหนักไว้ให้ดีว่า เรื่องแบบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้อีก  เมื่อการเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ครั้งที่สองและสามก็สามารถตามติดมาได้เสมอในอนาคต เพียงแต่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งทำการ “ฟ้อง” ต่อผู้มีอำนาจเพื่อ “ขอความช่วยเหลือ” เท่านั้นเอง (ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Calling Out All the Big Guys)  ซึ่งเราได้เห็นเป็นบรรทัดฐานกันแล้วว่า มันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศนี้

 

Doungchampa Spencer

Wikileaks, Bowornsak and the military junta

Posted by KwamRak on 27.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

Wikileaks, Bowornsak and the military junta 

In a Wikileaks cable dated 25 September 2006, Ambassador Ralph Boyce comments on a meeting with Bowornsak Uwanno. The meeting is described this way:

Constitution drafter Borwornsak Uwanno briefed the Ambassador September 25 on the intentions of the Council for Democratic Reform Under the Monarchy (CDRM)….

We find this kind of relationship intriguing, for Bowornsak is seen in the cables as a regular commentator for the embassy and ambassador, and in this instance, was to offer “an unsolicited update on progress in creating theinterim constitution.” While Boyce describes him as “Former Cabinet Secretary and highly respected legal expert…”, he makes no mention of Bowornsak’s capacity for side switching and remarkable “pragmatism” in this. As the cable proceeds, it seems that Bowornsak is at best acting as a messenger for the military junta. A more cynical reading is also possible.

Bowornsak: junta messenger

Bowornsak told the Ambassador that the “interim constitution (which he was helping to draft) would be … finalized for issuance within a week…”. He detailed the interim constitution and mumbled about “protections of civil liberties.” Of course, only a fool would have believed that the military leadership, acting illegally, would protect any human rights other than their own.

In his role as junta messenger, Bowornsak tells Boyce that:

the reference to the monarchy in the CDRM’s name [Council for Democratic Reform under Constitutional Monarchy] had led to confusion concerning the King’s role in the coup, and the CDRM would therefore change its name to the National Security Council.

He “explained” that CDRM had to remain in existence for two reasons: first, “Thaksin’s extraordinary wealth and strong political network engendered reasonable and strong fear of a counter-coup.” Of course, by this time, it was clear that there was no such possibility. The second reason related to the south. Referring to a bombing in Hat Yai, he says “security forces wanted to be able to deal with it without resorting to martial law.” Perhaps that was one of the reasons for the unexplained bombing?

Boyce claims he “stressed that world attention was focused on the two-week deadline that the CDRM had announced for its transfer of power to civilians.” PPT finds Boyce’s statements on this to be little more than friendly advice to the junta. Transferring power to civilians under the tutelage of a junta doesn’t  alter its nature or its illegal path to power.

Bowornsak polished Boyce’s ego by stating that he considered the “Ambassador’s emphasis on this point was ‘very sound’, and he urged the Ambassador to make this point directly to CDRM members…”.

The junta messenger confirmed that “his direct contacts with General Sonthi [Boonyaratglin] confirmed his sense that the General and his cohorts were not seeking to prolong their time in power.”

Boyce seemed relieved to “hear assurances that the interim constitution is near completion, and that the CDRM is close to transitioning power to a civilian government.”

Yep, having a puppet civilian regime would like fool the whole world and Thais into thinking they hadn’t had a military coup.

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup I

โพสต์เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

เมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เวปของ PPT ได้เข้าไปอ่านความคิดเห็นซึ่งเขียนโดยกลุ่มองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์, เรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ เรื่องการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549

เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์คือ คุณสุนัย ผาสุก เกี่ยวกับเรื่องของ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่มีความน่าดึงดูดใจ” และการพุ่งความสนใจมากับเรื่องนี้อาจจะนำความเสียหายในชื่อเสียงต่อผลงานของ คุณสุนัยว่า เป็นผู้ปกป้องต่อสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดในการกล่าวถึงข้อพันธกิจขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ที่ว่า “จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ประสบเคราะห์กรรมและนักกิจกรรมเพื่อการต่อสู้ เพื่อปกป้องการเลือกปฎิบัติ (และ)ส่งเสริมเสรีภาพทางการเมือง” คุณสุนัยควรที่จะทำการปกป้องผู้ประสบเคราะห์กรรมในเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะบ่นพึมพำทำการแก้ตัวอย่างขยาดๆ

ในการโพสต์อีกเรื่องหนึ่ง เราได้เอ่ยถึงเคเบิ้ลอีกหนึ่งฉบับที่บ่งบอกให้ทราบถึงความคิดเห็นของคุณสุ นัย ในเรื่องการสนับสนุนการกระทำรัฐประหารและการเห็นอกเห็นใจต่อทางฝ่ายกองทัพบก ฉบับหนึ่ง ตามที่เขาได้เผย ถึงความโล่งอกที่ “รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ได้ถูกขับไล่ออกไป” และเขา “ให้ความเคารพต่อทางฝ่ายกองทัพอย่างสูงสุดโดยเสมอมา...” ดูเหมือนว่าคุณสุนัยจะได้โยนเรื่องความกังวลของสิทธิมนุษยชน และในมุมมองของอดีตนั้นออกไปและตนเองได้เข้ามาสู่รูปแบบทางการเมืองด้วยการ เลือกคบกับอีกฝ่ายหนึ่งแทน

เคเบิ้ลฉบับอื่นๆ ของวิกิลีกค์ได้เพิ่มมุมมองต่างๆ ซึ่งเสริมด้วยถ้อยคำที่กล่าวไว้ข้างต้น เคเบิ้ลลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาคือคุณ อีริค จอห์น (ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย) ได้พบกับคุณสุนัย ระหว่างการเยี่ยมเยือนที่กรุงเทพมหานคร

คุณ สุนัยได้อธิบายว่า “เขาเป็นหนึ่งในจำนวนของนักกิจกรรมที่ต้องฝืนใจต่อการยอมรับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายนว่า ‘เป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น’ ” แต่เป็นผู้ที่เริ่มรู้สึก “ผิดหวัง” ต่อความล้มเหลวซึ่งรัฐบาลรักษาการซึ่งนำโดยองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เนื่องจากว่า รัฐบาลยังคงไม่สามารถที่จะอธิบายอย่างเพียงพอว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ (ชินวัตร) ได้ทำอะไรลงไปบ้างถึงสามารถอ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำรัฐประหาร

มันยากที่ฟังแล้ว ดูเหมือนกับบุคคลใดๆ ซึ่งต้อง “ฝืนใจ” ต่อการยอมรับการก่อการรัฐประหาร จากนั้น คุณสุนัยยังยอมรับว่า “การสอบสวนในเรื่องของการคอรัปชั่นนั้น มัน “ยากแสนจะยาก” ต่อการพิสูจน์ ขณะที่การยอมรับเป็นที่น่าสนใจในเนื้อหาของมันเอง จากนั้นยังได้กล่าวต่อด้วยว่า

องค์กรฮิวแมนไรท์ วอชท์ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ ในเรื่องการฆาตกรรมสังหารหมู่ซึ่งละเมิดต่อกระบวนการยุติธรรม แรกเรี่มตั้งแต่สงครามปราบปรามยาเสพติดในปี พ.ศ. 2546 เพื่อที่จะทำการฟ้องรัฐบาลชุดก่อนในการกระทำผิดนั้นๆ

ขณะ ที่การฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง (และยังไม่มีการสอบสวนอย่างถูกต้องอย่างเหมาะสม) ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า องค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์กำลังเป็นโค้ชให้กับคณะผู้ก่อการรัฐประหาร

มันเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงที่คุณสุนัยเอง เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าเมื่อตัวเขาเองจะมีความสงสัยว่ารัฐบาลซึ่งหนุนหลังโดยฝ่ายเผด็จการ ทหารนั้น ไม่น่าจสร้าง “รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีให้เสร็จสื้น เพื่อจะได้มีการเลือกตั้งที่ดีเกิดขึ้นตามมา....”

มีการกล่าว ว่า คุณสุนัยได้วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อ “ วิธีการของรัฐบาลในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในตอนนี้มีคดีต่างๆ ยังค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ..... เขาเชื่อว่าคดีที่ฟ้องร้องที่มีอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ควรที่จะถูกถอดถอนยกเลิกออกไปเสีย....”

คุณสุนัยยังได้เปิด เผยต่อไปอีกว่า รัฐบาลรักษาการที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเผด็จการทหารนั้น มีกลไกพิเศษอย่างแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ในการปรึกษากับกลุ่มประชาสังคม เขาอ้างว่า “ตัวรัฐมนตรี (คนหนึ่ง) ของที่ทำงานอยู่กับนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนบนอบเป็นอย่างสูงและยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน งานระหว่างรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ อีกด้วย”

ท่านผู้อ่านอาจจะสรุปเรื่องนี้โดยตัวของท่านเองในเรื่องของความถูกต้องอย่างแท้จริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเปิดเผยข้อความเหล่านี้

เรายังมีเคเบิ้ลอีกหลายฉบับที่จะโพสต์ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องของ ฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางการเมือง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:

ดิฉันได้อ่านเรื่องของ Human Rights Watch ใน Wikipedia จะเห็นได้ว่า มีการวิพากย์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย

เมื่ออ่านข่าวของไทย มีแนวโน้มออกมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะถูกองค์กรนี้โจมตีหนัก มากกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เสียด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่า ข่าวจะออกมาในแนวทางที่สนับสนุนต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้นว่า การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้มีวี่แววออกมาในเรื่องการสังหารหมู่เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เลย

ไม่ทราบว่า คุณสุนัย ไปอยู่ที่ไหน เมื่อสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ดี คุณจะเลือกข้างไม่ได้ ต้องว่าไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

คุณสุนัยเขียนรายงานไปอย่างไรในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนเขาทราบบ้างก็ดีนะคะ....

Doungchampa Spencer

(ปล. ภาคที่สองและภาคอื่นๆ กำลังจะโพสต์ในวันถัดไปค่ะ)

-------------------------------------------------------------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

วิกิลีกส์เผย “ลี กวน ยู” มองเศรษฐกิจประเทศไทย ไปไกลเกินกว่าจะ “พอเพียง”

Posted by KwamRak on 10.2011 News 0 trackback
 

วิกิลีกส์เผย “ลี กวน ยู” มองเศรษฐกิจประเทศไทย ไปไกลเกินกว่าจะ “พอเพียง”

วิกิลีกส์เผย “ลี กวน ยู” มองเศรษฐกิจประเทศไทย ไปไกลเกินกว่าจะ “พอเพียง”

โทรเลขสถานทูตสหรัฐประจำประเทศสิงคโปร์ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์วิกิลีกส์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา เปิดเผยบทสนทนาระหว่างลี กวน ยู รัฐมนตรีที่ปรึกษาของสิงคโปร์ แพทริเชีย เฮอร์โบล์ด ทูตสหรัฐประจำประเทศสิงคโปร์และ ราล์ฟ “สกิป” บอยซ์ ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ถึงสถานการณ์การเมืองไทยหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยในประเทศไทย

โทรเลขที่ชื่อว่า "LEE KUAN YEW DISCUSSES THAILAND'S FUTURE" (ลีกวนยู แสดงทัศนะอนาคตของประเทศไทย) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 เปิดเผยว่า ลี กวน ยู แสดงความเป็นกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน และกล่าวว่า การได้รับความนิยมของพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่บ่อนเซาะความสามารถของประชาชนไทยในการรับหลักการประชาธิปไตยแบบ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ทั้งในทางวัฒนธรรมและจิตใจ

ลี กวน ยู ยังกล่าวด้วยว่า พฤติกรรมการนอบน้อมของข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และกองทัพที่มีต่อสถาบันฯ ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลเมือง (First among equals) และเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำเอาไปใช้สร้างความชอบธรรมของการกีดกันคนธรรมดาสามัญออกไปจากอำนาจทางการเมือง

ในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ ลี กวน ยู มองว่า ประเทศไทยผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจมาไกลเกินว่าที่จะกลับไปใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียง โดยชี้ว่าทักษิณ ในฐานะนักธุรกิจ เป็นผู้ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมากจนทำให้คนไทยโดยเฉพาะชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ไม่ต้องการเศรษฐกิจแบบ “พอเพียง” และกล่าวว่า ประเทศไทยแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่มีแนวโน้มทำรัฐประหาร ในแง่ที่มีชนชั้นกลางที่มีการศึกษาจำนวนมาก และชนชั้นกลางบางส่วนที่มีโอกาสไปศึกษาในสหรัฐอเมริกา ก็มีส่วนในการกำหนดเศรษฐกิจตามวิถีของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ลี กวน ยูยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การกลัวทักษิณ ชินวัตรกลับประเทศ อาจทำให้ชนชั้นนำต้องทำลายรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 เพื่อป้องกันการกลับมาของทักษิณ อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ทักษิณก็อาจจะกลับมามีอำนาจใหม่ได้ เนื่องจากสำหรับการเมืองไทยแล้ว “เงินเป็นใหญ่” และพรรคประชาธิปัตย์เองก็ล้มเหลวในการใช้โอกาสนี้ขึ้นมามีอำนาจ

เขายังตัดพ้อด้วยว่า การรัฐประหาร 19 กันยา ทำให้ประเทศไทยย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ และตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ว่าทักษิณจะคอร์รัปชั่น แต่เขาก็ “มีความสามารถ” ซึ่งทำให้หลายโครงการใหญ่ๆ หลายแห่งสร้างสำเร็จได้ภายใต้ยุคสมัยของเขา รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ ลี กวน ยูยังเชื่อว่า ชนชั้นนำไทยอาจจะย้อนกลับไปในสมัยก่อนที่มีรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 ที่พรรคการเมืองมีขนาดเล็กและอ่อนแอ มากกว่าเลือกที่จะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จูเลียน อัสแซนจ์-แบรดลีย์ แมนนิง ติดโผเข้าชิง โนเบลสันติภาพ

Posted by KwamRak on 10.2011 News 0 trackback
 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในจำนวนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสันติภาพโนเบลในปีนี้ทั้งหมด 241 ราย มีรายชื่อของคนอย่าง ‘จูเลียน อัสแซนจ์’ และ ‘แบรดลีย์ แมนนิง’ รวมถึงคนหนุ่มสาวที่เป็นผู้นำการประท้วงในตะวันออกกลางติดโผอยู่ด้วย

ทั้งนี้ จูเลียน อันแซนจ์ เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ Wikileaks.org ที่เผยแพร่เอกสารลับต่างๆ จำนวนปีละกว่าล้านฉบับ ส่วนแบรดลีย์ แมนนิง เป็นพลทหารของกองทัพสหรัฐฯ ที่ได้นำเอาโทรเลขทางการทูตของทางการสหรัฐออกมาเผยแพร่ทางเว็บไซต์วิกิลีกส์ ทำให้เขาถูกตั้งข้อหาโจรกรรมและปัจจุบันยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำสหรัฐฯ โดยหลายฝ่ายมองว่า วิกิลีกส์มีส่วนในการช่วยให้เกิดการลุกฮือในตะวันออกกลางด้วย

ในรายชื่อดังกล่าว ยังประกอบด้วยผู้นำรุ่นหนุ่มสาว ที่เป็นนักกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการลุกฮือต่อต้านผู้นำเผด็จการในประเทศตนเองในช่วงเหตุการณ์ ‘อาหรับสปริง’(การลุกฮือของชาวอาหรับในฤดูใบไม้ผลิ) ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ยัน เอเกลันด์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของนอร์เวย์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เขารู้สึกว่าคณะกรรมการโนเบล และผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจมอบรางวัล น่าจะต้องการสะท้อนประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยยึดหลักคำนิยามกว้างๆ ของคำว่าสันติภาพ

“และสืบเนื่องจากเหตุผลดังกล่าว ปีนี้ มันก็คือเหตุการณ์ ‘อาหรับสปริง” เขากล่าว “ไม่มีอะไรที่มาเทียบกับเหตุการณ์นี้ในฐานะที่เป็นจุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัยเราได้อีกแล้ว”

ทั้งนี้ รางวัลโนเบลด้านสันติภาพ เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ที่มีบทบาทในการสร้างสันติภาพในทางระหว่างประเทศ โดยในการตัดสินใจมาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภานอร์เวย์ และผู้ที่สามารถมีสิทธิเสนอชื่อผู้เข้าชิง ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพและความยุติธรรมทางระหว่างประเทศจากองค์การต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37120

วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

Posted by KwamRak on 23.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

โดย SunaiFanclub DemocratsFreedom Thailand เมื่อ 23 กันยายน 2011 เวลา 14:48 น.

 

ภัควดี ไม่มีนามสกุล

แปลจาก John Chan, “WikiLeaks cable reveals US role in 2006 Thai coup,” World Socialist Web Site; 18 December 2010.

 

รายงานลับทางการทูตที่รั่วไหลออกมาผ่านทางวิกิลีกส์เปิดโปงให้รู้ว่า สหรัฐอเมริกาเห็นชอบกับการรัฐประหารของกองทัพ ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงแม้หน้าฉากที่แสดงออกต่อสาธารณะนั้น สหรัฐฯ จะทำเหมือนวางระยะห่างจากการยึดอำนาจก็ตาม รายงานลับทางการทูตเผยให้เห็นพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในการดำเนินการทางการทูตแบบเร้นลับหลังฉาก

เอกสารเหล่านี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x โดยมีการปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการอย่างไรกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสกัดกั้นการเผยแพร่ของข้อมูล เมื่อวานนี้ บทความบทหนึ่งบนเว็บไซท์ของ บางกอกโพสต์ถูกถอดออกหลังจากนำขึ้นเผยแพร่ได้ไม่กี่ชั่วโมง รายงานลับทางการทูตทำลายความเชื่อที่มีมานมนานว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

รายงานลับทางการทูตจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 บันทึกการสนทนาระหว่างนายราล์ฟ แอล. บอยซ์ กับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งสองพบกัน “เป็นการส่วนตัว” หลังจากกองทหารและรถถังเพิ่งเคลื่อนเข้ายึดเมืองหลวงและล้มรัฐบาลทักษิณใน บ่ายวันที่ 19 กันยายน

บอยซ์ถามว่า นอกจากผู้นำคณะรัฐประหารแล้ว มีใครอีกบ้างที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เมื่อคืนนี้” สนธิตอบว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำตนและนายทหารคนอื่น ๆ เข้าไปในพระราชวัง ในรายงานทางการทูตของบอยซ์ระบุว่า พลเอกสนธิได้กล่าวว่า “x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x เขาไม่ได้ให้รายละเอียดนอกเหนือจากนี้” x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

ความแตกแยกอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองไทย กลุ่มธุรกิจและการเมืองดั้งเดิมที่รวมศูนย์อยู่รอบสถาบันกษัตริย์ กองทัพและกลไกรัฐ ต่างหันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจระดับพันล้าน ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาก่อนหน้านี้ที่ว่า จะปกป้องธุรกิจไทยจากมาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย พ.ศ.             2540-2541      

กลุ่มธุรกิจที่เกิดความสั่นคลอนจากนโยบายของทักษิณ ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเพื่อโค่นล้ม รัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ แสร้งวางตัวเป็นเสียงคัดค้านการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของทักษิณ โดยจัดระดมมวลชน “เสื้อเหลือง” ประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามารัฐประหาร

รายงานลับที่รั่วไหลออกมาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุชทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการรัฐประหารมาตั้งแต่ช่วงเตรียมการและให้ ความเห็นชอบเป็นนัยๆ ส่วนการแสดงออกต่อสาธารณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดง “ความกังวล” นั้น เป็นเรื่องที่มีการตกลงกับผู้นำรัฐประหารล่วงหน้าก่อน

บอยซ์เขียนว่า “เมื่อกล่าวถึงปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผมเตือนเขา [สนธิ] ถึงการสนทนาของเราเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เมื่อผมบอกเขาว่า ปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ย่อมส่งผลให้มีการระงับโครงการความช่วยเหลือในทันที.....ผมบอกเขาว่า เขาต้องคาดหมายไว้ว่าเราจะประกาศมาตรการแบบนั้นออกมาโดยเร็ว เขาก็เข้าใจดี” บอยซ์เขียนต่อไปว่า “ผมเสริมต่อว่า การฟื้นฟูความช่วยเหลือต่าง ๆ จะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาดำรง ตำแหน่ง”

ก่อนเข้าพบทูตสหรัฐฯ พลเอกสนธิได้ประกาศแล้วว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวและแต่งตั้งรัฐบาล พลเรือนภายในสองสัปดาห์ แน่นอน รัฐบาล “พลเรือน” ที่วางไว้ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าฉากบังหน้าให้กองทัพ กระนั้นก็ตาม บอยซ์แสดงความคิดเห็นในเชิงชมเชยว่า นี่คือ “ตัวอย่างที่ดี”

ทำเนียบขาวของรัฐบาลบุชระงับความช่วยเหลือทางการทหารและการซ้อมรบร่วมกับ ประเทศไทยเพื่อแสดง “ความกังวล” แต่ไม่นานก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์ตามปรกติกับกองทัพไทย รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งในปลาย พ.ศ. 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย พรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ถึงแม้วอชิงตันจะชื่นชมผลการเลือกตั้งว่าเป็น “การกลับไปสู่ประชาธิปไตย” แต่รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ มุ่งหวัง

เมื่อไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณ สถาบันอำนาจเก่าจึงร่วมมือกันรณรงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล การประท้วงของพันธมิตรฯ กลับมาอย่างรวดเร็ว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยข้ออ้างขี้ปะติ๋วว่า เขาละเมิดกฎหมายด้วยการออกรายการทำอาหารทางทีวี

จากรายงานทางการทูตที่รั่วไหลออกมาอีกฉบับหนึ่ง นายสมัครกล่าวแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายเอริก จอห์น ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 ว่า x x x x x x x x “มีส่วนรู้เห็นกับการรัฐประหาร 2549 รวมทั้งความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดจากการประท้วงของพันธมิตรฯ ด้วย” ในตอนนั้น พันธมิตรฯ ยังดำเนินการประท้วงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อบีบให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงจากตำแหน่ง แต่สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณะในเรื่องนี้

บันทึกความจำของสหรัฐฯ อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ยืนยันว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x นี่เป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาไม่แสดงท่าทีคัดค้านใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลวงใน

อีกเพียงหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสองแห่งในกรุงเทพฯ ช่วยสร้างเงื่อนไขความปั่นป่วนวุ่นวาย พร้อม ๆ กับศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหาที่ปั้นแต่งขึ้นมาว่าโกง การเลือกตั้ง จากนั้นกองทัพก็เกลี้ยกล่อมพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ให้จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์และก่อตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา

รายงานทางการทูตยืนยันเรื่องที่เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้ว กล่าวคือ การที่สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาผ่อนปรนต่อการรัฐประหาร 2549 เป็นการเดินตามแนวทางที่ชี้นำจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของ สหรัฐฯ เอง สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์ยาวนานกับกองทัพไทย ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และ 1970 เมื่อวอชิงตันหนุนหลังระบอบเผด็จการทหารของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารระหว่างสงครามเวียดนาม

สหรัฐฯ จะประณามหรือประนอมกับรัฐบาลทหาร ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมืองของตน ข้ามชายแดนไทยไปที่ประเทศพม่าเพื่อนบ้าน สหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อระบอบเผด็จการทหารและวางท่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิ ตามระบอบประชาธิปไตยของชาวพม่า สิ่งที่วอชิงตันคัดค้านจริง ๆ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน แต่ไม่พอใจต่อความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับจีนต่างหาก ทั้งนี้เพราะจีนเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

การผลักดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาตามการเลือกตั้งขึ้นสู่อำนาจใน ประเทศไทย เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของมวลชนที่นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การ (นปช.) ที่สนับสนุนทักษิณ ขบวนการ “เสื้อแดง” นี้มีแนวโน้มที่จะขยายกลายเป็นขบวนการสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักธุรกิจรายย่อยและแรงงานในเมืองเริ่มส่งเสียงแสดงความไม่พอใจจาก ปัญหาของตัวเองเช่นกัน นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบโต้ด้วยการกดขี่ปราบปราม จนลงเอยด้วยการที่กองทัพเข้าสลายการชุมนุมอย่างนองเลือดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งกองทหารติดอาวุธหนักยิงใส่ผู้ประท้วง มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คนจากการปะทะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

เช่นเดียวกับในเดือนกันยายน 2549 สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือกองทัพไทยแม้แต่น้อย

 

มาจาก : เว็บประชาไท




WikiLeaks cable reveals US role in 2006 Thai coup

By John Chan 
18 December 2010

Diplomatic cables leaked by WikiLeaks reveal that the US essentially approved the military coup that toppled Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra on September 19, 2006, while publicly distancing itself from the takeover. The cables shed further light on the anti-democratic activities of the US and other major powers behind the cloak of secret diplomacy.

The documents also show that US officials have worked closely with the military and the Thai monarchy in the period since the 2006 coup, discussing how to deal with subsequent pro-Thaksin governments.

Within Thailand, the revelations are so damaging for the royal family that the present military-backed government of Prime Minister Abhisit Vejjajiva has sought to block their publication. Yesterday an article on the web site of theBangkok Post was removed within hours of being posted. The cables shatter the long-cultivated myth that the monarchy is neutral and above politics—a myth that has enabled the monarchy to directly intervene in crucial periods of political crisis.

A cable from the US Embassy in Bangkok on September 20, 2006 recorded a conversation between US Ambassador Ralph L. Boyce and General SonthiBoonyaratglin, the army chief who carried out the coup. They met “privately” just after Thai troops and tanks had moved into the capital and overturned Thaksin’s government during the afternoon of September 19.

Boyce asked who had attended the coup leader’s audience with King Bhumibol Adulyadej “last night”. Sonthi replied that Prem Tinsykanonda, the president of the king’s advisory Privy Council had brought him and other military heads to the palace. Boyce’s cable said Sonthi had commented that “the king was relaxed and happy, smiling throughout. He provided no further details.” The reference to a “happy” king indicated that the monarch backed the military’s actions.

Deep divisions had emerged within Thai ruling circles. Sections of business and the traditional political establishment centred on the monarchy, the military and the state apparatus had turned against Thaksin. The prime minister, a billionaire business tycoon himself, had backed away from his earlier promises to protect Thai businesses from the restructuring measures demanded by the International Monetary Fund following the Asian economic crisis of 1997-1998.

Business people threatened by Thaksin’s policies established the People’s Alliance for Democracy (PAD) to unseat his government. Posturing as opponents of Thaksin’s autocratic rule, PAD organised mass “Yellow Shirt” demonstrations in Bangkok that helped create the conditions for the military coup.

The leaked cable indicates that the Bush administration knew well in advance of the coup of the preparations and had given a nod of approval. The US public expressions of “concern” had already been worked out in advance with the coup leader.

Boyce wrote: “Turning to the US reaction, I reminded him [Sonthi] of our conversation, August 31, when I told him any military action would result in immediate suspension of assistance programs … I told him he could expect us to announce such a measure shortly. He understood.” Boyce continued: “I added that the restoration of such assistance could only come after a democratically elected government took office.”

Sonthi had already announced, before attending the US embassy, that an interim constitution would be drafted and a civilian government installed within two weeks. Clearly, the planned “civilian” administration would be nothing more than a front for the military. Nevertheless, Boyce approvingly commented that this was a “good example”.

The Bush White House suspended military aid and joint exercises with Thailand to show its “concern”, but soon restored business as usual with the Thai military. The junta held elections in late 2007 under a new anti-democratic constitution and the pro-Thaksin Peoples Power Party (PPP) was formed in February 2008. While Washington hailed the result as “a return to democracy”, a PPP government was certainly not its intended outcome.

Having failed to prevent the return of a pro-Thaksin government, the traditional establishment launched a concerted campaign to remove it from power. PAD demonstrations quickly resumed. In September 2008, the Thai Constitutional Court, dismissed Prime Minister Samak Sundaravej on the flimsy pretext that he had breached the law by participating in a TV cooking show.

According to a further leaked cable, Samak told US Ambassador Eric John in October 2008 that the king’s wife, Queen Sirikit, was “responsible for the 2006 coup d’etat, as well as the ongoing turmoil generated by PAD protests.” At the time, PAD continued its demonstrations, besieging government buildings, to force Samak’s successor, Somchai Wongsuwat, to step down. The US, however, made no public comment.

Another US memo, dated November 2008, confirms that discussion was taking place in ruling circles about another military coup. The queen publicly identified with PAD by appearing at the funeral of a PAD Yellow Shirt demonstrator killed in clashes with police. But the cable reported: “King Bhumibol explicitly told Army Commander Anupong Paojinda not to launch a coup,” citing an unnamed advisor to Queen Sirikit. The US, which again had inside information, raised no opposition.

Just a month later, in December 2008, PAD’s occupation of Bangkok’s two airports helped create conditions of chaos in which the Constitutional Court dissolved the PPP on trumped-up charges of electoral fraud. The military then persuaded the PPP’s coalition partners and a dissident faction to join Abhisit’s Democrats and form a new government.

The cables confirm what was evident at the time: the muted US response to the 2006 coup was guided purely by US economic and strategic interests. The US has longstanding connections to the Thai military going back to the 1960s and 1970s when Washington backed military dictatorships and used the country as a base for US operations during the Vietnam War.

Whether the US condemns or condones a junta is based on political expediency. Over the border in neighbouring Burma, the US had maintained an economic blockade of the military dictatorship and postures as a defender of the democratic rights of the Burmese people. What Washington objects to is not the suppression of basic democratic rights but the close ties between the Burmese junta and China, the main US rival in the region.

The installation of the unelected Abhisit government in Thailand triggered mass protests led by the pro-Thaksin United Front for Democracy against Dictatorship (UDD). This “Red Shirt” movement threatened to unleash a broader social movement, as sections of farmers, small business people and urban workers began to voice their social grievances. Abhisit responded with state repression culminating in a bloody military crackdown on May 19, in which heavily armed troops fired on protesters. At least 91 people were killed in clashes in April and May.

As in September 2006, the US did not condemn the actions of the Abhisit government or the military.