ถอนอายัด โบอิ้ง737 10 08 2011

Posted by KwamRak on 10.2011 [ TV ] - News

บทเรียนพระวิหารกับboing 737

Posted by KwamRak on 06.2011 [ TV ] - News

SPIEGEL ONLINE:ข้อมูล"เบื้องหลัง"อายัดเครื่อง737

Posted by KwamRak on 04.2011 News
 

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา 
เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Spiegel Online (ภาษาอังกฤษ) วันที่ 3 สิงหาคม เล่าข้อมูลเบื้องหลังการอายัดเครื่อง 737 ทีน่าสนใจมาก 

ความจริง ผมจะโพสต์ link ก็ได้ เพราะถ้าพูดแบบเข้มงวดแล้ว ไม่มีเนื้อหาทีผิดกฎหมายอะไร แต่คิดว่า อย่าดีกว่า หากันไม่ยาก สำหรับผู้ที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ผมขอสรุปให้ฟัง ดังนี้..

ชไนเดอร์ ผู้บริหารหนี้ พยายามจะทวงหนี้รัฐบาลไทย ด้วยการบินมากรุงเทพฯหลายครั​้ง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ทุกครั้งที่พบกับเจ้าหน้าที่ไทย แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตร แต่ไม่มีใครยอมยืนยันที่จะจ​่ายหนี้ให้

ในที่สุด ต้นปีนี้ ชไนเดอร์ รู้สึกพอกันที ก็เลยตัดสินใจจะทำอย่างที่เจ้าหนี้ทั้งหลายทำกัน คือ หาทางยึดทรัพย์ที่เป็นของลูกหนี้ (รบ.ไทย)

เขาเริ่มตรวจสอบเครื่องบินของรัฐบาลไทย

และแล้ว ต้นพฤษภาคม "แหล่งข่าวที่ไม่่บอกชื่อ" จากกรุงเทพฯ ได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องระดับ VIP พร้อมเอกสารจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ ให้กับชไนเดอร์ ....

เครื่องดังกล่าว มีกำหนดมาลงทีมิวนิค วันที่ 21 พฤษภาคม และจะอยู่จนถึง 8 สิงหาคม โดยระหว่างนั้น จะมีการบินไปยังเมืองตางๆ ในยุโรป คือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และลอนดอน (เพื่อฝึกฝนการบิน บินไปแล้วกลับมาที่มิวนิค)

ชไนเดอร์ จ้างนักศึกษาคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเนินข้างสนามบิน จดบันทึกความเคลื่อนไหวของเครื่องดังกล่าว ปรากฏว่า เป็นไปตามหมายกำหนดการที่ ชไนเดอร์ ได้มาจาก "แหล่งข่าวไม่ปรากฏชื่อ" ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ

ชไนเดอร์ จึงเริ่มไปขอหมายศาล ตอนแรก ขอที่ศาลมิวนิค แต่ศาลปฏิเสธ บอกว่า ไม่มีอำนาจ ขไนเดอร์ จึงไปขอที่ศาลเบอร์ลิน และประสบความสำเร็จ ได้หมายอายัดมา

แน่นอน คำถามที่ใครได้อ่าน ต้องอดถามไม่ได้คือ

ใครคือ "แหล่งข่าวที่ไม่ปรากฏชื่อ"​ ในกรุงเทพ ที่ส่งข้อมูลเร๋อง เครื่อง VIP นี้ ให้ ชไนเดอร์ ???

ถ้าเรื่องนี้ มี "เบื้องหลังทางการเมือง" นะ (ย้ำว่า "ถ้า" นะครับ - ผมไม่ทราบ) ไม่ใช่แม้วแน่ ป่านนี้ ใครๆก็รู้เรื่องความสัมพันธ​์ระหว่างแม้วกับ .... และแม้วเอง ไม่โง่พอจะทำให้ความสัมพันธ​์นั้นเสีย

แต่ถ้ามี "เบื้องหลัง" นะ .. น่าคิดว่า จะใช่เหมือนกรณี "ริมสระ" หรือเปล่า? ซึงจนป่านนี้ ก็ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่า หลุดกันออกมาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตามเวบไซต์Bangkok Punditกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า"ใครส่งแฟ็กซ์ [เรื่องเครื่อง 737] ให้ชไนเดอร์? ในช่วงแรก ฟังดูแล้วน่าจะสำคัญ แต่ก่อนหน้านั้น ผู้บริหารหนี้ ก็เคยยึดเครื่องบินของรัฐบาลมาก่อน ไม่ใช่เรื่องลับอะไรว่า มกุฏราชกุมาร เดินทางไปมิวนิค ดังนั้น แฟ็กซ์ดังกล่าวคงจะช่วยให้ร​ู้แค่ว่า ช่วงไหนเหมาะที่สุดในการยึดเครื่อง แต่หลังจากชไนเดอร์ จ้างคนคอยดูเครื่องแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ว่า จะยึดในตอนไหนเท่านั้น"

...................

(ทีเหลืออ่านเองนะครับ น่าสนใจมาก)

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-SPIEGEL ONLINE :
Thailand Pledges to Settle Dispute Over Prince's Jet

http://thaienews.blogspot.com/2011/08/spiegel-online737.html

บริษัทวอลเตอร์บาวเยอรมันกับมาตรา๑๑๒

Posted by KwamRak on 04.2011 News
 


โดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น

ต้นเหตุแห่งปัญหา อันเกิดจากการกระทำของรัฐบาลไทยในอดีต จนกระทั่งถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ อันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาการลงทุนทำธุรกรรม ของบริษัทต่างประเทศในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญเชิงกฎหมายและการดำเนินงานด้านการต่างประเทศผิดพลาด หลายกรณี ได้ส่งผลกระทบทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และต่อสถานะความน่าเชื่อถือของไทย ที่ควรพิจารณาใส่ใจแก้ไข 

เรื่องที่น่าพิจารณาทบทวนแก้ไข และไม่ควรให้เกิดซ้ำอีก ด้วยเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ และต่อการทำงานของรัฐบาลต่อมา เช่นกรณีการสั่งพักการลงทุนของ 65 โครงการมาบตาพุด การดำเนินการที่ไม่เป็นมิตร กับประเทศเพื่อนบ้านกรณีสหภาพพม่า และกัมพูชา การถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก กรณีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร การอายัดเครื่องบินของต่างชาติที่บรรทุกอาวุธลงเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง 

และ ล่าสุดคือการที่เครื่องบินพระที่นั่งโบอิ้ง 737 ถูกอายัดที่เยอรมัน โดยคำสั่งศาล จากการฟ้องร้องของบริษัท วอลเตอร์ บาว เอจี อันเกี่ยวพันกับสัญญาการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ในอดีต และมีการกระทำผิดสัญญาโดยรัฐบาลต่อมา โดยเฉพาะตามคำฟ้องคือการสร้างถนนคู่ขนานกับถนนวิภาวดีรังสิต ในสมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กรณีล่าสุด คือเรื่องการอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี ตามคำสั่งของศาลเยอรมัน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จะพูดกันตรงไปตรงมาหรือไม่เท่านั้นเอง และถือว่าส่งผลกระทบต่อสถานะความสัมพันธ์ ไทย-เยอรมันแน่นอน 

ในความรู้สึกของประชาชนคนไทย อีกทั้งเมื่อได้ฟังการแถลงของนายกอภิสิทธิ์ในวันที่ ๒ สิงหาคม หลังคำแถลงการณ์ที่เกี่ยวกับการจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้ว ก็ไม่ได้มีคำตอบที่สาธารณะเข้าใจและสบายใจได้เลย ไม่ได้แสดงถึงภาระการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย 

ถ้าประเมินหรือแปลความไม่ผิด ก็เข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทยภายใต้นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี้จะไม่ยอมรับผิด ไม่จ่าย ไม่หนี จะเอาเวลาเป็นอาวุธ ถ่วงไว้ สู้คดีจ่ายค่าทนายความต่อไป ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบ และภาระ หน้าที่ของรัฐบาลต่อๆไป ให้หน่วยราชการไทย คือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดทำหน้าที่แทนรัฐบาลต่อไป 

เรื่องนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังสร้างปัญหาต่อเนื่อง กำลังทำเรื่องนี้ (การอายัดโบอิ้ง 737 โดยเยอรมัน) ให้เป็นเผือกร้อนโยนใส่มือรัฐบาลใหม่แทน ซึ่งรัฐบาล “ปู” ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ที่จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาของชาติ เรื่องนี้พสกนิกรทั่วไปมีความรู้สึกซาบซึ้ง ต่อกรณีมีพระราชปรารภจะจ่ายเองโดยใช้พระราชทรัพย์ฯด้วย 

แต่ก็ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมคณะรัฐมนตรีไม่พิจารณาแก้ไขตั้งแต่ต้น ในทำนองเดียวกัน จะพระราชทานค่าปรับก็ได้ถ้าได้แถลงไปแล้วว่า ไม่ใช่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องควรทำมากกว่าการขยันไล่ล่าทักษิณมากมาย ควรทำนานแล้วด้วย ทั้งเรื่องคดีในศาล และการเจรจาโดยคณะอนุญาโตตุลาการ 

กรณีนี้ ถ้าดูตามเนื้อเรื่อง เป็นการที่รัฐบาลไทย รัฐบาลประชาธิปัตย์ กระทำผิดจริง ค่าปรับที่เป็นค่าโง่ ๓๐ ล้านยูโร ม้นก็ไม่มากมายถึงขั้นที่รัฐบาลนี้ ไม่มีปัญญาจะจ่าย อาจจะไม่อยากจ่ายเพราะละอาย ทั้งไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองผิดพลาด ทั้งไม่เก่งการเจรจา 

ธรรมดาการทูตส่วนใหญ่เขาเจรจาปรองดองกัน แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เก่งทะเลาะหาเรื่องคนอื่น เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของไทย เป็นความยิ่งใหญ่ของนักเลงชาตินิยมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกชนหรือรัฐต่างประเทศ 

หรือแม้แต่คนไทยแดง “โลโซ”เอง ก็อย่ามาแหยม ข้าจะล่อ(แม่ง)หมด ซึ่งเป็นแนวทางและทัศนคติของประเทศหรือของรัฐบาลที่เป็นปัญหา ถึงวันเวลาหนึ่งก็จะเป็นปัญหาทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังแก้ไข เหมือนกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารไม่มีผิด

เรื่องกรณีปราสาทพระวิหาร ก็ควรทำเป็นวาระเจรจาเพื่อร่วมกันใช้ประโยชน์เชิงท่องเที่ยวได้ พูดกันดีๆทำดีๆไม่มีใครปฏิเสธหรอก ถ้าพันธมิตรอยากสู้เพื่อเอาคืน สู้กันในเชิงกฎหมายก็มีทางทำได้ ทำไมรัฐบาลไม่ยื่นศาลโลกใหม่ หรือขอเจรจาด้วยหลักฐานที่สำคัญ เช่นอ้างอนุสัญญากรุงโตเกียว 2484 ก็อ้างได้อย่างดี เป็นสัญญาที่มีการให้สัตยาบันโดยรัฐสภาแล้วด้วย น่าเชื่อถือกว่า MOU 2543 อีก ซึ่งสภาไทยยังไม่รับรอง ผิดรธน.มาตรา ๑๙๐ อีกด้วย 

ในข้อตกลงของสัญญาโตเกียวนั้น ไทยกับฝรั่งเศส โดยญี่ปุ่นเป็นพยาน เห็นชอบลงนามด้วยกันแล้วว่า ๔ จังหวัดในกัมพูชาปัจจุบัน รวมทั้งพระวิหาร เสียมราช พระตะบอง เป็นของไทยทั้งหมด เราไม่ต้องทะเลาะกับกัมพูชาก็ได้ ญี่ปุ่นก็ช่วยได้ แต่นี่ไทยไปเล่นกัมพูชาเขาก่อนโดยอ้างเรื่องคุณทักษิณ ถึงขั้นเรียกทูตกลับ มันจะอะไรนักหนา ปัญหาเกิดจากการที่นายกษิตปากเสียเท่านั้นเอง 

ทั้งๆที่รู้แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์นี้ก็ยังยอมรับการด่า และตั้งนายกษิตให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีกด้วย จริงๆก็ควรแก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยการไม่ตั้ง หรือหากหลงตั้งไปก็ควรปลดนายกษิตเสีย การปลดนายกษิตก็ไม่ได้ทำให้แกเสียชีวิตแต่อย่างใด เก็บแกไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย เสียหายต่อประเทศเสียอีก ทำไมไม่กล้าหาญแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าของชาติ 

แต่นายกก็กลับดันทุรัง เดินหน้าไปสู่หายนะทุกที โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เวลาโลกเขากำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งมนุษยชาติแล้ว แต่รัฐบาลของเผด็จการยังย่ำอยู่กับเรื่องการรักชาติแบบโบราณ หมกมุ่นอยู่ในเรื่องความมั่นคง (ของตัวเอง) แบบโบราณอยู่ 

ทั้งๆที่โลกเขาก็ก้าวไปสู่ทัศนะใหม่ที่เป็นความมั่นคงของมนุษย์กันแล้ว จริงๆ ปี 2015 โดยคำประกาศ ประชาคมอาเซียน ก็เกือบจะเป็นประเทศเดียวกันแล้ว เพื่อนบ้านเขาก็ให้ความเชื่อถือไทยอยู่พอสมควร เราก็อยู่ในกลุ่มริเริ่มตั้งอาเซียน มีเครดิตพอสมควร แต่ไม่รักษาไว้กลับทำลาย เหมือนไม่มีความคิด ไม่มีหลักการสร้างความสัมพันธ์เอาเสียเลย

กรณีการอายัดเครื่องบินของวอลเตอร์ บาว นั้นมันเป็นความผิดจริงตามสัญญาที่ (มลาง) นายมนตรี พงษ์พานิชย์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคมได้ลงนามไว้ มันคงผิดสัญญาจริง เขาจึงฟ้องและศาลก็ตัดสินแล้ว ทั้งผิดในการที่นายสุเทพและรัฐบาลประชาธิปัตย์ อนุมัติให้ทำถนนคู่ขนานกับดอนเมืองโทลเวย์ ไม่อนุมัติเรื่องค่าผ่านทางตามข้อตกลงในสัญญา โดยไม่ทำประชาพิจารณ์ หรือไม่เจรจาเพื่อยกเลิกข้อผูกพันนั้นก่อน แต่กลับทำตามข้อเสนอของนายสุเทพ ที่คิดและทำคล้ายกับที่เขาทำต่อคนไทยด้วยกันนี่แหละ รวมถึงการห้าม (ครอบครัวผม ส.ส.ไทยและ) คนไทยอีกหลายร้อยคน ไม่ให้เบิกจ่ายเงินตัวเองจากธนาคาร ไม่ให้ทำธุรกรรมการเงินใดๆ เป็นเวลา๖เดือน โดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุสมควร 

โดยเฉพาะที่เลวที่สุดคือการสั่งให้ฆ่าทำลายชีวิตคนที่ราชดำเนิน ๙๑ ศพ บาดเจ็บอีกประมาณสองพัน ที่ราชดำเนิน ที่ราชประสงค์ เมื่อเมษา-พฤษภา ๕๓ ซึ่งจะเป็นตราบาปให้เขาตลอดไป 

ในทัศนะผมเห็นว่าเขาทั้งโง่และปึก ทั้งเป็นความผิดมหันต์ต่อมนุษย์ด้วยกัน และค้านต่อกฎแห่งความยุติธรรมใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอ้างกฎหมายใด ไม่ว่าศาลจะลงโทษเขาหรือไม่ แม้วันนี้เขากลับมาเป็นส.ส.เขาก็ยังไม่เลิกรา ยังได้กล่าวหาคนไทยด้วยกันต่อไป ว่าเป็นพวก ”คอมมิวนิสต์” จะไปบอกคนทั่วประเทศต่อไปในฐานะฝ่ายค้าน (ค้านการกระทำของประชาชนที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ) 

เอาเลยเทพ มันช่างทุเรศสิ้นดี ที่ไทยมีผู้นำที่โง่ ชั่วและไม่รู้ตัวเช่นนี้ อีกด้วย

ทางออกเพื่อยุติเรื่องเครื่องบินพระที่นั่งในวันนี้ ที่ง่ายที่สุดคือยอมรับคำตัดสินของศาล และใช้การเจรจา ทยอยจ่ายเขาตามผิดเสีย ต่อรองจะไม่จ่ายหมดก็คงไม่เป็นไร เอาเท่าที่ทำได้ แต่ถ้าเราผิด ก็ควรต้องจ่ายตามศาลสั่ง อาจจะจ่ายใกล้เคียงกับค่าทนายความที่กำลังคิดจะสู้คดีต่อไป 

หรือไม่ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายไทย โดยการฟ้องบริษัทนี้ในไทยคืนว่า เขากระทำการฟ้องโดยไม่ชอบก็ได้ 

หรือโดยอ้างรัฐธรรมนูญไทย และกฎหมายอาญาไทยก็ได้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ใช้ล่อและเล่นงานคนไทยด้วยกันที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม อย่างไม่สนใจต่อเสรีภาพ เสียงอมพระรามมาหลายปีดีดัก ถ้าเลือกปฏิบัติหลายมาตรฐาน โดยคิดว่าจะไม่ใช้เล่นงานฝรั่งที่ทำผิดด้วย ก็ควรพิจารณายกเลิก ป.อ. มาตรา 112 เสีย ลองพิจารณาเนื้อความในรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวดู 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๘ วรรคแรก ตราไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” วรรคสอง “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้”

ประมวลกฎหมายอาญา แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 112 ตราไว้ดังนี้

มาตรา 112* ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

*[มาตรา 112 ถูกแก้ไขโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 1]

ถ้าพิจารณากรณีการอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ของเยอรมันครั้งนี้ แม้การกระทำอาจจะไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ว่าไม่ตรงความหมาย “องค์พระมหากษัตริย์” แต่ถ้าพิจารณาสาระของ กฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว ถือว่าตรงและกระทำมิได้ด้วย ฟ้องต่อศาลไทยเลยก็ได้ วอลเตอร์ บาว ยังฟ้องรัฐบาลไทยในประเทศเขา เกี่ยวข้องกับเจ้านายเรา และเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติต่อคนไทยอย่างที่สุดด้วย 

โดยนิสัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ของนายกษิต น่าจะเรียกทูตไทยกลับเพื่อตอบโต้อีกด้วย เพราะเรื่องมันใหญ่กว่ากรณีการตั้งอดีตนายกทักษิณเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชามากมาย อย่างนี้ทำไมไม่กล้าทำ ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีของประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน 

หรือไม่ไทยก็ควรเจรจาจ่ายเงินเขาไปเสีย และถ้าคิดจะเอาคืนในเรื่องนี้โดยกฎหมาย ก็อย่าได้เลือก “ประติบัติ” อย่าเล่นงานเฉพาะคนไทยด้วยกัน วันนี้เยอรมันให้ทักษิณไปเยี่ยมได้ ความหมายมันคืออะไร ไม่คิดก็ไม่ได้

ที่สำคัญ วันนี้ขอให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาวาระด่วนพิเศษ ขออนุมัติเอาเงินไปจ่ายค่าโง่ตัวเอง ให้เยอรมันเขาเสีย เป็นการทำตามพระราชปณิธานอีกด้วย คงไม่มีใครเขาขัดข้อง อย่ามัวเสียเวลาเลย อย่าทำเสียบรรยากาศ อย่าเสียค่าทนายต่อไปอีกเลย 

มันได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน. 

(ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔)
http://thaienews.blogspot.com/2011/08/blog-post_3689.html

แถลงการณ์เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งฯ

Posted by KwamRak on 01.2011 [ TV ] - News

มติ ครม เร่งรัดคดีวอลเตอร์ บาว ไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

Posted by KwamRak on 01.2011 [ TV ] - News

พระบรมฯพระราชทานทรัพย์ระงับคดีโบอิ้ง737

Posted by KwamRak on 01.2011 [ TV ] - News

อนิจจาสยามประเทศ

Posted by KwamRak on 31.2011 [ เล่าด้วยภาพ ]

อัยการเดินหน้าฟ้องกลับเยอรมนียึดเครื่องพระที่นั่ง

Posted by KwamRak on 29.2011 [ TV ] - News

เยอรมันออกแถลงการณ์จี้ไทยจ่ายหนี้วอลเตอร์ บาว สะใจไหมล่ะมาร์ค 27 07 54

Posted by KwamRak on 28.2011 [ TV ] - News

Thai prince's second jet faces impounding

Posted by KwamRak on 24.2011 News
 

Thai prince's second jet faces impounding: report

Sun Jul 24, 2011 8:43am EDT

<p>Thailand's Crown Prince Maha Vajiralongkorn arrives to Siriraj Hospital to mark revered Thai King Bhumibol Adulyadej's coronation anniversary in Bangkok May 5, 2010. REUTERS/Sukree Sukplang</p>
1 of 1Full Size

FRANKFURT (Reuters) - A German insolvency administrator was on Sunday quoted as saying he was considering impounding a second jet used by the Thai Crown Prince, reported German tabloid Bild am Sonntag.

"We are considering further steps, including seizing the prince's second plane," the paper quoted insolvency administrator Werner Schneider as saying.

German insolvency officials seized a Boeing 737 used by Crown Prince Vajiralongkorn almost two weeks ago to force the Thai government to repay a debt linked to a Bangkok road construction project.

A court last week ruled the jet could be released upon payment of a 20 million euro deposit, an offer rejected by the Thai government, which maintains the jet is the personal property of the Prince and not the government.

Bild am Sonntag said the prince had the second plane flown over to Munich to replace the first one.

(Reporting by Victoria Bryan)

กษิต ย้ำไม่วางเงินมัดจำเครื่องบินราชพาหนะ

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - News

Der Prinz und die Currywurst

Posted by KwamRak on 20.2011 News

แปลข่าว  เก็บสตรอเบอร์รี่

http://www.wochenblatt.de/nachrichten/kelheim/regionales/Ein-Prinzenpaar-im-Erdbeerfeld;art1176,55776

 

เหตุเกิดที่สวนสตรอเบอร์รี่แห่งหนึ่งที่เมือง อาเบนส์แบร์ก (Abensberg) สมเด็จพระยุพราชแห่งราชอาณาจักรไทย และบรรดาผู้ติดตามของพระองค์  นอกจากผลสตรอเบอร์รี่  60 กิโลกรัม แล้วยังเก็บตุนผลราสเบอร์รี่อีก 8 กิโลกรัม

(หมายเหตุ  ผู้แปล  การเก็บผลไม้ก้มๆเงยๆที่ประเทศค่าแรงงานสูงมากอย่างประเทศเยอรมัน แรงงานหายาก  งานประเภทนี้  คนเยอรมันไม่ค่อยอยากทำ  ต้องรอแรงงานถูกๆจากประเทศยุโรปตะวันออก  ดังนั้น  เจ้าของสวนก็จะใช้วิธีให้ผู้ซื้อเก็บเองได้  เก็บใส่ปากกินได้ที่สวน   ไม่คิดเงิน  แต่ส่วนที่นำไปชั่งกิโล  จึงคิดเงิน)

 

ในวันจันทร์ของสัปดาห์ล่าสุดเมื่อช่วงบ่าย ในสวนบลูเม็ลโฮฟ (Blümelhof) ตำบล  ซันด์-ฮาร์-ลันเดอร์ (Sandharlander)  รถยนต์สีดำจำนวนสิบสองคันจอดอยู่  ที่มีกระจกด้านหน้าของรถมีหน้าต่างมืดดำ  เป็นรถตู้ 10 คัน ลีมูซีน 2 คัน  ที่มีเครื่องยนต์ติดเครื่องไม่หยุดและในขบวนยังมีรถเมอร์ซีเดสเบนซ์สีทองระยิบระยับ SLK 350 มกุฎราชกุมารแห่งประเทศไทยได้ปรากฎตัวพร้อมกับนางในราชสำนักของพระองค์และผู้ติดตาม

 

กว่าสองชั่วโมง ทรงพระเกษมสำราญในการเก็บชิมผลสตรอเบอร์รี่สดและลูกราสเบอร์รี่อย่างเอร็ดอร่อย  เสียงหัวเราะขบขันดังสนุกสนาน ทรงนั่งบนเก้าอี้เล็กวางอยู่ในร่องสวนสตรอเบอร์รี่  ได้รับการปรนเปรอป้อนผลไม้ใส่พระโอษฐ์จากบรรดานางใน (ที่พวกเขาเชียร์เสียงดังทุกครั้งที่เก็บผลเบอร์รี่ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ)

องครักษ์ 15 นาย คอยยกลำเลียงตระกร้าผลไม้ที่บรรจุเต็ม ไปเก็บในรถ  (หลังจากในตอนสุดท้ายชั่งน้ำหนักได้จำนวนสตรอเบอร์รี่ 60 กิโลกรัม   ราสเบอร์รี่ 8 กิโลกรัม)  ขณะที่โชเฟอร์ในชุดสูทดำเสื้อขาวผูกเน็คไทสวมรองเท้ามีแบรนด์หนังขัดมันวาววับ ในมือถือผ้าขาวตอยขัดรถสีดำตลอดเวลา  ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว 30 องศาเซลเซียส  คึกคักทั่วหน้าอยู่ในสวนแห่งนี้

 

สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

แม้ว่าเอกอัครราชทูตของประเทศไทยได้แจ้งล่วงหน้าถึงการมาเยือนของพระองค์และคณะผู้ติดตามแล้วก็ตามที  หากการปรากฎตัวของคณะ  ยังทำให้ผู้คนจากสวน Blümelhof ประหลาดใจ  ขณะที่ความเป็นส่วนพระองค์ลับสุดยอดก็ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่มีการปกป้องจากบรรดาองครักษ์อย่างดี   การถ่ายภาพจากบุคคลภายนอกแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

เนื่องจากองค์ยุพราชทรงระมัดระวังมากขึ้น จากการใช้ชีวิตของพระองค์ในประเทศไทยเป็นที่ถูกวิจารณ์  แต่ที่ตำบลนี้  ทรงพำนักกลมกลืนเป็นกันเองเสมือนเป็นคนท้องถิ่น  เช่นเดียวกับนางในของพระองค์

 

เมื่อสองปีที่ผ่านมา ขณะที่พระองค์ทรงเดินเที่ยวชมงานละครสัตว์ ประจำปีของเมือง  ทรงถูกคนแปลกหน้าแอบชักภาพส่งมาให้หนังสือพิมพ์ โวคเค่น-บลัท  เมืองลันส์ฮุทเทอร์ (Landshuter Wochenblatt)

 

(หมายเหตุ Wochen คือ รายสัปดาห์       blatt  แปลตามตัว  แผ่น)

 

ในประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช พระชนมายุ 84 พรรษา ทรงปกครองประเทศ อย่างเป็นทางการ  นับว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก

ในขณะที่องค์รัชทายาท  สมเด็จพระบรมฯ วชิราลงกรณ์ (เกิดปี 1952)  ไม่เป็นที่นิยมชมชอบในประเทศของพระองค์เอง

 

รูปภาพประกอบ   10 ภาพที่

 

http://www.wochenblatt.de/nachrichten/kelheim/regionales/Ein-Prinzenpaar-im-Erdbeerfeld;art1176,55776,C::cme8328,177481

--------------------------------

มีนินทาจากบรรดาเจ้าของร้านอาหารเยอรมัน

 

ที่นี่เลย

 

http://www.wochenblatt.de/nachrichten/kelheim/regionales/Der-Prinz-und-die-Currywurst;art1176,57462

 

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเยี่ยมเยียนของเจ้าชายไทยที่ยังหาอ่านได้ที่นี่ – เรื่องราวของเจ้าของร้านอาหารที่เตรียม อาหารมื้อใหญ่  แต่จบลงด้วยไส้กรอก เคอรี่ว้วส ไม่กี่อัน

 

 

 

 

อ่านตรงแสดงความคิดเห็นเรื่อง  ขนยาเสพติด  เฮโรอิน  กัญชา  ยาม้า  เข้า อียู

 

Kommentare

คำอธิบาย: Kommentare ansehengeschrieben vor 8 Stunde/n 10 Minuten | von: lannathai

Thai crown prince?

The whole truth is that the Thai crown prince has ton of illegal drugs and he has been transferred, supplied heroin, marijuana and amphetamine to the EU from past to present. Please inform the people nothing the truth but the whole truth. คำอธิบาย: pfeilAntworten

 

แปลจากเว็บ http://www.wochenblatt.de/

15.07.2011 Abensberg
Artikel versenden Artikel drucken Kommentare ansehen(6)

Der Prinz und die Currywurst


Foto: Ingo Knott
Groß war das Gefolge, vorneweg der Thailändische Kronprinz und seine Gemahlin, doch klein war der Lohn, den Restaurant-Chef Georg Hammermeier aus Sandharlanden im Landkreis Kelheim für seine Mühen erhalten hat. 

Vor Wochen hat das Wochenblatt für den Landkreis Kelheim exklusiv über den Besuch des thailändischen Kronprinzen und seiner Gemahlin samt großem Gefolge in Sandharlanden, einem Örtchen bei Abensberg in Niederbayern, berichtet. Damals ließ sich das Paar, schwer bewacht und abgeschirmt von der Öffentlichkeit, auf dem Erdbeerfeld der Familie Blümel nieder.

Hier der Artikel: Link.

 

Nach der Berichterstattung kam es zu ersten Informationen, wonach der Besuch aus Thailand im Gasthof Hammermeier, ebenfalls in Sandharlanden, nicht so glücklich abgelaufen ist. Bei Gastwirt Georg Hammermeier erschienen nämlich am Samstag vor dem Besuch einige Gesandte des thailändischen Kronprinzen und baten ihn, für einen Besuch Vorbereitungen zu treffen. Dem Kronprinz und seiner Gattin sei nach deutschen Wurstwaren und reichlich Kuchen zum Kaffee. Man wolle um 14 Uhr da sein. 

 

Georg Hammermeier denkt heute mit Grausen zurück: „Der Besuch war für Montag geplant, also musste ich meine Bedienungen extra kommen lassen.” Aber gut - was tut man nicht alles für einen Prinz. Dann durfte es nicht die Wirtschaft sein, wo sich die Thailänder niedersetzen hätten sollen, sondern es musste das Restaurant daneben sein - also wurde da extra aufgetischt. Da gibt es auch separate Toiletten - nicht, dass der Prinz auf Normalsterbliche treffen muss! Und wie sieht‘s mit Rauchen aus? „Wir sind in Bayern, das geht nicht.” Daran habe sich auch ein Prinz zu halten. 

Am Sonntag dann nochmals ein Besuch - diesmal wurden Nägel mit Köpfen gemacht, 20 bis 25 Leute seien zu erwarten. Alle würden essen und trinken wollen, und, wie gesagt, es sollten viele Kuchen und typische deutsche Wurst-Gerichte sein. Ankunft: 14 Uhr am Montag.

Der Montag dann geriet zum Chaos: Das Wetter war gut, der Kronprinz beschloss, im Freien zu speisen. Die ganze Pracht, die da im Restaurant vorbereitet war, musste also nach draußen verfrachtet werden - und dann entschlossen sich die beiden Königskinder, lieber erst mal einen Ausflug nach Regensburg zu machen. Derweil kochte das Personal von Hammermeier im eigenen Saft - es war ja heiss. Hammermeier selbst hörte wahrscheinlich die Uhr ticken - kein Wunder, wenn das Personal einbestellt, aber nicht eingesetzt werden kann. Ein Mitarbeiter des Kronprinzen versicherte ihm, die Unkosten würden selbstverständlich übernommen. 

Abends kamen sie dann, mittlerweile war wieder im Restaurant aufgetischt. Wo die Thailänder essen wollten. Taten sie aber nicht. Sie tauchten in der Gaststube auf, bestellten vier Currywürste und zehn Capuccino, und dann wollte der Prinz wieder weiter. Die Currywürste wurden eingepackt. Und Hammermeier war fassungslos.

Als er dem deutsch sprechenden Mitarbeiter des Kronprinzen von Thailand erklärte, dass er auf seinen Ausgaben hocken bleibt, sagte der, da könne man nun nicht viel machen, und außerdem habe man nur 200 Euro dabei. Das müsse langen. Nun hat aber allein die Zeche für alle Mitarbeiter des Kronprinzen schon 150 Euro betragen - und die Vorleistungen, die Hammermeier auf Wunsch des Kronprinzen getätigt hat (die Kuchen, die vielen, vielen Würste, das ganze Personal - alles für die Katz!), die hat er selbst begleichen müssen.

Ein bisserl was hat Hammermeier nun doch vom Kronprinz-Besuch, auch wenn der sehr, sehr ärgerlich und schädlich für ihn selbst war: Am Mittwoch wurde die Boing 737 der Royal Thai Air Force am Münchner Flughafen beschlagnahmt. Hier der Bericht: Link.

 

Plötzlich war deutschlandweit Sandharlanden im Fokus der Medien – und so hat sich zum Beispiel die Redaktion von „Brisant” des Falls Hammermeier angenommen und ihn interviewt. Im Bild Andrea Pohlei und Thomas Rodl, in der Mitte Georg Hammermeier.

Autor: Ingo Knott

ศาลเยอร์มัน สั่งวางเงินประกัน20ล้านยูโร ยอมปล่อยBoeing737

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News
2011 07 20@1628 ศาลเยอร์มัน สั่งวางเงินประกัน20ล้านยูโร ยอมปล่อยBoeing737

20 7 54 ศาลเยอรมัน ตัดสินคืนเครื่องบินโบอิ้ง 737

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News

ศาลเยอรมันเลื่อนชี้ขาดถอนอายัดโบอิ้ง ทรงนำราชพาหนะเบ๊นซ์เก็บที่ปลอดภัยไม่ให้ถูกยึดอีก

Posted by KwamRak on 19.2011 News

ศาลเยอรมันเลื่อนชี้ขาดถอนอายัดโบอิ้ง ทรงนำราชพาหนะเบ๊นซ์เก็บที่ปลอดภัยไม่ให้ถูกยึดอีก

ที่มา Thai E-News



ข่าวที่โทรทัศน์ของเยอรมันนำเสนอ ในท้ายข่าวนี้จะเห็นพระราชพาหนะเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์SLKของสมเด็จพระบรมฯอยู่ ด้วย สื่อเยอรมันรายงานว่า ทรงนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 กรกฎาคม 2554

เยอรมนี ตัดสินกรณีอายัดโบอิ้ง 737 วันที่ 20 ก.ค.นี้

นายคริสตอฟ เฟลล์เนอร์ รองประธานศาลแขวงแลนด์ชัต เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่าจะยังไม่ตัดสินคดีอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ส่วนพระองค์ หลังจากบริษัทวอลเตอร์ บาว ได้ร้องขอให้อายัดเครื่องบินลำดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าเป็นเครื่องบินของรัฐบาลไทย โดยจะตัดสินภายในวันพุธที่ 20 ก.ค.นี้เวลาประมาณ 05.00น.ตามเวลาประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีโอกาสชี้แจงคือฝ่ายของบริษัทวอลเตอร์บาวและ ฝ่ายรัฐบาลไทย

ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลไทย อาจเสี่ยงที่จะกระทบกระเทือนต่อพระเกียรติยศ ซึ่งทำให้พสกนิกรชาวไทยไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้สื่อของเยอรมันรายงานว่า มีความกังวลว่าอาจจะมีการอายัดพระราชทรัพย์อื่นๆ จนทำให้พระองค์ท่านต้องทรงแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง

เวบไซต์ Interaksyonรายงาน พระราชภารกิจในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ว่า มกุฎราชกุมารของไทยได้ทรงนำรถยนต์เมอร์ซิเดสเบ๊นซ์ของพระองค์ไปเก็บรักษาไว้ ในที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้เยอรมนีอายัดพระราชทรัพย์อีก หลังจากทางการเยอรมนีได้อายัดเครื่องบินของพระองค์ไว้ที่สนามบินมิวนิกเมื่อ สัปดาห์ก่อน ทั้งนี้จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntag weekly สื่อของเยอรมัน

เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ มกุฏราชกุมารผู้ทรงมีสิทธิในการสืบทอดพระราชสมบัติได้"เก็บ"พระราชพาหนะ เมอร์ซิเดสเบ๊นซ์SLKในที่จอดรถส่วนพระองค์ ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่งของมิวนิค ทางตอนเหนือของเยอรมัน และมีบอดี้การ์ดร่วม 10 คนคอยเฝ้ารักษา หนังสือพิมพ์ระบุ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระชนมายุ 58 ชันษา เพิ่งใช้พระราชวโรกาสมาเก็บผลสตรอเบอรี่ในเยอรมัน โดยใช้พระราชพาหนะเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์ดังกล่าวไปยังพื้นที่แห่งนั้น

ฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย 

เวบไซต์กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยในวันนี้(18 กรกฎาคม) ว่าเช้าวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งทางด้านการทูตและทางด้านกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิค ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

๑. เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับรักษาการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาง Cornelia Pieper) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาย Werner Hoyer) ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งและย้ำถึงความละเอียดอ่อนของการดำเนินการของฝ่าย เยอรมนีในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่มีการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย จึงจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางแก้ไขโดยทันที

โดยพิจารณาถึงประเด็นความสำคัญทางการเมืองและกฎหมายควบคู่กัน ซึ่งทางฝ่ายเยอรมนีรับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและเห็นพ้องว่าไม่ควรให้เรื่อง ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้อง พระยุคลบาท

๒. สำหรับการดำเนินงานด้านกฎหมายนั้น คณะทำงานด้านกฎหมายของไทยนำโดยอัยการสูงสุดพร้อมด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและ กฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลร้องขอ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปถ่าย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของหลักฐานของทนายความของบริษัท Walter Bau และจะมีการเบิกความต่อศาลโดยอธิบดีกรมการบินพลเรือน ในวันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นี้

ภาพข่าวพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ในเยอรมัน

Posted by KwamRak on 19.2011 News

ภาพข่าวพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ในเยอรมัน

ที่มา Thai E-News














ภาพ ข่าวพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ ขณะสำราญพระราชหฤทัยนำคณะข้าราชบริพารเก็บผลราลสเบอร์รี่ สตรอว์บอรี่ ที่ Abensberg เขต Kelheim แคว้น Bayern หรือบาวาเรีย ห่างจากมิวนิคประมาณ 70 กม. เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา (ที่มา:หนังสือพิมพ์Wochenblatt ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเขตตะวันออกของบาวาเรีย)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 กรกฎาคม 2554

เวบไซต์หนังสือพิมพ์Wochenblatt ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเขตตะวันออกของบาวาเรีย รายงานข่าวพระราชกรณียกิจ การเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมืองเล็กๆแห่งนี้ได้มี คณะของสมเด็จพระยุพราชของไทยมาเก็บลูกสตรอเบอร์รี่และราสเบอร์รี่ราว 60 กิโลกรัม

คณะของพระองค์ท่านมีรถยนต์สีดำจำนวนหลายคันเดินทางมาในช่วง บ่าย รถในขบวนประกอบไปด้วยรถตู้ที่มีหน้าต่างสีดำนับสิบคัน, saloons 2 คัน,พระราชพาหนะ 350 Roadster SLK ของมกุฎราชกุมารแห่งประเทศไทยพร้อมข้าราชบริพารผู้ติดตามพระองค์

คณะ ของพระองค์ท่านทรงใช้วโรกาสดังกล่าวในสวนสตรอเบอร์รี่และราสเบอร์รี่ อย่างทรงพระเกษมสำราญนานกว่า 2 ชั่วโมง สำหรับสมเด็จพระบรมฯนั้นทรงมีพระเก้าอี้นั่งสำราญพระราชหฤทัยในพระราชอุทยาน สตรอเบอร์รี่ และมีราชองครักษ์ 15 คนคอยถวายอารักขา หลังจากเก็บได้สำหรับกระเช้าที่บรรจุได้ขนาดอันละแปดกิโลกรัมของราสเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ เก็บได้ทั้งสิ้น 60 กิโลกรัม บรรดาข้าราชบริพารที่คึกคักทั่วหน้าในสวน (ที่พวกเขาเชียร์เสียงดังที่เก็บได้ผลเบอร์รี่ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ)

ทั้ง นี้ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมฯทรงได้เสด็จพระราชดำเนินมายังเยอรมนีเป็นการส่วนพระองค์จนพระ ราชจริยวัตรปกติแล้ว จากรายงานของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทรงนำราชพาหนะเบ๊นซ์เก็บที่ปลอดภัยไม่ให้ถูกยึดอีก




ข่าว ที่โทรทัศน์ของเยอรมันนำเสนอ ในท้ายข่าวนี้จะเห็นพระราชพาหนะเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์SLKของสมเด็จพระบรมฯอยู่ ด้วย สื่อเยอรมันรายงานว่า ทรงนำไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว


เยอรมนี ตัดสินกรณีอายัดโบอิ้ง 737 วันที่ 20 ก.ค.นี้

นาย คริสตอฟ เฟลล์เนอร์ รองประธานศาลแขวงแลนด์ชัต เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่าจะยังไม่ตัดสินคดีอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ส่วนพระองค์ หลังจากบริษัทวอลเตอร์ บาว ได้ร้องขอให้อายัดเครื่องบินลำดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าเป็นเครื่องบินของรัฐบาลไทย โดยจะตัดสินภายในวันพุธที่ 20 ก.ค.นี้เวลาประมาณ 05.00น.ตามเวลาประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีโอกาสชี้แจงคือฝ่ายของบริษัทวอลเตอร์บาวและ ฝ่ายรัฐบาลไทย

ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลไทย อาจเสี่ยงที่จะกระทบกระเทือนต่อพระเกียรติยศ ซึ่งทำให้พสกนิกรชาวไทยไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้สื่อของเยอรมันรายงานว่า มีความกังวลว่าอาจจะมีการอายัดพระราชทรัพย์อื่นๆ จนทำให้พระองค์ท่านต้องทรงแก้ไขปัญหาด้วยพระองค์เอง

เวบไซต์ Interaksyonรายงาน พระราชภารกิจในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ว่า มกุฎราชกุมารของไทยได้ทรงนำรถยนต์เมอร์ซิเดสเบ๊นซ์ของพระองค์ไปเก็บรักษาไว้ ในที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้เยอรมนีอายัดพระราชทรัพย์อีก หลังจากทางการเยอรมนีได้อายัดเครื่องบินของพระองค์ไว้ที่สนามบินมิวนิกเมื่อ สัปดาห์ก่อน ทั้งนี้จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntag weekly สื่อของเยอรมัน

เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ มกุฏราชกุมารผู้ทรงมีสิทธิในการสืบทอดพระราชสมบัติได้"เก็บ"พระราชพาหนะ เมอร์ซิเดสเบ๊นซ์SLKในที่จอดรถส่วนพระองค์ ณ โรงแรมหรูแห่งหนึ่งของมิวนิค ทางตอนเหนือของเยอรมัน และมีบอดี้การ์ดร่วม 10 คนคอยเฝ้ารักษา หนังสือพิมพ์ระบุ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระชนมายุ 58 ชันษา เพิ่งใช้พระราชวโรกาสมาเก็บผลสตรอเบอรี่ในเยอรมัน โดยใช้พระราชพาหนะเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์ดังกล่าวไปยังพื้นที่แห่งนั้น

ฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย 

เวบไซต์กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยในวันนี้(18 กรกฎาคม) ว่าเช้าวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งทางด้านการทูตและทางด้านกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิค ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

๑. เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับรักษาการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาง Cornelia Pieper) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาย Werner Hoyer) ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งและย้ำถึงความละเอียดอ่อนของการดำเนินการของฝ่าย เยอรมนีในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่มีการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย จึงจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางแก้ไขโดยทันที

โดยพิจารณา ถึงประเด็นความสำคัญทางการเมืองและกฎหมายควบคู่กัน ซึ่งทางฝ่ายเยอรมนีรับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและเห็นพ้องว่าไม่ควรให้เรื่อง ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้อง พระยุคลบาท

๒. สำหรับการดำเนินงานด้านกฎหมายนั้น คณะทำงานด้านกฎหมายของไทยนำโดยอัยการสูงสุดพร้อมด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและ กฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลร้องขอ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปถ่าย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของหลักฐานของทนายความของบริษัท Walter Bau และจะมีการเบิกความต่อศาลโดยอธิบดีกรมการบินพลเรือน ในวันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นี้

"กษิต ภิรมย์" ถวายรายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ กรณีเยอรมันอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง

Posted by KwamRak on 19.2011 News

"กษิต ภิรมย์" ถวายรายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ กรณีเยอรมันอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง

ที่มา ประชาไท

กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี เพื่อถวายรายงานการดำเนินการทางการทูตและกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานมิวนิค เผยอธิบดีกรมการบินพลเรือนเตรียมเบิกความต่อศาล 18 ก.ค. นี้

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ รายงานข่าววันนี้ (18 ก.ค.) โดยพาดหัวว่า "รัฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย" โดยมีรายละเอียดดังนี้

รัฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย

18 กรกฎาคม 2554 15:30:21

เช้า วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งทางด้านการทูตและทางด้านกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิค ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับรักษาการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาง Cornelia Pieper) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาย Werner Hoyer) ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งและย้ำถึงความละเอียดอ่อนของการดำเนินการของฝ่าย เยอรมนีในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่มีการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย จึงจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางแก้ไขโดยทันที โดยพิจารณาถึงประเด็นความสำคัญทางการเมืองและกฎหมายควบคู่กัน ซึ่งทางฝ่ายเยอรมนีรับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและเห็นพ้องว่าไม่ควรให้เรื่อง ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้อง พระยุคลบาท

2. สำหรับการดำเนินงานด้านกฎหมายนั้น คณะทำงานด้านกฎหมายของไทยนำโดยอัยการสูงสุดพร้อมด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและ กฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลร้องขอ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปถ่าย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของหลักฐานของทนายความของบริษัท Walter Bau และจะมีการเบิกความต่อศาลโดยอธิบดีกรมการบินพลเรือน ในวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554 นี้

 

ที่มา: เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ

จับข่าวเล่าความ 18 7 54

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - News

ติดตามถอนอายัด 737 ได้หรือไม่บ่ายวันนี้

Posted by KwamRak on 19.2011 News

อัมสเตอรดัมแถลงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737

Posted by KwamRak on 18.2011 News

อัมสเตอรดัมแถลงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมโต้ข่าวเกี่ยวข้องกรณียึดเครื่องบินพระราชพาหนะ ระบุข่าวไม่มีมูลความจริง ซัดคนปล่อยข่าว “มีจินตนาการเกินจริง” และไม่สามารถตัดขาด จาก “การเมืองแบบคร่ำครึ” ที่ครอบงำประเทศไทยมาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549

โดยข่าวที่เชื่อมโยงนายอัมสเตอร์ดัมกับกรณียึดเครื่องบินพระราชพาหนะของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ถูกเผยแพร่ครั้งแรกผ่านทวิตเตอร์ วิหคเรดิโอ เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 17 ก.ค.มีข้อความว่า "ผงะ !!! ทนายที่ยึดเครื่อง 737 ของพระบรมฯ คือ อัมสเตอร์ ดัม (นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม) ทนายของทักษิณ..."

ผงะ !!! ทนายที่ยึดเครื่อง737 ของพระบรมฯ คือ อัมสเตอร์ ดัม ทนายของทักษิณ...less than a minute ago via TweetDeck Favorite Retweet Reply

 

จากนั้นข้อความดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ในเวลา 20.30 น.

ASTVผู้จัดการ

ในวันเดียวกัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้แถลงผ่านเว็บไซต์ส่วนตัวว่า “ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737” ตอบโต้ข่าวลือดังกล่าว

ข้อความในแถลงการณ์มีดังนี้

“ในอาทิตย์นี้ตั้งแต่เครื่องบินโบอิ้ง 737 ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชถูกเจ้าหน้าที่ทางการเยอรมันยึด ได้มีข่าวลือหลายเรื่องที่พยายามเอาผมเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ โดยมีการอ้างว่า ผมมีบทบาทเกี่ยวกับการที่เครื่องบินลำดังกล่าวถูกยึด

“ผมขอกล่าวอย่างชัดเจนเลยว่า ข้อกล่าวหาจอมปลอมดังกล่าวเป็นเรื่องไร้สาระ และไม่มีมูลความจริงใดๆทั้งสิ้น กลุ่มคนที่ปล่อยข่าวลือดังกล่าว คือเพียงผลผลิตของคนที่มีจินตนาการเกินจริงและดูเหมือนว่าจะไม่สามารถตัดขาด จาก “การเมืองแบบคร่ำครึ” ที่ครอบงำประเทศไทยมาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ได้ บุคคลเหล่านี้คือกลุ่มที่รู้สึกอบอุ่นใจกับการปกครองแบบสั่งการจากบนลงล่าง ซึ่งขัดกับเจตจำนงทางประชาธิปไตยของปวงชน และเป็นกลุ่มเดียวกับคนที่เคยชินกับความมืดมิดสกปรกโสมมของการเมืองไทย และเลือกที่จะเชื่อเรื่องโกหกหลอกลวงและไม่มีมูลเพื่อใช้ป้ายสีและให้ร้าย ฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่จะเชื่อความจริงที่มีหลักฐานยืนยัน”

เยอรมันอายัด โบอิ้ง 737 ของไทยที่มิวนิค

Posted by KwamRak on 16.2011 [ TV ] - News

หนังสือพิมพ์Süddeutsch Zeitung แฉค่าจอดวันละ650ยูโร

Posted by KwamRak on 15.2011 บทความน่าอ่าน
ข่าวที่ไม่เป็นข่าวในไทย สื่อเยอรมันตีข่าวหึ่ม
ที่มา Thai E-News

นา ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ จับมือทักทายนางคอร์นีเลีย เพียร์เพอร์ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจาให้ถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมฯ แต่รัฐบาลเยอรมันยืนกรานว่า ต้องเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา(ภาพข่าว:AFP)


โดย ป้าพลอย
ที่มา เวบไทยฟรีนิวส์

หนังสือพิมพ์Süddeutsch Zeitung แฉค่าจอดวันละ650ยูโร

ข่าวใหม่ในหนังสือพิมพ์ ค่าเช่าจอดเครื่องบินลำที่ถูกสั่งห้ามเคลื่อนย้ายนั้นวันละ 650 ยูโร ที่ต้องจ่ายสนามบินMünchen

ข่าว ในหนังสือพิมพ์ Süddeutsche Zeitung ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของเมืองกรุงมิวนิคได้เขียนแฉหลายอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนี้ การที่ศาลประเทศเยอรมนีสั่งยึดเครื่องบินของกองทัพอากาศไทย ซึ่งเป็นเครื่องบินพระที่นั่ง ทาง Internationales Schiedsgericht als rechtmässig anerkannt hat.ที่ทางศาลเยอรมนีได้สั่งยึดทรัพย์ ความหมายคือศาลโลกได้เห็นด้วยในกรณีนี้ เนื่องจากรัฐบาลไทยบิดพลิ้วการจ่ายเงินให้บริษัท Walter Bau AG 30 ล้านยูโร

ข่าวภาคภาษาเยอรมัน

Um im Streit um die Pfändung eines Flugzeugs von Thailands Kronprinz durch ein deutsches Gericht die Wogen zu glätten, hat Außenamts-Staatsministerin Cornelia Pieper (FDP) den thailändischen Außenminister Kasit Piromya empfangen. Im Anschluss an das Treffen erklärte Pieper, sie setze darauf, dass sich in der Angelegenheit "schnell Lösungen finden lassen".

"Ich bedaure die Unannehmlichkeiten, die dem Kronprinzen durch die Pfändung des Flugzeugs entstanden sind", erklärte Pieper. "Der Fall liegt nun in den Händen der unabhängigen deutschen Justiz."

In einer Mitteilung des Ministeriums hieß es, sowohl Pieper als auch Kasit hätten bei dem Gespräch die "besondere Qualität der deutsch-thailändischen Freundschaft" betont; die bilateralen Beziehungen sollten durch den Vorfall nicht belastet werden. Pieper vertrat bei dem Treffen Bundesaußenminister Guido Westerwelle (FDP), der Mexiko besuchte.

Die Boeing 737, die der thailändische Kronprinz Maha Vajiralongkorn häufig selber fliegt, war am Dienstag am Münchner Flughafen auf Antrag des Insolvenzverwalters des Konkurs gegangenen Bauunternehmens Walter Bau gepfändet worden. Hintergrund sind Forderungen des Unternehmens an den thailändischen Staat wegen des Baus einer 26 Kilometer langen Autobahn zum Flughafen Don Muang in Bangkok.

Die Anfänge des Rechtsstreits liegen mehr als 20 Jahre zurück. Nach Angaben von Insolvenzverwalter Werner Schneider gab es "eine Vielzahl von Vertragsverstößen seitens der thailändischen Regierung". 2007 habe die bereits insolvente Walter Bau daher Schadenersatzansprüche geltend gemacht, dabei gehe es um mehr als 30 Millionen Euro. Die thailändische Regierung habe sich aber geweigert, zu zahlen. In einem Interview mit dem ZDF-Fernsehen bekräftigte Thailands Außenminister Kasit am Abend erneut, das Flugzeug gehöre - anders als von Insolvenzverwalter Schneider angegeben - nicht der thailändischen Regierung, sondern "einer Person im Namen des Prinzen".

Seine Regierung sei "nicht glücklich" über das Verhalten der Vertreter der Walter Bau, zumal sie nicht vorhabe, sich aus ihrer Verantwortung bezüglich der Forderungen des Insolvenzverwalters zu stehlen.

Vor seinem Abflug aus Bangkok hatte Kasit am Donnerstag vor negativen Folgen des Vorfalls auf das deutsch-thailändische Verhältnis gewarnt, im Interview mit dem ZDF, das am Freitagabend ausgestrahlt werden sollte, sagte er nun, er hoffe, der Vorfall werde die "sehr gesunden" Beziehungen zwischen beiden Ländern nicht berühren.


เมื่อคืนวันที่ 15 นี้สื่อโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีได้ออกข่าวเกี่ยวกับการยึดเครื่องบินของไทยใว้ที่สนามบินมิวนิค

ข่าว ทางโทรทัศน์ที่ได้ดูนั้นเป็นข่าวช่อง 2 ZDF เวลา19.00.น เป็นข่าวภาคค่ำ ผู้ประกาศข่าวเป็นผู้หญิง เนื้อข่าวพร้อมทั้งภาพที่ฉายให้ดูตัวเครื่องบิน และภาพฟ้าชายวชิราลงกรณ์ และภาพนายกษิตและคณะที่กรุงเบอร์ลิน

ข่าว ที่ดูเนื้อหาบอกว่าทางรัฐบาลไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้เซ็นสัญญาว่า จ้างบริษัทก่อสร้างทางของเยอรมนีให้ไปสร้างถนนในประเทศไทย ไม่ยอมจ่ายเงินที่ค้างจำนวน 30ล้านยูโรให้ทางบริษัท ดังนั้นทางบริษัทได้ยื่นฟ้องต่อศาลเยอรมนีบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าสร้าง ทางให้แก่บริษัท แ

ต่การทวงถามตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลไทยได้แต่ตอบผันผ่อนตลอดมา ดังนั้นทางศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจยึดทรัพย์ที่เป็น ของรัฐบาลไทย คือเครื่องบินพระที่นั่งที่จอดอยู่สนามบินกรุงมิวนิค และคิดดอกเบี้ยอีก 10ล้านยูโร เป็น 40 ล้านยูโร ที่รัฐบาลไทยจะต้องเอาเงินมาไถ่เครื่องบินลำที่ถูกยึด หากไม่เอาเงินมาไถ่ก็ต้องยึดเครื่องบินลำนี้ใว้ก่อน

เห็นนักข่าวถ่ายกระดาษที่ศาลนำเอาไปแปะข้างตัวเครื่องบิน นั่นคือคำสั่งกฏหมายห้ามเคลื่อนย้ายเครื่องบินลำนี้เด็ดขาด

ภาพ ในจอโทรทัศน์ยังถ่ายไปยังกลุ่มที่บินมากับเครื่องบินลำที่ถูกยึดจำนวน 40 คน รวมทั้งบอดี้การ์ด ที่ไปเก็บลูกสตอเบอร์ลี่ที่สวนแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ฉายไปที่กรุงเบอร์ลินที่คณะของนายกษิตมาถึง เห็นนายกษิตสัมภาษณ์หน้าไมค์ แต่ในข่าวไม่ได้บอกว่านายกษิตพูดว่าอย่างไร และผู้ประกาศข่าวได้บอกสุดท้ายว่านายกษิตต้องกลับไปมือเปล่าหากไม่มีเงิน 40 ล้านมาไถ่เครื่องบินลำนี้

ท้ายสุดของข่าวบอกว่า ทางรัฐบาลเยอรมนีจะตรวจสอบอีกครั้งว่าเครื่องบินลำนี้ซื้อด้วยรัฐบาลไทยหรือ เปล่า? เพราะการซื้อเครื่องบินลำใหญ่ขนาดนี้การซื้อขายต้องมีหลักฐานว่าใครเป็นคน ซื้อ และซื้อจากประเทศใด สัญญาการซื้อขายต้องเด่นชัดว่าเครื่องบินลำนี้ ใครเป็นผู้ซื้อ หากในนามรัฐบาลไทยซื้อเครื่องบินลำนี้ต้องถูกยึดต่อไป หากไม่เอาเงินมาไถ่

ตอนเวลา 21.00น. ได้เปิดช่อง BRซึ่งเป็นช่องของกรุงมิวนิค ออกข่าวเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าสถานีโทรทัศน์ในประเทศเยอรมนีทั้งหมดได้ออกข่าวพร้อมกันเกี่ยวกับ เรื่องนี้ และก็คงกระจายไปทั่วยุโรปอีกด้วย

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เยอรมันงดออกความเห็นอายัดโบอิ้งพระที่นั่ง

ที่มา ไทยรัฐ

เยอรมัน งดออกความเห็นกรณียึดเครื่องบิน ขณะที่ โฆษกวอลเตอร์ บาว ยันยึดเครื่องบินถูกต้องเพราะเอกสารลงทะเบียนด้านการบินระบุชัด เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างอิงการแถลง ข่าวประจำวันของนายมาร์ติน เชเฟอร์ โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ระบุว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เข้าพบกับนางคอร์นีเลีย เพียร์เพอร์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี เพื่อเจรจาหารือกรณีเจ้าหน้าที่ผู้บังคับคดีล้มละลายของ บริษัท วอลเตอร์ บาว บริษัทเอกชนของเยอรมนี สั่งยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ซึ่งเป็นพระราชพาหนะส่วนพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ของไทย แต่นายเชเฟอร์ระบุว่า รัฐบาลเยอรมนีไม่ขอแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าว เพราะรัฐบาลเคารพต่อความเป็นอิสระในการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

ขณะที่นายก ษิตต้องเจรจากับ นางคอร์นีเลีย แทนนายกุยโด เวสเทอร์เวลล์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนประเทศเม็กซิโก

ด้าน นายอเลกซานเดอร์ เกอร์บิง โฆษกบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี แถลงยืนยันการดำเนินการให้ศาลเยอรมนีสั่งอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ลำนี้ กระทำตามอำนาจกฎหมาย เพราะเอกสารลงทะเบียนด้านการบินระบุชัด เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย อีกทั้งศาลเยอรมนีได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว และเห็นว่าเป็นเอกสารถูกต้อง

ขณะที่เมื่อเวลา 19.30 น. นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่ไทยได้ยื่นคำร้องคัดค้านให้ถอนอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวไปยังศาล เยอรมันนั้น ศาลเยอรมันได้พิจารณาเอกสารของฝั่งไทย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บริษัทบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี ของเยอรมัน ยื่นเอกสารมาโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร.

Auch Kronprinzen-Mercedes vor Pfändung?

Flughafen - Auf dem königlichen Flieger klebt bereits der Kuckuck. Droht nun auch dem privaten Mercedes des Kronprinzen von Thailand die Pfändung? Das große Rätsel um ein Diplomatenkennzeichen:

Königliche Kutsche auch bald weg?! (1:10)

Der silberne Mercedes SLK parkt in der Auffahrt des Flughafenhotels "Kempinski", wird abgeschirmt von dunkel gekleideten Herren und einer ganzen Armada schwarzer Limousinen mit getönten Scheiben: Die Bodyguards haben ein waches Auge auf die edle Sportkarosse, die wohl zum Fuhrpark des thailändischen Kronprinzen Maha Vajiralongkorn (58) gehört. Ganz besonders interessant: Quasi über Nacht hat das Fahrzeug, das bisher stets mit einer thailändischen Zulassung gesichtet wurde, ein neues Schild an der Stoßstange hängen: eine deutsche Diplomatennummer.

Der Fuhrpark ihrer Majestät - Damit bleibt der Prinz mobil:

Bereits am Dienstag hatten Behörden im Auftrag eines Insolvenzverwalters am Flughafen München das königliche Flugzeug des thailändischen Kronprinzen versiegeln lassen. Der Grund: Ein jahrelanger Rechtsstreit zwischen einem bayerischen Bauunternehmen und der thailändischen Regierung. Es geht um mehrere Millionen Euro, die das asiatische Land bisher nicht zahlen wollte.

Nun werden Vermutungen laut, der Thailand-Prinz habe in aller Eile an sein Auto ein Konsulatskennzeichen anschrauben lassen, um das wertvolle Gefährt vor dem Zugriff der Beamten zu bewahren. Diplomatenautos genießen im deutschen Straßenverkehr und auch in der hiesigen Rechtssprechung besondere Immunität, eine Sicherstellung ist daher nicht unkompliziert.

In einer Entscheidung des Bundesgerichtshofs (BGH VIIZB8/05) heißt es: "Bei Maßnahmen der Zwangsvollstreckung gegen einen fremden Staat darf nicht auf die seiner diplomatischen Vertretung zur Wahrnehmung ihrer amtlichen Funktion dienenden Gegenstände zugegriffen werden, sofern dadurch die Erfüllung der diplomatischen Tätigkeit beeinträchtigt werden könnte". Ob ein Sportwagen unter diese Regelung fällt, müsste im konkreten Einzelfall entschieden werden.

Doch im Büro des Insolvenzverwalters gibt es scheinbar keine derartigen Bestrebungen. Der geschätzte Wert der bereits am Dienstag gepfändeten Boeing 737, die regelmäßig vom thailändischen Kronprinzen gesteuert und nun im Erdinger Moos festgehalten wird, reicht nach Informationen aus der Neu-Ulmer Kanzlei von Werner Schneider völlig aus: Der geschätzte Wert des Fliegers beläuft sich auf 50 bis 75 Millionen Euro - genug also, um als Sicherungsleistung für die noch ausstehende Forderung herzuhalten.

Der thailändische Königstross ging offenbar dennoch auf Nummer sicher. Wie es aus der zuständigen Münchener Zulassungsbehörde heißt, seien Ummeldungen ausländischer Kennzeichen auf Diplomatennummern "sehr selten". In der Regel würden nur Neufahrzeuge mit den Sonderplaketten beschildert. Erst vor wenigen Tagen wurden der Prinz samt Gefolgschaft noch auf einem bayerischen Erdbeerfeld gesichtet, seine Hohheit ließ ganze 60 Kilo der süßen Frucht in die Autos laden. Mit dabei war auch der silberne Mercedes - damals noch mit thailändischem Kennzeichen.

[afo]

Rubriklistenbild: © fkn

zurück zur Übersicht: Region

เยอรมนีแจง การอายัด 'โบอิ้ง 737' เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการเร่งรัดหนี้

Posted by KwamRak on 15.2011 News

เยอรมนีแจง การอายัด 'โบอิ้ง 737' เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการเร่งรัดหนี้

“วอลเตอร์ บาว” แจง การอายัดเครื่องบินเป็นมาตรการที่จำเป็น “เอพี” ชี้ ปกติเครื่องบินของรัฐบาลจะมีความคุ้มกันทางการฑูต แต่ในกรณีไทยอายัดได้เพราะใช้ส่วนตัว ฝ่ายจนท. เยอรมันเผย ได้เตรียมการอายัดอย่างลับมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว

สืบเนื่องจากการอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นพระราชพาหนะส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทวอลเตอร์ บาว จากคำสั่งของคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพีได้รายงานคำพูดของ โรเบิร์ต วิลเฮล์ม โฆษกของสนามบินมิวนิคว่า ในขณะนี้เครื่องบินลำดังกล่าวถูกศาลสั่งอายัดไว้แล้ว ซึ่งในขณะนี้จอดพักอยู่ที่สนามบินมิวนิค และเนื่องจากการที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เสด็จมาพำนักที่ประเทศเยอรมนีอย่างบ่อยครั้งนั้น ทำให้พระองค์พลอยตกอยู่ในข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานไปโดยปริยาย

ทางโฆษกฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว, อเล็กซานเดอร์ โกร์บิง กล่าวว่า “มาตรการที่รุนแรง” ในการอายัดเครื่องบินของกองทัพอากาศไทยนี้ เป็น “หนทางสุดท้าย” ในการที่จะเร่งรัดเงินค้างชำระ ซึ่งเป็นคำสั่งทางการเงินที่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ตัดสินไว้ในปี 2009

“การตามหาเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นไปอย่างซับซ้อนมาก และแน่นอนว่าต้องทำไปด้วยความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสัญญาณเตือนหลุดออกไป” แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอลเตอร์ บาว กล่าวในแถลงการณ์

เอพีรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ล้มละลายฝ่ายเยอรมนีได้เตรียมการที่จะอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ ยังระบุว่า โดยทั่วไปแล้ว เครื่องบินของรัฐบาลจะมีสถานะทางการทูต ทำให้โดยส่วนใหญ่จะอยู่นอกเหนืออำนาจศาลจากประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขตามนั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อเครื่องบินถูกใช้ในทางการเท่านั้น ซึ่งไม่นับการใช้ในทางส่วนตัว

ทางกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีกล่าวต่อกรณีดังกล่าวว่า “เราเสียใจสำหรับความขัดข้องที่เกิดขึ้นแก่มกุฎราชกุมาร ที่เกิดขึ้นจากการอายัดดังกล่าว” และมิได้ให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม

เอพีรายงานว่า เครื่องบินพระราชพาหนะลำดังกล่าว จอดนิ่งอยู่ในลานสนามบินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และมีรูปที่แสดงถึงคำสั่งศาลที่ระบุว่า “ต่อราชอาณาจักรไทย ที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นผู้แทน” ติดอยู่บนประตูของเครื่องบิน ซึ่งสั่งห้ามไม่ให้มี “การเปลี่ยนแปลง, การนำไปใช้ หรือการลดมูลค่า (ของเครื่องบิน)”

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ลำดังกล่าวซึ่งสร้างขึ้นในปี 1995 น่าจะมีมูลค่าราว 5-6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีที่นั่ง 36 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับเครื่องบินโบอิ้งที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ทั่วไปซึ่งบรรจุที่นั่งราว 189 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ชไนเดอร์ ได้กล่าวด้วยว่า เขาได้ใช้วิธีการอายัดเครื่องบินเพื่อเร่งรัดหนี้เช่นนี้มาแล้วในปี 2005 ในกรุงอิสตันบูล โดยได้อายัดเครื่องบินแอร์บัสของสายการบินมิดเดิ้ลอีสต์ เนื่องมาจากข้อพิพาททางการเงินระหว่างบริษัทวอลเตอร์ บาวและรัฐบาลเลบานอน

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

Posted by KwamRak on 15.2011 News

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

กษิต ภิรมย์” จวกเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการที่ บ.วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ เผยเตรียมไปพบรัฐบาลเยอรมันเพื่อแสดงความกังวล พร้อมยื่นศาลเพื่อให้ถอนอายัด เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินรัฐบาลไทย ยันไม่คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมัน

กษิต” แถลงเยอรมันอายัดเครื่องบิน-ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงกรณีที่ บ.วอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี ซึ่งถือหุ้นใน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ อายัดเครื่องบินไทยซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินนครมิวนิก โดยในเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายกษิต ระบุว่า เยอรมนีดำเนินการอายัดเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย ถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หลังจากที่ทราบข่าวว่า เยอรมนีได้อายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ ในวันที่ 12 ก.ค.54 ทาง นายจริยวัฒน์ สันติบุตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีทันที และตนได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้มีภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็ร้อนใจ และมีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี โทรศัพท์ถึงตน โดยตนได้แจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ตนและคณะ จะเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจามีเป้าหมายสูงสุดให้ถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์โดยเร็วที่สุด

 

เปรยไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวระหว่างไทย-เยอรมัน เล็งห้าม จนท.วอเตอร์บาวน์เข้าไทย

นายกษิต กล่าวว่า ทางการไทยได้ยื่นเอกสารแสดงทะเบียนความเป็นเจ้าของเครื่องบินดังกล่าวไปยัง เยอรมนีแล้ว และมีสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมดำเนินการทางกฎหมายให้กับฝ่ายไทย โดยขอยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพระองค์ แต่การดำเนินการของเยอรมนีเช่นนี้ เป็นความเป็นพลาดอย่างใหญ่หลวง และไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่มีต่อความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี นอกจากนี้ ได้มีการรายงานต่อสำนักราชเลขาธิการ โดยนายกษิต ประกาศไม่ให้ นายเวอร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอเตอร์บาวน์ เข้าประเทศไทยอีก

 

กษิตโทษเป็นเพราะ บ.เยอรมันฟ้องรัฐบาลทักษิณ หลังขวางไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทางโทรลล์เวย์

ด้าน สำนักข่าวไทย ยังระบุด้วยความเห็นของกษิตด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับ บ.วอลเตอร์ บาว ที่ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน

โดย บ.วอลเตอร์ บาว ได้ดำเนินการตามกระบวนการตามอนุสัญญานิวยอร์ก ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2552 จนล่าสุด มีผลตัดสินของศาลเยอรมนีออกมา วันที่ 11 ก.ค. 2554 ยืนยันผลการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ราชอาณาจักรไทยชดใช้เงิน เป็นจำนวน 30 ล้านยูโร และดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2549 เนื่องจากไทยผิดพันธกรณี ทำให้ฝ่ายเจ้าทุกข์สามารถบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหาย

แม้ บ.วอลเตอร์ บาว จะล้มเลิกกิจการไปแล้ว แต่ได้มอบหมายทนายความเป็นผู้จัดจำหน่ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ จึงมีการอายัดเครื่องบินดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับทราบเรื่อง เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 02.00 น. และได้เริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง” นายกษิตกล่าว

 

เผยเตรียมเดินทางไปเบอร์ลินเพื่อถอนอายัด ต่อสู้ทางกฎหมาย

นายกษิตกล่าวว่า รัฐบาลได้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และส่วนตัวได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่อเมริกา ก็ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงโทรศัพท์มาประสานงานแล้ว คืนนี้ตนและคณะจะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบรัฐบาลเยอรมนี แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เป้าหมายแรกที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ การถอนอายัด และเตรียมการต่อสู้ในเรื่องกฎหมายต่อไป เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายเจ้าทุกข์ต่อกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี ซึ่งที่ผ่านมาในการไต่สวน ไม่เคยเรียกฝ่ายไทยไปชี้แจง ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่ได้คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี เราเคารพกระบวนการของเขา เหมือนกับที่เคารพของเรา และหวังว่าเมื่อศาลได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว จะพิจารณาโดยเร็วที่สุด” นายกษิตกล่าว และว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

Posted by KwamRak on 15.2011 News

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

กษิต ภิรมย์” จวกเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการที่ บ.วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ เผยเตรียมไปพบรัฐบาลเยอรมันเพื่อแสดงความกังวล พร้อมยื่นศาลเพื่อให้ถอนอายัด เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินรัฐบาลไทย ยันไม่คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมัน

กษิต” แถลงเยอรมันอายัดเครื่องบิน-ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงกรณีที่ บ.วอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี ซึ่งถือหุ้นใน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ อายัดเครื่องบินไทยซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินนครมิวนิก โดยในเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายกษิต ระบุว่า เยอรมนีดำเนินการอายัดเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย ถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หลังจากที่ทราบข่าวว่า เยอรมนีได้อายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ ในวันที่ 12 ก.ค.54 ทาง นายจริยวัฒน์ สันติบุตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีทันที และตนได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้มีภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็ร้อนใจ และมีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี โทรศัพท์ถึงตน โดยตนได้แจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ตนและคณะ จะเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจามีเป้าหมายสูงสุดให้ถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์โดยเร็วที่สุด

 

เปรยไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวระหว่างไทย-เยอรมัน เล็งห้าม จนท.วอเตอร์บาวน์เข้าไทย

นายกษิต กล่าวว่า ทางการไทยได้ยื่นเอกสารแสดงทะเบียนความเป็นเจ้าของเครื่องบินดังกล่าวไปยัง เยอรมนีแล้ว และมีสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมดำเนินการทางกฎหมายให้กับฝ่ายไทย โดยขอยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพระองค์ แต่การดำเนินการของเยอรมนีเช่นนี้ เป็นความเป็นพลาดอย่างใหญ่หลวง และไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่มีต่อความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี นอกจากนี้ ได้มีการรายงานต่อสำนักราชเลขาธิการ โดยนายกษิต ประกาศไม่ให้ นายเวอร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอเตอร์บาวน์ เข้าประเทศไทยอีก

 

กษิตโทษเป็นเพราะ บ.เยอรมันฟ้องรัฐบาลทักษิณ หลังขวางไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทางโทรลล์เวย์

ด้าน สำนักข่าวไทย ยังระบุด้วยความเห็นของกษิตด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับ บ.วอลเตอร์ บาว ที่ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน

โดย บ.วอลเตอร์ บาว ได้ดำเนินการตามกระบวนการตามอนุสัญญานิวยอร์ก ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2552 จนล่าสุด มีผลตัดสินของศาลเยอรมนีออกมา วันที่ 11 ก.ค. 2554 ยืนยันผลการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ราชอาณาจักรไทยชดใช้เงิน เป็นจำนวน 30 ล้านยูโร และดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2549 เนื่องจากไทยผิดพันธกรณี ทำให้ฝ่ายเจ้าทุกข์สามารถบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหาย

แม้ บ.วอลเตอร์ บาว จะล้มเลิกกิจการไปแล้ว แต่ได้มอบหมายทนายความเป็นผู้จัดจำหน่ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ จึงมีการอายัดเครื่องบินดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับทราบเรื่อง เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 02.00 น. และได้เริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง” นายกษิตกล่าว

 

เผยเตรียมเดินทางไปเบอร์ลินเพื่อถอนอายัด ต่อสู้ทางกฎหมาย

นายกษิตกล่าวว่า รัฐบาลได้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และส่วนตัวได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่อเมริกา ก็ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงโทรศัพท์มาประสานงานแล้ว คืนนี้ตนและคณะจะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบรัฐบาลเยอรมนี แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เป้าหมายแรกที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ การถอนอายัด และเตรียมการต่อสู้ในเรื่องกฎหมายต่อไป เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายเจ้าทุกข์ต่อกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี ซึ่งที่ผ่านมาในการไต่สวน ไม่เคยเรียกฝ่ายไทยไปชี้แจง ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่ได้คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี เราเคารพกระบวนการของเขา เหมือนกับที่เคารพของเรา และหวังว่าเมื่อศาลได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว จะพิจารณาโดยเร็วที่สุด” นายกษิตกล่าว และว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว

อายัด ‘โบอิ้ง 737’ ที่มิวนิค อ้างทวงหนี้ดอนเมืองโทลล์เวย์

Posted by KwamRak on 14.2011 News

อายัด ‘โบอิ้ง 737’ ที่มิวนิค อ้างทวงหนี้ดอนเมืองโทลล์เวย์

13 ก.ค. 54 สื่อและสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก อาทิ บีบีซี รอยเตอร์ นิวยอร์กไทมส์ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้สินของบริษัทสัญชาติเยอรมัน วอลเตอร์ บาว (Walter Bau AG)

ทั้งนี้รายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ให้รายละเอียดว่าเครื่องบินลำดังกล่าวถูกอายัดเนื่องมาจากข้อเรียกร้องทางการเงินที่มีต่อรัฐไทย โดยเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้ของบริษัทในเยอรมันเมื่อวันอังคาร (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ามาจากความพยายามเร่งรัดการทวงหนี้ในส่วนของบริษัทวอลเตอร์ บาว ซึ่งถือหุ้นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัททางยกระดับดอนเมือง ซึ่งสร้างและดำเนินการทางด่วนยกระดับจากตัวเมืองกรุงเทพฯ เชื่อมต่อสนามบินดอนเมือง และต่อมาบริษัทวอลเตอร์ บาวล้มละลายในปี 2548 เจ้าหน้าที่จึงพยายามเร่งรัดหนี้ดังกล่าวให้กับเจ้าหนี้ โดยการเรียกร้องสินไหมต่อประเทศไทย สืบเนื่องจากการเปลี่ยนเงื่อนไขของข้อสัญญาในการสร้างทางด่วนและการปฏิเสธการขึ้นค่าทางด่วนในปี 2547  ในสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุให้ทำให้โครงการดังกล่าวขาดทุน

ในปี 2552 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำสั่งให้ประเทศไทยจ่ายเงินจำนวน 29.2 ล้านยูโรเป็นค่าชดเชย พร้อมค่าปรับ 1.98 ล้านยูโรเป็นค่าละเมิดสัญญา (การตัดสินใจและความเป็นมาที่เป็นปัญหาของโครงการทางยกระดับสนามบินดอนเมือง สามารถอ่านได้ที่นี่) ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมรับผลการตัดสินดังกล่าว และตัดสินใจสู้คดี โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ซึ่งรายงานของ ‘แอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาร์แชล’ ระบุว่า “เพื่อฝังกลบประเด็นดังกล่าวด้วยระบบราชการที่ยืดยาดและไม่มีวันจบสิ้น”

รายงานของอดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ผู้นี้ระบุว่า เหตุพิพาทดังกล่าวและคำสั่งให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าชดเชยโดยคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นเหตุให้ผู้ตรวจการทางการเงินของเอาส์เบอร์ก (Ausburg) แวร์เนอร์ ชไนเดอร์ (Werner Schneider) ซึ่งดูแลเรื่องการล้มละลายของวอลเตอร์ บาว ตัดสินใจทำการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าวเพื่อเป็นมาตรการบังคับให้ประเทศไทยจ่ายหนี้ที่ค้างชำระ 

ทั้งนี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกองทัพอากาศไทยถูกอายัดที่สนามบินมิวนิค ถูกนำเสนอในหน้าหนึ่งของเว็บไซต์สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดังหลายแห่ง โดยระบุด้วยว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงใช้เป็นการส่วนพระองค์ และย้ำว่าหนี้ดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นิวยอร์กไทม์ รายงานคำสัมภาษณ์ของนายธานี ทองภักดี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศซึ่งยอมรับว่า มีการอายัดพระราชพาหนะลำดังกล่าวจริง แต่พระราชพาหนะดังกล่าวเป็นของส่วนพระองค์ ไม่ใช่ของรัฐบาลไทยตามที่สื่อมวลชนเข้าใจ และการกระทำครั้งนี้ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง