"มาร์ค" จับตารัฐทำตามหาเสียงได้หรือไม่

Posted by KwamRak on 11.2011 [ TV ] - News 0 trackback
"มาร์ค" จับตารัฐทำตามหาเสียงได้หรือไม่ เชื่อถ้าให้ "นช แม้ว" อยู่เหนือ กม มีปัญหาแน่

รายงานพิเศษ ความจริงที่เฟชบุ๊ค อภิสิทธิ์ ไม่ได้บอก

Posted by KwamRak on 09.2011 [ TV ] - News 0 trackback

"มาร์ค" เตือนรัฐบาลกระตุ้น ศก ไม่ใช่สิ่งสำคัญเร่งด่วน แนะควรรอบคอบ

Posted by KwamRak on 08.2011 [ TV ] - News 0 trackback

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(ไปที่ชอบๆเถิด)

Posted by KwamRak on 04.2011 [ TV ] - News

มาร์คแถลงลาออก หัวหน้าพรรค

Posted by KwamRak on 05.2011 [ TV ] - News

จิตรา คชเดช:จดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Posted by KwamRak on 24.2011 บทความน่าอ่าน

จิตรา คชเดช:จดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จัดหนัก...ปฏิกิริยาและข้อโต้แย้งจำนวน16ข้อที่มีต่อบทความ จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 5 จากกรรมกรหญิงผู้ให้กำเนิดสมญานามใหม่ของนายกรัฐมนตรี"ดีแต่พูด"

 

                           จดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

                                                      19 มิถุนายน 2554

เรื่อง       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ดีแต่พูด”

เรียน       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

          ดิฉัน ขอแนะนำตัวก่อน ดิฉันเป็นคนที่เสียภาษีและไปเลือกตั้งทุกครั้งและร่วมแสดงความเห็นทางการเมืองและรวมกลุ่มกันมาตลอด ช่วงที่ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยหรือนักการเมือง ข้าราชการ นายทุนเข้ามากดขี่ แสวงหาผลประโยชน์จากคนจนๆอย่างพวกเรา ในวันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี เดือน พอดี ดิฉันได้ไปร่วมกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์รัฐบาลสั่งให้ สลายการณ์ชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และมีผู้หญิงและเด็กด้วย

          กลับมาดิฉันได้อ่านจดหมายของคุณ”จากอภิสิทธิ์ฉบับที่ 5 “ผมไม่ได้ดีแต่พูด” มันทำให้ดิฉันจำเป็นต้องตอบจดหมายเพราะพาดพิงถึงดิฉันโดยตรงว่า”กระบวนการ นี้เริ่มจากการให้คนเสื้อแดงไปชูป้ายที่งานวันแรงงานที่องค์กรเอกชนจัดขึ้น เพื่อ ให้ ส.ส.เพื่อไทยเอาไปขยายผลในสภาและการสร้างกระแส  ” เพราะคนแรกที่ถือป้ายคือดิฉันร่วมกันกับเพื่อนๆ อดีตคนงานไทรอัมพ์ฯ ที่ถูกนายจ้างเลิกจ้าง และถูกอดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานซึ่งอยู่พรรคเดียวกะคุณขณะนั้นได้เอาจักร เย็บผ้าที่มีผู้บริจาคมาให้กับคนที่ถูกเลิกจ้างไปถึง 150 ตัว อะไร บ้างที่เป็นแรงบันดาลใจที่ดิฉันต้องมาถือป้ายให้คุณในวันงานเสวนา “100 ปีวันสตรีสากล”ที่จัดโดยกลุ่มบูรณาการสตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งดิฉันได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วผ่านสื่อต่างๆ แต่คุณคงไม่มีเวลาอ่านและทำความเข้าใจและได้วิเคราะห์ว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวของคุณเอง ไม่ได้เกิดจากคนถือป้ายคนแรก แต่คุณมักจะโทษคนอื่นเสมอ

          จดหมายฉบับนี้ที่ดิฉันเขียนถึงคุณโดยตรงเพื่อ ให้คุณได้เกิดหูตาสว่างบ้างว่าประชาชนคนทั่วไปเขาคิดเองได้มีสติ มีสมองกันทุกคนที่เขาตั้งคำถามหรือเตือนสติคุณต้องกลับเอาไปคิด ไปใช่ท่องอยู่ตลอดเวลาว่าคนเหล่านี้ทำอะไรก็เป็นแผนของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม แล้วเมื่อไหร่คุณจะได้รู้ข้อเท็จจริงซะทีว่า ประชาชนคนไทย ยากดีมีจนเขาคิดเองได้แล้ว  หวังว่าคุณคงรู้แล้วว่า"คนไทยไม่ได้เดินทางด้วยเกวียนและไม่ได้กินหญ้า"

          ดิฉันยกป้าย “ดีแต่พูด”ให้คุณเพราะอะไร คุณกรุณาอ่านด้วยความตั้งใจ วันที่ 6 มีนาคม 2554 ดิฉันถูกเชิญไปเป็นผู้ร่วมเสวนาเวทีเดียวและหัวข้อเดียวกันกะคุณ และเคยชี้แจงผ่าน FBไปแล้วว่าได้กลับมาเขียนเฟชบุ๊คส่วนตัว”วันนี้ฉันเผชิญหน้า ผู้ชายคนหนึ่ง ฉันโกรธ ฉันตะโกนออกไป ฆาตกร ฆาตกร ไม่มีใครได้ยินเสียงฉัน เพราะบนเวทีเขากำลังหน้าบานกันดีใจ ซึ่งคนละอารมณ์กับฉัน ฉันอยากร้องไห้ เมื่อฉันนึกถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกฆ่าตาย "ฉันตะโกนอีกครั้ง "มือเปื้อนเลือด" ฉันหยิบปากกาเมจิก เอากระดาษA4 (คือแถลงการณ์ของงานวันนั้น)ใช้ด้านที่ว่างเขียนว่า "มือใคร?" ฉันเอามือฉันทาบลงไปแล้วเขียนตาม ฉันค้นหาปากกาเมจิกสีแดงเพื่อทาเป็นสีเลือด ฉันถามคนอื่นไม่มีใครมี ฉันรีบตัดสินใจเขียนว่า "เปื้อนเลือด"ไปบนฝ่ามือ ฉันเขียนสองแผ่นประกบกันแล้วพับมุมนั้นมุมนี้ 

          ในขณะนั้นมันกำลังให้ นโยบายเกี่ยวกับวันสตรีสากล  ฉันชูกระดาษขึ้น มันตอบมาทันที ว่าวันนี้วันสตรีไม่เกี่ยวกับการเมืองให้ฟังว่าใครมือเปื้อนเลือดชี้แจงในสภา ฉันชูป้ายเด็ดสำหรับฉัน"เหรอ...." และตามด้วย "ดีแต่พูด" ฉันถูกกีดกันจากตำรวจ เพื่อแย่งแผ่นป้าย ฉันถาม แผ่นป้ายมีปัญหาอะไรเหรอ"...,ดีแต่พูด,มือใคร?เปื้อนเลือด" มันมีปัญหาตรงใหน ด่าใคร หยาบคายหรือเปล่า ตำรวจบอก ว่ามือใคร?เปื้อนเลือด ฉันถามว่าแล้วเปื้อนจริงเหรอถึงเดือดร้อน และเพื่อนของฉันก็ชูป้าย "ดีแต่พูด"ขึ้นด้านหน้าฉันขึ้นไปอีกสามแถว จึงกลายเป็นเหตุให้การเตรียมการพูดตั้งแต่ 11.30 น.-13.15น.ต้องยุติลงเลย เที่ยงเล็กน้อย   

          เราไม่ได้สบตากันเลยระหว่างฉันกับผู้ชายคนนั้นเพราะ เขาหลบหน้าฉัน รีบหนีฉันไปและให้ตำรวจกักตัวฉันกับเพื่อนๆไว้ เกือบครึ่งชั่วโมง  ฉันไม่มีเรื่องโกรธเกลียดกันเป็นการส่วนตัว แต่ฉันไม่ชอบระบบที่เขาใช้อยู่ฉันต้องการระบบประชาธิปไตย คนเท่ากันหนึ่งคน หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ทุกคนมาจากการเลือกตั้ง ทุกสถาบันตรวจสอบได้ ฉันไม่ต้องการคนดี คนหล่อ ฉันต้องการการตรวจสอบเปิดเผย โปร่งใส” ต่อไปคือความในใจที่ฉันคิดว่าป้ายนี้เหมาะสำหรับคุณคือ “คนดีแต่พูด” และไม่รู้ว่าคุณยังจะจำในสิ่งที่พูดได้หรือเปล่า 

          1."เมื่อ มีประชาชนเพียง 1 คน หรือแสนคน มาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาตัวเองนั้น ไม่ได้ขัดหลักการประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารประเทศนั้นละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิประชาชน หรือทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องเหล่านี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะไม่รอให้กฎหมายจัดการ แต่จะมีสำนึกความรับผิดชอบทางการเมือง" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ

          2. "..ยุบสภาจะเป็นการรับผิดชอบ ทำเถอะเพื่อบ้านเมืองสงบสร้างบรรทัดฐานที่ดีเถอะครับ.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 31 ส.ค.51 @สภาผู้แทนฯ

          3. "ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป

          4. "เพื่อพิสูจย์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง(กรณี 7 ตุลา 51)" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป

          5. "ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป 

          6. "ต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 9 ตุลา 51 @ที่ทำการพรรค ปชป   

          7. "ประเทศไทยเป็นสังคมเปิด ซึ่งเคารพและเชื่อมั่นในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามนายซาลิล เชตตี้ เลขาธิการองค์กรนิรโทษกรรมสากลเนื่องในโอกาสเข้าพบ เมือวันที่ 10 พ.ย. 53 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  

          8. "..สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันซึ่งทั้ง ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างสามารถเข้าถึงสื่อและหนังสือพิมพ์ รวมถึงทีวีสาธารณะและเคเบิ้ลทีวี เป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างจากอดีต.." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามนายซาลิล เชตตี้ เลขาธิการองค์กรนิรโทษกรรมสากลเนื่องในโอกาส...เข้าพบ เมือวันที่ 10 พ.ย. 53 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล  

          9. "... ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครมีสิทธิพิเศษ..." อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 29 ธ.ค.53

         10. "ผู้นำทั้งหลายควรจะเคารพต่อความต้องการของประชาชน" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 29 มค 54

          11. "การเลือกตั้งจะช่วยคลี่คลายปัญหาและแก้วิกฤติชาติ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 8 กค 50

          12. "เสริมสร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน" (จาก นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 30 ธันวาคม 2551 @ ที่กระทรวงการต่างประเทศ )

         13. “แม้พันธมิตรฯจะทำผิด แต่รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิ์ทำร้ายประชาชน” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ขณะนั้น) 9 ตุลาคม 2551 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาล(สมชาย)รับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลา 51

         14. "ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัว ของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ" (จาก นโยบายความมั่นคงของรัฐ ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 30 ธันวาคม 2551 @ ที่กระทรวงการต่างประเทศ )

         15. "ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน" (จาก นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 30 ธันวาคม 2551 @ ที่กระทรวงการต่างประเทศ )

         16. "ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี" (จาก นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 30 ธันวาคม 2551 @ ที่กระทรวงการต่างประเทศ )

          ก่อนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณแถลงนโยบายเร่งด่วนว่า อันดับแรก คือการชะลอการเลิกจ้างที่เกิดจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ไม่ได้ชะลอเลย กลับไปส่งเสริมการลงทุนให้นายทุนขยายกิจการแต่เลิกจ้างคนงาน  ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของคนงานเหมือนกัน  คนงานเย็บผ้าที่ถูกเลิกจ้าง แทนที่คุณจะต้องต่อยอดความสามารถเดิมที่เขามี กลับไปแนะนำให้เขาชงกาแฟ ไปเป็นหมอนวดแผนไทย ส่วนการขายกาแฟก็ต้องมีงบประมาณเบื้องต้นถึง  5 หมื่นบาท นั่นหมายความว่าแก้ปัญหาไม่ได้ อันนี้ตอบคำถามคุณที่ถามพูดเหน็บแนบ ว่าคนชูป้ายสงสัยลูกหรือญาติไม่ได้เรียนหนังสือ จะเรียนกันไปได้ยังไงมาดูก็แล้วกัน

          โครงการเรียนฟรี รัฐบาลบอกว่าเรียนฟรี 15 ปี เป็นความภูมิใจของคุณมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้วโครงการนี้มันไม่ได้เรียนฟรีจริงๆ เป็นเพียงการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองเท่านั้น เปิดเทอมครั้งหนึ่งได้เงิน 900-1,200 ซึ่งมันไม่พอกับค่าชุดนักเรียน ชุดลุกเสือ ชุดกีฬา ด้วยซ้ำ เราไม่สามารถเอาเงินพวกนี้ไปเรียกว่าเรียนฟรีได้ เพราะแม้แต่ชุดนักเรียนดีๆ สักชุดยังซื้อไม่ได้เลย

         อีกนโยบายคือ 90 วันแก้ปัญหาชายแดนใต้ เอาเข้าจริง 2 ปี ปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้ดีขึ้นเลย ซ้ำยังหนักว่าเดิม นโยบายค่าจ้าง ครั้งแรกบอกว่าค่าจ้างที่พอกับการครองชีพ คือวันละ 250 สุดท้ายก็เพิ่งปรับเมื่อเดือน พ.ค. ก็ได้แค่ 215บาท ความเห็นของนายกเมื่อพูดออกมาแล้ว ทำไมถึงทำไม่ได้ จะไม่ให้เรียกว่าดีแต่พูดได้อย่างไร พอมีแนวโน้มจะยุบสภาก็ออกมาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะปรับค่าจ้างเป็นวันละ 300  พวกเราฟังแล้ว ก็คิดว่า ทั้งๆ ที่คุณเป็นรัฐบาล สัญญาก่อนหน้าคุณยังทำไม่ได้เลย แล้วยังจะมาหาเสียงแบบนี้อีก

         ข้อนี้ขอถามว่าในเว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าคนที่ชูป้ายดีแต่พูดในงานวันสตรีสากล ไม่เข้าใจรากเหง้าของประชาธิปไตย ดิฉันถามว่าถ้าถือป้ายอย่างสงบ ไม่เป็นประชาธิปไตย สะท้อนว่าที่ผ่านมาอย่างยาวนานของพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เข้าใจว่าอะไรคือ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  

         จึงเรียนมาให้คุณได้ คิด ไตร่ตรอง ใช้สติในการพูดเขียน ให้มากขึ้นอะไรทำไม่ได้ไม่ต้องพูด อะไรไม่ใช่เรื่องจริงไม่ต้องเขียน และคุณต้องยอมรับที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ คนที่เป็นบุคคลสาธารณะคือคนที่ก้าวเข้ามาเป็นนักการเมือง ได้ใช้ภาษีของประชาชน บุคคลเหล่านี้ต้องวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบได้ ถ้าคุณไม่ต้องการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องการถูกตรวจสอบ คุณก็ต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารเงินภาษีประชาชน และไม่มาเสนอตัวเป็นนักการเมือง หรือผู้บริหารประเทศ

                                                                                   ด้วยความเคารพ

                                                                                    จิตรา คชเดช

                                   ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารประเทศของคุณและถือป้ายดีแต่พูดคนแรก

หมายเหตุ: ขอขอบคุณ 16 ข้อ ดีแต่พูด รวบรวมโดยคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย กลุ่มประกายไฟ

 
 

 

โกอินเตอร์ สื่อฝรั่งแปลวลีเด็ด “ดีแต่พูด”

Posted by KwamRak on 24.2011 News

โกอินเตอร์ สื่อฝรั่งแปลวลีเด็ด “ดีแต่พูด”

แอนดรูว์ สปูนเนอร์ ผู้สื่อข่าวอิสระ เขียนบทความลงในเว็บไซต์ http://asiancorrespondent.com แปลความหมาย “ดีแต่พูด” เป็นภาษาอังกฤษ “He’s only good at talking.” ระบุเป็นวลีทรงพลังที่จะเป็นเสมือนคำจารึกเหนือหลุมฝังศพทางการเมืองของอภิสิทธิ์

แอนดรูว์ สปูนเนอร์ เขียนบทความ Thailand’s PM Abhisit Vejjajiva: “He’s only good at talking.” เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. กล่าวถึงกรณีที่จิตรา คชเดช ชูป้ายหาเสียง “ดีแต่พูด” โดยกล่าวว่า สิ่งที่ทำให้อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นชนชั้นนำที่จบการศึกษาจากอีตันและอ็อกซ์ฟอร์ดระคายเคือง ก็คือการที่ผู้นำสหภาพแรงงานหญิงคนหนึ่งซึ่งมีรกรากจากจังหวัดสุพรรณบุรีชูแขนที่ปราศจากอภิสิทธิ์ใดๆ ขึ้นมาสร้างความเสื่อมเสียให้กับนายอภิสิทธิ์

สปูนเนอร์อธิบายด้วยว่า จิตรานักกิจกรรมหัวก้าวหน้าชนชั้นรากหญ้า ซึ่งไม่ใช่คนของเพื่อไทย หรือเครือข่ายเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณ เธอเป็นแกนนำสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และเข้าร่วมกิจกรรมในการประท้วงของคนเสื้อแดง จิตราชูป้ายประท้วงนายอภิสิทธิ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่นายอภิสิทธิ์กำลังแสดงปาฐกถา เธอลงมือเขียนข้อความลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมือตัวเองว่า “ดีแต่พูด”

สปูนเนอร์สำทับว่า วลี “ดีแต่พูด” ซึ่งสื่อต่างประเทศจำนวนมากอาจจะยังไม่รู้นั้น กำลังจะกลายมาเป็นสโลแกนสำคัญสำหรับฝ่ายตรงข้ามอภิสิทธิ์ และวลีสั้นๆ ที่ทรงประสิทธิภาพนี้ จะเป็นเสมือนคำจารึกเหนือหลุมฝังศพให้กับอาชีพนักการเมืองของอภิสิทธิ์ที่กำลังตกต่ำลง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Posted by KwamRak on 24.2011 บทความน่าอ่าน

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สัมภาษณ์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์นายกอภิสิทธิ์ โดยผู้สื่อข่าว David Pilling and Tim Johnston เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่ยังค้างคาใจใครหลายคน เช่น การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 และบทบาททหารในการเมืองไทย โดยประชาไทเลือกบทสัมภาษณ์บางส่วนที่น่าสนใจมาแปลและนำเสนอ ดังนี้

000

ไฟแนนเชียล ไทมส์: บรรยากาศในการหาเสียงครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

อภิสิทธิ์: ดีครับ ผมเอ็นจอยกับการได้ออกไปพบปะผู้คนจากหลายกลุ่ม เช่น ชาวนา คนงานในโรงงาน ชาวบ้านในตลาด และอื่นๆ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่มีคนบอกว่าคุณไม่ค่อยชอบอยู่กับชาวนาและคนงานนะ แต่นั่นอาจจะเป็นการป้ายสีก็ได้

อภิสิทธิ์: ผมก็เห็นด้วย ครั้งนี้เป็นการสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 8 ของผมแล้ว ยังไม่นับครั้งอื่นๆที่ผมลงสมัครเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นที่ผมต้องไปหาเสียงอีก ที่มีคนพูดว่าผมไม่ค่อยชอบพบปะผู้คน ผมว่าคงไม่ค่อยจริงเท่าไหร่ เพราะผมทำมาเป็น 20 ปีแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: โพลล์ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ (สำหรับประชาธิปัตย์)

อภิสิทธิ์: ผมว่าก็ดูโอเคนะ ก็เป็นการแข่งขันที่เฉียดฉิว และจริงๆผมก็ชอบเป็นม้ารองบ่อน เพราะทำให้เราได้ทำงานกันแข็งขันมากขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ดูแล้วท่าทางคุณไม่น่าจะได้เป็นเสียงข้างมาก

อภิสิทธิ์: ผมว่าไม่จริง ยังเป็นไปได้อยู่ ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นประเด็นในตอนนี้ คือโครงการประกันรายได้สำหรับชาวนา ที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าเขาค่อนข้างมั่นใจ แต่จริงๆ แล้วชาวนาจำนวนมากรู้สึกว่านโยบายดังกล่าวน่าจะเป็นภัยมากกว่า

ไฟแนนเชียล ไทมส์: โพลล์ของพรรค ปชป. ว่ายังไงบ้าง..?

อภิสิทธิ์: เราตามหลังอยู่นิดหน่อย การจัดสรรที่นั่งซับซ้อนนิดหน่อยในระบบแบบนี้ แต่เราก็ประเมินว่า สองพรรคใหญ่จะได้เสียงรวมกันราว 400 เสียง ซึ่งแต่ละพรรคก็น่าจะได้ประมาณ 200 ที่นั่ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่าประเด็นหลักๆ ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนเลือกตั้งคืออะไร คิดว่าจะแย่ลงไหม??

อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าทางเลือกก็ค่อนข้างชัดเจนนะ ในแง่ของนโยบาย ที่ผมพูดถึงเรื่องชาวนาไป ผมว่าอันนี้เป็นความแตกต่างที่ชัดเจน เราจะดีใจมากถ้าชาวนาได้ตัดสินใจในเรื่องนั้น แต่ผมคิดว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือ เพื่อไทยมุ่งไปที่การนิรโทษกรรมและการฟอกตัวทักษิณค่อนข้างมาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศและของประชาชน ประชาชนต้องการจะแก้ไขปัญหาปากท้องมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น และประชาชนก็อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหาเรื่องยาเสพติดอย่างเร่งด่วน สิ่งที่ประชาชนไม่น่าอยากจะเห็น ก็คือความขัดแย้งและปัญหาที่ไม่จบสิ้นต่างหาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้ามองว่านี่เป็นการทำประชามติเรื่องทักษิณล่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็เหมือนจะใช่...

อภิสิทธิ์: ถ้าเพื่อไทยอยากให้การเลือกตั้งเป็นการทำประชามติเรื่องทักษิณ ก็ให้เปิดเผยพูดกันตรงๆไปเลย แล้วก็หยุดหาเสียงโดยนโยบายอย่างขึ้นค่าแรงวันล่ะ 300 บาทได้แล้ว เพราะคนจะได้รู้กันว่าเลือกตั้งไปแล้วจะได้อะไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่สโลแกนหาเสียงของเพื่อไทยที่ว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยังชัดเจนไม่พออีกหรือ

อภิสิทธิ์: ก็ใช่ แต่คนงานในโรงงานอาจจะคิดว่า ทักษิณจะทำให้ค่าแรงขึ้นได้เป็น 300 บาท แต่จริงๆแล้วทักษิณคิดแต่เรื่องของนิรโทษกรรมตนเอง ซึ่งมันไม่แฟร์ต่อผู้เลือกตั้ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าเขาอยากจะนิรโทษกรรม...

อภิสิทธิ์: แล้วอีกกี่เดือนล่ะกว่านิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้ ทำไมปัญหาของประชาชนต้องมาทีหลังปัญหาส่วนตัวของทักษิณล่ะ?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อไทยต้องหยุดการดำเนินงานทางด้านนโยบายนี่

อภิสิทธิ์: ทักษิณกลับมาไม่ได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าเพื่อไทยสามารถดำเนินการนำเขากลับมาได้ และบริหารรัฐบาลไปได้พร้อมๆ กัน?

อภิสิทธิ์: พวกเขาก็เคยลองแล้วในช่วงรัฐบาลสมัคร(สุนทรเวช) และรัฐบาลสมชาย(วงศ์สวัสดิ์)

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ที่คุณได้ไปพูดที่ FCCT ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างประชาธิปัตย์ กับเลือก ความวุ่นวาย…

อภิสิทธิ์: ผมพูดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างการนำประเทศก้าวไปข้างหน้า ก้าวข้ามพ้นความขัดแย้งเก่าๆ และการกลับไปสู่ความขัดแย้ง แน่นอนว่าข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรมจะเป็นข้อเสนอที่สร้างความวุ่นวาย และจะทำให้สังคมเราแตกแยกอีกครั้ง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ถ้าคนไทยส่วนใหญ่อยากได้นิรโทษกรรม และเลือกเช่นนั้น...

อภิสิทธิ์: แล้วเราจะรู้ได้ยังไง..?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ก็มันเป็นส่วนหนึ่งของการไปออกเสียงนี่

อภิสิทธิ์: ก็อย่างที่ผมบอก คุณอาจจะทำลายความเชื่อใจของประชาชนก็ได้ เพราะผมได้ไปพูดคุยกับคนที่บอกว่าจะเลือกเพื่อไทย เขาบอกว่าที่เลือกเพราะอยากได้ค่าแรงขึ้นเป็น 300 บาท ดังนั้นคุณจะฟันธงว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ....ว่าคนเลือกเพราะอยากให้มีการนิรโทษกรรม?

อภิสิทธิ์: ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยหาเสียงด้วยนโยบายที่เป็นไปไม่ได้ เพราะจะเรียกคะแนนเสียงอย่างเดียว ดูอย่าง นโยบายแจกไอแพดให้เด็กนักเรียน ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท โครงการจำนำข้าว นโยบายที่ว่านี้ ใช้งบประมาณราวๆ ทั้งหมดสามเท่าของงบที่มีอยู่

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สมมุติว่าเพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลพรรคร่วม หรือเป็นเสียงข้างมาก คุณคิดว่า คุณเอง และคนรอบข้างจะยอมรับผลที่ว่าได้หรือไม่

อภิสิทธิ์: เรายอมรับผลการเลือกตั้งเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ในประวัติศาสตร์มีเหตุการณ์ที่มีการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งโดยการรัฐประหาร

อภิสิทธิ์: จริงหรือ เมื่อไหร่ล่ะที่การเลือกตั้งไม่ถูกยอมรับ และถูกรัฐประหาร เรามีรัฐประหารในระหว่างการเลือกตั้งต่างหาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ก็มีเหตุการณ์ในอดีตที่ว่า ฝ่ายต่อต้านทักษิณ ใช้วิธีนอกเหนือจากประชาธิปไตยเข้ามาจัดการ...

อภิสิทธิ์:ไม่จริง ที่จริงแล้วพรรคการเมืองของทักษิณมีการกระทำผิดกฎหมาย นี่คือเหตุผลที่พรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค เช่นเดียวกับพรรคพลังประชาชน จะเห็นว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียงต่างหาก เราคิดว่าการรัฐประหาร เป็นการทำให้ประเทศเดินถอยหลัง เราไม่ได้สนับสนุนการรัฐประหาร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คำถามคือว่า ฝ่ายตรงข้ามทักษิณจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่เพื่อไทยชนะได้หรือไม่ คุณได้พูดไปชัดเจนว่าคุณจะยอมรับผลที่ออกมา แต่ผู้เล่นอื่นๆ ในการเมืองไทยล่ะ เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกองทัพ จะยอมรับหรือไม่

อภิสิทธิ์: พวกเขาก็ควรจะยอมรับ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แล้วคุณเชื่อว่าพวกเขาจะยอมไหม

อภิสิทธิ์: ก็คิดว่าคงยอมนะ ตอนสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีอะไรผิดปรกติเกิดขึ้น จนกระทั่งเขาเริ่มพูดถึงการนิรโทษกรรม เพราะประชาชนรู้สึกว่ามันเป็นข้อเสนอที่ขัดกับหลักนิติรัฐ เราไม่เคยมีข้อตัดสินศาลหรือกรณีใด ๆ ที่ทำไปเพื่อฟอกตัวคนใดคนหนึ่ง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาสนใจผลประโยชน์ส่วนตัว ก่อนผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ถ้าทางเพื่อไทยเริ่มดำเนินการแผนนิรโทษกรรม คุณคิดว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายไหม

อภิสิทธิ์: ก็มีความเสี่ยงอยู่ ถ้าพวกเขาไม่กระทำผิดกฎหมาย พวกเขาก็คงจะไม่ถูกยุบพรรค

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณเห็นหลักฐานว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายบ้างหรือไม่

อภิสิทธิ์: ตอนนี้เรายังไม่รู้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็พูดถึงสองสามกรณีที่อาจเกิดการตัดสิทธิผู้ลงสมัครได้ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ว่าจริงๆ แล้ว เขาก็พูดกันว่าทุกพรรคการเมืองก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันหมด ?

อภิสิทธิ์: เราเองก็มีผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิเหมือนกัน ทุกพรรคก็อยู่ภายใต้กฎนี้

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่ามันเป็นกฎหมายที่ดีหรือเปล่า

อภิสิทธิ์: ก็คิดว่าดีนะ และคิดว่าต้องมีการบังคับใช้ที่ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องถึงกับยุบพรรคการเมือง แต่ผมคิดว่าคณะกรรมการบริหารพรรคควรจะต้องรับผิดชอบกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะว่าที่ทำผิดไปก็ทำในนามของพรรค

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ควรจะรับผิดชอบในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ทั้งพรรค?

อภิสิทธิ์: แต่ก็ควรจะมีความรับผิดชอบร่วมในหมู่คณะกรรมการบริหารพรรค ถ้าการกระทำดังกล่าวทำไปเพื่อผลประโยชน์ของพรรคมากกว่าเพื่อปัจเจกบุคคล

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่มีความรู้สึกในหมู่ประชาชนว่ากฎหมายบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม

อภิสิทธิ์: ก็นั่นเป็นเพราะว่าคุณฟังความข้างเดียวน่ะสิ ลองคิดถึงกรณีที่ทักษิณและเสื้อแดงชนะบ้าง พอเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมไม่เห็นเขาบ่นเรื่องความไม่ยุติธรรมบ้าง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: สงสัยเพราะพวกเขาคิดถึงแต่กรณีที่พวกเขาแพ้กระมัง

อภิสิทธิ์: แล้วก็ไม่เห็นพูดถึงกรณีที่ตัวเองชนะบ้าง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ถ้าคุณดูกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายแพ้แล้ว....

อภิสิทธิ์: ก็เราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ถ้ามีคนเดินมาหาแล้วต่อยหน้า แล้วถูกลงโทษ คุณสมควรต้องถูกลงโทษไปด้วยหรือ..?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ประชาธิปัตย์ก็หลุดพ้นการตัดสินในกรณีทีพีไอ โพลีนได้...

อภิสิทธิ์: ผมก็จะบอกให้ว่าในกรณีนั้น ตอนแรกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด จนกระทั่งเสื้อแดงไปชุมนุมที่สำนักงานกกต. เขาจึงเปลี่ยนผลการตัดสิน

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณกำลังบอกว่าผลการตัดสิน กกต. ขึ้นอยู่กับแรงกดดันหรือ

อภิสิทธิ์: ใช่..! และคุณจะเห็นว่าคำร้องที่ส่งไปร้องเรียนให้ตรวจสอบพรรคไทยรักไทย และเพื่อไทย ไม่ได้ดำเนินการจากพวกเราเลย เราไม่เคยไปแทรกแซงหรือข่มขู่ใครทั้งนั้น หลายๆ กรณีที่โจมตีพรรคประชาชาธิปัตย์นั้นมาจากพรรคของทักษิณทั้งนั้น แม้กระนั้นพวกเขากลับบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ที่ไปตราหน้าแกนนำเสื้อแดงบางคนที่ลงสมัครเลือกตั้งในพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

อภิสิทธิ์: เราใช้คำนิยามตามกฎหมายสากลระหว่างประเทศ คิดว่ากำหนดขึ้นหลังช่วง 9/11 (เหตุการณ์ถล่มตีกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์)

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกหรือ ที่คนระเบิดสถานีตำรวจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังถูกมองว่าเป็นอาชญากรธรรมดา?

อภิสิทธิ์: ก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางส่วนก็ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการก่อการร้าย

ไฟแนนเชียล ไทมส์: อืม.. ไม่เคยได้ยินกรณีหลังเลย

อภิสิทธิ์: ก็นั่นไง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณรู้ไหมว่ามีจำนวนเท่าไหร่

อภิสิทธิ์: ไม่นะ แต่ผมก็ได้สอบถามไป เขาว่าขึ้นอยู่กับกรณีๆไป ว่าตรงตามคำนิยาม (ว่าด้วยการก่อการร้าย) หรือไม่ ปัญหาเกี่ยวกับภาคใต้ที่ทำให้การดำเนินข้อหาการก่อร้ายเป็นเรื่องยาก เพราะความรุนแรงถูกเชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องบางอย่าง ส่วนข้อเรียกร้องที่ว่านั้นจะเป็นอะไรก็อีกเรื่อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณค่อนข้างกระตือรือร้นในการเปิดช่องทางที่จะสื่อสารกับผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ความคืบหน้าเป็นยังไงบ้าง

อภิสิทธิ์: ผมคิดว่าการพูดคุยเพื่อรับฟังมุมมอง และปัญหาจากพวกเขาเป็นประโยชน์มาก และผมก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานพยายามจะเปิดช่องทางสื่อสารดังกล่าว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจดำเนินการอะไรใช่ไหม

อภิสิทธิ์: ยัง...อย่างน้อยเพราะในจังหวัดชายแดนใต้มีกลุ่มต่างๆที่หลากหลาย และไม่ได้มีเอกภาพเท่าแต่ก่อน และเมื่อสถานการณ์เกิดขึ้น ก็ไม่มีใครออกมารับผิดชอบ ไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไร

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณมองอย่างไรต่อสถานการณ์ต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มีคนจำนวนมากเสียชีวิต ในคนหลายพันคนที่ไม่มีอาวุธ ถึงแม้ว่าจะมีกลุ่มติดอาวุธอยู่ข้างในบ้าง

อภิสิทธิ์: เราก็พยายามเต็มที่เพื่อที่จะแยกสองกลุ่มออกจากกัน เราใช้ความอดทนอดกลั้น และได้เสนอทางออกทางการเมือง ที่มักถูกปฏิเสธจากฝ่ายนั้นเสมอ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณพูดถึงข้อเสนอให้มีการเลือกตั้ง ?

อภิสิทธิ์: ใช่ ซึ่งก็จะเป็นหกเดือนก่อนหน้าจากปัจจุบัน เราไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย และรับมือสถานการณ์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณรู้ไหม เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในตะวันออกกลาง มีหลายคนมาบอกกับผมว่า “เราเข้าใจ ว่ามันเป็นเรื่องซับซ้อน”

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปไหม มีอะไรที่อยากจะทำต่างออกไปบ้าง

อภิสิทธิ์: ผมไม่แน่ใจว่าเราจะทำอะไรต่างออกไปได้หรือเปล่า แต่ผมเสียใจเสมอในความสูญเสีย

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมการสืบสวนเหตุการณ์ไม่คืบหน้าเร็วกว่านี้

อภิสิทธิ์: ควรจะไปถามคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากกว่า เขาจะบอกคุณเรื่องอุปสรรคที่เจอ และผมเองก็คิดว่ามันก็น่าจะเป็นเรื่องยากในการค้นหาความจริงเบื้องลึกได้ ในเมื่อยังมีสถานการณ์ความวุ่นวายยังคงอยู่

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมเขาไปมองที่เหตุการณ์ในตะวันออกกลางแล้วบอกว่าเขาเข้าใจล่ะ

อภิสิทธิ์: เพราะคุณจะเห็นว่ามันมีความรุนแรงและความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: แต่ในกรณีนั้นฝ่ายที่ผิดน่าจะเป็นพวกรัฐบาลเผด็จการไม่ใช่หรือ คุณคงไม่อยากถูกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลพวกนั้นหรอกนะ ? 

อภิสิทธิ์: ใช่... แสดงว่าคุณก็คิดได้ว่าเราไม่ได้เป็นรัฐบาลเผด็จการ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่าการใช้สไนเปอร์เพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ ฮิวแมนไรท์วอทช์บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ conflict zone (พื้นที่ที่มีความขัดแย้ง ซึ่งไม่อนุญาตให้รัฐใช้อาวุธสงครามได้ - ผู้แปล)

อภิสิทธิ์: ตอนนี้มีหลักฐานชัดเจนแล้วหรือ??ว่ามีการใช้สไนเปอร์?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: เรามีรูปของคนที่ใช้อาวุธสไนเปอร์ และพลแม่นปืน

อภิสิทธิ์: ผมได้อธิบายไปแล้วว่าคนในรูปกำลังทำอะไร คุณก็เห็นคลิปแล้ว มีรูปผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะจุดไฟเผารถยนต์ เขาจึงถูกยิงเข้าที่ขา

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ฉะนั้นการยิงเข้าที่หัวก็ไม่ได้มาจากปืนสไนเปอร์เลย ?

อภิสิทธิ์: เราก็ไม่ได้มั่นใจ 100% แต่การที่คุณมีรูปกลุ่มคนอยู่บน (รางรถไฟฟ้า) ซึ่งกำลังควบคุมกลุ่มผู้ชุมนุม และด่วนสรุปว่าพวกนั้นเป็นมือสไนเปอร์ที่ยิงประชาชน คงไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก เรามีหลักฐานชัดเจนว่าคนที่อยู่ด้านบน ยิงผู้ชายคนหนึ่งในที่ชุมนุมเข้าที่เท้า เพราะต้องการหยุดไม่ให้เขาไปจุดไฟเผารถเท่านั้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: การยิงคนเข้าที่ขา เพื่อหยุดคนไม่ให้ไปแตะต้องรถยนต์ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างนั้นหรือ?

อภิสิทธิ์: แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง ?

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ผมก็ไม่รู้

อภิสิทธิ์: ข้อกล่าวหาที่ใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวกับการยิงสไนเปอร์ น่าจะเป็นกรณีวัดปทุม ไหนคุณลองบอกซิว่าแรงจูงใจในการยิงที่เกิดขึ้นคืออะไร ตอนนั้นการชุมนุมก็จบลงแล้ว ทำไมทหารถึงต้องอยากจะยิงประชาชนด้วยในเมื่อการชุมนุมจบลงแล้ว

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณกำลังพูดว่าไม่มีใครถูกยิงในวัดอย่างนั้นหรือ

อภิสิทธิ์: ไม่ใช่! มีคนถูกยิงในวัดปทุม แต่ใครยิง เรายังไม่รู้ เป็นเรื่องของคณะกรรมการสืบสวนที่ต้องค้นหาความจริง แต่การสรุปว่าคนในวัดปทุมถูกยิงโดยทหารเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ ผมรู้ว่าคำสั่งในตอนนั้นชัดเจนมาก คือไม่ให้เข้าไปในพื้นที่นั้นเพราะมีคนอยู่ที่วัด เหตุผลเดียวที่ทหารต้องเข้าไปอยู่บริเวณนั้น เป็นเพราะเซ็นทรัลเวิร์ล และสยามสแควร์ถูกไฟเผา ทหารจึงต้องไปช่วยดูรถดับเพลิง นั่นเป็นสิ่งที่เขาทำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ฉะนั้นคุณก็ค่อนข้างมั่นใจว่าทหารไม่ได้ยิงใคร?

อภิสิทธิ์: ที่แน่ๆ คือทหารไม่ได้รับคำสั่งให้ยิงประชาชน นอกจากเป็นไปเพื่อป้องกันตัวเอง และผมเองคิดแทบตายก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมทหารถึงอยากยิงประชาชน เพราะถ้าทำจริงก็จะส่งผลเสียต่อรัฐบาลและทหารเอง ทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา น่าจะมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ว่า เมื่อทหารยิงปืนลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เขากำลังสู้อยู่กับคนที่ยิงสวนมาจากรถดับเพลิงและรถพยาบาลมากกว่า มีนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งโทรมาหาผมแล้วบอกว่า เขาถูกยิงและต้องการรถพยาบาล เราพยายามจะส่งรถพยาบาลเข้าไป แต่เมื่อรถพยาบาลขับเราเข้าไปกลับถูกยิงโจมตี เราจึงต้องให้กำลังทหารไปคุ้มครองรถพยาบาล การปะทะเช่นนี้ก็เกิดขึ้น

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณคิดว่า สิ่งที่ประสบความสำเร็จที่ได้ทำไปแล้วในการปรองดองคืออะไรบ้าง

อภิสิทธิ์: ประเด็นหลักๆ ก็คือว่า เราต้องการรัฐบาลที่คำนึงถึงปัญหาของทุกฝ่าย ผมพยายามจะเข้าถึงทุกกลุ่ม เมื่อมีข้อเสนอแนะว่าเราควรจะให้ความช่วยเหลือแก่คนเสื้อแดง รวมถึงการให้ประกัน เราก็จัดการให้ ผมคิดว่า เราจัดให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหาเสื้อแดงราว 50 คนได้ คนเหล่านี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแกนนำเสื้อแดงเลยด้วยซ้ำ แต่พอพวกเขาออกมาได้ เขาก็คงไม่มาสนับสนุนผมเท่าไหร่ แต่นี่แหละคือการทำงานเพื่อประชาชนทุกคน คุณก็ต้องพยายามดูแลทุกฝ่ายให้เรียบร้อย ผมได้ตัดสินใจจะหมดวาระเร็วกว่ากำหนด เพื่อให้ประชาชนสามารถมีสิทธิตัดสินใจ นี่คือสิ่งที่เราได้ธรรมที่เป็นรูปธรรม แต่แน่ล่ะคุณไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ และถ้าการปรองดอง หมายถึงการยอมรับทุกอย่างและเข้าทางทักษิณล่ะก็ ผมไม่คิดว่ามันเป็นการปรองดองสำหรับประเทศนี้ได้ ทำไมเพื่อไทยเริ่มรู้สึกลังเลเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมตอนนี้ก็ไม่ทราบ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการยุติความแตกแยกได้หรือไม่

อภิสิทธิ์: ผมคิดเช่นนั้น ถ้าเราได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลอีก ก็จะเป็นสัญญาณว่าประเทศนี้พร้อมที่จะก้าวข้ามปัญหาเรื่องทักษิณ และจะทำให้ดีที่สุดในสี่ปีข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนมีสิทธิมีเสียง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณได้โพสต์บทความที่น่าสนใจในเฟซบุ๊กเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเหตุผลอะไรหรือเปล่าที่ทำเช่นนั้น

อภิสิทธิ์: ผมก็แค่อยากจะชี้แจงให้คนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง มีการคาดเดาไปต่างๆนาๆ มีความคิดเห็น คำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เยอะแยะไปหมด ผมได้เลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าวมาตลอดเพราะไม่อยากพูดถึง ผมแค่อยากทำงานของผมไป แต่เมื่อเวลาช่วงเลือกตั้งใกล้มาถึง มันน่าเหลือเชื่อมากที่มีคนก็เริ่มพูดกันในหลายเรื่องๆ ที่ไม่จริงเลย ผมจึงอยากชี้แจงให้คนเข้าใจถูกต้อง

ไฟแนนเชียล ไทมส์: มีความรู้สึกทั่วไปว่า กองทัพเป็นพลังทางการเมืองที่มีอำนาจสูงในประเทศนี้

อภิสิทธิ์: ผมว่าที่คุณพูดมามันแปลกๆ หน้าที่ของกองทัพระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว การรัฐประหารก็ชัดเจนว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เราไม่สนับสนุนการรัฐประหาร ความจริง ผมเป็นผู้นำพรรคคนแรกด้วยซ้ำที่ออกมาพูดวา เราคิดว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด แต่หลังจากการเลือกตั้ง และอำนาจกลับมาสู่มือประชาชนแล้ว กองทัพก็ได้มีบทบาทช่วยรัฐบาลรักษากฎหมาย และผมก็แปลกใจทีทักษิณออกมาพูดว่า เขาเสียใจเรื่องนโยบายภาคใต้ ที่อนุญาตให้ตำรวจและทหารใช้นโยบายยุติธรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทางเราเป็นกลุ่มที่เข้าไปดูแลปัญหาดังกล่าว และชี้ว่าเราต้องลดอำนาจพิเศษของทหาร ต้องให้ทหารเป็นทหารอาชีพ ทำตามนโยบายของรัฐบาล ทำไมคนถึงตีความว่าทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ในเมื่อจริงๆแล้ว ควรจะมองว่า “มีตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากองทัพทำตามนโยบายของรัฐบาล” ด้วยซ้ำ

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าจะมีการรัฐประหารหากเพื่อไทยชนะ

อภิสิทธิ์: (หากเพื่อไทยชนะ) จะเสี่ยงต่อความไม่มีเสถียรภาพ คุณก็ลองถามตัวเองดู ในฐานะพรรคการเมือง และตัวแทนของประชาชน คุณจะเอาอนาคตของประเทศมาเสี่ยงเพียงเพื่อที่จะได้ฟอกตัวให้กับคนคนเดียวอย่างนั้นหรือ ผมคิดว่ากองทัพก็เห็นแล้วว่า พวกเขายังคงต้องแบกรับปัญหาจากการรัฐประหารคราวที่แล้ว ทำไมเขาถึงอยากจะหาเรื่องใส่ตัวอีก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ ถึงตัดขาดกับคุณ

อภิสิทธิ์: ผมขอไม่แสดงความคิดเห็น 

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คุณมองว่านโยบายบางส่วนของคุณมีลักษณะเป็นประชานิยมหรือไม่ 

อภิสิทธิ์: ก็แล้วแต่ว่าคุณนิยามมันว่าอะไร ที่ผมมั่นใจก็คือว่านโยบายของเราค่อนข้างรับผิดชอบ เรามีนโยบายที่ส่งเสริมให้คนออมเงินเป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากสมัยทักษิณ กองทุนเงินออมระดับชาติ ทำให้คนมีประกันสังคม และจ่ายสบทบ เมื่อเราจัดการปัญหา เช่น เรื่องหนี้ เราก็ไม่ได้ใช้นโยบายเลื่อนชำระหนี้ แต่เราทำการปรับโครงสร้างหนี้ให้ไปเข้าระบบธนาคาร ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างกันมาก

ไฟแนนเชียล ไทมส์: คิดว่าสองปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนทำอะไรให้แก่ประเทศไทยมากที่สุด

อภิสิทธิ์: สำหรับประเทศชาติ คือ การกอบกู้ประเทศจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอนนี้เราก็มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงมาก ส่วนสำหรับประชาชน ผมว่าโครงการประกันรายได้ชาวนา เป็นโครงการที่ทำให้ชีวิตของชาวนาไทยหลายล้านคนต้องเปลี่ยนไปในทางขึ้น  นอกจากนี้ การศึกษาฟรี และเบี้ยผู้สูงอายุก็ยังนับว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์มากเช่นเดียวกัน
 

 
 
หมายเหตุ: แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ของบทความ เมื่อเวลา 11.45 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2254

ณัฐวุฒิถึงอภิสิทธิ์ 2 : จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้

Posted by KwamRak on 24.2011 บทความน่าอ่าน

ณัฐวุฒิถึงอภิสิทธิ์ 2 : จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาตามสัญญา โต้ข้อความที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีความตาย 91 ศพในเฟซบุ๊ก ถามอภิสิทธิ์ "คนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ไหม"

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตอบโต้ข้อความที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขียนลงโน้ตในเฟซบุ๊กเป็นตอนที่ 4 โดยณัฐวุฒิโพสต์ลงหน้าวอลล์ของตนเองว่า "คุณอภิสิทธิ์เขียนบันทึกมาแล้วผมขอร่วมเขียนด้วยตามที่ได้บอกไว้ครับ" หลังจากนั้นจึงโพสต์ข้อความติดต่อกันผ่านไอแพด ระหว่างรอการปราศรัย

1. การอ้างเหตุว่ามีการยิงเอ็ม 79 ตามที่ต่างๆทำให้ถูกกดดันให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมเลื่อนลอยน่าใจหาย ในเมื่อรัฐบาลหาตัวคนทำความผิดไม่ได้จะมีความชอบธรรมอะไรจัดการประชาชนผู้บริสุทธิ์ คุณอภิสิทธิ์พยายามบอกว่าตัวเองถูกกดดันจากประชาชนให้ใช้ความเด็ดขาดตลอดเวลาผมไม่เข้าใจว่าระหว่างกดดันให้ยุบสภาเพราะคุณมาด้วยอำนาจพิเศษกับกดดันให้สลายการชุมนุมซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายทำไมเลือกใช้ความรุนแรงครับ

2. เรื่องรพ.จุฬาฯ เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้าของเพื่อนเราบางคนเพราะเชื่อว่ามีกำลังทหารอยู่ในนั้น หลังเกิดเหตุเราแถลงยอมรับความผิดพลาดพร้อมทั้งขออภัยทางรพ. รวมทั้งเปิดพื้นที่ชุมนุมบางส่วนทั้งที่ยังไม่มั่นใจในความปลอดภัยเพราะความชัดเจนเรื่องกำลังทหารยังไม่มี มีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกจากรพ.ก่อนหน้านี้เหลือบางรายที่ย้ายหลังการเข้าไปตรวจสอบโดยผู้ชุมนุม แม้เป็นเรื่องไม่ควรเกิดแต่ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างของการสังหารหมู่ประชาชนครับ

3. ข้อเสนอวันเลือกตั้งได้รับการตอบรับตั้งแต่ต้นแต่ประเด็นที่เรายังยอมรับไม่ได้คือไม่มีการพูดถึงความรับผิดชอบต่อความตายของประชาชน ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมพ.ต.ท.ทักษิณมาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเลยเพราะแกนนำได้ประกาศมติหลังเหตุการณ์10เม.ย.แล้วว่าไม่ยอมรับการนิรโทษกรรม ตัวเองถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเรายังปฏิเสธนิรโทษกรรมแล้วเรายังจะไปคิดเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร

4. ข้อเรียกร้องคือให้นายสุเทพเข้ามอบตัวในคดีสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนตายเกือบ 30 ชีวิตเพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้มีอำนาจคนใดใช้กำลังกับประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบอีกแต่นายสุเทพกลับทำเพียงแค่ไปปรากฏตัวที่ DSI ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีอาญาจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครในรัฐบาลถูกดำเนินคดีหรือแสดงความรับผิดชอบใดๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับการเจรจาแล้วก็สั่งกำลังทหารเข้ามาจนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 91 ศพ

5. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าพยายามเจรจา แล้วทำไมจึงปฏิเสธกลุ่ม สว.ที่มาพบพวกผมหลังเวทีในวันที่18พ.ค. ทั้งที่พล.อ.เลิศรัตน์และคณะยืนยันว่าคุณรับรู้ทุกขั้นตอน เราแถลงข่าวร่วมกันว่าวันที่ 19 เป็นวันเจรจา ผมบอกคณะ สว.ด้วยว่าเราพร้อมยุติการชุมนุมทันที คุณอภิสิทธิ์ก็ทราบเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเปลี่ยนวันเจรจาเป็นวันสังหาร เพราะเตรียมการมาตลอดใช่ไหม บอกสว.ให้มาคุยกับเราจนทุกฝ่ายสบายใจแล้วค่อยลงมือ วิธีการนี้ไม่อำมหิตกับประชาชนไปหน่อยหรือ

6. การบอกว่าความตาย14-18 พ.ค.เพราะการปะทะระหว่างกองกำลังชุดดำกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องอธิบายว่าทำไมคนที่ตายไม่มีอาวุธในมือแม้แต่คนเดียว พลุไฟตะไลของเล่นที่บางคนถือเรียกว่าอาวุธไหม ศพไหนที่เป็นผู้ก่อการร้าย เจ้าหน้าที่ยิงโดนใครบ้างหรือไม่มีเลย และถามจริงๆว่าคนเป็นนายกฯไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ คำว่าเสียใจคำว่าขอโทษก็ไม่ต้องมีให้ประชาชนและร่างไร้วิญญาณเหล่านี้เลยใช่ไหม

7.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นผู้รักษากฎหมาย แล้วกฎหมายข้อไหนอนุญาตให้ใช้อาวุธสงครามกับประชาชน มาตราใดให้อำนาจประกาศเขตกระสุนจริง หลักสากลที่ไหนให้เอาสไนเปอร์มาใช้กับการชุมนุม กระสุน 2 พันกว่านัดที่ใช้ไปทำไมใกล้เคียงกับยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากต้องรับผิดชอบกับ 91 ศพที่กรุงเทพฯแล้วยังต้องรวมถึงทุกชีวิตในกลุ่มอาหรับที่ตายเพราะสไนเปอร์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วย คุณคือผู้นำคนแรกของโลกที่ใช้วิธีนี้กับประชาชน

8. ประหลาดใจมากกับเรื่องคนทำบั้งไฟที่ถูกไอ้โม่งชุดดำยิงตายแล้วเผาหน้าวัดปทุมฯ คุณเก็บเรื่องนี้ไว้กว่า 1 ปีได้อย่างไร ไม่มีใครเคยได้ยินทั้งอภิปรายในสภาหรือที่อื่น เรื่องใหญ่มากนะครับ คนถูกยิงเป็นใคร พยานชื่ออะไรขอดูหน้าหน่อยได้ไหม เชื่อจริงๆ หรือว่ามีการเผากันหน้าวัดปทุมฯ โดยไม่มีใครรู้เห็น เผาศพใช้เวลานานมากเถ้าถ่านก็ต้องมี ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ จะฆ่าก็ฆ่า ขังก็ขังแต่อย่าโกหกกันขนาดนี้เลย สงสารประชาชนบ้างเถอะครับ

9. 6 ศพในวัดปทุมฯผมฟันธงได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐยิง อย่าถามว่ามีเหตุผลอะไรจะยิงทั้งที่การชุมนุมยุติแล้วเพราะถึงยังไม่ยุติก็ไม่มีเหตุผลใดๆให้ยิงประชาชนมือเปล่า จะอ้างกองกำลังที่ไหนในเมื่อคนบนรางรถไฟฟ้าก็ยอมรับว่ายิงลงมาหัวกระสุนสีเขียวก็อยู่เต็มตัวคนตาย คุณรักครอบครัวมากทุกคนรู้ พี่น้องผมถึงจะจนต่ำต้อยแต่ความเป็นคนก็เท่าคุณ พวกเขาอยากรู้ว่าคนที่เขารักตายยังไงต่างกับคุณที่คิดเพียงว่าจะอยู่อย่างไร ต่างกันมากเหลือเกิน

10. หลายตอนในบทความเน้นย้ำแต่เรื่องผู้สนับสนุนเรื่องคะแนนเสียง นักการเมืองที่แสดงตัวว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่คิดได้แค่นี้หรือ การยกข้อความสนับสนุนมาบอกว่าเป็นนำ้ทิพย์ชะโลมใจคิดไหมว่าคนที่สูญเสียจะรู้สึกอย่างไร พรำ่พูดแต่ตึกถูกเผาส่วนคนที่ตายไม่สนใจ ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำ ไม่ได้วางแผนสั่งการให้ใครเผาห้างให้ช่อง11เชิญฝ่ายผจญเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ไปพูดความจริงบ้างไหม กล้าหรือเปล่า

11. อย่าอ้างบุญคุณกับบางคนที่ได้ประกันตัวออกมา เพราะพวกเขาไม่ได้ทำความผิดไม่ควรถูกขังตั้งแต่ต้น ให้คนโทรไปตามมาพบที่ทำเนียบสั่งให้เขียนจดหมายมาขอบคุณตัวเอง นี่หรือทำเพื่อประชาชน หลายคนชีวิตยับเยินแม่ตายไม่ได้ดูใจ ลูกเมียถูกไล่จากบ้านเช่า ลูกสาวถูกข่มขืน ป่วยต้องหามส่งรพ.จากเรือนจำ ถ้าคนเหล่านี้ได้ออกจากคุกต้องเขียนจดหมายขอบคุณท่านนายกฯไหมครับ แล้วคนที่ถูกขังเพราะโดนขู่ให้สารภาพ ติดคุกเกือบปีแล้วศาลยกฟ้องต้องขอบคุณไหม

12. คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเปื้อนโคลนจากทุกสี สถานการณ์แบบนี้ใครไม่เปื้อนโคลนก็แปลกแล้ว ปัญหาคือคุณไม่ได้เปื้อนโคลนแต่เปื้อนเลือดประชาชนเป็นนายกฯที่มีคนตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประเทศ ไม่มีใครมองข้ามความตายของเพื่อนร่วมชาติได้ง่ายอย่างที่คุณทำหรอกพวกเขาจึงอยากรู้ว่าเกือบร้อยชีวิตตายยังไง ถ้าไม่พบความจริงคำถามนี้จะติดตามคุณไปชั่วชีวิต เป็นลมหายใจแห่งความตายที่ยังรอความยุติธรรมตลอดไป

13. ผมรู้ว่าคุณเขียนบทความนี้เพราะต้องการคะแนนเสียง แต่ผมเพียงต้องการพูดความจริง ไม่มีผู้รักษากฎหมายที่ไหนจะนิ่งดูเขาฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้วไปรับผลประโยชน์จากอำนาจนั้น ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะรักษากฎหมายด้วยการทำลายชีวิตประชาชนแต่คุณก็ทำ ผมเลือกข้างประชาชน ประชนจงเจริญ

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Posted by KwamRak on 24.2011 บทความน่าอ่าน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ณัฐวุฒิโพสต์สเตตัสลงหน้าเพจ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำนวน 13 ข้อความ 13 ประเด็น โต้ตอบบทความ “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” ระบุการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเราเป็นผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด

000

1.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าความรุนแรงเริ่มตั้งแต่ปี2552ที่มีการล้มประชุมอาเซียนโดยจงใจไม่กล่าวถึงกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่มาดักทำร้ายคนเสื้อแดงระหว่างทางกลับจากการยื่นหนังสือรอบแรก คนพวกนั้นเป็นชายฉกรรจ์ผมสั้นเกรียนมีทั้งปืน มืด และไม้เป็นอาวุธมีคนบาดเจ็บหลายรายและปรากฏข้อมูลว่ากลุ่มคนดังกล่าวบัญชาการโดยผู้มีอิทธิพลในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งปรากฏตัวพร้อมนายสุเทพในคืนก่อนเกิดเหตุ ความรุนแรงเริ่มต้นตรงนี้ครับ

2.สรุปเหตุการณ์ว่าชาวบ้านนางเลิ้ง2คนเสียชีวิตเพราะตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ถามว่าผ่านมากว่า 2 ปีคดีนี้คืบหน้าไปถึงไหน ได้ตัวคนทำความผิดหรือยัง ถ้ายังคุณอภิสิทธิ์สรุปได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการชุมนุม ทำไมไม่พูดความจริงด้วยว่ามีคนเสื้อแดง2คนกลายเป็นศพถูกมัดมือไพล่หลังลอยน้ำจ้าพระยา คดีนี้ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร

3.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงเรื่องนี้แต่เหตุใดจึงไม่รายงานผลต่อประชาชน คุณอภิสิทธิ์จงใจปกปิดความจริงอยู่ใช่หรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ามีการเปิดเผยความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี2552น่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะป้องกันเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในปีต่อมา แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมพูดความจริงแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

4.การบอกว่าเหตุการณ์ปี2553เริ่มจากการตัดสินยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณแสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับการวาดภาพปีศาจใส่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ผมยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การขับไล่รัฐบาลทักษิณจนถึงคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเดียวกัน การยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีผลใดๆเลยต่อการต่อสู้ในปี2553การทำลายประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำล่าต่างหากเป็นสาเหตุที่แท้จริง

5.การเทียบเคียงคดีซุกหุ้นกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณเพื่ออธิบายว่าถ้าตัดสินได้ประโยชน์พอใจถ้าไม่ก็คือสองมาตรฐานเป็นตรรกะหน้าไม่อาย เพราะคดีซุกหุ้นเริ่มก่อนพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯมีกระบวนการตามระบบปกติจนถึงวันตัดสิน แต่คดียึดทรัพย์เกิดหลังรัฐประหารโดยตั้งต้นจากคตส.ซึ่งรวมเอาคนเกลียดทักษิณมาเป็นกรรมการ คุณอภิสิทธิ์แยกแยะคำว่าเผด็จการกับประชาธิปไตยเป็นไหมครับ

6.การอ้างว่าพยายามอย่างที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในปี2553เป็นคำพูดเอาแต่ได้ เพราะข้อเรียกร้องของประชาชนคือการยุบสภาซึ่งคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมจะดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่ต้นคำยืนยันของคุณชุมพล ศิลปอาชาเรื่องพลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือใบเสร็จเรื่องนี้ การอ้างว่าอยู่เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ก็ชัดแล้วว่าทุกปัญหาร้ายแรงกว่าเก่า ยอมรับเถิดว่าการฆ่าไม่สามารถทำให้ชนะได้

7.ผมยืนยันว่า นปช.ไม่มีกองกำลังติดอาวุธถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกว่ามีผมอยากเห็นหน้าคนพวกนี้ว่าเป็นใคร ใช่คนที่ถูกยิงตายมือเปล่ากลางถนนไหมหรือรัฐบาลจับเอาไปขังไว้ที่ไหน การที่คนเสื้อแดงไม่เรียกร้องให้ยุบสภาอีกหลังเหตุการณ์เพราะเขารู้แล้วว่าไร้ประโยชน์ คุณอภิสิทธิ์ยึดติดกับอำนาจยิ่งกว่าชีวิตประชาชนจะเรียกร้องอย่างไรก็คงไม่เป็นผล และที่สำคัญคือประชาชนยังไม่อยากตายครับ

8.เหตุการณ์10เม.ย.ไม่ใช่การสลายการชุมนุมตามหลักสากล มีที่ไหนบ้างใช้เฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สน้ำตาลงกลางเวทีที่มีทั้งผู้หญิงและคนแก่จำนวนมาก มีคนถูกยิงตายรายแรกราว16.00-17.00น.ข่าวช่อง tpbs เขาสัมภาษณ์หมอคนหนึ่งซึ่งบอกมาตามนั้น ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่แต่เป็นการปราบปรามประชาชนข่าวรายงานว่านายทหารใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่าต้องให้จบในคืนนั้นไม่มีตรงไหนอธิบายว่าคุณอภิสิทธิ์พยายามยุติปฏิบัติการ

9.จนเหตุการณ์บานปลายเอาไม่อยู่จึงมีการเจรจาระหว่างผมกับคุณกอร์ปศักดิ์ซึ่งเราพร้อมจะให้ความร่วมมือในการยุติความรุนแรงในทันที มีคนตายทั้งทหารและประชาชน20กว่าชีวิตผมเสียใจกับทุกครอบครัว ปัญหาคือเราบอกได้ว่าคนตายคนไหนเป็นทหารแต่ไม่มีใครระบุได้ว่าใครคือชายชุดดำใครคือผู้ก่อการร้ายเพราะทุกคนที่ตายไม่มีอาวุธและมีหลักแหล่งครอบครัวชัดเจนทุกคนมีญาติพี่น้องมาร่ำไห้ที่เวที จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากรัฐบาล

10.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นและในคืนนั้นไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว แล้วรู้ไหมครับว่าทุกชีวิตที่ตายไม่มีใครตาหลับเลยจนถึงวันนี้เพราะเขาไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมต้องตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระสุนสไนเปอร์เหล่านั้นมาจากทางทิศไหนและตายไปแล้วดวงวิญญาณก็ยังมองไม่เห็นความยุติธรรมจะปรากฏแต่อย่างใด หลังจากเหตุการณ์นั้นทุกวันที่นอนหลับคุณอภิสิทธิ์ฝันเห็นพี่น้องผมที่ตายบ้างไหมครับ

11.ผมเป็นแกนนำคนเสื้อแดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะนี้ผมเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายถ้าผิดจริงโทษสูงสุดคือประหารชีวิตผมยินดีต่อสู้คดีโดยไม่มีเงื่อนไข คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ คิดว่าต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างไหม มีทหารออกมาอาวุธครบมือแล้วประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองหลวงเกือบ100ศพคุณอภิสิทธิ์ทำได้แค่อยู่ต่ออีกเกือบปีแล้วยุบสภามาชวนประชาชนเดินหน้าต่อไปเท่านั้นหรือ

12.คุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้ทำไม่รู้ไม่เห็น ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนผมอาจจะเชื่อแต่พอเห็นคุณปฏิเสธเรื่องร่วมมือกับพันธมิตร เรื่องอำนาจพิเศษตั้งรัฐบาล เรื่องความสัมพันธ์พิเศษกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างหน้าตาเฉยยอมรับว่าผมไม่กล้าเชื่ออะไรคุณอีกเลย คุณเชื่อที่ตัวเองพูดไหม ยังจำสิ่งที่พูดไว้กับนายกฯสมชายเมื่อ9ต.ค.50หลังเหตุการณ์พันธมิตรบุกสภาได้บ้างไหมครับ

‎13.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะเขียนอีกผมก็จะร่วมเขียนด้วยอีก อยากบอกคุณอภิสิทธิ์ว่าบางทีการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเราเป็นผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด เวลาพูดสบตาประชาชนบ้างนะครับ ประชาชนจงเจริญ

 

มาร์ค เผย ร่ำไห้หนัก

Posted by KwamRak on 24.2011 [ TV ] - News

จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ

Posted by KwamRak on 11.2011 บทความน่าอ่าน

จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ

แม้ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า ที่ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจในการทำงานของผม แต่ที่ผ่านมาผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อน เพราะผมพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ขณะนี้สื่อมวลชนบางส่วนเสนอข้อมูล ข้อคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ผมจึงจำเป็นต้องทำบันทึกชุดนี้เพื่อเป็นหลักฐาน และเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจชี้ชะตาอนาคตของประเทศโดยพี่น้องทุกคนในเร็ว ๆ นี้

ตอนที่ 1. การเมืองสลับขั้ว : สู่เส้นทางนายกรัฐมนตรี
หลังจากที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งปลายปี พ.ศ. 2550 ผมตั้งใจทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯจนกว่าจะมีการเลือกตั้งกันใหม่ แต่เหตุการณ์บ้านเมืองก็ไม่ปกติ โดยเริ่มต้นจากความขัดแย้งที่เกิดจาก นายกฯสมัคร เปิดประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรุนแรงจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองกลายเป็นอาชีพเดียวที่อยู่เหนือกฎหมายได้ เพราะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายล้างความผิดตัวเองได้ ในความผิด เช่น การทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นวิธีการที่สั่นคลอนความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นอย่างยิ่ง
หลายคนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ผมระมัดระวังที่จะแยกแยะบทบาทของพรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ไปขึ้นเวทีแต่ปกป้องสิทธิของพวกเขา เมื่อใดที่มีการทำผิดกฎหมาย เช่น การยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน หรือขัดขวางการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ผมแสดงจุดยืนชัดเจนทุกครั้งว่า "ผมไม่เห็นด้วย" เมื่อสถานการณ์ลุกลาม การบริหารบ้านเมืองแทบเดินไม่ได้ ประเทศชาติเสียหายยับเยินขาดความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ ในช่วงวิกฤตินั้นผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านเป็นคนเสนอนายกสมัครกลางสภาให้แก้ปัญหาด้วยการยุบสภา ทั้ง ๆที่รู้ว่ายุบสภาในขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้ง แต่ผมต้องการให้ประเทศมีทางออกตามระบบ

ผมไม่เคยเสนอให้นายกสมัคร ลาออกจากตำแหน่ง เพราะนั่นเป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม การลาออกจะกลายเป็นการยอมจำนนต่อการใช้มวลชนกดดัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาระยะยาวต่อการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าพรรคจะแพ้การเลือกตั้ง เพราะการแก้ปัญหาเพื่อชาติต้องอยู่เหนือประโยชน์ของพรรคตัวเอง. นี่คือจุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความตึงเครียดให้กับประเทศไทยมากขึ้น คดีของพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องการยุบพรรคเพราะนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ทุจริตเลือกตั้ง กกต.ให้ใบแดงนายยงยุทธ จากนั้นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษายืนให้ใบแดงกับนายยงยุทธซึ่งกติกาที่ทุกพรรคก็รับทราบมาตั้งแต่ต้น คือ หากผู้บริหารพรรคได้ใบแดงพรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบ ดังนั้นคดีนี้จึงชัดเจนอย่างยิ่งชนิดที่เรียกว่าปิดไว้ข้างฝาได้เลยว่า จะมีปัญหาแน่สำหรับรัฐบาลคุณสมัครกับคุณสมชาย แต่ผมไม่เคยคิดและไม่เคยดิ้นรนว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วจะเป็นโอกาสของผม

ช่วงเวลานั้น นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญติดต่อผ่าน ส.ส. คนหนึ่งเพื่อขอพบผม เพราะมีธุระอยากพูดคุยด้วย เราก็ได้พบกันที่ร้านอาหารใกล้พรรคประชาธิปัตย์ โดยคุณพสิษฐ์บอกผมว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบนะ ผมก็เพียงแต่รับฟัง คุณพสิษฐ์บอกกับผมว่าที่เล่าให้ฟังเพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมตอบกลับไปว่า การยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่เป็นเรื่องของเนื้อคดีและดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แม้แต่วันนั้นผมก็ยังบอกเขาเลยว่าหากยุบพรรคพลังประชาชน ผมก็คิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับประชาธิปัตย์ เพราะผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็คงจับมือกันเป็นรัฐบาลต่อ

แต่ถามว่าหากพรรคการเมืองอื่นเขาตัดสินใจย้ายมาร่วมตั้งรัฐบาลกับประชาธิปัตย์แปลกไหม ก็ต้องบอกว่าไม่แปลก เพราะบ้านเมืองเดินไม่ได้จริง ๆ กับปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองจนถึงเรื่อง 7 ตุลา ใครจะคุยกับทหารอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมไม่เคยติดต่อกับทหารท่านใดเลย แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครบังคับ ส.ส.ได้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคซึ่งประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ มาถามจุดยืนผม ผมก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของสภา และผมก็คิดอยู่ในใจว่าหากเราจะปัดว่าไม่ใช่เรื่องของเราก็ได้ แต่คนเป็นผู้นำฝ่ายค้านต้องมีความรับผิดชอบ เราไม่ได้เป็นคนไปแย่งไปปล้นอำนาจใครมา และถ้ามีโอกาสเป็นนายกฯก็ไม่คิดทำอะไรเพื่อตัวเอง ทุกอย่างเป็นกระบวนการตามระบบ ตามกฎหมาย ผมถือว่าถ้าเสียงในสภายอมรับก็ยอมรับ และการลงคะแนนก็เปิดเผย การสลับขั้วในระบบรัฐสภาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกประเทศที่ใช้ระบบนี้ พรรคเพื่อไทยเองพยายามรักษาอำนาจทุกวิถีทาง ถึงขั้นยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับคุณประชา พรหมนอก ซึ่งเป็น ส.ส.พรรคเล็กด้วยซ้ำ ทำให้คุณประชาซึ่งพาผมไปเลี้ยงข้าวที่บ้านบอกจะสนับสนุนผม แต่อีกสองวันกลับประกาศว่าจะแข่งกับผม ก็ไม่มีปัญหาแข่งกันไป ถ้าทหารมีอำนาจบีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องทำตามที่ตัวเองต้องการได้จริง ทำไมจึงมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในสภา

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลที่วิจารณ์กันมากว่ายอมทุกอย่างให้คุณเนวินขี่คอได้กระทรวงหลักไปดูแล ความจริงก็คือ ในสถานการณ์นั้นง่ายที่สุดคือ ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ดูแลกระทรวงนั้นเหมือนเดิมทั้งหมด หลักสำคัญคือพูดกันชัดเจนว่าเรามาแก้วิกฤติให้มันจบ ไม่เคยมีสัญญาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ตามที่คุณบรรหารกล่าวอ้าง และวันที่คุณเนวินคุยกับผมก็พูดเรื่องรัฐธรรมนูญผมพูดชัดสามเรื่อง คือ เรื่องไหนที่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคของรัฐธรรมนูญผมยินดีแก้ เพราะผมเป็นคนแรกที่พูดตอนการทำประชามติว่ารัฐธรรมนูญบางมาตราอาจต้องแก้ไข แต่เรื่องประเภทนิรโทษกรรมไม่เอานะ เพราะบ้านเมืองมันวุ่นมามากแล้ว และคุณเนวินก็บอกกับผมว่า เรื่องนิรโทษกรรมไม่ต้องพูดถึงเขาไม่สนใจเขาไม่เอา เขาขอเรื่องเขตเล็ก ผมก็บอกคุณเนวินว่า เรื่องเขตเล็กผมเป็นคนเสนอเขตใหญ่ เพราะฉะนั้นการปรับปรุงตรงนี้พักไว้ก่อนแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร

เมื่อสภาให้โอกาสผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหา และตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะไม่อยู่ครบวาระ ถ้าคลี่คลายวิกฤติได้ก็จะยุบสภา เพราะตอนนั้นเกิดวิกฤติเศรษกิจโลกและวิกฤติการเมือง เรียกว่า เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติบนสถานการณ์ที่ประเทศชาติไม่อยู่ในภาวะปกติ มีคนบอกผมด้วยซ้ำว่า อย่าไปเป็นนายกรัฐมนตรีเลยเพราะมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง และจะเปลืองตัว ความดีจะถูกทำลายโดยองค์ประกอบรอบข้าง เพราะต้องยอมรับความจริงว่าประชาชนส่วนหนึ่งไม่ไว้วางใจพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่เคยอยู่กับพรรคพลังประชาชน ก็จะทำให้ผมได้รับแรงเสียดทานไปด้วยว่า "อยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนสามารถร่วมงานกับพรรคอะไรก็ได้" และเดี๋ยวนี้ข้อหาพัฒนาไปไกลถึงขั้นหาว่า "ผมพายเรือให้โจรนั่ง"

ผมเข้าใจดีถึงความรู้สึกของพี่น้องจำนวนไม่น้อยที่แสลงใจกับภาพที่คุณเนวิน ชิดชอบ เข้ามาโอบกอดผม ผมมองอย่างให้ความเป็นธรรมกับคุณเนวินว่า การตัดสินใจย้ายขั้วทิ้งคุณทักษิณ ที่คุณเนวิน เรียกว่า "นาย" ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อย คำพูดที่คุณเนวินฝากไปถึงคุณทักษิณที่ว่า "มันจบแล้วครับนาย" ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้าคงจะยังเป็นบาดแผลในใจคุณเนวินมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าคนจะมองคุณเนวินในภาพอย่างไร แต่ในวันนั้นผมเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คุณเนวินได้ตัดสินใจทางการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้

ถ้าคิดในทางกลับกันผมไม่ยอมร่วมรัฐบาลกับคุณเนวินและพรรคอื่น ๆ เพียงเพราะกลัวเปลืองตัว ปล่อยให้บ้านเมืองวุ่นวายเดินหน้าไม่ได้ ผมก็ลอยตัวไม่ต้องมาอยู่ในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ชีวิตก็ไม่ต้องเสี่ยงจากความรุนแรงที่เริ่มปรากฏให้เห็นในการแข่งขันทางการเมือง แต่ถ้าผมทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการปัดความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองท่ีต้องแก้ปัญหาให้ประชาชน

วันนั้นผมอาจจะคิดผิดก็ได้เพราะผมคิดว่าถ้าเราซื่อสัตย์ทำงานด้วยความอดทนอดกลั้น ไม่ทำตัวเป็นชนวนหรือเงื่อนไขของความขัดแย้ง พยายามรับฟังทุกฝ่ายทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินไปได้ แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น ตั้งแต่วันแรกที่ผมชนะในสภาก็มีการใช้มวลชนเสื้อแดงพยายามทำร้าย ส.ส.ที่สนับสนุนผม แม้แต่ผมเองก็ยังต้องอาศัยรถตู้ของคุณเทพไท เสนพงศ์ ออกมา เพื่อหลีกเลี่ยงการผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง ผมบอกกับตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า ชีวิตผมกำลังเปลี่ยนแปลงและอาจสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีชีวิตสั้นกว่าวัยอันควร เพราะมีคนใช้ความรุนแรงข่มขู่ทางการเมือง แต่ผมก็ยังเลือกที่จะทำหน้าที่เดินหน้าประเทศไทยเพื่อรักษาสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนที่ให้โอกาสผมเป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครว่า "ถ้ามีโอกาสผมจะสร้างรากฐานเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต" และผมก็ดำเนินการทันทีท่ามกลางวิกฤติซ้อนวิกฤติ ผมยังเดินหน้าสร้างระบบสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ประชานิยมแต่เป็นประชายั่งยืน และไม่ได้เสียสมาธิกับปัญหาทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ผมยืนยันได้ครับว่าตลอดการทำงานการเมืองเกือบ 20 ปี อุดมการณ์ในการเข้าสู่การเมืองเป็นอย่างไรไม่เคยเปลี่ยนแปลง และทุกการตัดสินใจล้วนแต่ยึดประโยชน์ประชาชนทั้งสิ้น ผมทราบว่าหลายคนได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อปั่นกระแสให้ไม่เชื่อมั่นในตัวผม แต่ผมหวังว่าความจริงที่ผมเล่าให้ฟังนี้ จะทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ยังเชื่อมั่นผมได้เพราะผมไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ และพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขเคียงข้างกับคนไทยเพื่อเดินหน้าประเทศต่อไป

ผมมาทบทวนดูว่า การเข้าสู่ตำแหน่งและการดำรงตำแหน่งของผม ขัดกับหลักประชาธิปไตยไหม ผมว่ามันไม่ใช่ ผมได้รับการยืนยัน การสนับสนุนจากสภาตลอด 2 ปี แม้แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการชุมนุม จนเวลาผ่านไปเป็นปี ถ้าผมจะมีความผิดก็คงมีแค่ประการเดียว คือ ผมเป็นนายกฯในระบบสภาคนแรกหลังปี 2550 ที่คุณทักษิณสั่งไม่ได้

[News]24-05-2011:ข่าววันใหม่ ช่วงข่าวหน้า1

Posted by KwamRak on 24.2011 [ TV ] - News

[News]22-05-2011:DNN:ณัฐวุติปราบเสื้อแดงหยุดไล่อภิสิทธิ์

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - News

ยิ่งลักษณ์ปกป้องเสื้อแดง

Posted by KwamRak on 22.2011 News

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมครอบครัว เข้าไหว้สธูปบรรพบุรุษ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี จ.เชียงใหม่ ป้องเสื้อแดง ป่วนมาร์ค แค่ถามคืบหน้าเหตุสลายม็อบ ... น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยบุตรชาย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร รวมทั้งคนในครอบครัวชินวัตร เดินทางมาที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อไหว้สธูปบรรพบุรุษ โดยมีประชาชนในพื้นที่ มารอให้การต้อนรับ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วน ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการลงพื้นที่หาเสียง ตามจังหวัดต่าง ๆ โดยเชื่อว่า คนเสื้อแดงอยากเห็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งการออกมาเคลื่อนไหวไม่น่าจะเป็นการออกมาขับไล่ แต่คงเป็นเรื่อง ของการมาสอบถามความคืบหน้าการเสียชีวิตของ คนเสื้อแดง ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตามเมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งแล้ว ก็อยากให้ทุกคน รวมทั้งการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นอีก


[News]21-05-2011:มาร์ค๙๑ศพหาเสียงวัดอรุณ หวังล้างซวย มิวาย....

Posted by KwamRak on 21.2011 [ TV ] - News

[News]21-05-2011:เสื้อแดงไล่ อภิสิทธิ์วัดไร่ขิง

Posted by KwamRak on 21.2011 [ TV ] - News

เทียบคุณสมบัติ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ยิ่งลักษณ์ vs อภิสิทธิ์

Posted by KwamRak on 20.2011 News

พลันที่การจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. ของแต่ละพรรคสิ้นสุดลง เสียงปี่กลองของการหาเสียงเลือกตั้งก็ดังขึ้นทันที

ถึงแม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีพรรคการเมืองหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้บรรยากาศคึกคักต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่มีจำนวนพรรคร่วมชิงชัยไม่มากนัก

แต่สุดท้ายแล้ว สังคมไทยก็ทราบดีว่า “แคนดิเดต” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย ก็มีเพียงตัวแทนจาก “สองพรรคใหญ่” คือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครอื่นนอกจากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนุ่มหล่อดีกรีอ๊อกซฟอร์ด ผู้ที่ผ่านประสบการณ์บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้วสองปีครึ่ง

ส่วนพรรคเพื่อไทยก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สาวสวยน้องสาวคนสุดท้องของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

อีกไม่ถึงสองเดือน คนไทยก็จะรู้ว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 28 จะเป็น “อภิสิทธิ์สมัยสอง” อย่างที่ตัวเองเองวาดฝันไว้ว่าจะเป็นนายกครั้งสุดท้าย หรือจะเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

SIU ขอชวนผู้อ่านมาพินิจพิเคราะห์ เปรียบเทียบคุณสมบัติของ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ทั้งสองคนในมิติต่างๆ

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ ยิ่งลักษณ์ vs อภิสิทธิ์

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ ยิ่งลักษณ์ vs อภิสิทธิ์

หมายเหตุ: ผู้อ่านที่ต้องการแชร์ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติผ่านทาง Facebook สามารถกดแชร์ได้จาก Facebook Page ของ SIU

อายุ

ว่าที่นายกทั้งคู่ถือเป็นคนรุ่นเดียวกันคือ อายุสี่สิบกลางๆ โดยยิ่งลักษณ์ปัจจุบันมีอายุ 44 ปี ส่วนอภิสิทธิ์อายุ 46 ปี ถ้าหากว่ายิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ก็จะกลายเป็นนายกที่อายุน้อยพอๆ กับอภิสิทธิ์เมื่อ 2 ปีก่อน

ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป ก็น่าสนใจว่าระดับอายุของนายกรัฐมนตรีไทยลดลงมาจากเดิมมาก กลายเป็นการชิงชัยระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองใหม่ๆ ต่อโลกมากขึ้น

การศึกษา

ยิ่งลักษณ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามด้วยปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคนทัคคีสเตทในสหรัฐ

อภิสิทธิ์จบทั้งตรีและโทจากอ๊อกซฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยจบปริญญาตรีหลักสูตรปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (philosophy, politics and economics, PPE) ซึ่งเป็นหลักสูตรยอดนิยมของผู้นำระดับโลก และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์

ด้านการศึกษาต้องถือว่ายิ่งลักษณ์มีดีกรี แต่อภิสิทธิ์มีแต้มต่อเหนือกว่ามาก

ครอบครัว

ทั้งสองคนมีครอบครัวแล้ว โดยอภิสิทธิ์มีบุตร 2 คน หญิงชายอย่างละคน ส่วนยิ่งลักษณ์มีบุตรชาย 1 คน

จุดที่ยิ่งลักษณ์อาจโดนโจมตีคือไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับสามี แต่เอาเข้าจริง บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ที่เปิดประเด็นนี้เป็นคนแรก กลับโดนกระแสสังคมตีกลับจนต้องยอมถอยไปเอง และโดนนายอภิสิทธิ์สั่งเบรกห้ามโจมตีในเรื่องนี้อีก

อดีตนายกรัฐมนตรีไทยก็มีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสคือ นายชวน หลีกภัย ที่มีบุตรกับนางภักดิพร สุจริตกุล

ฐานะ

แน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ในฐานะ “คนตระกูลชินวัตร” ย่อมมีทรัพย์สินระดับมหาเศรษฐีของเมืองไทยอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนนายอภิสิทธิ์ถึงแม้จะมีพื้นเพมาจากตระกูลชั้นสูงของสังคมไทย มีฐานะร่ำรวยเป็นทุนเดิม มีบ้านอยู่ในทำเลทองของกรุงเทพ แต่ตัวนายอภิสิทธิ์เองก็ไม่ได้ประกอบกิจการค้าขายที่สามารถใช้เงินต่อเงินได้อย่างพ่อค้าคหบดีทั่วไป

ด้านฐานะเราต้องยกให้ยิ่งลักษณ์นำไปไกล อย่างไรก็ตามฐานะดีไม่ใช่ตัวแปรสำคัญต่อชัยชนะ เพราะอาจเกิดกระแสตีกลับและหมั่นไส้มหาเศรษฐีได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนตระกูลชินวัตร”

บุคลิก หน้าตา

จุดขายของนายอภิสิทธิ์เหนือคู่แข่งทางการเมืองทุกคนคือ “หน้าตา” อันหล่อเหลา บุคลิกเรียบร้อยสง่างาม สมัยที่อภิสิทธิ์ยังหนุ่มและเป็นโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ว่ากันว่างานร้องเพลงปีใหม่ก็ทำเอานักข่าวสาวๆ สายการเมืองถึงกับระทวย ส่วนปัจจุบันเมื่อเป็นนายกแล้ว ก็ยังมี “แม่ยกอภิสิทธิ์” จำนวนไม่น้อยที่ยังรักมั่นไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้จะโดนพันธมิตรฯ โจมตีว่าเห็นแก่ความหล่อเพียงอย่างเดียวก็ตาม

แต่การก้าวเข้ามาชิงชัยของ “ยิ่งลักษณ์” ก็ทำให้บัลลังก์ด้านบุคลิกหน้าตาของนายอภิสิทธิ์เริ่มสั่นคลอน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งลักษณ์เป็นผู้หญิงที่อยู่ในระดับ “หน้าตาดี” คนหนึ่ง (และอาจเป็นหนึ่งใน ส.ส. หญิงที่หน้าตาดีที่สุดในสภาชุดหน้า) และบวกกับความเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน คาแรกเตอร์ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ก็ทำให้ได้ใจ “พ่อยก” สายเพื่อไทยไปได้ไม่ยาก

คุณสมบัติในด้านนี้จึงต้องให้ทั้งสองเสมอกัน ถึงแม้จะไม่แย่งตลาดกันเองเพราะเป็นคนละเพศก็ตาม

ประสบการณ์ทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าตั้งแต่วัยหนุ่มที่จะเข้าสู่การเมืองไทย และเมื่อเขาเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายก็มาฝึกงานที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเป็นผู้ติดตามนายชวน หลีกภัย หลังจากสำเร็จการศึกษาก็เข้าวงการการเมืองแทบจะทันที ผ่านมาแล้วทั้งตำแหน่งโฆษกพรรค นักอภิปรายมือหนึ่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายก และจุดสูงสุดคือ “นายกรัฐมนตรี” แถมเป็นนายกในสภาวะที่การเมืองไทยขัดแย้งที่สุดในรอบหลายสิบปี ด้านประสบการณ์ทางการเมืองต้องยกให้อภิสิทธิ์เต็มร้อย

ด้านยิ่งลักษณ์กลับไม่เคยคิดที่จะเป็นนักการเมือง (เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าสมัยเด็กๆ อยากเป็นทูต) แต่ชะตาชีวิตกลับพลิกผันให้มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถึงแม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองแบบอ้อมๆ ทั้งกับบิดา เลิศ ชินวัตร ในการหาเสียง และจาก พ.ต.ท. ทักษิณ พี่ชาย แต่ถ้านับประสบการณ์โดยตรงก็ต้องถือว่ายิ่งลักษณ์มีประสบการณ์เป็นศูนย์

ทักษะด้านการพูด

นักการเมืองไทยที่จะอาจหาญไปอภิปรายกับ “อดีตประธานชมรมโต้วาทีอ๊อกซ์ฟอร์ด” คงมีไม่เยอะนัก แม้แต่นายฮุน เซน นายกกัมพูชาเอง เมื่อเจอกับนายอภิสิทธิ์ในเวทีนานาชาติก็ยังต้องคิดหนัก

ส่วนยิ่งลักษณ์เราคงให้คะแนนลีลาการพูดของเธอได้ยาก เพราะยังไม่เคยมีใครได้ยินเธอปราศัยหรืออภิปรายเลย เราอาจต้องรอ “การดีเบต” ระหว่างแคนดิเดตนายกให้เกิดขึ้นก่อน จึงจะรู้ว่ายิ่งลักษณ์มีดีแค่ไหน อย่างไรก็ตามยิ่งลักษณ์อาจเลือก “หลบจุดแข็งของคู่ต่อสู้” และหันไปใช้ยุทธศาสตร์ด้านอื่นเรียกคะแนนแทน

ทักษะด้านการบริหารประเทศ

ถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะมีคารมเป็นต่อ แต่เขาก็โดนโจมตีมาตลอดด้านทักษะการบริหาร และในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมาในฐานะนายกรัฐมนตรี เขาก็โดนวิจารณ์อย่างหนักว่า “ดีแต่พูด” ถึงแม้จะไม่ใช่นายกที่บริหารประเทศล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่เราก็คงเรียกนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นนายกที่เก่งด้านบริหารไม่ได้เช่นกัน

ส่วนยิ่งลักษณ์มีประสบการณ์ในการบริหารภาคเอกชนอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข้อกังขาว่าบริษัททั้งหมดเป็นบริษัทในกลุ่มชิน ซึ่งลูกน้องที่คิดจะแข็งข้อกับผู้บริหารนามสกุล “ชินวัตร” ก็อาจมีไม่เยอะเช่นกัน ในการบริหารภาคเอกชนเราคงยกให้ยิ่งลักษณ์เหนือกว่าอภิสิทธิ์มาก แต่ “การบริหารประเทศ” ซึ่งต่างไปจากการบริหารบริษัทก็ยังเป็นคำถามที่ยิ่งลักษณ์ต้องแสดงออกให้เห็นว่าทำได้หรือไม่

ภาวะความเป็นผู้นำ

คงไม่มีใครปฏิเสธความเด็ดเดี่ยวของนายอภิสิทธิ์ในการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง แต่ในภาวะวิกฤตอื่นๆ ของประเทศ อย่างน้ำท่วมใหญ่ติดกันหลายครั้ง หรือความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน นายอภิสิทธิ์กลับไม่แสดงให้เห็นภาวะผู้นำมากนัก จุดอ่อนที่สุดที่นายอภิสิทธิ์โดนโจมตีคือการตั้งผู้บัญชาการตำรวจเมื่อปี 2552-2553 ที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ อาจเป็นจุดด่างพร้อยของนายอภิสิทธิ์ในเรื่องนี้

ส่วนยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่เคยมีผลงานด้านนี้ชัดเจน คงไม่เป็นธรรมนักที่จะให้คะแนนเธอในวันนี้ แต่การรณรงค์หาเสียงยาวนานเกือบ 2 เดือนอาจชี้ให้เห็น “ภาวะผู้นำ” ของเธอมากขึ้น

ความรู้ด้านเศรษฐกิจ

ถึงแม้ว่าอภิสิทธิ์จะจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์โดยตรง แต่เขาเองกลับไม่มีผลงานโดดเด่นด้านเศรษฐกิจเท่าไร และมักยกบทบาทให้ขุนคลังคู่ใจอย่างนายกรณ์ จาติกวณิชแทน ทำให้ภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจของนายอภิสิทธิ์อยู่ในระดับปานกลาง ไม่แย่แต่ก็ไม่เด่นเท่าสมัยนายกชาติชาย หรือทักษิณที่เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรง

ยิ่งลักษณ์ไม่ได้จบมาด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่บทบาทของเธอในฐานะซีอีโอของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ก็ย่อมบีบให้เธอต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม นั่นอาจไม่ใช่เศรษฐกิจระดับนโยบายมหภาค อย่างที่เธอจะต้องเข้ามาบริหารจัดการในฐานะนายกรัฐมนตรี ดังนั้นในข้อนี้เราก็คงต้องเว้นการประเมินยิ่งลักษณ์ไปก่อนเช่นกัน

ความสัมพันธ์กับเสื้อแดง

ยิ่งลักษณ์ในฐานะ “น้องสาวทักษิณ” ย่อมได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างมาก ถึงแม้จะมีเสื้อแดงบางส่วนไม่เห็นด้วยกับ “การสืบทอดอำนาจภายในครอบครัว” ของทักษิณ แต่ก็ไม่ใช่สัดส่วนที่เยอะนักจนมีผลอะไร ในภาพรวมเราคงถือได้ว่ายิ่งลักษณ์ได้คะแนนนิยมจากเสื้อแดงเกือบร้อยเปอร์เซนต์

ส่วนอภิสิทธิ์ในฐานะคู่ขัดแย้งกับเสื้อแดง และเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปราบปรามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คงไม่มีทางได้เสียงสนับสนุนจากเสื้อแดงเช่นกัน

ความสัมพันธ์กับเสื้อเหลือง

อภิสิทธิ์เคยเป็นขวัญใจแม่ยกเสื้อเหลืองมาโดยตลอด แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ขัดแย้งกันในเรื่องปราสาทพระวิหาร พันธมิตรก็หันมาโจมตีอภิสิทธิ์ในระดับที่เรียกได้ว่า “แรงกว่าเสื้อแดง” ด้วยซ้ำ

แต่ภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์ในสายตาเสื้อเหลือง น่าจะยังดีกว่ายิ่งลักษณ์ในฐานะ “น้องสาวทักษิณ” อยู่เล็กน้อย เราจึงให้แต้มต่อของอภิสิทธิ์เหนือกว่ายิ่งลักษณ์อยู่เล็กน้อยในประเด็นนี้

คะแนนนิยมจากคนชั้นกลาง

อภิสิทธิ์เคยได้คะแนนนิยมจากคนชั้นกลาง (โดยเฉพาะในกรุงเทพ) อย่างมากในการเลือกตั้งปี 2550 อันเป็นผลมาจากหน้าตา บุคลิก สถานะ คุณสมบัติ ภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์ แต่การบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำให้คนชั้นกลางจำนวนมากที่เคยเลือกอภิสิทธิ์ ไม่พอใจในทักษะการบริหาร ความล่าช้าของการสั่งการ และแนวทางของอภิสิทธิ์ที่เน้น “พูดมากกว่าทำ” การเลือกตั้งครั้งนี้คะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ในหมู่คนชั้นกลางคงลดลงไปบางส่วน

กรณีของยิ่งลักษณ์ที่ไม่เคยเข้าสู่วงการการเมืองเลยก็ตัดสินได้ยากว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากคนชั้นกลางมากน้อยแค่ไหน เธอมีดีที่หน้าตา บุคลิก ประสบการณ์ภาคเอกชน แต่ก็มี “ตำหนิสำคัญ” ที่คนชั้นกลางอาจไม่ชอบอย่างยี่ห้อ “ทักษิณ” และ “พรรคเพื่อไทย” ที่ติดตัวมา

 

แสดงความคิดเห็นของท่านได้ที่ siamintelligence

 

[News]19-05-2011:Ch3:สีหน้าคนจับเบอร์

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News

[TV]ดีเบต (โต้วาที) มองได้สองมุม

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News

[News]เทียบฟอร์ม 2 Candidate นายกรัฐมนตรีคนที่ 28

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News 0 trackback

 


"แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" โดย คุณสรยุทธ



----------------------------------------------------------------------



เทียบฟอร์ม 2 แคนดิเดท นายกรัฐมนตรีคนที่ 28


โดย:



darknews









ประวัติ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"



"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เกิดที่เมือง นิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.
2507 คู่สมรสคือ ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ มีบุตรชายและบุตรสาวอย่างละหนึ่งคน
สำหรับการศึกษานั้น อภิสิทธิ์ ได้เข้าเรียนที่สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนสเกทคลิฟ และเรียนต่อที่ โรงเรียนมัธยมอีตัน
ประเทศอังกฤษ จากนั้นศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชา ปรัชญา การเมือง
และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
หลังสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี
นายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อย จปร.
ก่อนจะลาออกจากราชการกลับไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว ได้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากนั้นยังได้ศึกษาเพิ่มเติมจนสำเร็จปริญญาตรีนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย



ส่วนทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้เริ่มเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ พิชัย รัตตกุล
ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย
ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ให้กับ นายชวน หลีกภัย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคประชาธิปัตย์
ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี ซึ่ปเป็น
ส.ส. อายุน้อยที่สุดและเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตยืหนึ่งเดียวใน กทม. ขณะนั้น



ต่อมาได่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2540 -2544 จากนั้นปี
2548 ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
คนที่ 27 ของประเทศไทย
ท่ามกลางวิกฤตการเมืองภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบในวันที่ 17 ธ.ค. 2551



ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น
นายอภิสิทธิ์ก็ยังคงต้องผจญวิกฤตการณ์การเมืองถึงสองครั้งใหญ่ๆคือ ช่วงเดือน เม.ย.
ของปี 2552 และ เม.ย. 2553
ท่ามกลางกระแสกดดันให้ออกจากตำแหน่งจากคนเสื้อแดงจนเกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง
แต่นายอภิสิทธิ์ก็ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้
จนกระทั่งแก้รัฐธรรมนูญและตัดสินใจยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.




-----------

 


ประวัติ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"



ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ "ปู" เกิดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510
เป็นน้องสาวคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
สมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตผู้บริหารในเครือบริษัท ซีพี
และกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ของนางเยาวภา
วงศ์สวัสดิ์



การศึกษานั้น "ยิ่งลักษณ์" จบการศึกษาปริญญาตรี จาก คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเคนตั๊กกีสเตท
สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เข้าทำงานที่ บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์
จำกัด และได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว จนได้รับการแต่งตั้ง
เป็นกรรมการผู้อำนวยการ ของเอไอเอส และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอสซี แอสเซท
จำกัด โดยการรับช่วงต่อสืบทอดกิจการของครอบครัว หลังจากที่สมาชิกคนอื่นได้ดก้าวเข้ามาเล่นการเมืองตามแบบอย่าง
พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวเข้าสู่สนามการเมือง



ต่อมาหลังจาก ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ให้แก่ เทมาเส็ก
โฮลดิ้งส์ ของรัฐบาลสิงคโปร์ "ยิ่งลักษณ์" ได้ลาออกจากตำแหน่งในบริษัทเอไอเอส
แต่ยังดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอสซี แอสเซท จำกัด เพียงตำแหน่งเดียว
โดยก่อนหน้านั้นได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือทั้งหมด
เพื่อทำกำไรออกไปก่อนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2548



ปัจจุบัน ยิ่งลักษณ์" ดำรงตำแหน่ง กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไทยคม
โดยเดินสายทำกิจกรรมของงมูลนิธิ ก่อนที่จะเริ่มมีกระแสข่าวว่าจะเข้ามาเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีหลังจากที่
พรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งนี้เนื่องจาก
พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ไว้วางใจใคร ซึ่ง
"ยิ่งลักษณ์"ก็เก็บตัวและไม่เคยปริปากว่าจะตอบรับหรือไม่
และสุดท้ายพรรคเพื่อไทยจึงมีมติให้ "ยิ่งลักษณ์"ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในลำดับที่หนึ่ง เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

------------

[News] 19-05-54 รับสมัครสส สัมภาษณ์มาร์ค๙๑ศพ

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - News

[News]19-05-54:บรรยากาศตั้งแต่ 6:00-9:00 AM.

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - News

บรรยากาศตั้งแต่ 6:00-9:00 AM.และสรุปข่าว 05:00 PM.

กด > เพื่อรับชม

[News]11-05-2011:อภิสิทธิ์ถามกกต ต้องรอหัวร้างข้างแตกก่อน

Posted by KwamRak on 11.2011 [ TV ] - News