เปิดใจ 'แอนดรูว์ เอ็ม มาร์แชล' ทำไมลาออกรอยเตอร์หันมารายงาน ‘ความลับ’ ในการเมืองไทย

Posted by KwamRak on 23.2011 บทความน่าอ่าน

เปิดใจ 'แอนดรูว์ เอ็ม มาร์แชล' ทำไมลาออกรอยเตอร์หันมารายงาน ‘ความลับ’ ในการเมืองไทย

แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ผู้กุมข้อมูลวิกิลีกส์เรื่องเมืองไทยเปิดใจ เป็นหน้าที่ในฐานะสื่อและในฐานะมนุษย์ที่ต้องเผยแพร่ให้คนไทยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ระบุ สยามเมืองยิ้มเป็นแค่เทพนิยาย แต่ความจริงไทยคือดินแดนแห่งความลับ นายทหาร และข้าราชบริพารบ่อนทำลายประชาธิปไตย โดยอ้างว่ากระทำการในนามของราชสำนัก

แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ( Andrew MacGregor Marshall) เป็นผู้สื่อข่าวสังกัดรอยเตอร์มากว่า 17 ปี และตัดสินใจลาออกจากรอยเตอร์หลังจากขาประสงค์จะเผยแพร่ข้อมูลจากวิกิลีกส์ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยถึง 3,000 ฉบับ โดยเขาเริ่มเขียนรายงานเชิงวิเคราะห์จากข้อมูลในเอกสารลับของทางการสหรัฐ โดยเผยแพร่ผลงานชิ้นแรกพร้อมๆ กับที่เว็บไซต์ไทยเคเบิลก็ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยที่รั่วไหลจากทางการสหรัฐมาจำนวนหลายสิบฉบับในเช้าวันนี้ (23 มิ.ย.)

รายงานขนาดยาววิเคราะห์การเมืองไทยเรื่อง ไทย: ห้วงยามแห่งความจริง (Thailand: Moment of Truth) มีทั้งหมด 4 ตอน โดยตอนแรก ซึ่งเผยแพร่เช้าวันนี้ มีเนื้อหา 108 หน้า เขายกเอาภาษิตไทยมาอ้างไว้ในงานเขียนหน้าแรกว่า

“ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”

Andrew MacGregor Marshall: Why I decided to jeopardise my career and publish secrets

ที่มา: The Independent

 

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมทำงานหนักกว่า 16 ชั่วโมงต่อวันโดยที่ไม่ได้รับค่าจ้าง เพื่อเขียนเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการพูดถึงในวงกว้าง เป็นเรื่องราวที่ผมแลกมาด้วยการลาออกจากรอยเตอร์ งานที่ผมรักอย่างยิ่งและทำมากว่า 17 ปี เมื่อเรื่องนี้ได้รับการนำเสนอ ผมก็คงเสียโอกาสที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศที่ผมชอบมากในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพราะว่ามีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งแม้จะเล็กน้อย แต่ก็เป็นจริงนั่นก็คือผมจะต้องเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และคนจำนวนหนึ่งที่ผมนับถือในฐานะเพื่อนก็อาจจะรู้สึกหวาดหวั่น และอาจจะไม่พูดกับผมอีก

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบก็คือ -อย่างไม่น่าเชื่อ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในศตวรรษที่ 21 นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเมื่อคุณพยายามที่จะพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่ทันสมัยและเปิดกว้างอย่างประเทศไทย

ประเทศไทยอ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยอ้างว่าปกครองในระบอบ กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy), ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีพระชนมายุ 83 พรรษา ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน ไม่ทรงมีบทบาทในทางการเมือง แต่ทรงเป็นผู้ชี้แนะทางศีลธรรมจรรยา

ไม่เป็นที่สงสัยเลยถึงความเคารพรักเทิดทูนที่ประชาชนไทยมีต่อกษัตริย์ของพวกเขา แต่เรื่องเศร้าของประเทศไทยก็คือว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นายทหารและข้าราชบริพารได้บ่อนทำลายประชาธิปไตยโดยอ้างว่ากระทำการในนามของราชสำนัก

ประเทศไทยนั้นถอยหลังเข้าสู่ลัทธิเผด็จการและการกดขี่ และเครื่องบ่งชี้อย่างตายตัวก็คือ แม้แต่การพูดถึงอุดมการณ์ชนิดนี้ก็ผิดกฎหมายแล้ว

ไทยเป็นประเทศที่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรุนแรงที่สุดในโลก การหมิ่นประมาทใดๆ ต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินิ  หรือองค์รัชทายาท มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี การใช้กฎหมายดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหาร 2549 นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ได้รับการยอมรับจำนวนหนึ่งถูกฟ้องร้องด้วยกฎหมายนี้ ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทย-อังกฤษ ก็อยู่ระหว่างลี้ภัยในลอนดอนเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทราชสำนัก

ผมอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2543 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายข่าวของรอยเตอร์ สำนักงานสาขากรุงเทพฯ ผมตกหลุมรักในความงามของวัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเปี่ยมสุขและอบอุ่นของผู้คนอย่างรวดเร็ว ที่นี่ดูไม่เหมือนประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การกดขี่ ทว่าสิ่งที่เห็นนั้นต่างจากสิ่งที่เป็น เรื่องบอกเล่าอย่างเป็นทางการว่าที่นี่คือ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” คือเทพนิยาย ประเทศไทยคือประเทศแห่งความลับ

คนไทยจำนวนมากวาดภาพ XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX ไปในทางหวาดกลัว ส่วน XXX XXXXXX ดูเหมือนว่าจะมีระยะห่างกับประชาชนมากกว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ และคนจำนวนหนึ่งก็เข้าใจว่า มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายขวาสุดโต่ง “เสื้อเหลือง” ซึ่งยึดสนามบินเมื่อปี 2551 และไม่ว่าอย่างไรก็ถูกใช้เป็นข้ออ้างต่อการโค่นรัฐบาลขณะนั้น กองทัพนั้นก็ใช้กฎหมายจัดการอย่างต่อเนื่องกับการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทอันร้ายกาจของตนที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย

สื่อมวลชนภายในประเทศไม่สามารถรายงานสิ่งเหล่านี้ได้เลย และสื่อต่างประเทศก็เซนเซอร์ตัวเองอย่างชัดแจ้ง สื่อมวลชนจำนวนมากหันมาใช้วิธีบอกเป็นนัยๆ เมื่อต้องนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทย เช่นประวิตร โรจนพฤกษ์ หนึ่งในผู้สื่อข่าวที่ดีที่สุดคนหนึ่งของไทยเขียนในรายงานของเขาเดือนนี้ โดยใช้คำว่า “มือที่มองไม่เห็น”, “อำนาจพิเศษ”, “อำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้” ถ้อยคำเหล่านี้ถูกเอ่ยอ้างโดยประชาชน สื่อ และนักการเมืองบ่อยขึ้นในช่วงเวลาไม่นานมานี้ เมื่อพวกเขาอภิปรายเกี่ยวกับการเมืองไทย และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

3 เดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสเข้าถึง “ช่องทาง” ข้อมูลลับของทางการสหรัฐ ที่พลทหารแบรดลีย์ แมนนิง ดาวโหลดเก็บไว้ระหว่างที่ประจำการอยู่ในอิรัก มีเอกสารมากกว่า 3,000 ฉบับที่เกี่ยวกับประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างจากการรายงานส่วนใหญ่ในบรรดาข่าวเกี่ยวกับประเทศแห่งนี้ก็คือ ในเอกสารลับเหล่านั้น ไม่พูดอ้อมค้อมเมื่อกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ เมื่อผมได้อ่าน ผมก็ได้ตระหนัก 2 ประการคือ เอกสารเหล่านี่จะช่วยปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทย และประการที่สองคือ ผมไม่มีทางที่จะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ได้หากอยู่ในฐานะผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์

รอยเตอร์จ้างพนักงานชาวไทยมากกว่า 1,000 คน ความเสี่ยงที่จะเกิดกับพวกเขาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในระยะเวลา 17 ปีที่ผมทำงานกับรอยเตอร์ ผมได้พบกับความขัดแย้งหลายอย่าง ผมใช้เวลา 2 ปีในแบกแดดในตำแหน่งหัวหน้าสำนักสาขา ขณะที่อิรักตกอยู่ในสถานการณ์สงครามกลางเมือง เพื่อนร่วมงานหลายคนถูกฆ่าตาย ผมภูมิใจเสมอมาที่ได้ทำงานให้รอยเตอร์ และเมื่อผมได้รับคำอธิบายว่างานของผมตีพิมพ์ไม่ได้ ผมก็เข้าใจ

แต่ผมก็ไม่สามารถจะเลิกล้มหรือเพิกเฉยต่อความจริงเกี่ยวกับประเทศไทย ประชาชนไทยสมควรที่จะมีสิทธิรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขาเองโดยปราศจากความกลัว ผมลาออกจากรอยเตอร์ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อผมเริ่มเผยแพร่บทความของผมเพื่อใครก็ได้ที่ต้องการอ่าน

วันนี้ ผมได้ทำแล้ว ผมกลายเป็นอาชญากรแล้วในประเทศไทย เสียใจอย่างที่สุดที่ผมไม่อาจกลับไปยังประเทศที่น่าอัศจรรย์เช่นนั้นได้อีก แต่ผมจะเสียใจยิ่งกว่าหากว่ามีโอกาสที่จะบอกความจริงแล้วกลับล้มเหลวที่จะใช้โอกาสนั้น มันคือหน้าที่ของสื่อมวลชน และหน้าที่ของมนุษย์ที่จะทำให้ดียิ่งกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ผมเผยแพร่ผลงานของตนเอง

 

แอนดรูว มาร์แชลล์: คำสาปของเพชรสีน้ำเงิน

Posted by KwamRak on 14.2010 บทความน่าอ่าน

แอนดรูว มาร์แชลล์: คำสาปของเพชรสีน้ำเงิน

 
สุภัตรา ภูมิประภาส แปลจาก “The curse of the blue diamond” by Andrew Marshall on Sep 22, 2010 12:59
 
 
 
เรื่องราวซับซ้อนอันยาวนานสองทศวรรษของการขโมย การปลอมแปลง การไร้ความสามารถ การทุจริต และการฆาตกรรม ที่กลับเข้ามาสู่ความสนใจของสาธารณชนในเดือนนี้ นำความเสียหายกลับมาสู่เศรษฐกิจของประเทศไทย ความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และโอกาสของการสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยที่มีมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่
 
มันเป็นเรื่องที่เผยให้เห็นถึงการจัดการเกี่ยวกับการทุจริตซึ่งไม่ถูกควบคุมของตำรวจไทย ความอ่อนแอของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในการเผชิญกับกลุ่มผลประโยชน์ที่มีสิทธิอำนาจชอบธรรมอันต้องได้รับการปกป้อง และวิธีการงุ่มง่ามของข้าราชการไทยจำนวนมากเมื่อพยายามที่จะปลดชนวนวิกฤต
 
เรื่องนี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2532 เมื่อเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยที่มีหน้าที่ทำความสะอาดในพระราชวังแห่งหนึ่งของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด แห่งซาอุดิอาระเบีย (Prince Faisal bin Fahd) ลอบเข้าไปขโมยเครื่องเพชรและอัญมณีซึ่งรวมทั้งเพชรสีนำเงินอันลือลั่นจากห้องนอนของเจ้าหญิง แล้วซุกซ่อนไว้ในถุงเครื่องดูดฝุ่น และส่งโดย DHL มายังประเทศไทย จากนั้นเขาก็หนีออกจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อกลับมาถึงบ้านที่จังหวัดลำปางในภาคเหนือของประเทศไทย เขาพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะจัดการปล่อยของที่ขโมยมาทั้งชุด และเขาเริ่มแยกขายแต่ละชิ้นด้วยราคาเพียงไม่กี่ดอลลาร์ สันติ ศรีธนะขันธ์ พ่อค้าเพชรรู้ข่าวและเรื่องที่เกิดขึ้นจึงได้รับซื้อเครื่องเพชรทั้งหมดไว้ด้วยราคาที่ไม่อาจเทียบได้กับมูลค่าของมัน
 
ในเวลาใกล้เคียงกัน ฝ่ายราชวงศ์ซาอุฯรับรู้ว่าเครื่องเพชรได้ถูกขโมยไปและได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ไทยทราบ ทีมตำรวจไทยนำโดย พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ทำการจับกุมตัวเกรียงไกรได้อย่างรวดเร็ว แกะรอยไปถึงสันติ และแถลงว่าทางตำรวจได้พบของที่ถูกขโมยมาทั้งหมดแล้ว เกรียงไกรถูกพิพากษาลงโทษจำคุกเจ็ดปี เขารับโทษอยู่สามปีก่อนถูกปล่อยตัวเพราะรับสารภาพ ชลอนำคณะตัวแทนบินไปซาอุฯเพื่อคืนของทั้งหมดให้เจ้าชายไฟซาล
 
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความผิดพลาดอย่างเลวร้ายต่อชื่อเสียงของตำรวจไทยและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับซาอุดิอาระเบีย
 
ทางซาอุฯตรวจพบได้อย่างรวดเร็วว่าเครื่องเพชรที่ถูกนำมาคืนทั้งหมดนั้นเป็นของปลอม - โดยการทำเทียมขึ้นมาให้เหมือนของจริงและเพชรสีน้ำเงินได้หายไป
 
ด้วยความไม่วางใจตำรวจไทยอย่างเห็นได้ชัด ทางซาอุฯได้ส่ง มูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ (Mohammad al-Ruwaili) นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ซาอุฯมากรุงเทพฯเพื่อที่จะสางปมคดีนี้
 
เดือนกุมภาพันธ์ 2533 คำสาบได้ปลิดชีวิตแรก กงสุลซาอุฯถูกยิงตายในกรุงเทพฯ ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุฯอีกสองคนถูกลอบสังหารเสียชีวิต ในเดือนเดียวกัน รูไวรี่หายตัวไป ไม่มีใครได้เห็นเขาอีก เชื่อกันว่าเขาถูกสังหารแล้วเช่นกัน คดีฆาตกรรมทั้งสี่คนยังคงไม่ถูกทำให้กระจ่าง
 
ทางซาอุฯสงสัยว่าตำรวจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการฆาตกรรมทั้งหมด รัฐบาลซาอุฯได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย และได้แต่งตั้ง โมฮัมเหม็ด ซาอิด โคจา (Mohammed Said Khoja) อุปทูตที่พูดจาขวานผ่าซากมาสืบค้นข้อเท็จจริงที่กรุงเทพฯ โคจาสรุปว่าชาวซาอุดิอาระเบียทั้ง 4 คนได้ค้นพบข้อมูลสำคัญว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพชรและถูกฆ่าปิดปาก เริ่มมีข่าวลือแพร่กระจายในประเทศไทยว่ามีคนเห็นภรรยาของบุคคลในกลุ่มผู้ที่มีอำนาจมากในประเทศใส่เพชรซาอุฯที่หายไป
 
เรื่องนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2534 ประเทศซาอุดิอาระเบียได้ยกเลิกการออกใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานไทยหลายหมื่นคน และยุติการออกวีซ่าไปทำงานให้กับคนไทย ตัวเลขจำนวนคนงานไทยในซาอุดิอาระเบียดิ่งลงจาก 150,000 คนในปี 2532 จนเหลือน้อยกว่า 10,000 คน
 
เดือนสิงหาคม 2537 สันติ พ่อค้าเพชรที่เชื่อกันว่าเป็นคนสับเปลี่ยนเพชรปลอมแทนของจริง ถูกลักพาตัวและถูกทรมานโดยคำสั่งของ พล.ต.ท.ชลอ ไม่นานหลังจากนั้น ภรรยาและบุตรชายวัย 14 ปีของเขาถูกพบเป็นศพในรถเมอร์ซิเดสเบ๊นซ์ที่พังเสียหายอยู่บนถนนสายหลักนอกกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ชันสูตรพลิกศพแถลงว่าทั้งสองเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน แต่ปรากฎอย่างรวดเร็วว่ามันกลายเป็นเรื่องที่ตำรวจโกหกอย่างชัดเจน – เหยื่อทั้งสองถูกฆาตกรรมโดยถูกตีที่หัว และมีความพยายามอย่างลวกๆที่จะทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องอุบัติเหตุ
 
ชลอถูกดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรมภรรยาและบุตรชายของสันติ ในระหว่างการพิจารณาคดีมีชาย 4 คนสารภาพว่าได้ทำการฆาตกรรมตามคำสั่งของตำรวจ และตำรวจพยายามขู่เอาเงิน 2.5 ล้านบาท จากพ่อค้าเพชรเป็นค่าไถ่ตัว ชลอถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดจริงและถูกลงโทษประหารชีวิต  แต่ยังไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้น ในปี 2549 ชลอถูกพิพากษาอีกด้วยว่ามีความผิดฐานรับเพชรที่ถูกขโมยไว้ในครอบครอง
 
 
 
รูปจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ตอนชลอถูกนำตัวจากคุกไปฟังคำพิพากษา :
 
ในขณะนั้น เรื่องราวดำเนินไปอย่างมืดมน สันติและชลอไม่ยอมเปิดเผยสิ่งที่พวกเขารู้ ทำให้เกิดน้ำหนักกับข้อสงสัยที่กระจายไปอย่างกว้างขวางว่าเครื่องเพชรตกอยู่ในมือของบุคคลบางคนที่มีอำนาจมากที่จะปกปิดความจริง ชลอยังคงอยู่ในคุก โดยมีรายงานว่าเขากำลังจัดตั้งวงดนตรีและบันทึกอัลบั้มเพลงชุด “Jailhouse Rock” ของเอลวิส
 
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียยังคงตึงเครียด แม้ว่าจะมีความพยายามเป็นระยะๆที่จะแก้ไขปัญหานี้ ปีที่แล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษของไทยได้แถลงอย่างเร่งด่วนว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะฟ้อง “ชาวอาหรับ” ชื่อ อาบู อาลี (Abu Ali) ในข้อหาฆาตกรรมหนึ่งในนักการทูตซาอุฯและอ้างแบบค่อนข้างทำให้เกิดความงุนงงด้วยว่าเพชรสีน้ำเงินนั้นอาจไม่เคยมีอยู่ ในตะวันออกกลางนั้นมีคนเป็นล้านที่เรียกตัวเองว่า อาบู อาลี – มันไม่ใช่แม้แต่จะเป็นชื่อจริง แต่เป็นวิธีที่พูดถึงผู้ชายที่มีลูกชายชื่ออาลี ความก้าวหน้าแบบทึกทักเอาเองของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ได้สร้างความพอใจให้กับทางซาอุฯเลย
 
ปีนี้  ซึ่งคดีกำลังจะหมดอายุความ 20 ปีนั้น มีความคืบหน้าที่แท้จริงเกิดขึ้น – สำนักงานอัยการสูงสุดสั่งฟ้องนายตำรวจอาวุโส พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เชียงใหม่ด้วย ในข้อหาฆาตกรรมรูไวลี่ ตำรวจอีก 4 นายถูกสั่งฟ้องด้วย ทั้งห้าคนอยู่ระหว่างการรอถูกดำเนินคดี
 
การสั่งฟ้องเป็นความคืบหน้าเล็กๆที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯดีขึ้น จนมาถึงปลายเดือนที่แล้วเมื่อประเทศไทยสร้างรอยบากให้การทูตชนิดเตะลูกเข้าประตูตัวเองด้วยการประกาศแต่งตั้งสมคิดเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
 
ไม่น่าแปลกใจที่สถานทูตซาอุฯมีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราดต่อการแต่งตั้งสมคิด :
 
สถานทูตฯมีความกังวลอย่างยิ่งยวดที่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องในคดีนี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในลักษณะที่อาจกระทบการดำเนินการทางกฏหมายต่อจำเลย...
 
เนื่องจากความกังวลที่สำคัญยิ่งเหล่านี้ อาจกระทบอย่างรุนแรงต่อความอุตสาหะพยายามทั้งปวงในปัจจุบันของทั้งสองประเทศในอันที่จะแก้ไขปัญหาคาราคาซังที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองประเทศ
 
แน่นอน รัฐบาลไทยต้องคาดคะเนได้ถึงพายุนี้แต่เห็นว่ามันโหมกระหน่ำอยู่ในทะเล...... อภิสิทธิ์ และรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ รีบให้ความมั่นใจกับสื่อมวลชนไทยว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นอีกประเด็นที่สร้างความวิบัติกับความสัมพันธ์ทางการทูตและความตึงเครียดนี้จะลดลงเมื่อทางซาอุฯได้รับฟังคำชี้แจงเรื่องทั้งหมดอย่างถูกต้อง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้พยายามที่จะทำให้เรื่องทั้งหลายผ่อนคลายลงด้วยการอ้างเหตุผลที่พิลึกพิลั่นว่าที่จริงแล้วการแต่งตั้งสมคิดนั้นเป็นการลดอำนาจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น  (The Nation) รายงานข่าวว่า:
 
ผู้บัญชาการตำรวจฯกล่าวว่าเขาจะบอกกับนักการทูตซาอุฯด้วยว่า หากจะพิจารณาให้ดี การเลื่อนตำแหน่งของสมคิดนั้นทำให้อำนาจบังคับบัญชาของเขาลดลง เพราะตำแหน่งของผู้บัญชาการตำรวจภาคฯนั้นตามที่เห็นกันอยู่ว่ามีอำนาจมากกว่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
 
ขณะที่สุเทพกล่าวว่าเขาจะส่งจดหมายไปให้ทางซาอุฯเพื่อแจกแจงประเด็นดังกล่าวและปลดชนวนปัญหา กษิตได้พบกับ นาบิล อัชรี (Nabil Ashri) อุปทูตซาอุฯ และแถลงว่าเขาได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีจดหมาย ทางฝ่ายซาอุฯยังคงโกรธเกรี้ยว อภิสิทธิ์กล่าวว่าทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะเตรียมชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งจะยุติข้อกังวลของทางซาอุฯแต่ต้องใช้เวลานานเพราะต้องแปลอย่างระมัดระวัง: “การแปลล่าช้าเพราะต้องทำให้เกิดความแน่ใจในความถูกต้องของข้อความมากที่สุด การตีความใดๆที่ผิดจะมีผลให้เกิดความซับซ้อนยิ่งขึ้น”
 
ดูเหมือนว่าการแปลดังกล่าวนี้จะต้องยากมากเกินไปกว่าที่จะทำให้ลุล่วงได้ สัปดาห์ที่แล้วอภิสิทธิ์ได้พบกับอุปทูตอัชรีด้วยตัวเอง เพราะ (ตามรายงานข่าวของ Bangkok Post) “เป็นการชี้แจงประเด็นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าผ่านเอกสาร” รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุว่า “ตามคำบอกเล่าของอภิสิทธิ์ ดูเหมือนว่าอุปทูตซาอุฯได้รับข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับเรื่องนี้”
 
อัชรีไม่ยอมทนกับรายงานข่าวนี้ วันที่ 19 กันยายน เขาได้ออกแถลงการณ์ที่กราดเกรี้ยวโจมตีเจ้าหน้าที่ไทย:
 
นายนาบิล อัชรี มีความประหลาดใจต่อรายงานข่าวที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับการพบปะดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรีไทยที่ให้ภาพว่าอุปทูตซาอุฯมีข้อมูล “ไม่ครบถ้วน” และตามคำกล่าวอ้างของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ดูเหมือนว่าเขา [อัชรี] “มีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับประเด็น” การเลื่อนขั้นของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม
 
นายนาบิล อัชรี ย้ำว่าภารกิจที่สำคัญที่สุดของเขาที่นี่คือเป็นตัวแทนรัฐบาลในการติดตามความคืบหน้าของคดีซาอุฯที่ค้างคาอยู่จากรัฐบาลไทย โดยระบุว่าความจริงเขามีข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนตำแหน่งของหนึ่งในผู้ต้องหาในคดีการหายตัวและการฆาตกรรมนักธุรกิจซาอุฯ ในแถลงการณ์อ้างถึงคำพูดของอุปทูตซาอุฯว่า “ผมมีข้อมูลครบถ้วน ไม่ใช่ ข้อมูลไม่ครบ” ตามคำแถลงของอุปทูตซาอุฯ บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่เขาพบเท่าที่ผ่านมาได้ให้ข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละครั้งหรืออ้างถึงกฎหมายที่แตกต่างกันในการพยายามอธิบายประเด็นดังกล่าวนี้กับเขา
 
ขณะที่ข้อพิพาทขยายตัวมากขึ้น มีความกังวลเกิดขึ้นว่าทางซาอุฯจะโน้มน้าวให้ประเทศมุสลิมอื่นๆลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย หรือจะตัดโควต้าชาวไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปร่วมพิธีหัจญ์ ในที่สุด วันนี้สมคิดประกาศว่าเพื่อผลประโยชน์ในความสัมพันธ์กับประเทศซาอุฯ เขาจะไม่ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าว
 
รองนายกรัฐมนตรีสุเทพยอมรับ “การเสียสละ”ของสมคิด และกล่าวเสริมว่า “การตัดสินใจของเขา [สมคิด] จะทำให้การแก้ปัญหาระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียง่ายขึ้น”
 
แต่แน่นอน ปัญหาทั้งหมดยังอยู่ห่างไกลจากการแก้ไข และขณะที่การตัดสินใจของสมคิดในการปฏิเสธการแต่งตั้งดังกล่าวได้ขจัดสถานการณ์ที่ความรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นและควบคุมไม่ได้นั้นออกไป เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นไปแล้วต่อความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหาระหว่างสองประเทศ และมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปทำให้เป็นปัญหาความสัมพันธ์ไทยกับโลกอาหรับ
 
ตำนานเรื่องนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับประเทศไทย? ประการแรก มันอธิบายขอบเขตที่น่าตระหนกตกใจของการทำผิดกฎหมายในแวดวงตำรวจไทย  ตามที่นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ (The Economist) ชี้ไว้ในบทความปี 2551 “ในคดีอาชญากรรมที่กระตุ้นความสนใจมากที่สุดของประเทศไทย บ่อยครั้งที่ผู้ต้องสงสัยที่สำคัญที่สุดคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยได้ทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่าพวกเขายังอยู่ห่างไกลกับการที่จะลดการก่ออาชญากรรมมากกว่าที่จะแก้ปัญหาอาชญกรรม คนไทยจำนวนมากได้พัฒนาการยอมรับเชิงอิดหนาระอาใจต่อพฤติกรรมของตำรวจและไม่ค่อยจะประหลาดใจแม้ในเรื่องทุจริตต่างๆที่โจ่งแจ้งและน่าขนลุก แต่เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นรื่องเพชรซาอุที่อื้อฉาวนั้น บ่อยครั้งที่ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อภาพพจน์และผลประโยชน์ของชาติ ประเทศไทยมีตำรวจท่องเที่ยวเป็นหน่วยพิเศษที่ตั้งขึ้นโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติได้มีช่องทางเล็กๆในการติดต่อกับตำรวจปกติทั่วไปเท่าที่เป็นไปได้- [ไม่เช่นนั้นแล้ว] ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งหัวใจของประเทศคงจะน่าขนลุกทีเดียว ตามที่นิตยสาร ดิ อิโคโนมิสต์ เขียนไว้ในบทความว่า:
 
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากองตำรวจของประเทศไทยไม่ได้แย่ที่สุดในโลก: มันมีความสุจริตอยู่บ้าง และมีพนักงานสอบสวนที่มีความสามารถ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงพอสมควรเช่นนี้ บันทึกประวัติอาชญากรรมของตำรวจเลวร้ายมาก...
 
การปฏิรูปตำรวจที่อื่นๆโดยทั่วไปสำเร็จได้เฉพาะแต่ในประเทศที่มีผู้นำทางการเมืองที่ปราศจากมลทินและมีจิตใจเพื่อสาธารณะใช้อำนาจผลักดันให้เกิดขึ้น เมื่อไรประเทศไทยถึงจะมีผู้นำแบบนี้?
 
ประการที่สอง ความพยายามที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงและแม้แต่ตัวอภิสิทธิ์เองในการพูดหาทางออกของวิกฤติตามแบบที่คุ้นเคย อภิสิทธิ์และรัฐมนตรีอาวุโสย้ำวลีเดียวกันกับที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยใช้ในทุกสถานการณ์ – ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดเพราะคนที่วิจารณ์รัฐบาลไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์, สาเหตุส่วนหนึ่งจากความซับซ้อนของกฎหมายและลักษณะเฉพาะของประเทศไทย และปัญหาทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขเมื่อพวกเขาได้รับฟังคำอธิบายเรื่องต่างๆแล้ว  คำอธิบายที่เป็นคำมั่นสัญญานี้ยากที่จะกลายเป็นจริง
 
คำอธิบายที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลที่คล้ายคลึงกันมากถูกใช้เมื่อรัฐบาลพยายามที่จะขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่ยึดพื้นที่ต่างๆในกรุงเทพฯเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคมนำไปสู่การนองเลือดบนถนนในเมืองหลวงและทำให้เกิดความห่วงใยจากนานาชาติ รัฐบาลกล่าวว่านักวิจารณ์ชาวต่างชาติมีความเข้าใจผิดอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่ซับซ้อน แต่พวกเขาจะเข้าใจเมื่อได้รับคำอธิบายถึงเรื่องต่างๆ มันเป็นกลยุทธที่ไม่ใช่เพียงถูกจำกัดอยู่กับรัฐบาลปัจจุบัน – ศัตรูคู่แค้นของอภิสิทธิ์, อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยจัดการกับเรื่องที่เป็นข้อโต้เถียงด้วยวิธีการแบบเดียวกัน และหากพิจารณาถึงสื่อมวลชนที่เฉื่อยชามากของประเทศไทยและข้อเท็จจริงที่ระบบการศึกษาและค่านิยมต่างๆของสังคมนั้นไม่ได้ส่งเสริมให้มีการตั้งคำถามกับผู้บริหาร, บ่อยครั้งที่ข้าราชการไทยไม่ถูกลงโทษเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศ เป็นเรื่องยากกว่าที่จะทำให้ชาวต่างชาติเชื่อคำอธิบายที่ไม่เป็นเหตุผลเช่นนั้น – เช่นที่แถลงการณ์ของอุปทูตซาอุฯ ระบุว่า:
 
นายอัชรีอ้างถึงการแสดงความเห็นต่างๆของเจ้าหน้าที่ไทยในสื่อที่แสดงเหตุผลในการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม และกล่าวอ้าง โดยไม่มีคำอธิบายที่มากกว่าความซับซ้อนและกฎหมายต่างๆและกฎระเบียบจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งครั้งนี้, และกล่าวว่า “ความเห็นของผมในเรื่องความซับซ้อนเหล่านี้และกฎหมายต่างๆที่เจ้าหน้าที่ไทยได้อ้างถึงในการแก้ต่างให้กับการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งของนายสมคิด คือ โดยทั่วไปกฎหมายทุกฉบับถูกร่างและนำมาใช้โดยความเห็นชอบของสาธารณชน ดังนั้น ผมถือว่าไม่มีกฎหมายใดซับซ้อนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ – ไม่ว่าจะมีกี่ฉบับ – และจุดประสงค์เบื้องต้นของมัน หรือความเข้าใจผิดต่อเป้าประสงค์ของกฎหมาย”
 
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งโดยปกตินั้นสนับสนุนรัฐบาล เขียนในบทบรรณาธิการด้วยถ้อยคำเสียดแทงว่า:
 
ทั้งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์, รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ บอกว่าพวกเขาได้อธิบายเกี่ยวกับการแต่งตั้ง พล.ต.ท. สมคิด ให้กับนายอัชรี แล้ว นั่นเป็นเพียงการเพิ่มลับลมคมในเข้าไป
 
ในข้อเท็จจริง นายอัชรีไม่ได้รับคำอธิบายอย่างเป็นทางการตามที่ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลทั้งสามคนสัญญาไว้และได้บอกกับสาธารณชนไทยว่าได้ส่งไปให้ [ทางซาอุฯ]แล้ว คำแก้ตัวคือมีเอกสารจำนวนมากที่ต้องรวบรวม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่รัฐมนตรีทั้งสามบอกกับสาธารณชน นี่เป็นการตบหน้าข้าราชการกระทรวงต่างประเทศฉาดใหญ่ ความพยายามที่ดำเนินการไปแล้วของพวกเขาในการที่ประสานงานกับนักการทูตซาอุฯตามที่มีการเรียกร้องนั้นได้ถูกทำลายลงโดยนักการเมืองพวกนี้
 
และรัฐบาลได้คำนวณผิดอย่างร้ายแรงถึงผลกระทบทางการเมือง หรือว่าไม่สนใจ
 
ประการที่สาม  และเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุดสำหรับคนที่คิดว่าอภิสิทธิ์สามารถนำประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปหรือการปรองดองได้ บทสุดท้ายของตำนานเพชรสีน้ำเงินแสดงให้เห็นถึงระดับที่เขายังคงอยู่ในความครอบงำที่ด่างพร้อยแต่เป็นของกลุ่มผลประโยชน์ที่มีสิทธิอำนาจอันชอบธรรม ไม่ว่าใครจะคิดถึงนโยบายของอภิสิทธิ์อย่างใดก็ตาม เขาไม่ใช่คนโง่ และเขามีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นคนซื่อตรง แต่เขาครองอำนาจ [ในแบบ] ที่ต้องขอบคุณต่อการสนับสนุนของปัจจัยที่เป็นคำถามอย่างยิ่งในกองทัพและตำรวจ และนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีอย่าง เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพรรคฯได้แต่งตั้งให้กำกับดูแลรัฐมนตรี 3 คนที่ร่ำรวยมาก สำหรับคนที่ประหลาดใจว่าทำไม
สมคิดถึงได้ถูกเสนอให้รับตำแหน่งที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งทำให้เกิดคำถาม– แม้ว่าจะเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของไทย - มันชัดเจนว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ทางซาอุฯมองได้ว่าเป็นเหมือนการยั่วยุอย่างมาก – ความจริงที่พี่ชายของเขา [สมคิด] เป็นผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในกลุ่มนายทหารและนายตำรวจที่วางแผนการรัฐประหารปี 2549 นั้นให้คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด สองพี่น้องยังมีบทบาทสำคัญในการเตรียมหลักฐานที่นำไปสู่คำพิพากษายุบพรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณ - การแทรกแซงที่เปิดโอกาสให้อภิสิทธิ์ได้จัดตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ไม่อาจที่จะไม่รับรู้ถึงความเสียหายใหญ่หลวงของการแต่งตั้งที่มีต่อผลประโยชน์ของประเทศ และแม้ว่าจะมีปริญญาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ความพยายามของเขาในการอธิบายเรื่องดังกล่าวนั้นไม่น่าประทับใจ และเขารู้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีทางเลือกแต่ต้องแก้ตัวให้กับการตัดสินใจ จนกระทั่ง “การเสียสละ”ของสมคิดทำให้เขาหลุดจากบ่วง
 
ในระยะยาวไปกว่านี้ คำสาปของเพชรสีน้ำเงินยังรายล้อมประเทศไทย นี่คือเรื่องราวที่ยังยาวไกลกว่าจะถึงตอนจบ
 
-----------------------------------------------

 

ประเทศไทยจะหลีกพ้นวังวนจลาจลครั้งใหม่ได้อย่างไร?

Posted by KwamRak on 01.2010 บทความน่าอ่าน

ประเทศไทยจะหลีกพ้นวังวนจลาจลครั้งใหม่ได้อย่างไร?

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
แปลจาก Andrew Marshall, “How Thailand Can Avoid a New Insurgency, Time:
http://www.time.com/time/world/article/0,8599,1991888,00.html; Thursday, May. 27, 2010

 

สถิติที่น่าหดหู่ใจที่สุดในสัปดาห์นี้ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจากแหล่งข่าวในรัฐบาลไทยที่ไม่ระบุชื่อคนหนึ่ง ซึ่งอ้างไว้ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post    แหล่งข่าวผู้นี้เปิดเผยว่า กองทัพยินดีที่จะฆ่า “ประชาชนระหว่าง 200-300 คน” และทำให้บาดเจ็บ “หลายพันคน” ในปฏิบัติการกระชับพื้นที่สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในย่านการค้าของกรุงเทพฯ

หากเปรียบเทียบกับตัวเลขประเมินนี้ ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ 19 พฤษภาคม กล่าวคือ เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บหลายร้อยคน ดูเหมือนเกือบจะน่าพอใจ แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากการปะทะและการโจมตีด้วยระเบิดทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนเป็นต้นมา เมื่อกองทัพปฏิบัติการอย่างมักง่ายและไร้ประสิทธิภาพในการสลายฐานการชุมนุมอีกแห่งหนึ่งของคนเสื้อแดงในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เมื่อรวมกันแล้วก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรเป็นเหตุให้ฉลองชัยเลยแม้แต่น้อย เพราะมีผู้เสียชีวิตถึง 85 คน และบาดเจ็บถึง 1,402 ราย (คลิปวิดีโอเกี่ยวกับการประท้วง http://www.time.com/time/video/player/0,32068,86413453001_1990167,00.html)

คนไทยจำนวนมากเปรียบเทียบเหตุการณ์ครั้งนี้กับเหตุการณ์ “พฤษภาเลือด” พ.ศ. 2535 ซึ่งครั้งนั้นกองทหารสาดกระสุนใส่ผู้ประท้วงชาวกรุงเทพฯ ในตอนนั้นมีผู้เสียชีวิต 48 คน เป็นไปได้ว่าอาจมีมากกว่านั้น (ตัวเลขยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่) แต่อันที่จริง มีตัวอย่างเมื่อไม่นานมานี้อีกตัวอย่างหนึ่งที่กองทัพไทยฆ่าพลเมืองในประเทศของตนเอง และเป็นตัวอย่างที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพึงสังวรไว้เมื่อเขาพยายามจะเยียวยาประเทศที่แตกเป็นเสี่ยงๆ

มันเป็นความรุนแรงที่เริ่มต้นด้วยการประท้วง ในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้าสถานีตำรวจอำเภอตากใบในจังหวัดนราธิวาส เพื่อประท้วงการจับกุมตัวชาวบ้านไปหกคน ประเทศไทยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธพูดภาษาไทย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นชาวมุสลิมพูดภาษามลายู ซึ่งมีความคับข้องใจต่อการปกครองจากกรุงเทพฯ อันห่างไกลมาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 การปล้นค่ายทหารใน จ.นราธิวาส จุดชนวนให้เกิดการแข็งข้อต่อรัฐบาลไปทั่วพื้นที่ในภูมิภาคนั้น

เหตุการณ์ที่ตากใบเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว   ผู้ประท้วงขว้างก้อนหินและมีรายงานว่าพยายามบุกเข้าไปในสถานีตำรวจ   ตำรวจและทหารเปิดฉากยิง สังหารประชาชนไป 7 คน จากนั้นก็จับกุมตัวผู้ประท้วงหลายร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นชายมุสลิมที่ยังหนุ่ม พวกเขาถูกจับมัดมือไพล่หลัง แล้วถูกโยนเข้าไปสุมทับกันถึงห้าหกชั้นในรถบรรทุกทหาร มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจหรือถูกทับจนตายถึง 78 คน

ถึงแม้มีกลุ่มกบฏหลายกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลที่กรุงเทพฯ โดยใช้ความรุนแรงมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์ที่ตากใบจุดชนวนให้เกิดนักสู้รุ่นใหม่ที่น่าจะเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม คลิปแสดงความโหดร้ายของทหารที่ทุบตีและเตะผู้ประท้วง แล้วโยนพวกเขาเข้าไปในรถบรรทุก ถูกทางการสั่งห้ามเผยแพร่ทันที แต่ยังคงแพร่หลายอย่างลับๆ ตามบ้านเรือนของผู้คนในภาคใต้ หกปีหลังจากนั้น ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 4,100 ราย เกือบทั้งหมดเป็นพลเรือน

เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นภายใต้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนโยบายโหดร้ายของเขากระตุ้นให้เกิดความไม่สงบในภาคใต้ (ในวันพุธที่ผ่านมา ศาลในกรุงเทพฯ ออกหมายจับทักษิณด้วยข้อหาก่อการร้าย โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการต่อต้านรัฐบาลด้วยความรุนแรงของฝ่ายเสื้อแดง) แต่มันน่าจะเป็นบทเรียนสอนใจผู้นำคนปัจจุบันของประเทศไทยด้วยเช่นกัน การล้อมปราบที่ราชประสงค์จะผลักให้คนเสื้อแดงหันไปใช้ความรุนแรงแบบเดียวกับที่ตากใบกระตุ้นให้เกิดผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้หรือไม่? ฐานที่มั่นของคนเสื้อแดงในภาคเหนือและภาคอีสานจะกลายเป็นเขตห้ามเข้าสำหรับทหารและเจ้าหน้าที่รัฐบาล เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่แล้วในหลาย ๆ เขตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่? หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯคราวนี้ ความเป็นไปได้ทั้งสองประการดูเหมือนไม่ไกลจนเกินเอื้อม   การเมืองแตกเป็นขั้ว และเห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายต่างเต็มใจที่จะใช้กำลัง จนคนไทยจำนวนมากหวาดเกรงว่า พื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศของตนอาจกลายเป็น “เหมือนภาคใต้”

นอกจากนี้ ยังมีภาพเทียบเคียงได้อีกประการหนึ่ง ข้อหนึ่งในแผนการปรองดองของนายอภิสิทธิ์หลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์ก็คือ การตั้งสิ่งที่รัฐบาลของเขาเรียกว่า “คณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง” เพื่อสอบสวนความรุนแรงที่เกิดขึ้น   นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะความยุติธรรมคือการเยียวยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อันเป็นสิ่งที่อภิสิทธิ์เองก็ยอมรับเมื่อหกเดือนที่ผ่านมาในการปราศรัยเกี่ยวกับความไม่สงบในภาคใต้ “การมีกองกำลังรักษาความสงบอยู่ในพื้นที่มากมายไม่ใช่คำตอบเดียวในการแก้ไขความขัดแย้ง” เขากล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว “เราเชื่อในการพัฒนาและระบบยุติธรรมที่ไม่ลำเอียง”

แต่ความยุติธรรมที่ลำเอียง ซึ่งที่แท้แล้วก็คือการไม่มีความยุติธรรมเลย ย่อมไม่ช่วยเยียวยาอะไรได้ มันรังแต่จะเป็นยาพิษ   ประเด็นนี้ยิ่งเป็นความจริง เมื่อหน่วยงานหลักในการรักษากฎหมาย ทั้งทหารและตำรวจ ต่างอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง ลองพิจารณากรณีตากใบอีกสักครั้ง เมื่อปีที่แล้วนี้เอง ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ศาลจังหวัดได้วินิจฉัยว่า ทหารและตำรวจไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ต่อความตายของผู้ประท้วง ทันทีที่มีคำตัดสินของศาลออกมา คาดหมายได้เลยว่าจะต้องมีความรุนแรงตามมาอีกเป็นระลอก ทั้งจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิมและกลุ่มชาวพุทธที่ติดอาวุธ   ไม่ถึงสองสัปดาห์ถัดมา ความรุนแรงก็มาปะทุด้วยการสังหารหมู่ชาวมุสลิมที่กำลังละหมาดถึง 11 คนในมัสยิดอัลฟุรกอนในจังหวัดนราธิวาส (หมู่บ้านไอปาแย อ.เจาะไอร้อง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552 แต่ตามข่าวของไทยบอกว่ามีผู้เสียชีวิต 10 คน อาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มในภายหลัง—ผู้แปล) ซึ่งถือเป็นการสังหารหมู่ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในภาคใต้   การสอบสวนของตำรวจชี้ให้เห็นว่า กองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลอาจมีส่วนพัวพันกับการโจมตีครั้งนี้

ด้วยการให้คำมั่นสัญญาถึง “ความยุติธรรมที่ไม่ลำเอียง” แต่นั่งเป็นประธานเหนือความรุนแรงครั้งต่อมาเสียเอง อภิสิทธิ์จึงสูญเสียพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไป หากปล่อยให้การปะทะที่ก่อให้เกิดความสูญเสียครั้งล่าสุดในกรุงเทพฯ ผ่านไปโดยปราศจากการสอบสวนอย่างเต็มที่และเที่ยงตรงไม่ลำเอียงแล้วไซร้ เกรงว่าอภิสิทธิ์อาจสูญเสียพื้นที่ที่เหลือในประเทศนี้ไปด้วย  นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทยและสากล รวมทั้งองค์กร Human Rights Watch ในนิวยอร์ก ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ยังเป็นข้อโต้แย้งกันอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการใช้อาวุธร้ายแรงทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายเสื้อแดงที่ติดอาวุธด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามเป็นการส่วนตัวแล้ว นักสิทธิมนุษยชนต่างยอมรับว่า การสอบสวนแบบนี้คงไม่คืบหน้าไปไหน   ตอนนี้อภิสิทธิ์ตกอยู่ในสมรภูมิสองด้าน ด้านหนึ่งคือผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกด้านหนึ่งคือฝ่ายเสื้อแดงในภาคเหนือและภาคอีสาน   ในทั้งสองสมรภูมินี้ อภิสิทธิ์พึ่งพิงแต่กำลังทหารกองทัพไทยอันทรงอำนาจเพียงอย่างเดียว นั่นคือเหตุผลที่เขาอาจไม่กล้าขัดใจนายทหารระดับสูงด้วยการสอบสวนปฏิบัติการของทหาร   นี่คือความผิดพลาด “การสอบสวนอย่างน่าเชื่อถือจะช่วยให้ประเทศไทยกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้” คือคำพูดของสุนัย ผาสุก นักวิจัยขององค์กร Human Rights Watch ในนิวยอร์ก “ไม่มีความยุติธรรมและการรับผิด ก็ไม่มีทางเกิดการปรองดอง” (ดูรูปหลังสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง http://www.time.com/time/photogallery/0,29307,1990882_2141116,00.html)

นี่คือตัวเลขนับศพอีกตัวเลขหนึ่ง: 19 ศพ   นี่คือจำนวนชีวิตที่สังเวยในความขัดแย้งภาคใต้ที่จังหวัดนราธิวาส ยะลาและปัตตานี นับจากวันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา   ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวนผู้เสียชีวิตในกรุงเทพฯ มีมากกว่านั้น 4 เท่า แต่ก็เป็นจำนวนที่เกิดขึ้นในช่วง 6 สัปดาห์อันคุกรุ่น ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยล้มตายไปหลายพันคนตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ในเมื่อรัฐบาลในกรุงเทพฯ อันแสนห่างไกลต้องมัวพะวงอยู่กับความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเอง ประชาชนคงต้องตายกันอีกมากในหลายปีข้างหน้านี้

 

หมายเหตุผู้แปล: หลังจากที่เรามีวัน “วีรชน 14 ตุลา” “พฤษภาเลือด” และคงมี “พฤษภาอำมหิต” เราน่าจะมีคำเรียกเหตุการณ์ที่ตากใบ เพื่อระลึกถึงผู้คนจำนวนมากที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น ซึ่งก็เป็นราษฎรที่อาศัยอยู่ “ใต้ฟ้าเดียวกัน” กับพวกเราทุกคน