31 1 55 ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ จุดยืนผู้บริหารมธ ขัดเจตนารมณ์ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

31 1 55 ข่าวเที่ยงDNN คัดค้านข้อเสนอ มธ ห้ามจัดเวที ม 112

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ไม่ต้องแก้ ม.๑๑๒ก็ได้ แต่ต้องฟ้องหัวหน้าทหาร คปค.ต่อศาลในความผิดมาตรานี้ เพื่อหาคำตอบให้กับสังคม?

Posted by KwamRak on 31.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ไม่ต้องแก้ ม.๑๑๒ก็ได้ แต่ต้องฟ้องหัวหน้าทหาร คปค.ต่อศาลในความผิดมาตรานี้ เพื่อหาคำตอบให้กับสังคม?

ไม่ต้องแก้ ม.๑๑๒ก็ได้ แต่ต้องฟ้องหัวหน้าทหาร คปค.ต่อศาลในความผิดมาตรานี้ เพื่อหาคำตอบให้กับสังคม?

ทำไมถึงไดขึ้นหัวข้อไว้ว่าอย่านี้ทั้งๆที่การแก้ไขกม.คือการเสนอกม.ต่อรัฐสภาฯซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบตามรธน.๕๐ นี้โดยไม่ต้องสงสัยตามมาตรา ๑๖๓ นี่คือการแถลงต่อสาธารณะของผู้เปิดประเด็นที่เป็นประชาชนในส่วนของนักวิชาการที่เรียกกันว่า คณะนิติราษฎร์ ซึ่งกำลังเป็นกระแสความสนใจของพี่น้องประชาชนอยู่ในขณะนี้  หากการนำเสนอแก้ไขกม.อาญาม.๑๑๒ นี้ที่ประชาชนยุคนี้ทราบดีว่าเป็นกม.ที่โด่งดังมากจากการดำเนินคดีกันอย่างเรียกได้ว่ายอดฮิตในทางการเมืองเลย เพราะเป็นคดีที่มีสถิติที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งผิดชัดเจนและคลุมๆเคลือก็ฟ้องร้องดำเนินคดีกันอย่างสนุกสนาน ไม่เคยมีใครเลยที่จะสำเหนียกระลึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงตรัสไว้ว่า ยิ่งคดีทำนองนี้ในข้อหานี้มากเท่าไหร่พระองค์ท่านเองเดือดร้อนมาก แต่พอประชาชนกลุ่มนิติราษฎร์ได้ดำเนินการรณรงค์เพื่อให้มีการแก้ไขกม.มาตรา ๑๑๒ เพื่อจะได้สร้างบรรทัดฐานอันจะสนองพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน กลับมีคนต่อต้านอย่างเดิมๆคือจาบจ้วงล่วงละเมิดแถมพาลพาไปหาข้อหายอดฮิตของคนต่อต้านว่า”ล้มเจ้า”เข้าไปอีก ที่โปรยหัวข้อและอ้างเป็นเบื้องต้นนี้เพียงเพื่อจะเท้าความให้เห็นว่า การอ้างกม.มาตรานี้มาทำลายล้างกันในทุกรูปแบบทางการเมืองโดยอ้างสถาบันฯนั้น ก็เป็นเหตุให้ต้องมีการแก้ไขกันเสียทีได้แล้วหรือยัง?
และหากจะพิจารณาตามที่คนต่อต้านการแก้ไขม.๑๑๒ กล่าวอ้างมาว่าจาบจ้วงและไม่ปกป้องสถาบันหากมีการไปแตะต้องแก้ไขกม.มาตรานี้เข้าแล้วถือว่าเป็นการ”ล้มเจ้า”และยิ่งหนักกว่านั้นคือการเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารยึดอำนาจกันโต้งๆโดยไม่เกรงกลัวการทำผิดกม.รธน.และกม.อาญาในฐานะยุยงให้มีการยึดอำนาจอันถือเป็นกบฏด้วย  ถามว่าคณะนิติราษฎร์นั้นได้กระทำการจาบจ้วงล่วงเกินหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือยังเคยยึดอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือล้มล้างสถาบันมาสักครั้งหรือยัง?

ดังนี้ก็จะขอเข้าเรื่องการ”ล้มเจ้า”และ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์กันอย่างตรงไปตรงมาทั้งในเนื้อหาและข้อเท็จจริงกันอย่างนักกม.กันเลย การจะแสดงให้สาธารณะได้แลเห็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีการมองข้ามหรือละเลยไปนั้น จำต้องมีการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลเพื่อให้มีการไต่สวนพิจารณากันเสีย เรื่องใดเล่าที่มันจะแสดงให้เห็นได้อย่างเด่นชัด ถ้าไม่ใช่เรื่องการยึดอำนาจรัฐประหารนั่นเอง แล้วจะมีทางชนะในทางคดีหรือ?แล้วจะฟ้องร้องได้หรือ?นี่จะเป็นการตั้งคำถามที่เป็นกำแพงแห่งการไม่เข้าไปหาข้อเท็จจริงที่ทิ้งกันคาราคาซังมานานในสังคมของไทย จนกระทั่งเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหารถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ทำได้โดยที่สังคมละเลยและไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง และสังคมก็ไม่เกิดกระแสต่อต้านเมื่อมีการยุยงและทำการยึดอำนาจรัฐประหาร เหตุผลที่ถูกทำให้สังคมหลงทางหลงประเด็นสำคัญไปคือการยึดอำนาจรัฐประหารนั้นถูกนักกม.ที่ร่วมขบวนกับทหารผู้ทำรัฐประหารยึดอำนาจนั้นปั่นกระแสเพื่อหลอกต้มสังคมด้วยคำอ้างว่านั่นล่ะถูกกม.แล้วนั่นเอง(ทั้งๆที่ผิดกม.)และประเด็นสำคัญที่ถูกทำให้สังคมละเลยไปคือ”การยึดอำนาจประมุขของประเทศมาใช้เสียเอง”นี่ถือเป็นอำนาจที่สำคัญที่สุดในการยึดอำนาจรัฐประหาร เพราะการจะอ้างเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในประเทศหรือในรัฐนั้นจะต้องมีทั้งอำนาจอธิปไตยคือบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการอันเป็นอำนาจสูงสุดของประชาชนและจะต้องมีอำนาจของประมุขของประเทศร่วมด้วย จึงเรียกได้ว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะในทางการเมืองการปกครองนั้น การกระทำทางกฎหมายทั้งการบริหารประเทศ การออกกฏหมายต่างๆที่เรียกว่าในทางนิติบัญญัติ และในทางตุลาการที่เรียกว่าการปฏิบัติงานเพื่อการยุติธรรมนั้น จะต้องมีการลงนามร่วมของประมุขของประเทศด้วย ในประเทศที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็จะมีประธานาธิบดีเป็นประมุขลงนามร่วมนั่นเอง และกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะมีข้อบัญญัติไว้ในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งทั้งในส่วนราชการและในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญจะต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธยเพื่อความสมบูรณ์ของกม.ที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารและต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการด้วย และกม.ประกอบรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุไว้ว่าจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งด้วยเช่นกันถึงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่และรับเงินเดือนได้เช่นกัน
เมื่อเป็นดังนี้การจะอ้างว่ายึดอำนาจสำเร็จแล้วและมีความเป็นรัฐาธิปัตย์(มีอำนาจแต่ผู้เดียว)จึงไม่เป็นความจริง และการอ้างนั้นถือเป็นการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรง ทั้งการอ้างพระปรมาภิไธยต่อท้ายคณะทำการยึดอำนาจเมื่อ ๑๙ กย.๒๕๔๙ ด้วยแล้วอย่างคลุมเครือยิ่ง ถือว่าเป็นการไม่เคารพต่อพระองค์ท่านชัดเจน การนำคำว่าพระมหากษัตริย์มาพ่วงท้ายอย่างง่ายๆนั้น สังคมไทยเห็นว่าจะทำกันง่ายๆได้ใช่หรือไม่? แล้วทำไม?สังคมไทยถึงมองแล้วผ่านเลยไปในรายละเอียดได้เล่า ผู้เขียนกม.เพื่อยกโทษให้กับคนยึดอำนาจทั้งที่เป็นทหารที่อ้างคำว่า”ทหารพระราชา”(แล้วก็ยึดพระราชอำนาจมาใช้แทน)เสียด้วยซ้ำ ได้ใช้ความสามารถในทางเจ้าถ้อยหมอความใช้คำว่าจงรักภักดีมากลบเกลื่อนความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์เสียนั่นเอง นักกม.ผู้ช่ำชองได้ใช้ช่องทางหลีกเลี่ยงเพื่อให้ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ได้เลือนหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของประชาชนคนไทยเสีย โดยใช้วาทกรรมและการใช้สื่อมวลชนที่รับใช้และรับเงินหาประโยชน์มาบิดเบือนและกลบเกลื่อนหลอกให้ประชาชนหลงทางไปนั่นเอง อีกทั้งขบวนการตุลาการที่เรียกกันว่าตุลาการภิวัฒน์ที่เป็นคำศัพท์อันสวยหรูนั้นเองที่รับใช้ขบวนการนี้เข้าให้อีกทางหนึ่งอันเป็นสิ่งที่ทำให้การใช้กม.ในทางที่ทำให้เป็นการปิดปากประชาชนเสียอย่างแนบเนียน

สิ่งที่จะทำให้ความผิดนี้ถูกเปิดเผยและเปิดโปงความผิดของขบวนการเหล่านี้ก็คือการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องต่อศาลในข้อหาความผิดกม.อาญามาตรา ๑๑๒ นั่นเอง หนทางนี้จะเป็นเปิดกระแสต่อสาธารณะได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นเรื่องที่คนไทยยอมรับไม่ได้ ไม่ว่านักการเมืองจะพยายามไม่พูดถึงหรือเรียกว่ายอมจำนนต่อการต่อสู้ในทางกม.กับพวกอำมาตย์เหล่านี้นั้น นับว่านักการเมืองในฝั่งประชาธิปไตยไม่มีนักกม.ที่กล้าต่อสู้นั่นเอง ประเด็นจะยอมจำนนต่อกม.ที่พวกอำมาตย์เหล่านี้ได้เขียนไว้ให้และยอมจำนนด้วยคำว่าได้ผ่านการลงประชามติของประชาชนแล้วก็ตาม แต่ที่สำคัญนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเปิดประเด็นนี้ให้เกิดกระแสรับรู้รับทราบข้อเท็จจริงและสร้างให้เป็นกระแสที่จะต่อต้านการทำการยึดอำนาจรัฐประหารจากประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมให้ได้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าจะแพ้หรือจะชนะในทางคดี มันจะมีผลที่จะแพ้ในทางกม.ที่อำมาตย์เขียนไว้มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะต่อสู้ให้สาธารณชนได้มองเห็นเสียก่อนในศาลยุติธรรมเพื่อจะได้รับทราบคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงและข้อกม.อันเป็นคำตัดสินในทางคดีว่าเหตุผลใดเล่าที่เป็นคำพิพากษาที่ออกมาอย่างนั้น สาธารณะได้ละเลยสาระอันสำคัญยิ่งในการทำการยึดอำนาจรัฐประหารกล่าวคือการทำการยึดอำนาจรัฐประหารนั้นแท้จริงแล้วเป็นการยึดอำนาจประมุขประเทศใช่หรือไม่?ถ้าคำตอบของพวกยึดอำนาจว่าไม่ใช่ แล้วพวกนี้หรือหัวหน้าคณะยึดอำนาจใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลเป็นองค์กรอิสระได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียวได้อย่างไร?หากอ้างความเป็น”รัฐาธิปัตย์”ได้ แล้วองค์พระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ในสถานะใด? เพราะพระองค์ท่านนั้นได้ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งตัวหัวหน้าคณะยึดอำนาจให้เป็นหัวหน้าคณะฯในวันถัดจากที่พวกนี้ทำการยึดอำนาจรัฐประหารนั่นเองแต่จะเป็นพระองค์ได้ประกาศพระบรมราชโองการหรือไม่?ดูตอนท้ายจะมีกาวิเคราะห์ไว้แต่ประกาศนี้เป็น หลักฐานสำคัญที่ใช้มัดตัวหัวหน้าคณะยึดอำนาจแล้วว่าได้กระทำการอันเป็นการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์อันเป็นความผิดในรัฐธรรมนูญทั้งชั่วคราวปี ๔๙ และฉบับ ๕๐ หากมีช่องว่างในการที่ยังไม่มีกม.รธน.ก็ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าคณะยึดอำนาจรัฐประหารนั้นมีความเป็น”รัฐาธิปัตย์”ได้เพราะพระมหากษัตริย์ได้ดำรงสถานะแล้วหลังจากที่หัวหน้าคณะฯได้เข้าเฝ้าและได้ประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯตามกล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง และหากตุลาการที่ทำหน้าที่จะพิพากษาด้วยกม.มาตรา ๓๐๙ ว่าทุกการกระทำของคณะยึดอำนาจนี้ไม่มีความผิด ก็จะได้รับรู้กันในทางสาธารณะว่า ความผิดในฐานการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์นั้นคนยึดอำนาจรัฐประหารสามารถทำได้และได้ยกเว้นโทษานุโทษอันร้ายแรงนี้ได้ ตุลาการคนใดที่จะมีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร?นี่จะเป็นบรรทัดฐานของคำว่า”จงรักภักดี”ของข้าที่เรียกว่า”ข้าราชการ”และยังแสดงให้สังคมเห็นว่าตุลาการที่ปฏิบัติงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้นสามารถที่ตัดสินให้คนที่ทำการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์นั้นพ้นผิดในมาตรา ๑๑๒ ได้ใช่หรือไม่? ใครจะมีความเห็นว่าการใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ทั้งๆที่ตนเองจะอ้างว่าไม่ได้เป็นการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ตนเองได้ยึดแต่อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวก็ลองอ้างดูในศาลบ้างเป็นไร? การนำสืบข้อเท็จจริงจะแสดงให้สาธารณะได้รับรู้อย่างชัดเจน ถ้าไล่เรียงจากช่วงเวลาอย่างไม่บิดเบือน

เพราะช่วงเวลาการยึดอำนาจรัฐประหารทำในคืนวันที่ ๑๙ กย.๔๙ ประมาณสามทุ่ม ต่อมาช่วงเวลาดึกวันเดียวกันคณะยึดอำนาจฯได้เข้าวังสวนจิตรลดาเพื่อเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์มีหลักฐานชัดเจนว่ามีใครบ้าง? มีการเผยแพร่ในสื่อสาธารณะประชาชนรับทราบกันทั่วไป ทำไม?เพราะพวกยึดอำนาจวางแผนเพื่อใช้ภาพเหล่านี้บิดเบือนความเป็นจริงว่าพวกนี้ไม่ได้ยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ แต่แท้ที่จริงหลักฐานนี้ก็ย้อนกลับมาทำลายตนเองและยืนยันการยึดพระราชอำนาจมาใช้แทนชัดเจน ถ้าเราจะพิจารณาข้อเท็จจริงในช่วงเวลาอย่างตรงไปตรงมา หลังจากที่หัวหน้าคณะยึดอำนาจฯนั้นกลับมาใช้อำนาจด้วยตนเองทำการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระโดยไม่ได้ทำการยกเลิกกม.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรอิสระต่างๆนั่นเอง เพราะมาตราในนั้นได้ระบุชัดว่าต้องเป็นพระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลนั้นๆซึ่งจะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการต่างหาก  นี่ก็ผิดในทางกม.อยู่แล้วและยิ่งอ้าง”รัฐาธิปัตย์”ก็แสดงว่าตนเองใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่? มันพันไปพันมาจนได้ ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร?ก็ไม่พ้น นั่นเท่ากับตนเองได้”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์แล้ว ความผิดนี้ก็ไม่มีการเขียนยกโทษความผิดนี้ หากดูกม.รัฐธรรมนูญ ๔๙ และ๕๐ ที่แม้จะเขียนมาตรา ๓๖,๓๗และ๓๐๙ ตามลำดับไว้ก็ไม่มีข้อความใดยกเว้นโทษข้อหาอาญามาตรา ๑๑๒ ไว้ใช่หรือไม่? ด้วยจะเป็นความหลงหรือเป็นความที่คนเขียนไม่กล้าจะระบุไว้ให้ชัดเจนก็อาจจะเป็นได้เพราะไม่อย่างนั้นประชาชนก็คงจะไม่ยอมแน่ๆถ้าจะระบุว่าให้ยกเว้นโทษการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์ด้วยการใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ในกรณีต่างๆนั้นแต่เพียงผู้เดียว และรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๙ ก็ไม่ใช่การพระราชทานอภัยโทษโดยพระมหากษัตริย์ เพราะการพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ที่ประชาชนรับรู้เป็นการทั่วไปและกม.ก็เขียนระบุไว้ หากจะเลี่ยงบาลีกันอีกก็ลองดูต่อไปว่าจะหลีกเลี่ยงกันอย่างไร?
หลักฐานการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ก็ให้ดูประกาศ คปค.ฉบับที่ ๑(http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8_%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%84._%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_%E0%B9%91) ที่ระบุว่า “ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นที่เรียบร้อย ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้วนั้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดกับประชาชนทั้งประเทศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ เวลา ๒๑.๐๕ น.

ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน
หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ตรงไหนที่ระบุไว้ชัดว่าได้ยึดอำนาจพระองค์และเท่ากับล้มสถาบันไปแล้ว ลองพิจารณาประกาศตรงคำว่า”จึงประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร” นี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่าใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ (พรบ.กฏอัยการศึก ๒๔๕๗http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._%E0%B9%92%E0%B9%94%E0%B9%95%E0%B9%97/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99#4)  อ่านดูแล้วจะเห็นได้ว่า อำนาจในการประกาศกฏอัยการศึกทั่วทั้ง”ราชอาณาจักร”หรือบางส่วนบางมาตราเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ส่วนการประกาศของผู้บัญชาการทหารนั้นจะกระทำได้ต้องเข้าองค์ประกอบตามมาตรา ๔ ที่ว่า” เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหาร มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้ แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด” นั่นคือเงื่อนไขที่ต้องครบองค์ประกอบในการประกาศของผู้บังคับบัญชาทหารคือจะต้องมีสงครามหรือการจลาจลและจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีกองกำลังใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันหรือในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆ ทั้งยังต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด นี่เป็นเจตนารมณ์ของกม.กฏอัยการศึกที่คนเขียนเขียนไว้อย่างรอบคอบแล้วไม่ใช่เขียนไว้สุ่มสี่สุ่มห้าเพียงแต่คนพวกนี้ฉวยโอกาสและบิดเบือนเรื่องการใช้อำนาจตามกม.นั่นเอง และ นี่เป็นกม.ที่ไม่มีการประกาศยกเลิกแต่อย่างใดแต่หัวหน้ายึดอำนาจฯได้ประกาศใช้ และประกาศทั่วประเทศเลย ชัดหรือยังว่านี่เป็นการใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์และนี่คือการยึดอำนาจของพระองค์มาแล้วใช่หรือไม่?จะเลี่ยงยังไงเมื่อหลักฐานชัดอย่างนี้ ถ้าวินิจฉัยตรงไปตรงมาไม่บิดเบือนหลอกลวงฉ้อฉล จริงหรือไม่?

แล้วหากยิ่งบอกว่าความผิดทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำการยึดอำนาจนั้นทั้งก่อนและหลังวันที่ ๑๙ กย.๒๕๔๙ ถือว่าไม่เป็นความผิดทั้งตัวผู้กระทำการผู้ร่วมกระทำการ นั้นก็ไม่ได้ระบุว่ากรณีความผิดในฐานกม.อาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์จะพ้นจากความผิดไปด้วย เพราะถ้าอ้างอย่างนั้นก็แสดงว่ายึดอำนาจพระองค์มาแล้วแน่ๆอีกแต่พ้นจากความผิด แต่ถ้าบอกไม่ได้ยึดก็มีกม.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ตนเองไม่ได้ประกาศยกเลิกที่ระบุไว้ในเรื่องพระราชอำนาจฯแล้วหมายความว่าอย่างไร? จะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นมิได้นอกจากถือเป็นการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์ชัดเจนในเรื่องการใช้อำนาจแทนพระองค์ทั้งๆที่ตัวเองยอมรับว่าพระองค์ยังคงมีพระราชอำนาจตามกม.ที่ไม่ได้ประกาศยกเลิกไปนั้นใช่หรือไม่? อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเรื่องนี้เข้าสู่ศาลยุติธรรมแล้วตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีนี้จะมีเหตุผลใดในการวินิจฉัยให้คนถูกฟ้องพ้นผิดจากข้อหา”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์นี้ไปได้หรือไม่อย่างไร? และหากมีการตัดสินคดีแล้วเป็นความผิดต้องรับโทษ นั่นก็จะเป็นคุณูปการอย่างมหาศาลต่อประเทศนี้ว่าการยึดอำนาจรัฐประหารนั้นเป็นยึดพระราชอำนาจและล้มล้างสถาบันไปแล้วนั่นเอง และนี่เองจะเป็นบทเรียนให้สังคมเกิดกระแสต่อต้านการยึดอำนาจอย่างได้ผลไม่ว่าจะเป็นการสมคบหรือไม่ของพวกอำมาตย์ข้าราชการตุลาการหรือคนไทยส่วนใดก็ตามที่เห็นดีเห็นงามกับการอำนาจที่ไม่ใช่ระบอบหรือทางของประชาธิปไตยหรือที่เรียกว่านอกระบบมาทำการยึดอำนาจรัฐประหารได้อีกในอนาคตต่อไป

หากผู้ยึดอำนาจรัฐประหารฯจะอ้างประกาศแต่งตั้งตัวเองเป็นพระบรมราชโองการโปรดเกล้านั่นก็ยิ่งชัดเจนว่าหัวหน้าผู้ยึดอำนาจรัฐประหารยอมรับแล้วว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจเต็มในส่วนของประมุขของประเทศแล้ว  ดูประกาศทั้งหมดของ คปค.ที่นี่ (http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8_%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%84.) แสดงว่าหลังจากประกาศฉบับนี้แล้วการอ้างความเป็น”รัฐาธิปัตย์ของหัวหน้าผู้ยึดอำนาจรัฐประหารได้สิ้นสุดลงแล้วใช่หรือไม่?อำนาจในส่วนของประมุขของประเทศได้เริ่มขึ้นใหม่ ดังนั้นการประกาศแต่งตั้งบุคคลไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจึงเป็นการแอบอ้างพระราชอำนาจประมุขของประเทศซึ่งก็คือพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั่นเอง นี่ถือเป็นการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์หรือไม่ล่ะ?บุคคลที่มารับตำแหน่งนั้นก็ถือว่าได้มีความผิดฐานเดียวกันกับหัวหน้าผู้ยึดอำนาจรัฐประหารในฐานความผิดเดียวกันด้วยหรือไม่?และคนพวกนี้จะสามารถอ้างความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อยู่ได้อีกหรือไม่? ขั้นตอนและลำดับการแอบอ้างและเอาพระราชอำนาจมาเป็นของตัวเองและใช้พระราชอำนาจนั้นแทนพระมหากษัตริย์ได้กระทำการทั้งก่อนหน้าและหลังการยึดอำนาจแล้วจากลำดับช่วงเวลาที่ดูจากประกาศของ คปค.นั่นเอง นี่หรือที่อ้างว่าเป็น”ทหารพระราชา”นี่หรือที่ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา นี่หรือที่สาบานตนต่อหน้าธงไชยเฉลิมพลมาแล้ว กล้าที่จะมีความคิดและกระทำการแบบนี้หรือ?

ความจริงข้อนี้ต้องทำให้สังคมเข้าใจในแต่ละช่วงของลำดับเวลามิเช่นนั้นประชาชนจะไม่ใส่ใจและหลงไปกับการโฆษณาของพวกยึดอำนาจและร่วมขบวนการเหล่านี้ต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น ให้พวกนี้มากล่าวอ้างคนที่อยู่ตรงข้ามกับตนว่าจะเป็นพวก”ล้มล้างสถาบัน”ทั้งๆที่พวกตนเองนั้นได้ทำการ”ล้ม”สถาบันและได้”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์แล้วหลายครั้งหลายหน

ประกาศแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ดูได้จากที่นี่ (http://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8_%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%84.)

ประชาชนที่ได้อ่านบทความนี้มีความเห็นด้วยหรือไม่?ก็ขอให้ลองพิจารณาและหากเห็นด้วยก็ผลักดันให้นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและนักกม.ฝ่ายประชาธิปไตยดำเนินการฟ้องร้องหัวหน้าผู้ยึดอำนาจ ๑๙ กย.๔๙ ที่ยังคงลอยหน้าลอยตาอยู่ในประเทศให้ได้รับโทษานุโทษในข้อหา ม.๑๑๒ ที่ทำร้ายจิตใจประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นตัวอย่างเสียที ส่วนผู้ร่วมขบวนการนี้ก็จะต้องมีความผิดในข้อหานี้ไปด้วยโดยไม่ต้องสงสัย ก็ค่อยมาไล่เรียงกันในภายหลังได้จะได้ไม่ยุ่งยากในการดำเนินในทางคดี จะอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๙ มาหักล้างความผิด กม.อาญา มาตรา ๑๑๒ นี้ได้อีกก็ระบุให้ชัดๆในการพิจารณาของศาลยุติธรรม (ทั้งๆที่มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญระบุเพียงการการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการยึดอำนาจรัฐประหารนั้น หากการยึดอำนาจพระมหากษัตริย์ถูกพิสูจน์แล้วว่าจริงและจะพ้นจากความผิดจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๙นี้)ก็ลองดูใจคนไทยในประเทศนี้กันเพราะหากคนไทยจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งยวดอย่างแท้จริงแล้วจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามจาบจ้วงล่วงเกินด้วยการกระทำแบบพวกยึดอำนาจรัฐประหารและผู้ยุยงและร่วมขบวนการยึดอำนาจรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กย.๔๙ นี้แน่นอนและจะไม่มีการยินยอมให้ใครก็ตามหรือทหารคนไหนก็ตามกระทำการอย่างนี้อีกต่อไปได้แล้ว จะอ้างอะไรก็ตามก็อ้างได้แต่ความผิดนั้นได้สำเร็จไปแล้วใช่หรือไม่?และยังเป็นประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นความจริงได้ชัดเจนเพราะยังอยู่ในความทรงจำและในบันทึกต่างๆ(ในขณะเขียนบทความนี้มีข่าวการข่มขู่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ถึงขั้นเอาชีวิตกันเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวนั้นเพื่อจะได้ล้มเลิกการรณรงค์เพื่อแก้ไขให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินคดีเพื่อไม่มีใครก็ได้ใช้เป็นเครื่องมือหรือใช้เป็นข้ออ้างทำลายล้างกันในทางการเมืองหรือเพื่อใช้อ้างในการยึดอำนาจรัฐประหารอีกต่อไป นี่ก็แสดงว่าการกลบเกลื่อนการยึดพระราชอำนาจมาใช้นั้นเป็นความผิดที่พยายามปกปิดกันอย่างถึงที่สุดและจะยังจะเปิดช่องไว้เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการทำการยึดอำนาจรัฐประหารในอนาคตกันอยู่อีกต่อไปนั่นเอง)

สิ่งที่สำคัญที่นักกม.ละเลยไปคือเรื่องบทบัญญัติที่ลงโทษใครก็ตามในประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นได้เขียนกม.อาญามาตรา ๑๑๒ ไว้แถมระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไว้อีกว่า”พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะที่เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”แต่ทำไมประเทศนี้มีการทำการยึดอำนาจรัฐประหารกันไม่รู้จักจบสิ้นเสียที เพราะไม่มีใครในประเทศนี้ยกประเด็นการยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์อันเป็นการละเมิดชัดเจนและเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ชัดเจน และกม.อาญานี้ไม่มีบทบัญญัติใดๆที่จะอภัยให้คนทำละเมิดพระมหากษัตริย์ในทุกกรณีเว้นแต่จะขอพระราชอภัยโทษโดยตรงจากพระมหากษัตริย์  การยกโทษตัวเองจึงไม่ใช่การพระราชทานอภัยโทษเพราะนั่นเป็นพระราชอำนาจเฉพาะของพระมหากษัตริย์ นับเป็นความโชคดีที่ไม่มีนักกม.ใดจะสามารถเขียนกม.ให้โทษในการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้นจะพ้นจากความผิดได้ไม่ว่าในรัฐธรรมนูญหรือกม.อื่นใด ดังนั้นการแอบอ้างและการนำพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไปใช้แทนจึงเข้าข่ายชัดเจนว่าได้กระทำการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์ และการยึดอำนาจรัฐประหารจะอ้างว่าไม่ได้ยึดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์จึงเป็นการตีความเข้าข้างตนเองและไม่เป็นความจริงจากหลักฐานต่างๆที่ยกมานี้แน่ๆหากไม่บิดเบือนและยอมรับความจริงและไม่ช่วยกันโดยคนที่ชอบอ้างความจงรักภักดีแบบหลอกๆนั่นเอง มีการคิดกันหลายทางไม่ว่าจะเขียนกม.ไว้อย่างไร ป้องกันแล้วป้องกันอีกก็ไม่มีใครป้องกันได้ในการยึดอำนาจรัฐประหารเพราะหากมีการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลว่าการทำเช่นนั้นผิดกม.ก็มีตุลาการให้การพิจารณายอมรับการยึดอำนาจรัฐประหารว่าเป็นการชอบเมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้วเสียอีก แต่ก็ยังไม่มีใครยกเรื่องความผิดในเรื่องการ”ดูหมิ่น”พระมหากษัตริย์ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารด้วยการใช้พระราชอำนาจแทนพระองค์มาเป็นคดีฟ้องร้องผ่านศาลและผ่านการพิจารณาในประเด็นความผิดนี้กันเลย จึงทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าช่างมันยึดก็ยึดไปไม่อยากยุ่งให้เดือดร้อน แต่จริงๆแล้วประชาชนกลับลืมเรื่องความคงรักภักดีไป ไม่ได้ดูประเด็นความผิดอาญามาตรา ๑๑๒ ของพวกยึดอำนาจรัฐประหารต่างหากและไม่เคยมีการพิจารณาลงโทษคนยึดอำนาจรัฐประหารในกรณีนี้เลยต่างหากทั้งๆที่มีความผิดชัดเจน หากประชาชนได้เห็นความจริงว่าพวกยึดอำนาจรัฐประหารนั้นได้กระทำการอันเป็นการ”ดูหมิ่น”และจาบจ้วงล่วงเกินและนั่นคือการได้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าให้แล้วล่ะก็ ต่อไปคนไทยน่าจะมีการต่อต้านกันอย่างแท้จริงเสียทีและคงไม่มีทหารคนใดจะกล้าคิดและกล้าทำการยึดอำนาจรัฐประหารและเอาพระราชอำนาจมาใช้เสียเองอีกกระมัง? ขนาดผู้ใต้บังคับบัญชาจะล่วงเกินผู้บังคับบัญชายังไม่ได้เลย แต่นี่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งเป็น”จอมทัพ”ไทยแท้ๆ ยังจะอ้างเรื่องใดอีกกระทำการกับพระองค์ได้อย่างนั้น ทหารต้องคิดเรื่องนี้ให้จงหนัก

หมายเหตุ.-ยังไม่เคยมีใครฟ้องร้องคนยึดอำนาจรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กย.๔๙ ต่อศาลยุติธรรม ด้วยข้อหาอาญามาตรา ๑๑๒ แต่มีคนไปฟ้องด้วยการยื่นเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหารเป็นความผิดทางอาญา ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินฯมาแล้วแต่เป็นความผิดอาญามาตรา ๑๑๓ และถูกพิจารณาตีตกไปของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินฯคนนั้นด้วยมาตรา ๓๐๙ และประธานผู้ตรวจการแผ่นดินฯคนนั้นก็คือคนเดียวกับที่เป็นประธานวุฒิสภาคนปัจจุบันนี้  แล้วประมวลกฎหมายอาญานั้นคนยึดอำนาจรัฐประหารฯก็ไม่ได้ประกาศยกเลิกแต่อย่างใด บทความนี้เป็นเพียงจุดเริ่มเล็กๆของการต่อยอดของคนไทยที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และยังไขว่คว้าหาประชาธิปไตยและอำนาจสูงสุดอันเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงด้วย ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบหลอกลวงว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้วมีคนมาทำการยึดอำนาจทั้งของประชาชนและของพระมหากษัตริย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนี้โดยการอ้างความจงรักภักดีเฉพาะตนแล้วกล่าวร้ายว่าคนอื่นไม่จงรักภักดีล้มล้างสถาบันฯทั้งที่ตนเองนั่นล่ะทำการล้มล้างจาบจ้วงดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ชัดเจน ส่วนคนที่พวกตนกล่าวร้ายด้วยข้อหา”ล้มเจ้า”นั้นยังไม่เคยทำการแบบที่ตนทำมาแล้วเลยสักครั้ง นี่เป็นความจริงใช่หรือไม่?คนไทยทั้งหลาย

"สมคิด" ระบุผู้บริหารมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มธ.เคลื่อนไหว112 "เกษียร" ชี้น่าเสียใจ นศ.-ศิษย์เก่า ค้าน

Posted by KwamRak on 31.2012 News 0 trackback
 นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า

"ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัยคณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัยหรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้"

จากการประกาศดังกล่าว ส่งผลให้นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นในหน้าเฟซบุ๊กของตนเองว่า

"ในฐานะอาจารย์ธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ผมรู้สึกมติของกรรมการบริหารมธ.ข้างต้นเป็นเรื่องเศร้า แต่ไม่เหนือความคาดหมาย

"เหตุผลแรกเรื่องเกรงความเข้าใจผิดหากเปิดให้ใช้สถานที่ ฟังไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก เพราะยังไม่เคยได้ยินใครว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นด้วยกับการผลักดันให้แก้ไข ม. 112 เลย สังคมทั่วไปทราบดีว่าเป็นกลุ่มนิติราษฎร์และครก.112 ไม่ใช่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยรวม

"ส่วนเหตุผลหลังเรื่องเกรงความขัดแย้งรุนแรงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง แม้ว่าไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็นเค้ารอยความเป็นไปได้ชัดเจนนอกจากการเผาหุ่นโดยกลุ่มต่อต้านจากภายนอกที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวเท่ากับผลักดันให้เวทีแสดงความเห็นและแก้ไขความขัดแย้งเรื่องนี้หลุดลอยจากวงวิชาการออกไปสู่ท้องถนนหรือที่สาธารณะอื่น ๆ ซึ่งน่าจะล่อแหลมต่อความรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำ

"น่าเสียใจที่คณะผู้บริหารไม่เห็นความจำเป็นของบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะควรเป็นสถานที่แสวงหาทางออกจากความขัดแย้งแก่สังคมด้วยเหตุผลและหลักวิชาโดยสันติ"

นอกจากนี้ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. ยังได้โพสต์บทกวีชิ้นหนึ่ง โดยระบุว่า

"กลอนเก่า 30 ปีก่อนที่ในที่สุดก็ยังไม่ล้าสมัยสำหรับธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

"ที่นั่นริมฝั่งเจ้าพระยา ลมชายโชยมาเวลาค่ำ
ท้องฟ้าเป็นสีมืดดำ ดาวตกเดือนต่ำราตรี
เป็นคืนที่ทุกสิ่งนิ่งหยุด เงียบเชียบทั้งมนุษย์ภูติผี
ดึกแล้วหลับเถิดนะคนดี มืดมิดเช่นนี้จงหลับตา
ลืมตาก็ไม่เห็นอะไรหรอก ป่วยการจะกลอกลูกตาหา
ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา แล้วแต่ดินฟ้าจะพาไป
ผู้คนหลงทางก็ช่างเขา เป็นธุระของเราก็หาไม่
เรียนไปเล่นไปสบายใจ จบแล้วจะได้หางาน
หางานหาเงินเจริญทรัพย์ สินค้าให้จ่ายจับมหาศาล
เกิดมาแล้วชาติหนึ่งพึงสำราญ จะดิ้นรนรำคาญไปไย
ที่นั่นริมฝั่งเจ้าพระยา เป็นคืนที่ทุกวิญญาหลับใหล
หัวใจหยุดเต้นทุกหัวใจ ต้นหญ้าไม้ใบระเนนนอน
มืดฟ้ามืดตามืดสำนึก มืดข้างในลึกลึกเหมือนถูกหลอน
ถ้าฟ้าล่มถล่มทับนาคร ใครเลยจะเดือดร้อนสักคนเดียว....."

ด้านนักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนกลุ่มหนึ่ง ได้ออก แถลงการณ์คัดค้านการปิดกั้นเสรีภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความว่า

สืบเนื่องจากสเตตัสล่าสุดของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ในเฟสบุ๊ก ใจความว่าด้วยเรื่องของการจะห้ามใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการเคลื่อนไหวทางความคิดและการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา112 (กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพทางวิชาการ ในมหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันโดดเด่นว่า เสรีภาพทุกตารางนิ้ว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นพื้นที่สำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นผลผลิตของคณะราษฎรที่จะมุ่งหวังในการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย มหาวิทยาลัยผ่านประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองมาโดยตลอดตั้งแต่ ขบวนการ 11 ตุลาคม 2494 ในการเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากจอมพล ป., ขบวนการ 14 ตุลา 2516, ขบวนการ 6ตุลา2519, ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นพื้นที่สาธารณะในการส่งเสริมความคิดทางการเมือง และประชาธิปไตย การเปิดให้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่แหลมคมควรจะเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยพึงกระทำโดยไม่มีการกีดกันและคัดค้าน คงจะมิเป็นการกล่าวเกินจริงว่าพื้นที่ทางวิชาการที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างทางความคิดมากที่สุด คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
      
แต่มติเอกฉันท์ของผู้บริหารเพียงไม่กี่คนนำมาซึ่งการทำลายเสรีภาพในมหาวิทยาลัยอย่างร้ายแรง การจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 เป็นการปิดกั้น ปิดปาก นักศึกษาและประชาชน ผู้กระหายในเสรีภาพทางวิชาการและความถูกต้อง เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของผู้ประศาสน์การที่มีความมุ่งหวังว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเป็น "บ่อบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพ ของการศึกษา."

นักศึกษา, ศิษย์เก่า แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประชาชนผู้รักในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารทั้งหลายที่ลงมติในการไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนกรณีการแก้ไขมาตรา 112 กลับไปทบทวนว่าความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่การก่อตั้งในปี พ.ศ. 2478 เป็นต้นมา เป็นพื้นที่ที่ยอมรับความหลากหลายทางความคิดและเปิดกว้างให้มีการใช้เพื่อพูดคุย ถกเถียง ประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่เคยมีครั้งไหนนอกจากยุคเผด็จการที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีนโยบายปิดกั้นไม่ให้นักศึกษาและอาจารย์แสดงเสรีภาพทางความคิด

เราขอเรียกร้องให้ผู้บริหารยกเลิกมติข้างต้น หากมหาวิทยาลัยยังมีคำขวัญที่ว่า "ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว" อธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรจะเห็นถึงความสำคัญของธรรมศาสตร์ในการเป็นพื้นที่สำคัญในการทำให้ความขัดแย้งบรรเทาลงและยอมให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่เปิดที่สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม การเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์ และถกเถียงอย่างเปิดกว้างอย่างที่เคยเป็นมาตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ด้วยความเคารพ

รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/ นักศึกษาชั้นปีที่3 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ อดีตสมาชิกสภานักศึกษาและศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2544 - 2548)

บริภัทร ตั้งเสรีกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ เอกปรัชญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (class of 2013)

ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อดีตกรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2553-2554)

ศรวิษฐ์ โตวิวิชญ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พัชรี แซ่เอี้ยว อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ รหัส48

สุเจน กรรพฤทธิ์ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ รหัส 43

พันธุ์ภูมิ ผุดผ่อง กรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (2554-2555)

ธันย์ ฤทธิพันธ์ ประชาชน

จีรนุช เปรมชัยพร อดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รหัส 29

ภูริพัศ เมธธนากุล มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

เพียงคำ ประดับความ อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุปต์ พันธ์หินกอง อดีตนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์

พันธกานต์ ตงฉิน อดีตนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน รหัส 48

อนุธีร์ เดชเทวพร อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 49, อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551-2552, อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2552-2553

วันเพ็ญ ก้อนคำ/ ประชาชน

น้ำฝน ลิ่วเวหา วารสารศาสตร์48

รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร (นิรันดร์ สุขวัจน์ มธ 159101) / ลาออกปีการศึกษา 2519 "รัฐศาสตร์ ทฤษฎีและปรัชญาการเมือง"

นุชจรีย์ วิริยางกูรภาพ อดีตนักศึกษาคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี

วรวิทย์ ไชยทอง ภาควิชาการปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬา ฯ

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล /ประชาชน

พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รหัส 46

ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์, นิสิตเกษตรศาสตร์, รหัส ๒๕๒๕

พิศาล ธรรมวิเศษ ชาวบ้าน

ศิรดา วรสาร อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รหัส 50

ธนุต มโนรัตน์ รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

เทพวุธ บัวทุม คนไท

มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม ราษฎร

สุเทพ ศิริวาโภ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น/ประชาชน

นายนิคม โชติพันธ์ ประชาชน

ธนพล พงศ์อธิโมกข์ CCP/ประชาชน

อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วรัญญา เกื้อนุ่น รหัส 37 คณะนิติศาสตร์ มธ

วรรษชล ศิริจันทนันท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟังเสียงเด็กนิติมธ กับมุมมองต่อ นิติราษฏร์ 30 01 55

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

หนุน ค้านคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ธรรมศาสตร์เคลื่อนม 112

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

อดีตอธิการ มธ ชี้ ห้ามเคลื่อน 112 ขัดหลักการมหาวิทยาลัย

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

มธ.ห้ามใช้พื้นที่เคลื่อนไหวแก้ม.112

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ไม่มีเสรีภาพเรื่องม.112 ในธรรมศาสตร์

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

31 1 55 หนุน ค้าน มธ ห้ามนิติราษฎร์แสดงความคิดเห็น

Posted by KwamRak on 31.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน

Posted by KwamRak on 31.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 


ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน

วาทะสำคัญนี้มีต้นเค้ามาจาก
บทความอันลือลั่นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ สะท้อนชัดหลักการของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2477 ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเสมอภาคทางการศึกษา ธรรมศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสาธารณชน ที่พัฒนาสืบเนื่องตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษ จากความเป็นตลาดวิชาสู่มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ โดย ผู้ประศาสน์การคนแรกของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ปรัชญาของการตั้งมหาวิทยาลัย ปรากฏตามสุนทรพจน์ ของท่าน รายงานต่อผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ มีดังนี้ "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพ
ของการศึกษา..." 

สิ่งเหล่านี้กำลังจะถูกลบหา
ยไปโดยการส่งคนของอำมาตย์เข้ามาแทรกแซงเพื่อที่บิดเบือนและลบล้างอุดมการณ์ที่มีอยู่เดิมออกไปเสียให้สิ้นซาก จากพฤติกรรมที่ผ่านมาของ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบันได้มีจิตใจโน้มเอียงไปทางด้านอำมาตย์อย่างชัดเจน ตั้งแต่เปิดให้มีการเครื่องไหวของ กลุ่ม พธม. เรื่อยมาตั้งแต่ปี ’51 จนถึงปัจจุบัน แต่กลับทำตัวเป็นปรปักษ์กับประชานชนเรื่อยมา ล่าสุดนี้ก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่าได้ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่สั่งการให้มีการหยุดการเครื่องไหวของคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ต่อกรณี ม.112 เมื่อไม่นานนี้ส่งผลให้ประชาชนที่กำลังเฝ้าดูต่อกรณีนี้ให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยว่า ธรรมศาสตร์ได้ถูกครอบงำและกำลังถูกลบอุดมการณ์ที่มีมาช้านานไปออกไปจากรั่วมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของศิษย์ธรรมศาสตร์และประชาชนแล้วจริ

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ท่านจงเลือกเถิดว่าจะอยู่ข้
างประชาชนหรืออยู่ข้างตรงข้ามกับประชาชน แต่การกระทำทั้งหมดนั้นผมและพี่น้องประชาชนคิดว่าท่านได้เลือกแล้วและคิดว่าตัวท่านเองก็ได้เลือกแล้วเช่นกัน อำนาจที่คุ้มกะลาหัวท่านก็กำลังจะเสื่อมอำนาจลงไปอีกไม่ช้านาน จงใช้ชีวิตที่เหลือของท่านอย่างอัปยศอดสูและเดียวดายเถิด 

หากท่านจะกลับตัวกลับใจตอนน
ี้ก็ยังไม่สายเกินไป...

ขอให้โชคดีจงมีแด่ท่านผู้เจ
ริญทางจิตใจและดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิด

เริ่มประท้วงกันไปอย่างกว้างขวาง ต่อกรณี มติ กบม. ธรรมศาสตร์

Posted by KwamRak on 31.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 
เริ่มประท้วงกันไปอย่างกว้างขวาง ต่อกรณี มติ กบม. ธรรมศาสตร์
 

ร่วมกันผนึกกำลัง ทำให้ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นจริง จากห้องสัมมนาสู่ภาคสนาม

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ร่วมกันผนึกกำลัง ทำให้ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นจริง
จากห้องสัมมนาสู่ภาคสนาม

ที่มา ประชาไท
ใจ อึ๊งภากรณ์

ในสังคมการเมืองไม่มีอะไรหยุดนิ่งคงที่ อันนี้เป็นหลักวิภาษวิธีมาร์คซิสต์ และหลักศาสนาพุทธด้วย หลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วที่นำไปสู่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และหลังการจับมือกันเสมือนมิตรแท้ระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับทหารมือเปื้อนเลือด พร้อมกับการคล้อยคลานตามก้นรัฐบาลของแกนนำเสื้อแดง นปช. เส้นแบ่งในสังคมไทยระหว่าง “คนก้าวหน้าที่รักเสรีภาพประชาธิปไตย” กับ “คนล้าหลังที่อยากให้ไทยเป็นทาสต่อไป” ไม่ใช่ระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองอีกต่อไป เส้นแบ่งอยู่ระหว่างผู้ที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์รวมถึงข้อเสนอของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) กับทุกคนที่ต้องการปกป้องความมืดป่าเถื่อนล้าหลังของสังคมเผด็จการไทย

เป็นที่น่าเสียดาย (แต่เราไม่ควรแปลกใจ) ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในกลุ่มหลัง ที่น่าเสียดายมากกว่านั้นคือดูเหมือนแกนนำ นปช. ก็อยู่ในกลุ่มที่ปกป้องความมืดด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือเสื้อแดงทุกคนต้องตั้งคำถามว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน

แต่ละคนที่คลานเข้าไปในที่มืด คงมีข้อแก้ตัวต่างๆ นานา ในที่นี้ผมไม่ได้พูดถึงทหารมือเปื้อนเลือดหรือพวกเสื้อเหลือง เพราะเขาเหล่านั้นมีส่วนในการสร้างที่มืดแต่แรก และในกรณีทหารที่ฆ่าประชาชนเป็นประจำ เขาได้ดิบได้ดีจากการสร้างยุคมืดและการใช้กฏหมาย 112 ในการปกป้องสิ่งที่เขาทำมาตลอด

ผมพูดถึงคนเสื้อแดงที่เลิกสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของขบวนการเสื้อแดงให้กลายเป็นว่าเสื้อแดงสู้และเสียสละเสียชีพ เพื่อให้ยิ่งลักษณ์ เฉลิม และณัฐวุฒิ เป็นรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะลองย้อนกลับไปคิดว่า ในช่วงที่ชุมนุมใหญ่ที่ราชประสงค์ พวกเราทุกคนรวมถึงคนที่เสียสละในพื้นที่ คิดและพูดแบบนั้นหรือไม่ ไม่เลย มีการพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยมากกว่า

ถ้าเราเขี่ยข้อแก้ตัวไร้สาระต่างๆ นานาของฝ่ายที่จับมือกับขบวนการยุคมืดออกไป จะเห็นว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์กับ ครก.112 เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยพื้นฐาน เพราะถ้าเราไม่ลบผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา และไม่นำคนที่สั่งฆ่าประชาชนและฉีกรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงมาลงโทษ รัฐประหารและการเข่นฆ่าประชาชนจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และถ้าเราไม่แก้หรือยกเลิก 112 ประเทศไทยก็จะยังคงมีกฏหมายเผด็จการที่ปิดปากประชาชนไม่ให้พูดในเรื่องสำคัญๆ ทางการเมือง และไม่ให้วิจารณ์พฤติกรรมของกองทัพที่อ้างกษัตริย์ตลอด

นอกจากนี้คนบริสุทธิ์ที่โดนขังในคุกป่าเถื่อนของไทยด้วยกฏหมายนี้ก็จะไม่มีวันถูกปล่อย มันเข้าใจง่ายครับ ดังนั้นการอ้าง “ปรองดอง” เพื่อไม่แตะ 112 และไม่แตะทหารของนักการเมืองเพื่อไทยทั้งหมด และเสื้อแดงบางคน เป็นเพียงการนำใบบัวเล็กๆ มาปิดไดโนเสาร์ที่ตายทั้งตัว

อาจารย์ในกลุ่มนิติราษฎร์ และแกนนำ ครก. 112 เขาก้าวเข้ามาเพื่อจุดไฟนำทางไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ถ้ามองว่าเป็นกิฬาวิ่งแข่ง อาจมองว่ารับหน้าที่ต่อจาก บก.ลายจุด และแกนนำเสื้อแดงก่อนหน้านั้นที่เคยนำการต่อสู้แต่ตอนนี้ล้มไปข้างทางแล้ว

ประเด็นสำคัญคือ ท่านผู้อ่าน และกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มนักกิจกรรมที่คุณคลุกคลีด้วย กำลังเลือกข้างไหน คุณและพรรคพวกจะเลือกอยู่กับคนที่ต้องการปกป้องความมืดป่าเถื่อนล้าหลังของสังคมเผด็จการไทย หรือคุณจะเลือกข้าง นิติราษฎร์ กับ ครก.112? และผมขอเน้นคำว่า “พรรคพวก” เพราะการเปลี่ยนสังคมไม่เคยเป็นเรื่อง ที่ปัจเจกทำได้ด้วยการนั่งคิด หรือแค่ไปนั่งฟังสัมมนาในฐานะผู้บริโภคความรู้ เราต้องมีพลังที่มาจากการรวมกลุ่มกับคนอื่น และลงภาคสนาม

เราจะร่วมผนึกกำลังเพื่อทำให้ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์และ ครก. 112 เป็นจริงได้อย่างไร? ผมไม่มีสูตรวิเศษอะไร และมันเป็นเรื่องที่เราต้องเร่งคิด ผมเพียงแต่รู้ว่าถ้าเสื้อแดงทุกคนไม่ถามตัวเองว่าเลือกข้างไหน แล้วถามกลุ่มเสื้อแดงที่รู้จักกันว่าพวกเรามีจุดยืนอย่างไร พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด ถ้านิสิตนักศึกษาและนักวิชาการที่สนับสนุน นิติราษฎร์และ ครก. 112 ไม่จงใจรวมกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวกับคนอื่น พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด และถ้านักสหภาพแรงงานที่มีอำนาจซ่อนเร้นทางเศรษฐกิจ ไม่ถามตนเองและเพื่อร่วมขบวนว่าจะเลือกข้างไหน พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดเช่นกัน ....แต่แค่นั้นก็ไม่พอ

การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ว่าจะเป็นในไทย อียิปต์ ยุโรป หรือในกลุ่ม Occupy ที่สหรัฐ ไม่เคยเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการชุมนุมเดินขบวน ถ้าไม่มีการประท้วงโดยหลากหลายวิธี และถ้าไม่มีความพยายามที่จะนัดหยุดงานด้วย ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ปัจเจกที่ไม่สังกัดกลุ่มอะไรทำได้

และเมื่อเราต้องทำงานเป็นกลุ่ม มันแปลว่าเราต้องพร้อมจะประนีประนอมบ้างเพื่อสามัคคีขบวนการภายใต้จุดยืนร่วมที่จะ นำไปสู่เสรีภาพและประชาธิปไตย ผมเองมองว่าในเรื่อง 112 ควรยกเลิกเลยโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นกฏหมายเผด็จการ แต่ผมพร้อมจะร่วมขบวนกับคนที่มีข้อเสนอแบบ ครก. 112 โดยไม่เสียเวลาในการทะเลาะอะไรเล็กน้อยๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ในขั้นตอนนี้

สุดท้ายนี้ฝ่ายคลั่งสถาบันชอบเบี่ยงเบนประเด็นด้วยข้อกล่าวหาและคำถามโง่ๆ เพื่อไม่ต้องมาถกในเนื้อเรื่องจริง คำถามหนึ่งคือเขาถามพวกเราว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอนในทางที่ถูกหรือยังไง” ในกรณีผมพ่อแม่ผมสั่งสอนให้เคารพประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนโดยไม่มีข้อแม้ คือไม่ควรมีสูงมีต่ำ และพ่อแม่ผมสอนให้คัดค้านเผด็จการทหารมือเปื้อนเลือดมาตลอด แต่จริงๆ แล้วมันไม่สำคัญ คนที่มองว่าเรื่องแบบนี้สำคัญคงจะเป็นคนที่พ่อแม่สอนให้ตอแหลทางการเมือง ปิดกั้นประชาธิปไตย และสนับสนุนทหารมือเปื้อนเลือดมั้ง? และผมก็สงสัยว่าพ่อแม่ของคนเหล่านี้มีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนที่สนามหลวงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หรือมีส่วนในการไล่อาจารย์ปรีดีออกจากประเทศก่อนหน้านั้นหรือไม่

ขู่ฆ่า‘วรเจตน์-ปิยบุตร’

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
ที่มา thaifreenews
โดย 
Friend-of-Red



ขู่ฆ่า‘วรเจตน์-ปิยบุตร’...แต่ สมาชิกนิติราษฎร์ไม่มีใครหวาดกลัวกับการข่มขู่ "เราไม่ได้ท้าทายแต่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย" 

แกน นำนิติราษฎร์แฉมีอีเมล์จากทหารสังกัด พล.1 รอ. ข่มขู่ให้หยุดเคลื่อนไหว อ้างคนในกองทัพเริ่มทนไม่ไหวแต่ยังไม่ปักใจเชื่อเป็นทหารจริงหรือไม่ เผย “วรเจตน์-ปิยบุตร” ถูกคุกคามหนักถึงขนาดขู่เอาชีวิต ผิดหวังสังคมไทยยังไม่พร้อมเปิดรับฟังความเห็นเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับประชาธิปไตย ยืนยันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง นำเสนอทุกอย่างตามหลักวิชาการ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยถือว่าจบ อยากให้คนถืออาวุธทุกกลุ่มอดทนฟังอย่างสันติ เตรียมนัดสมาชิกหารือในสัปดาห์นี้เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนท่าทีการ เคลื่อนไหว

หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จนนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อ ของคณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อผลักดันร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาภายในเวลา 112 วัน รวมทั้งข้อเสนอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหา กษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันทางด้านการเมือง จนเกิดกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งจากกองทัพ ฝ่ายการเมือง รวมถึงภาคประชาชนบางกลุ่ม ล่าสุดมีผู้อ้างว่าเป็นทหารจาก พล.1 รอ. ส่งข้อความข่มขู่เข้ามาในอีเมล์ของคณะนิติราษฎร์ระบุว่าสายทหารเริ่มทนไม่ ไหวแล้ว

ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในแกนนำนิติราษฎร์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มยังไม่แน่ใจว่าผู้เขียนอีเมล์ที่ส่งมาเป็นทหารจริงหรือไม่ และข้อมูลที่ให้มาเป็นจริงหรือไม่

“ถ้าเป็นทหารจริงและมีแนวคิดอย่าง นี้เกิดขึ้นในค่ายทหารจริง อยากชี้แจงว่าคณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นตามหลักวิชาการที่ถูกต้องทั้งในหลักสากลและหลักวิชาการที่ศึกษา มา เมื่อเห็นว่าอะไรที่ถูกต้องสำหรับสังคมไทยก็เสนอออกมา ทหารหรือกลุ่มใดก็ตามที่มีอาวุธอยากขอให้อดทนฟังความเห็นของเราแบบเป็นพี่ น้องกันในสังคม” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ข้อเสนอของเราเป็นเพียงความเห็นหนึ่ง หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ถือว่าจบ ไม่มีผลอะไรต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงของสถาบันใด อย่างไรก็ตาม การมีอีเมล์นี้เข้ามาเราถือว่ามีคนที่มีไมตรีจิตกับเราเตือนมาด้วยความหวัง ดี

ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวอีกว่า สมาชิกนิติราษฎร์ไม่มีใครหวาดกลัวกับการข่มขู่ แต่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเจอหนักกว่าคนอื่นๆ ต้องไปถามทั้ง 2 ท่านว่ากลัวหรือไม่ เพราะมีถึงขู่เอาชีวิต เราไม่ได้ท้าทายแต่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย

“เราเศร้าใจกับการข่มขู่ เพราะสิ่งที่เราเชื่อว่าสังคมไทยพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปอย่างสงบสันติ เป็นสังคมที่เปิดกว้างให้ทุกคนทุกฝ่ายมาร่วมกันแสดงความเห็นไม่ใช่เรื่อง จริง แต่ก็ยังเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสามารถเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ในสัปดาห์นี้สมาชิกในกลุ่มได้นัดหารือเพื่อประเมินสถานการณ์และท่าทีของตัว เองว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิติราษฎร์ได้ออกประกาศถึงประชาชนผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลัก วิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน นิติราษฎร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอทราบ และสบายใจว่าข้อเสนอทุกข้อของนิติราษฎร์เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการ และอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้นไม่ถือเป็นความผิดใดๆทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของ มาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงให้ปรับปรุงแก้ไขเสีย

การ รวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไปไม่ยุติจนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อ ตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวมคือ ครก.112 ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ http://www.ccaa112.org/contact-us.html หรือทาง Facebook https://www.facebook.com/ccaa112 กรอกรายละเอียดพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมเซ็นรับรอง สำเนา ส่งไปรษณีย์ไปที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150509933360723&set=a.344212865722.161634.344197095722&type=1

อธิการ มธ. เผยมติฝ่ายบริหารไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เคลื่อนไหว ม.112

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

อธิการ มธ. เผยมติฝ่ายบริหารไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เคลื่อนไหว ม.112

หวั่นคนเข้าใจผิดคิดว่าการรณรงค์แก้ไข ม.112 เป็นการดำเนินการของ มธ. และอาจเกิดความขัดแย้งรุนแรงจนไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยได้ ด้าน "เกษียร เตชะพีระ" โพสต์ระบุน่าเสียใจที่ผู้บริหารไม่เห็นความจำเป็นของมหาวิทยาลัยในฐานะที่แสวงหาทางออกจากความขัดแย้งแก่สังคมด้วยเหตุผลและหลักวิชาโดยสันติ

วันนี้ (30 ม.ค.) ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่ากรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติเอกฉันท์ไม่ให้ พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 112 อีกต่อไป

โดย ศ.ดร.สมคิดได้โพสตข้อความดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กเมื่อเวลา ประมาณ 17.15 น. ว่า "ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัย คณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัย หรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้"

ขณะที่ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นในเฟซบุคด้วยว่า "เป็นเรื่องเศร้า แต่ไม่เหนือความคาดหมาย เหตุผลแรกฟังไม่ค่อยมีน้ำหนัก เพราะยังไม่เคยได้ยินใครว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นด้วยกับการผลักดันให้แก้ไข ม. 112 เลย สังคมทั่วไปทราบดีว่าเป็นกลุ่มนิติราษฎร์และ ครก.112 ไม่ใช่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยรวม ส่วนเหตุผลหลัง ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ แต่ยังไม่เห็นเค้ารอยความเป็นไปได้ชัดเจนนอกจากการเผาหุ่นที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวเท่ากับผลักดันให้เวทีแสดงความเห็นและแก้ไขความขัดแย้งเรื่องนี้หลุดลอยจากวงวิชาการออกไปสู่ท้องถนนหรือที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งน่าจะล่อแหลมต่อความรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ น่าเสียใจที่คณะผู้บริหารไม่เห็นความจำเป็นของบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะที่แสวงหาทางออกจากความขัดแย้งแก่สังคมด้วยเหตุผลและหลักวิชาโดยสันติ"

prachatai

กระแส"ปฏิวัติ" แค่กระสุนด้าน

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 หากติดตามข่าวสารการเมืองช่วงที่ผ่านมา

จะพบว่าข้อเสนอของนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ทั้งกรณีแก้ไขรัฐ ธรรมนูญปี 2550 หรือการเดินหน้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ล้วนมีเนื้อหาแตกต่างจากจุดยืนของรัฐบาล พรรคเพื่อไทยและกลุ่มนปช. แดงทั้งแผ่นดินชัดเจน

ในขณะที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ส.ส.และส.ว.เลือก 25 คนมาทำหน้าที่คณะทำงานยกร่างรัฐธรรม นูญฉบับใหม่

แต่แกนนำรัฐบาลยังยืนยันแนวทางการแก้ไข มาตรา 291 เปิดทางให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือส.ส.ร.3

โดยมีแกนนำนปช.เสื้อแดงประกาศสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล เพราะเห็นว่าแนวทางของกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ยึดโยงกับประชาชน อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

ยิ่งกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กลุ่มนิติราษฎร์เดินหน้าเต็มสูบจัดตั้งคณะรณรงค์การแก้ไข หรือครก.112

แต่แกนนำรัฐบาลไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว. มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย

แกนนำนปช.ทั้ง นางธิดา โตจิราการ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ประกาศชัดว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์กรณี มาตรา 112 ไม่เกี่ยวกับกลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดิน

ถึงจะชัดเจนขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีบางพรรค การเมือง บุคคลบางกลุ่ม นักวิชาการ ส.ว.และอดีตนายทหารบางคนในเครือข่ายคณะรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 ที่พลาดหวังอย่างรุนแรงจากการเลือกตั้ง 3 ก.ค.54

พยายามผูกโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ากับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันให้เป็นเรื่องเดียวกัน

พยายามผูกโยงตัวละครในรัฐบาลเพื่อไทย กลุ่มนปช. และคณะนิติราษฎร์เข้าด้วยกัน เพื่อกล่าวอ้างว่าทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นขบวนการเดียวกัน มีจุดประสงค์ในการล้มล้างสถาบัน

จากนั้นก็เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ

ต่อกรณีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ศูนย์กลางกองทัพอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ออกมาตอบโต้นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ก็เป็นความรุนแรงในเกม ไม่ใช่นอกเกม

ถ้าจะว่าไปท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ ยังสอดรับกับท่าทีของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่พูดชัดถ้อยชัดคำเกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า

"เรามองเรื่องการปกป้องสถาบันมากกว่า เราไม่ได้มองเรื่องตรงนี้ เรามองในเรื่องการใช้ และไม่ควรนำสถาบันไปในทางอื่น เชื่อว่าทุกคนมีแนวทางเดียวกัน คือร่วมกันปกป้องสถาบัน"

ยิ่งฟังร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ยิ่งชัดเจนว่ารัฐบาลไม่มีวันเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 เด็ดขาด ทั้งยังโจมตีนักวิชาการที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าเป็นพวก "กินยาผิดซอง"

กระทั่งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ยังยืนยันในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในศีรษะเลย

ขณะที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ระบุการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ไม่มีส่วนเชื่อมโยงถึงการแก้ไขมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของกลุ่มนิติราษฎร์

"นักวิชาการจะเสนอก็เป็นสิทธิของนักวิชาการ แต่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ทั้งหมดต้องเป็นไปตามกระบวนการของรัฐสภา เหมือนการเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งประธานรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณา"

หรือแม้แต่กลไกรัฐอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้เห็นแตกต่างไปจากกองทัพ

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. กล่าวว่าความรับผิดชอบในการปกป้องสถาบันคือเรื่องสำคัญอันดับ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ตอนนี้ยังจำกัดอยู่ที่การแสดงความเห็นในเชิงวิชาการ แต่หากเมื่อใดมีการ "ล้ำเส้น" ก็ต้องมีความผิด ถูกดำเนินคดีแน่นอน

แม้รัฐบาลจะนั่งยัน นอนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเสนอต่างๆ ของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ก็ยังมีบางคนไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ

ยังใส่เกียร์เดินหน้าใช้ประเด็นการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 เป็นชนวนเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองด้วยวิธีนอกระบบให้ได้

กระนั้นก็ตามนักวิเคราะห์บางคนกลับมองข้อเรียกร้องให้ทหารทำปฏิวัติว่าไม่ต่างจาก "กระสุนด้าน"

เพราะไม่เชื่อว่าการเคลื่อนไหวแก้มาตรา 112 ซึ่งไม่ได้รับการขานรับจากรัฐบาลและส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิวัติ

หนำซ้ำการที่บางคนออกมาปลุกระดม ยั่วยุให้เกิดการปฏิวัติยังจะเข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง

อย่างที่อดีตส.ว.เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และทนายความคนเสื้อแดงเข้าแจ้ง ความดำเนินคดีกับพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไว้แล้ว

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 ได้รับการคาดหมายตั้งแต่แรกว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ของปีนี้ ระดับเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความขัดแย้งทางความคิดในมาตรา 112 ยังกระตุ้นให้นักวิชาการชื่อดังอย่างนายธีรยุทธ บุญมี ซึ่งหายหน้าไปนานกว่า 3 ปี ต้องกระโดดออกมาร่วมวงชี้ว่า

กรณีมาตรา 112 คือความขัดแย้งทั้งทางกว้างและทางลึก ระหว่างรากหญ้าหรือกลุ่มคนเสื้อแดง กับกลุ่มรากความคิดเก่าหรือคนที่มีความเชื่อแบบดั้งเดิม

เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความขัดแย้งที่แท้จริง และอาจเคลื่อนตัวไปสู่ปัญหาที่มากกว่าความรุนแรง ทางออกในการแก้ไขปัญหา คือต้องมองปัญหาในแบบที่เป็นจริง

ขณะที่บางคนพยายามมองอย่างเป็นกลางว่า แนวคิดของคณะนิติราษฎร์เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ถูกต่อต้านมากเพราะเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้าไปไกล เกินกว่าสังคมไทยจะปรับตัวตามทัน

ที่สำคัญหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 สถานการณ์การเมืองโดยรวมจะดูสงบ แต่ก็มีสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่ายังมีความ คุกรุ่นภายใน

พร้อมปะทุรุนแรงหากรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำไม่ว่าจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกรณีมาตรา 112

กลุ่มอำนาจเก่าไม่รามือง่ายๆ แน่

"ส.ศิวรักษ์" ป้อง "วรเจตน์ จงรักภักดี รักษาสถาบันฯ"

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดแห่งสยามได้ทวิตข้อความผ่านเฟรซบุ๊คส่วนตัว โดยแสดงความเห็นชัดเจนว่าอาจารย์วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฏร์ มีความจงรักภักดี และทำเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยมีข้อความว่า

"ผมสนับสนุน อุดหนุน วรเจตน์ ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ดีมาก พวกที่โจมตี ส่วนมากไม่มีเหตุผล เรื่องทุนอะไร ทุนมหิดล ที่โจมตีกันน่ะ วรเจตน์นี่มันจงรักภักดี ข้อเสนอของเขานี้ เพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเลย"
อ.สุลักษณ์ กล่าวฝากบอก อ.วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ และทุกๆคน
ผ่านทาง Facebook (26/1/55)

ข่าว ผบ ทบ ด่านิติราษฎร์ คดีหมิ่น 112

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ประชาธิปไตยกษัตริย์นิยม

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

กลุ่มพลังประชาธิปไตยให้กำลังใจคณะนิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ยุทธวิธีฝ่ายตรงข้ามคือ จับ 112 มัดรวมเพื่อไทย/แดง แล้วล้มการแก้ รธน./ล้มกระดาน

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา thaifreenews
โดย 
ลูกชาวนาไทย

ผมไม่อยากเขียนประเด็น 112 กับพรรคเพื่อไทยมากนัก เพราะไปๆ มา ๆ พวกเราอาจโต้แย้งกันเองมากกว่าที่จะไปโต้แย้งกับฝ่ายตรงข้าม

แน่นอน พรรคเพื่อไทยก็ควรพยายามเงียบเรื่องนี้เอาไว้ ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่นายกฯปู ปธิเสธแค่นั้น ก็มากพอแล้ว อันนั้นผมพอยอมรับได้ (แต่ไม่ค่อยพอใจมากนัก) ผมเข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ทำใจได้ยากเหมือนกัน แต่ก็ต้องพยายามทำใจ


วันนี้ผมไม่คิดว่าพวกอำมาตย์ จะกังวลเรื่อง 112 มากนัก เพราะมันไม่ได้กระทบอะไรกับ "กลุ่มชนชั้นสูง"มากนัก แต่มันเป็๋นยุทธศาสตร์ที่อาจ "ปลุกมวลชนฝ่ายขวาจัด" ขึ้นมาได้ (อาจนะครับ เพราะประชาชนยังเงียบ) เขาก็ต้องใช้เงื่อนไขนี้เพื่อปลุกระดม

สิ่ง ที่พวกเขากังวลคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้อำนาจของพวกเขาลดลงไปอย่างมาก แต่การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น วันนี้มันเลยจุดนั้นไปแล้ว ต่อต้านได้ยาก

ดังนั้นยุทธวิธีขอพวกเขา คือ การจับมัด 112 รวมกับรัฐบาลปู/พรรคเพื่อไทย/คนเสื้อแดง พยายามสร้างกระแสให้ "นิติราษฎร์กลายเป็นนิติเรด" เมื่อมัดสิ่งพวกนี้เข้าด้วยกันสำเร็จ (หากพวกเขาทำได้) ก็สามารถเตะชูตมันทีเดียวเข้าประตู ล้มกระดานกันได้เลย เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกแทบหมดฝูง ตามยุทธศาสตร์ของพวกเขา

แต่ วันนี้สถานการณ์มันไม่ไปถึงขั้นนั้นเท่านั้น เพราะคนตาสว่างกันมาก และเบื่อความขัดแย้ง คนชนบทลดการสนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยลงไปแทบหมด ทำให้ปลุกกระแสขึ้นยาก

แต่อาจปลุกขึ้นบางระดับ

วันนี้ผมคาด ว่า กลุ่มที่มีพลังหนุน "นิติราษฎร์" ดีที่สุดคือ กลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชน ที่ลงชื่อใน 112 คนแรก ไม่ใช่ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทย หรือคนเสื้อแดง

ผม เห็นว่าเรื่องนี้ เบื้องหลังนิติราษฎร์เป็น นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.ชาญวิทย์ ปราบดา หยุ่น และนักวิชาการปัญญาชนมีชื่อ ดีกว่า เป็น ณัฐวุฒิ จตุพร หมอเหวง อ.ธิดา และผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงแทบจะทั้งหมดเห็นด้วยกับการแก้ไข 112 อยู่แล้ว

ส่วนรัฐบาลนั้นก็ต้องระมัดระวังทางการเมือง แต่หากคนทั้งหมดเอาจริง ๆ ท้ายที่สุดนักการเมืองก็ต้องกลับคำพูดอยู่ดี แต่วันนี้ เขาพยายามห่างเอาไว้ ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันตัวเอง ส่วนหนึ่งก็คงเป็นยุทธวิธี ยกเว้นพวกรัฐมนตรีบางคนที่ห่วงตำแหน่ง

แม้ ว่าผมจะเข้าใจดี ถึงสถานการณ์ แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบใจนัก ที่พรรคเพื่อไทย ออกมาพูดปฎิเสธ มากเกินไป คือ เงียบเสียบ้างก็ดี ได้ปฎิเสธเป็นทางการแล้ว ก็เลิกพูดได้แล้ว

คนเสื้อแดงก็ควร สนับสนุนนิติราษฎร์เป็นการส่วนตัว ไม่ต้องใส่เสื้อแดงก็ได้ (แต่เครือข่ายก็ยังเป็นเสื้อแดง)

แต่ เรื่อง 112 ไม่ควรเป็นกิจกรรมของเสื้อแดง หรือถูกมัดรวมกับคนเสื้อแดง แต่เป็นกิจกรรมของคนรักประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน (มันก็เสื้อแดงแหละว๊ะ)

ผมคิดว่าเราไม่ควรใจร้อนมากเกินไปว่ามันต้องเสร็จในบัดนาวว์ แต่ต้องผลักมันไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผลักไปให้ได้ไกลที่สุด

สู้ กับอำมาตย์มา 5 ปี ส่วน 112 สู้กันมาได้ยังไม่ถึงปีดี หนทางอาจไกลหรือใกล้ เราก็ยังไม่ทราบ แต่วันนี้มาไกลมากเกินกว่าที่คิด แต่ยังไม่ถึงปลายทางเท่านั้น

ข่าว ชุมนุมต้านนิติราษฎร์ 200 คน

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - News 0 trackback


แมลงสาปอ่านแถลงการณ์นิติราษฏร์ไม่ออก ก็ทำแบบเดิมๆคือยุยงปลุกปั่น

2012 01 28 Intelligence Voice TV "ครก 112 VS สยามประชาภิวัฒน์" ว่าด้วยการแก้ ไม่แก้ ม 112

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

นิธิ เอียวศรีวงค์ intelligence 29 01 55

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

ห้ามใช้ธรรมศาสตร์เคลื่อนไหว

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ภาพชุด "แนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ"นำม๊อบหล๊อมแหล๋ม ประท้วง "นิติราษฎร์" ยื่นหนังสือให้ศาลหยุดยั้งการทำลายชาติ

Posted by KwamRak on 29.2012 News 0 trackback
     เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เเละ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน นำกลุ่มเเนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ ไปชุมนุมเผาหุ่นนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้นำรายชื่อประชาชน 53,948 รายชื่อ เพื่อขอให้อำนาจตุลาการเข้ารับผิดชอบในการหยุดยั้งการทำลายชาติ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยเเห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนางพรพิมล จิระศิริโรจน์ ผอ.ศาลฎีกา เป็นตัวเเทนมารับรายชื่อ บริเวณหน้าศาลฏีกาสนามหลวง 



นำขบวนโดย อีแก่นรก ขาประจำ
ขบวนการ ขี้แพ้ ชวนตี
อีแก่ ลุยดะ

29 1 55 ข่าวค่ำDNN อนุสรณ์ แนะ จิตภัสร์ ศึกษาข้อเสนอนิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback


ผลของการไม่หัดใช้"สมองของตน"คิด อ้างแต่เป็นผู้เจริญมีการศึกษา แต่ไม่มีปัญญาค้นคว้าอ่านข้อมูลด้วยสติปัญญาของตนแล้วออกมาชี้นำความโง่ต่อสังคม อนาถใจไทยแลนด์

29 1 55 ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ หยุดใส่ร้าย คณะนิติราษฎร์ หมิ่นสถาบัน

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

หนุนนิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

สมศักดิ์ ตอบกลับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

Posted by KwamRak on 28.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback