องค์กรพุทธหวังรัฐบาลใหม่ทำไทยเป็นศูนย์กลางพุทธโลก

Posted by KwamRak on 09.2011 News 0 trackback
 

พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา

องค์กรพุทธหวังรัฐบาลใหม่ทำไทยเป็นศูนย์กลางพุทธโลก

  • 07 สิงหาคม 2554 เวลา 07:27 น.

แห่งประเทศไทย

โดย...สมาน สุดโต

พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร หนึ่งในคณะเลขานุการมหาเถรสมาคม และพระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ (ประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เสนอรัฐบาลใหม่ให้จัดร่างนโยบาย เพื่อปกป้อง เผยแพร่ และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก

ทั้งนี้ โดยที่ตระหนักว่าประเทศไทยมีผู้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ และทั่วโลกให้การยอมรับว่าประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่มีนโยบายชัดเจนเรื่องปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีสิทธิและมีเสียงข้างมากในสภาเด็ดขาด น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้มีนโยบายดีๆ เพื่อพระพุทธศาสนาบ้าง ทางองค์กรชาวพุทธหลายองค์กร เช่น ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงฆ์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) จึงจัดทำนโยบายด้านพระพุทธศาสนาเสนอต่อรัฐบาลไทย โดยมีหลักการและเหตุผลว่า

ด้วยเป็นที่ปรากฏชัดว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ หรือเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัยของประเทศไทย จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องให้ความอุปถัมภ์บำรุง และให้การปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสถาพรสืบไป

จึงเสนอรัฐบาลไทยให้กำหนดนโยบายดูแลพระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ด้านอุปถัมภ์ ประกอบด้วย

ให้มีพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพราะมีการจาบจ้วง ล่วงละเมิด ให้ร้าย ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาโดยรวม แต่ไม่มีกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิด คนจึงกล้ากระทำย่ำยีพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

ให้มีพระราชบัญญัติธนาคารพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่าพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยมีจำนวนมาก แต่ไม่มีการรวมกลุ่มทำธุรกรรมด้านการเงินเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา เรื่องนี้ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. มี 63 มาตรา ให้นายกรัฐมนตรี (ที่ผ่านมา) ไปแล้ว ตอนนี้รอนายกรัฐมนตรีคนใหม่ลงนามเพื่อเสนอสภาฯ ต่อไป

ให้มีการจัดตั้งกองทุนพระพุทธศาสนา ข้อนี้มีประเด็นว่า การให้ความอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาจะกระทำได้เต็มที่ก็ต้องมีการจัดตั้งกองทุนพระพุทธศาสนา เพื่อรวบรวมทรัพย์สินที่มีให้การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา

ด้านกฎหมาย ประกอบด้วย

การบัญญัติให้ “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องนี้พระเทพวิสุทธิกวี บอกว่า หากมีการแก้รัฐธรรมนูญเมื่อไรให้บรรจุไว้ เพื่อให้ 3 สถาบันอยู่ด้วยกัน หากแยกกันบ้านเมืองจะวิปริต

พร้อมกับให้ยกฐานะ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ขึ้นเป็น “กระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม”

เรื่องใหม่สุดคือ ขอการสนับสนุนให้มีสมาคมนักกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิชาวพุทธ โดยมีหลักการและเหตุผลว่า

ปัจจุบันพระพุทธศาสนาได้ประสบกับภัยต่างๆ มากมาย อย่างแรกคือ ภัยภายใน คือ พุทธบริษัทขาดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง จนนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิด การถ่ายทอดสู่ศิษยานุศิษย์ที่ผิด เกิดความขัดแย้งกันในหมู่พุทธบริษัทด้วยกันเอง อีกส่วนหนึ่งคือภัยภายนอก เมื่อมีปัญหาทางกฎหมาย ไม่มีนักกฎหมายช่วยแก้ไขปัญหาแบบทหารพระธรรมนูญของทหาร

จึงเห็นสมควรให้มีสมาคมนักกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิของชาวพุทธ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของพระพุทธศาสนาไม่ให้ถูกย่ำยี

 

ที่เรียกร้องเสมอมา แต่ไม่ได้รับการสนองตอบคือ การปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เพราะวิวัฒนาการทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงมากขึ้น จึงควรแก้ไขให้ทันสมัย

ด้านการศึกษา ขอให้สนับสนุนมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เพราะทั้งสองมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรทั่วไปและนานาชาติ แต่งบประมาณจากภาครัฐยังมีข้อจำกัด แม้ว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์กำลังขยายการศึกษาระดับนานาชาติ รองรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก

นอกจากงบประมาณแล้ว ควรสนับสนุนความจำเป็นอื่นๆ เช่น โทรทัศน์และวิทยุ ดาวเทียมเพื่อการศึกษาแก่มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งให้เข้มแข็งขึ้น

ส่วนการให้การสนับสนุนงบประมาณโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษาให้เพียงพอ เพราะปัจจุบันได้ไม่พอจ่าย ทำให้ภาระส่วนมากตกมาอยู่ที่คณะสงฆ์ ถ้าจะจัด จัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น เสนอให้มีการจัดการศึกษาสาขาวิชาการพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษา แก้ปัญหาการสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญมาจากขาดครูผู้สอนที่มีความรู้ความเข้าใจในวิชาพระพุทธ ศาสนาอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ผู้เรียนขาดองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจได้

จึงเสนอให้สร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ โดยเปิดสาขาการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อไปครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาจะต้องจบสาขาวิชานี้ เบื้องต้นอาจมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รับผิดชอบในการผลิตบุคลากรด้านการสอน วิชาพระพุทธศาสนาโดยตรง และขยายให้สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ให้ความร่วมมือเพื่อผลิตครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาให้เพียงพอกับจำนวนโรงเรียนที่มีอยู่ทั่วประเทศ และเพิ่มชั่วโมงการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนาให้มากขึ้น

ด้านการเผยแผ่

เห็นควรสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระปฐมเทศนา และปรินิพพาน ในประเทศอินเดียและเนปาล เพราะเป็นสถานที่อันแสดงถึงความมีอยู่จริงแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ใดได้นมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบลแล้ว จะมีความศรัทธา รักและหวงแหนพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

เรื่องนี้รัฐบาลควรมีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนงบประมาณการเดินทาง โดยพระเทพวิสุทธิกวี กล่าวว่า พระสงฆ์พรรษา 10 ขึ้นไป ควรได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง พูดถึงงบประมาณก็น้อย เพียง 500-800 ล้านบาทเท่านั้น

เรื่องที่เสนอใหม่ที่น่าสนใจคือ การสนับสนุนให้มีสำนักงานผู้แทนพระพุทธศาสนาประจำประเทศต่างๆ

เพื่อสอดรับกับการมีมติให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก ผู้แทนประจำประเทศต่างๆ มีหน้าที่ความรับผิดชอบติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาที่กระจายอยู่ทั่วโลก ดูแลวัดไทยในต่างแดน

รวมทั้งเป็นตัวกลางของหน่วยงานราชการประสานงานกับสถานทูตและสถานกงสุลไทยในประเทศนั้นๆ ด้านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

นอกจากนั้น เสนอให้มีกฎหมายว่าด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อแก้ปัญหาการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ผิดไปจากความเป็นจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธา หากมีกฎหมายจะช่วยจัดระเบียบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อเสนอว่าด้วยการปฏิบัติธรรม

เมื่อประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก จึงควรสนับสนุน ส่งเสริมให้พุทธบริษัทและชาวพุทธทั่วโลกมาศึกษาและปฏิบัติธรรม ในแผ่นดินไทย จึงสมควรให้มีระเบียบว่าด้วยสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น เพื่อสร้างเอกภาพและกรอบปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ส่วนเรื่องการจัดงานเทศกาลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา การจัดงานเทศกาลวันสำคัญดังกล่าวยังไม่ได้รับการสนับสนุน และความร่วมมือจากภาครัฐและหน่วยงานราชการเท่าที่ควร รัฐจึงควรส่งเสริมสนับสนุนงานวันสำคัญดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น

สุดท้าย เสนอให้ตรากฎหมายว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์เพื่อพระพุทธศาสนา เพราะการเผยแผ่ธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และทางสถานีโทรทัศน์ได้ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ และไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าต้องการเวลาออกอากาศที่ดีต้องเสียเงินมาก จึงเห็นสมควรให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อคณะสงฆ์จะได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปสู่สาธารณะอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

พระเทพวิสุทธิกวี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่กฎหมาย เสนอให้ปรับปรุงสถานะแม่ชีให้ถูกต้องว่าเป็นนักบวชหรือไม่ ในด้านการศึกษา ท่านก็หวังว่ารัฐจะส่งเสริมการศึกษาทั่วไปจริงจัง และการให้เรียนฟรีทั้งระบบต้องทบทวน เพราะที่แล้วๆ มาไม่ฟรีจริง ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินมากเหมือนเดิม

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านมีความเห็นไม่เหมือนใครคือ เสนอให้ยุบโรงเรียนกวดวิชาทั้งประเทศ เพราะโรงเรียนเอาเปรียบประชาชน ครูที่กวดวิชาคือครูที่สอนโรงเรียนตามปกติ แต่สอนไม่เต็มที่ ไปทำเต็มที่ที่โรงเรียนกวดวิชา การที่เด็กกวดวิชายังทำให้ห่างเหินผู้ปกครอง เพราะใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนในวันหยุด แทนที่จะอยู่กับผู้ปกครอง

สุดท้าย พระเทพวิสุทธกวีฝันที่จะเห็นรัฐบาลส่งเสริมสนับสนุนสร้างสังเวชนียสถานในพระพุทธศาสนาทั้งสี่แห่งในไทย ให้สามารถเห็นได้เมื่อมาทางเครื่องบิน ซึ่งจะทำให้ชาวต่างชาติปรารถนาไปเยี่ยมชม หากทำดี มีความสะดวก เราจะเป็นศูนย์สันติภาพโลก ชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลมาไทยโดยมิต้องสงสัย

ThamNaiJa 6Aug11

Posted by KwamRak on 07.2011 [ TV ] - สารคดี

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์: อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี ถึง กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

Posted by KwamRak on 06.2011 News
 

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์: อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี ถึง กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

 

อำมาตยานุสติ
เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี ถึง กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

 

“ในทางสังคม...แพทย์โยงใยไปได้ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นในวัด ในกองทัพ ในวัง ในธุรกิจ ในด้านหนึ่ง การแพทย์แผนปัจจุบันทำประโยชน์อย่างมากในการช่วยชีวิตของผู้คนโดยไม่ต้อง สงสัย แต่การมีอำนาจมากก็มีข้อเสีย เช่นเดียวกับการมีอำนาจทุกชนิด นั่นคือ การมีอำนาจทำให้ไม่เรียนรู้ การไม่เรียนรู้นำไปสู่ความเสื่อมหรือความล่มสลาย”

ประเวศ วะสี [1]

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

การ์ตูนเสียดสี โดย เรณู ปัญญาดี
จาก มติชนสุดสัปดาห์ กรกฎาคม 2554

 

เมื่อสัก 20-30 ปีมาแล้ว รูปปฏิมาปัญญาชนสาธารณะที่เปี่ยมไปด้วยบารมี คุณธรรม กับภาพลักษณ์ห่วงใยชุมชน และชาวบ้าน ทรงพลังเข้มขลังและมีบทบาทอย่างมากในการผลักดันฟันเฟืองการพัฒนาในสังคมชนบท นอกกระแสอย่างทรงพลัง ในยามที่ระบบราชการยังเทอะทะ การเมืองระดับประเทศยังเตาะแตะ แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ชนบทที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สร้างความแหลมคมของการต่อสู้ทางการเมือง ได้กระทุ้ง กะเทาะ กระชากหน้ากาก รื้อถอนให้เห็นตัวตนและแก่นแกนความคิดทางการเมืองของกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ เป็นอย่างดีว่า พวกเขาหวงแหนและกุมอำนาจอยู่กับตนและพวกพ้องมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ การหลุดลอย ไม่ยึดโยงกับอำนาจกับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งโดยพาซื่อหรือจะโดยความเขี้ยว หรือจะโดยความกลัวก็ตาม คำถามก็คือว่า เหตุไฉนพวกเขาเหล่านั้นจึงมีวิธีคิด และการตัดสินใจทางการเมืองที่ “อประชาธิปไตย” ได้มากขนาดนั้น หรือแท้จริงแล้วความหวังดีทั้งหลายที่ผ่านมาไม่ได้มีฐานที่ผูกแน่นอยู่กับ ระบอบประชาธิปไตยที่ ประชาชนเป็นใหญ่ มาตั้งแต่ต้น หรือแท้จริงแล้วปลายทางของสังคมที่น่าอยู่ของพวกเขา ผูกโยงอยู่กับคุณค่าทางคุณธรรม จริยธรรมแบบจารีตนิยมอนุรักษ์นิยมของบุคคล และชุมชนแบบบุพกาลเพียงเท่านั้น

ผู้เขียนเชื่อว่า ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความ วิปริตทั้งหมด หากเป็นโครงสร้างการเมืองแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่โยงใยกันอยู่ อย่างแฝงเร้นและเปิดเผย ประเวศ วะสี เป็นตัวแบบที่บทความนี้จะใช้นำไปอธิบายต่อคำถามตั้งต้นดังกล่าว ด้านหนึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความโยงใยของเครือข่ายประเวศจะทำให้เราเห็นถึง อำนาจและสถานะที่สูงส่งของแพทย์ในสังคมไทยที่มีบทบาทสำคัญในการพยุงความเข้ม แข็งการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกส่วนหนึ่งของบทความนี้จะได้ทำการหยิบปรากฏการณ์มรณกรรมของพุทธทาสภิกขุ ในปี 2536 เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองเรื่องความตายของพระชื่อดังอัน เป็นเสาหลักของนักคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมหัวก้าวหน้า ในห้วงเวลาที่โครงสร้างทางการเมืองที่กำลังถูกจัดรูปใหม่อีกครั้งหลัง เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2535 ในสถานการณ์เช่นนั้น ประเวศ มีบทบาทที่น่าสนใจนั่นคือ เขาเป็นทั้งผู้เล่นอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์เวลานั้น และเขายังเป็นผู้เล่า ผู้เขียนอธิบายความเป็นไปช่วงนั้นด้วยตนเอง

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

บนเส้นทางชีวิต บันทึกเรื่องราวผ่านปลายปากกา
ประเวศ วะสี

 

เกิดหลังปฏิวัติสยาม และเติบโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ประเวศนับเป็นหนึ่งในคนดังที่เกิดในปี 2475 สหชาติร่วมกับ อานันท์ ปันยารชุน, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, รงค์ วงษ์สวรรค์ ฯลฯ เขาถือกำเนิดหลังการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพียง 2 เดือน นั่นคือวันที่ 5 สิงหาคม 2475 ในวันที่บทความนี้ตีพิมพ์ เขาจะอายุครบ 79 ปี

กลางทศวรรษ 2480 เป็นยุคที่คณะราษฎรเจิดจรัสที่สุด กลุ่มคนหนุ่มในคณะราษฎรได้ยึดกุมตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอย่างแท้จริง คณะราษฎรเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการจะสร้างประเทศใหม่ ผสานไปกับอารมณ์ความรู้สึกที่ทะเยอทะยาน มั่นใจและใฝ่ฝันที่จะเป็นถึงประเทศมหาอำนาจ ดังเห็นได้จากผลักดันให้เปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในทางกายภาพ ถนนราชดำเนินถูกเนรมิตให้เปลี่ยนโฉมเป็นชองป์เอลิเซ่ มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปพร้อมๆกับตึกแถวอันโอ่อ่าสองฝั่ง ด้วยเงินของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เด็กชายประเวศจะทันรู้สึกและอินกับ สังคมไทยที่ฮึกเหิมและความเปลี่ยนแปลงในยุคดังกล่าวหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ ในเวลานั้นเขายังอายุสิบขวบต้นๆ และอยู่ระหว่างการศึกษาชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนวิสุทธรังษี กาญจนบุรี [2]

ประเวศก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยรุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นกองทัพอักษะญี่ปุ่นเข้ามาตั้งกองบัญชาการที่กาญจนบุรี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเชื่อมต่อเข้าไปยังพม่าตามเป้าหมายของกองทัพ ญี่ปุ่น เส้นทางนี้จึงตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเวศต้องอพยพไปเรียนที่ราชบุรี และนครปฐมตามลำดับ [3] หลังสงครามด้วยความตั้งใจที่จะเรียนแพทย์ทำให้เขามุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเพื่อ เล่าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศในช่วงมัธยมปลายที่เตรียมอุดม ศึกษา ในปี 2490 และจบการศึกษาในปี 2492 [4] ในขณะนั้นสังคมไทยได้ถูกเหวี่ยงกลับมาสู่สังคมอำนาจนิยมและชูกระแสนิยมเจ้าอย่างชัดเจน

ประเวศก้าวต่อไปในชั้นเตรียมแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในปี 2498 เมื่อจบการศึกษาเขาได้รับปริญญาแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งตลอดหลักสูตร[5] ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขา ทำให้ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อด้านระบาดวิทยาที่สหรัฐอเมริกา และด้านพันธุกรรมศาสตร์ที่อังกฤษ โดยได้รับทุนพระราชทานในปี 2500 จากทุนส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนมูลนิธิอานันทมหิดล ในปี 2502 [6]

หลังจากกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เขารับตำแหน่ง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2504 [7]ประเวศนับว่าได้รับความเมตตามาก เนื่องจากในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกเป็นที่ทำการ คือ ตึกอานันทราช สำหรับโลหิตวิทยาที่โรงพยาบาลศิริราช ประเวศอ้างว่า เพราะตึกหลังนี้จึงทำให้สามารถทำงานทางวิชาการได้รวดเร็วยั่งยืนขึ้น การระดมทุนสร้างตึกดังกล่าวได้รับพระราชูปถัมภ์โดยการพระราชทานภาพยนตร์ส่วน พระองค์ให้ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุงเพื่อเป็นนำมาเป็นทุน และยังได้แก้วขวัญ วัชโรทัย จัดมวยการกุศลสมทบทุนเพิ่มเติมอีก [8]

 

เดินทางทั่วไทยในนามนักวิจัยโรคธาลัสซีเมีย โลหิตจาง

ประเวศได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับธาลัสซีเมีย โดยเฉพาะโรคฮีโมโกลบิน เอช (H) เป็นผลงานที่เขาเห็นว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง และได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำของอังกฤษชื่อ Nature ในปี 2507 [9] ผลงานนี้ของเขาทำให้ได้ไปบรรยายหลายแห่ง เช่นในปี 2511 ที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา [10] และอีกหลายแห่งทั่วโลกในระยะต่อมา

นอกจากนั้นเขายังทำการลงพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อทำการสำรวจเรื่องเกี่ยวกับเลือด แต่ลักษณะการทำงานนั้นจะร่วมไปกับทีมอื่นๆด้วย เช่น ทีมนักพันธุศาสตร์ ม.มิชิแกน สหรัฐอเมริกา หรือทีมมานุษยวิทยากายภาพที่เน้นการวัดส่วนต่างๆของร่างกายและถ่ายรูปลักษณะ ของใบหน้า [11] การออกสำรวจนี้เองที่เป็นเหตุให้ประเวศขยายความสนใจจากโรงพยาบาลใหญ่ไปสู่ การแพทย์ของชุมชน นั่นคือ ทำให้สนใจเรื่องสาธารณสุขและสังคมมากขึ้น [12]

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์

 

ความเข้าใจที่กลับหัวกลับหาง คือ การมุ่งมั่นปฏิรูปโดยไม่สนใจว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

ประเวศกล่าวในบันทึกว่า ได้ยินชื่อสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่อังกฤษที่มีชื่อเสียงมาจากการจัดทำวารสารที่ชื่อว่า สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ครั้นประเวศกลับเมืองไทยเขาเล่าเมื่อได้อ่าน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ทำให้โลกทัศน์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างมากขนาดที่เรียกว่าเป็น “จุดเปลี่ยนในชีวิตที่สำคัญจุดหนึ่ง” [13] แม้จะอ้างเช่นนั้น ก็มิได้พบเห็นว่าประเวศหรือเครือข่ายจะปฏิเสธอำนาจนอกระบบอันไม่ชอบธรรม ในบันทึกแทบจะไม่พบการตั้งคำถามอำนาจอันไม่ชอบธรรมที่ได้มาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์, ถนอม กิตติขจร, ประภาส จารุเสถียร แต่กลับปรากฏบันทึกที่กล่าวถึงการล็อบบี้ผ่านผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่มี อำนาจอยู่บนยอดปิรามิดทั้งหลายทั้งนั้น

ในปี2515 ประเวศได้รับเลือกเป็นคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะการวางแผนการแพทย์และสาธารณสุขแห่งชาติ [14] ซึ่งเป็นโอกาสอย่างดีที่จะได้รู้จักเสม พริ้งพวงแก้ว [15] หมอผู้นี้ลาออกจากราชการเมื่ออายุ 51 ปี ในปี 2504 มาเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (ปี 2506 –2516) [16] อย่างไรก็ตาม คนดีมีความสามารถตามแบบฉบับและคุณสมบัติของสังคมไทยอย่างเสม ก็อยู่ในปริมณฑลส่วนตัวได้ไม่นาน ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 เขาได้มีส่วนในด้านการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ โดยเขาอยู่ประจำศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม [17]

ภายใต้การจัดระเบียบอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ เสมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2516 ภายใต้นายกรัฐมนตรีนักกฎหมายผู้ทรงศีลธรรมชื่อ สัญญา ธรรมศักดิ์ และโอกาสแห่งอำนาจที่อยู่ในมือนี้เองที่ทำให้เขาสามารถจัดความสัมพันธ์เชิง อำนาจในกระทรวงสาธารณสุขเสียใหม่ คือ ทำให้อำนาจการบริหารทั้งการป้องกันและรักษา มาอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวง ส่งผลให้สามารถสั่งการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังอ้างว่า มีการกระจายอำนาจไปยังหน่วยงานภูมิภาคอย่างทั่วถึงซึ่งหมายถึงให้โรงพยาบาล จังหวัดมีอำนาจมากขึ้น โดยให้กรมต่างๆ ทำหน้าที่วิชาการสนับสนุน ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้สำเร็จลงในปี 2517 [18]

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

เสม พริ้งพวงแก้ว (2454-2554)

 

รอบอายุของเสม ยังทันการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ คณะรัฐมนตรี ที่เป็น “คนดีมีความสามารถ” อีกครั้งหลัง 6 ตุลาคม 2519 เขารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2523 ใต้นายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่มาจากการรัฐประหารต่อรัฐบาลเผด็จการธานินทร์ กรัยวิเชียร อย่างไรก็ตาม เขารัฐบาลนี้อยู่ได้เพียง 18 วัน เกรียงศักดิ์ ก็ลาออก อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรม ติณสูลานนท์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสมก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอีก ในรัฐบาลเปรม 2 ในปี 2524 อำนาจครั้งนี้ทำให้เขาผลักดันให้ออกระเบียบกระทรวง ให้โรงพยาบาลในสังกัดใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ [19] การอยู่ในแวดวงอำนาจน่าจะมีส่วนทำให้งานด้านสาธารณสุขที่เสมเกาะติดอยู่ ประสบความสำเร็จเป็นระยะ ในปี 2525 พบว่าเสมและเครือข่ายผลักดันให้ประเทศไทย มีอิสระในการบริหารงานงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นแห่งแรก [20] เป็นช่วงเวลาระหว่างที่เสมกำลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2524-2526 ทำให้เห็นว่าช่องทางการเดินทางของแหล่งทุนนอกเข้าสู่การทำงานพัฒนาชนบททวี ความสำคัญขึ้นเรื่อยในทศวรรษนี้ ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นเส้นทางทางการเมืองของเสมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งทาง การแพทย์ การเมือง และการทำงานพัฒนาชนบทของเขา ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยแล้ว ถือว่าเป็นช่องทางพิเศษสำหรับคนดีมีความสามารถที่ไม่จำเป็นต้องเปลืองตัวไป ลงสมัครรับเลือกตั้งเสนอตัวให้ประชาชนเลือก

ในขณะที่ประเวศเดินเกมได้เหนือชั้นกว่านั้น นั่นคือ ไปอยู่หลังม่าน ไม่จำเป็นต้องลงมาเป็นรัฐมนตรีเสียเอง แต่ก็สามารถรวมศูนย์อำนาจไว้ได้อย่างมั่นคงและเป็นเอกภาพ และมีงบประมาณให้ใช้จ่าย ในอีกหลายปีต่อมา

 

ชูธงปฏิรูปที่มีชนชั้นสูงและฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นแบ็ค

ความผูกพันระหว่างแพทย์ที่มีสถานะสูงด้วยอำนาจในการรักษาที่อยู่ในมือ ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น ทำให้แพทย์เป็นวิชาชีพหนึ่งที่มี “อภิสิทธิ์” เป็นอย่างยิ่ง ประเวศได้รับเลือกเป็นกรรมการแพทยสภาจากการเลือกตั้ง ในปี 2512 [21] และในปีเดียวกันนั้นเขาได้เขียนบทความวิจารณ์ศิริราชในบทความชื่อ “ปัญหาศิริราช” [22] ประเวศพบกับปัญหาที่หมักหมมเนื่องจากระบบราชการที่เน่าเฟะ ทำให้พวกเขาเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขด้วยอำนาจที่เบ็ดเสร็จ

ปี 2514 เราพบว่าประเวศและพวกใช้โอกาสที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายทหารนักการเมืองผลักดัน ประเด็นที่คิดว่าดีและมีประโยชน์ต่อสังคม นั่นก็คือ ประเวศ จากโรงพยาบาลศิริราช อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (บิดาของอภิสิทธิ์) จากโรงพยาบาลรามาธิบดีและเพรา นิวาตวงศ์ จากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เพรา เติบโตมากับอาณาจักรจอมพลสฤษดิ์ ทั้งยังเป็นหมอผ่าตัดที่เก่งมาก ทำให้มีคอนเนคชั่นที่ดีกับนายทหารนักการเมืองที่มาเป็นคนไข้ [23]) หมอทั้งสามได้ลงนามถึงรัฐบาลขอให้ปฏิรูปโรงเรียนการแพทย์ ผ่าน พลเอกแสวง เสนาณรงค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี [24] ซึ่งเป็นคนที่ถนอมไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง

เขาบันทึกว่าในปีเดียวกันที่เขามีโอกาสถวายการรักษาสมเด็จพระบรม ราชินีนาถฯ ประเวศกราบบังคมทูลแนวคิดในการปรับปรุงแพทย์และสาธารณสุข และได้รับคำแนะนำว่า “เรื่องนี้คุณหมอประเวศจะต้องกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว...พระเจ้าอยู่หัว จะได้รับสั่งกับจอมพลถนอม” [25] ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่

ประเด็นนี้แม้จะผ่านมติคณะรัฐมนตรีฉลุย แต่ในระดับปฏิบัติการแล้วงานไม่ไปถึงไหน พออารี วัลยะเสวี ศาสตราจารย์นายแพทย์ คณบดีผู้ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีเห็นชอบกับนโยบายดังกล่าวจึงใช้โอกาสที่รัฐบาลเผด็จการ เห็นชอบนี้มาผลักดันให้เป็นจริง กลายเป็นว่าหมอโรงพยาบาลรามาธิบดีส่วนใหญ่ไม่พอใจ ฝ่ายคัดค้านได้ลงนามขอให้คณะปฏิวัติระงับเรื่อง แต่คณะปฏิวัติไม่เห็นด้วย [26] ถนอมกับประภาสแม้จะใหญ่เพียงใด แต่พอเจอสารที่ได้มาจากพจน์ สารสิน รองหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ได้รับสั่งของในหลวงมาว่า “ได้ยินว่าที่รามาธิบดีเขากำลังทำอะไรแปลก” สองจอมเผด็จการก็มีอันต้อง “ถอยกรูด” อย่างไรก็ตาม อารี ก็ไม่ละความพยายามขอเข้าเฝ้า และชวนประเวศไปด้วยกัน อารีโบ้ยให้ประเวศกราบบังคมทูล เมื่อทรงฟังแล้วรับสั่งว่า [27]

“การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย”

“ถ้า ปัญหาเกิดจากคนส่วนใหญ่ จะให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็คงจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้” ประเวศกราบบังคมทูลซ้ำ

“ถ้าพูดอย่างนั้น มีหมอประเวศคนเดียวเป็นคนนอกรามาธิบดี หมออารีก็เป็นส่วนหนึ่งของรามาธิบดี...”

ส่วนหมอคนอื่นที่มาด้วยอย่าง อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สันต์ หัตถีรัตน์ เห็นท่าไม่ดีจึงเฉยเสีย และเรื่องปฏิรูปให้มีระบบอาจารย์เต็มเวลาและไม่เต็มเวลาก็ยุติลงด้วยประการ ฉะนี้ และนี่คือภาพตัวอย่างของกระบวนการการตัดสินใจนโยบายสาธารณะในปี 2515

อีกกรณีหนึ่งก็คือ จดหมายลับมากของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในปี 2518 ที่มีต้นกำเนิดมาจากข้อสงสัยว่าประเวศจะเป็นคอมมิวนิสต์ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเขียนบทความ “สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่” ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปี 2517 ซึ่งหลักคิดก็คือ เน้นเอาศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นธงชัยในการสร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่ ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 [28] แต่แต่เขาก็ถูกร้องเรียนพฤติการณ์ เนื่องจากว่าประเวศเองก็เป็นที่ปรึกษาและพบปะแลกเปลี่ยนของเหล่านักศึกษา ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากคนหนุ่มสาวรุ่นนั้น ประเวศบันทึกว่า เขาถึงกับถูกฟ้องต่อในหลวงว่าเป็น “หัวหน้าคอมมิวนิสต์” ซึ่งในด้านหนึ่งเขาได้รับการการันตีจาก ม.ล.เกษตร สนิทวงศ์ นายแพทย์ผู้เป็นลุงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ซึ่งสนิทและช่วยเหลือประเวศอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ม.ล.เกษตรถึงกับกล่าวว่า [29]

“ถ้าหมอประเวศเป็นคอมมิวนิสต์ ข้าพระพุทธเจ้าก็เป็นด้วยพระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้น ม.ล.เกษตร จึงเข้าพบพลเอกสายหยุด เกิดผล เพื่อให้เช็กประวัติและออกใบรับรองความบริสุทธิ์ของประเวศตามจดหมายลับมากดังกล่าว

เหตุผลในการรับรองก็คือ ข้อแรก ประเวศเป็นนักศึกษาแพทย์ มีประวัติการศึกษาอยู่ในขั้นดีมาก ชอบทำงานเป็นหมู่คณะ ข้อสอง รับราชการเป็นแพทย์ประจำบ้าน โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบรวมหมู่และคณะเช่นเดิม ข้อสาม เนื่องจากเข้ากับนักศึกษาหัวก้าวหน้าจึงอาจถูกเพ่งเล็งจากกลุ่มอาจารย์และ แพทย์รุ่นเก่า ข้อที่สี่ยิ่งน่าตื่นเต้นก็คือว่า เขาเคยได้รับทุนจากมูลนิธิ “อานันทมหิดล” และมีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระดับหนึ่ง และมีแนวคิดที่เห็นว่า “สิ่งทั้งหลายย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่มิได้เน้นลักษณะในเรื่องชนชั้น มีแนวการปฏิรูปโดยการใช้การประสานประโยชน์” ข้อสรุปนี้นิยามประเวศอย่างนามธรรมว่ “มีลักษณะเป็นนักปฏิรูปพื้นฐานของมนุษยธรรม” [30] แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของชนชั้นปกครองไทยต่อเรื่อง “ชนชั้น” ที่เป็นจุดโจมตีอันแข็งแรงของฝ่ายซ้าย

เหตุผลที่น่าสนใจอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าแพทย์มีสถานที่สูงในสังคม แล้ว แต่ยังเห็นว่าในห้วงเวลาดังกล่าว แพทย์ยังเป็นวิชาชีพที่รับใช้การเมืองอย่างยิ่งนั่นก็คือ การโฆษณาที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ที่ใช้ได้ผลดีก็คือการบริการด้านการแพทย์ [31] ดังนั้นการแพทย์ชนบทที่ได้รับการสนับสนุนในเวลาต่อมาอาจเข้ามาอุดช่องโหว่ตรงนี้ของการสาธารณสุขในพื้นที่ชายขอบ

นี่คืออีกเส้นทางชีวิตหนึ่งของประเวศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

หลังเหตุฆาตกรรมหมู่ ปี 2519 การลงพื้นที่ชนบทไม่สามารถจะทำได้อย่างเปิดเผย เมื่อท้องฟ้าแห่งเสรีภาพถูกเหยียบย่ำด้วยท็อปบูธและมือที่เปื้อนเลือด ต้องรอจนกว่าบาดแผลจะแห้งตกสะเก็ดในอีกสี่ห้าปีหลัง การลงพื้นที่ที่ทุรกันดารก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง

 

จากสนามของแพทย์ สู่ สนามของการพัฒนาท้องถิ่น

“ท่านเป็นผู้นำในการศึกษาโรคธาลัสซีเมีย และโรคเลือดอื่น ๆ และเป็นผู้นำในการคิดค้นวิธีรักษาและป้องกันโรคเหล่านี้ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านได้ตีพิมพ์บทความมากกว่า 100 บทความ ในวารสารทางการแพทย์ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งเสริมการแพทย์ชนบท และได้ก่อตั้งวารสารทางการแพทย์ชนบทอีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังได้ส่งเสริมให้ประชาชนในชนบท ผู้นำชุมชน และพระสงฆ์ เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ ในปี 1981” [32]

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ประเวศ วะสี

 

นี่เป็นดังคำประกาศถึงคุณูปการของประเวศ หลังจากที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาภาคบริการรัฐในปี 2524 เขาเปี่ยมไปด้วยผลงานอันโอ่อ่าน่าภาคภูมิอย่างยิ่ง เช่น นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี 2526 บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ ปี 2528 ในระหว่างนั้นเขาก็ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญในมหาวิทยาลัยมหิดล 2 ตำแหน่งนั่นคือ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและวางแผน มหาวิทยาลัยมหิดล (2522-2526) และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (2528-2530) ซึ่งระหว่างนั้นก็ควบกับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และ สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (2527-2530) [33]

ช่วงปี 2527-2530 พบว่ารัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับองค์กรสนับสนุนความช่วยเหลือระหว่างประเทศของ รัฐบาลแคนาดา (Canadian International Development Agency: CIDA) จัดตั้ง "กองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา" (Local Development Assistance Program: LDAP) ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนองค์กร สถาบัน และกลุ่มต่างๆ ที่ดำเนินการด้านการพัฒนาท้องถิ่น ให้สามารถขยายขีดความสามารถที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน ทั้งในระดับหมู่บ้าน ท้องถิ่นและประเทศโดยรวม กองทุนดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ เสน่ห์ จามริก, ประเวศ วะสี, ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์, บำรุง บุญปัญญา เป็นต้น [34] ซึ่ง LDAP นั่นก็ได้สนับสนุนเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท ผ่าน 55 โครงการ นี่เป็นจุดหนึ่งของการเริ่มต้นของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และมูลนิธิ /สถาบันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทุนได้เปลี่ยนเป็นสถาบันนิติบุคคล บุคคล ภายใต้ซื่อว่า "มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา" พร้อมกับก่อตั้ง สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (สทพ.)

ไอเดียของการกำเนิดมูลนิธิต่างๆนี้ เชื่อได้ว่ามาจากประสบการณ์ของประเวศที่ได้พบเห็นและร่วมงานกับ มูลนิธิและกองทุนต่างๆ ในต่างประเทศดังที่ เขาได้ยกตัวอย่างการตั้งมูลนิธิของเอกชนที่ทำงานเพื่อพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ มีเงินประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ มูลนิธิฟอร์ด มี 4,000 ล้านดอลลาร์ [35] เงินมหาศาลเหล่านี้ประเวศหวังว่านายทุนไทยจะเปลี่ยนไปเป็นทุนทางปัญญาเสียบ้าง

ขณะที่ประเวศได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ แต่ก็พบว่าเขารู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างดีว่า “โครงสร้างในระบบราชการติดขัดและมีอุปสรรคนานาประการ” กรณีที่น่าสนใจก็คือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจาก พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ.2535 ในเดือนมีนาคม สกว.ไม่ใช่ระบบราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดงานวิจัย ขณะที่สภาวิจัยแห่งชาติที่มีกรอบราชการเต็มขั้น ขณะที่ผลักดันกฎหมายจนสำเร็จนั้นเป็นสมัยที่อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และหลังจากนี้เพียง 2 เดือน ประเทศไทยก็เกิดการนองเลือดจากกระบอกปืนและความรุนแรงโดยทหาร ภายใต้การนำของสุจินดา คราประยูร

 

ก้าวสู่ปริมณฑลของพุทธธรรม

ประเวศบันทึกว่า ตัวเขาเริ่มสนใจศาสนา ตามอวย เกตุสิงห์ ปรมาจารย์ทางการแพทย์ท่านหนึ่งในปี 2507-2508 [36] เริ่มต้นศึกษาที่งานเขียน ทางร่มเย็น ที่รจนาโดย พระมหาบัว วัดป่าบ้านตาด ซึ่งสอนเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ต่อมาก็การรับเชิญให้ไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดป่าบ้านตาด [37] ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้เห็นวัตรปฏิบัติของพระมหาบัว แล้วเห็นว่านั่นคือการ “ทำงานตามความสามารถ กินอยู่ตามความจำเป็น” อย่างแท้จริง ผิดกับคอมมิวนิสต์ที่พยายามจะใช้อุดมการณ์เดียวกันนี้ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากว่า หากเป็นคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสแล้วทำได้ยาก [38]

ต่อจากพระสายวัดป่า ก็ได้ศึกษาธรรมจากพุทธทาสภิกขุ ตัวกูของกู แล้วขยายไปเล่มอื่นๆอย่าง แก่นพุทธศาสตร์ คู่มือมนุษย์ ตามรอยพระอรหันต์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ บรมธรรม อิทัปปัจจยตา ฯลฯ หลักธรรมเหล่านี้นับได้ว่าเป็นที่ถูกจริตอย่างยิ่งเนื่องจากว่าเป็นคำสอนที่ เป็น “ปัญญาล้วนๆแบบวิทยาศาสตร์ไม่มีส่วนที่เป็นพิธีกรรมนิยายปรัมปรา ทำให้เข้าพุทธศาสนาดีขึ้น” คำสอนทั้งหมดยังพุ่งไปสู่ปัญหาที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ถ้าว่างจากความเห็นแก่ตัวก็จะสงบเย็นและไมมีทุกข์ [39] ประเวศยังได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนในวงการนี้อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นพระขาว อนาลโย พระฝั้น อาจาโร

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ตัวกูของกู
โดย พุทธทาสภิกขุ

 

พระประยุทธ์ ปยุตฺโต นายแพทย์ตันม่อเซี้ยง เสถียร โพธินันทะ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ พระธรรมรักษา ฯลฯ [40]

ประเวศชี้ว่า การสนใจศึกษาธรรมะเหมือนก้าวเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง เป็นวิชาที่แตกต่างจากวิชาอื่นๆ ที่เป็นเรื่องนอกตัว แต่ธรรมะนั้นว่าด้วยธรรมชาติของจิตใจในตัวและมีวิธีฝึกจิต แม้จะมีวัตถุการงานเพียบพร้อมเพียงใด บ่อยครั้งก็หาความสุขไม่ได้ ทางออกของสิ่งเหล่านั้นก็คือ “การศึกษาธรรมะ” ดังที่ประเวศยกตัวอย่าง คนดังที่เข้าหาธรรมะอย่าง พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้จัดการใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย(สมัยนั้น) โสภณ สุภาพงษ์ ผู้จัดการโรงน้ำมันบางจาก(สมัยนั้น) [41]

ตบท้ายด้วยการวิพากษ์การศึกษาว่า ทุกวันนี้เรียนแต่ภายนอก ไม่ได้ฝึกจิตใจตนเอง

 

ทำงานด้วยคนดี การเมืองแบบไร้การเมือง

ตราบใดที่ประเวศหรือใครๆก็ตาม เคารพนับถือ ปฏิบัติธรรม เลือกที่จะเชื่ออย่างผาดแผลงพิสดารอย่างไร หากแต่อยู่ในปริมณฑลส่วนตัวแล้ว ก็ย่อมมิได้เป็นปัญหาใด สิ่งที่เป็นปัญหานั่นคือ การที่ประยุกต์ความเชื่อดังกล่าวยัดเยียดเข้ากับสังคมการเมืองสาธารณะที่ เต็มไปด้วยความเชื่อที่หลากหลาย ศาสนาอันมากมาย รวมไปถึงคนที่เลือกจะไม่เชื่อศาสนา ดังที่เราจะได้ยินการอ้างอิงเรื่อง ธรรมาธิปไตย กันจนเลี่ยนในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งที่สังคมการเมืองสาธารณะควรเป็นเรื่องของการถกเถียงด้วยเหตุผล เพื่อจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนกลุ่มต่างๆ เป็นเรื่องที่ควรเปิดกว้างต่อการตั้งคำถามและเรียนรู้ เพราะการเมืองมิใช่เป็นเรื่องของการสยบยอมและหมอบกราบกรานต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองมากี่หน ผ้าคลุมอาญาสิทธิ์ที่ชื่อว่า ความดี ศีลธรรมจรรยา จึงสร้างความชอบธรรมทุกครั้งไปให้กับรัฐบาลเผด็จการเรื่อยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 ในสายตาของพวกอนุรักษ์นิยม และฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารต่างเห็นว่า ระบอบการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรนั้น ไม่ใช่ “สาระ” เลย ขอเพียงแต่คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นคนที่อย่างน้อยว่ามีภาพว่าไม่ทุจริต วางตัวและภาพลักษณ์ที่ทรงคุณธรรม ไม่เกลื้อกลวกกับนักเลือกตั้ง (และจะให้ดีก็คือ แบ่งผลประโยชน์ให้กับตนได้)

ดังที่อภิปรายมาเบื้องต้นแล้ว ประเวศเติบโตมากับสังคมไทยหลังทศวรรษ 2490 ที่เห็นว่ารัฐประหารและการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมจากคนเบื้องบนเป็นเรื่อง ปกติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าไฉนประเวศจึงไม่ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีที่เป็นลบต่อทหาร และการรัฐประหารที่ผ่านมาแม้เพียงสักครั้ง สมัยอยู่ใต้รัฐบาลเผด็จการก็วิ่งเต้นเพื่อให้วาระของตนสัมฤทธิ์ผล จะโจมตีก็แต่เพียงระบบราชการที่บิดเบี้ยวไร้ประสิทธิสภาพ ซึ่งปัจจัยหนึ่งก็มาจากโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ได้ยึดโยงอำนาจของปวงชน ด้วยเราจึงเห็นประเวศก็ผุดไอเดียการทำงานแบบไม่พึ่งพารัฐ แสดงให้เห็นว่าพยายามกีดกันนักการเมืองในระบบออกไป และสร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้การทำงานการเมือง “ภาคประชาชน” เรื่อยมา ซึ่งปัญหาที่เกิดก็คือ “ภาคประชาชน” ของประเวศนั้นนับวันจะไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนราษฎรทั่วไปทุกที

อย่างไรก็ตามการเป็นคนดี การนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด หรือการเป็นนักบวชที่บรรลุแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นวัฏฏสงสารแห่งโลก เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นที่สนใจอย่างมากของเมืองไทยหลังเหตุการณ์พฤษภาคม นองเลือดที่มีเป็นประเด็นของ การเมืองของคนดี ที่ประเวศ วะสี มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นและได้มีการจดบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุ นั่นก็คือ การเมืองแห่งมรณกรรมของพุทธทาสภิกขุ

 

กระบวนการสู่ความตายของพุทธทาส

พุทธทาสภิกขุ เป็นพระปัญญาชนนามกระเดื่อง เป็นนักคิดนักเขียนที่ถูกกล่าวถึงและถูกอ้างอิงหลักธรรมมาปรับใช้กับการ เมืองบ่อยที่สุดรูปหนึ่งในยุคสมัยของปัจจุบัน ด้วยจริตนิสัยอันแหวกแนวจากสังคมไทยแบบจารีต การตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา กระทั่งกับข้อความในพระไตรปิฎก การสื่อสารต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พุทธทาสยิ่งใหญ่เสมอมาในสายตาของปัญญาชน ในทศวรรษ 2530 เป็นช่วงอัศดงของสังขารร่างกาย เป็นวัยที่พุทธทาสปรารภแล้วว่า “อายุมากกว่าพระพุทธเจ้า” พุทธทาสให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวตาย ดังที่แสดงให้เห็นอยู่ว่า “สาวกของพระพุทธเจ้าไม่ควรหอบสังขารหนีความตาย” [42] ในที่นี้ขอใช้บันทึกของประเวศ วะสี เป็นเอกสารหลักที่จะเปิดเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ช่วงสุดท้ายของพุทธทาสที่ เชื่อมโยงกับความรู้ และอำนาจในสังคมไทยหลังพฤษภาคม 2535

พุทธทาส ป่วยหนักครั้งแรกตั้งแต่ปี 2518 ต่อมาคือปี 2528, 2534 และครั้งล่าสุดคือ ปี 2535 [43] สิ่งเหล่านี้นอกจากเป็นเครื่องเตือนใจของเจ้าของสังขารร่างกายแล้ว น่าจะเป็นการประกาศให้ลูกศิษย์และคนรอบข้างทราบถึงสัญญาณการนับถอยหลังอีก ด้วย พินัยกรรมที่เขียนขึ้นวันที่ 28 มีนาคม 2536 ก่อนที่จะมรณภาพอีก 4 เดือนถัดมา จึงถูกตระเตรียมไว้เป็นอย่างดี

ข้อความหลักของพินัยกรรมนั้นมอบอำนาจให้ พระครูปลัดศีลวัฒน์ (โพธิ์ จันทสโร) เป็นผู้จัดการศพ ละเว้นขอพระราชทานโกศ พิธีการทั้งหมดตั้งอยู่บนความเรียบง่าย เมื่อตายไม่ต้องรดน้ำศพ ไม่ต้องฉีดยาศพ ไม่ต้องสวดศพ ให้เก็บในโลงปิดมิดชิด ละเว้นการเปิดดู และการเผาศพให้ทำในสามเดือน แต่หากจำเป็นก็ไม่ควรเกิน 1 ปี ไม่จัดงานพิธี งานเผาศพให้ทำอย่างง่าย โดยบริเวณเชิงตะกอนให้ปักเสาสี่มุมและดาดผ้าขาวเป็นเพดานเท่านั้น กระดูกก็ให้เทซิเมนต์ทับในศาลาธรรมโฆษณ์ เถ้าให้นำไปโปรยตามที่ต่างๆที่กำหนดไว้ โดยมีพยานคือ จิตติ ติงศภัทิย์ นักกฎหมายและองคมนตรี เสริม พัฒนกำจร นายตำรวจยศ พันตำรวจเอก วิจารณ์ พานิช หลานชายผู้เป็นนายแพทย์ [44]

อย่างไรก็ตามพินัยกรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่อยู่ในอำนาจผู้เขียนนั้น สร้างปัญหาอย่างมากให้กับคนที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพุทธทาสเป็นคนสาธารณะที่เกี่ยวโยงกับผู้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลาย ทั้งระหว่างเจ็บป่วยอาพาธ และหลังลมหายใจสุดท้ายไปแล้ว การเมืองก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ดังจะกล่าวต่อไป

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

พินัยกรรมของพุทธทาสภิกขุ
ลงวันที่ 28 มีนาคม 2536

 

อย่าหอบสังขารหนีความตาย คำสั่งก่อนเสีย

ประเวศได้บันทึกว่า การป่วยหนักของพุทธทาสในปี 2534 ในครั้งนั้นมีข้อเสนอให้เลือกถึง 3 ทางก็คือ เข้ากรุงเทพฯ ไปรักษาที่ศิริราช สอง ไปโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี สาม อยู่ที่สวนโมกข์ พุทธทาสเลือกทางเลือกสุดท้าย และกล่าวสำทับว่า “ขอเถอะ ขอเถอะ อย่าให้หอบสังขารหนีความตายเลย” คราวนั้นหายป่วยภายใน 7-10 วัน [45]

จากการเจ็บป่วยครั้งล่าสุดในปี 2535 ครั้งนั้นเป็นอาการของโรคทางสมองถึงขั้นความจำบกพร่องชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าระบบของร่างกายนั้นทนทานไม่ไหวลงทุกที จนกระทั่งการป่วยครั้งสุดท้ายปลายเดือนพฤษภาคม 2536 ในครั้งนั้นประเวศพบกับ พระโพธิ์ ซึ่งก็ได้ย้ำปณิธานว่าไม่ต้องการให้รักษาผิดธรรมชาติ [46] อย่างไรก็ตามเมื่ออาการทรุดหนัก ปณิธานดังกล่าวก็ถูกทัดทานด้วยการเมืองของการการแพทย์ ที่มาพร้อมกับชุดความคิดและอำนาจชุดหนึ่ง

ความคิดที่ไม่ลงรอยกันจึงเริ่มนับแต่นี้

บันทึกของประเวศ ระบุว่า วันที่ 26 พฤษภาคม 2536 หมอเสนอให้เจาะกะโหลกศีรษะเพื่อลดความดันในกะโหลก แต่ลูกศิษย์พุทธทาสไม่เห็นด้วย ถึงขั้นลงชื่อไม่สมัครใจอยู่และจะพาร่างกลับสวนโมกข์ [47]

 

คนใหญ่ คนโต และคนดังกับอาการเจ็บป่วยและตาย

ข่าวการเจ็บป่วยล่วงรู้ออกไป พร้อมๆกับวันคล้ายวันเกิดวันที่ 27 พฤษภาคม สหายทางธรรมและลูกศิษย์ได้เดินทางมาที่ลำปาง ตั้งแต่พระปัญญานันทะ พระพยอม กัลยาโณ จำลอง ศรีเมือง ฯลฯ

คณะแพทย์ทำได้เพียงใส่หลอดเข้าหลอดลมเพื่อช่วยในการหายใจและดูดเสมหะ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะรักษาพุทธทาสแบบไหน เนื่องจากยังมากความเห็น แม้กระทั่งเสริมทรัพย์ที่เป็นหมอยังพูดด้วยเสียงดังว่า “ทำไมทำกับท่านอย่างนี้” เมื่อเห็นว่าใช้เทคโนโลยีต่างๆช่วย พระสิงห์ทองที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวกับประเวศว่า “ถ้าทำอย่างนี้กับอาจารย์ วันนี้อาตมาจะเก็บของและไปจากที่นี่ เพราะอยู่ก็ไม่สามารถป้องกันอาจารย์ตามที่สั่งไว้ได้” [48]

ก่อนที่จะบานปลายมากไปกว่านี้ ได้มีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วม จนออกมาเป็น “บันทึกความเห็นและมติของการประชุมเกี่ยวกับการอาพาธของพระเดชพระคุณพระธรรม โกศาจารย์(พุทธทาสมหาเถระ)” โดยมีใจความว่า พุทธทาสได้สั่งลูกศิษย์ว่าไม่ให้ใช้เทคโนโลยีที่ผิดธรรมชาติ และกำชับว่า เมื่อจะดับขันธ์อย่าให้มีเครื่องช่วยชีวิตใดๆติดตัว ขอให้ดับขันธ์อย่างธรรมชาติตามรอยพระพุทธเจ้า และลูกศิษย์ขอมตินำร่างกลับไปในวันนี้ เวลา 4 โมงเย็น และยิ่งกว่านั้นวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด มีพระและญาติโยมมากมาประชุมอยู่แล้วน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดธรรมสังเวช บันทึกดังกล่าวมีสหายและลูกศิษย์ร่วมลงนามกันอยู่นับสิบคน เช่น พระเทพวิสุทธิ์เมธี พระโรเบิร์ท สันติกโร พระสิงห์ทอง เมตตา พานิช ประเวศ วะสี รัญจวน อินทรกำแหง ฯลฯ [49] ซึ่งตามข้อตกลงนั้นพุทธทาสก็ได้คืนร่างมาสู่สวนโมกข์ ในคืนนั้นประเวศ เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินรอบสองทุ่มครึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นมีข่าววิทยุแจ้งว่า พุทธทาสจากไปแล้ว แต่ปรากฏว่าข่าวคลาดเคลื่อน และยังมีข่าวอีกว่า จะมีการนำพุทธทาสมารักษาที่กรุงเทพฯ ความขัดแย้งและข้อถกเถียงต่างๆได้ถูกทำให้เงียบลงเมื่อเกิดข่าวว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำท่านพุทธทาสมารักษาที่กรุงเทพฯ”

สิ่งเหล่านี้เคยเป็นความกังวลมาก่อนแล้วกับพระที่สุราษฎร์ธานีว่า ถ้ามีในหลวงรับสั่งให้ไปรักษาที่กรุงเทพฯ จะว่าอย่างไรกัน นับว่าในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว [50]

วิธีรักษาที่ประนีประนอมกับลูกศิษย์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งสองฝ่าย จึงดูพิลึกพิลั่น นั่นคือ มีข้อเสนอว่า นำร่างมาแต่จะไม่มีการผ่าตัดสมองหรือเจาะคอ แต่ช่วยให้หายใจได้เอง แล้วก็จะนำกลับสวนโมกข์ หรือหากว่าไปไม่ไหวก็ให้กลับสวนโมกข์ดับขันธ์ตามความประสงค์ [51] นอกจากนั้นแพทย์ได้บอกกับลูกศิษย์ว่า “มีหวังจะหายกลับไปเทศน์ได้อีก ขอเวลา 7 วันจะนำท่านกลับ จะไม่มีการเจาะคอ ไม่มีการผ่าตัด” [52]

พุทธทาสจึงนอนโคม่าแบบไม่รู้ตัวอยู่ต่อไปที่ศิริราชอีก 1 เกือบเดือนเต็ม บนตึกมหิดลวรานุสรณ์

 

เรื่องสาธารณะในสังคมกึ่งประชาธิปไตย

ประเวศในฐานะคนกลางและคนอยู่ในวงในพยายามอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างพระกับแพทย์นั้นมีอยู่ แต่เป็นความแตกต่างในมุมมอง ไม่ใช่เรื่องแตกแยก แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งเช่นกันก็คือ ข่าวอาการของพุทธทาสเป็นข่าวที่ขายได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ธรรมชาติของการทำข่าวที่ต้องล้วงลึกข้อมูล ภาพถ่ายเหตุการณ์ออกมาให้มากที่สุดซึ่งตรงกันข้ามกับผู้เป็นข่าวที่พยายามจะ ให้เรื่องสาธารณะเป็นเรื่องส่วนตัวมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นคู่ความขัดแย้งที่เป็นหัวใจของการเสนอข่าวแบบปิงปอง คือ หยิบข้อกล่าวหาของฝ่ายหนึ่งไป "พิสูจน์" โดยนำไปถามผู้ถูกกล่าวหา [53]

การดำเนินข่าวบนความขัดแย้งจึงทำให้ข่าวที่ขายได้ ทอดระยะเวลาบนแผงไปได้อีกไม่ว่าจะเป็นการให้ข่าวว่า พุทธทาสจะดับขันธ์วันที่ 4 มิถุนายน ที่เป็นวันวิสาขะ ทางฝ่ายแพทย์ก็เสียกำลังใจที่ข่าวออกไป ขณะที่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ก็ด่าศิษย์ว่า เอาพุทธทาสไปเปรียบพระพุทธเจ้า ในอีกด้านหนึ่งลูกศิษย์ลูกหาก็พยายามสร้างความรู้เกี่ยวข้องกับพุทธทาส ด้วยการจัดนิทรรศการ จัดอภิปราย จัดทำหนังสือและภาพธรรม [54]

การเดินทางสู่ความตายผ่านสังขารของพุทธทาส ยังพบกรณีที่น่าสนใจก็คือ การใช้อำนาจบังคับควบคุม ดังที่พบว่า รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย ทำจดหมายว่า ใครนำพุทธทาสกลับสวนโมกข์เป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” ซึ่งก็เป็นปัญหาที่น่าสนใจเช่นกันว่า ในทางโลกแล้วร่างของพุทธทาสอยู่ในกรรมสิทธิ์ของผู้ใด ลูกศิษย์ ญาติ แม้นักกฎหมายก็ตอบไม่ได้ [55] สิ่งเหล่านี้ปัญหาไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องของธรรมชั้นสูง โลกุตตระ แต่เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของอาณาบริเวณของการนิยามนักบวชในโลกประชาธิปไตย สมัยใหม่ ที่รัฐไทยไม่เคยนิยามให้ชัดเจน เช่นเดียวกันกับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของ ศาสนสถานต่างๆ ที่มีตำแหน่งแห่งที่อย่างไรบนพื้นที่เมือง และการบริหารการจัดการเมือง

พระโรเบิร์ท สันติกโร ลูกศิษย์ฝรั่งพุทธทาส ที่ปัจจุบันลาสิกขาแล้ว ด้วยความที่เติบโตมากับสังคมตะวันตกที่เคารพและให้คุณค่าในสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ จึงตั้งข้อสังเกตและคำถามกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษา จนดูเหมือนว่าเป็นตัวน่ารำคาญดังที่ประเวศระบุไว้ว่า “ด้วยความเป็นฝรั่งช่างซัก ช่างถาม ช่างคิดและช่างบันทึก ท่านบันทึกอาการและการรักษาพยาบาลท่านอาจารย์พุทธทาสอย่างละเอียดทุกวัน ความช่างซักช่างถามของท่านคงจะก่อความปวดหัวให้แพทย์มากที่สุด ที่จริงท่านตั้งคำถามมาก ซึ่งผมจะไม่นำมาเล่าในที่นี้” [56] เราอาจสังเกตข้อความของพระโรเบิร์ทในจดหมายด้านล่าง น่าจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของโลกทัศน์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

 

“In a democratic country, one of the worst things anyone can do is to force a person to do something or endure something which he does not want. When we violate a person’s wishes we are taking his life to our control” [57]

สันติกโรภิกขุ
1 กรกฎาคม 2536

 

วินาทีสุดท้าย

สัญญาณมรณะมาถึง ณ เวลา 02.30 ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 เมื่อความดันเลือดสูงเนื่องจากเชื้อลุกลามในกระแสเลือด แพทย์เห็นว่าจะยื้อต่อไปไม่ไหว จึงแจ้งพระลูกศิษย์ว่าจะส่งกลับสวนโมกข์ตามที่ได้คุยกัน เมื่อทราบข่าว จำลอง ศรีเมือง จักรธรรม ธรรมศักดิ์ (หมอผู้เป็นบุตรสัญญา ธรรมศักดิ์) วิจารณ์ พานิช และอีกหลายคนก็เดินทางมาโรงพยาบาล รุ่งธรรม ลัดพลี (หมอผู้เป็นบุตรพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี) อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งมีความสนิทสนมกับพุทธทาส) ติดต่อสมุหราชองครักษ์ให้เครื่องบินนำส่ง เครื่องไปถึงที่สุราษฎร์ธานี เวลา 09.55 น. ถึงสวนโมกข์เวลา 10.30 น. (บ้างว่า 11.00 น.) ตอนนั้นยังมีเครื่องช่วยหายใจและสายให้น้ำเกลือ และให้ยาเร่งความดันอยู่ อย่างไรก็ตามความดันเลือดกลับลดต่ำลงเรื่อยๆ จนหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลา 11.20 น.[58]

พระลูกศิษย์ได้แฟกซ์พินัยกรรมการทำศพของพุทธทาสไปบุคคลต่างๆและสื่อมวลชน [59] อย่างน้อยก็เพื่อยุติการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาควบคุมการจัดการพิธีศพตามพินัยกรรม

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

พาดหัวหน้า 1
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2554

 

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ประเวศ วะสี ผู้มีอิทธิพลเหนือกลุ่มทุนตระกูล ส.

 

ประเวศ วะสีราษฎรอาวุโส หลังพฤษาทมิฬ?

ประเวศ ได้เขียนเป็นบทความแนะนำการใช้ “วิธีนอกระบบ” ในการแก้ปัญหาที่ไม่สำเร็จด้วย “วิธีที่เป็นทางการ” ซึ่ง “วิธีที่ไม่เป็นทางการ” นั้น หมายถึง การที่บุคคลมาร่วมทำอะไรกันด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านความเป็นทางการของระบบ อาจเป็นคนในระบบที่เป็นทางการนั้นเอง แต่มาร่วมกลุ่มกันทำงานกันเองโดยไม่มีใครแต่งตั้งหรือต้องได้รับอนุมัติจาก ใคร ประเวศได้ยกคำว่า [60] “ราษฎรสูงอายุ หรือราษฎรอาวุโส” (Senior citizen) ขึ้นมาชี้ให้เห็นว่า เป็นตัวอย่างกลไกไม่เป็นทางการ...ไม่มีอำนาจอะไร แต่ก็อาจะเป็นประโยชน์ในการเตือนสติ และชี้ทิศทางให้สังคม [61]

ที่น่าสังเกตก็คือ ประเวศ อายุครบเกษียณในปี 2535 หลังจากการนองเลือดพฤษภาคม 2535 และการมรณกรรมของพุทธทาส 2536 ประเวศ วะสี ที่อยู่ในวัยเกษียณ ก็เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันภาคประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และทวีความสำคัญมาเรื่อยๆ เครือข่ายตระกูล ส. สยายปีก เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งในปี 2544 มีรายได้มหาศาลจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี

แม้ปีนี้จะอายุครบ 79 ปี แต่เขายังตรากตรำทำงานอันแสนหนักหนา หมออายุมากคนนี้เคยดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานหรือกรรมการขององค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมูลนิธิ และสถาบันทางวิชาการอื่นรวมกว่า 60 ชุด [62] เขายังไม่กลัวเปลืองตัวด้วยการรับตำแหน่งประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ หลังจากเหตุการณ์สังหารเสื้อแดง เดือนพฤษภาคม 2553 คู่กับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน ขณะที่อานันท์ชั่วโมงบินสูงกว่าจึงชิ่งลาออกหลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ขณะที่ประเวศยังดึงดันที่จะทำงานต่อ [63]

การเดินทางทางการเมืองในบั้นปลายของประเวศยังคงมีสีสันไม่ห่างไปจาก พื้นที่สื่อ ล่าสุดก็คือ กรณีค่าแรง 300 บาทที่ประเวศให้ข่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ค่าแรงที่ 150 บาทเงินก็ยังเหลือ [64] จนโดนโจมตีจากหลายฝ่าย ต้องมาแก้เกี้ยวในที่สุด

นั่นเองประเวศจึงตกเป็นเป้าของการ์ตูนเสียดสีฝีมือ เรณู ปัญญาดี ที่เปิดเรื่องด้วยการถกเถียงเรื่องค่าแรง 300 บาท และตบท้ายด้วยบทบรรยายที่ว่า "(ประเวศ)จึงใส่เสื้อผ้า...แล้วเดินทางไปประชุมกับองค์กรกว่าสิบแห่งในวัน เดียว รับเบี้ยประชุมทั้งหมด 6.7 หมื่นบาท" [65]

การด่วนสรุปตัดสินคนด้วยฉันทาคติว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมจรรยา และมีความสามารถ แท้จริงแล้วมิใช่เป็นเครื่องการันตีได้ว่า เขาเหล่านั้นเคารพการอยู่ร่วมกันได้ในสังคมประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นใหญ่ เลย สำหรับผู้เขียนแล้วทุกวันนี้เราไม่ได้ต้องการเครื่องมือทางศีลธรรม เราไม่ต้องการคนดี หรือเทวดาอันเลิศลอยมาควบคุมสังคม แต่เราต้องการการเคารพหลักการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่เสมอภาคกัน มีเสรีภาพที่จะคิด มีเสรีภาพที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ อยู่ร่วมกันเสมอเพื่อนมนุษย์ เสมอคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระอรหันต์ที่มีความสามารถขั้นลดละเลิกกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ได้ทั้งหมด

ในพระไตรปิฎกระบุไว้ว่า ในหมู่เทวดาก็ยังมีเทวดาที่เลวทราม มนุษย์ไม่จำเป็นต้องยอมจำนนเสมอไป มนุษย์สามารถด่ากลับและขับไล่เทวดาตนนั้นออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องยี่หระ [66]

 

อ้างอิง:

  1. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์), 2536, น.52
  2. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ประเวศ วะสี”. http://th.wikipedia.org/wiki/ประเวศ_วะสี (3 พฤษภาคม 54)
  3. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1, น.91-92
  4. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1, น.107 และ
  5. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ประเวศ วะสี”. http://th.wikipedia.org/wiki/ประเวศ_วะสี (3 พฤษภาคม 54)
  6. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน, พิมพ์ครั้งที่4), 2538, น.177-178
  7. ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. “รางวัลแมกไซไซ”http://www.thaiworld.org/en/thailand_monitor/answer.php?question_id=209 (21 ตุลาคม 2548)
  8. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน), 2534, น.30
  9. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.22
  10. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.32
  11. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.36
  12. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.40
  13. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.51
  14. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.94
  15. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.94-96
  16. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “เสม พริ้งพวงแก้ว” http://th.wikipedia.org/wiki/เสม พริ้งพวงแก้ว (11 กรกฎาคม 2554)
  17. มูลนิธิเด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว”http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  18. มูลนิธิเด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  19. มูลนิธิเด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  20. สันติสุข โสภณศิริ, เรียบเรียง. "ชีวประวัติย่อ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว"http://www.ffc.or.th/images/intro/intro_2011_07/sem_history/sem_history_big_p08.jpg (4 สิงหาคม 54)
  21. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.64-65
  22. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.61
  23. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.117-119
  24. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.116
  25. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.101 และ 104
  26. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.117
  27. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.118-119
  28. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน) มปพ, น.32 โปรดดู ประเวศ วะสี. “สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่” ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับที่1 (2517) ประกอบ
  29. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.32-33
  30. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.33
  31. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.34
  32. ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. “รางวัลแมกไซไซ”http://www.thaiworld.org/en/thailand_monitor/answer.php?question_id=209 (21 ตุลาคม 2548)
  33. ศ.นพ.ประเวศ วะสี. “ประวัติ” http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2548)
  34. ศ.นพ.ประเวศ วะสี. “ประวัติ” http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2548)
  35. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.37
  36. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.72
  37. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.73
  38. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.75
  39. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.84
  40. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.81 และ 85-87
  41. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.88
  42. พุทธทาสดอทคอม. "สวนโมกข์วันนี้" http://www.buddhadasa.com/history/budmem6.html (5 สิงหาคม 2554) อ้างจาก อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ 60 ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม 2535
  43. พุทธทาสดอทคอม. "สวนโมกข์วันนี้" http://www.buddhadasa.com/history/budmem6.html (5 สิงหาคม 2554) อ้างจาก อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ 60 ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม 2535
  44. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.34-35
  45. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.13-14
  46. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.19
  47. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.21
  48. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.22
  49. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.23-24
  50. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.26-27
  51. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.28
  52. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.55
  53. นิธิ เอียวศรีวงศ์. “สื่อไทยในสถานการณ์ขัดแย้ง” ใน มติชนรายวัน (17 พฤษภาคม 2553)
  54. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.29-30
  55. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.57
  56. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.59-60
  57. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.76
  58. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.32-33
  59. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.33
  60. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม4, 2536, น.504
  61. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม4 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน), 2536, น.503-504
  62. นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งอื่นๆ อีก ได้แก่ ประธานสถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย, ประธานมูลนิธิไทย, ประธานคณะกรรมการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ แผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิ อานันทมหิดล และกรรมการมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์, ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, ประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการหลักการการจัดตั้งราชวิทยาลัย ครุศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อการผลิตยาทางอุตสาหกรรม องค์การเภสัชกรรม, คณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการต่างๆ, คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ม.มหิดล, ธรรมศาสตร์, จุฬาฯ, สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), สถาบันราชภัฏ, ขอนแก่น, สงขลา, คณะกรรมการอำนวยการสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ม.จุฬาฯ, ประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการส่งเสริมการวิจัยการศึกษาแห่งชาติ, ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิรางวัลมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการอำนวยการโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Steering Committee) กระทรวงสาธารณสุข ดูใน Prawase. "ประวัติ" http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2554)
  63. ประชาไท. "คณะกรรมการปฏิรูปฯชุด “อานันท์” ประกาศลาออก มีผล 15 พ.ค.นี้"http://prachatai.com/journal/2011/05/34543 (14 พฤษภาคม 54) และ ประชาไท. ‘หมอประเวศ’ยันไม่ลาออกตาม‘อานันท์’แจงยุบสภาไม่เกี่ยวกับปฏิรูป http://prachatai.com/journal/2011/03/33588 (16 มีนาคม 2554)
  64. เปลวเทียน ส่องทาง. “ประเวศ-บุญชัย” และค่าแรง 300 บาท http://prachatai.com/journal/2011/07/35967 (11 กรกฎาคม 2554)
  65. เรณู ปัญญาดี. มติชนสุดสัปดาห์ (กรกฎาคม 2554) : 45
  66. อ่านเรื่อง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ไล่เทวดาออกจากซุ้มประตูบ้านได้ใน http://www.84000.org/one/3/02.html (5 สิงหาคม 2554)

ThamNaiJai 30Jul11

Posted by KwamRak on 06.2011 [ TV ] - สารคดี

PuenTeeSheVit 4Aug11

Posted by KwamRak on 06.2011 [ TV ] - สารคดี

หลวงพ่อชา สอนทำสมาธิ

Posted by KwamRak on 06.2011 [ Listen ]

PuenTeeSheVit พื้นที่ชีวิต 28Oct11

Posted by KwamRak on 28.2011 [ TV ] - สารคดี

Dhamma for Thai buddhist

Posted by KwamRak on 26.2011 [ TV ] - สารคดี

ThamNaiJai 23Jul11

Posted by KwamRak on 23.2011 [ TV ] - สารคดี

(น่าคิด)จากงานแต่งงานนาเดีย นิมิตวานิช ..ขอถามว่าชาวพุทธตื่นแล้วยัง????

Posted by KwamRak on 20.2011 บทความน่าอ่าน

จากไทยพุทธเป็นมุสลิม เป็นมุสลิมแล้วก็ต้องเป็นมุสลิม ​จนกว่าจะตาย

• พวกเราได้ยินชื่อดาราสาว นาเดีย นิมิตวานิช แต่ชาวไทยต่างก็ไม่รู้กันว่าเป็นมุสลิม
..... “นอกจากนี้ มีการอวยพรจากโต๊ะอิหม่าม เนื่องจากทางตนและคุณแม่นับถือศาสนาอิสลาม” 
• จาก กรณี “ฮูโก้ แต่งงานกันเจ้าสาวมุสลิม ฮาน่า” จนป่านนี้มีลูกกันแล้ว ในวังจักรพงษ์มีพระเก่าแก่ดีๆมากมาย ตอนนี้ได้ยกให้ใครไปแล้วยัง? 
.....เพราะอิสลามจะเอาพระพุทธรูปและรูปปั้นไว้ในบ้านไม่ได้

นี่ถ้าหากกฎหมายอิสลามผ่านสภาฯออกมาใช้ เจ้าบ่าวจะถูก “ศาลอิสลาม” ขึ้นทะเบียนเป็น “มุสลิม” ทันที 
ถึงหย่าร้างกันแล้วก็ไม่สามารถลบและเปลี่ยนศาสนากลับคืนได้ แต่งงานใหม่ไม่ว่าจะแต่งกับคนศาสนาไหน จะเป็นอื่นไม่ได้ “ศาลอิสลาม” จับขึ้นทะเบียนเป็น “มุสลิม” จนกว่าจะตาย


นาเดีย นิมิตรวานิช แต่งแล้ววันนี้ หาคำตอบแต่งอิสลามหรือไม่?
http://www.muslimthai.com/main ​/1428/content.php?page=sub&cat ​egory=109&id=19202

โปรดสังเกต การทำงานของอิสลามจะทำงานสอดประสานกันอย่างดีและเข้มแข็ง

สื่อทำหน้าที่เสนอข่าวให้รู้กัน ​ทั่วไทยว่า 
• ขณะนี้มีมุสลิมเพิ่มจำนวนขึ้นอีกแล้วนะ
• ไม่ว่าจะคุยกันเป็นส่วนตัว หรือตกลงกันภายในว่าในครอบครัวมีเสรีการนับถืออย่างไร แต่สื่อจะกดดันให้เป็น “มุสลิม” ให้ได้ 
• ครอบครัวแต่งงานใหม่นั้นต้องยอม ​รับอิหม่ามเข้ามายุ่มย่ามในบ้าน ​ ดูแลทุกอย่างให้เป็นตามหลักศาสนาให้ได้

ก้าวไปทีละก้าว ...ครอบงำจนถึงเด็กเกิดใหม่ แล้วเด็กคนนั้นจะกลายเป็นสมบัติ ​ของอิสลามเต็มตัว 

สร้างมุสลิมเข้าไปอยู่ในทุกๆองค์กร ในกองทัพได้มีการเสนอกันแล้ว “ให้มีอนุศาสนาจารย์ศาสนามุสลิม” แล้วทหารมุสลิมจะเชื่อฟังอนุศาสนาจารย์มากกว่า ผู้บัญชาการฯ

ขอถามว่าชาวพุทธตื่นแล้วยัง???? ​????????????????????

วิบากกรรมเก่าเป็นสิ่งที่ควรรู้และยอมรับ

Posted by KwamRak on 20.2011 บทความน่าอ่าน
วิบากกรรมเก่าเป็นสิ่งที่ควรรู้และยอมรับ
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญเมื่อ 20 กรกฎาคม 2011 เวลา 22:41 น.

เรื่องที่ต้องรู้ ทุกคนที่เกิดมาอยู่ในโลกใบนี้ บางคนก็อยู่อย่างสุขสบายมีสิ่งอำนวยความสดวกต่างๆอย่างเพียบพร้อม อยู่ในประเทศที่มีความศิวิไล หรืออยู่ในประเทศที่ทุรกันดานเช่นเอทิโอเปีย(เหมือนนรกขุมหนึ่งที่อยู่บนโลกนี้) ต้องขาดเคนทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำจะดื่ม หรือต้องสูนย์เสียสิ่งอันเป็นที่รัก หรือต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากวิบากกรรมที่ได้ทำเอาไว้แต่อดีตชาติมาส่งผลให้เป็นวิบาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่ากฎธรรมชาติหรือกฎแห่งกรรม ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร เราก็จะตีโพยตีพายเป็นทุกข์แสนสาหัส ถ้าเรารู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร ความทุกข์ทั้้งหลายก็จะลดลงได้ เพราะเราได้ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ บางคนเกิดมาพบหน้ากันก็มีความเป็นมิตร แต่บางคนเกิดมาพบหน้ากันก็เป็นศัตตรูกัน ก็เพราะวิบากเช่นกัน แม้พ่อและแม่ พี่และน้อง และญาติสาโลหิตก็เช่นเดียวกัน มีทั้งมิตรและศัตตรู จึงอย่าได้โทษใครเลยมันเป็นวิบากกรรมเก่ามาส่งผลในชีวิตนี้ ตัองยอมรับ รับรู้แล้วต้องปล่อยวางลงเสียจึงจะได้ไม่เกิดทุกข์ อุบายในการทำจิตให้รู้ปล่อยวางได้ดีก็คือการท่องภาวนา เพื่อตีกรอบให้จิตอยู่ในอารมณ์ที่จะรู้ปล่อยวางไม่ยินดียินร้าย ไม่อิน ก็ไม่เครียด คำสำหรับท่องภาวนามีอยู่ว่า ( อย่ายินดียินร้าย.อย่าว่าร้ายใคร.อย่าคิดร้ายใคร.) หลวงพ่อ อุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ดร. จากเยอรมัน เข้าพบศูนย์พิทักษ์ฯ

Posted by KwamRak on 19.2011 บทความน่าอ่าน

วันนี้ (19 ก.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น. ดร.เคนเนธ เฟลมมิง (Dr Kenneth Fleming) จากคณะประวัติศาสตร์แห่งศาสนาและพันธกิจศึกษา (History of Religions and Mission Studies) มหาวิทยาลัยไฮเด็ลเบิร์ก (University of Heidelberg) ประเทศเยอรมันนี (Germany)  http://theologie.uni-hd.de/rm/index.html ได้ขอเข้าพบผู้แทนคณะกรรมการบริหารศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย นำโดย พระเทพวิสุทธิกวี เลขาธิการ, พระมหา ดร.โชว์ ทสฺสนีโย รองเลขาธิการฝ่ายบรรพชิต, พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล รองประธาน, พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ รองเลขาธิการฝ่ายฆราวาส และ พ.อ.(พิเศษ) บุญชู ศรีเคลือบ เลขาธิการเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย 

สำหรับการเข้าพบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิจัยในหัวข้อ "The contemporary encounter between Buddhists and Christians in Thailand." ซึ่งการวิจัยครั้งนี่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธและชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าวกับกรณีชาวพุทธ กับชาวมุสลิมใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยประเด็นที่ ดร.เคนเนธ เฟลมมิง (Dr Kenneth Fleming) ได้สอบถาม อาทิ ทำไมต้องมีการรณรงค์ให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ, การทำงานขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในเมืองไทยเป็นอย่างไร, ภัยของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันมีอะไรบ้าง, ชาวพุทธมีความคิดเห็นต่อคนที่นับถือศาสนาอื่นๆ อย่างไร และพอใจในรูปแบบการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบันที่มีต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ นอกจากนั้นยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อีกหลายประเด็น

ดร.เคนเนธ เฟลมมิง (Dr Kenneth Fleming) ได้กล่าวถึงการที่ได้เลือกเข้ามาพบกับกรรมการบริหารของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ว่า ตนได้ติดตามความเคลื่อนไหวทางศาสนาภายในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร และได้เห็นถึงบทบาทที่โดเด่นของศูนย์พิทักษ์พระพุทศาสนาแห่งประเทศไทยจากสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ดังนั้นจึงใช้เวลาเข้ามาศึกษาข้อมูลต่างๆ จากทางเว็ปไซด์www.bpct.org ซึ่งเป็นเว็ปของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โดยใช้เวลาแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษเป็นเวลานับเดือน

 

 

 

The contemporary encounter between Buddhists and Christians in Thailand

DFG-Research Project, running from 1.12.2010 - 30.11.2013 DFG-Research Project, running from 1.12.2010 - 30.11.2013


Thailand presents itself to the world as a country where national identity is closely linked to Theravada Buddhism. According to official statistics, 94.5% of the population is Buddhist, 4.6% Muslim, and 0.72% Christian. According to official statistics, 94.5% of the population is Buddhist, Muslim 4.6%, and 0.72% Christian.

In recent years, the relationship between Buddhism and Islam in Thailand has received international scholarly attention, mainly in relation to separatist conflicts in the South. In recent years, the relationship between Buddhism and Islam in Thailand has received international scholarly attention, mainly in relation to separatist conflicts in the South. There is, however, little documentation on the contemporary encounter between Buddhists and the small Christian minority. There is, however, little documentation on the contemporary encounter between Buddhists and the small Christian minority. The project will seek to fill this research gap. The project will seek to fill this research gap.

The focus of the project will be on the encounter between Buddhists and Protestant Christians. The focus of the project will be on the encounter between Buddhists and Protestant Christians. A number of case studies will be undertaken to examine the kinds of interaction that take place, including cases related to theological dialogue and to the daily life of the rural poor. A number of case studies will be under taken to examine the kinds of interaction that take place, including cases related to theological dialogue and to the daily life of the rural poor.

A monograph about the encounter, in English, will be written. A monograph about the encounter, in English, will be written. Its findings will contribute new insights to the wider academic field of Buddhist-Christian studies. Its findings will contribute new insights to the contrary academic field of Buddhist-Christian Studies.

 

http://theologie.uni-hd.de/ 

ที่มา : ฝ่ายข่าวศูนย์พิทักษ์พระพุทศาสนาแห่งประเทศไทย
วันที่ 19 ก.ค. 2554

ผู้หญิงกับการทำบุญ

Posted by KwamRak on 01.2011 บทความน่าอ่าน
 

เราเคยเห็นผู้หญิงสวยๆ ซึ่งแต่ละคนจะสวยไม่เหมือนกัน เห็นดารานักแสดง นางเอก นางงาม แต่ละคนก็หน้าตาสวยไม่เหมือนกัน แต่สรุปแล้วว่าสวยก็แล้วกัน อยากรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนสวยไม่เหมือนกัน มีเหตุมีผลหรือมีเหตุมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับความสวยของคุณผู้หญิง ซึ่งคุณประเวศ ณ เชียงใหม่ ได้รวบรวมเรียบเรียงเรื่องนี้ไว้ในชื่อเรื่อง ?อิตถีเพศกับการทำบุญ? ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือเมื่อวันวิสาขบูชา ปี พ.ศ.๒๕๑๕

ผู้พิมพ์ได้อ่านพบเรื่องนี้จึงพิมพ์มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพื่อความบันเทิงทางธรรม และได้ข้อคิดในการทำบุญที่ดี ก็คือเรื่องของกรรมดีที่มีเจตนาในการทำบุญนั่นเอง การทำกรรมดีที่มีเจตนาต่างกัน ก็มีผลให้ผลของกรรมนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย

๑. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ เพื่อจะได้เห็นหน้าพบปะสนทนากับพระภิกษุ, สามเณรที่ตนหลงรักอยู่ ?ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นผู้มีเสน่ห์ยั่วยวนเพศตรงข้าม คือสาวเซ็กส์ซี่นั่นเอง?

๒. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆ เพื่อจะได้คุยกับชายหนุ่มซึ่งมาทำบุญที่วัดนั้นเป็นประจำ ?ผลบุญนั้นทำให้เธอมีเสน่ห์อย่างลึกลับ คือไม่สวยแต่เย้ายวน?

๓. หญิงสาวริษยาความงามของสาวอื่น เพราะตนเองไม่สวยไม่มีชายใดเหลียวแล จึงทำบุญบ่อยๆ ปรารถนาจะให้เกิดชาติใหม่หน้าตาสวยงามเช่นหญิงคนอื่นบ้าง ?ผลบุญทำให้เธอเป็นคนสวยงาม แต่ไม่มีเสน่ห์ คือสวยแบบกระด้างๆ?

๔. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อแสดงความสามารถในการทำครัวให้ประจักษ์แก่สังคม หรือเพื่อแสดงความสามารถในการจัดดอกไม้ให้แท่นบูชาของวัดสวยงาม ?ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นคนมีเสน่ห์แก่คนทั่วไป เป็นที่ชื่นชอบของชายหนุ่มที่นิยมความสามารถ?

๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อช่วยเหลือวัดให้พ้นความขาดแคลนทางด้านปัจจัย อาหาร เครื่องใช้ เป็นต้น ?ผลบุญทำให้เธอมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ความสวยเกิดจากสุขภาพอันดีของเธอ?

๖. หญิงสาวเบื่อหน่ายโลกมนุษย์ ทำบุญประสงค์ไปสู่สวรรค์หรือโลกทิพย์อันน่ารื่นรมย์ ?ผลบุญทำให้เธอเกิดเป็นคนสวยงามแบบงามพิศ คือยิ่งมองยิ่งสวย?

๗. หญิงสาวพิถีพิถันในการทำบุญ สำรวมระวังกายวาจาขณะอยู่ต่อหน้าสมณะ และสถานที่ทำบุญ ?ผลบุญทำให้เธอเป็นคนน่ารัก คือผู้คนเห็นอาจหลงชอบหลงรัก ทั้งๆ ที่เธออาจไม่มีอะไรเด่น?

๘. หญิงสาวทำบุญเสียสละต่างๆ เพื่อมุ่งสู่พรหมโลก ปฏิบัติธรรมให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ?ผลบุญนั้นทำให้เธอสวยงามสง่าดุจนางพญา เป็นความสวยที่ทำให้คนทั่วไปไม่นึกไปในทางเพศ แม้ชายคู่ครองก็ยังให้ความเกรงใจ

๙. หญิงสาวติดตามผู้ใหญ่ ติดตามสมณะที่ตนเลื่อมใส จาริกแสวงบุญ ช่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ ?ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบเด็กๆ มีคนรักใคร่เอ็นดู สามีรักใคร่เอ็นดูเธอเหมือนลูกเหมือนหลาน

๑๐. หญิงสาวเข้าร่วมขบวนทำบุญเป็นกลุ่มเพื่อรักษาประเพณี เพื่อความครึกครื้น เพื่อความสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว ?ผลบุญนั้นทำให้เธอมีบุคลิกภาพดีเป็นสง่าในที่ชุมนุมชน?

๑๑. หญิงสาวนอกจากจะทำบุญให้ทานแล้วยังปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม เผยแผ่ธรรมอีกด้วย ?ผลบุญนั้นทำให้เธอมีสติปัญญาเฉียบแหลม พูดจาเป็นที่น่าเลื่อมใส มีความสวยงามแบบสงบเย็น ใครได้พูดคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ เป็นเสน่ห์ที่ใช้เวลายิ่งนานวันยิ่งรักใคร่คิดถึง?

๑๒. หญิงสาวทำบุญเพื่อเอาใจเพื่อนหรือทำบุญเพื่อให้คนรักสบายใจ ?ผลบุญทำให้เธอเป็นคนที่มีความสบายใจ สวยงามแบบเรียบๆ ผู้คนพบเห็นรู้สึกว่าเธอสะอาดหมดจด มองดูแล้วประหนึ่งดมความสะอาดได้?

๑๓. หญิงสาวแต่งตัวไปทำบุญที่วัดเพื่ออวดเครื่องประดับของตัวว่าสวยเหนือกว่าคนอื่น อวดอาหารที่ตนถวายดีกว่าน่ากินกว่าของคนอื่น ?ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบดูแล้วไม่สบายใจ ชายที่พบเห็นมองในแง่ทางเพศ?

๑๔. หญิงสาวถวายทานต่างๆ มุ่งคุณภาพ เช่น อาหารไม่สวยงามแต่รสดี มีประโยชน์ ของใช้ที่คงทนถาวร ประณีตละเอียดอ่อน พิจารณาวัตถุทานให้เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่สมณะพราหมณ์ ?ผลบุญทำให้เธอสวยและมีรสสัมผัสดี ผู้ถูกเนื้อต้องตัวเธอจะรู้สึกนุ่มนวลละมุนละไม ลูกๆ เด็กๆ ที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอจะรู้สึกอบอุ่น มองว่าเธอเป็นที่พึ่งอย่างดี?

๑๕. หญิงสาวแนะนำสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ทำบุญทำกุศล ส่วนตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำบุญ หรือฝากเงินให้คนอื่นทำบุญแทนตน เพราะตัวเองขี้เกียจไปทำบุญเองหรือหาเวลาว่างยาก ?ผลบุญทำให้เธอเป็นคนเข้าที่ไหนเข้าได้ ผู้คนให้ความเป็นกันเองให้ความสนิทสนม แม้คบกันเพียงสามสี่วันเหมือนคบกันมานานเป็นปี?

๑๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ ประสงค์จะแลกเปลี่ยนอาหารที่มีคนมาทำบุญหรือแลกเปลี่ยนอาหารของตนกับเพื่อนผู้มาทำบุญผู้อื่น ?ผลบุญจะทำให้เธอมีผิวพรรณผ่องใส หน้าตาแช่มชื่น แต่มีรูปร่างอ้วนท้วนเหมือนตุ่ม?

๑๗. หญิงสาวชอบไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทางวัด ทำบุญบำเพ็ญกุศลเป็นประจำ เมื่อไปช่วยงานใดก็มักจะเรียกร้องอาหารการกินหรือสิ่งของที่ตนปรารถนาจากเจ้าภาพหรือเจ้าอาวาส เป็นอย่างนี้เสมอ ?ผลบุญจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม น่ารักน่าสงสาร รูปร่างผอมเกร็งหรือผอมแห้ง?

๑๘. หญิงสาวทำบุญอย่างไม่มีความประณีตในวัตถุทาน ไม่ใส่ใจว่าของนั้นจะมีคุณภาพดีเลว จะใช้งานได้ดีแค่ไหน จะทนทานหรือไม่อย่างไรก็ไม่คำนึงถึง แต่เธอจะชอบตกแต่งประดับประดาให้วัตถุทานนั้นดูดีงดงามน่าดู ?ผลบุญนั้นจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม แต่ยิ้มไม่สวย หัวเราะน่าเกลียด ท่าทางเคลื่อนไหวอิริยาบถบางอย่างไม่น่าดู?

๑๙. หญิงสาวบางคนพิจารณาคัดเลือกวัตถุทานเป็นอย่างดี ของมีคุณภาพดี ใช้ได้ทนทาน เป็นต้น แต่ไม่จัดตกแต่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น จับยัดๆ ใส่เข่งใส่ลังพอๆ ไปที แล้วให้คนนำไปส่งที่วัด หรือวางของทำบุญสุมๆ หมกไว้ตามมีตามเกิดแบบไม่ใส่ใจความเป็นระเบียบ ?ผลบุญทำให้เธอมีความสวยงามแบบจืดๆ ต้องอาศัยความยิ้มแย้ม หัวเราะอันมีเสน่ห์ จึงจะดึงดูดใจได้?

๒๐. หญิงสาวตกลงร่วมทำบุญกับหมู่คณะ เช่น จัดกฐินสามัคคี จัดทอดผ้าป่า เป็นต้น แต่เธอชอบไปร่วมงานช้า ชอบไปที่หลังคนอื่น มีความรู้ความสามารถน้อยแต่ชอบไปแก้ไขวัตถุทานที่เขาตกแต่งประดับประดาไว้ดีแล้ว ฉกฉวยโอกาสเอาหน้าเอาตาว่าฉันก็ใจบุญคนหนึ่ง งานนี้ฉันเป็นหัวหน้าหัวเรี่ยวหัวแรง ?ผลบุญทำให้เธอเกิดมาเป็นคนหน้าตาสวยงามพอใช้ได้ทีเดียว แต่ในความสวยงามนั้นมักจะมีความบกพร่องปะปนอยู่ด้วย เช่น หัวเบี้ยวไปนิด, รูปหน้าค่อนข้างยาวมาก, ตาเล็กมาก, มีปานที่หน้า เป็นต้น?

๒๑. หญิงสาวบางคนใจบุญชอบทำบุญ ขณะที่มีพระภิกษุผ่านหน้าบ้าน เธอจะรีบคว้าข้าวปลาอาหารอะไรก็ได้หยิบฉวยมาใส่บาตรไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าอาหารนั้นเป็นของพ่อแม่ญาติพี่น้องที่แบ่งไว้บริโภคในมื้อต่อไป เป็นการทำบุญใส่บาตรแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างกระทันหัน ?ผลบุญนั้นไม่สะอาดบริสุทธิ์นัก จึงส่งผลให้เธอเกิดมาเป็นคนสวยงามแต่ไม่หมดจด คือแฝงความไม่น่าดูไว้ในหน้าตาหรือเรือนร่าง?

๒๒. หญิงสาวบางคนเมื่อจะทำบุญกุศลคราวใด มักจะไปเรี่ยไรเรียกร้องเอาจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รบกวนเขา ขืนใจเขา เซ้าซี้เขาให้ช่วยทำบุญด้วยจนได้ ?ผลบุญทำให้เธอไปบังเกิดเป็นเทพธิดาประจำแดนทุรกันดาร เทพธิดาคุมบริวารเปรต เทพธิดาประจำแดนปีศาจ ถ้าเกิดเป็นคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงในดินแดนถิ่นด้อยพัฒนา เช่น รับราชการเป็นอาจารย์ใหญ่ในจังหวัดที่แร้นแค้น เป็นต้น?

๒๓. หญิงสาวบางคนมิได้เตรียมตัวมาเพื่อจะทำบุญ ครั้นประสบเหตุที่ต้องยอม อยู่ในสภาวะจำยอมทำบุญเพื่อไม่ให้เสียหน้า หรือมีภาพสะเทือนใจอยู่ต่อหน้า เช่นคนพิการมาขอเงิน เธออดสงสารไม่ได้จึงจำต้องเจียดเงินที่มีอยู่เล็กน้อยทั้งที่เสียดายอยู่ หรือจำต้องแบ่งปันอาหารที่พอมีติดตัวมาจำต้องให้ทานไป (จาคะ-การตัดออกจากกรรมสิทธิ์ กับ ทานะ-การให้ เกิดขึ้นกระชั้นชิดติดกัน ทำให้ผลบุญเป็นไปในรูปของความดีผสมกับความเสียดาย) ?ผลบุญนั้นทำให้เกิดมาเป็นคนสวยงามแบบเศร้าๆ สวยปนโศก ลักษณะคล้ายๆ ผู้ดีตกยาก?

๒๔. หญิงสาวที่มีจิตฟุ้งซ่านคิดแต่อยากจะทำบุญ แต่ครั้นไปถึงบุญสถานแล้วกลับคิดถึงแต่ความสนุกสนานในงานบุญ เช่น งานบุญสงกรานต์ งานบุญประจำปีของวัด ซึ่งทางวัดจะมีงานรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยพร้อมกับงานบุญ แต่เมื่อเธอได้ไปงานบุญนั้นแล้วมักจะเพลิดเพลินสนุกสนานกับงานรื่นเริงจนใจไม่มีใจจดจ่อกับการทำบุญ ?ผลบุญนั้นทำให้เธอเกิดมาสวยงาม แต่ในความสวยงามนั้นมีความเด๋อๆ ด๋าๆ แทรกปนอยู่ด้วย?

๒๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดขณะรอพิธีกรรม ก็ทักทายปราศรัยกับผู้มาร่วมทำบุญ อำนวยความสะดวก ขยับขยายที่นั่งของตนให้กับผู้ใหญ่ จัดหาที่นั่ง น้ำดื่ม ให้ผู้อาวุโส ?ผลบุญทำให้เธอเกิดมามีความสวยงาม ดูชุ่มชื่น แม้จะถึงวัยสูงอายุแล้วก็ยังมีหน้าตาสดใส เพราะอานิสงส์ของทานะ และโสรัจจะ?

๒๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัด เสร็จจากพิธีกรรมแล้ว ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านก็ทักทายกันสนุกสนานกับเพื่อนฝูงมิตรสหายผู้ร่วมทำบุญ ?ผลบุญเกิดภพใหม่เธอมีหน้าตาสวยงาม ดูเป็นกันเอง? , ?ถ้าคุยเรื่องตลกขบขัน จะทำให้เธอมีหน้าตาชวนให้ดู ไม่ใช่ดูเพราะว่าสวย แต่ดูเพราะดูแล้วสนุกตา?

๒๗. หญิงสาวหลีกความซ้ำซากจำเจในการทำบุญด้วยอาหารที่ไม่เหมือนใคร เช่นนำอาหารแปลกๆที่ไม่ค่อยมีใครนำมาทำบุญกัน เช่นหูฉลามนึ่งซีอิ้ว เป็นต้น มาถวายพระเพื่อให้พระได้ฉันอาหารที่ไม่จำเจทั่วไป ?ผลบุญนี้ทำให้เธอเกิดมาสวยงามแบบไม่ซ้ำใคร มีลักษณะดึงดูดความสนใจ คือมีหน้าตาเก๋?

๒๘. หญิงสาวยากไร้อนาถา ปรารถนาจะร่วมบุญกับคนอื่นก็ไม่มีเงินสิ่งของอันใดไปสมทบ เธอจึงไปร่วมงานด้วยมืออันว่างเปล่าและหัวใจอันเปลี่ยมด้วยศรัทธา ศรัทธาได้ข่มความน่าขยะแขยงในสิ่งโสโครกทั้งปวง เธอรับอาสาเทกระโถน เก็บกวาดขยะ ล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดส้วม เป็นต้น ?ด้วยอานิสงส์นี้เธอจะเกิดเป็นคนมีกลิ่นตัวหอม ไม่ใช่ความหอมของน้ำหอมหรือความหอมของดอกไม้ แต่ความหอมมาจากภายในตัวเธอเหนือกว่าสาวอื่น?

การทำบุญแล้วได้รับผลบุญต่างกันนั้นเนื่องจากเจตนาต่างกัน ในการทำบุญนั้นแฝงกิเลสอะไรไว้หรือไม่ ? หรือทำบุญด้วยจิตที่ไม่แฝงกิเลสใดๆ ซึ่งเจตนาอย่างไรในการทำบุญ ผลบุญนั้นก็จะให้ผลตามเหตุแห่งเจตนานั้น ความจริงการทำบุญและผลของบุญนั้น ผู้ทำจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ผลบุญจะทำให้สวยให้หล่อก็เกิดกับทั้งหญิงและชาย ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นความหล่อผู้หญิงก็เป็นความสวย

แม้ว่าจะทำบุญแล้วทำให้หน้าตาสวยงามได้ดั่งใจหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือจุดมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนา การทำบุญแล้วได้ผลบุญเกิดมาสวยงามก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ ซึ่งการทำบุญให้ทานนั้นเป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความดี มีการละชั่ว ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา และมีปัญญา เป็นเรือพาข้ามฟากข้ามฝั่งหรือเป็นหนทางให้เดินทางไปสู่เป้าหมายแห่งการพ้นทุกข์ในกาลต่อไป คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง

?

ที่มา? ร.ต. เจ้าประเวศ ณ เชียงใหม่

"เจาะใจ เดอะ โมเมนท์ 2"

Posted by KwamRak on 09.2011 [ TV ] - การเมืองวัยรุ่น

กด > เพื่อรับชม



เจาะใจเทปนี้เรานำภาพจากทอลค์โชว์แห่งการสร้างแรงบันดาลใจมาให้ชม "เจาะใจ เดอะ โมเมนท์ 2" พบกับพระนักเทศน์ที่ใช่เพียงเทศน์ธรรมะเพียงอย่างเดียวแต่ยังสอดแทรกความสนุกสนานเข้­าไปในหลักธรรมคำสอนด้วย พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่แม้จะไร้แขนและขาแต่ทุกวันนี้ชีวิตเขาประสบความสำเร็จอย่า­งงดงาม ไคล์ เมย์นาร์ด" ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน 2554

จับโกหก "อดีตพระเปรียญธรรม ๙ เปิดใจเข้ารับอิสลาม" แท้จริงแล้ว "หลอกลวง" ไม่รู้จักระทั่ง "มัคทายกวัด"

Posted by KwamRak on 25.2011 บทความน่าอ่าน

ด้วยมีเพื่อนสมาชิกจากห้องศาสนาท่านหนึ่ง
ส่งหลังไมค์มาถึงผม พร้อมทั้งแนบ ๔ ลิงค์นี้มาด้วย

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10586328/Y10586328.html 

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10585790/Y10585790.html 

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10583059/Y10583059.html 

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y10570572/Y10570572.html 

ความจริง กระทู้นี้ ผมเข้าไปอ่านมาแล้ว รอบหนึ่งและรู้ทันทีว่า โกหกทั้งเพ
เพียงแค่เอาคำว่า "ทำเนียบประโยค ๙, มัคทายก,มหาวิทยาลัยนาลันทา" ไปหาในกูเกิล ก็ทราบแล้ว
คิดจะเขียนโต้ตอบทั้งจขกท.ผู้นำเสนอลิงค์ทั้ง ๔ นี้และผู้บรรยายในคลิปนั้นทันที
เพราะเห็นว่า ข้อมูลที่นำมาเสนอและบรรยายคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยเฉพาะที่อ้างว่า เรียนจบประโยค ๙ ได้ไปเรียนมหาลัยนาลันทา และได้อ่านพระไตรปิฎกภาษาดั้งเดิม...
แต่ติดงานในหน้าที่ จึงอดไว้ก่อน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งประเด็นเหล่านี้ในหลายกระทู้ ด้วยเห็นว่า ผู้นำเสนอและผู้บรรยายมีเจตนานำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

วันนี้ ล็อคอินเข้ามาเห็นหลังไมค์จากเพื่อนสมาชิคส่งมาหาหลายท่าน
หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนสมาชิกจากห้องศาสนา ซึ่งเป็นชาวพุทธที่ห่วงใยพุทธศาสนา
เกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงผู้ไม่รู้ความจริง และเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่คนทั่วไป จึงขอให้ผมช่วยแจ้ง WM ช่วยลบกระทู้เหล่านี้

ผมจึงขอตั้งกระทู้แทนก่อนที่ผมจะเสนอลบ  เพื่อจะได้มีหลักฐานเหลือ
ด้วยผมเป็นชาวพุทธและเคยเกี่ยวข้องกับการศึกษาภาษาบาลีสันสกฤตมาบ้าง จึงขอบอกไว้ตรงนี้ว่า เรื่องที่บรรยายในคลิปนั้น
โกหก ทั้งเพ

ทำไม ผมจึงฟันธงว่า ผู้บรรยายโกหก

เรื่องที่ ๑ อ้างว่าสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคภายใน ๕ ปี (อ้างคำพูดผู้บรรยายประมาณนาทีที่  ๐๗.๕๙ ที่บอกว่า ภายใน ๑ ปีสอบได้ ๓ ประโยค และนาทีที่ ๐๙.๑๘ ที่บอกว่า ๔ ปีสอบได้ ๙ ประโยค)

ข้อเท็จจริงข้อที่ ๑  การศึกษาภาษาบาลีในสมัยปัจจุบันนั้น
ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๘ ปี จึงจะสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค 
เพราะบาลีสนามหลวงเปิดให้เข้าสอบได้ปีละ ๑ ชั้น เท่านั้น
ดังนั้น ในสมัยปัจจุบันนับจาก พ.ศ.๒๔๖๙ สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
การศึกษาวิชาภาษาบาลีตั้งแต่เปรียญธรรม ๑-๒ ถึง เปรียญธรรม ๙ ประโยค

ต้องใช้เวลามากกว่า ๕ ปี อย่างแน่นอน

หากจะทำเช่นนั้นได้ แสดงว่าต้องเข้าสอบก่อนพ.ศ. ๒๔๖๙
ซึ่งสอบแบบปากเปล่า สามารถสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคภายในวันเดียว
และมีพระเก่งสามารถสอบได้ ๙ ประโยคภายในวันเดียว บางรูปสอบได้ ๑๘ ประโยคก็มี ก็ไม่เห็นท่านเคยคุยโม้โอ้อวดเอาไว้แต่ประการใด

ผมคำนวณอายุของผู้บรรยาย ไม่น่าเกิน ๕๐ ปี
แสดงว่า คงเกิดไม่ทันสมัยรัชกาลที่ ๕ แน่
และไปค้นหารายชื่อพระที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งมีบันทึกไว้หมดทุกรูป ก้ไม่ปรากฏชื่อผู้บรรยายในทำเนียบพระเปรียญธรรม ๙ ประโยค แต่ประการใด

จึงฟันธง เปรียญ ๙ ขี้หกทั้งเพ


ข้อเท็จจริง ๒ นาทีที่ ๐๙.๕๙ ผู้บรรยายบอกว่า

มัคทายกวัด ชื่อ หลวงตาแพร

ชาวพุทธวัดไหน ประเภทไหน ไปเรียกพระว่า มัคทายก
นี้แสดงว่า ไม่เคยเข้าวัดละสิ จึงไม่รู้จักมัคทายก
ขนาดเด็กอนุบาลบ้านผม ยังรู้จักมัคทายกเลย

ที่บอกว่า เคยบวชนั้น ก็  ขี้หกทั้งเพ

ข้อเท็จจริง ๓ ส่งชื่อไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย
การที่พระจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ประเทศอินเดีย โดยผ่านสถานทูตอินเดียนั้น ต้องสอบชิงทุนอย่างเดียว 
แต่ถ้าจะไปเอง ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปต่างประเทศผ่าน ศตภ. 
ซึ่งต้องขออนุญาตตั้งแต่เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และมหาเถรสมาคม
ใช้เวลาไม่ใช่น้อย ไม่ใช่ไปกันง่าย ๆ ได้ที่ไหน

และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยนาลันทา นั้น ไม่มีอยู่ในโลกนี้แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๗๔๒ 
เพราะถูกกองทัพมุสลิมเติรกส์ยกทัพมาเผาทำลายไปหมดสิ้นถึง ๗ วัน ๗ คืน ฆ่าพระไปหลายพันรูป เผาหนังสือคัมภีร์ไปเกือบหมด ส่วนที่เหลือก็ถูกเผาซ้ำไปหมด

แล้วจะไปอินเดียได้อย่างไร  ในเมื่อไม่สอบชิงทุน ไม่ขออนุญาต
จะไปเรียนที่ไหน ในเมื่อไม่มีมหาลัยนาลันทา
จะไปอ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกได้อย่างไร ในเมื่อถูกกองทัพมุสลิมเผาจนหมด
ขี้หกทั้งเพ

จึงสรุปได้ว่า 
ที่บอกว่า สอบได้เปรียญ ๙ ประโยคภายใน ๕ ปี ก็โกหก
ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย ก็โกหก
ที่ได้อ่านคัมภีร์พระไตรปิฎก ก็โกหก
สรุปตามพุทธศาสนสุภาษิตว่า คนพูดโกหก ไม่ทำชั่วนั้น ไม่มี

จึงขอเถอะครับ
อย่านำเรื่องโกหกมาเผยแผ่เพื่อดิสเครดิตชาวพุทธอีกเลย
วิธีการเผยแผ่ศาสนานั้นมีหลายวิธี
วิธีที่ดีๆนั้นหาได้ไม่ยากหรอก หากมีความซื่อตรงต่อศาสดาของตน
ส่วนการเปลี่ยนศาสนานั้น ทุกศาสนาต่างก็มีศาสนิกที่เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาอยู่แล้วทั้งนั้น
การที่จะนำมาอ้างเพียงเพื่อบอกว่า ศาสนาตนดีกว่า เพื่อเพิ่มศาสนิกนั้น
ไม่เหมาะสมโดยประการทั้งปวง ผู้รู้เขาไม่นิยมทำกัน

ส่วนการโกหก การใส่ร้าย แม้กระทั่งการบิดเบือนคำสอนในคัมภีร์ของศาสนาอื่นนั้น
เป็นวิธีการเผยแผ่ที่เลวที่สุด...


ขอสันติจงมีแก่ท่าน...
นี่คือคำสอนของศาสดาศาสนาคุณ มิใช่หรือ ?
ใยหลงลืมจนมืดบอดปานนี้...

Thanks:Tiger

[News]:Dhammayietra Thai-Cambodia; ไทย-กัมพูชา มิตรภาพไร้พรมแดน

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - News

ประชาชนไทย-กัมพูชา ร่วมกันเดินธรรมยาตราเรียกร้องรัฐบาลไทยและกัมพูชายุติการใช้อาวุธในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 พ.ค.2554 ที่วัดใหม่ไทรทอง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ข้อเรียกร้องของประชาชนไทยและกัมพูชาคือ สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ

[TV]22-05-2011:บันทึกกรรม ตอนคู่บุญ

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - สารคดี

[TV]17-05-2011:พุทธศาสนา

Posted by KwamRak on 18.2011 [ TV ] - บันทึกเทป

กด > เพื่อรับชม

พุทธศาสนากับ ‘ประชาธิปไตยหางด้วน’

Posted by KwamRak on 18.2011 บทความน่าอ่าน

พุทธศาสนากับ ‘ประชาธิปไตยหางด้วน’

คำพูดที่ว่า พุทธศาสนาบริสุทธิ์จากการเมือง อยู่เหนือการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง อาจเป็นคำพูดที่ถูกต้องหากหมายถึงพุทธศาสนาส่วนที่เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ “อริยสัจ 4”

แต่หากหมายถึงพุทธศาสนาในความหมายที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น พุทธศาสนาที่มีคำสอนเกี่ยวกับมิติทางสังคมและการเมือง หรือการปรับใช้คำสอนของพุทธศาสนาเพื่อตอบสนองต่อบริบททางสังคม-การเมืองในยุคสมัยต่างๆ หรือพุทธศาสนาเชิงสถาบันที่ประกอบด้วยศาสดา พระสาวก องค์กรสงฆ์ พุทธบริษัท 4 พุทธศาสนาในความหมายที่ซับซ้อนดังกล่าวนี้ไม่เคยเป็นอิสระจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง หากแต่มีมิติที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเสมอมากบ้างน้อยบ้างตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมที่พุทธศาสนาเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการเมืองในสมัยพุทธกาล ซึ่งบทบาททางศาสนาที่สำคัญในยุคนั้นขึ้นอยู่กับบทบาทของพระศาสดา และบทบาทสำคัญทางการเมืองขึ้นอยู่กับบทบาทของกษัตริย์ หากพระศาสดาและกษัตริย์มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการเผยแผ่พุทธศาสนาย่อมประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

แน่นอนว่าความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวนี้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็น “เพื่อนสนิท” กับกษัตริย์ในรัฐมหาอำนาจในชมพูทวีปถึงสองรัฐคือ รัฐมคธกับรัฐโกศล โดยสัมพันธภาพดังกล่าวย่อมส่งผลให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในสองรัฐใหญ่ และรัฐเมืองขึ้นอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง

คำสอนของพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการเมือง เช่น ทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร วัชชีธรรมหรืออปริหานิยธรรม เป็นต้น ก็น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีตั้งแต่ยุคนี้ แต่มีข้อสังเกตว่ากษัตริย์ที่เคร่งครัดในคุณธรรมของผู้ปกครองตามคำสอนของพุทธศาสนากลับเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอใน “เกมแห่งอำนาจ” ดังเช่นกษัตริย์ที่เป็นเพื่อนสนิทของพระพุทธเจ้าสองพระองค์คือ พระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าปเสนทิ ต่างก็ถูกโอรสของตนเองทำรัฐประหาร

ต่อมาหลังสมัยพุทธกาล ยุคพระเจ้าอโศกมหาราชถือเป็นยุคแห่งการปรับ “อุดมการณ์ธรรมราชา” ตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นอุดมการณ์แห่งรัฐ ทำให้พระราชามีอำนาจในการปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักร เช่น พระราชาเป็นแบบอย่างของผู้ปฏิบัติธรรม สอนธรรม มีพระบรมราชโองการให้พระสงฆ์และข้าราชการสอนธรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้แก่พสกนิกร อุปถัมภ์บำรุงคณะสงฆ์และมีอำนาจเข้าไปจัดการปัญหาภายในของคณะสงฆ์ เช่นกรณีมีพระปลอม การแตกสามัคคีในวงการสงฆ์ มีการใช้อำนาจของพระราชาลงโทษประหารชีวิตพระสงฆ์จำนวนมาก เป็นต้น [1]

ทว่าในท้ายที่สุดพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของกษัตริย์ตามคติธรรมราชาของพุทธศาสนาที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็สิ้นสุดสถานะแห่งความเป็นกษัตริย์ลงด้วยการรัฐประหารโดยหลานของพระองค์เอง

ในยุคต่อมา เมื่อกษัตริย์ในภูมิภาคอุษาคเนย์หันมานับถือพุทธศาสนาต่างก็ปรารถนาที่จะเป็นธรรมราชาดังพระเจ้าอโศกมาหาราช และกษัตริย์แห่งนครรัฐต่างๆ ในแผ่นดินสยาม นับแต่พ่อขุนรามคำแหงเรื่อยมาถึงยุครัตนโกสินทร์ต่างก็ยืนยัน “ความชอบธรรม” แห่งสถานะความเป็นกษัตริย์โดยอ้างอิง “ทศพิธราชธรรม” เช่นพระเจ้าอโศก

อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงทศพิธราชธรรมเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่สถานะของกษัตริย์ในแผ่นดินสยาม โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาที่เริ่มมีการสมมติให้กษัตริย์เป็น “เทวดาบนแผ่นดิน” หรือ “สมมติเทพ” เป็นต้นมานั้น ทำให้เกิดภาวะขัดแย้งในตัวเองอย่างที่เรียกกว่า “หัวมงกุฏท้ายมังกร” อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ กษัตริย์ตามคติพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เทพ ไม่ใช่โอรสของเทพ หรือไม่ใช่ผู้ที่พระเจ้าสร้างมาและให้อำนาจศักดิ์สิทธิ์มาปกครองแผ่นดิน หากแต่กษัตริย์ตามคติพุทธคือ “คนธรรมดา” ที่ถูกคนส่วนใหญ่เลือกให้เป็นผู้ปกครอง (เรียกว่า “มหาชนสมมติ”) และให้ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ของผู้ปกครองตามความจำเป็น หรือได้ค่าตอบแทนเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่แบบพอเพียง [2]

ซึ่งผู้ปกครองที่กินอยู่แบบพอเพียงแล้วทำหน้าที่ปกครองให้ราษฎรมีความสุข พุทธศาสนาเรียกผู้ปกครองเช่นนี้ว่า “ราชา” แปลว่า “ผู้ที่ทำให้ประชาชนรัก” ด้วยการมีคุณธรรมของผู้ปกครองคือ “ทศพิธราชธรรม”

แต่คำว่า “กษัตริย์” ที่แปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขตแดน” หรือผู้เป็นเจ้าที่ดิน ผู้ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน บวกกับคติแบบเทวสิทธิ์ที่ว่ากษัตริย์เป็นเทพหรือเป็นผู้ที่ได้อำนาจศักดิ์สิทธิมาจากพระเจ้าเพื่อปกครองแผ่นดิน หากมองตามคติของพุทธศาสนาคำว่า “กษัตริย์” ตามคติดังกล่าวเป็นคำที่มีความหมายในทางลบ หรือเป็นคำที่ชาวบ้านตั้งขึ้นเพื่อปรับทุกข์กันว่า “ทำไมคนที่พวกเราเลือกให้ทำงานเพื่อพวกเราซึ่งสมควรอยู่อย่างสมถะเพราะเป็นคนแห่งธรรม จึงกลายเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดินเช่นนี้” [3]

คำที่มีความหมายเชิงบวกตามคติพุทธคือ “ราชา” ซึ่งหมายถึงคนธรรมดาที่ถูกเลือกจากคนส่วนใหญ่ให้มาทำหน้าที่ปกครอง ได้ค่าตอบแทนในการทำหน้าที่เพียงเพื่อดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และเป็นที่รักของประชาชนโดยการปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรม

จะเห็นได้ว่า ปัญหา “หัวมงกุฏท้ายมังกร” ของคติกษัตริย์ในแผ่นดินสยามคือ คติเรื่องกษัตริย์เป็นการผสมผสานระหว่างทฤษฎีเทวสิทธิ์แบบพราหณ์กับคติธรรมราชาแบบพุทธ ผลก็คือ สถานะของกษัตริย์จึงไม่ชัดว่าเป็นโอรสของเทพ (แบบจักรพรรดิญี่ปุ่น ฟาร์โรของอียิปต์ ฯลฯ) หรือเป็นเทพ ทว่าเป็นกึ่งคนกึ่งเทพ ที่เรียกว่า “สมมติเทพ” ส่วนที่เป็นเทพคือส่วนที่เป็นสถานะและอำนาจของกษัตริย์ที่ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องหรือล่วงละเมิดมิได้ ส่วนที่เป็นคนคือส่วนที่เป็นบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองที่ถูกคนส่วนใหญ่เลือกให้ทำงานแก่ผู้ใต้ปกครองตามครรลองของทศพิธราชธรรม

ทั้งสองส่วนนี้ขัดแย้งกันโดยพื้นฐาน กล่าวคือ “สาระ” (essence) ของความเป็นเทพเรียกร้องหรือต้องการภาวะ “อภิมนุษย์” ที่อยู่เหนือหรือห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ แต่สาระของทศพิธราชธรรมเรียกร้องหรือต้องการการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ (เพราะถ้าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบจะรู้ได้อย่างไรว่ามี หรือปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรมได้สมบูรณ์หรือบกพร่องหรือไม่)

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงความขัดแย้งในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ชนชั้นปกครองไทยกลับนำคติเรื่องทศพิธราชธรรมมาสนับสนุนสถานะความเป็นเทพของกษัตริย์ตามคติเทวสิทธิ์แบบพราหฒณ์ได้อย่างลงตัว (นี่อาจเป็นความสามารถพิเศษของชนชั้นปกครองไทย) โดยอ้างอิงคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและการบำเพ็ญบุญบารมีมารองรับสถานะ “สมมติเทพ” ของกษัตริย์และความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคม ฉะนั้น “จินตภาพสังคมไทยภายใต้ร่มพระบารมี” จึงมีลักษณะเด่นชัดดังที่ ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายว่า

“องค์รวมที่เรียกว่าประเทศไทย จึงเต็มไปด้วยหน่วยย่อยๆที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะพิจารณาหน่วยสังคมใดๆ เช่นครอบครัว ที่ทำงาน หมู่บ้าน ตำบล จังหวัด กระทรวงกรม โรงเรียน บริษัท โรงงาน ฯลฯ ก็จะพบผู้คนที่มีบุญบารมีไม่เท่ากัน และต้องยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” [4]

ปัญญาคือ เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 จินตภาพสังคมไทยภายใต้ร่มพระบารมี ซึ่งมีสาระสำคัญคือ “การยอมรับความสูงต่ำในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” โดยอ้างอิงฐานคิดที่นิยาม “ความเป็นมนุษย์สูง-ต่ำตามบุญบารมีที่บำเพ็ญมาแตกต่างกัน” ยังคงเป็นจินตภาพที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทางความคิดความเชื่อของสังคมไทย

ซึ่งจินตภาพดังกล่าวขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญกับจินตภาพของสังคมประชาธิปไตยที่นิยามความเป็นมนุษย์บนฐานคิดเรื่องเสรีภาพและความเสมอภาค จึงทำให้สังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆ มีลักษณะแบบ “หัวมงกุฎท้ายมังกร” คือหัวยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขณะที่หางเป็นประชาธิปไตย (เช่นมีการเลือกตั้ง มีเสรีภาพในระดับที่จำกัด)

และโดยลักษณะ “หัวมงกุฏท้ายมังกร” ดังกล่าว บ่อยครั้งก็เกิดปรากฎการณ์ “หัวกินหาง” (และกินกลางตลอดตัว?) ทำให้กลายเป็น “ประชาธิปไตยหางด้วน” อย่างที่เห็นและเป็นอยู่!

อ้างอิง

[1] ดู ส. ศิวรักษ์ (แปลและเรียบเรียง).ความเข้าใจเรื่องพระเจ้าอโศกและอโศกาวทาร.(กรุงเทพฯ: เคล็ดไทย,2552). หน้า 26.
[2] ดู อัคคัญสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 11
[3] สมภาร พรมทา.นิติปรัชญา.วารสารปัญญา ฉบับที่ 6 (มีนาคม 2554), หน้า 329  
[4] ธงชัย วินิจจะกูล.พุทธศาสนา ความสัมพันธ์ทางสังคม ลัทธิประวัติศาสตร์ มรดกจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์.(มติชนออนไลน์ 8 พ.ค.2554) 
 

เสวนา: ประชาชนกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

Posted by KwamRak on 17.2011 บทความน่าอ่าน

เสวนา: ประชาชนกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

“ท่านจันทร์” สันติอโศก เสนอแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หันหามนุษยชาตินิยม แทนชาตินิยม ยุติยึดติดตัวกูของกู ด้านเยาวชนกัมพูชาเผยประชาชนกัมพูชาเจ็บแค้นจากสงคราม ระบุกว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ต้องใช้เวลานาน

วันที่ 17 พ.ค. 2554 เครือยข่ายคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชน จัดการเสวนาในหัวข้อ ประชาชนกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ที่วัดใหม่ไทรงาม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยจอม เพชร ประดับ ดำเนินรายการ

โสเทวี ตัวแทนเยาวชนจากกัมพูชา กล่าวว่ารู้สึกเสียมจที่สิ่งทีเกิดขึ้น คนที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์ แต่ชาวบ้านเสียชรวิต พลัดพรากจากครอบครัว เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ชาวบ้านรู้สึกโกรธแค้น เพราะการก่อสร้างชาติก็ต้องใช้เวลานาน ชาวกัมพูชาก็ผ่านสงครามมายาวนาน เมื่อต้องเผชิญกับสงครามอีกก็โกรธแค้น เพราะกว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ต้องใช้เวลานาน

พระครูวิสุทธิธรรมกิจ เจ้าอาวสาวัดใหม่ไทรทอง กล่าวว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น คนที่เดือดร้อนคือคนชายแดน แม้ว่าชาวบ้านระหว่างสองประเทศจะเข้าใจกันดี แต่ผู้นำประเทศไม่เข้าใจ เขาพระวิหารเป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าตายาย แต่ลูกหลานได้รับมรดกมาแล้วมาทะเลาะกัน

พระครูวิสุทธิธรรมกิจ เสนอว่าปัญหาเขาพระวิหารนั้นอาจแก้ได้โดย ต่างฝ่ายต่างเก็บภาษี หากเดินทางขึ้นเขาพระวิหารจากฝั่งไทย ก็จ่ายภาษีให้ฝั่งไทย ถ้าขึ้นจากฝั่งกัมพูชาก็จ่ายภาษีให้ฝั่งกัมพูชา เพราะว่าพระวิหารนั้นเป็นทรัพย์สมบัติของโลกนี้เท่านั้น มนุษย์ตายแล้ว ย่อมไม่สามารถพาไปด้วยได้

“ไม่เกินร้อยปี เราก็ต้องจากโลกนี้ไป แล้วมาทะเลาะเบาะแว้ง ลูกเล็กเด็กแดงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความทุกข์ เราหลงทางที่ต่างคิดจะกอบโกยเอาสมบัติในแผ่นดินนี้ไปให้หมด”

พระครูวิสุทธิธรรมกิจกล่าวด้วยว่า ไทยและกัมพูชาเหมือนคนบ้านติดกัน ถ้าคุยให้เข้าใจก็มีความสุข ประชาชนคงต้องเริ่มคุยกันก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าผู้นำจะได้ยินข้อเสนอนี้หรือไม่เพราะต่างหูหนวกตาบอด

ท่านจันทร์ จากสันติอโศกกล่าวว่า วานนี้มีการจุดเทียนร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชากลางสะพานเชื่อมระหว่างแผ่นดินไทยกัมพูชา มีการพูดว่า นัตถิ สันติ ปร สุขัง คือสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มีความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่ต้องแปลอีกเพราะเป็นสิ่งที่เป็นภาษาธรรมร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา

ปัจจุบันนี้วิธีที่จะทำให้รัฐบาลสองประเทศพูดคุยกัน คือต้องเริ่มจากประชาชนกับประชาชน พูดคุยกัน จากเล็กๆ ไปหาใหญ่ เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ทำได้ทันที ไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบมากมายนัก และประชาชนมีความรู้สึกร่วมกันที่เป็นสากลนั่นคือความรัก ภาษาพูดต้องมีล่ามแปล แต่แววตาเป็นสิ่งที่ไม่ต้องแปล ซึ่งสิ่งที่เห็นจากแววตาของประชาชนทั้งสองฝ่ายก็คือความรักซึ่งกันและกัน นั่นก็คือความเป็นมนุษยชาตินิยม

“เราได้ยินคำว่าชาตินิยมบ่อยครั้งคือปลุกสำนึกให้มีความรักชาติ แต่แปลกที่เมื่อเรามีความรู้สึกชาตินิม คือรักชาติใดชาติหนึ่งก็กลับจงเกลียดจงชังชาติอื่นที่ไม่ชาติเรา คือเมื่อมีความรู้สึกตัวเราของเรา ตัวกูของกู ก็จะมีคนอื่น ทำให้เกิดความแปลกแยกเราต้องมานิยมความเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์”

นายโบ ตัวแทนประชาชนจากกัมพูชา อีกรายกล่าวว่า อาจะมีคณะกรรมการแก้ปัญหาซึ่งมีตัวแทนของพุทธศาสนิกชนทั้งสองประเทศเข้าร่วม อาจจะแก้ปัญหาได้ เพราะรัฐบาลต่างจนมุมแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว

นายแก้ว ประชาชนจากกัมพูชาอีกรายกล่าวว่า ประเทศกัมพูชาอยู่ภายใต้สงครามมากว่า 3 ทศวรรษ และจบลงด้วยธรรมยาตราเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงต้องส่งสัยงถึงรัฐบาล ขอให้รัฐบาลทั้งสองหยุดใช้อาวุธ

นายแก้วยังเรียกร้องไปยังทหารไทยด้วยว่า มีกรณีที่คนกัมพูชาข้ามพรมแดนมารับจ้าง แต่ถูกทหารไทยยิงเสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตนั้นมีฐานะไม่ดีนักในกัมพูชา ทำให้ตัดสินใจเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า เหมือนหนีร้อนมาพึ่งเย็น จึงขอร้องทหารไทยให้มีเมตตาและอย่าทำร้ายประชาชนชาวกัมพูชาถึงแก่ชีวิต

นานสมหมาย ชินนาค นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เสนอว่า คณะกรรมการแก้ปัญหาชายแดน ควรมีประชาชนจากชายแดนทั้งสองประเทศเข้าร่วม เพราะพวกเขาคือผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

รศ.ดร.ปาริชาติ สุวรรณบุบผา จากศูนย์ศึกษาพัฒนาสันติวิธี ม. มหิดล กล่าวว่าการเดินธรรมยาตราเป็นการ Dialogue (เสวนา) แบบหนึ่งคือ การแบ่งปันความเป็นมนุษย์ร่วมกัน ก้าวข้ามความเป็นชาติและศาสนา ก้าวข้ามอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

ในขณะเดียกัน หลักของพุทธประการหนึ่งคือสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง แม้จะมีผู้ร่วมธรรมยาตราเพียงราว 100 คนวานนี้ แต่หากทำบ่อยๆ ก็จะส่งผลสะเทือนแสดงให้เห็นว่านี่คือวิถีทางที่แสดงความเป็นมนุษย์ร่วมกันเพื่อแสวงหาการแกปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วย

ศาสนิกที่ไม่นิ่งดูดาย จะไม่บอกว่าปัญหาสังคมเป็นปัญหาที่ไม่ใช่ธุระของตนเอง หากชาวพุทธชูธงสันติวิธี ก็น่าจะมีทางออก

นายจอม เพชรประดับ ถามตัวแทนประชาชนกัมพูชาว่า รู้สึกว่าตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือเป็นเครื่องมือทางการเมืองบ้างหรือไม่และจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นตัวของตัวเองได้อย่าง ตัวแทนประชาชนจากกัมพูชาตอบว่า บางครั้งรู้สึกตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเหมือนกัน แต่ก็คิดว่ามีทางออกคือประชาชนต้องเคารพและแสดงออกถึงความต้องการของตนเองมากขึ้น ทั้งโดยผ่านกิจกรรมภาคประชาชนและผ่านการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าการรณรงค์โหวตโนในประเทศไทยเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่น่าสนใจ และชาวกัมพูชาอาจมีการรณรงค์ในลักษณะเดียวกันในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

พุทธศาสนิกชนทำบุญ วันวิสาขบูชา จัดกิจกรรมทั่วประเทศ

Posted by KwamRak on 17.2011 บทความน่าอ่าน

พุทธศาสนิกชนทำบุญ วันวิสาขบูชา จัดกิจกรรมทั่วประเทศ

วันวิสาขบูชา


พุทธศาสนิกชนทำบุญ วันวิสาขบูชา จัดกิจกรรมทั่วประเทศ (ไทยรัฐ)

          เช้าวันนี้ (8 พฤษภาคม) ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำทีมข้าราชการและหน่วยงานในสังกัด กทม. และพุทธศาสนิกชน ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 227 รูป และถวายภัตตาหารเช้า แด่พระราชาคณะ เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2552 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับวันนี้ เป็นวันสุดท้ายของการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ซึ่งจะมีกิจกรรมบริเวณมณฑล พิธีท้องสนามหลวงตลอดทั้งวัน โดยในช่วงเช้าจะมีพิธีเจริญ พระพุทธมณฑล ถวายเป็นพระรากุศล ส่วนในช่วงบ่ายจะมีการเทศน์มหาชาติ  อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่มาร่วมทำบุญตักบาตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันนี้ ยังได้มีโอกาสสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. และได้เดินเวียนพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคล พบว่ามีประชาชนให้ความสนใจมาร่วมงานอย่างมากมาย 

          สำหรับบรรยากาศการจัดงานวันวิสาขบูชา บริเวณพระพุทธมณฑล จ.นครปฐมพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 801 รูป ทั้งนี้ มีเหล่าข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนเดินทางเข้าร่วมพิธีคับคั่ง  นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดกิจกรรมทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา อาทิ การปฏิบัติธรรม เดินธรรมยาตรา การเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ การแสดงนิทรรศการวันวิสาขบูชา และการแสดงม่านน้ำ การรณรงค์ให้ประชาชนละชั่ว ทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังมีการเปิดให้ประชาชน ได้เวียนเทียนรอบองค์พระศรีศากยทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ ตลอดทั้งวัน จนถึงเวลา 22.00 น.   

          ส่วนที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และภริยา นำกำลังพล สังกัดกองทัพอากาศ สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตร และเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา โดยผู้บัญชาการทหารอากาศกล่าวเชิญชวน ประชาชนมาร่วมทำบุญเนื่องในวันวิสาขบูชา และขอให้ทุกคนทำบุญ ทำใจให้สงบ พร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ  ขณะประเทศไทยที่ผ่านมาก็ประสบกับภาวะวิกฤติหลายด้าน แต่ก็เชื่อว่า สถานการณ์ต่อจากนี้ไปจะดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนกระทำสิ่งใดแล้ว ให้คำนึงถึงผลประโยน์ประเทศชาติเป็นหลัก ขณะที่บรรยากาศการทำบุญยังมีประชาชนหลั่งไหลมา ทำบุญจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่นิยมทำบุญด้วยการบริจาคเงินและถวายสังฆทาน 

          ส่วนที่จ.ยะลา เมื่อเวลา 06.30 น. ที่บนถนนหน้าวิทยาลัยเทคนิคจังหวัดยะลา นายเดชรัฐ สิมสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เป็นประธานในพิธีเดิน-วิ่ง สมาชิกวิสาขพุทธบูชา ประจำปี 2552 โดยมีมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่ง เพื่อสุขภาพไทยได้จัดกิจกรรมดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้มวลชนคนไทยทั่วประเทศ ที่รักการออกกำลังกาย ได้เข้าวัดฟังธรรม ถือศีลห้า และร่วมเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา โดยมีข้าราชการ ประชาชน และนักเรียน ได้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่ง ในครั้งนี้ประมาณ 500 คน พร้อมกันนี้

          รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ชาวยะลาได้ทำปฏิบัติบูชาต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในการที่ทำให้ร่างกายสุขภาพจิตแข็งแรง ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม กิจกรรมเนื่องในวันวิสาชบูชา ในวันนี้ทางจังหวัดยะลาได้ทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า และ ในช่วงบ่าย ก็จะมีกิจกรรมเวียนเทียน ซึ่งก็ได้ปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี ส่วนมาตรการในการดูแลความปลอดภัยก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มมากขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

วันวิสาขบูชา

Posted by KwamRak on 17.2011 บทความน่าอ่าน

วันวิสาขบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

วันวิสาขบูชา 
 
วันวิสาขบูชา

 

เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม  
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

          เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่าง วันวิสาขบูชา กันดีอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบความเป็นมา และความสำคัญของ วันวิสาขบูชา ถ้างั้นอย่ารอช้า...เราไปค้นหาความหมายของ วันวิสาขบูชา และอ่าน ประวัติวันวิสาขบูชา พร้อมๆ กันดีกว่าค่ะ


 

 ความหมายของ วันวิสาขบูชา

          คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" ดังนั้น วิสาขบูชา จึงหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 

 การกำหนด วันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 7 หรือราวเดือนมิถุนายน

          อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของไทย เนื่องด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่ต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลาคลาดเคลื่อนไปตามเวลาของประเทศนั้นๆ

ประวัติวันวิสาขบูชา และความสำคัญของ วันวิสาขบูชา

          วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เกิด 3 เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวียนมาบรรจบกันในวันเพ็ญเดือน 6 แม้จะมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์ 3 ประการ ได้แก่

1. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ

          เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางแปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ครั้นพระกุมารประสูติได้ 5 วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า "สิทธัตถะ" แปลว่า "สมปรารถนา"

          เมื่อข่าวการประสูติแพร่ไปถึงอสิตดาบส 4 ผู้อาศัยอยู่ในอาศรมเชิงเขาหิมาลัย และมีความคุ้นเคยกับพระเจ้าสุทโธทนะ ดาบสจึงเดินทางไปเข้าเฝ้า และเมื่อเห็นพระราชกุมารก็ทำนายได้ทันทีว่า นี่คือผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวพยากรณ์ว่า "พระราชกุมารนี้จักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เห็นแจ้งพระนิพพานอันบริสุทธ์อย่างยิ่ง ทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จะประกาศธรรมจักรพรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย" แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระกุมาร พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์นั้นทรงรู้สึกอัศจรรย์และเปี่ยมล้นด้วยปีติ ถึงกับทรุดพระองค์ลงอภิวาทพระราชกุมารตามอย่างดาบส

2. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ

          หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี จนเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดของวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

          สิ่งที่ตรัสรู้ คือ อริยสัจสี่ เป็นความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ต้นมหาโพธิ์ และทรงเจริญสมาธิภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้ฌานที่ 4 แล้วบำเพ็ญภาวนาต่อไปจนได้ฌาน 3 คือ

 

                                                  วันวิสาขบูชา
                                                                วันวิสาขบูชา 
          
           ยามต้น : ทรงบรรลุ "ปุพเพนิวาสานุติญาณ " คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้
           ยามสอง : ทรงบรรลุ "จุตูปปาตญาณ" คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการมีตาทิพย์สามารถเห็นการจุติและอุบัติของวิญญาณทั้งหลาย
           ยามสาม หรือยามสุดท้าย : ทรงบรรลุ "อาสวักขญาณ" คือ รู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ 35 พรรษา


3. วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป)

          เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมเป็นเวลานานถึง 45 ปี จนมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวายก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน

          เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธุ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน 6 นั้น

 

                                               วันวิสาขบูชา

                                                           

 ประวัติความเป็นมาของ วันวิสาขบูชา ในประเทศไทย
 
          ปรากฎหลักฐานว่า วันวิสาขบูชา เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่าได้รับแบบแผนมาจากลังกา นั่นคือ เมื่อประมาณ พ.ศ.420 พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา พระองค์อื่นๆ ก็ปฏิบัติประเพณีวิสาขบูชานี้สืบทอดต่อกันมา

          ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมีพระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธีวิสาขบูชาเข้ามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

          สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนางนพมาศ สรุปได้ว่า  เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้ พร้อมกับจุดประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เพื่อเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ขณะที่พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน
ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ

          หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์มากขึ้น ทำให้ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2360) ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ฟื้นฟูพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรก ในวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ  และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ.2360 และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยทั่วหน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาในครานี้ จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการประกอบพิธี วันวิสาขบูชา ต่อเนื่องมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติ

          วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากล้วนมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของพระพุทธศาสนา คือ เป็นวันที่พระศาสดา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ และในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2542 องค์การสหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยเรียกว่า Vesak Day  ตามคำเรียกของชาวศรีลังกา ผู้ที่ยื่นเรื่องให้สหประชาชาติพิจารณา และได้กำหนดวันวิสาขบูชานี้ถือเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา โดยการที่สหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลกนั้น ได้ให้เหตุผลไว้ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน

 การประกอบพิธีใน วันวิสาขบูชา 

การประกอบพิธีใน วันวิสาขบูชา จะแบ่งออกเป็น 3 พิธี ได้แก่

           1. พิธีหลวง คือ พระราชพิธีสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบในวันวิสาขบูชา
           2. พิธีราษฎร์ คือ พิธีของประชาชนทั่วไป
           3. พิธีของพระสงฆ์ คือ พิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจ

 กิจกรรมใน วันวิสาขบูชา

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

           1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
           2.  จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา 
           3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
           4. ร่วมเวียนเทียนรอบอุโบสถที่วัดในตอนค่ำ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
           5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
           6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อให้ความรู้ และเป็นการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา
           7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
           8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์

 หลักธรรมที่สำคัญใน วันวิสาขบูชา ที่ควรนำมาปฏิบัติ

          ใน วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรยึดมั่นในหลักธรรม ซึ่งหลักธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา ได้แก่
 
1. ความกตัญญู

          คือ การรู้คุณคน เป็นคุณธรรมที่คู่กับความกตเวที ซึ่งหมายถึงการตอบแทนคุณที่มีผู้ทำไว้ ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ เป็นเครื่องหมายของคนดี ทำให้ครอบครัวและสังคมมีความสุข ซึ่งความกตัญญูกตเวทีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทั้ง บิดามารดาและลูก ครูอาจารย์กับศิษย์ นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

          ในพระพุทธศาสนา เปรียบพระพุทธเจ้าเสมือนกับบุพการี ผู้ชี้ให้เห็นทางหลุดพ้นแห่งความทุกข์ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงควรตอบแทนด้วยความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่สืบไป

2. อริยสัจ 4

          คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

           ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิต สภาวะที่ทนได้ยาก ซึ่งทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ การเกิด การแก่ และการตาย ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ ส่วนทุกข์จร คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การพลัดพลาดจากสิ่งที่เป็นที่รัก หรือ ความยากจน เป็นต้น

           สมุทัย คือ ต้นเหตุของปัญหา หรือสาเหตุของการเกิดทุกข์ และสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาเกิดจาก "ตัณหา" อันได้แก่ ความอยากได้ต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

           นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็นสภาพที่ความทุกข์หมดไป เพราะสามารถดับกิเลส ตัณหา อุปาทานออกไปได้

           มรรค คือ หนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์ เป็นการปฎิบัติเพื่อแก้ปัญหา มี 8 ประการ ได้แก่ ความเห็นชอบ  ดำริชอบ  วาจาชอบ กระทำชอบ  เลี้ยงชีพชอบ  พยายามชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งจิตมั่นชอบ


3. ความไม่ประมาท

          คือการมีสติตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ล้วนต้องใช้สติ เพราะสติคือการระลึกได้ การระลึกได้อยู่เสมอจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทนั้นจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา ดังนั้นในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะพากันน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยความมีสติ


          วันวิสาขบูชา นับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์  อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง 3 ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการดำรงชีวิตค่ะ
  


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- phutti.net
- dopa.go.th
- larnbuddhism.com
- onab.go.th 
- yimsiam.com


 

Posted by KwamRak on 22.2009 News

ผู้กองแคน:ผู้สละชีวิตเพื่อความสงบสุขของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้