เปิดพินัยกรรม สุรชัย แซ่ด่าน เหยื่อ 112

Posted by KwamRak on 26.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

นักโทษประหารสุรชัย

Posted by KwamRak on 24.2012 [ Listen ] 0 trackback


เลือกรับชมได้ที่ http://www.youtube.com/playlist?list=PLBCDADEE71F94DBCD

สุรชัยห้ามเผาศพ จนกว่าจะแก้ ม 112 สำเร็จ

Posted by KwamRak on 15.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

สุรชัยห้ามเผาศพ จนกว่าจะแก้ ม 112 สำเร็จ

จำคุก 5 ปี "สุรชัย แซ่ด่าน" หมิ่นเบื้องสูง รวมโทษเก่าด้วยเป็น 10 ปี

Posted by KwamRak on 01.2012 News 0 trackback
จำคุก 5 ปี "สุรชัย แซ่ด่าน" หมิ่นเบื้องสูง รวมโทษเก่าด้วยเป็น 10 ปี

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 27 เม.ย. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูงดำ อ.1177/55 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือด่านวิวัฒนานุสรณ์ อายุ 70 ปี แกนนำกลุ่มแดงสยาม เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2555 ระบุความผิดสรุปว่า

เมื่อระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.2554 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบังอาจกล่าวปราศรัยบนเวทีชั่วคราวด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท เหตุเกิดบนเวทีปราศรัยชั่วคราวลานวัดสามัคคีธรรม ซ.ลาดพร้าว 64 แขวงและเขตวังทองหลาง

โดยศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้วสอบถาม ซึ่งจำเลยแถลงให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พิพากษาจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยให้นับโทษจำเลยต่อในคดีหมิ่นเบื้องสูงของศาลอาญาอีก 3 สำนวน คดีแดง อ.503/55, 504/55 และ 505/55 ที่ศาลพิพากษาจำคุก 7 ปี 6 เดือน รวมจำคุก จำเลยไว้ทั้งสิ้น 10 ปี

สุรชัย แซ่ด่าน เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร:อย่าเป็นแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตนเองเพื่อเอาใจข้าศึก

Posted by KwamRak on 04.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_03.html



สุรชัย แซ่ด่าน เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร:อย่าเป็นแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตนเองเพื่อเอาใจข้าศึก

อดีตมิตรร่วมรบ-สุรชัย แซ่ด่าน เมื่อครั้งร่วมกับแกนนำนปช.ต่อสู้ ต่อมานปช.ได้ประกาศอัปเปหิเขาออกจากกลุ่มเพราะแนวคิดไม่ตรงกัน แต่เขายังทำคุณูปการให้กระบวนการต่อสู้ต่อมาในยุคที่แกนนำนปช.ถูกจับขังคุกคดีก่อการร้ายหลัง19พฤษภา53 โดยเดินสายปลุกขวัญมวลชนที่ระส่ำระสายทั่วประเทศให้ดำรงสภาพการต่อสู้เอาไว้ การชุมนุมเรียกร้องปล่อยตัวแกนนำนปช. แต่ตอนนี้มีเพียงความเงียบจากแกนนำนปช.ต่อชะตากรรมของเขา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มีนาคม 2555

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน) แกนนำแดงสยาม และจำเลยคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 7 ปีครึ่งเมื่อว้นที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรียุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และท่านพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

อย่าเป็นแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตนเองเพื่อเอาใจข้าศึก 

การเคลื่อนไหวของ นปช. ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้นปี พศ.2552เป็นต้นมามีเป้าหมายอยู่ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีจุดหมายอยู่ที่การยุบสภา แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และพรรคเพื่อไทยจะได้รับชัยชนะและจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้นการจัดชุมนุมใหญ่ในเดือนเมษายน 2552 ที่มีการล้อมทำเนียบรัฐบาลก็เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเชื่อถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยและ นปช. ภายใต้การนำของสามเกลอ

แต่ถูกล้อมปราบสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต ถูกจับกุมมากมาย จนบัดนี้คดีก็ยังไม่สิ้นสุดแต่พรรคเพื่อไทยและ นปช. ก็ไม่เปลี่ยนเป้าหมายและยุทธศาสตร์การต่อสู้

จนถึงปี พศ.2553 ก็จัดการเคลื่อนไหวใหญ่เรียกยุทธการนี้ว่า ”ลาวาแดง” คือการระดมคนเสื้อแดงทั้งประเทศเข้าสู่กรุงเทพฯ ในเดือน มีนาคม เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา

แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนประเภทเด็กดื้อ อวดฉลาด รวมทั้งคนที่เป็นเสนาธิ-การอยู่เบื้องหลังก็เช่นเดียวกันอ่านเกมพลาด จึงแทนที่จะหาทางออกตามวิถีทางการเมือง ที่เรียกคะแนนให้กับรัฐบาลตนเองอย่างท่วมท้นเป็นพระเอกในสายตาคนทั่วโลก

แต่กลับตัดสินใจใช้แผน 6 ตุลาคม 2519 หวังปราบปราม ไล่ล่า เช็คบิล ให้สิ้นซาก และขบวนการนักศึกษาประชาชนที่ถูกกระทำในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพราะสภาพการณ์ของโลกของสังคมไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนมาก และคู่ต่อสู้ของเขาก็ไม่ใช่ฝ่ายซ้ายเหมือนแต่ก่อน

ดังนั้นถึงจะถูกจับกุม ปราบปราม เข่นฆ่า ไล่ล่าจับกุมคุมขังจนตกอยู่ในสถานการณ์พ่ายแพ้ก็ชั่วขณะหนึ่ง แต่กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอำมาตย์คาดไม่ถึง ดังนั้นการลากยาวทอดเวลาไม่รีบยุบสภา ที่คิดว่าจะได้เปรียบกลับกลายเป็นช่วยให้ฟื้นจากอาการมึนงง คนเสื้อแดงกลับมาด้วยศักยภาพมากกว่าเดิม

ถึงวันนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มอำมาตย์คงนึกออกแล้วว่าถ้าตัดสินใจยุติการปราบปรามเข่นฆ่า วันนี้ก็ยังคงได้เป็นรัฐบาลอยู่ ด้วยภาพที่สวยงาม หรือหากเลือกเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 รีบยุบสภาไม่เกินเดือนสิงหาคม 2553 ที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงยังไม่ฟื้น เวลานี้รัฐบาลก็น่าจะเป็นของพรรคประชาธิปัตย์แกนนำ นปช.หลายคนก็ยังคงอยู่ในคุกไม่ได้เป็น ส.ส. ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ก็คงจะไม่ได้เป็น รมช. แต่ยังเป็น น.ช. อยู่

โอกาสที่ผ่านไปแล้วเอาคืนไม่ได้แล้ว เวลานี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับพรรคเพื่อไทยและ นปช. นับว่าบรรลุจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ ตามที่กำหนดแล้ว
แต่ถามว่า แล้วมีอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างถาวรหรือไม่ เอาแค่คนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก ก็ไม่สามารถช่วยเหลือออกไปได้ เทียบกับคนเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุววรรณภูมิ ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ช่วยเหลือ จนทุกวันนี้ยังไม่มีใครติดคุกแม้แต่คนเดียว

แล้วเวลานี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยออกมาข่มขู่คนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 จะให้มองว่าอย่างไร ฉลาดหรือโง่กันแน่

หรือเข้าใจว่าการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวเที่ยวนี้เป็นที่สุดแล้ว เป็นชัยชนะตลอดกาลแล้ว สามารถตกลงปลงใจร่วมผลประโยชน์กับฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมวลชนสนับสนุนอีกแล้ว หรือจะอธิบายได้ว่านี่เป็นเพียงแผนลับลวงพลางให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจเท่านั้น
ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรเวลานี้คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคนเสื้อแดงระดับคุณภาพที่ตาสว่างแล้ว มีความรู้สึกที่เคลือบแคลง ต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปมาก จึงควรที่ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยระดับคุณภาพจะออกมากู้ศรัทธากลับคืน อย่าปล่อยให้คนประเภทฉวยโอกาสกระแสพรรคเที่ยวสามหาวก้าวร้าว ต่อมวลชนที่สนับสนุนพรรคชนิดไม่กลัวความตายไม่ใช่มุดหัวทุกทีที่มีการยึดอำนาจ


ต้องศึกษาทบทวนบทเรียนในประวัติศาสตร์ถึงความฉลาดของรัฐไทยในการเอาชนะคอมมิวนิสต์ ขณะที่รอบบ้านเป็นคอมมิวนิสต์หมดแล้ว ประเทศไทยกำลังจะเป็นโดมิโนตัวต่อไป แต่ด้วยความชาญฉลาดจึงเดินทางไปเปิดสัมพันธภาพกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้นำหลักของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท) เป็นแผนแยกสลายทำลายทีละส่วน

จนในที่สุด พคท. ที่มีผู้นำเป็นคนแก่บ้องตื้น มองพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นเทพแล้วยอมตามทุกอย่าง กระทั่งเป็นศัตรูกับเวียดนามตามพรรคคอมมิวนิสต์จีน สุดท้ายถูกทอดทิ้งเพราะจีนเห็นประโยชน์กับรัฐไทยมากกว่าอุดมการณ์ พคท. จึงล่มสลาย เวลานี้ก็ยังไม่หายบ้องตื้น แบ่งเป็นสองฝ่าย นั่งเถียงกันเรื่องวิเคระห์สังคมไทย คงนั่งเถียงกันจนแก่ตายทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่อสู้อะไร

แผนนี้กำลังใช้กับรัฐบาลไทยพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงปัจจุบัน นั่นคือแผนแยกสลายทำลายทีละส่วน โดยแสร้งทำดีปรองดองกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดดเดี่ยวทำลายคนเสื้อแดงคุณภาพ ก่อนค่อยสลาย ”แดงแม่ยก” เปลี่ยนเป็น“แดงจงรักภักดี” แบบขวัญชัย ไพรพนา เมื่อหมดมวลชนเสื้อแดงก็เชือดพรรคเพื่อไทย ตอนนี้ก็คือการอี๋อ๋อระหว่างอำมาตย์ใหญ่กับนายกฯปูก็เพื่อบรรลุแผนนี้

นายกฯปูนั่นก็เหมือนนกกระจิบหัดบินเมื่อเผชิญเหยี่ยวใหญ่ที่ช่ำชองย่อมไม่เท่าทันหรอก ดังนั้นการที่คนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ออกมาข่มขู่คุกคามและโดดเดี่ยว คนเสื้อแดง ที่เคลื่อนไหว ให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และผู้ต้องคดีตามมาตรนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ทัพที่ทำลายนักรบของตัวเอง เพื่อเอาใจข้าศึก วันใดที่หมดนักรบแม่ทัพจะถูกฆ่าอย่างง่ายดาย

หวังว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย คงฉลาดพอที่จะเท่าทันในแผนนี้

คนเสื้อแดง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

28 กุมภาพันธ์ 2555

29 2 55 ข่าวเที่ยงDNN ศาลจำคุก สรุชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 15 ปี

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - News 0 trackback

ศาลจำคุก สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 15 ปี

Posted by KwamRak on 28.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ศาลตัดสินจำคุก 15 ปี 'สุรชัย' คดีหมิ่นเบื้องสูง

Posted by KwamRak on 28.2012 News 0 trackback
 ศาลตัดสินจำคุก 15 ปี 'สุรชัย' คดีหมิ่นเบื้องสูง
(กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)

ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก - 28 ก.พ.55- พิพากษาจำคุก 3 สำนวน 15 ปี “สุรชัย แซ่ด่าน” แกนนำแดงสยาม หมิ่นสถาบัน รับสารภาพโทษจำคุกเหลือ 7 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ชี้ เรียนจบปริญญาตรี เคยรับเลือกตั้งเป็นผู้นำท้องถิ่น มีวุฒิภาวะ กลับทำผิดซ้ำซาก พฤติการณ์ร้ายแรง สร้างความขัดแย้ง ทนายเตรียมขออภัยโทษเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อเวลา 09.50 น.ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3187/2554 ,อ.1620/2554 , อ.360/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือด่านวัฒนานุสรณ์ อายุ 68 ปี แกนนำกลุ่มแดงสยาม เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่ 11 ก.ย.53 , 18 ธ.ค.53 และ 29 ต.ค.53 จำเลย กล่าวปราศรัย โดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปเสื่อมศรัทธาไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เวทีปราศรัยชั่วคราว สนามกีฬาเทศบาล ต.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ , ในงาน “เสวนาตาสว่างครั้งที่ 2 โดย 4 ส.” ที่ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว กทม. และการปราศรัยต่อผู้ร่วมชุมนุมที่วัดศรีบุญเรือง หมู่บ้านดงมะกรูด ต.หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี

โดยจำเลย ให้การรับสารภาพ ทั้งสามสำนวน ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคำรับสารภาพ ประกอบรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาให้จำคุกสำนวนคดีละ 5 ปี รวมจำคุก 3 สำนวน 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี เห็นควรลดโทษให้สำนวนคดีละ กึ่งหนึ่ง จำคุกคดีละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 สำนวน ทั้งสิ้น 7 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า แม้จำเลยมีอายุ 68 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ อีกทั้งยังเคยได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิก อบจ.นครศรีธรรมราช จำเลยจึงมีวุฒิภาวะและความรู้ผิดชอบ แต่จำเลยก็ยังกระทำผิดซ้ำ ประกอบกับในช่วงที่จำเลยกระทำผิดสังคมมีการขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้วแบ่งฝ่าย การที่จำเลยมีพฤติการณ์ดังกล่าว ย่อมทำให้ความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ประกอบกับที่จำเลย กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า อยู่เบื้องหลังของความขัดแย้งก็ไม่เป็นความจริง ซึ่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรมาโดยตลอด พฤติการณ์แห่งคดีถือว่ามีความร้ายแรง จึงไม่สมควรให้รอการลงโทษจำเลย

ภายหลัง นายคารม พลทะกลาง ทนายความจำเลย กล่าวว่า ในส่วนของนายสุรชัย ยังเหลือคดีหมิ่นเบื้องสูงที่อยู่ในชั้นสอบสวนอีก 1 สำนวน ซึ่งอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการ โดยนายสุรชัยมีแนวทางที่จะให้การรับสารภาพ ขณะที่หลังจากนี้เตรียมจะทำเรื่องขออภัยโทษเป็นกรณีพิเศษต่อไป

ภรรยาสุรชัย อดอาหารร้องสิทธิให้สามี

Posted by KwamRak on 22.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

ภรรยาสุรชัย อดอาหารร้องสิทธิให้สามี

ครบรอบ 1 ปีที่อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถูกคุมขังจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในวันนี้ภรรยาของอาจารย์สุรชัยได้ร่วมอดอาหาร ต่อจากคุณฤทธิพงษ์ ลูกศิษย์อาจารย์สุรชัย ที่อดอาหารมาเป็นเวลา 7 วันก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งมีการจุดเทียน 57 เล่มเพื่อไว้อาลัย ความยุติธรรม บริเวณหน้าศาลอาญา VoiceNews VoiceTV 22-02-2012

กวีตีนแดง:"ผมรอคอยพวกท่านมาเปิดประตูคุก"/ประชาไท

Posted by KwamRak on 22.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ต่อให้ตะโกนดังสักเพียงไหน 
เสียงนั้นก็ไม่เดินทางไปถึง
เท้าบางเท้าที่ถูกตรวนตอกตรึง 
ไม่ใช่นิทานโศกซึ้งเรียกน้ำตา

บางเสรีภาพราคาต้อยต่ำ 
ความเป็นคนถูกย่ำไม่เห็นค่า
อาจต้องรอให้ตายก่อนเวลา 
กว่าใครจะรู้ว่าเขาถูกขัง

บางสุ้มเสียงของผู้คนในเมืองนี้ 
ไม่มีคลื่นความถี่ในแผนผัง
จึงแผ่วเบาเกินกว่าจะรับฟัง 
ทั้งเลือนรางเกินกว่าจะหวังใด

“ผมรอคอยพวกท่านมาเปิดประตูคุก” 
นั่งนับวันรอการไหม้ลุกของเทียนไข 
แต่หากมันยาวนานจนผมตาย 
ช่วยแห่ศพผมไปรอบรอบเมือง

เพื่อบอกความจริงแก่เด็กเด็กในเมืองนี้ 
ว่านิทานนั้นมีอยู่หลายเรื่อง
บางชายชราไม่ต้องเล่าอย่างเปล่าเปลือง 
หากชื่อเรื่อง “คนเรามันเท่ากัน”

บอกชื่อผมแก่เสรีชนในเมืองนี้
(บอกชื่อผมแก่ปัญญาชนในเมืองนี้)
ว่ากาลครั้งหนึ่งมีคนตายเพราะความฝัน
ชื่อของเขา “สุรชัย แซ่ด่าน”
ไม่ใช่นักสู้ในจินตนาการ แต่เป็นตำนานของประชาชน

17 2 55 การอดอาหารเพื่อสิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง

Posted by KwamRak on 17.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

อดอาหารภาค 2 ปล่อยตัว สุรชัย เเซ่ด่าน

Posted by KwamRak on 16.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

อดอาหารภาค 2 ปล่อยตัว สุรชัย เเซ่ด่าน

คุณพรทิพย์ โม่งใหญ่ ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวี รายงานจากศาลอาญา หลังจากที่นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข เรียกร้องให้มีการยื่นประกันตัวบิดา คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ด้วยการ อดอาหารครบ 112 วันในวันนี้ (16 ก.พ.54) กลายเป็นแบบอย่างในการเรียกร้องของ นักอดอาหารคนที่ 2 คือ นายฤทธิพงษ์ มหาเพชร โดยมีจุดประสงค์เรียกร้องให้ย้าย นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องหา ในคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 มาคุมขังที่ เรือนจำพิเศษบางเขน ซึ่งคุมขังนักโทษคดีการเมือง 

"สุรชัย แซ่ด่าน" เขียนจดหมายร้องนำผู้ต้องหา 112 ไปคุกพิเศษ

Posted by KwamRak on 29.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 

"สุรชัย แซ่ด่าน"
เขียนจดหมายร้องนำผู้ต้องหา 112 ไปคุกพิเศษ 

เปิดจดหมาย “สุรชัย แซ่ด่าน”  ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้นักโทษ 112 ควรจะถูกส่งไปยังสถานควบคุมพิเศษ ไม่เพียงแต่ผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแต่รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินเด็ดขาดแล้วด้วย ด้านแดงเชียงใหม่ยังไม่ลืม ส่งโปสการ์ดให้กำลังใจ

29 ม.ค. 55 – สถานีวิทยุชุมชนสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ FM 99.15 MHz จัดรายการซีรี่ย์ “นักโทษการเมืองที่ชื่อ ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ …เราจะไม่ทอดทิ้งกัน” ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. – 2 ก.พ. 55 โดยในวันนี้  (29 ม.ค.) ทางสถานีได้จัดการเสวนาและไลน์สัญญาณทางวิทยุชุมชน โดยมีดีเจซาร่าตัวแทนแดงสยามจากส่วนกลาง มาพูดคุยกับผู้ฟังทางเชียงใหม่

นายจักรพันธ์ บริรักษ์ (ดีเจหนึ่ง) กล่าวว่าอาจารย์สุรชัยได้เดินทางมาเชียงใหม่หลายครั้ง และมีบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ เชิญไปปราศรัยบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มย่อยต่างๆ สุรชัยไม่เคยปฏิเสธ ก่อนหน้านี้สุรชัยเคยเดินสายพูดคุยเรื่อง ม.112 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการลงชื่อเพื่อร่วมแก้ไขมาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ากิจกรรมนั้นหายไปไหนเมื่อกระแสสุรชัยเงียบไป

ด้านดีเจซาร่ากล่าวว่าอาจารย์สุรชัยจะขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 28 ก.พ. 55 ซึ่งจะเป็นการพิพากษาหลังจากที่การนัดสืบพยานที่ผ่านมาไม่มีการสู้คดีที่รวมไว้ที่ดีเอสไอ 5 คดี (รวมทั้งหมดทั้งหมดมี 6 คดี) แต่คดีที่ สน.ชนะสงคราม ที่เป็นการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อปี 51 นั้นอาจารย์สุรชัยจะต่อสู้คดีอยู่

โดย 5 คดีที่ไม่มีการสู้คดีนั้นประกอบไปด้วยคดีที่ สน.โชคชัย เป็นการปราศรัยที่อิมพีเรียล, คดีที่ สน.วังทองหลาง เป็นการปราศรัยที่วัดสามัคคีธรรม, คดีที่ จ.อุดร, คดีที่ จ.ราชบุรี และคดีที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการปราศรัยที่ อ.ดอยสะเก็ด

ในด้านขวัญกำลังใจนั้น ยังมีพี่น้องเสื้อแดงทยอยไปเยี่ยมอาจารย์สุรชัยอยู่ตลอด และถึงแม้ใน 5 คดีที่กล่าวไปนั้นสุรชัยจะแถลงไม่สู้คดี แต่ดีเจซาร่ากล่าวว่าสุรชัยยังยึดมั่นในหลักการเดิมคือเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนอยู่เช่นเดิม

โดยหลังการเสวนาได้มีการมอบโปสการ์ดที่เสื้อแดงเชียงใหม่ได้ทยอยมาเขียนให้สุรชัยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมาให้ตัวแทนแดงสยามนำไปมอบให้สุรชัยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

ทั้งนี้ตัวแทนแดงสยามได้มีการเปิดเผยจดหมายร้องขอความเป็นธรรม ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (เขียนในวันที่ 20 ม.ค. 55) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ …

แดน 6 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่อง ร้องขอความเป็นธรรม
เรียน อธิบดีกรมราชทัณฑ์

กระผม นช. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กราบเรียนขอความเป็นธรรมในกรณีการตีความเรื่อง “สถานภาพการเป็นผู้ถูกกล่าวหาทางการเมือง” เพื่อนำไปควบคุมขังสถานควบคุมพิเศษ ดังต่อไปนี้

การพิจารณาว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นผู้ต้องหาทางการเมืองมีเหตุจูงใจทางการเมือง ในการกระทำผิดอยู่ในข่ายจะถูกนำไปควบคุมยังสถานควบคุมพิเศษหรือไม่

เรื่องนี้ต้องพิจารณาที่กระบวนการทางความคิดของผู้กระทำผิด และพฤติกรรมของการกระทำผิด รวมทั้งสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองในขณะนั้นด้วย

ข้อ 1 ผู้กระทำผิดมีความคิดทางการเมืองหรือไม่ ต่อเนื่องยาวนานแค่ไหน เพราะถ้าเป็นความผิดทางความคิดก็จะเป็น “นักโทษทางมโนธรรม” ถือได้ว่าเป็นการเมืองขั้นสูง เหนือกว่าแค่การมาชุมนุมทางการเมืองเสียอีก

ข้อ 2 พฤติกรรมการกระทำผิดเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระบบถึงปัญหาของบ้านเมือง ชี้เหตุชี้ผลและหนทางการแก้ไขปัญหา ไม่มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด เพียงผิดพลาดในการนำเสนอ จึงย่อมไม่ใช่อาชญากรที่ชั่วร้าย แต่เป็นการกระทำผิดทางการเมือง

ข้อ 3 สถานการณ์ที่มีการกระทำผิดก็อยู่ในช่วงที่มีการนำสถาบันมาเป็นข้ออ้างสร้างความขัดแย้งทางการเมือง เช่นเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” จนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เมื่อรวมสามเหตุผลนี้มาพิจารณา จึงสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบันมีสถานภาพทางการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้และควรจะถูกส่งไปยังสถานควบคุมพิเศษยิ่งกว่าคดีทางการเมืองอื่นๆ และไม่เพียงผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแต่รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินเด็ดขาดแล้วด้วย

เพราะเป็นคดีที่มีความอ่อนไหว มีแรงเสียดทานสูงอีกทั้งไม่มีความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมามีการถูกทำร้าย โดยการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ มีการกดขี่ ข่มเหงรังแก และแสดงอาการดูถูกเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ ประเภทที่เรียกว่า “หัวเหลือง” หรือที่นิยมชมชอบพรรคการเมืองต่างขั้วกับรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งกรมราชทัณฑ์ที่ผ่านมาไม่เคยเหลียวแลคุ้มครอง (เรื่องนี้สามารถสอบสวนย้อนหลังได้)

จากการที่กราบเรียนมาทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลในการพิจารณาว่ากระผมและผู้ต้องหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีสถานภาพทางการเมือง และกรมราชทัณฑ์ควรส่งไปควบคุมยังสถานควบคุมพิเศษ

หวังในความกรุณาจากท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ลายเซ็นต์

(น.ช.สุรชัย แซ่ด่าน)

ทั้งนี้กิจกรรมซี่รี่ "นักโทษการเมืองที่ชื่อสุรชัยแซ่ด่าน เราไม่ทอดทิ้งกัน" ที่ทางสถานีได้จัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 55 นั้น เป็นการปูเรื่องก่อนการนัดสืบพยานและตัดสินคดีสุรชัย ส่วนกรณีนักโทษคดี 112 คนอื่นๆ นั้นทางสถานีก็จะจัดกิจกรรมต่อไปเรื่อยๆ รวมถึงกับการพูดถึงการรณรงค์แก้ไข ม.112 ที่ทางสถานีได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : เว็บประชาไท

เสียงจากคุก 32 : ความคืบหน้าการขึ้นศาลของ อ.สุรชัย แซ่ด่าน ประธานองค์กรแดงสยาม

Posted by KwamRak on 25.2012 กระจายข่าว 0 trackback

เสียงจากคุก 32

ความคืบหน้าการขึ้นศาลของ อ.สุรชัย แซ่ด่าน ประธานองค์กรแดงสยาม

สืบเนื่องจากปีที่แล้ว ศาลอาญา รัชดา กรุงเทพ ได้นัดไต่สวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นคดีอาญา มาตรา 112  จากการปราศรัยที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล เมื่อเดือนธันวาคม 2553 เจ้าของคดีคือ สถานีตำรวจโชคชัย โดยจะมีขึ้นศาลตั้งแต่วันที่ 24-27 มกราคม 54 และการปราศรัยที่ อ.ดอยสเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2553 เจ้าของคดี คือ สถานีตำรวจภูธร อ. ดอยเสก็ด  จ.เชียงใหม่

ทั้งสองคดีทางสถานีตำรวจโชคชัย กทม. และ สถานตำรวจภูธร อ.ดอยเสก็ด จ.เชียงใหม่ ได้โอนค ดีทั้งหมดให้กับกรมบังคับคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นเจ้าของคดีทั้งหมด

วันนี้ เวลา 9.00 น. คณะผู้พิพากษาได้ขึ้นนั่งบัลลังก์  อ.สุรชัย แซ่ด่าน ขึ้นศาล และได้แถลงรับสารกับศาลอาญา รัชดา รับสารภาพการปราศรัยทั้งหมด เพื่อให้กระบวนการของคดีก้าวไปสู่่กระบวนการของรัฐบาล ทางคณะผู้พิพากษาได้นัดพิพากษาคดีทั้งหมดของ อ.สุรชัย แซ่ด่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลอาญา รัชดา กรุงเทพ

เสียงจากคุก 31

Posted by KwamRak on 12.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 เสียงจากคุก 31 


การแก้ไข หรือ การยกเลิก มาตรา 112 ควรฟังความคิดเห็นจาก “นักโทษ”
 
            จากการเยี่ยม อ.สุรชัย ตลอดอาทิตย์สิ่งที่อาจารย์สะท้อนออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง นิยามของคำว่า “นักโทษการเมือง” การย้ายนักโทษไปยังสถานที่กักขังแห่งใหม่ที่บางเขน ซึ่งดูจะมีปัญหาขึ้นมาทันที่หลังจากข่าวการย้ายแพร่กระจายออกไป ส่วนเรื่องล่าสุดที่ได้รับการสะท้อนจากผู้ถูกกุมขัง ก็คือเรื่องการฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112
            การค้นหาเหตุว่า ผู้ที่ถูกจับดำเนินคดี มาตรา 112 เกิดจากอะไร นี้คือ หนทางในการแก้ปัญหา การสอบถามหัวหน้าพรรคการเมืองไทย ไม่มีใครใส่หัวใจเสือกินดีหมี ที่กล้าเห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา 112
การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงเป็น “ยุทธศาสตร์” การเคลื่อนไหวและการต่อสู้ครั้งนี้ ฝ่ายตรงข้ามที่ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อต้าน การแก้ไขของกลุ่มนิติราษฎร์ และ กลุ่มต่าง ๆ ที่ออกมาเรียกร้องครั้งนี้  ส่วนผู้ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ไล่ไปอยู่ต่างประเทศ” กับกลุ่มที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว
การกระทำการไล่คนออกไปต่างประเทศ ไปอยู่บ้านเมืองอื่น ผิดหลักการของประเทศที่บอกว่า “ปกครองด้วยประชาธิปไตย” ซึ่งต้องฟังความคิดเห็นของคนที่มีความคิดแตกต่างจากตนเอง
การฟังความคิดเห็นของคนที่คิดแตกต่างจากตนเอง อ.สุรชัย จึงสะท้อนว่า ควรเข้ามาสอบถามจากผู้ที่โดนคดีดังกล่าว เขาเหล่านี้มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายการฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข หรือ การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นผู้ที่ต้องโทษในคดีนี้ด้วย รับฟังดูซิว่าทำไมเขาจึงทำผิด มีเจตนาอะไร ถูกบงการจากขบวนการ “ล้มเจ้า” จริงหรือดีเกี่ยวกับ ม.112
ฉะนั้น การฟังความคิดจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 จึงถูกต้องกว่า การไปถามนักการเมือง หรือผู้ที่กุมอำนาจ ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่เคยโดนดำเนินคดีดังกล่าว

เสียงจากคุก 30

Posted by KwamRak on 12.2012 กระจายข่าว 0 trackback


 เสียงจากคุก 30




นิยามคำว่า “นักโทษการเมือง” กับสถานควบคุมพิเศษ

การพิจารณาว่าผู้ต้องขังคนใดเป็นนักโทษการเมืองต้องเป็นรัฐบาลและฝ่ายการเมือง ผู้พิจารณาไม่ใช่มอบให้ข้าราชการประจำเป็นผู้พิจารณา เพราะคดีการเมือง เป็นคดีนโยบายไม่ใช่คดีอาญา ปกติอาจจบลงด้วยนโยบาย เช่น นิรโทษกรรม หรือ นโยบาย 66/23 หรือ อัยการถอนฟ้อง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี อย่างกรณี 9 ผู้นำชาวนา จ.ลำพูน สมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้น


ดังนั้น การสร้างสถานควบคุมพิเศษกรุงเทพ เพื่อคุมขังนักโทษการเมืองที่ถกเถียงกันมาก ผู้ต้องขังคนใดเข้าข่ายไปอยู่ที่นั่นบ้าง ทางด้าน ดร.คณิต ณ นคร เสนอหลักเกณฑ์ที่ใช้ในอดีตว่า...
ผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวว่ากระทำผิดเพราะเหตุจูงใจทางการเมือง และอยู่ระหว่างพิจารณาคดีเป็นผู้อยู่ในหลักเกณฑ์ถูกขังอยู่ในสถานควบคุมพิเศษ ส่วนนักโทษที่ถูกตัดสินเด็ดขาดแล้ว จะต้องย้ายไปคุมยังเรือนจำทั่วไป


หลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้ได้ในอดีต แต่ไม่ถูกต้องและเหมาะสมในปัจจุบัน เพราะในอดีตเป็นยุคเผด็จการทหารต้องการแจกแยกผู้ต้องขังที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย กลัวจะไปยุยงผู้ต้องขังอื่น ๆ ส่วนใหญ่ขังรอแก้ปัญหาตามนโยบาย


แต่ปัจจุบันไม่ใช่ยุคเผด็จการทหาร ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดนักโทษการเมืองเป็นความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่ยังหาจุดจบไม่เจอ นักโทษการเมืองอาจไม่จบลงด้วยนโยบาย และอาจมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะมีทั้งสองฝ่าย


ดังนั้น จะจำแนกว่า ผู้อยู่ระหว่างเป็นนักโทษการเมือง เพราะศาลตัดสินแล้วเด็ดขาด แล้วไม่ใช่นักโทษการเมือง ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน คดีเดียวกัน ออกจะเป็นเรื่องตลกมาก
ทราบว่าสถานที่ก็แตกต่างจากอดีต คืออดีตตำรวจสันติบาล ยกชั้น 4 ชั้นเดียวให้เป็นเรือนจำชั่วคราว แต่ปัจจุบันทราบว่ายกตึกให้ทั้งหลัง พร้อมบริเวณรวม 4 ไร่ ต่อไปก็อาจจะทำกำแพงกั้นเป็นแดนพิเศษของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไปคงไม่ใช่แค่เรือนจำชั่วคราว แต่จะถูกใช้สำหรับคุมขัง ทั้งผู้อยู่ระหว่างดำเนินคดีและที่ศาลตัดสินเด็ดขาดแล้ว รวมทั้งคดีนโยบายพิเศษอื่น ๆ




สุรชัย แซ่ด่าน

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

5 มค. 2555

เสียงจากคุก 28-29

Posted by KwamRak on 07.2012 กระจายข่าว 0 trackback
 

เสียงจากคุก 29 : เรือนจำชั่วคราว นับหนึ่งสำหรับนักโทษใหม่ แต่นับสอง สำหรับคนชื่อ

คุกการเมือง หรือ เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ อาจเป็นที่นับหนึ่งสำหรับใครหลายคน หรือ นักโทษใหม่ที่ไม่เคยผ่านคุกแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองหลายคนมาแล้ว แต่ในจำนวนนักโทษที่จะเดินทางไปคราวนี้ มีนักโทษคนหนึ่งที่อายุ 70 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาค่อนอายุของเขา และการกลับมาเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ เสมือนเดินทางกลับมาบ้านแห่งเก่าที่เคยอยู่มา เรียกได้ว่า การกลับมาครั้งนี้ คือ การ "นับสอง" ของเขา  สุรชัย  แซ่ด่าน

จึงนำบทความเกี่ยวกับเรือนจำชั่วคราวจาก นสพ.มติชนมาให้ตามไปอ่านและดูกัน

............................................................

วันนี้ ! คุกการเมือง "เรือนจำชั่วคราวหลักสี่" เริ่มนับหนึ่ง อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนต้องคลิกมาดู !!

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕  คำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ ๖๖๓/๒๕๕๔ เรื่อง กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ใหม่  มีผลบังคับใช้แล้ว

ทั้งนี้ ตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ ๕๒๖/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ ได้กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ ขึ้น ณ ชั้นที่ ๒, ๓ และ ๔ สถานที่ควบคุมพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เลขที่ ๘๙ ก ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เรียกชื่อว่า “เรือนจำชั่วคราว หลักสี่” นั้น

 เพื่อเป็นการอนุวัตรตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้จัดหาสถานที่ในการควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอันมีมูลเหตุจูงใจเพื่อบรรลุเป้าหมายในทางการเมือง

ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และความเหมาะสมในการควบคุมผู้ต้องขังให้มี ประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ (๑) และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ จึงให้ดำเนินการ ดังนี้

 ๑. ยุบเลิกการกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ ตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ ๕๒๖/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔

๒. กำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวขึ้นใหม่ ณ สถานที่ตั้งเดิม ที่สถานที่ควบคุมพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เลขที่ ๘๙ ก ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๔๘ ตารางวา เรียกชื่อว่า “เรือนจำชั่วคราวหลักสี่” มีอาณาเขต ตามแผนที่แนบท้ายคำสั่งนี้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องขัง โดยให้สังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕)  

สั่ง ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

คลิกดูแผนที่ ที่นี่


เสียงจากคุก 28 : สวัสดีปีใหม่ชาวแดงสยามจากใจ อ.สุรชัย

เมื่อชาวแดงสยามมีการเลี้ยงฉลองปีใหม่ ณ บ้านแดงสยาม โดยปราศจาก อ.สุรชัย แซ่ด่าน ประธานองค์กรแดงสยาม แต่เรามี "ป้าดา" "พี่ดา" "น้องดา" สุดแล้วแต่ว่าอายุ อานาม ตัวเลขของแต่ละคนที่จะใช้เรียก "ป้าดา" หรือ "ดารุณี กฤติบุญญาลัย" มาร่วมฉลองปีใหม่กับพวกเราในช่วงเวลาที่แดงสยามไม่มีใครยืนเคียงข้าง มีเพียงเราเท่านั้นที่ยืนเคียงข้าง สุดท้ายเราก็มีคนมายืนเคียงข้าง ฉะนั้น อ.สุรชัย จึงฝากสวัสดีปีใหม่มายังสมาชิกแดงสยาม

---------------------------------------------------------------


สวัสดีปีใหม่ครับพี่น้องคนเสื้อแดงทุกท่าน

        ผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสมาร่วมฉลองปีใหม่กับพวกท่าน จึงเพียงเขียนจดหมายมาอวยพรแก่ทุกท่านแทน ขอให้ปีใหม่นี้ทุกท่านจงมีความสุขและประสบความสุขตลอดไป โดยเฉพาะความปรารถนาที่จะได้เห็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก้าวหน้าเกิดขึ้นในประเทศไทย 

ปี พ.ศ.2555 จะเป็นปีที่ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะสะสมชัยชนะมากยิ่งขึ้น ฝ่ายอำมาตย์ตกอยู่ในสภาพตั้งรับทางยุทธศาสตร์หมดอาวุธที่จะสาดใส่เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และปราบปรามประชาชน จะใช้รูปแบบเก่า ๆ  เพื่อล้มล้างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เช่น ยุบพรรค กดดันให้ยุบสภา หรือ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็ไม่มีทางประสบผลสำเร็จ เพราะหากเราผ่านบทเรียนมาแล้ว จากรูปแบบของพวกเขาส่วนรูปแบบที่ทำได้ก็แค่ตีสวนทวนน้ำให้ขุ่นค้านทุกเรื่อง และอิจฉากระทั่งนักโทษที่อยู่ในคุกกลัวจะสุขสบาย

                สถานควบคุมพิเศษบางเขน ผมเคยอยู่มาแล้ว 1 ปี เมื่อ 30 ปีก่อน ไม่เห็นว่าจะสบายอะไร ถ้าจะให้ผมเลือก ผมขออยู่เรือนจำบางขวางที่เคยอยู่มาสิบกว่าปี ผมอยากจะฝากบอกไปถึงท่านอภิสิทธ์ ที่คัดค้านว่า “เป็นผู้นำ” อย่าทำตัวเป็นคุณหนู “ขี้อิจฉา” อายเขา 

เวลานี้พลพรรคฝ่ายอำมาตย์ใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับด้วยการอ้างความจงรักภักดี พวกเขาจะด่าทุกคน ทะเลาะกัน ทุกคน ทุกประเทศ ไม่เว้นกระทั่งสหรัฐอเมริกา สหประชาชาติ และสหภาพยุโรป ที่เสนอความเห็นเรื่อง มาตรา 112  ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลยที่ออกอาการเกรี้ยกราดดุเดือดเลือดพล่านอย่างนั้น เท่ากับเป็นการเผยจุดอ่อนให้เห็น จนกลายเป็นการยั่วยุให้ผู้รักประชาธิปไตย องค์กรต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 มากยิ่งขึ้น          

ที่จริงคุณคุณเหล่านี้ที่คัดค้านการแก้ไข มาตรา 112 ควรใช้หลักเหตุผล ในการพิจารณาและหาทางแก้ปัญหา เพราะทุกปัญหาย่อมเกิดจากเหตุ การที่มีผู้ออกมาวิจารณ์ หรือละเมิด มาตรา 112 อย่างมาก เป็นเหตุเกิดจากอะไร ต้องแก้ที่เหตุนั้น ไม่ใช่แก้ที่ผล หรือ ปลายเหตุ การข่มขู่ด่าทอ ปิดเว็บไซด์ หรือจับพวกเรามาคุมขัง ย่อมไม่มีทางแก้ปัญหา

จากกรณีพวกเราที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกตามข้อหากระทำผิด มาตรา 112 และไม่ได้ประกันตัวจึงตัดสินใจไม่ขอต่อสู้คดี เพราะการต่อสู้คดีโดยไม่ได้ประกันตัว ก็เหมือนกับถูกมัดมือชก มีแต่แพ้ลูกเดียว พวกเราจะยอมรับสารภาพให้ศาลตัดสิน ให้คดีจบพ้นขั้นตอนของศาล

เมื่อคดีเด็ดขาดก็จะอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล พวก
เราจะทำหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมให้รัฐบาล ขออภัยโทษพิเศษต่อกลุ่มผู้ต้องหาคดี 112 ทั้งหมด

เมื่อถึงเวลานั้นก็ดูว่า “รัฐบาล” จะทำหรือไม่ ถ้ารัฐบาลทำเรื่องขอไป ผมเชื่อว่ามีเปอร์เซ็นต์สูงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานอภัยโทษแกพวกเรา

ดังนั้น ผมจึงหวังอย่างเต็มที่ว่า ปี พ.ศ. 2556 ผมจะได้มารวม ฉลองปีใหม่กับพวกเรา

สุรชัย แซ่ด่าน

สาส์นถึงพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม โดย สุรชัย แซ่ด่าน

Posted by KwamRak on 03.2012 กระจายข่าว 0 trackback
(สาส์นถึงพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม โดย สุรชัย แซ่ด่าน)


1 มกราคม 2555
กราบเรียนพี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย และ รักความเป็นธรรมทุกท่าน

เมื่อ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2553 ผมกับพี่น้องคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง มาจัดงาน “เคาน์ดาวน์” เรียกร้อง “อิสรภาพ” ให้กับ “คุณณัฐวุฒิ ไสเกื้อ และ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช.)” ที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก แต่พอมาถึง 31 ธันวาคม 2554 ผมก็มาถูกคุมขังอยู่ในคุกแทน แกนนำ นปช.ก็ต้องมาจัดงาน “เคาน์ดาวน์” เรียกร้องอิสรภาพให้แก่ผมและคนเสื้อแดงอีกหลายคนที่ยังถูกคุมขังอยู่ใน เรือนจำ ก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องจัดงาน “เคาน์ดาวน์” หน้าคุกกันอีกกี่ปี และไม่รู้ว่าพวกเราจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน จัดงานเค้าดาวน์กันอีกกี่ครั้ง นี่คือ ผลของกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน
เมื่อตอนที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลคนเสื้อแดง ถูกขังคุกเพราะศาลไม่ให้ประกันตัว อ้างเหตุกลัวหลบหนี แต่คนเสื้อเหลืองที่ความผิดร้ายแรงมากกว่า ได้รับการประกันตัวไม่กลัวหลบหนี นี่คือ สองมาตรฐานของ

กระบวนการยุติธรรม คนเสื้อแดงก็พอทำใจได้ เพราะประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพวกเรา แต่เวลานี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คนเสื้อแดงก็ยังถูกขังคุก คนเสื้อเหลืองก็ไม่ถูกขังคุกเหมือนเดิมคนเสื้อแดงยังจะทำใจได้หรือ ? กับระบบสองมาตรฐานอย่างนี้ และเป็นเครื่องยืนยันว่าอำนาจรัฐที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล เพราะแค่จะประกันตัวคนของตนเองยังทำไม่ได้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงบริหารประเทศอย่างไร้ความมั่นคง ต้องคอยเอาใจเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริงอยู่ตลอดเวลา แล้วจะทนอยู่อย่างนี้ไปได้นานเท่าไหร่ ฝากข้อคิดนี้ไปยัง รัฐบาลและคนเสื้อแดงทั่วประเทศด้วย

สุดท้ายนี้ ขออวยพรให้รัฐบาลได้อยู่รอดปลอดภัยและพี่น้องประชาชนมีความคิดที่แจ่มใส มีจิตใจที่รุ่งโรจน์ ตาสว่างมากยิ่งขึ้น รวมพลัง รอคอยโอกาส ลุกขึ้นสู้ กำชัยชนะ เมื่อโอกาสมาถึงในไม่ช้านี้ ผมจะรอคอยพวกท่านมาเปิดประตูคุกให้ แต่ถ้าผมตายเสียก่อนก็จงเอาศพไปแห่ประท้วง ม.112 จนกว่าจะแก้ไขให้มีความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นในประเทศไทย
สุรชัย แซ่ด่าน ด่านวัฒนานุสรณ์
ประธานองค์กรแดงสยาม
http://thaienews.blogspot.com/

เสียงจากคุก 23: ตามข่าวไป รพ.อ.สุรชัย และ อริสมันต์ฝากคำพูดถึงพี่น้องเสื้อแดง

Posted by KwamRak on 21.2011 กระจายข่าว 0 trackback

 

เสียงจากคุก 23: ตามข่าวไป รพ.อ.สุรชัย และ อริสมันต์ฝากคำพูดถึงพี่น้องเสื้อแดง

ตามข่าวไป รพ.อ.สุรชัย และ อริสมันต์ฝากคำพูดถึงพี่น้องเสื้อแดง

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (19 ธค.54) ทีมงานแดงสยามไปเยี่ยมแต่ไม่พบ เพราะอาจารย์เดินทางไปโรงพยาบาลกรมราชฑัณย์ เช้าวันนี้ เวลา 11.10 น. ทีมงานได้ไปเยี่ยม อ.สุรชัย เวลาเดิม อาจารย์ออกมาในชุดสีฟ้าเหมือนเดิม หน้าตายังมีพลังเหมือนอย่างเดิม อ.สุรชัย กล่าวว่า "เราไม่ได้เป็นไรมากหรอก ครบรอบต้องไปรับยาจาก รพ.ราชฑัณฑ์ แต่เขายังไม่จ่ายให้ จะส่งตามมาภายหลัง"

วันนี้มีข่าวของนักโทษ ม.112 แต่ทางทีมงานขอไว้ภายหลังที่จะแจ้งให้ทราบข่าวนี้ในภายหลัง

สักครู่ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ตามออกมาในชุดเสื้อเหลือง กางเกงขาว และฝากบอกถึงพี่น้องเสื้อแดงว่า "ให้ใจเย็น พี่น้องเสื้อแดงจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ."


http://www.ichat.in.th/redsiam/topic-readid80605-page1

สุรชัย แซ่ด่าน ผู้รับเหมาความแค้นจากรัฐและระบอบอำมาตย์

Posted by KwamRak on 23.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 เสียงจากคุก 15
 
สุรชัย แซ่ด่าน ผู้รับเหมาความแค้นจากรัฐและระบอบอำมาตย์
 
ย้อนหลัง เมื่อยี่สิบปีก่อน หลายคนที่ผ่านเหตุการณ์การต่อสู้กันทางความคิด จึงนำไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างคนไทยที่มี “รัฐ” เป็นผู้กำกับดูแล กับ คนไทยที่มี “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” เป็นผู้นำการต่อสู้ เมื่อการต่อสู้ระหว่างคนสองกลุ่มสองความคิดเดินทางมาถึงจุดที่ต้องหยุดด้วยเหตุผลหลายประการ สหายหลายคนวางปืนเดินทางเข้ามอบตัวกับคนของรัฐ แต่มีสหายอีกคนที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกของพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตงานทางภาคใต้ ไม่ได้ยอมมอบตัว แต่เดินทางมาเพื่อเจรจา สุดท้าย “เขา” ถูกหลอก และถูกจับในที่สุด

ณ เวลานั้น สุรชัย แซ่ด่าน จึงเป็นผู้รับเหมาความแค้นจากรัฐเพียงคนเดียว เพราะเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยุติการต่อสู้ทุกคนกลับบ้านหมด แต่ สุรชัย แซ่ด่าน ถูกขังในคุกเพียงคนเดียว

สามสิบปีต่อมา 
 เกิดเหตุการณ์ “การรัฐประหาร” ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ ชิณวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลทีมาจากการเลือกของประชาชน เป็นสาเหตุให้ประชาชนไม่พอใจการกระทำครั้งนี้ จึงรวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหารครั้งนั้น จนกระทั่งมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ พรรค “พลังประชาชน” แต่ก็ถูกยึดอำนาจด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ด้วยการสั่งยุบพรรคอีกครั้ง เป็นเหตุให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวจนกลายเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง จนถูกปราบปราม ทำร้าย หลายครั้ง จนกระทั่งเหตุการณ์ครั้งล่าสุด กลุ่มอำนาจเก่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการปราบปรามและเข่นฆ่ากลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤกษภาคม 2553 คนเสื้อแดงถูกล้อมปราบกลางเมืองใหญ่ และถูกยัดข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” เพื่อนผู้ร่วมอุดการณ์หลายคนเสียชีวิต หลายคนถูกจับกุมคุมขัง หลายคนโดนพิพากษา หลายคนถูกปล่อยตัวแล้ว แต่ยังมีเครื่องมืออีกชนิดที่ถูกนำมาใช้ทำลายฝ่ายตรงข้ามและคนที่มีความคิดที่ตรงข้ามกับตนเอง สิ่งนั้นคือ กฎหมาย มาตรา 112 จึงเกิดการจับกุม คุมขัง คนเสื้อแดงอีกกลุ่มหนึ่งเป็นจำนวนมาก เป็นกลุ่มที่จะถูกขังลืม ไม่ได้รับการประกัน ซึ่งเป็นสิทธิขึ้นพื้นฐาน ม.112 จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด ณ เวลานี้
 

ระยะเวลาอันใกล้นี้ 
เหตุการณ์เมื่อสามสิบปีก่อนย้อนกลับมาอีกครั้ง คนเสื้อแดงอาจได้กลับบ้านหมด ยกเว้น สุรชัย แซ่ด่าน อาจจะต้องรับเหมาความแค้นจากระบอบอำมาตย์คนเดียวอีกครั้ง ที่จะโดน “ขังลืม” ตลอดไป โดยสังเกตจากการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรม เวลานี้

เมื่อวาน ทางเรือนจำนำเอกสารมาให้ นายสุรชัย แซ่ด่าน เซ็นต์รับทราบ การอายัดคดีจากสถานีวังทองหลางกับ 
DSI  เป็นไปตามแผนที่ นายสุรชัย เคยคาดไว้ล่วงหน้า   ว่า ตนเองจะถูกลากยาวรับสารภาพก็ไม่ได้เพราะคดีต่าง ๆ ยังมีอีก ยังไม่จบ ประกันก็ไม่ได้

ทางแก้ไขคือ ต้องให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตำรวจเร่งส่งคดีให้ 
DSI และเร่งฟ้อง และรัฐมณตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ DSI เร่งฟ้องก่อนเดือนมกราคม 2555
 
                                                                                                                                15 กันยายน 2554

เสียงจากคุก 10 สุรชัย แซ่ด่าน

Posted by KwamRak on 03.2011 กระจายข่าว
เสียงจากคุก 10
นักโทษการเมืองกับอธิบดีกรมราชฑัณฑ์
ประจำวันที่ 30 พค. 54

สืบเนื่องจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พค. นายชาติชาย สุทธิกรม อธิบดีกรมราชฑัณท์ กล่าวว่า “ผู้ต้องขังทุกคนที่ถูกส่งตัวเข้ามายังเรือนจําจะต้องถูกปฏิบัติกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเสมอภาคส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์จัดหาสถานที่คุมขังใหม่ให้กับนักโทษการเมืองนั้น เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเรือนจําจะพิจารณาตามความเหมาะสม ขอยืนยันว่าแกนนําที่ถูกส่งตัวเข้ามาล้วนถูกจับดําเนินคดีอาญาทั้งสิ้นไม่เกี่ยวกับคดีการเมือง ฉะนั้นทางเรือนจําจะต้องดูแลตามกฎระเบียบ” อธิบดีกรมราชพัณฑ์ไม่เข้าใจคำว่า “นักโทษการเมือง” ถึงได้กล่าวอย่างนั้นออกมา ถ้าหากไม่เข้าใจคำว่า “นักโทษการเมือง” มาถามผมได้ว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร ถ้าหากย้อนหลังกลับไปสมัยที่มีการสู้ของนักรบในป่า หรือ คอมมิวนิสต์ ในสมัยช่วงของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ถูกจับ ก็มีการจับขังแยกนักโทษการเมืองออกจากนักโทษทั่วไป การปฏิบัติของนักโทษการเมืองก็ต้องปล่อยอิสระในการอ่านหนังสือ การดูแลกันเอง การแยกขังนักโทษ(เสื้อแดง)เป็นเจตนาในการสลายความคิด อธิบดีกรมราชพัณฑ์ควรเป็นตัวของตัวเองไม่ใช่อยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมไทยละเมิดสิทธิ์นักโทษอย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นตามปฏิญญาสากล สุดท้ายของ “เสียงจากคุก” ฉบับนี้ แดงสยามและคนเสื้อแดงต้องเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคเพื่อไทยไม่ต้องคำนึงถึงค่าจ้าง ด้วยการยึดการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสองแนวทาง คือ 1. แนวทางการต่อสู้ในสภาการเลือกตั้งก็ร่วมกันช่วยเหลือผู้สมัคร 2.แนวทางการต่อสู้นอกสภาคือให้ความรู้กับมวลชนทั่วไป

สุรชัย แซ่ด่าน ด่านวัฒนานุสรณ์
เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร
30 พค. 54 เวลา 11.20