มะรอโซ จัทราวดี ไซตอนของผู้บริสุทธิ์! หรือ ...วีรบุรุษของ PNYS. ? Maroso a very coward hero*

Posted by KwamRak on 14.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 




มะรอโซ จัทราวดี 
ไซตอนของผู้บริสุทธิ์! หรือ
...วีรบุรุษของ PNYS. ? Maroso a very coward hero*
• ไทยเป็นผู้ให้มาตลอด ตลอดเวลาที่ให้ ก็ยังถูกประณามว่าเลว 
• แผ่นดินนี้จะอยู่รอดหรือไม่? 
• ชาวไทยวางเฉย! 
• สื่อไทยไม่สนใจ สื่อมุสลิมกระทืบซ้ำ ...ไทยอยู่ได้ฤา 
• หรือว่าแผ่นดินนี้ถึงกาลวิบัติเสียแล้ว
http://202.129.16.69/~surafile/VDO/maroso.wmv


• เลวเหมือนไม่ใช่มนุษย์อย่างนี้นี่แหละคือ วีรบุรุษของสื่อฯมุสลิมกับ PNYS.

• ชัดแล้วยัง? ใครคือไซตอน ใครคือแนวร่วมไซตอนที่ยกมะรอโซฯเป็นวีรบุรุษ 
http://surasiha.blogspot.com/


เขาคือนักรบ

เขาคือนักรบ
  • ชีวิตนักรบ มีเพื่อนร่วมรบเป็นคู่ชีวิต มีอาวุธประจำกาย เป็นอวัยวะที่ ๓๓ ใชชีวิตล้อมัจจุราชดังเพื่อนเล่น 

  • ระหว่างภารกิจ เขาคิดเพียงหน้าที่ เขาห่วงความปลอดภัยของพี่  น้องประชาชน...แต่ลืมห่วงตัวเอง เพราะ ... “เขาคือนักรบ” 
  • เขาว้าเหว่ ....ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ภรรยา รอก่อ
        .....ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คือ ภารกิจ
  •  ได้พบประสบเหตุ เขาบาดเจ็บ เพื่อนบาดเจ็บ ถ้ามีอาวุธในมือ    นิ้วยังเหนี่ยวไกปืนได้ เขาขอสู้เพื่อเพื่อนรอด ทุก ๆ คนรอด      ..เขา “สู้จนกว่าจะสิ้นลม” เพราะ... “เขาคือนักรบ”

  • เมื่อประสบเหตุ เขารู้ว่าตนต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวกว่าจะกำลังเสริมจะเข้าถึง

  • ไม่เคยหวั่นว่า “สู้รอตาย หรือ สู้รอรอด” เขาก็ สู้               เพราะ.... “เขาคือนักรบ”

  • นักรบทนไม่ได้ที่เห็นพี่น้อง ถูกโจรกบฎฆ่าเพื่อนมนุษย์อย่างโหดร้ายทารุณ .....กราบเท้าขอชีวิตมันก็ยังเอาปืนจอหัวยิง
  • นักรบทนไม่ได้ที่....มันยิงคนขับรถรับส่งนักเรียนให้เด็กๆดู
  • นักรบทนไม่ได้ที่.....คนไทยถูกยิงไม่ให้ตายเอาน้ำมันราดแล้วเผาสด

  • นักรบปกป้องประชาชน...ตนเองพลาด..........ตนเอง ตาย!

  • ผ่านความตายมาได้ ...กลับต้องพบกับคำประณาม

  • นักรบปกป้องประชาชน
       ....ชีวิตปลิดร่วง ชีวิตแล้ว ชีวิตเล่า..ไม่มีใครจำ


  • ลูกเมียไม่มีใครรู้จัก...ทุกคนลืม!
มิหนำซ้ำ.....ยังมีคนไทยใจทมิฬ กลับไป ยกย่องโจรใจสัตว์ เป็นวีรบุรุษ 

             ลอบวางระเบิด ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยครู 
             วัน เวลา   : ๓๐ ม.ค. ๕๖ เวลา๐๖.๕๙ 
ที่เกิดเหตุ : สามแยกโคกแมแน  บ้านโคกแมแน  หมู่ที่ ๓  ต.มะนังตายอ
อ.เมือง  จ.นราธิวาส 
ภารกิจ : มว.ปืนเล็กที่ ๓ ร้อย.ปืนเล็กที่ ๓ ฉก.นราธิวาส ๓๓ 
ผล        : กำลังพล เสียชีวิต จำนวน ๑ ราย และได้รับบาดเจ็บ จำนวน ๕ ราย 

๑. พ.จ.อ.สุเทพ โมคคะมูล ได้รับบาดเจ็บสาหัสนำส่ง รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
๒. พลฯอนุชิต กลีบนิล ได้รับบาดเจ็บ
๓. พลฯวสันต์ แก้วแสนสาย ได้รับบาดเจ็บ
๔. พลฯประเสริฐ ทองสะอาด ได้รับบาดเจ็บ
๕. พลฯปิยะณัฐ โสคาภา ได้รับบาดเจ็บ
๖. พลฯอมรเทพ รักเดชา ได้รับบาดเจ็บ
http://surasiha.blogspot.com/



มะรอโซ ผู้หลงผิด ?
ประวัตินายมะรอโซ

โจรใต้ "ผู้หลงผิด"...?? แน่ใจแล้วหรือว่าหลงผิด...

นายมะรอโซ จันทรวดี โจรใต้ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ RKK..

ดูประวัติเขาหน่อยว่า "วีรบุรุษเขาทำอะไรกันบ้าง"....



      "มะรอโซ" เป็นชื่อตามทะเบียนบ้าน เกิดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2525 นั่นหมายความว่าอีก 3 วันก็จะครบรอบวันเกิดของมะรอโซ 31 ปี

ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 162 หมู่ที่ 7 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

         จากข้อมูลแฟ้มคดีของฝ่ายความมั่นคง นายมะรอโซ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับป.วิอาญา จำนวน 11 หมาย และหมายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีก 3 หมาย ล่าสุดนายมะรอโซ ถูกออกหมายจับ เพราะเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารครูชลธี เจริญชล ครูโรงเรียนบ้านตันหยง ต.บาเระใต้ เมื่อวันพุธ ที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา


3960300046665

162 ม.7 ต.บาเระ อ.บาเจาะ จ.นธ.

สมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบ ระดับ ปฏิบัติการตาเยอร์รี/คอมมานโด



  • กลุ่มเดียวกับ นายรอยะ กลามอ
  • ร่วมขโมยถังดับเพลิงในเขตเทศบาล อ.บาเจาะ เมื่อปี ๒๕๔๘
  • ลอบวางเพลิง ร.ร.บือเจาะ อ.บาเจาะ เมื่อ พ.ค.๕๐
  • ผู้รับผิดชอบ-พื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะฯ
  • สมาชิกลุ่มย่อยที่1 ในบ.ตันหยง ม.4 ต.บาเระใต้
  • หัวหน้าชุดปฏิบัติการ
  • เข้ารับการฝึกหลักสูตรตันเยอรี (RKK) ที่บ้านงาเน็ง ต.ตะปอเยาะ อ.ยี่งอ จว.น.ธ.
  • เมื่อ ปี ๔๙ ร่วมก่อเหตุยิงราษฎรชาวไทยพุทธ โดยทำหน้าที่ประชุมและวางแผน 
  • กรณีเหตุคนร้ายลอบยิงรถปลัดอำเภอจังหวัดนราธิวาสและรถยนต์ทหาร ที่ บ้านส้มป่อย ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีรายละเอียด
  • สมาชิกฯ ระดับปฏิบัติการ (คอมมานโด)
  • เข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ปะการายอ อ.กะพ้อ
  • สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่งกายชุดดำ คล้าย จนท.ทพ. พร้อมอาวุธ ปลย.M ๑๖ และ ปลย.AK-๔๗ เคลื่อนไหวบริเวณเทือกเขาปูลา ในพื้นที่ บ.ปูลา (บ้านสาขา บ.-ประปา) ม.๖ ต./อ.บาเจาะฯ 

    ลอบวางระเบิดบนถนนภายในหมู่บ้านดูกู ม.๗ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ขณะที่ จนท.ทหารเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงระเบิดทำให้ จนท.ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
  • ร่วมประชุมที่ร้านน้ำชา หน้า ร.ร.บ้านดูกูสุเหร่า ฯ เพื่อวางแผนทำการปล้นอาวุธปืนลูกซอง จนท.อุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๒๕๔๙
  • ลอบยิงฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.๓๒ บริเวณหน้า วัดอุไรรัตนาราม ถ.สายบาเจาะ - บ้านทอน ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • ปล้นอาวุธปืนลูกซองทางราชการ ของนายไพศอล กือแมแซเจะลอ ที่อยู่บ้านเลขที่ ๕๓/๑ ม.๔ ต./อ.บาเจาะ ฯ จำนวน ๑ กระบอก เหตุเกิด เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๔๙ เวลากลางคืน ม.๔ บ.ปาโจ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • สมาชิกกลุ่ม ผกร.จำนวน ๑๕ คน พร้อมอาวุธปืนสงครามครบมือ แต่งกายชุดลายพราง และชุดดำคล้าย ทพ. ประชุมวางแผน เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ ด้วยการลอบยิง ตร. ทหาร และ อส.อ.บาเจาะฯ ขณะ ลว.บนถนนหมายเลข ๔๒ (สายนราธิวาส – ปัตตานี) ลอบวางระเบิด ในสวนยางพาราชาวไทยพุทธ ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ในพื้นที่ อ.เมือง และลอบวางเพลิงศาลาที่พักริมทาง/เผายางรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับ สมาชิก/ แนวร่วมกลุ่ม ผกร.พูดคุยกันว่ากำลังติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ปรากฏข่าวสารว่ากลุ่ม ผกร.ได้เตรียมระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในรถยนต์ เพื่อก่อเหตุในห้วงเทศกาลไหว้ศาลเจ้าแม่โต๊ะโม๊ะ และห้วงงานกาชาดประจำปีห้วงจัด
  • ลอบวางระเบิดบนถนนภายในหมู่บ้านดูกู ม.๗ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ขณะ จนท. ทหารเดินทางโดยรถยนต์ผ่านเส้นทางดังกล่าว ทำให้ จนท.ทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
  • ร่วมประชุมที่ร้านน้ำชา หน้า ร.ร.บ้านดูกูสุเหร่า ฯ เพื่อวางแผนทำการปล้นอาวุธปืนลูกซอง จนท.อุทยานแห่งชาติน้ำตกปาโจ เมื่อ ๑๙ ต.ค. ๒๕๔๙
  • ลอบยิงฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.๓๒ บริเวณหน้าวัดอุไรรัตนาราม ถ.สายบาเจาะ - บ้านทอน ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • ปล้นอาวุธปืนลูกซองทางราชการ ของนายไพศอล กือแมแซเจะลอ ที่อยู่บ้านเลขที่ ๕๓/๑ ม.๔ ต./อ.บาเจาะ ฯ จำนวน ๑ กระบอก เหตุเกิดเมื่อ ๑๙ ต.ค. ๔๙ เวลากลางคืน ม.๔ บ.ปาโจ ต./อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • เป็นผู้กดระเบิด กรณีวางระเบิดรถยนต์ทหารนาวิกโยธิน บนถนนบ้านดูกู อ.บาเจาะ ฯ เมื่อ ๑๓ พ.ค.๔๘ ทหารเสียชีวิต ๓ นาย บาดเจ็บ ๗ นาย
  • พบปะกับสมาชิก จำนวน ๕ คน ที่หลังบ้านพักของตนเอง มีปืน M ๑๖ จำนวน ๒ กระบอก และระเบิดแสวงเครื่องประกอบเสร็จแล้ว จำนวน ๕ ลูก ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ บ.ดูกูสุเหร่า เพื่อเตรียมก่อเหตุ จนท.รัฐ (ทหารและตำรวจ) ที่สัญจรบนถนสาย ๔๒
  • เมื่อ ๘ พ.ค.๕๔, นายมะรอโซฯ แต่งกายลักษณะคล้ายนักแสวงบุญ (ดาวะห์) พร้อมด้วย สมาชิกจำนวน ๓ คน ขับขี่รถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น เวฟ ๑๒๕ สีน้ำเงิน และ จยย. ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำ ไม่ทราบทะเบียน เดินทางจากพื้นที่บ้านตันหยง ม.๔ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จว.น.ธ. เข้าไปในพื้นที่ บ้านฮูแตยือลอ ม.๖
  • เมื่อ ๑๐ ส.ค.๕๔ ปรากฏความเคลื่อนไหว นายมะรอโซ จันทรวดี สมาชิกระดับแกนนำปฏิบัติ พร้อมสมาชิกจำนวน ๔ คน ได้วางแผนก่อเหตุต่อเป้าหมายที่เป็นสายข่าวของ จนท.รัฐ และผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความร่วมมือกับ จนท.รัฐในพื้นที่ ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่นฯ ในห้วงวันที่ ๑๓-๑๖ ส.ค.๕๔ และในการก่อเหตุสามาชิกกลุ่มดังกล่าวจะแต่งกายชุดพรางคล้าย จนท.ทหาร ใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ๔ ประตู (ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน) เป็นพาหนะในการก่อเหตุ
  • เมื่อ ๑๐ ส.ค.๕๔ ปรากฏความเคลื่อนไหวของ นายมะรอโซ จันทรวด หรือ แบโซ พบปะเพื่อหารือกับแกนนำผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ม.๑ บ.บือเจ๊าะ ม.๓ บ.ดูกู และ ม.๗ บ.ดูกูสุเหล่า ต./อ.บาเจาะ เพื่อวางแผน ก่อเหตุในพื้นที่ อ.เมือง อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ รวมถึงพื้นที่ ๓ จชต.
  • เมื่อ ๐๗ ก.ย.๕๔ นายมะรอโซ ฯ เคลื่อนไหวในพื้นที่ ม.๖ บ.ฮูแตยือลอ ต.บาเร๊ะใต้ และ ม.๒ บ./ต.ลูโบ๊ะซาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส
  • เมื่อ ๑๑ ก.ย.๕๔,ปรากฏความเคลื่อนไหว กลุ่ม ผกร.รวมตัวกันประมาณ ๑๑ คน แต่งกายชุดดำ คล้ายทหารพราน อาวุธปืนครบมือ เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ บ.ซูโว ม.๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะฯ (คาดว่าเป็นกลุ่มของ นายมะรอโซ จันทรวดี) โดยมี ผญบ. ม.๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะฯ เป็นผู้ส่งเสบียงให้
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๑๑๙/๒๕๔๙ ลง ๓ ก.พ.๒๕๔๙ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ ๕๙๙/๒๕๔๙ ลง ๒๔ พ.ค.๒๕๔๙ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๗๙๕/๒๕๕๐ ลง ๗ พ.ย.๒๕๕๐ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาก่อการร้ายร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ พยายามฆ่าผู้อื่นฯ
  • หมายจับ ป.วิ.อาญา ศาลนราธิวาส ที่ จ. ๘๖๗/๒๕๕๐ ลง ๒๑ พ.ย.๒๕๕๐ ท้องที่ สภ.บาเจาะ ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเวลากลางคืน ผลการปฏิบัติหลบหนี
  • เมื่อ ๑๙ ต.ค.๕๔,นายมะรอโซ จันทรวดี พร้อมกลุ่มระดับแกนนำระดับผู้ปฏิบัติการในขบวนการ RKK เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ พื้นที่ ม.๓ บ./ต.กาเยาะมาตี, ม.๔ บ.ตันหยง ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยมีผู้ร่วมเคลื่อนไหว คือ ๑.นายอิสมาแอ มะซู ๒.นายอุเซ็ง มะเซาะ ๓.นายอาพันดี ดอเลาะ ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มแนวร่วมในการก่อเหตุชำนาญในการลอบยิง,ลอบวาง ระเบิดซึ่งเป็นลูกน้องของนายมะรอโซฯ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ RKK ครั้งนี้เพื่อวางแผน, สั่งการในการสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่เป้าหมายและเข้ามาใน พื้นที่ อ.เจาะไอร้องฯ , อ.เมือง จ.นราธิวาส รวมทั้งก่อเหตุสร้างสถานการณ์ลอบวางระเบิด จนท.ของรัฐในขณะออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ และ ลอบยิง จนท.ของรัฐในขณะ ลว.เส้นทาง รวมถึงลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟ จากสถานียะลา มา สถานีสุไหงโก-ลก
  • เมื่อ ๒๔ ต.ค.๕๔,ได้รับรายงานข่าวสารเกี่ยวกับการลอบวางระเบิดของกลุ่มขบวนการ RKK ในพื้นที่ อ.เมือง นธ. เมื่อ ๒๓ ต.ค.๕๔ ซึ่งทำให้ จนท.อส.อ.เมือง นธ.เสียชีวิต ซึ่งคาดว่าเป็นกลุ่มของนายมะรอโซฯ และเป็นบุคคลที่ต้องสงสัยร่วมการก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อ ๒๐ ต.ค.๕๔ โดยผู้เข้าร่วมขบวนการในครั้งนี้ประกอบด้วย ๑.นายอิสมาแอ มะแซ ๒.นายอุเซ็ง มะแซ ๓.นายอาพันดี พฤติกรรมเป็นมือปืนและชำนาญการในการลอบวางระเบิด
  • นายมะรอโซ ฯ วางแผนประชุมสมาชิกในพื้นที่ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อลอบยิงฐานปฏิบัติการของ จนท.ทหาร ในพื้นที่ อ.บาเจาะ, อ.ระแงะ และ อ.รือเสาะ ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.๕๔
  • เตรียมก่อเหตุโจมตีฐานปฏิบัติการทหาร หมวดปืนเล็กที่ ๒ ร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฉก.นราธิวาส ๓๒
  • เมื่อ ๒๕ เม.ย.๕๕,๑๘๓๐ นายมะรอโซ จันทรวดี และสมาชิก ๕ - ๗ คน แต่งกายชุดดำพร้อมอาวุธสงครามคล้าย ทพ. ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ ม.๓ บ.ดูกู ต.บาเจาะ, ม.๒ บ.ปะลุกาสาเมาะ ต.ปะลุกาสาเมาะ และ ม.๑ บ.จำปากอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะฯ เพื่อพบปะหารือกลุ่มแกนนำระดับผู้วางแผนและสั่งการในพื้นที่ คาดว่าเป็นการพบปะหารือ เพื่อวางแผนสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบครั้งใหญ่ในพื้นที่ ๓ จชต. เนื่องจากใกล้วันครบรอบเหตุการณ์ บ.กรือแซะฯ
  • เมื่อ ๙ มิ.ย.๕๕ ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่า ในวันที่ ๘ มิ.ย.๕๕ นายมะรอโซ จันทรวดี มีหมายจับ ป.วิอาญาฯ ได้เดินทางมาพบกับสมาชิกกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ บ.กาเยาะมาตี ม.๓ ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะฯ คาดว่าน่าจะมาพบแนวร่วม หรือเตรียมวางแผนเพื่อก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  • เมื่อ ๑๕ มิ.ย.๕๕ เวลาประมาณ ๒๒๓๐ คนร้าย จำนวน ๒ คน ขับขี่รถ จยย. ยี่ห้อ ฮอนด้า ไม่ทราบทะเบียน เป็นยานพาหนะ มาจอดบริเวณ หน้าบ้านเลขที่ ๑/๑ บ.ดูกู ม.๒ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ใช้อาวุธปืน ยิง ส.ต.ต.อิสมาแอ อาแว อายุ ๒๖ ปี บ้านเลขที่ ๔๔/๓ ม.๔ ต./อ.รือเสาะฯ (สังกัด ปพ.ศชต.), นายดอเลาะ อาแว อายุ ๔๙ ปี (บิดา) และนายอาแซ อาแว อายุ ๔๑ ปี (น้าชาย) บ้านเลขที่ ๔๔/๕ ม.๔ ต./อ.รือเสาะ ฯ (ผช.ผญบ.) ขณะกำลังเตรียมงานแต่งงาน ของ ส.ต.ต.อิสมาแอ ฯ ที่บ้านเจ้าสาว กระสุนถูก นายอาแซฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ,นายดอเลาะฯ บริเวณแขน ได้รับบาดเจ็บ และ กระสุนถูก ส.ต.ต.อิสมาแอฯ บริเวณท้ายทอย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่คนร้ายจะขี่รถ จยย.หลบหนีไป คนร้ายถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ก่อนหลบหนีคนร้ายได้เอาอาวุธปืนพกสั้นขนาด ๙ มม.จำนวน ๑ กระบอก และขนาด .๓๘ จำนวน ๑ กระบอก ของนายอาแซฯ และ ส.ต.ต.อิสมาแอ ฯ หลบหนีไปด้วย
  • ตามที่ปรากฏข่าวเมื่อ ๓๐๐๘๐๐ ก.ค.๕๕ กลุ่มคนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จว.น.ธ. โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากการตรวจสอบกรณีดังกล่าวทราบชื่อบุคคลต้อง สงสัยคือนายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำระดับผู้ปฎิบัติการขบวนการ RKK ปัจจุบันหลบหนีคดีความมั่นคงและเคลื่อนไหวในพื้นที่อ.เมือง จว.น.ธ. และ อ.สายบุรี จว.ป.น. เป็นแกนนำระดับผู้ปฎิบัติการ และ ควบคุมพื้นที่ อ.บาเจาะ และ อ.ยี่งอ จว.น.ธ. โดยเป็นบุคคลต้องสงสัยในการลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.บาเจาะ ฯ เมื่อ ๓๐ ก.ค.๕๕ บุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด(เป็นมือปืนคุ้มกันให้ กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ )
  • เมื่อ ๑๕ ส.ค.๕๕ นายมะรอโซ จันทรวดี หรือ แบ แกนนำระดับผู้ปฏิบัติการขบวนการ RKK พร้อมกับกับพวกอีก ๓-๕ คน มีอาวุธสงครามติดตัว เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.บาเจาะ จว.น.ธ. (พื้นที่เขตติดต่อกับ อ.สายบุรี จว.ป.น.) โดยเชื่อมโยงในการเข้าในพื้นที่ อ.สายบุรี จว.ป.น.
  • เมื่อ ๒๐ ส.ค.๕๕ กลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา เข้ามาสมทบกับสมาชิกกลุ่มนายมะรอโซ จันทรวดี บริเวณเทือกเขาบูโด ในพื้นที่ บ.ปะลุกาสาเมาะ หมู่ที่ ๒ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ฯ เพื่อประชุมวางแผนเตรียมร่วมกันก่อเหตุในการลอบยิงทหาร และ ตร. ขณะ ลว.บนถนนสายบาเจาะ - ยะลา ในเขตพื้นที่ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ฯ ตั้งแต่ ๓๑ ส.ค.๕๕ เป็นต้นไป เพื่อเป็นการตอบโต้กรณีเมื่อ ๑๙ ส.ค.๕๕ เจ้าหน้าที่จับกุมนายอัชชัน สามะ อายุ ๒๓ปี สมาชิก ผกร.ระดับปฏิบัติการ ภูมิลำเนาบ้านเลขที่ ๓๖ บ.ชูโว หมู่ที่ ๕ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ ฯ ซึ่งถูกจับกุม ในพื้นที่ บ.คลอแระ หมู่ที่ ๓ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ ฯ
  • เมื่อ ๖ ก.ย.๕๕ ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่า นายมะรอโซ จันทรวดี อายุ ๓๑ ปี/๕๕ บุคคลมีหมายจับ ป.วิอาญาฯ ได้เดินทางมาพบกับสมาชิกกลุ่ม ผกร. ในพื้นที่ บ.ฮูแตยือลอ ม.๖ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส คาดว่าเข้ามาดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเตรียมวางแผนก่อเหตุในพื้นที่ดังกล่าว
  • เมื่อ ก.ค.๕๕ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด(เป็นมือปืนคุ้มกันให้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่)


 
     ทั้งหมดนี้คือ วีระกรรม ของนายมะรอโซ ผู้ได้ชื่อว่า "วีรบุรุษ RKK"
http://surasiha.blogspot.com/




มะรอโซ จันทราวดี จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK
มะรอโซ จันทราวดี จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK

           สวัสดีครับเพื่อนผู้รักชาติทุกๆท่าน เรามาจับโกหกสื่อมุสลิมกันดีกว่า

          วันนี้ขอเขียนร่ายยาวนิดนะครับ  เรื่องของความมั่นคงที่น่าเป็นห่วง ขณะที่แผ่นดินไทยกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ และหลากสี สื่อฯที่เป็นแนวร่วมผู้ก่อการร้ายหลากหลายอยู่ทุกสีที่หลากหลายเช่นกัน ผู้ก่อการร้ายบอกว่า “มุสลิมมิใช่ผู้ก่อการร้าย”  แต่ปรากฏว่า “ผู้ก่อการร้ายเป็นมุสลิม” เสียนี่

            ทุก ๆ อาชีพ มีมุสลิมอยู่ด้วยมิใช่เรื่องแปลกแต่แปลกที่ มุสลิมเอาหน้าที่การงาน คัดท้าย ทำงานเอื้อเพื่อขยายอิสลาม เบียดพุทธ และเปลี่ยนไทยเป็นรัฐอิสลามให้ได้

            มีกรณีหนึ่งที่ยกมาให้เห็นได้และมีพยานหลักฐาน ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เป็นรายการธรรมะที่ผู้ดำเนินรายการคือ พล.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ บรรยายธรรมร่วมกับ พระมหาประนอมผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดจากแดง

             พระอาจารย์มหาประนอม ได้บรรยายไปเรื่องการต่อสู้ของพระพม่า แผ่นดินที่ท่านได้ไปอยู่เพื่อเรียนพระไตรปิฎกมากว่าสิบปีมาเล่าให้ฟัง

            ท่านเล่าไปถึงความแข็งแกร่งของพระสงฆ์ และชาวพม่าพุทธที่ไม่ยอมลดลาวาศอกให้กับมุสลิม และมุสลิมก็หาทางแกล้งพระสงฆ์ทุกวิถีทาง

           ขณะที่ท่านเล่าไปนั้นท่านไม่รู้เลยว่าเสียงที่ออกอากาศกลายเป็นเสียงเพลงไปแล้ว ....มารู้ทีหลัง และสอบถามได้ความว่าคนควบคุมเสียงนั้นเป็นมุสลิม

          นี่ก็เช่นเดียวกันกับมุสลิมที่อยู่ประจำสื่อต่างๆ จะไม่สำแดงอะไรออกมาชัดเจนเมื่อไม่ถึงเวลา มาบัดนี้เราก็ได้เห็นแล้วจากสื่อ “ประชาไท”

         หลายครั้งแล้วที่สื่อประชาไท แสดงออกว่าเอียงข้างโจรก่อการร้าย แต่ไม่ชัดเจนเท่าครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า เจ้าของคอลัมน์และผู้เขียนคือ นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ เขียนออกมาจากใจลึกๆ บ่งบอกถึงวิธีคิดอย่างชัดเจน

         ต่อจากนี้ผมจะวิเคราะห์ย่าวจากประชาไท ฉบับ Fri, 2013-02-15 พาดหัวข่าว มะรอโซ จันทราวดี “จากเหยื่อสู่ แกนนำ RKK.   โดย  เอกรินทร์ ต่วนศิริ


·                    นาย เอกรินทร์ ต่วนศิริ ได้บอกว่า
        ถ้าอยากทราบสถานะของนาย มะรอโซ จันทราวดี ให้ “ค้นหาใน Google แล้วพิมพ์ชื่อนี้ลงไป จะพบข่าวการรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็มาจากการให้ข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐเกือบทั้งหมด”
        นั่นคือ....ความเป็นโจรผู้ก่อการร้ายเชื่อถือไม่ได้ ....เพราะว่า...  “เจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้ข่าว” (ก็คือผู้กล่าวหานั่นเอง ...ที่จริงที่ฆ่ามาแล้วมากมายพวกมันเป็นคนดี) 


·                    เรื่องนี้แม่โกหก หรือ ลูกนายมะรอโซฯ โกหก?

          นางเจ๊ะมะ เจ๊ะนิ อายุ 53 ปี ผู้เป็นแม่ได้เล่าว่า หลังจากเหตุการณ์ประท้วงที่หน้า สภ.ตากใบ มะรอโซก็เปลี่ยนไปมาก มะรอโซกลับมาเล่าเหตุการณ์ตากใบให้คนที่บ้านฟังว่า วันนั้นตนเองโดนซ้อนทับ โดนถีบ มัดมือ ในรถบรรทุกของทหารที่จับตัวผู้ชุมนุมในคราวนั้น
         โดยตลอดทางเค้าก็โดนถีบโดนเจ้าหน้าที่เอาปืนทุบที่ร่างกายของผู้ชุมนุมที่อยู่บนรถตลอดทาง มะรอโซได้บอกที่บ้านเสมอว่า เค้ารู้สึกเจ็บปวดและแค้นใจมาก เพราะว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ...เค้าที่ว่า คือนายมะรอโซฯ ...โดนถีบได้อย่างไร? ในเมื่อโดนซ้อนทับอยู่
           !!! สงสัยจัง
           ....ทั้งโดนซ้อนทับ ทั้งโดนถีบ สองอาการนี้ทำพร้อมๆกันได้อย่างไร?
·                    ยกย่องเกินเหตุ 
           .....ชีวิตรัก นักรบ น่าจะเป็น “ชีวิตรักโจรกบฏ” มากกว่า
·                    นางเจ๊ะมะ เจ๊ะนิ ผู้เป็นแม่เล่าให้ฟังว่า ตนเองยังเคยโดนจับข้อหามีกระสุนปืนวางอยู่บนกล่องน้ำตาลทรายในบ้าน....

         ทำไม....ใช้คำว่าโดนจับ? 
         ทำไมไม่ใช้คำว่าเชิญตัวไปให้ปากคำ ?
         ..ที่จริงเป็นสื่อต้องรู้ แต่แกล้งไม่รู้บิดเบือนคำเรียกเพื่อหวังสร้างความเข้าใจผิด และโกรธแค้น สร้างความแตกแยกและหาแนวร่วมให้เกลียดทหารนั่นเอง
·                   น้องชายของนายมะรอโซก็โดนขังมาแล้ว 21 วัน ในข้อหาขว้างระเบิด แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิด          
         ..........แสดงว่า....ครอบครัวนี้มีพฤติกรรม สนับสนุนโจรก่อการร้าย เจ้าหน้าที่เขามีหลักฐานจึงเอาตัวไปสอบสวน
·                    ได้ทีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ด้วยข้อหาหนัก .....แต่ความน่าเชื่อถือ เบาเป็นปุยนุ่น
น้องชายของนายมะรอโซ ที่มีใบหน้าเหมือนกับพี่ ก็เคยโดนเจ้าหน้าที่ทหารจับในหมู่บ้านมาแล้ว โดยเจ้าหน้าที่คิดว่าเป็นนายมะรอโซ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วันหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้น้องชายหมอบลงกับ พื้นและจะลั่นไกยิง....เป็นไปไม่ได้ครับ  ผิดกฎหมายและทหารก็ติดคุกนะครับ

อ่านต่อนะครับ
        แต่ผู้เป็นแม่ตะโกนออกมาว่านั้นคือน้องชายของนายมะรอโซ ขณะที่ผู้เป็นแม่บอกให้ฟังและชี้นิ้วไปทางน้องชายของนายมะรอโซที่กำลังยืนละหมาดใกล้ๆ แล้วกล่าวเบาๆว่า "น้องชายของนายมะรอโซแกสติไม่ค่อยดี" 
        โอ้ ละหมาดตลอดเวลาเลย ... สาธุ! 
        อ้าว! มีพยานรู้เห็นนี่........ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะยิงต่อหน้าพยานคือ แม่ ทหารทำก็โงบัลลัย....สรุปได้ว่า..โกหก !
        หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดเรื่องใหญ่ในหมู่บ้านมีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทหารที่ลาดตระเวนในหมู่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตทันที 10-11 คน ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนั้น นายมะรอโซถูกศาลออกหมายจับในคดีข้างต้น จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมาชื่อของนายมะรอโซ ก็เป็นที่ต้องการของเจ้าหน้าที่ ทำให้นายมะรอโซต้องหนีออกจากหมู่บ้านโดยทันที
         ข้อคิด.... ก็เอาระเบิดมาฆ่าหมู่ คนที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่โดนเข้าไปด้วย ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว นี่ฆ่าทหาร ฆ่าเจ้าหน้าที่ ก็ต้องโดนสิครับ 
      ..... ถ้าไม่มีหลักฐานจริงๆ ศาลจะไม่ออกหมายจับแน่นอน...นี่เมืองไทยนะ ไม่เหมือนตอ.กลาง ที่ผู้หญิงโดนข่มขืนแล้วโดนเฆี่ยนด้วย

เป็นอันว่าประชาไทเป็นสื่อมุสลิมไปเรียบร้อยแล้ว
        อ่านฉบับเต็มๆ... ระวังจิตตนเองด้วยคอมพ์เอาไว้ใช้งาน มันไม่ได้ผิดอะไร? อย่าไปโกรธมันนะครับ
http://surasiha.blogspot.com/

ตัวจริงเสียงจริง ( นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ร่วมลงนาม )

Posted by KwamRak on 12.2013 News 0 trackback
 

ตัวจริงเสียงจริง ( นายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ร่วมลงนาม )

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 00:01 น.  ข่าวสดออนไลน์

ตัวจริงเสียงจริง / วงค์ ตาวัน

บรรดาผู้รู้สถานการณ์ไฟใต้ ออกมาให้ความเห็นสอดคล้องกันถึงย่างก้าวสำคัญ ในการลงนามความร่วมมือในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยและผู้นำบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต

ว่ามาถูกทางแล้ว!

โดยนายฮัสซัน ตอยิบ ตัวแทนของบีอาร์เอ็น ที่มาปรากฏตัวและร่วมลงนามนั้น

เป็นตัวจริงเสียงจริงแน่นอน

ขณะที่ความเห็นของฝ่ายประชาธิปัตย์นั้น ย่อมต้องตรวจสอบรัฐบาล เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ดี

แต่ก็อย่าเผลอแสดงอาการขัดขวางจนเกินปกติ

เดี๋ยวชาวบ้านเขาจะมองว่า ฝ่ายค้านกลัวรัฐบาลทำสำเร็จแล้วตัวเองจะเสียคะแนน ซึ่งจะไม่เกิด ผลดี

ความจริง สิ่งที่บอกได้ว่า พิธีลงนามความร่วมมือนี้ ไม่ใช่ปาหี่

เพราะมาเลเซียออกหน้าเป็นเจ้าภาพเอง ให้สถานที่ และคนในรัฐบาลเขาก็มาร่วมลงนาม และรับประกันความถูกต้องอย่างเต็มที่

จะว่าไปแล้วขบวนการโจรใต้นั้น การจะเจาะหาข้อมูล ใครเป็นใคร ไม่ถึงกับยากเกินไป

เป็นที่รู้ว่า ใครบ้างที่เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดและทางทหารของผู้ก่อความไม่สงบ

มีสะแปอิง บาซอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยา ซึ่งรัฐบาลไทยเคยระบุว่า มีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐปัตตานี

รวมทั้งนายมะแซ อุเซ็ง เป็นบุคคลสำคัญระดับต้นๆ

อีกหนึ่ง คือ นายฮัสซัน ตอยิบ ผู้ออกมาปรากฏตัวร่วมลงนาม และที่ออกมาได้ชัดเจน เนื่องจากไม่มีหมายจับ

ฮัสซัน ตอยิบ เป็นแกนนำตัวจริงแน่นอน อีกทั้งใกล้ชิดสะแปอิงด้วย

ทำให้ตอนนี้มีกำหนดชัดเจนแล้วว่า ปลายเดือนนี้คีย์แมนฝ่ายไทย ทั้งพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช. กับพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศอ.บต.

คงได้พบปะกับสะแปอิงและมะแซ อุเซ็ง เป็นย่างก้าวที่สอง

จับมือกับ 3 แกนนำเหล่านี้ได้หมด อนาคตสดใสแน่

แต่หากจะมองว่า การก่อการร้ายจะจบสิ้นในฉับพลันทันที คงไม่ใช่

เพราะผู้ก่อความไม่สงบกระจายอยู่ทุกพื้นที่ใน 3-4 จังหวัดใต้ ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่ต้องการล้างแค้นให้กับเพื่อนพี่น้องที่ถูกกระทำในช่วงที่ผ่านมา

โจรใต้ ไม่มีระบบจัดตั้งที่แน่นหนา เทียบไม่ได้กับคอมมิวนิสต์สมัยก่อน

การจะให้ใครคนใดคนหนึ่งไปกดปุ่มหยุดทันที คงไม่ได้

แต่ที่รัฐบาลไทยทำถึงตอนนี้ มาดีและมาเกือบจะครึ่งทางแล้ว!

10 วัดที่สวยที่สุดในโลก

Posted by KwamRak on 01.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

10 วัดที่สวยที่สุดในโลก

1 วัดร่องขุน (Wat Rong Khun), ประเทศไทย

วัดพุทธที่มีการผสมผสานด้วยศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัย ออกแบบโดย อาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตัววัดถูกทาสีขาวทั้งหมด สื่อความหมายถึง ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่ ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

 
2 อังกอร์วัด (Angkor Wat-นครวัด), ประเทศกัมพูชา

สิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นับว่าเป็นวัดพุทธที่ถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมเขมร นับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกด้านของสถาปัตยกรรมของโลก นครวัดถือเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธและผู้แสวงบุญที่มักแห่กันไปทุกปี จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชาไปแล้ว

 
3 วิหารฮัมมันดิร ซาฮิบ (The Golden Temple), รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย

วิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ หรือ วิหารทองคำ วิหารสำคัญที่สุดของศาสนาซิกส์  สร้างขึ้นกลางเกาะ อีกทั้งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนอินเดีย

4 พรัมบานัน (Prambanan), ประเทศอินโดนีเซีย

เทวสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก และนับเป็นหนึ่งในศาสนสถานในศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ด้วยสถาปัตยกรรมและปรางค์ที่มีความสูงถึง 47 เมตร

 
5 วัดศรีรังกัม (Sri Ranganathaswamy Temple), ประเทศอินเดีย

วัดของศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรม นับเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์พระนารายณ์ เป็นสถานที่ที่พระองค์จะทรงสดับรับฟังคำอธิษฐานขอพรจากปวงบ่าวของพระองค์ ตัววิหารมีความสูง 236 ฟุต ประดับไปด้วยองค์เทพที่เพ้นท์ด้วยสีสันสดใส

 
6 พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda), ประเทศพม่า

พระมหาเจดีย์ทองคำที่เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองย่างกุ้ง ปัจจุบันยังคงเป็นพุทธศาสนสถานอันเป็นที่พึ่งทางใจของชาวพม่า อีกทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาที่ได้รับความนิยมอีกด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปสักการะและชมความงดงามของพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง จะต้องแต่งกายให้สุภาพ ห้ามใส่กระโปรงสั้น,กางเกงขาสั้น สายเดี่ยว เกาะอก ห้ามเด็ดขาด

 
7 วัดทักซัง (Tigers Nest Monastery), ประเทศภูฏาน

วัดทักซัง หรือ รังเสือ วัดอันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งของชาวพุทธในภูฎาน อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก มีสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและความงดงามที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยบนหน้าผาสูงชันเหนือหุบเขาพาโร ซึ่งจะได้เห็นทิวทัศน์อันน่าอัศจรรย์ของพื้นที่โดยรอบวัด ปัจจุบันนี้นับเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฏาน

 
8 บุโรพุทโธ (Borobudur), ประเทศอินโดนีเซีย

ศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถ้าไม่นับนครวัดของกัมพูชาซึ่งเป็นทั้งศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ บุโรพุทโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในรูปแบบของบัวที่ลอยอยู่เด่นในทะเลสาบขนาดใหญ่คล้ายกับสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประสูติ และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

 
9 หอบูชาฟ้าเทียนถาน(Temple of Heaven), ประเทศจีน

ในอดีตเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ซิง ใช้เป็นที่บวงสรวงเทพยดา อยู่บนพื้นที่กว้าง 2.7 ล้านตารางเมตร แบ่งออกเป็นด้านในและด้านนอก นอกจากนี้กำแพงด้านใต้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นสัญลักษณ์แผ่นดิน ส่วนผนังด้านเหนือเป็นวงกลมแสดงถึงสวรรค์ นับว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีนอีกแห่งหนึ่ง

 
10 พระมหาเจดีย์เชตวัน (Jetavanaramaya), ประเทศศรีลังกา

เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศศรีลังกา มีความสูง 113 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง122 เมตร สร้างในสมัยพระเจ้ามหาเสนะ ตั้งอยู่ใน อนุราธปุระ (Anuradhapura) ราชธานีแห่งแรกของศรีลังกา ซึ่งปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นเมืองมรดกโลก จากยูเนสโก้ด้วย...

เรื่องโดย Tana T.
แปล/เรียบจาก http://www.therichest.org
ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.therichest.org

ไขข้อสงสัย พระปางเสพสังวาส

Posted by KwamRak on 01.2013 [ TV ] - สารคดี 0 trackback


"ชาวพุทธ"สาปแช่งกระหน่ำในโลกออนไลน์ คนสร้างพระพุทธรูปกอดสาว

ปฏิมากรรม หรือจิตรกรรมแบบตันตระ ซึ่งมีเทพเจ้าเพศหญิงและเพศชายสวมกอดกันอยู่นั้น ชาวทิเบตเรียกว่า “ยับ-ยุม” (yab-yum) มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าอย่างอื่น พุทธศาสนาฝ่ายตันตระอธิบายว่า การตรัสรู้เป็นผลรวมของปัญญาและกรุณา โดยที่เพศหญิงเป็นสัญลักษณ์ของ “ปัญญา” ขณะที่เพศชายเป็นสัญลักษณ์ของ “กรุณา” (ซึ่งตรงข้ามกับสามัญสำนึกของคนในยุคปัจจุบัน) ตามทรรศนะแบบตันตระ ปัญญาเปรียบเหมือนดวงตา กรุณาเปรียบเหมือนแขนขา หากขาดดวงตาแล้วแขนขาก็กระทำการอย่างมืดบอด หากขาดแขนขาแล้วดวงตาก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ดวงตาและแขนขาจึงต้องทำงานร่วมกันอย่างแยกไม่ได้ ปัญญาและกรุณาต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวจึงจะเป็นการตรัสรู้ที่สมบูรณ์

พระ พุทธศาสนาฝ่ายตันตระ ซึ่งเป็นผลรวมของพระพุทธศาสนาและลัทธิตันตระนั้น มีทรรศนะในเชิงบวกต่อเรื่องเพศ ตามคำสอนของพระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระ คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนซึ่งรักษาศีลห้า สามารถมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองได้โดยมิได้ละเมิดคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ อย่างใด สำหรับฆราวาสแล้วศีลข้อที่สามห้ามเพียงมิให้มีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสเท่า นั้น

พระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระถือว่า เรื่องเพศเป็น “วิถีทาง” หรือ “อุบาย” อย่างหนึ่งในการเดินทางไปสู่การตรัสรู้ แทนที่จะไม่เอ่ยถึงและปล่อยให้ฆราวาสเกี่ยวข้องกับกามคุณอย่างไร้ทิศทาง พระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระกลับสอนให้สาวกเข้าหากามคุณด้วย “สติ” เพื่อที่จะเรียนรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของมัน และเพื่อว่าจะเอาชนะมันได้ในที่สุด พระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระอุปมาว่า เพื่อที่จะเอาน้ำออกจากหู เราต้องกรอกน้ำเข้าไปในหูอีก หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ดังนั้นในการเอาชนะกามคุณ เราต้องรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมัน ถ้าเราไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมันแล้ว ก็ย่อมไม่อาจอยู่เหนือมันได้

สำหรับ บรรพชิตผู้ครองเพศพรหมจรรย์จะต้องใช้วิธีการอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากกิเลสทั้งหลายรวมทั้งกามคุณด้วยนั้นเกิดขึ้นจาก “ความคิด” พระพุทธศาสนาจึงสอนให้สานุศิษย์เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของความคิด เพื่อที่จะ “เห็น” ความคิดและตัดกระแสของความคิดได้นั้น “สติ” เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น “การเจริญสติ” จึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามในพระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระ การเพ่งภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ บางครั้งก็ถูกนำมาใช้ในระหว่างการทำสมาธิภาวนา เพื่อการอยู่เหนือกามคุณทั้งปวง

การยกย่องเทพเจ้าที่เป็นเพศหญิงให้มี ความสำคัญเทียบเท่ากับเทพเจ้าเพศชายใน พระพุทธศาสนาฝ่ายตันตระนั้น ได้ให้พื้นฐานที่สำคัญในการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสมอภาคในด้านศาสนา พระพุทธศาสนาฝ่ายวัชรยาน หรือตันตระ ได้เผยแผ่และตั้งมั่นอยู่บนที่ราบสูงทิเบตเป็นหลักใหญ่ ชาวทิเบตแต่ดั้งเดิมนั้นเป็นชนเผ่าเร่ร่อนและเชี่ยวชาญการรบพุ่ง อย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาได้มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อวัฒนธรรมทิเบตมายาวนานกว่า ๒,๐๐๐ ปี และได้เปลี่ยนชนเผ่าเร่ร่อนที่ดุร้ายนี้ให้กลายเป็นชาวทิเบตผู้รักสันติใน ปัจจุบัน

ดักซุ่มยิงสองผัวเมียนักการภารโรง ดับ 2 ราย

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
ดักซุ่มยิงสองผัวเมียนักการภารโรง ดับ 2 ราย

 


เมื่อเวลา 17.32 น. วันที่ 29 ม.ค.เกิดเหตุคนถูกยิงเสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนเลียบทางรถไฟในหมู่บ้านไอบาตู หมู่ 4 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี ที่เกิดเหตุ พบศพ นายดนัย ผุดผ่อง อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นนักการภารโรง โรงเรียนบ้านโต๊ะเด็ง มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซองพรุนไปทั้งร่าง นอนจมกองเลือดอยู่ข้างศพ นางสุภาวดี ผุดผ่อง อายุ 39 ปี เป็นนักการภารโรง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโต๊ะเด็ง และเป็นภรรยานายดนัย มีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาดเดียวกันพรุนไปทั้งร่างเช่นกัน และที่บริเวณใต้โคนต้นไม้รกทึบพบปลอกกระสุนปืนลูกซองจำนวน 3 ปลอกตกอยู่ 
ก่อนเกิดเหตุทราบว่านายดนัยได้ขี่รถจักรยานยนต์พร้อมภรรยานั่งซ้อนท้ายไปซื้อกับข้าวที่ตลาดสุไหงปาดี แล้วเสร็จจึงได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านพัก ถึงที่เกิดเหตุมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักซุ่มอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงใส่นายดนัย และภรรยาจำนวน 3 นัดซ้อนจนทั้งคู่เสียชีวิต และก่อนหลบหนีคนร้ายได้เดินออกมาจากป่าทำการค้นตัวผู้ตาย พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.ที่เหน็บอยู่ที่เอวของนายดนัยหลบหนีไป พร้อมกับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดงขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปด้วย
http://surasiha.blogspot.com/

ปะทะเดือด วิสามัญโจรใต้ดับ 1 ที่ศรีสาคร

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
ปะทะเดือด วิสามัญโจรใต้ดับ 1 ที่ศรีสาคร
        เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 23 ม.ค. ชุดปฏิบัติการพิเศษ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีสำคัญ ศชต.จำนวน 30 นาย ใช้กฎอัยการศึกบุกจู่โจมตรวจค้นบ้านพักต้องสงสัยไม่มีเลขที่ บ้านตามุง หมู่ 2 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส จากการขยายผล เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.55 ที่ผ่านมาว่า กองกำลังติดอาวุธ RKK หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักแนวร่วมหลังหนึ่งในพื้นที่ เมื่อถึงเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันโอบล้อม และแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น ทันใดนั้น กลุ่มคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนเกิดการยิงปะทะกันเป็นระลอกๆ แล้วกลุ่มคนร้ายได้หลบหนีมาหลบซ่อนตัวอยู่หลังบ้านพักเลขที่ 83 หมู่ 2 ต.เชิงคีรี และได้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่อีกระลอก หลังเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่พบศพ นายบูรฮัน เจ๊ะนะ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 4 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา และหมาย พ.ร.ก.ในคดีความมั่นคง จำนวน 2 คดี นอนจมกองเลือดเสียชีวิต มีบาดแผลถูกกระสุนปืน อาก้า และเอ็ม 16 ของเจ้าหน้าที่พรุนไปทั้งร่าง และใกล้กันเจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 มม. ของนายบูรฮันตกอยู่ จำนวน 1 กระบอก ส่วนกลุ่มคนร้ายที่เหลืออาศัยความชำนาญพื้นที่สามารถหลบหนีไปได้ 


http://surasiha.blogspot.com/

จ่อยิงครู รร.บ้านตันหยง เสียชีวิตเป็นรายที่ 158

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
จ่อยิงครู รร.บ้านตันหยง เสียชีวิตเป็นรายที่ 158


 


วันนี้ (23 ม.ค.) เมื่อเวลา 12.30 น.เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงครูโรงเรียนบ้านตันหยง ม.4 ต.บาเร๊ะใต้ อ.บาเจาะ เสียชีวิตภายในโรงอาหาร ที่เกิดเหตุ พบศพนายชลธี เจริญชล อายุ 51 ปี ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านตันหยง นอนจมกองเลือดอยู่ที่บริเวณประตูโรงอาหาร โดยมีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ที่บริเวณศีรษะ จำนวน 2 นัด และใกล้กัน พบปลอกกระสุนปืนพกสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 2 ปลอกตกอยู่ ก่อนเกิดเหตุทราบว่าคณะผู้บริหารจำนวน 3 คน ได้เดินทางมาทำการประเมินการวิทยฐานะให้แก่คณะครูของโรงเรียนบ้านตันหยงอยู่นั้น เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง นายชลธี ผู้ตาย ได้คุมเด็กนักเรียน จำนวน 292 คน และครูอีก 15 คน เข้าไปรับประทานอาหารที่โรงอาหาร ในระหว่างนั้น ได้มีคนร้าย จำนวน 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน เป็นพาหนะมาจอดที่บริเวณหน้าโรงอาหาร 1 ใน 4 คนร้าย ซึ่งแฝงตัวเป็นผู้ปกครอง ได้เดินเข้าไปทำการทักทายนายชลธี ผู้ตาย แต่เมื่อสบโอกาสคนร้ายได้ชักอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ออกมาจ่อยิงใส่ศีรษะของนายชลธี จำนวน 2 นัดซ้อน จนนายชลธีล้มลงทั้งยืน และเสียชีวิตคาที่ แล้วคนร้ายได้ขโมยกุญแจรถยนต์เก๋งของนายชลธี ยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์ ทะเบียน กข 1109 ยะลา ที่แนบไว้ที่เข็มขัด แล้วนำไปไขประตูก่อนที่จะสตาร์ทรถยนต์ขับหลบหนีไป
http://surasiha.blogspot.com/

วางระเบิดทหารชุดรปภ. 3 อำเภอนราฯ ตาย 1 เจ็บ 3

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
วางระเบิดทหารชุดรปภ. 3 อำเภอนราฯ ตาย 1 เจ็บ 3


นย.สละชีวิตเพื่อให้พี่น้องไทยพุทธ มุสลิม เข้าใจกัน รักกัน 
ดูเถิดพี่น้องทหารที่รักประชาชนมีแน่ ตายไปเยอะแล้ว 
ทหารรู้ว่าสักวันจะถึงคราวตนเองบ้าง ก็ไม่หวั่น 
ขอให้พี่น้องไทยพุทธ - มุสลิมอยู่สุข


 


เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 30 ม.ค. เกิดเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารชุด รปภ.ครู สังกัดหมวดปืนเล็กที่ 2 ฉก.นราธิวาส 33 บริเวณสามแยกบ้านจูดแดง ม.6 ต.มะนังตายอ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดอยู่กลางถนนในสภาพถูกแรงอัดของระเบิดจนขาด 2 ท่อนไม่สามารถใช้งานได้ โดยใต้ซากของรถยนต์กระบะพบหลุมระเบิดลึก 70 ซม. กว้าง 90 ซม. และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิก น้ำหนัก 25 กก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน ส่วนผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลบนราธิวาสราชนครินทร์ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อผู้เสียชีวิต คือ พ.จ.อ.สุเทพ โมกคล้ายมูล หน.ชุดและเป็นพลขับ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 นาย คือ พลทหารอนุชิต เกล็ดนิล และพลทหารวสันต์ แก้วแสงสาย ก่อนเกิดเหตุทราบว่า พ.จ.อ.สุเทพ หัวหน้าชุด ได้นำกำลังรวม 2 นาย ขึ้นรถออกจากฐาน ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านจูดแดง เพื่อตระเวนวางกำลังไว้บนถนน เพื่อทำหน้าที่ รปภ.ครู หลังจากที่ พ.จ.อ.สุเทพ ได้วางกำลังแล้ว 2 นาย ได้ขับรถผ่านจุดเกิดเหตุ คนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่นำไปฝังไว้กลางถนน จนเกิดระเบิดขึ้นในขณะที่รถยนต์ขับผ่าน จนทำให้รถยนต์ที่ พ.จ.อ.สุเทพขับมาถูกแรงอัดของระเบิดขาดสองท่อน ส่วนพลทหารอนุชิต และพลทหารวสันต์ ที่นั่งอยู่ท้ายกระบะกระเด็นตกจากรถเช่นกัน แต่ พ.จ.อ.สุเทพถูกแรงอัดของระเบิดติดคาพวงมาลัย ก่อนที่เพื่อนทหารจะช่วยกันงัด พ.จ.อ.สุเทพออกจากรถ แล้วรีบนำตัวผู้บาดเจ็บทั้ง 3 นายส่งรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ พ.จ.อ.สุเทพทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

ในเวลา 07.50 ในพื้นที่ อ.จะแนะ ได้มีคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 5 กก. จุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือไปวางไว้บริเวณพุ่มไม้รกทึบข้างสะพานบ้านกูมุง ม.2 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และคนร้ายได้จุดชนวนระเบิดในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารพรานที่ 46 จำนวน 6 นาย กำลังเดินตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทาง ให้กับคณะครูโรงเรียนบ้านกูมุงผ่าน แต่รัศมีการทำลายล้างได้หักเหเข้าไปในป่าข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด 


ในเวลาต่อมา 08.40 น. คนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องชนิดแอมโมเนียในเตรท บรรจุในกล่องเหล็กน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ไปวางไว้ในจักรยานยนต์พ่วงข้าง ซึ่งจอดอยู่หน้าโรงเรียนบ้านไอสะเตีย หมู่ 3 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อทหารพรานชุด รปภ.ครู สังกัดกรมทหารพรานที่ 48 เดินผ่านมา คนร้ายจึงกดชนวนระเบิด และเกิดเหตุระเบิดขึ้น แรงระเบิดทำให้ทหารพราน ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย





http://surasiha.blogspot.com/

โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

Posted by KwamRak on 31.2013 News 0 trackback
 
โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

โรฮิงญาในจ.ตรังเริ่มสร้างปัญหา

กลุ่มชาวโรฮิงญา อาศัยในบ้านพักเด็กและครอบครัวจ.ตรัง  เริ่มสร้างปัญหาไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ จนเจ้าหน้าที่เกิดอาการเครียด เพราะไม่รู้ว่าต้องดูแลอีกนานแค่ไหน
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางยังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนโคกขัน ตำบลทับเที่ยง ในเขตเทศบาลนครตรัง  เพื่อติดตามสภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญา ทั้งชายและหญิง จำนวน 13 คน   โดยเป็นเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 12 คน  และเป็นผู้หญิง อายุ 40 ปี เพียงคนเดียว  ซึ่งทั้งหมดได้ถูกส่งตัวมาจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสงขลา นับตั้งแต่วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา หรือเป็นระยะเวลานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว  เพื่อช่วยเหลือดูแลทั้งในเรื่องของอาหารการกิน และเรื่องที่พัก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง มีสถานที่ค่อนข้างคับแคบ  และที่ผ่านมาก็เคยรองรับผู้ที่ประสบปัญหาสูงสุดจำนวนแค่ไม่กี่คน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทย และชาวเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว  ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีจำนวนจำกัด แถมยังมีผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  จึงประสบปัญหาในเรื่องของการพยายามจัดระบบ  เพราะในช่วงหลังมา ชาวโรฮิงญาที่มีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป  ได้พยายามสร้างเงื่อนไขและไม่ค่อยยอมปฎิบัติตามกฎ  โดยมักจะทำอะไรตามใจของตนเอง และใช้งานเด็กเล็กๆ ในแทบทุกเรื่อง
ทั้งนี้ ในช่วงแรกชาวโรฮิงญากลุ่มนี้ส่วนใหญ่  จะให้ความร่วมมือกับทางบ้านพักเด็ก  ทั้งการปรุงอาหาร การล้างจาน หรือการทำความสะอาด  แต่ขณะนี้บางคนจะไม่ยอมทำอะไรเลย  นอกจากลงมากินข้าวและของว่าง แล้วกลับไปนอนในห้องพัก  ทำให้ภาระทั้งหมดต้องตกอยู่กับทางเจ้าหน้าที่  เพราะต้องจัดอาหารให้กินวันละ 3 มื้อ รวมทั้งของว่างอีก 2 มื้อ  ตลอดจนเก็บกวาดสถานที่ และควบคุมดูแลตลอด 24 ชม.  จนส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางคนเริ่มมีอาการเครียดเกิดขึ้น  และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่า จะต้องแบกรับภาระต่อไปอีกนานแค่ไหน
http://surasiha.blogspot.com/

เฉลิมพึ่งจุฬาราชมนตรีบันทึกเทปภาษามาลายูแจงแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้ของรัฐบาล

Posted by KwamRak on 07.2013 [ TV ] - News 0 trackback

69 อาการของปิติ ;พระครูเกษมธรรมทัต

Posted by KwamRak on 07.2013 [ Listen ] 0 trackback

อานาปานสติ วิถีแห่งความสุข ;พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

Posted by KwamRak on 28.2012 [ Listen ] 0 trackback

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

อานาปานสติ วิถีแห่งความสุข





เพลลิสนี้ 
http://www.youtube.com/playlist?list=PLXUiR6F5WfnzeWIM2hf8VqryO7OlQN_Ni

พื้นที่ชีวิต - สมองแห่งพุทธะ

Posted by KwamRak on 08.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

เชียงใหม่ ชาวบ้านออกมาทำบุญตานขันข้าววันออกพรรษาคึกคัก

Posted by KwamRak on 06.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 

เชียงใหม่ ชาวบ้านออกมาทำบุญตานขันข้าววันออกพรรษาคึกคัก 

โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ

Posted by KwamRak on 20.2012 News 0 trackback
 
โฉมหน้าแกนนำระดับสั่งการ


          พวกมึงคิดกันบ้างไหมว่า?

         ไม่ว่าพวกกู....จะตายไปเท่าไหร่...ทหารของกูก็ยังสู้กับมึง เพื่อพี่น้อง
         ทั้งพุทธ และ มุสลิม! 

         พวกกู....สู้เพราะพรหมวิหารสี่ ที่พระพุทธองค์สอนให้รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ ...

         พวกมึง....อ้างพระเจ้า ที่มึงเองก็ไม่เคยเห็น .... ฆ่าคน
 

        พวกมึง....อ้างพระเจ้าค้ายาเสพติด ..... เอาเงินเข้ากระเป๋าพร้อมทำลายลูกหลานของมึงเอง
 

        พวกมึง.... ห้ามคนค้าขาย....ชาวบ้านเดือดร้อน
 

       พวกองค์กรอิสระเพื่อยุติธรรม.... แม่งเงียบไปแล้วเพราะได้เงินเยอะเลย เขาแบ่งให้มึงหรือเปล่า
 ?...ไม่มีทาง

        พวกองค์กรอิสระพอผัวตาย....ก็ผลักด้นให้ลูกได้เป็นผู้พิพากษาหญิงเรียบร้อยแล้ว .. แม่งก็เงียบสิ เงินก็ได้ ... ตำแหน่งให้ลูกก็ได้...
 

        แล้วมึงล่ะ นอนในป่าให้ยุงกัด
 

        ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี .....มีคนที่เยิรยอมึงนั่งบัลลังค์..สบาย สั่งการให้มึงทำงานให้มันต่อ
 

       ถ้ามึงทำงานสำเร็จ เป็นประเทศปัตตานี....นักการเมืองในสภาฯไทยนี่แหละจะเสวยสุข
 

       แล้วมึงล่ะ
 แค่ทหารกระจอก 

       อุดมการณ์จอมปลอม ... ไอ้พวกที่หลอกใช้มึง..เขาอ้างเพื่ออำนาจตนเอง พร้อม ๆ กับทำลายอัลเลาะห์ไปเรียบร้อยแล้ว
 

       พวกมึงออกจากป่า มาทำงานเพื่อพี่น้องของมึง ยังมีโอกาสสำเร็จ
 

       คำเยิรยอ....ก็ไม่น้อยกว่าที่มึงได้ตอนนอนในป่า....อยากจะโง่ต่อก็เชิญ
 

       
      คนโง่อย่างมึงเป็นขี้ข้าคนเจ้าเล่ห์ในสภาฯไทย กับสภาฯมาเลย์ตลอดชาติ
http://surasiha.blogspot.com/

Ancient site needs saving not destroying โบราณาสถานที่ต้องรักษาไม่ใช่ทำลาย

Posted by KwamRak on 28.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
Ancient site needs saving not destroying
โบราณาสถานที่ต้องรักษาไม่ใช่ทำลาย

http://edition.cnn.com/2012/09/22/opinion/Afghanistan-buddha-site-mine/index.html
 

Boon Rak-Sa Woody -ช่วยกันหน่อยนะ พี่น้องผองไทย 
เราชาวพุทธฯ ต้องช่วยๆ กันแสดงพลังแห่งความสามัคคีหน่อยนะ
อย่าปล่อยให้เขาทุบ หรือ ทำลายพระพุทธรูปอายุนับพันปีเลยยย
โปรดเถิดดดดดดดดดดด

13 9 55 ข่าวค่ำDNN ผบ ทบ เปิดทางผู้ก่อการร้ายภาคใต้มอบตัว

Posted by KwamRak on 13.2012 [ TV ] - News 0 trackback

"เด่น โต๊ะมีนา"เสนอตั้ง"จังหวัดนาทวี" สะดวกในการแก้ปัญหาไฟใต้

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback

 "เด่น โต๊ะมีนา"เสนอตั้ง"จังหวัดนาทวี" สะดวกในการแก้ปัญหาไฟใต้


นี่ไง!.......หางโผล่แล้วไง




เจ้าเล่ห์จริงๆ..เอาทุกท่าเลยนะ!

พอประณามว่าพวกมึงแบ่งแยกดินแดน มึงก็บอกว่าไม่ได้แบ่งแยก ...แค่เอา “ลังกาสุกะ” คืนเท่านั้นเอง

เอา ๔ อำเภอจังหวัดสงขลาเข้าร่วมในพรบ.ศอ.บต. ก็ต้องจัดหลักสูตรให้เด็กๆเรียนอักษรยาวีก่อนภาษาไทย..ฮ่าๆๆๆ ..นี่ไง! ....เริ่มแล้ว....เฮ่ย! สงขลาไม่ใช่ ลังกาสุกะนะโว้ย ...สตูล ก็ไม่ใช่

ฮะ ฮ่า! ........ทีนี้จะกลืน ๔ อำเภอ จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ละซีจัดให้พอคำเลยนะ....ไอ้เลว

มึงกลืนสะดวกอะดิ ! ไม่เกี่ยวการแก้ไขปัญหา ๓ จชต.เลย 

ปัญหาใต้พวกมึงไม่เคยแก้ไขเลย..เพราะปัญหานี้พวกมึงสร้างขึ้นเอง ...

ที่เห็นๆ พวกมึงเสนอแก้ไขปัญหาทุกที ... มีแต่จะเอาตำแหน่ง ! กับ แดกงบ!....มาคราวนี้จะแดกจังหวัด

 ๓ ไม่พอเอา ๔ เลย อีกหน่อย สตูลด้วย เป็น ๕ ...พวกมึงนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ...พอๆกับนักการเมืองพุทธที่เลวแสนเลว...แต่แกล้งโง่ เอาผลประโยชน์


ที่มา 

'ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocent of Muslim

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback
'ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocent of Muslim
/Prachatai

อัลจาซีร่ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์อื้อฉาว Innocent of Muslim และตัวตนปริศนาของผู้ที่อ้างชื่อแซม บาไซล์

จากกรณีกลุ่มติดอาวุธชาวลิเบียบุกเข้าโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ ในลิเบียจนเป็นเหตุให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต เนื่องจากไม่พอใจภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง "Innocence of Muslim" ที่ดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอิสลาม ทางสำนักข่าวอัลจาซีร่านำเสนอเกร็ดที่มาของภาพยนตร์ล้อเลียน ที่กลายเป็นเหตุให้เกิดการต่อต้านจากในลิเบีย และการประท้วงในอียิปต์

อัลจาซีร่ารายงานว่า ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ตัวตนของคนที่ชื่อ แซม บาไซล์ ที่เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ มีข้อมูลระบุเพียงว่า เขาเป็นชายชาวอิสราเอล-อเมริกัน อายุ 52 ปี มีอาชีพเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

จากการให้สัมภาษณ์ต่อเอพีและวอลล์ สตรีท เจอนัล ชายที่เรียกตัวเองว่า 'แซม บาไซล์' บอกว่า เขาหาเงินทุนได้ 5 ล้านดอลลาร์นำมาสร้างภาพยนตร์ ในรายงานข่าวยังได้อ้างคำพูดของเขาที่บอกว่า ศาสนาอิสลามเป็นเหมือน 'มะเร็ง' และอ้างว่าเขาสะสมเงินทุนในการทำภาพยนตร์นี้จากชาวยิว 100 คนบริจาคให้

แต่ผู้ให้สัมภาษณ์ก็บอกตัวเลขอายุไม่ตรงกันในทั้งสองบทสัมภาษณ์ โดยในเอพี เขาบอกว่าอายุ 56 ปี เขาบอกอีกว่าภาพยนตร์มือสมัครเล่นที่มีความยาว 2 ชั่วโมง ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2011 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีนักแสดงหลายสิบคน แต่รายงานข่าวระบุว่า ไม่มีข้อมูลของภาพยนตร์เรื่องนี้ในสื่อโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ และไม่มีหน้าเพจของภาพยนตร์ในเรื่องนี้ในเว็บไซต์ของฐานข้อมูลภาพยนตร์ทางอินเตอร์เน็ต (IMDB) เลย

ทางคณะกรรมการภาพยนตร์รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีหน้าที่ให้อนุญาตการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่รัฐกล่าวต่อสื่อฮัฟฟิงตันโพสท์ว่า พวกเขาไม่เคยให้ใบอนุญาตแก่คนที่ใช้ชื่อว่า 'แซม บาไซล์' เลย


อ้างหลอกถ่ายหนัง "นักรบแห่งทะเลทราย"
เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้ปรากฏแก่สายตาประชาชนนานมาก แสดงให้เห็นภาพของศาสดามูฮัมหมัดเป็นคนหลอกลวงและเสื่อผู้หญิง รวมถึงมีฉากการมีเพศสัมพันธ์ ภาพยนตร์ทั้งเรื่องเคยนำมาฉายต่อหน้าสาธารณชนเพียงครั้งเดียวในโรงภาพยนตร์ของฮอลลิวูด โดยผู้ที่เรียกตัวเองว่า 'บาไซล์'
 
ผู้อ้างชื่อบาไซล์บอกว่า เขาสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ขึ้นเพราะว่า "หลังจากเหตุการณ์ 9/11 แล้ว ทุกคนควรอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษา..." "...ไม่ว่าจะเป็นพระเยซูหรือมูฮัมหมัด"
 
แต่นักแสดงที่ร่วมแสดงบอกว่า เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศาสดามูฮัมหมัดหรืออิสลาม ในตอนแรกพวกเขาถูกเรียกมาคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ที่ชื่อ "นักรบแห่งทะเลทราย" โดย ผู้กำกับ อลัน โรเบิร์ท
 
และการกล่าวอ้างอิงถึงศาสนาในภาพยนตร์เพิ่งมีการนำมาอัดเสียงพากษ์ใส่ทีหลัง
 
มีรายงานว่าบาไซล์ตอนนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ บ้างก็คาดเดาว่า ชื่อของบาไซล์เป็นเพียงชื่อแอบอ้างของกลุ่มคนบางกลุ่ม หรือเป็นชื่อปลอมของคนๆ หนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งคนอิสราเอลหรือชาวยิวเลยก็ได้ แต่ที่เขาบอกตัวเองว่า เป็นชาวยิว เพื่อใส่ไฟให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งเท่านั้น
 
นักแสดงหญิงคนหนึ่งที่ถูกหลอกให้มาแสดงภาพยนตร์บอกว่า คนที่ชื่อบาไซล์บอกว่า ตัวเองเป็นชาวอียิปต์และพูดภาษาอาหรับกับคนอื่นๆ ที่อยู่ด้วย
 
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มชาวคริสต์นิกายคอปต์ในอียิปต์ออกแถลงการณ์ประนามคริสเตียนชาวอียิปต์นอกประเทศที่ให้การสนับสนุนทางการเงินในการสร้างภาพยนตร์ที่หมิ่นต่อศาสดามูฮัมหมัด
 
การแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย
มีคำถามว่า เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ลึกลับเรื่องนี้ออกมาสู่สายนานาชาติได้อย่างไร มันถูกโพสท์ลงในยูทูบโดยผู้ใช้ที่ชื่อ 'sam bacile' ในเดือนก.ค. 2012 เทรลเลอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในเดือน ก.ย. และในวันที่ 4 ก.ย. ผู้ใช้คนเดียวกันก็โพสต์วีดิโอนี้ในอีกเวอร์ชั่นที่มีการพากษ์เสียงภาษาอาหรับทับลงไป ทำให้มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นหลายหมื่นคน
 
มอร์ริส ซาเด็ค ชาวคริสเตียนนิกายคอปต์ที่เกิดในอียิปต์และมาอาศัยในสหรัฐฯบอกว่า เขาได้โปรโมทภาพยนตร์เรื่องนี้ลงในเว็บไซต์ของเขา เขาได้ทวิตลิงค์ของเทรลเลอร์ภาพยนตร์นี้ในวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมาด้วย
 
ซาเด็ค เป็นประธานของกลุ่มสมัชชานิกายคอปต์แห่งชาติอเมริกัน เขาเป็นที่รู้จักดีในฐานะของคนที่มีแนวคิดต่อต้านอิสลาม เขาได้บอกกับสำนักข่าววอลล์ สตรีท เจอนัล อีกว่า เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในอียิปต์เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่า ศาสนานี้และกลุ่มคนที่นับถือมีความรุนแรงขนาดไหน
 
บาทหลวง เทอร์รี่ โจน ในรัฐฟลอริด้า ผู้เคยเผาคัมภีร์อัลกุรอานในปี 2011 จนทำให้เกิดการจลาจลในประเทศมุสลิมและมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยโปรโมทภาพยนตร์เรื่องนี้
 
เทรลเลอร์ของภาพยนตร์ในภาษาอาหรับได้รับการนำเสนอในสื่ออียิปต์จำนวนมากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงผู้สื่อข่าวโทรทัศน์หัวแข็งคาเล็ด อับดัลลา ที่รายงานถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 8 ก.ย. โดยที่คลิปนี้ถูกนำเสนอในยูทูบเมื่อวันที่ 9 ก.ย.
 
แม็กซ์ บลูเมนธาล ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ากล่าวว่า "การกระทำเบื้องหลังภาพยนตร์นี้แสดงให้เห็นว่า เป็นฝีมือของกลุ่มชาวอียิปต์นิกายคอปต์สุดโต่งที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาลมอร์ซี และยุยงให้แตกแยก"
 
"พวกเขาต่อต้านการปฏิวัติและเป็นพวกเดียวกับกลุ่มคริสเตียนฝ่ายขวาผู้ที่มีแรงจูงใจทางศาสนาในการยุยงให้เกิดการต่อต้านชาวมุสลิม-อเมริกัน" บลูเมนธาลกล่าว "พวกเขาทำให้ชาวมุสลิมในสหรัฐฯ ตกอยู่ในอันตราย พวกเขาทำให้นิกายคอปต์ในอียิปต์ตกอยู่ในอันตราย และพวกเขาก็ทำให้ทูตสหรัฐฯทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย"
 
บล็อกคลิปในยุทูบ
รัฐบาลอัฟกานิสถานได้บล็อกคลิปในยูทูบชั่วคราวเมื่อวันที่ 13 ก.ย. เพื่อพยายามกันให้คนไม่ดูคลิปดังกล่าว มีรายงานด้วยว่ายูทูบบล็อกไม่ให้อียิปต์และลิเบียเข้าถึงวีดิโอได้
 
ทางยูทูบได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 13 ก.ย. บอกว่า "พวกเราทำงานหนักเพื่อสร้างชุมชนที่ทุกคนจะมีความสุขด้วยกัน และให้ทุกคนสามารถแสดงความเห็นต่างกันได้"
 
"ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งด้วย เพราะสิ่งที่โอเคสำหรับประเทศหนึ่ง กลายเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดในที่อื่นได้"
 
"วีดิโอนี้ ซึ่งแพร่หลายไปทั่วเว็บ อยู่ภายใต้แนวนโยบายของเราอย่างชัดเจน และจะยังคงอยู่บนยูทูบ อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ยากลำบากในลิเบียและอียิปต์ พวกเราได้ปิดกั้นไม่ให้ทั้งสองประเทศเข้าถึงวีดิโอได้เป้นการชั่วคราว"
 
"พวกเราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีในลิเบีย"
 
จากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ปัจจุบันยุทูบพยายามปิดกั้นและเซนเซอร์น้อยลง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูทูบก็ใช้เทคโนโลยีที่คัดกรองวีดิโอบางอย่างออกในบางประเทศเพื่อให้ตรงตามกฏหมายของประเทศนั้นๆ
 
 
 
ที่มา
Anti-Islam film: What we know, Aljazeera, 13-09-2012

สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback
 
สงครามปฏิวัติกับองค์กรอาชญากรรมค้ายาเสพติด
           สงครามปฏิวัติ คำนี้ดูเหมือนจะเป็นที่กล่าวถึงในยุคของสภาวะโลกปัจจุบัน นับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุด จนถึงการหมดยุดสมัยของสงครามเย็น ซึ่งนักวิชาการด้านการทหาร และความมั่นคงที่ได้ศึกษาความหมายของสงครามปฏิวัตินั้น ได้กล่าว่าทฤษฎีนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และสภาวะการณ์ที่ต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของใครก็ตามเช่น  คาร์ล มาร์กช, เลนิน หรือประธาน เหมาเจ๋อตุง  แต่หากมองดูอย่างลึกซึ่งแล้วสงครามปฏิวัติคือสงครามประชาชน ซึ่งมีแต่การระดมมวลชนเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ของสงครามปฏิวัติขึ้นมาได้ โดยมีปัจจัยทางการเมืองของกลุ่มต่อต้านโดยใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าทำการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย หรืออำนาจของกลุ่มที่เริ่มก่อการสงครามปฏิวัติ แต่สุดท้ายแล้ว การถูกทำลาย และความเสียหายกับเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นโดยตรง ไม่ว่าทางใดก็ตามโดยเฉพาะประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ นับว่าน่าสงสารที่สุดกับสถานการณ์เหตุการณ์บริเวณนั้นโดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนในพื้นที่ช่วงชิง หรือต่อสู้ที่กลายเป็นเด็กด้อยโอกาส กำพร้า  อนาถา  หรือแม้ถูกใช้เป็นเครื่องมือถึงขั้นบ่มเพาะ ปลุกระดมให้จับอาวุธ เข้าร่วมสงครามด้วยวิธีใดก็ตามเพื่อให้กลุ่มของตนบรรลุเป้าหมายการเมืองตามที่ต้องการ
          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้เกิดรูปแบบของสงครามที่มีขบวนการปฏิวัติต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล ทุกพื้นที่ของโลกจะต้องมีขบวนการที่เกิดขึ้น ๓ กระบวนการเป็นแนวร่วมอยู่ในพื้นที่ต่อสู้ หรือพื้นที่แย่งชิงเสมอคือ ขบวนการการค้ายาเสพติด  ขบวนการค้าอาวุธสงคราม และขบวนการค้าของเถื่อน โดยมีปัจจัยร่วมคือการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ และอิทธิพลมืด (มาเฟีย) ร่วมด้วยเสมอ
          เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยก็น่าจะอยู่ในองค์ประกอบของสงครามปฏิวัติโดยมีกลุ่มขบวนการ BRN – COORDINATE เป็นองค์กรนำในการใช้มวลชน (ประชาชน) เข้าสู่การต่อสู้โดยใช้อัตลักษณ์ของท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อนต่อสู้กับรัฐไทย เป้าหมายเพื่อแยกตัวปกครองตนเอง และสิ่งที่มีความจำเป็นขององค์กรต่อสู้ในสงครามมวลชนที่สำคัญคือทุนทรัพย์ที่ต้องใช้อย่างมหาศาล ในการขับเคลื่อนกำลังทหาร (RKK) และดูแลองค์กรนำ (DPP) ในต่างประเทศ    การเคลื่อนย้ายเดินทางเข้า – ออก แต่ละครั้งต้องใช้เงินในการขับเคลื่อน แล้วมาจากไหนละ
          แรงขับเคลื่อนสำคัญที่เป็นตัวปลุกระดมของขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศไทยคือ เรื่องศาสนาอิสลามซึ่งหลักสำคัญในอิสลาม นั้นจะปฏิเสธเรื่องของยาเสพติดอย่างสินเชิงเพราะเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดหรือ (ฮารอม) แต่ด้วยความจำเป็น หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในขบวนการก่อเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจพบทั้งพยาน หลักฐาน ตั้งแต่ระดับกำลังปฏิบัติการทหาร (RKK) ถึงระดับองค์กรนำ (DPP) ผู้ควบคุมสั่งการล้วนเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด การฟอกเงิน  การค้าของเถื่อน ค้าอาวุธ และการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติที่ได้กล่าวไว้แต่ต้น ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในสงครามปฏิวัติแบ่งแยกรัฐปาตานี
          ย้อนอดีตเหตุระเบิดครั้งใหญ่ อำเภอสุไหงโก – ลก ๑๓ กันยายน ๕๔ เกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานความมั่นคงจับกุม นายอัสรี   ยูโส๊ะ  พร้อมยาบ้า ๑.๕ หมื่นเม็ด และกวาดล้างอย่างหนักถึงปัจจุบัน จนเจ้ามือหวยเถื่อน หวยมาเลเซีย บ่อนการพนัน เจ้าพ่อเงินกู้ แทบหากินไม่ได้จนเกิดเหตุระเบิดล่าสุด เมื่อ ๒๐ กรกฎาคม ๕๕ ต้อนรับรอมฎอนที่ผ่านมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงโดย DSI, ปปส. ยังตรวจพบหลักฐานสำคัญที่ต้องใช้กฎหมายของ ปปช. เข้าตรวจสอบพิเศษคือพบมีเงินหมุนเวียนจากการฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด น้ำมันเถื่อนที่มีการส่งให้กับกลุ่มแกนนำสั่งการก่อเหตุรุนแรงในมาเลเซีย โดยฟอกเงินผ่านร้านทอง ร้านขายสินค้าเสื้อผ้า ส่งเข้าทางมาเลเซีย ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๓๐ ล้านบาท จนนำไปสู่การจับกุมร้านทอง บ้านเกาะตา อ.สุไหงปาดี และร้านประเสริฐอาภรณ์ เทศบาลอำเภอสุไหง โก – ลก ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี 
            ขบวนการก็ใช่จะน้อยหน้า อิทธิพลมีตั้งระดับผู้ใหญ่บ้านถึงนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๕๕ หลังการจับกุม กำนันดัง ตำบลลุโบ๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายมะรอนิง  จาโก ก็เกิดเหตุระเบิด ระเบิดบริเวณสี่แยกหน้าสาธารณสุข จังหวัดปัตตานี วันที่  ๙  กุมภาพันธ์ ๕๕  ทันที ส่งผลมีผู้บาดเจ็บ  ๑๕  คน เสียชีวิต ๑ คน ที่สำคัญกลิ่นยาบ้ามิทันจางหาย จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร โกตาบารู เข้าจับกุมนายซอบรี   หะยีสามะแอ และ นายอาลียะ  แยการีสง  พร้อมยาบ้าเกือบ ๔  หมื่นเม็ด ปืนเอ็ม ๑๖ จำนวน ๑ กระบอก และปืนลูกซองยาว ๕ นัด จำนวน ๑ กระบอก ซึ่งนายซอรี   หะยีสามะแอ มีพี่ชายที่เป็นกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงระดับมือประกอบระเบิดระดับพระกาฬที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องการตัวคือนายไฟซอล   หะยีสามะแอ หลังจากนั้น  ๒๕  กรกฎาคม ๕๕ ตำรวจภูธรโกตาบารู ชุดจับกุมยาเสพติดโดนระเบิดคาร์บอมระหว่างเดินทางกลับจากคุ้มครองรักษาความปลอดภัย ครู เสียชีวิต  ๕  นาย บาดเจ็บ ๑ นาย
       ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น คดีที่ถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนแกล้งลืมคือ ผู้ก่อเหตุรุนแรงลอบสังหาร นายมุกตาร์   กีละ   หัวหน้าพรรคประชาธรรม ผู้ซึ่งประชาชนรู้ดีว่าคนผู้นี้รณรงค์ต่อต้านเรื่องยาเสพติดในพื้นที่อย่างหัวชนฝาไม่ยอมใครและเป็นที่ชื่นชอบจนนำมาซึ่งฐานเสียงที่มากขึ้นจนมีแนวโน้มจะชนะถึงระดับประเทศ และต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งถูกชาวบ้านยิงตายในเวลาใกล้เคียงพร้อมอาวุธปืนโดยผู้สังหารนายมุกตาร์ฯ นั้นเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มบ้านกูจิงรือปะนั่นเอง
        และหลักฐานสำคัญที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงให้ความมั่นใจว่า ขบวนการกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด คือการเข้าจับกุม และยึดทรัพย์เครือข่ายของตระกูล เปาะดาเอาะ ซึ่งมีทรัพย์สินทั้งบ้าน ที่ดิน รถยนต์ และทองคำ มากกว่า ๔๐๐ ล้านบาท   และพบหลักฐานสำคัญคือการโอนเงินจากขบวนการยาเสพติดให้กับผู้นำขบวนการก่อเหตุรุนแรงในประเทศมาเลเซียปีละไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านบาท โดยใช้นามว่า “อาเยาะซู” และมีการเดินทางไปมอบเงินด้วยตัวเองถึงมือ มะแซ  อูเซ็ง  ทุกปี
       ทั้งนี้หน่วยงานความมั่นคงยังพบหลักฐานการซื้ออาวุธให้กลุ่มกองกำลัง RKK และการจ่ายค่าตอบแทนเป็นยาเสพติดโดยปืน ๑ กระบอกที่ได้จากเจ้าหน้าที่แลกยาบ้าได้ ๑ ถุง หรือเงินสดในราคา ๒๐,๐๐๐  บาท และการที่หน่วยงานความมั่นคงต้องนำ ปปช. และ DSI มาร่วมด้วยเพราะพบหลักฐานในเรื่องการออกเงินกู้  การกว้านซื้อที่ดิน หวยเถื่อนทั้งมาเลเซีย และไทย น้ำมันเถื่อน บ่อนการพนัน และอาวุธ ซึ่งทั้งหมดฟอกเงินผ่านธนาคาร, ร้านค้าทองคำ, ร้านรับแลกเงิน, ร้านขายผ้า และในมาเลเซียคือธุรกิจร้านกาแฟหรือเครือข่ายขายตรง ทั้งหมดคือผลประโยชน์ที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงได้รับปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า  ๑,๐๐๐  ล้านบาท
            เมื่อกองกำลังปฏิวัติมีอาวุธในมือ มีกำลังทหารที่สั่งการเคลื่อนไหวอย่างเสรี มีระเบิด เป็นอาวุธทุกครั้งที่มีการก่อเหตุ ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจทหาร บ้านเมือง จะโฟกัส ไปที่กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรง ทั้งไล่ติดตาม แม้ตั้งด่านตรวจก็เพ่งเล็งที่ตัวบุคคลเป้าหมาย จึงเปิดโอกาสให้กลุ่มค้ายาเสพติดเคลื่อนไหว โยกย้ายจำหน่ายได้เสรีจนธุรกิจยาบ้าเฟื่องฟูที่สุดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ใครเอาของไปไม่จ่ายก็ตาย ใครแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับเครือข่ายคนนั้นตาย เมื่อการสังหารเจ้าหน้าที่เอาอาวุธมาแลกยาได้ ประชาชนไม่กล้าปิดปากเงียบ เมื่อมีจำนวนเงินมากมหาศาลจากการค้ายาบ้าก็ปล่อยเงินกู้ร้อยละ ๒๐ ใครเปี้ยวตาย เปิดบ่อนการพนัน ค้าหวยเถื่อน  น้ำมันเถื่อน รวมถึงเงินทุนซื้อเสียงเมื่อมีการเลือกตั้งทุกระดับโดยมี RKK เป็นกองกำลังสนับสนุนเหมือนกับพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะการบังคับ ข่มขู่  กว้านซื้อที่ดินสวนยางพาราโดยมีนอมินีบังหน้า    ซึ่งมีข้อมูลค่ามหาศาลแบบไม่มีใครกล้าขวาง

      สุดท้ายการกระทำของกลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงที่อ้างว่าปฏิวัติเพื่อประชาชนนั้น หาใช่อุดมการณ์หรือนักรบของประชาชนวีระบุรุษฟาตอนีแต่ประการใด หากนั่นคือองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ (Organnized Crime) หรือ มาเฟีย (Mafia) หรือกลุ่มคนหรือสมาชิกกลุ่มคน ที่อยู่อาศัยเงื่อนไขบางประการรวมตัวกันขึ้นประกอบมิจฉาชีพ ในการทำมาหากินเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง และสุดท้ายก็คือคนมาลายู ลูกหลานมาลายูมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้แหละที่จะทุกข์ร้อน     เจ็บซ้ำอย่างแสนสาหัส ประชาชนต้องลำบากทุกข์เข็ญหาได้ประโยชน์ใดเลยจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มเผด็จการมุสลิมที่อ้างว่าทำเพื่อคนมาลายู แต่ที่สาหัสคือลูกหลานมลายูต้องตกเป็นทาสยาเสพติด ขาดการศึกษาหมดอนาคต สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการที่อ้างว่าทำเพื่อมาลายูปัตตานี
     จากปัญหาที่ซับซ้อนในมิติขององค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีขบวนการแบ่งแยกดินแดน และกองกำลังทหารติดอาวุธ RKK ขับเคลื่อนควบคุมประชาชน หน่วยงานความมั่นคงจึงกำหนดยุทธศาสตร์     การแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อนเป็น ๑ ในยุทธศาสตร์ แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และจากความพยายามของฝ่ายความมั่นคงร่วมกัน      ทุกภาคส่วนที่ลงความเห็นจากทุกเวทีเสวนา ทุกกลุ่มชุมชนที่ว่าขณะนี้ปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามระดับต้นฯ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกภาคอื่นก็ด้วยปัจจัยของกลุ่มขบวนการที่สนับสนุนที่กล่าวมาข้างต้น ล่าสุดจากการขับเคลื่อนร่วมกันของรัฐบาล และผู้นำศาสนาในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สงขลา และ สตูล ที่มองเห็นปัญหาว่าลูกหลานกำลังออกห่างจากศาสนา และมัวเมาในยาเสพติดจนตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้หวังดี จึงได้รวมตัวกันกำหนดปฏิญญาปัตตานี ๒๕๕๕ ณ โรงแรม ปาร์ควิว รีสอร์ท อำเภอเมืองจังหวัดปัตตานี โดยใช้ศาสนาอิสลาม เป็นข้อปฏิบัติ และข้อห้าม
     จากภัยคุกคามของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ภัยของยาเสพติด จนเป็นองค์กรอาชญากรรมสร้างความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสให้กับประชาชน  ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของประเทศ องค์กรภาคประชาสังคม (NGO), องค์กรท้องถิ่น, ประชาชนทั่วประเทศ และพี่น้องมุสลิมมาลายู ต้องตื่นจากหลุมพราง และกับดักของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนเสียที หันหน้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาพิษภัยของ ๓  จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความจริงใจ ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดแต่เพียงลำพัง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายผู้ที่ได้เสียจากการแก้ไขปัญหาหรือปล่อยปะละเลยไม่สนใจ เอาแต่โยนความผิดให้ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายเดียว ผู้ที่ต้องรับกรรมประสบแต่ความทุกข์ยากลำบาก คือประชาชนพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนมลายูมุสลิม ลูกหลานมลายูทั้งหลายที่ถูกหลอกใช้ครอบงำ โดยขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่จะเข้ามาปกครอง มาลายูปัตตานีด้วยระบบเผด็จการมุสลิม
บินหลาดง  ยะลา


ใครทำร้ายหัวใจของมุสลิม

Posted by KwamRak on 13.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 โจรชั่ว มารศาสนา เผาได้กระทั่งโรงเรียนของเด็ก
ไม่เว้นกระทั่ง “เสาหลักของการดำเนินชีวิต” ของคนมุสลิม


        เมื่อวันที่ 3มิถุนายน 2555เวลาประมาณ 21นาฬิกา 45นาที กลุ่มโจรชั่ว มารศาสนา ไม่เคารพต่อ อัลลอฮฺ ไม่รักในหมู่มุสลิมด้วยกันได้ลอบวางเพลิงหวังเผาทำลาย โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขาม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4ตำบลเมาะมาวี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีให้สิ้นซาก ด้วยการฉวยโอกาสยามค่ำมืดลักลอบแอบนำน้ำมันเบนซินเทลาดทั่วอาคารเรียนครึ่งปูนครึ่งไม้ชั้นเดียวเมื่อสบอารมณ์หมายจึงจุดไฟจนลุกโชดช่วงแล้วหลบหนีผลของความชั่วร้ายของพวกมันส่งผลให้ไฟได้ไหม้ห้องเรียน อาคารเรียนและยังได้ลุกลามเผาทำลายหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน แสงสว่างนำทางชีวิต ที่ส่องทางให้เด็กทุกคนมีวิชาความรู้ เป็นคนดีของสังคม เป็นมุสลิมที่ดี จนไม่หลงเหลือที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก

             โรงเรียนตลาดนัดต้นมะขามได้เปิดเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงระดับชั้นประถมปีที่ 6มีเด็กเรียนรวมทั้งสิ้น 235คน ครู 18คน ซึ่งนักเรียนทั้งหมดเป็นไทยมุสลิม ซึ่งหลังเกิดเพลิงไหม้มีนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมากเดินทางมาดูความเสียหายของอาคารเรียนด้วยความเสียใจและสาปแช่งผู้กระทำนักเรียนบางคนพยายามที่จะเข้าไปเก็บหนังสือ ที่เป็นแสงส่องนำทางชีวิตของเขา ภายในห้อง แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังตรวจที่เกิดเหตุ อีกทั้งหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน ถูกเพลิงไหม้ทั้งหมดจนไม่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองต่างสาปแช่งการกระทำของผู้ลอบวางเพลิง

       ตอนนี้....รู้แล้วว่าไอ้โจรชั่ว ไม่เคารพอิสลาม เป็นพวกสุดโต่ง หวังอำนาจ อยากเป็นเผด็จการเหนือคนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการฆ่า ทำลาย ก่อกวน

       มันคือ “มะซอเร ดือรามะ”  สมาชิกปฏิบัติการระดับผู้บังคับหมวด ซึ่งที่ผ่านมามันคือผู้ลอบวางระเบิดโรงแรมลีการ์เด้น พล่าซ่า หาดใหญ่ แล้วยังรู้ว่าตอนนี้ไอ้พวกนี้ “มะซอเร ดือราระ มีแผนที่จะลอบวางระเบิดเพื่อฆ่า ก่อกวน สร้างความตระหนกตกใจ ในพื้นที่จังหวัดยะลาโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ ประกอบระเบิด พวกมันหวังทำเพื่อความสะใจ และโกรธแค้นที่พวกของมันหลายคนเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญที่สุดคือการจับกุมมือระเบิดตัวสำคัญ และอาวุธ กระสุน อุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก จากการแจ้งข่าวสาร ในพื้นที่บ้านบาโงกูโบ ม.๔ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 55 ที่ผ่านมา

 

        และอีกครั้ง...ที่คนเดือดร้อนรองรับอารมน์โกรธของโจรชั่วคือ เด็กนักเรียนมุสลิม และประชาชน เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 6 มิย. โจรชั่วยังลอบวางเพลิง โรงเรียนบ้านบือแนปีแน ม.7 บ้านบือแนปีแน ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ห่างจากถนนใหญ่สาย 410 ปัตตานี-ยะลาประมาณ 3 กิโลเมตร ไฟลุกไหม้ อาคารเรียน คอนกรีตและไม้ชั้นเดียว ในชุมชนไทยมุสลิม ไฟได้ไหม้ห้องเรียนจำนวน 6 ห้องเรียนชั้น ป.4-ป.6  วอดทั้งหลัง และอาคารใกล้เคียงบางส่วนเสียหาย โจรชั่วลงมือขณะ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภารโรง โรงเรียนออกไปละหมาด คนร้าย 4 คน ขับรถยนต์กระบะเข้าไปภายในโรงเรียน งัดห้องเรียน นำหนังสือซึ่งเป็นแสงส่องทางชีวิตเด็กๆมากองราดน้ำมันเบนซินจุดไฟเผา แล้วหลบหนีไป ชาวบ้านทุกคนต่างสาปแช่ง และเสียใจ การกระทำบาปอันชั่วร้าย ย่ำยีจิตใจ เพียงหวังสร้างสถานการณ์ สร้างความแตกแยกของกลุ่มขบวนการที่อ้างตนว่าทำเพื่อคนมุสลิมมลายู แต่ความจริงหวังเพียงอำนาจการเมืองของกลุ่มตน และโกรธแค้นที่คนร่วมขบวนการออกมามอบตัว หนีจากพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

         สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่ม นายมะซอเร ดือรามะ และพวกขบวนการ BRN ไม่รู้ว่าเป็นการต่อสู้หรือการทำลาย ทุกวันนี้ “เรา”ผู้รักและศรัทธาในอัลลอฮฺ  ได้เห็นว่าพวกมึงคือโจร... ทำลายได้ทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ อัลลอฮฺ ประทานมา ทำร้ายชีวิตลูกหลานของอาดัม ทำลายได้กระทั่ง วิชาความรู้ แสงสว่างของชีวิต ที่ส่องทางให้ลูกหลาน ได้เป็นคนดีที่ อัลลอฮฺมอบให้

ผู้ศรัทธาอัลเลาะฮฺ


 

ไซฎอน "ผู้ทำลาย"


http://surasiha.blogspot.com/

แมวจนตรอก มาเลเฉดหัว สวีเด็นตัดหาง

Posted by KwamRak on 13.2012 News 0 trackback
 แวอาลี โจรปล้นอาวุธกองพันพัฒนาฯ  4 ม.ค.47 
นำ 100 โจรขอมอบตัว วันอังคาร ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 255516.41 น.
           เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 กันยายน ที่หอประชุมบรมราชกุมารี สำนักงานคณะกรรมการอิสลาม จ.นราธิวาส พล.ท.อดุมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางมาเป็นประธานการแสดงตัวยืนยันเพื่อยุติการต่อสู้ของ นายแวอาลี คอปเตอร์ วาจิ หรือชื่อจัดตั้งเจ๊ะอาลี” ซึ่งทางการเคยตั้งรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท ที่เป็นตัวการใหญ่ร่วมวางแผนและสั่งการให้แกนนำระดับปฏิบัติการณ์ นำกำลังบุกปล้นปืนที่กองพันพัฒนา 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย

          โดย นายแวอาลี ได้นำผู้หลงผิดจำนวน 100 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าร่วมเพื่อเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตามแผนพาคนกลับบ้านของโครงการประสานใจเพื่อสันติสุขสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
           เฮ้ย ไอ้แวอาลี แมลงปอฯ มึงมอบตัวเพราะมึงจนแต้มแล้วสิ
         มาเลย์สั่งให้มึงทำกิจกรรมวันชาติมาเลย์เงียบๆเป็นการภายใน มึงเสือกเอาธงมาเลย์มาติดทั่วเมือง ...มาเลย์ก็โกรธสิ....

        มึงทำเกินไปมาเลย์เขารักษาภาพเขาไว้ให้สวยอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลอกไทยว่ามาเลย์เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพวกมึง
         แต่มึงเสือกไม่รักษาหน้าเขาเลย เขาเลยอัปเปหิออกมาสิ ... สม!
         ทีนี้ทำไง ?
         ถ้ามึงจริงใจ!..........มึงจะมอบตัวต้องเอาปืนที่ปล้นไปมาคืนด้วย
        คดีเขาว่าตามขั้นตอนกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณฯเขายังต้องมีเงื่อนไขให้ขึ้นศาล รับโทษก่อนเลย...แล้วมึงเป็นใคร??
         กูรู้นะ มึงจนแต้มก็มอบตัว พอปีกกล้าขาเข็งมึงก็สร้างเด็กรุ่นใหม่มากัดกูอีก... แล้วมึงก็มาแปลงกายเป็นเอ็น จี โอ. คอยห้ามไม่ให้รัฐบาลปราบพวกเด็กของมึงเช่นทุกวันนี้แหละ
        กัดแล้ว รัฐบาลกูต้องจ่ายเงินเป็นแสนล้าน พวกมึงก็ได้ด้วย พอหมดทางไปก็มอบตัวอีก
        อยู่สงบสักพักมึง..กัดกูอีก ไอ้ระยำ
         รัฐบาลจะรับมึงไว้ไม่ให้มึงรับโทษตามกฎหมายไทย......มึงก็ได้ใจ รอวันกูเผลออะดิ
         ตายไป กว่า ๕๐๐๐ บาดเจ็บพิการเป็นหมื่น
        เงินหมดเป็นแสนล้าน ....มึงอย่าคิดว่าพวกกูจะยอมมึงง่ายๆ
http://www.naewna.com/politic/21809

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “เรื่องต่อไปนี้ ผมพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี”

Posted by KwamRak on 12.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา ประชาไท

 Tue, 2012-09-11 23:16 
กองบรรณาธิการ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสันติภาพ ร่วมอภิปรายในงานสนทนาพิเศษ “กระบวนการสันติภาพปาตานีในบริบทอาเซียน” เมื่อ 7 กันยายน 2555 ได้ประมวลความเห็นและข้อเสนอโดยตรงถึงขบวนการต่อสู้ปาตานีเป็นภาษาอังกฤษ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) แปลคำอภิปรายเป็นภาษาไทย
0 0 0
ผู้จัดได้ขอให้ผมพูดเรื่องกระบวนการสันติภาพ ปกติผมไม่ค่อยจะตามใจผู้จัด ฉะนั้น สิ่งที่ผมจะทำ คือการ “ทำ” กระบวนการสันติภาพ ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นผู้ฟังหลักของผมอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ เพราะว่าผมต้องการที่จะพูดกับขบวนการต่อสู้แห่งปาตานี ฉะนั้น กลุ่มผู้ฟังหลักของผมคือกลุ่มขบวนการ
ผมจะพูดถึง 4 คำ คำแรกคือ ปัญหา คำที่สองคือ สมมติฐาน คำที่สามคือ คำถาม และคำสุดท้ายคือ ความรู้
จะขอเริ่มต้นด้วย ‘ปัญหา’ เรามีปัญหาอยู่ 2 ประเภท คือปัญหาของรัฐไทยและปัญหาของฝ่ายขบวนการ ปัญหาของรัฐไทยได้มีการพูดถึงมากและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในงาน ของศ.ดร. ดันแคน แมคคาร์โก ในหนังสือของเขา เรื่อง “Tearing Apart the Land” หรือ “ฉีกแผ่นดิน” ซึ่งสำนักพิมพ์คบไฟกำลังจัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาไทย
ในความเข้าใจของผม ประเด็นเรื่องภาคใต้นี้ รัฐไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เขา [ศ.แม็คคาร์โก] และผมเรียกว่า “โรคความชอบธรรมบกพร่อง” ไม่มีหนทางอื่นที่จะออกจากตรงนี้ได้ จะต้องจัดการกับปัญหา นั่นคือปัญหาของรัฐไทย เป็นโรคที่รัฐไทยได้เผชิญ แต่ปัญหาของฝ่ายขบวนการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมคิดว่าพวกเขากำลังเผชิญกับ “สภาวะตาบอด” ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความรุนแรง การตาบอดนี้เป็นเพราะเครื่องมือที่ใช้ ก็คือความรุนแรง
ผลก็คือ มีคนเสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นฝีมือของขบวนการ เรายังคงจะต้องหาว่า มีจำนวนเท่าไหร่ที่เสียชีวิตจากการกระทำของขบวนการ จำนวนเท่าไหร่เสียชีวิตจากฝีมือของรัฐไทยหรือทหารพราน หรือว่าเกิดจากอาชญากรรมปกติ นี่คือปัญหาสองด้าน
สำหรับ ‘สมมติฐาน’ ผมมีสมมุติฐานเกี่ยวกับขบวนการดังนี้ 
หนึ่ง ผมคิดว่าขบวนการเป็นคนที่มีเหตุมีผล พวกเขาไม่ใช่คนที่เสียสติ ถ้าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลหรือเสียสติ ผมจะไม่เสียเวลาพูดกับพวกเขา 
สอง การใช้ความรุนแรงของพวกเขาเป็นสิ่งที่อธิบายได้ เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ และพวกเขาก็ใช้มันในฐานะเครื่องมือ
สาม จากมุมของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ สามารถมองได้ว่ามีความชอบธรรม ผมพูดว่า จากมุมของพวกเขา แต่จากมุมของคนอื่น แน่นอน มันไม่ชอบธรรม นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องทัศนคติที่แตกต่างกัน เรากำลังเผชิญกับปัญหาที่ ศ.ดร.แมคคาร์โกพูดเกี่ยวกับเรื่องของความจริง และเรากำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน
สี่ ผมไม่คิดว่ากลุ่มขบวนการเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกัน ผมคิดว่าพวกเขามีความหลากหลาย ผมคิดว่าพวกเขาเองก็มีสภาวะที่แตกเป็นกลุ่มเล็กๆ และมีความแตกต่างกันในระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นลักษณะเฉพาะของปัตตานีเท่านั้น ผมคิดว่าที่อื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน 
สุดท้าย ผมคิดว่าขบวนการและการต่อสู้ของพวกเขานั้น ได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งใหญ่ในโลก เราสามารถที่จะวางการต่อสู้ของพวกเขาในบริบทของโลกได้ ถ้าเรามองย้อนกลับไป 40-50 ปี เราสามารถที่จะพูดถึงบริบทของขบวนการชาตินิยมต่อสู้เพื่อเอกราชเมื่อครึ่ง ศตวรรษที่แล้ว เราหมุนเวลาผ่านไป 30 ปี ก็จะเป็นช่วงของการปฏิวัติอิสลาม อีก 20 ปีต่อมา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอีกในโลก  และเมื่อปีที่แล้ว เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประเทศอาหรับที่เรียกกันว่า Arab Spring จะเห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก 
ซึ่งผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีผลต่อความขัดแย้งในระดับท้องถิ่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประเด็นในระดับท้องถิ่นนี้ สามารถที่จะวางไว้ในบริบทที่กว้างกว่าได้เช่นกัน ซึ่งในบางส่วนก็มีการใช้การก่อการร้ายด้วย
สำหรับ ‘คำถาม’ คำถามที่ผมต้องการจะถามสมาชิกขบวนการที่เป็นทั้งสุภาพบุรุษและสตรีคือ เราจะช่วยขบวนการได้อย่างไร เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่เห็นว่าความรุนแรงมีความจำเป็นอีกต่อไป
เมื่อวานนี้ (6 กันยายน 2555) ในการพูดของผม ผมพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องการใช้ความรุนแรง ซึ่งกล่าวโดยย่อ ผมบอกว่าความรุนแรงนั้นทำลายอำนาจ ศ.ดร.แมคคาร์โก ขอให้ผมอธิบาย ซึ่งผมก็พูดอะไรบางอย่าง แต่อาจจะไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลมากนัก และผมจะลองอีกที
ถ้าหากว่าคุณต้องการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงและอำนาจ ลองพยายามเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการข่มขืนกับการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (sexuality) การข่มขืนฆ่ากับการทำลายความสัมพันธ์ทางเพศ ในความสัมพันธ์ทางเพศ คุณมีความรัก คุณมีความเข้าใจ คุณมีความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ว่าเมื่อเกิดการข่มขืนเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็หายไปหมด นั่นเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ทางเพศ
ในลักษณะเดียวกัน เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น อำนาจก็มลายหายไป ดังนั้น การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกว่า คุณไม่มีอำนาจ นั่นคือความจริงพื้นฐานที่นักรัฐศาสตร์ในโลกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย พวกเขาสามารถที่จะถกเถียงอภิปรายเรื่องนี้ได้ตลอดเวลา
ทีนี้ ผลก็คือ ขบวนการจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อย 3 ประเด็น ผมคิดว่า วาระทางการเมืองของพวกเขา ควรได้ริเริ่มและสร้างอย่างรอบคอบในพื้นที่สาธารณชน ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งบางทีพวกเขาอาจจะต้องการความช่วยเหลือ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
สอง พวกเขาต้องเข้าใจผลกระทบของการใช้ความรุนแรงต่อสิ่งที่พวกเขาต้องการต่อสู้ อย่างเป็นจริงมากขึ้น สาม พวกเขาต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของการใช้สันติวิธีแทนความรุนแรง 
มีงานศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธในโลกนี้มากมายหลากหลาย บางชิ้นก็ศึกษากลุ่มติดอาวุธ 60 กลุ่มใน 4 ทวีป งานเหล่านี้ต่างก็ได้ข้อสรุปเดียวกัน ซึ่งผมอยากจะอ่านอะไรบางอย่างให้ฟัง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่ไม่ใช่สำหรับพวกคุณที่อยู่ในห้องนี้ แต่ (อ่าน) สำหรับขบวนการ
นี่เป็นคำพูดของนายมูเซเนวี ซึ่งเป็นหัวหน้าของกองทัพต่อต้าน (Resistance Army) ในประเทศอูกานดา บุคคลคนนี้มีความสำคัญ และเขากล่าวสิ่งนี้ เขากล่าวว่า พวกคุณจะต้องไม่ทำงานผิดพลาด ดังนั้น เวลาที่คุณเลือกเป้าหมาย คุณต้องเลือกเป้าหมายอย่างรอบคอบ 
“สิ่งแรก คุณจะต้องไม่โจมตีคนที่ไม่ติดอาวุธ ต้องไม่ทำ...ไม่ทำ...ไม่ทำ...เด็ดขาด นี่คือคำแนะนำ ไม่ใช่จากบุคคลที่เป็นนักศีลธรรม แต่มาจากหัวหน้ากลุ่มติดอาวุธ” 
นายมูเซเนวีมีความสำคัญเพราะว่าหลายปีต่อมาเขาได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอูกานดา
เรื่องราวนี้อยู่ที่ไหน มันอยู่ในวารสารที่ชื่อว่า Military Review ซึ่งเป็นวารสารด้านการทหาร มีงานศึกษาต่างๆ มากมายที่พวกคุณควรจะทำความเข้าใจ มันมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง อาจารย์อะหมัดสมบูรณ์ (บัวหลวง) พูดว่า มีการพูดคุยมากมายเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรงและสันติภาพ แต่ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้อีกมากว่า มันทำงานอย่างไร และมันคืออะไรกันแน่
ผมจะขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง มีบทสัมภาษณ์ในประเทศตูนีเซีย อาจกล่าวได้ว่า ตูนีเซียเป็นกรณีที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Arab Spring และมันเกิดขึ้นอย่างสันติวิธีและประสบความสำเร็จ 
นักข่าวได้ไปถามหนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวว่า พวกเขาได้ต่อสู้กับรัฐมานาน ถ้าหากว่าพวกเขามีปืน จะเกิดอะไรขึ้น นักเคลื่อนไหวคนนั้นตอบโดยไม่ลังเลว่า ผู้คนเป็นเรือนพันจะต้องตาย หากว่าประชาชนมีปืน สำหรับพวกเขา การริเริ่มใช้ความรุนแรง ก็คือจุดจบของอำนาจประชาชน นั่นคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของตูนีเซียและอาจจะอียิปต์ด้วย
ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย เมื่อมหาอำนาจเข้าไปสนับสนุนฝ่ายต่อต้าน การปะทะด้วยความรุนแรงยังไม่หยุด แม้กระทั่งในเวลาที่ผมกำลังพูดอยู่นี้
อีกอย่างหนึ่งที่พวกคุณจะต้องเข้าใจคือ คุณควรจะดูถึงความสำเร็จของกระบวนการต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในช่วง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 - 2006 เปรียบเทียบกับการต่อสู้ด้วยความรุนแรง คุณจะเห็นว่าความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยความรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ความสำเร็จนั้นสูงสำหรับการใช้ความรุนแรง แต่ในช่วงปี 2006 มันได้ลดลง
เมื่อคุณมองดูความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยสันติวิธี มัน เพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์   กราฟของผมง่ายมาก ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยรุนแรงลดลงจาก 40 เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จของการต่อสู้ด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงในโลกเพิ่มขึ้นจาก 40 เป็น 70 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นที่สองที่คุณจะต้องรู้คือ เราควรที่จะตั้งคำถามว่า เราควรจะใช้ความรุนแรงต่อไปไหม แล้วเราจะได้อะไร ผมขอพูดสิ่งนี้ว่า 5 ปีหลังจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรงจบ โอกาสที่สังคมนั้นจะเป็นประชาธิปไตยมีเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้สันติวิธี โอกาสมี 41 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น 5 ปีหลังความขัดแย้งจบลง เราก็คงจะไม่ได้เห็นประชาธิปไตย คุณจะมีโอกาสเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ โอกาสของคุณจะเพิ่มขึ้น 10 เท่า หากว่าคุณใช้สันติวิธี
ประเด็นสุดท้าย โอกาสของการเผชิญกับสภาวะสงครามกลางเมืองเมื่อความขัดแย้งจบลง 
10 ปีหลังจากความขัดแย้งจบลง โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองคือ 43 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้ความรุนแรง และ 28 เปอร์เซ็นต์ หากว่าคุณใช้การต่อสู้อย่างสันติวิธี
ผมอยากจะกลับไปที่ประเด็นเรื่อง สมมติฐาน 
ถึงขบวนการที่รักทุกท่าน

ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนที่มีเหตุมีผล ผมเข้าใจว่าพวกคุณไม่ใช่คนที่เสียสติ ผมเข้าใจว่าพวกคุณต่อสู้อย่างมีเหตุผล ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ที่จะต้องร่วมกันค้นหาทางเลือกทาง การเมืองอย่างจริงจัง ศ.ดร.แมคคาร์โก ได้กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นปัญหาทางการเมืองซึ่งต้องการทางออกทางการเมือง และทางออกทางการเมืองจำเป็นจะต้องมาจากทุกๆ ฝ่ายของความขัดแย้ง สิ่งที่จำเป็นมากกว่าคือ ความเข้าใจถึงผลของความรุนแรงต่อการต่อสู้ของพวกคุณ มันจะทำให้พวกคุณอ่อนแอลง
ผมเลือกที่จะพูดกับฝ่ายขบวนการในวันนี้ เพราะว่า ผมได้ใช้เวลาหลายปีในการพูดกับรัฐ และผมจะยังคงทำต่อไป แต่ผมหวังว่า เวทีนี้จะทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องมานั่งเผชิญหน้า และก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องหลบซ่อนอยู่ในตู้ นี่เป็นการสนทนาในรูปแบบหนึ่ง และเป็นการสนทนาแบบเปิด
นี่คือสิ่งที่ผมต้องการที่จะยื่นให้กับคุณ ผมเป็นมุสลิม แต่ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ปาตานี ผมตระหนักในสิ่งนี้ดี แต่ในฐานะของนักวิจัยเรื่องสันติภาพและนักทฤษฎีด้านการไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่า พวกคุณจำเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจถึงพลวัตรของการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้กระบวนการสันติภาพนั้นเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์และทำลายสังคมใหญ่น้อยลง

คำถามจาก รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช 
คำถาม : ดิฉันเป็นนักข่าว เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนพุทธ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัยวัฒน์ ต้องอธิบายหลายอย่างหน่อยก่อนที่จะพูดนะคะ อยากจะส่งเสียงแทน เพราะคิดว่าการเป็นคนพุทธและคนกรุงเทพฯ อาจจะทำให้พูดอะไรบางอย่างได้มากกว่าคนในพื้นที่ที่เป็นคนมลายูมุสลิมที่มี โอกาสได้ไปสัมผัสและพูดคุยด้วย จริงๆ ชอบสิ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์อธิบายมากและคิดว่ามันมีพลังมาก
อยากจะลองท้าทายสิ่งที่อาจารย์ พูดจากสิ่งที่ไปได้ยินได้ฟังมาจากคนที่อยู่ในขบวนการบางคน เขาเล่าว่า ที่อาจารย์พูดว่า ความรุนแรงทำให้อำนาจเขาน้อยลง และควรจะที่จะใช้สันติวิธีในการต่อสู้ แต่ในมุมของคนที่เขาต่อสู้ เขาอาจจะบอกว่า หะยีสุหลงหายตัวไปหลังจากเสนอข้อเสนอ 7 ข้อ ซึ่งนั่นเป็นการเรียกร้องอย่างสันติวิธีที่เคยเกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการเรียกร้องเช่นนั้นแล้ว สิ่งที่ได้รับก็คือ เขาหายตัวไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นก็มีการก่อตัวของขบวน การติดอาวุธตั้งแต่ปี 1960 มาและไม่เคยจบจนถึงขณะนี้ คนที่อยู่ในขบวนการบางคนก็พูดว่า เขาไม่เชื่อมั่นในหนทางการต่อสู้ในหนทางรัฐสภาหรือการต่อสู้ในระบบ เพราะมันไม่เคยทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาเรียกร้องอย่างแท้จริง กลุ่มวะดะห์อยู่ในอำนาจ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากนัก แล้วถ้าหากว่าเขาไม่มีกองกำลังทหารอยู่ ทุกวันนี้ รัฐบาลก็คงไม่ฟังเขา ภาษาที่รัฐใช้จากปี พ.ศ.2447 มาจนถึงตอนนี้ เราก็เห็นได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงมาระดับหนึ่ง นั่นเป็นผลจากการที่พวกเขาได้ต่อสู้ในหนทางแบบนี้หรือเปล่า แล้วถ้าจะพูดคุย รัฐบาลจะหลอกเขาหรือเปล่าให้ออกมา เพื่อที่จะทำลายขบวนการ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะลองถามอาจารย์ว่าอาจารย์จะตอบพวกเขาอย่างไรบ้าง
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ตอบ : 
คำถามที่ 1 เรื่องของหะยีสุหลง ผมคิดว่ามีการพูดกันเยอะว่า ท่านหะยีสุหลงจากไปแล้ว หายไป ผมคิดว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างสาหัส ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าหะยีสุหลงมีชีวิตเลื่องลือ เป็นที่ชื่นชมมากเท่ากับในหลายปีที่ผ่านมา ในทุกวงที่ผมไป ข้อเสนอของหะยีสุหลง come alive (กลับมามีชีวิต) ทั้ง 7 ข้อ ผมคิดว่าถอยไป 30 ปี 1 อาทิตย์ 2 เดือน หลังจากท่านหะยีสุหลงหายไป ผมคิดว่าชื่อเสียงของท่านไม่ขจรขจาย ไม่ได้มีชีวิต ไม่ได้โด่งดังเหมือนกับสมัยนี้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า message ของหะยีสุหลงคืออะไร หะยีสุหลงเป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่ชอบธรรม เป็นตัวแทนของการเรียกร้องที่เป็นสันติวิธี ข้อเสนอทั้ง 7 ข้อ ไม่ได้เสนอให้แม้กระทั่ง British Malaya แต่เสนอให้กับฝ่ายสยาม ฝ่ายไทยในสมัยนั้น ผมกำลังจะบอกว่า มีวิธีการแก้ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร วันนี้ก็มีความพยายามที่นำข้อเสนอของหะยีสุหลงมาพูดในเวทีเกือบทุกเวที แปลว่าอะไร แปลว่าความคิดนี้ยังมีชีวิตอยู่
คุณสมชาย นีละไพจิตร หายไป แต่ว่างานที่คุณสมชายทำ มรดกที่คุณสมชายมี การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมก็ใช้คุณสมชายเป็นแรงบันดาลใจ ....ในแง่นี้ เวลาบอกว่าใครเป็นใครตาย ไม่ใช่ดูแค่ว่าชีวิตจากไปไหม จะพูดในทางศาสนาก็ได้ ทางการเมืองก็ได้ ความตายของบุคคลเหล่านี้มีความหมายมหาศาล แต่มันปลูกอะไร มันปลูกความหวัง มันปลูกการต่อสู้ใช่ไหม
คำถามต่อไปคือ ต่อสู้อะไร ต่อสู้ด้วยวิธีไหน คุณสมชายต่อสู้ด้วยการใช้กฎหมาย ด้วยความเชื่อในระบบกฎหมายของรัฐ และด้วยความกล้าหาญ อันนี้ไม่ใช่เหรอเป็นแนวทางของสันติวิธีตลอดมา
คำถามที่สอง ... สันติวิธีไม่ใช่เรื่องของรัฐสภานะครับ รัฐสภาเป็นส่วนนิดเดียวของสันติวิธี ...ผมไม่ได้หมายความว่าให้นั่งเฉยๆ เขียนจดหมาย การต่อสู้ด้วยสันติวิธีมีนับไม่ถ้วนวิธีเลย สันติวิธีไม่ใช่แค่เดินขบวนบนถนนแล้วบอกว่า นี่เป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี อยู่ที่บ้านก็เป็นได้ หลังเหตุการณ์พฤษภา’35 ผมเสนอว่า วิธีการหนึ่งที่จะต่อสู้กับเผด็จการทหารในสมัยนั้น ผมพูดกับนักหนังสือพิมพ์ว่า ลองถอนเงินจากธนาคารในสมัยนั้นดูสิ สะเทือนเลย การถอนเงินเป็นสิทธิโดยชอบของประชาชนทุกคน เงินเป็นของคุณ แต่ถามว่าถอนแล้วเกิดอะไรขึ้น ผมว่าสะเทือนเลย ไม่กี่วันหลังจากนั้น กรรมการผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งออกมาพูดว่า ธนาคารของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ยึดอำนาจหรือฝ่ายทหาร
สันติวิธีมีเยอะ ที่จะทำการต่อสู้แบบนี้ได้ สภาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มันเล็ก การเจรจาก็ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 
ทีนี้ถามว่า ใช้ความรุนแรงแล้วเป็นอย่างนี้ คุณนาตยาถามว่า แล้วชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นยังไง ผมว่าน่าสนใจนะครับ ทุกเวทีทุกสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งชนิดที่ถึงตาย ระหว่างฝ่ายหนึ่งเป็นภาครัฐและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอะไรก็แล้วแต่ คนที่เดือดร้อนลำบากคือใคร ผมว่าชาวบ้านธรรมดาที่เดือดร้อน คนธรรมดาๆ ตอนนี้ติดกับในสิ่งเหล่านี้ แล้วจะให้เขาพูดอะไร เวลานี้เขาทำอะไร เขาก็ทน ถามเขา เขาก็ไม่พูด นี่คืออันตรายไม่ใช่เหรอ ผมคิดว่าสิ่งที่เรียกร้องก็คือว่า วันนี้พูดกับผู้ก่อการ เพราะว่าพูดกับภาครัฐมาเยอะแล้ว จนเขารำคาญแล้ว แต่ในสถานการณ์อย่างแบบนี้ คนที่ตกเป็นเหยื่อก็คือชาวบ้านธรรมดา ฉะนั้นเวลาบอกว่าจะต้องฟังเสียงของชาวบ้าน ผมว่าความปลอดภัยชีวิตปกติเป็นอย่างนี้ 
คิดดูนะครับว่าเด็กวันนี้ที่อายุ 10 ขวบในหมู่บ้านเล็กๆ ในยี่งอ (จังหวัดนราธิวาส) โตมาโดยที่ไม่ได้เห็นเลยว่า พื้นที่ตรงนี้มีความปลอดภัยขนาดไหน 10 ขวบแล้วนะ แล้วเราอยากจะเห็น generation ต่อไปเป็นอย่างนี้หรือ แล้วหน้าที่ของ peace research หน้าที่ของการทำงานเพื่อสันติภาพคืออะไร ถ้าไม่คิดถึง generation ต่อไป ผมว่านี่คือโจทย์สำคัญและสันติวิธีพยายามที่จะพูดถึงปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่ามี autonomy หรือ peace process นี่เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่ความรุนแรงก็เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เรื่องอื่นก็จะตามมาไม่ได้
ผมคิดว่าเป็นเวลาที่ดีที่จะต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที และทำความเข้าใจการใช้สันติวิธีทั้งภาครัฐและใครก็ได้ที่ใช้ความรุนแรงใน เวลานี้ ผมคิดว่า ดูเบาอำนาจของมันมากเกินไป แล้วหลงอยู่ในกับดักของความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ได้เวลาเปิดตาหรือยัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
หลากความเห็น Pat(t)ani Peace Process เมื่อ‘คนใน’ต้องเป็น‘ตัวกลาง’สร้างสันติภาพ
Prof. Chaiwat’s Submission of Peace Message to Southern Insurgents
เปิดเวที Pat(t)ani Peace Process เดินหน้าสร้างสันติภาพชายแดนใต้
อภิสิทธิ์หนุนรัฐพูดคุยกับผู้เห็นต่าง มหาเธร์ยันปกครองตนเอง “ทางออกหนึ่ง” ดับไฟใต้
“Insiders” must be the one carrying the torch for peace
ดร.โนเบิร์ต โรเปอร์ส : “คนใน” ต้องเป็นผู้นำถือคบไฟเพื่อสันติภาพ
Launching “Pa[t]tani Peace Process” : Building Common Space, Brainstorming Ideas to Tackle Southern Violence
เปิดตัว “กระบวนการสันติภาพปาตานี” สร้างพื้นที่กลาง-ระดมความคิดดับไฟใต้

ระเบิดป่วนใต้ ลูกสมุน ณ ราชวังคราม

Posted by KwamRak on 09.2012 News 0 trackback
 
ระเบิดป่วนใต้ ลูกสมุน ณ ราชวังคราม


11.55 น. วันที่ 8 ก.ย. เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณ คอสะพานบ้านกะรูบี หมู่ 6 ต.กะรูบี มีทหารได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ที่เกิดเหตุ พบหลุมระเบิด ยาว 3 เมตร กว้าง 1.50 เมตร ลึก 1 เมตร และชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิด ถังแก๊ส ขนาด 5 กก. และชิ้นส่วนยางรถยนต์กระจายไปทั่ว สายไฟยาวประมาณ 200 เมตร ลากจากจุดระเบิดเข้าป่าละเมาะ นอกจากนั้นยังพบรถ จยย. ฮอนด้า เวฟ ของเจ้าหน้าที่ล้มตะแคง อยู่ 3 คัน 


http://narater2010.blogspot.com/2012/09/blog-post_5677.html

For Peace in Southern Thailand

Posted by KwamRak on 08.2012 [ เล่าด้วยภาพ ] 0 trackback

ขอเชิญชวนฟังการอภิปรายธรรมเรื่อง “พุทธแท้-พุทธไทย”

Posted by KwamRak on 08.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 


วันอาทิตย์ที่ ๙ ก.ย. ๕๕ เวลา ๑๓.๐๐ น.– ๑๖.๐๐ น.
....ขอเชิญชวนฟังการอภิปราย
ธรรมเรื่อง “พุทธแท้-พุทธไทย”
ณ.อาคารพิพิธภัณฑ์ ร.4 ที่วัดราชาธิวาสวิหาร (คณะใต้) เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ...

วิทยากรประกอบด้วย

-ท่านเจ้าคุณ ดร.พระเทพวิสุทธิกวี
ผู้ช่
วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส, เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ
-อาจารย์สันติ ฉัตรชัยเวช
อาจารย์พิเศษ โรงเรียนพระดาบส

ดำเนินการอภิปรายโดย.......
..............................
-พลตรี ดร.ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์ 
ผู้อำนวยการสถานีวิทยุศูนย์
พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ

....และสามารถรับฟังการถ่าย
ทอดสดได้ทางสถานีวิทยุคลืน FM.104.25 และ www.bpct.org 

ประชุมแก้ไขปัญหาไฟใต้

Posted by KwamRak on 07.2012 News 0 trackback



 ประชุมแก้ไขปัญหาไฟใต้ - Voice TV


การประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เดิมได้มีการเชิญ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเข้าหารือ แต่ได้รับการปฏิเสธ ขณะที่ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงกรณีที่มีการนำธงประเทศเพื่อนบ้านมาปักในพื้นที่

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ร่วมโดยมี พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้บัญชาการตำรวจภูธรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์  ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการจัดประชุมขึ้น เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม กล่าวว่า มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยให้จังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส มีผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง มีกลไลเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยในพื้นที่  และไม่เห็นด้วยกับการที่นำเอา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มารวมกันและตั้งเป็นรัฐปัตตานี

ส่วนกรณีที่มีการติดตั้งธงชาติเพื่อนบ้านในพื้นที่ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม กล่าวว่าไม่กังวลและชี้แจงว่าอย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เพราะประเทศเพื่อนบ้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 รายงานในที่ประชุมว่าธงดังกล่าวเป็นเนื้อผ้าไหมที่ผลิตในประเทศมาเลเซียโดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปสืบสวนแล้ว

นอกจากนี้ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม ยังกล่าวรู้สึกเสียดายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มาร่วมประชุมในวันนี้ (7 ก.ย.55) ซึ่งปัญหาภาคใต้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน และคนในพรรคประชาธิปัตย์มีความรู้ และมี ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ด้าน พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่าอยากให้ 4 หน่วยงานหลัก คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศูนย์จังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการทำงานร่วมกัน และย้ำว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ทหารสนับสนุนการทำงานร่วมกับตำรวจ ซึ่งได้เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้มีการหางบประมาณเพื่อเพิ่มการติดตั้งกล้อง CCTV ในพื้นที่เพิ่มเติมด้วย

by Anuthee
7 กันยายน 2555 เวลา 18:33 น.
http://news.voicetv.co.th/thailand/49733.html

อ้อมกอดชายแดนใต้นายกฯปู โอ๊คแขวะมาร์คไม่แมน

Posted by KwamRak on 06.2012 ★รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 0 trackback
 ที่มา Thai E-News


Posted Image


ภาพโดย น่ารักก็ไม่บอก บอร์ดIF และ Jay RedallThailand
เรื่องโดย

มาร์คลุยยะลาเกาะติดปัญหาใต้ จี้"ปู"หัดลงมาดูดำดูดีคน3จว.ชายแดน

นี่ คือพาดหัวข่าวในเวปหนึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนที่นายกปูจะลงพื้นที่3จว.ภาคใต้ในวันนี้ ซึ่งถ้าเราอ่านข่าวโดยไม่ศึกษารายละเอียดให้ดีแล้ว ก็จะต้องคิดว่า

คนชื่อ "มาร์ค" นั้
นช่างเป็นคนดี เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ "ลุย และ เกาะติดปัญหาใต้" เสียเหลือเกิน

ส่วนคนชื่อ "ปู" นั้นไม่สนใจไยดีถึงกับที่คนชื่อมาร์คนั้นต้องคอย "จี้ให้หัดลงมาดูดำดูดี" อย่างตัวเองมั่ง

ทีมงานผมขี้สงสัยครับ เลยลองไปค้นดูประวัติตั้งแต่สมัยคนชื่อมาร์คที่ว่าเนี่ย ในระยะเวลา2ปี8เดือนที่ตัวเองยังรับผิดชอบ ได้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ที่3จังหวัดชายแดนใต้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี กี่ครั้ง และไปทำอะไรมั่ง ปรากฏว่ามีวาระงานอยู่แค่เนี้ยยย....ครับ

ปี พ.ศ.2552 ลงพื้นที่3จว.ชายแดนใต้ 1 ครั้งเมื่อวันที่ 17ม.ค.

ปี พ.ศ.2553 ลงพื้นที่3จว.ชายแดนใต้ 3 ครั้งเมื่อวันที่ 7ม.ค., 10พ.ย., และ 21ธ.ค.

ปี พ.ศ.2554 ลงพื้นที่3จว.ชายแดนใต้ 2 ครั้งเมื่อวันที่ 17ม.ค. และ30เม.ย.

รวมทั้งสิ้นตั้ง "หก" ครั้งในรอบเกือบ3ปี (เฉลี่ย2ครั้ง/ปี) ถ้ามีมากกว่านี้ ทีมโฆษกฯปชป.จะยืนยันหลักฐานและชี้แจงมาผมก็รับฟังนะครับ แต่ประเภท "แพ้ในสาระ ขอกูชนะด้วยโวหาร" แขวะโน่น กัดนี่ แบบไม่มีเนื้อหาสาระ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะขี้เกียจฟังครับ

อ่อ..แล้วก็ ใน6ครั้งนี้มีแค่ครั้งเดียว ที่ผมเห็นว่าเป็นการ"เกาะติดปัญหา"ก็คือ การประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อ 30 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นการประชุมที่3จว.หลังจากเป็นนายกฯมาแล้ว2ปีกว่า นอกนั้นในเนื้องานที่ระบุในวาระ ส่วนมากก็จะเป็น "เยี่ยมชมนิทรรศการ" "ตัดริบบิ้นเปิดถนน" "เปิดงานประชุมนานาชาติ" "มอบเงินช่วยเหลืออุทกภัย" ฯลฯ
อืมมม....พาดหัวข่าวมาด้ายยย.......มาร์คเกาะติดปัญหา....จี้"ปู"ให้ดูดำดูดี........เฮ้ออออ.......

ส่วนนายกปูนั้น ลงพื้นที่ครั้งที่แล้วก็ที่ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 29เม.ย.55 รวมวันนี้ด้วยก็2ครั้งในรอบปีเท่ากัน "ผมยังไม่เห็นแตกต่างจากชายอกสามศอกที่ชื่อ รต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนสมัยเป็นนายกฯตรงไหนนี่ครับ"

ถ้าให้ผมพูดแบบกลางๆ ก็คงต้องบอกว่า นายกฯปู ก็เหมือนนายกฯมาร์คแหละครับ ตอนอยู่ในตำแหน่งย่อมมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ก็ต้องแบ่งเวลาในการดูแลให้ทั่วถึงในทุกภาคส่วน โดยใช้กลไกในการบริหารและมอบอำนาจ Put the right man on the right job โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับ ระเบิดมั่ง ลอบยิงมั่ง คาร์บอมบ์มั่ง ก็ควรมอบลุงเหลิม หรือลุงอ๊อดยุทธศักดิ์ฯ หรือ รมว.กห., ผบ.เหล่าทัพ ไปลุยน่าจะเหมาะกว่า

"ไปจี้ให้สตรีเพศลุยออกหน้าฝ่าระเบิดมากๆ ระวังคนเค้าจะนินทาว่า "มมม" มาร์คไม่แมน นะครับ"

Posted Image

Posted Image

Posted Image
Posted Image

จดหมายถึงพี่โจร(ใต้)

Posted by KwamRak on 04.2012 [ เล่าด้วยภาพ ] 0 trackback

ความรุนแรง มิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

Posted by KwamRak on 04.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 http://surasiha.blogspot.com/

 ความรุนแรง มิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประชาชนชาวไทยมุสลิมปฏิเสธการใช้ความรุนแรง มิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
ความรุนแรง มิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์  
เหตุการณ์ที่ไม่เงียบสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 
ทำให้ศาสนาอิสลามมัวหมอง


        ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา นายสะมะแอ อับดุล ลาติป ฮารี ได้กล่าวว่าผู้ก่อความ  ไม่สงบไม่ได้รับการยอมว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการตู้แบบสงครามศักดิ์สิทธิ์ หรือญีฮาด

         ประชาชนมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย แสดงการต่อต้านการฆ่าประชาชนในท้องถิ่น แล้วอ้างว่ากระทำในนามของศาสนาอิสลาม

        ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา นายสะมะแอ อับดุล ลาติป ฮารี ได้กล่าวว่าผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ได้สร้างความมัวหมองให้แก่ภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามจากการที่พยายามเชื่อมโยง การต่อสู้ของพวกตนเข้ากับศาสนา

        ท่านได้กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงมิใช่วิถีชีวิตของประชาชนมุสลิมไทย ซึ่งปรารถนาที่จะอยู่ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชนในส่วนอื่น ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ของพวกเรา ไม่สามารถยอมรับกิจกรรมการปฏบัติของกลุ่มหัวรุนแรงได้

         ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อความไม่สงบเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ปรากฏมีประชาชนอันประกอบด้วยพลเรือน ทหาร และพระภิกษุ มากกว่า ๔,๕๐๐ คน ถูกฆ่าจากระเบิด การยิง การฆาตกรรมในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ซึ่งใน ๓ จังหวัดดังกล่าวมีประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเชื้อสายมลายู และพื้นที่ได้กลายเป็นฐานการเคลื่อนไหวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อการปกครองตนเอง บนพื้นฐานของพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรของศาสนาอิสลาม และในขณะเดียวกัน กลุ่มจัดตั้งแบบทหารในพื้นที่ภาคใต้ได้กล่าวโจมตีว่า รัฐบาลมีการแบ่งแยกและทำลายสังคมชุมชนมุสลิม ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อและศรัทธา

         ท่านสะมะแอฯ ได้กล่าวว่า กลุ่มก่อความไม่สงบไม่สามารถสร้างการยอมรับได้ว่าการต่อสู้ของพวกเขานั้นเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งของญีฮาด (หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์) โดยเฉพาะจากประชาชนผู้มีความรู้ความเข้าใจ   ในหลักการสอนของศาสนาอิสลาม

      ท่านยังกล่าวต่อไปอีกว่า สถานการณ์ในภาคใต้มิใช่การต่อสู้แบบญีฮาด ลักษณะการกระทำก่อเหตุรุนแรงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและหลักการแห่งศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การกระทำของผู้ก่อการร้ายจะได้รับการช่วยเหลือหรือมีส่วนสัมพันธ์ก็จากกลุ่มที่มีลักษณะส่วนบุคคลซึ่งยากต่อการสืบหารายละเอียดได้     

         สำหรับชายไทยมุสลิม ญีฮาด ยังคงเป็นบทบาทหน้าที่ตามศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพันธะผูกพันของการที่จะอยู่และอาศัยตามแนวทางของชาวมุสลิมที่แท้จริง ก็คือ ความพยายามที่จะสร้างให้สังคมมิสลิมเป็นสังคมที่ดี

         ท่านได้กล่าวว่า (ที่ผ่านมาและขณะนี้) ไม่มีพื้นดินสำหรับชาวมุสลิมที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงในขณะเดียวกันที่ชาวมุสลิมล้วนมีเสรีภาพที่จะดำเนินกิจกรรมทางศาสนาใด ๆ ก็ได้

         นอกจากนี้ ท่านได้กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนมุสลิม โดยช่วยสร้างมัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับเด็ก

         รัฐบาลไทยได้ให้ความเร่งด่วนในการช่วยเหลือด้านการศึกษาให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม นายสะมะแอฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนมักจะปฏิเสธที่จะพูดถึงการต่อต้านพวกก่อความไม่สงบ อันเนื่องมาจากความกลัวในเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล (เป็นเหตุผลสำคัญ)