สุธาชัย ยิ่มประเสริฐ: ๘๐ ปีวันชาติไทย

Posted by KwamRak on 24.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา ประชาไท


สุธาชัย ยิ่มประเสริฐ
“ยี่สิบสี่มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบแบบอา -รยประชาธิปไตย
เพื่อราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญสำเริง บันเทิงเต็มที่
เพราะชาติเรามี เอกราชสมบูรณ์”
 
บทเพลง ๒๔ มิถุนายนนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยคณะราษฎร ที่นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทำการยึดอำนาจดำเนินการให้ก่อเกิดรัฐธรรมนูญมาเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาว ไทย และนำมาสู่คำขวัญที่ว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ รัฐธรรมนูญ” และอันที่จริงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ยังมีฐานะเป็นวันชาติของไทยอีกด้วย ดังนั้น ปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ ๘๐ ปี แห่งกรณี ๒๔ มิถุนา จึงต้องถือเป็นปีมหามงคลสมัยของประชาชนไทยอย่างแท้จริง
 
การปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เช่น การยอมรับอำนาจทางการเมืองของราษฎรสามัญว่า สามารถที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศได้โดยผ่านการเลือกตั้ง ให้ชาวไทยได้มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเสมอภาคกันภายใต้กฏหมาย ไม่ใช่เจ้าอยู่สูงกว่าราษฎร ต่อมาก็คือ การใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด อันนำมาซึ่งการปกครองโดยกฎหมาย แทนที่การปกครองด้วยพระบรมราชโองการในแบบเดิม การใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นสาม และการบริหารด้วยคณะรัฐมนตรีตามกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ ที่สำคัญคือการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของการบริหารที่อำนาจอยู่ในมือของคนเดียว บริหารประเทศแบบไม่มีกรอบเวลา
 
คงต้องย้อนไปอธิบายให้ชัดเจนว่า การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตอย่างรอบด้าน เพราะตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๒ เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และนำมาซึ่งการตกต่ำครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ กรณีนี้กลายเป็นปัญหาของระบอบการปกครอง เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหา ประชาชนยังมีโอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลโดยผ่านกลไกรัฐสภา หรือผ่านการเลือกตั้ง แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โอกาสเช่นนั้นไม่มี ปัญหาของระบอบก็คือ ความผิดพลาดในการบริหารของรัฐบาล กลายเป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าอยู่หัวด้วย ดังนั้น จึงมีการอธิบายกันด้วยซ้ำว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรเป็นการผ่อนเบาพระราชภาระ และเป็นการรักษาเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯพระราชทานอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนมาแล้ว นั้น เป็นการมอบในเชิงสถาบัน จึงไม่สามารถรับคืนได้ ความความพยายามในการถวายคืนพระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ที่กระทำกัน จึงเป็นการหมิ่นพระเกียรติเป็นอย่างยิ่ง
 
จากนั้น วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงถือเป็นวันสำคัญที่มีความหมายแก่ประวัติศาสตร์ประชาชนไทย และวันนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ รัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม ประกาศให้วันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันชาติของประเทศไทย โดยครั้งแรกเรียกว่า “วันชาติและวันฉลองสนธิสัญญา” เพราะปี พ.ศ.๒๔๘๒ จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศได้เอกราชสมบูรณ์ หลังจากที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาเสียเปรียบมาตั้งแต่สัญญาบาวริง พ.ศ.๒๓๙๘
 
จากนั้น ประเทศไทยก็มีการเฉลิมฉลองวันชาติเรื่อยมา จนกระทั่ง รัฐบาลเผด็จการสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยกเลิกวันที่ ๒๔ มิถุนายนเป็นวันชาติ และให้ใช้วันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันชาติแทน เรียกในปฏิทินว่า “วันชาติและวันเฉลิมพระชนม์พรรษา” แต่ปรากฏว่า วันที่ ๕ ธันวาคมนั้นเป็นวันสำคัญที่อุ้มเอาความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ และต่อมาก็ได้มีการรณรงค์ให้เป็นวันพ่อของแผ่นดิน ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์จึงกลบลบความสำคัญของวันชาติไป และในปฏิทินทั่วไปก็เลิกเรียกวันชาติไปนานแล้ว ทำให้สังคมไทยในระยะหลังไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของวันชาติ
 
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่หลัง พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นต้นมา เกิดการแพร่หลายของวาทกรรมฝ่ายนิยมเจ้า ที่อธิบายว่า การปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นการชิงสุกก่อนห่าม เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯก็จะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว บ้างก็อธิบายว่า การปฏิวัติเป็นเรื่องของคนจำนวนน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการโยงประชาธิปไตยเข้ากับการพระราชทานของรัชกาลที่ ๗ แล้วโยงคณะราษฎรเข้ากับการรัฐประหารของทหาร จึงกลายเป็นว่าคณะราษฎรเป็นตัวการในการทำลายประชาธิปไตย ทำให้เกิดการรัฐประหารไม่จบสิ้น
 
คำอธิบายเหล่านี้ ล้วนเป็นวาทกรรมต้านประชาธิปไตยและพยายามทำลายคุณค่าและความหมายของการ ปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ และเป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า โครงร่างธรรมนูญที่รัชกาลที่ ๗ เตรียมพระราชทาน ก็เป็นธรรมนูญกษัตริย์นิยม ยังให้อำนาจตสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ ไม่มีการประกันเรื่องสิทธิ และความเสมอภาคของราษฎร และยังมองข้ามหลักฐานข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ ประชาชนชาวเมือง ชนชั้นกลาง พ่อค้า ครู ทนายความ และผู้มีการศึกษา แสดงการตอบสนองต่อการปฏิวัติในเชิงบวก ประชาชนต่างก็ร้องไชโย โห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับการปฏิวัติ และเมื่อกระแสการปฏิวัติแพร่ไปยังหัวเมือง พ่อค้า ข้าราชการ ครู และชาวเมืองในหัวเมืองก็ตอบรับการปฏิวัติในเชิงแสดงความยินดีเช่นกัน ระบอบใหม่จึงเป็นที่ต้อนรับอย่างกว้างขวาง สำหรับประชาชนระดับล่างในสมัยนั้น อาจไม่มีปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง เพราะการขยายบทบาทของชนชั้นล่างจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแส ๑๔ ตุลาคม ซึ่งมาทีหลัง แต่ก็มิได้หมายความว่า ชนชั้นล่างของสยามในขณะนั้น จะนิยมชมชื่นระบอบเก่า ส่วนการรัฐประหารที่เกิดขึ้นจำนวนมากนั้น ส่วนมากเป็นการสนับสนุนของฝ่ายนิยมเจ้า การรัฐประหารเหล่านี้ จึงโยงกับรัฐประหาร พ.ศ.๒๔๙๐ เสียยิ่งกว่า
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า เจตนารมย์ประชาธิปไตยของคณะราษฎรซึ่งเคยลดกระแสลงในระยะก่อนหน้านี้ กลับขึ้นสู่กระแสสูงมากขึ้น หลังจากการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ซึ่งระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาที่พัฒนาอย่างมาก กลับประสบความชะงักงัน กลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำด้วยแนวคิดนิยมเจ้าสุดขั้ว ได้เข้าควบคุมการเมืองไทย และใช้กลไกศาลเข้าทำลายหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย พร้อมทั้งใช้ขบวนการมวลชนฝ่ายขวามาเสนอหลักการบิดเบือนประชาธิปไตย ขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้มีการรื้อฟื้น หลักการประชาธิปไตยของคณะราษฎร จึงมีการเคลื่อนไหวจัดงานเฉลิมฉลอง ๒๔ มิถุนายนกันทุกปี ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ และโดยเฉพาะในปี พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.จะเป็นแกนกลางในการจัดงานเฉลิมฉลอง ๘๐ ปีประชาธิปไตยเสียเอง และตามมหาวิทยาลัย ก็ได้มีการจัดงานวิชาการเฉลิมฉลอง ๘๐ ประชาธิปไตย จึงทำให้ ๒๔ มิถุนายน ปีนี้มีบรรยากาศที่คึกคักเป็นพิเศษ
 
คงต้องอธิบายด้วยว่า เจตนารมย์หนึ่งของคณะราษฎรในการสร้างระบอบการเมืองแบบใหม่หลัง พ.ศ.๒๔๗๕ แม้ว่าจะมีการแบ่งแยกอำนาจ เป็น นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ แต่ถือกันว่า รัฐสภามีอำนาจสูงสุด เพราะเป็นสถาบันอันมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รัฐสภาจึงเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประเทศ และศาลซึ่งไม่ได้ยึดโยงต่อประชาชน ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของรัฐสภา หลักการนี้จงจะต้องมีการรื้อฟื้นด้วย เพราะควบคุมอำนาจอยุติธรรมของศาล และจัดการที่ศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนเกินเลย นี่เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณากันต่อไป
 
ในที่นี่อยากเสนอว่า เมื่อจะเฉลิมฉลองกันแล้ว ควรที่จะเรียกร้อง ๒๔ มิถุนายน ในฐานะของวันชาติกลับคืนมา เราต้องถือกันว่า การทำลายวันชาติ ๒๔ มิถุนายนนั้น เป็นดอกผลของเผด็จการ ถ้ารื้อฟื้น ๒๔ มิถุนายนได้ ประเทศไทยก็จะได้มีวันชาติเช่นเดียวกับประเทศอื่นเสียที
 
“ไทยจะต้องเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทอดไทย ชโย”

ชำแหละปม"ม.68"ฉบับอังกฤษ

Posted by KwamRak on 09.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


    กรณีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยกรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษมายืนยันการตีความตามมาตรา 68 จนนำมาสู่"คำสั่ง" ให้รัฐสภาชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

โดยอ้างว่าในคำแปลระบุชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของผู้ทราบ ไม่ใช่เรื่องของอัยการสูงสุดเพียงอย่างเดียวนั้น

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักวิชาการด้านกฎหมาย โดยใช้ข้อมูลและหลักวิชาการมาเป็นเหตุผลในการแสดงคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้



สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ


ในแง่หลักภาษานั้นประโยคที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษ เป็นรูปประโยคที่เรียกว่า ประโยคเชิงซ้อน (complex sentence) หรือที่ภาษาไวยากรณ์เรียกว่า"สังกรประโยค"

ผมเห็นว่าการแปลความหมายของนายวสันต์นั้น เป็นการแปลแบบผิดๆ ถูกๆ ขึ้นอยู่กับการตีความของตัวเองมากกว่า

โดยหลักทั่วไปของการแปล เป็นเรื่องของอัตวิสัย (subjective) หรือมุมมอง หรือความเห็นส่วนบุคคล การแปลจึงขึ้นอยู่กับผู้แปลว่าจะแปลออกไปอย่างไร ในทิศ ทางใด

ทั้งนี้การแปลนั้นเป็นเรื่องของการถ่ายทอดสารจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง หัวใจสำคัญคือ ผู้แปลจะต้องแปลให้คนอ่านในอีกภาษาหนึ่งเข้าใจด้วย

ผมจึงอยากถามว่า การตีความครั้งนี้เกินอำนาจหน้าที่ของตนเองหรือไม่

การตีความรัฐธรรมนูญภาษาอังกฤษในครั้งนี้ สามารถแปลและตีความได้ทั้ง 2 แบบ คือ จะแปลว่าให้บุคคลทั่วไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ หรือจะให้ต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้นก็ได้

ซึ่งตรงนี้เป็นการตีความในแบบของผมเอง

แต่สุดท้ายแล้วเราจะต้องดูจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากกว่า และที่สำคัญต้องดูจากรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับภาษาไทยเท่านั้น

จะทำให้เข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญได้ดีกว่า




นันทวัฒน์ บรมานันท์
คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ


ครั้งนี้เป็นหนแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ที่มีการตีความรัฐธรรมนูญจากภาษาอังกฤษ

เป็นเรื่องที่ใช้การไม่ได้ เพราะโดยทั่วไปแล้วกฎหมายที่เขียนขึ้นนั้น จะพยายามเขียนให้ชัดเจนอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว เนื่องจากกฎหมายนั้นต้องบังคับใช้กับประชาชนกว่า 60 ล้านคนในประเทศ

การบัญญัติกฎหมายขึ้นมาก็ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องมาตีความให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน

และหากกฎหมายนั้นมีความคลุมเครือหรือไม่ครอบคลุม น่าสงสัย เราก็ต้องไปดูที่เจตนารมณ์ในตอนยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา

โดยยึดจากเจตนารมณ์ที่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและมีกฎหมายรองรับเพื่อมาตีความตัวบทกฎหมาย

สำหรับการตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ในมาตรา 68 นั้น ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปดูเจตนารมณ์ที่ไหนอีก

เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดแล้วว่า ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

และเราไม่ควรหลงประเด็นไปกับการดูรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษ เพราะเป็นตรรกะที่ไม่ถูกต้อง เราต้องยึดจากฉบับภาษาไทยเท่านั้น

ถ้าจะเอามาเทียบกันก็ต้องเป็นเรื่องของฉบับภาษาอังกฤษที่ไม่มีความชัดเจนจึงจะนำภาษาไทยมาเทียบ เพราะฉะนั้นแล้วรัฐธรรมนูญของไทยต้องใช้เฉพาะภาษาไทยเท่านั้น ไม่มีฉบับภาษาอังกฤษ

สำหรับประเด็นเรื่องการเสนอการตีความเช่นนั้น จะใช้ได้กับประชาชนคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าไม่มีประชาชนคนไหนที่จะรับฟังหรือเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะประเทศไทยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ

ยกตัวอย่างว่าหากกฎหมายไม่ชัดเจน เมื่อเราส่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวกฎหมาย ก็ไม่มีใครสนใจภาษาอังกฤษ

แต่จะใช้ตัวบทกฎหมายที่เป็นภาษาไทยมากกว่า และรัฐธรรมนูญเองก็ลงวันที่ประกาศใช้เป็นภาษาไทยแล้วมาแปลเป็นอังกฤษทีหลัง

ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการนั้น ส่วนมากเป็นเมืองขึ้น หรือประเทศที่มีภาษาราชการหลายภาษา เช่น เบลเยียม ที่ใช้ภาษอังกฤษและเยอรมัน ก็อาจมีการตีความรัฐธรรมนูญในหลายภาษาได้

แต่โดยหลักการแล้วเมื่อประเทศ ไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาราชการ การตีความกฎหมายจึงต้องยึดจากตัวกฎหมายที่เป็นภาษาไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษ




เกษียร เตชะพีระ
คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
** หมายเหตุ - โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ"เกมไวยากรณ์อังกฤษ ของประธานศาลรัฐ ธรรมนูญ"

นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงการตีความมาตรา 68 ของรัฐธรมนูญปี 2550 ว่า"ขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษจะชัดเจน"


เอ้ามาดูกัน

มาตรา 68 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มีความว่า

"ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการ กระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว..."

คำแปลภาษาอังกฤษฉบับทางการของรัฐสภาเองคือ


"Inthecasewhere a person or a political party has committed the act under paragraph one, the person knowing of such act shall have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act..."

อันนี้สงสัยท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ จะเล่นเกมไวยากรณ์ ให้ผมเดานะ คือเล่นมุขว่า ตกลง"submit a motion to the Constitutional Court for ordering cessation of such act..." เนี่ย มันขยายส่วนไหน?

ขยาย 1)"the person knowing of such act shall have the right to request the Prosecutor General to investigate its facts and (the right to) submit a motion..." หรือว่า

ขยาย 2) to request the Prosecutor General to investigate its facts and (request the Prosecutor General to) submit a motion...."

สรุปคือ วสันต์ใช้ความกำกวมของไวยา กรณ์อังกฤษว่าวลีหลังนี้อะไรเป็นประธานของกริยา submit ระหว่าง"the person" หรือ"the Prosecutor General" มาอ้างตีความแบบ 1)"the person"

ขณะที่ในความเห็นผม ควรตีความไวยากรณ์ตรงนี้แบบ 2 )"the Prosecutor General"


สมชาย ปรีชาศิลปกุล
คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

รัฐธรรมนูญร่างขึ้นด้วยหลักการของประเทศไทย จึงถือเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่เหมือนกับครั้งอดีตที่เราร่างประมวลกฎหมายแพ่งเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่อยแปลเป็นภาษาไทย

แต่รัฐธรรมนูญมีการร่างเป็นภาษาไทยก่อนอย่างแน่นอนแล้วจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่ถูกต้องที่จะไปดูจากภาษาอังกฤษ

แต่หากดูเป็นภาษาอังกฤษก็ยังชัดเจนว่า ต้องนำเรื่องเข้าสู่อัยการสูงสุดก่อนแล้วค่อยไปศาล ซึ่งในบริบทกรณีดังกล่าวระบุชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหยิบยกอะไรมาอ้างอิงอีก

อีกทั้งหลักการคือต้องตีความแล้วไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ซึ่งกรณีนี้เขียนไว้ว่าให้ผู้พบเห็นแจ้งต่ออัยการสูงสุด

แต่หากประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เลย แล้วเราจะเขียนบทบัญญัติที่ระบุว่าให้ประชาชนยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่ออะไร ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องของประชาชนไปแล้ว

และหากอัยการไม่เห็นด้วยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยได้ยินว่ามีคนอ้างอิงรัฐธรรมนูญไทยเป็นอังกฤษ การกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้เกิดความกระจ่างแต่จะสร้างความขัดแย้งมากขึ้น

จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด

ทั้งนี้หากรัฐธรรมนูญระบุชัดแล้วพิจารณาตามถ้อยคำจากรัฐธรรมนูญได้เลย แต่หากไม่ชัดค่อยเปรียบเทียบดูจากภาษาอังกฤษได้

ซึ่งไม่ใช่กรณีนี้แน่นอน

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ Hot Topic 05 04 55

Posted by KwamRak on 05.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ Hot Topic 05 04 55

เสวนา "ปฏิญญาหน้าศาล" วันอาทิตย์ ที่25 มีนาคม 2555

Posted by KwamRak on 27.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

เสวนา "ปฏิญญาหน้าศาล" วันอาทิตย์ ที่25 มีนาคม 2555

วันอาทิตย์ ที่25 มีนาคม 2555
เวลา 13.00น. เป็นต้นไป หน้าศาลอาญา รัชดา
เสวนา "ปฏิญญาหน้าศาล"
พบกับ อ. ยิ้ม สุธาชัย, ทนายอาคม, ทนายรส, ป้าน้อย ภรรยา อ.สุรชัย 
ดำเนินรายการโดย อ.หวาน  เรียนเชิญทุกท่าน

ถ่ายทอดสด โดย ทีมงานไทยวอยส์
ขอบคุณ คุณบังสกุล thaivoice
โดย เมษ์ษา konthaiuk


25-03-12 ปริญญาหน้าศาล mp3

http://www.mediafire.com/?qknps7w4qa02gr1

กลุ่มปฎิญญา ร้องศาล

Posted by KwamRak on 26.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

กลุ่มปฎิญญา ร้องศาล

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ๒๕๕๕ ปีแห่งการรุกของพลังประชาธิปไตย

Posted by KwamRak on 12.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ๒๕๕๕ ปีแห่งการรุกของพลังประชาธิปไตย
(ที่มา ประชาไท)

2553 คือ ปีแห่งการต่อสู้ของประชาชนคนเสื้อแดง ปี พ.ศ.2555 คือ ปีแห่งการฟื้นตัวของขบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือนกรกฎาคม ถือว่ามีความหมายสำคัญในทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

ทั้งนี้ สถานการณ์ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ที่มีการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา คือ สถานการณ์แห่งความขัดแย้งระหว่างพลังฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และพลังฝ่ายประชาธิปไตยของประชาชน ในระยะแรก ฝ่ายอำมาตย์มีความได้เปรียบ เพราะเป็นฝ่ายควบคุบกำลังทหาร ควบคุมกลไกรัฐ กลไกศาล และครอบงำความคิดด้วยสื่อมวลชนกระแสหลัก ฝ่ายอำมาตย์ได้ตั้งรัฐบาลเผด็จการของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ มาควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่แรก โดยไม่คำนึงถืงเจตนารมย์ของประชาชนส่วนข้างมาก และวาดภาพผีทักษิณขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน ต่อมา เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็ได้แสดงเจตนารมย์ชัดเจน โดยการเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ ฝ่ายอำมาตย์ไม่พอใจ จึงโอบอุ้มเอาพรรคประชาธิปัตย์ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ประชาชนจำนวนมากจึงได้รวมตัวกันเป็นขบวนการคนเสื้อแดง ภายใต้การนำของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.) และต่อสู้คัดค้านตลอดมา ฝ่ายอำมาตย์ตอบโต้โดยการใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้าง และจับกุมคุมขังทั้งด้วยข้อหาก่อการร้าย ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา ๑๑๒ และ ข้อหาอืนๆ รวมทั้งใช้สื่อกระแสหลักโจมตีทำลายภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดง ให้เป็นพวกเผาบ้านเมือง แต่ก็ไม่ประสบผล เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ประชาชนก็เลือกพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้น ฝ่ายอำมาตย์ต้องถอยทางยุทธศาสตร์อีกครั้ง โดยยอมให้พรรคพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

แต่กระนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่ ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคงมีมหิธานุภาพ โดยเฉพาะยังคงควบคุมกองทัพแห่งชาติ โดยอาศัย พรบ.กลาโหม ที่ออกในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนนท์ เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปจัดดำเนินการ นอกจากนี้ก็ยังควบคุมอำนาจตุลาการ และรองรับความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่เปิดทางให้ฝ่ายตุลาการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างเปิดเผย และ ยังใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๒ ข่มขู่คุกคามประชาชนไม่ให้มีความเห็นต่างจากพวกอำมาตย์ และฝ่ายอำมาตย์ยังคงควบคุมกำหนดกรอบสำหรับสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่มอมเมาประชาชนและปกป้องพวกอำมาตย์ ดังนั้น ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นเพียงจังหวะก้าวแรก จะต้องมีการรุกทำให้ในขั้นตอนต่อไป จึงจะทำให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

ในยุทธศาสตร์ระยะยาวของการต่อสู้ เป็นที่แน่นอนว่า พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุผลประการแรกคือ ประชาธิปไตยเป็นกระแสการเมืองของโลกนานาชาติ ประเทศสำคัญในโลกต่างก็สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดเลยที่อำมาตยาธิปไตยได้รับชัยชนะ ประการที่สอง ประชาชนไทยมีความตื่นตัวมากขึ้น ปรากฏการณ์ตาสว่างขยายตัว ผู้คนเห็นธาตุแท้อันหลอกลวงของฝ่ายอำมาตย์มากขึ้น ประการที่สาม ระบอบศักดินานั้น เป็นยาหมดอายุ ย่อมพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา

คำถามสำคัญในขณะนี้ คือ พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะทำการรุกอย่างไร จึงจะทำให้สถานการณ์พัฒนาไปในทางที่เป็นคุณแก่ขบวนการประชาชน

ในขณะนี้ เราก็จะเห็นได้แล้วว่า ใน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้จะมีประเด็นหลักที่นำไปสู่การต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองอย่างแหลมคมอย่างน้อย ๒ เรื่อง คือ เรื่องแรก กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้เขี่ยลูกแล้ว โดยพรรคเพื่อไทย แนวทางการแก้ไขที่เป็นไปได้ในขณะนี้ คือ การตั้งสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นมารับหน้าที่ เป้าหมายเฉพาะหน้า คือ ต้องผลักดันการตั้ง สสร.ที่เป็นประชาธิปไตย เช่น ให้ประชาชนเป็นผู้เสือกสมาชิก สสร.ทางตรง และถ้าหากว่า จะต้องมีนักกฏหมายหรือนักวิชาการเข้าร่วม ก็จะต้องไม่เป็นเนติบริกรที่เคยรับใช้รัฐประหาร เช่น การกำหนดคุณสมบัติว่า ผู้ที่เคยเข้าร่วมในรัฐบาล สภานิติบัญญัติ และ สภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร ไม่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิก เป็นต้น นอกจากนี้ คงต้องถกเถียงในเชิงข้อเสนอ เช่น เรื่องการยกเลิกวุฒิสมาชิกลากตั้ง การนำอำนาจตุลาการกลับคอกศาล การเพิ่มอำนาจรัฐสภา และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การยกเลิกองคมนตรี เป็นต้น

แต่ประเด็นที่แหลมคมยิ่งกว่านั้น คือ กระแสการรณรงค์เรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพราะในหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นแล้วว่า ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ในการใส่ร้ายป้ายสี จับกุมคุมขังประชาชน และทำลายปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตย และการดำเนินคดีเหล่านี้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกระบวนการศาล การคัดค้านการใช้มาตรา ๑๑๒ จึงกลายเป็นกระแสใหญ่ และใน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ จะเป็นกระแสใหญ่มากขึ้น ชวนผู้คน รวมทั้งปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาถกเถียง อันจะเป็นการขยายความรู้เชิงวิพากษ์แก่สังคมมากยิ่งขึ้น

ในการณรงค์ประเด็นเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของ นปช.จะลดลง ตราบเท่าที่ นปช.ไม่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตรา ๑๑๒ พลังของฝ่ายปัญญาชนที่ก้าวหน้า ที่มีกลุ่มนิติราษฎร์เป็นแกนกลาง จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะข้อเสนอของฝ่ายนิติราษฎร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร และปฏิรูปมาตรา ๑๑๒ เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนและเป็นธรรม กลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงหลายกลุ่มจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวเช่นนี้

สำหรับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การสนับสนุนและความนิยมอาจจะตกต่ำลงในกลุ่มคนเสื้อแดง ตราบเท่าที่ยังคงล่าช้าในการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในกรณีเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และยังวางเฉยในการช่วยเหลือพี่น้องคนเสื้อแดง ที่ยังถูกดำเนินคดีและจำคุก เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำ นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และดำเนินโครงการตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และควรที่จะออกกฏหมายนิรโทษกรรม นำพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลจากกรณีการเมืองออกมาจากคุก โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เสียสละและต่อสู้อย่างกล้าหาญ เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงสมควรที่จะได้รับการช่วยเหลือ

และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลเพื่อไทยอย่าไปตามรอยความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว เช่นการปราบปราบเข่นฆ่าประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และไล่จับกุมประชาชนที่เห็นต่างตามอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นวิธีการอันไม่ศิวิไลซ์ และเป็นการทำลายฐานของฝ่ายตนเองอย่างโง่เขลา ประเทศไทยจะก้าวหน้าต่อไปในทางประชาธิปไตย ก็ต่อเมื่อไม่มีนักโทษการเมือง และไม่มีนักโทษทางความคิด

ในลักษณะเช่นนี้ ปี พ.ศ.๒๕๕๕ ประชาชนก็จะมีความสุขโดยทั่วกัน


พท.กำลังเหมือน ปชป.?

Posted by KwamRak on 09.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

พท.กำลังเหมือน ปชป.?


สัมภาษณ์พิเศษ "สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดงกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และเป้าหมายของเพื่อไทย-เสื้อแดง

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

  ทิศทางพรรคเพื่อไทย ขบวนการเสื้อแดง จะเป็นอย่างไร เมื่อเริ่มต้นปี 2555 ที่คนเสื้อแดงประกาศว่าจะเป็นการรุกทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีเป็นพลังผลักดันให้สำเร็จ แต่แค่ยกแรกดูเหมือนจะไปคนละทาง ไม่เป็นเอกภาพ และอาจทำให้ไม่ถึงเส้นชัยได้

“สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดง วิเคราะห์ผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงทิศทางและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับขบวนการเสื้อแดง หลังผ่านการต่อสู้จนได้ชัยชนะเป็นรัฐบาลมา 5 เดือน

สุธาชัย ฉายภาพว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีจุดร่วมด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.รักประชาธิปไตย 2.รับไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรังแก กลุ่มเสื้อแดงมีความหลากหลาย แต่เป้าหมายเฉพาะและระดับความเข้มข้นมีความต่างกันอยู่ กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เหลือเช่น กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ของ สมบัติ บุญงามอนงค์ เคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เป้าหมายอยู่ที่ชนชั้นกลางในเมือง กลุ่มแดงสยาม มุ่งเน้นปฏิวัติประชาธิปไตย ส่วนกลุ่ม 24 มิถุนา จะพูดถึงการยกเลิกมาตรา 112 ยังมี กลุ่มประกายไฟ ของ ใจ อึ๊งภากรณ์ และ กลุ่มเสรีราษฎร์ เป็นญาติของผู้เสียชีวิต เป้าหมายเรื่องการเยียวยาแยกออกจาก นปช. เพราะ นปช. ดำเนินการช้า อีกกลุ่มคือ แดงรักเจ้า ของ ขวัญชัย ไพรพนา เพราะรับไม่ได้กับกลุ่มตาสว่างในขบวนการเสื้อแดงที่ไปไกลมาก

เขาบอกว่าหลังจากที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีการตั้งคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปทำงานในรัฐบาล แต่ก็เป็นแกนนำของ นปช. ฝ่ายเดียว ไม่มีกลุ่มแดงสยามหรือกลุ่มของจักรภพ เพ็ญแข เข้าร่วม จึงอาจมีผลกระทบในอนาคต ส่วนตัวประเมินว่า กลุ่ม นปช.อ่อนกำลังลง เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลมันมีปัญหาเยอะ เช่น การทำตามสัญญาที่ไม่ง่ายนัก ยิ่งเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ มีหลายเรื่องที่แบกไว้บนบ่า หลักๆ คือ การทำประชาธิปไตยให้สมบูรณ์แบบที่คนเสื้อแดงคิด คืออำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน

สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง สุธาชัย เห็นว่า ขั้นต่ำ คือการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาจากการรัฐประหาร ไม่เอา สว.ลากตั้ง ไม่เอาตุลาการเพราะไม่ได้มาจากประชาชน แต่มีอำนาจมาก ตั้งรัฐบาลและล้มรัฐบาลได้ ขั้นกลาง ล้างผลพวงจากการรัฐประหาร ส่วน ขั้นสูงสุด ต้องแก้กฎหมายมาตรา 112 อีกเรื่องที่สำคัญคือ การเร่งเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ นำคนฆ่าประชาชนมาลงโทษ ทั้งนี้ คนเสื้อแดงเห็นว่ารัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องเหล่านี้เท่าที่ควร

“แน่นอนคนเสื้อแดงจำนวนมากยังสนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยอยู่ แต่น้อยลงกว่าเดิม เพราะรัฐบาลเพื่อไทยไม่จัดการเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะการเยียวยาผู้บาดเจ็บ จนวันนี้ก็ยังไม่อนุมัติเงินสักก้อนมาชดเชย ถ้ายังดองไว้ศรัทธาของคนเสื้อแดงต่อพรรคเพื่อไทยจะเสื่อมลงเรื่อยๆ ความชอบธรรมของเขาในสายตาคนเสื้อแดงจะมีปัญหามากขึ้น และถ้า นปช.ไม่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ นปช.จะเสียการนำให้กับแดงสยามหรือแดงเฉดอื่น ซึ่งเขาทำจริงกว่า

...นปช.เป็นกลุ่มเสื้อแดงที่มีบุคลากรพร้อมที่สุด มีความสามารถในด้านการนำ แต่ไม่ใช่ว่าแดงกลุ่มอื่นเขาจะไม่มี และไม่ใช่ว่าเขาสร้างไม่ได้ เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา มีแกนนำหลายคนถูกสร้างขึ้น ตอนนั้นไม่มีใครรู้จัก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้นำมวลชนมันมาท่ามกลางการต่อสู้ ดังนั้น ต่อไปใครเลิกสู้ก็จะหมดบทบาทไป”

นปช.อ่อนกำลังลงเพราะอะไร? “นปช.ไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดงนะ เสื้อแดงยังเคลื่อนไหวต่อแน่นอน ผมคิดว่ามันมีปัญหาถกเถียงก่อนหน้านี้ว่าใครใช้ใครระหว่าง นปช.กับคนเสื้อแดง แต่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงใช้ นปช. และใช้ทักษิณอยู่ ให้เป็นคนนำในวาระที่เขาต้องการ ฉะนั้น ถ้า นปช.ทำตามที่คนเสื้อแดงต้องการ นปช.ก็เคลื่อนไหวไป แต่ถ้า นปช.ไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วถ้า นปช.ยังไม่ปรับท่าที การนัดชุมนุมครั้งต่อไปคนจะน้อยลงเรื่อยๆ”

ถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยถึงไม่รีบทำตามสัญญากับคนเสื้อแดง สุธาชัย ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน แต่มีปัญหาถกเถียงกันตลอดว่าพรรคเพื่อไทยเป็นนักการเมืองธรรมดา หรือเป็นนักการเมืองชนิดเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ คือต่อสู้เพียงเพื่ออำนาจเท่านั้น เมื่อได้มาก็สู้ต่อไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่ได้ยึดหลักการอะไร แต่ขอเดาว่าพรรคเพื่อไทยเกรงใจอำมาตย์มากไป กลัวจะกระทบความรู้สึกของคนเหล่านั้น จึงยังไม่ได้ทำอะไร

“ผมขอเตือนว่าต้องทำตามสัญญา เพราะคนเสื้อแดงเป็นกำลังหนุนพรรคเพื่อไทย และที่ทักษิณและพรรคเพื่อไทยเดินมาได้ทุกวันนี้ เพราะเป็นเอกภาพกัน ถ้าแยกกันเดิน พรรคเพื่อไทยก็จะเจ๊ง คุณทักษิณก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่คนเสื้อแดงคือมวลชนระดับล่าง เขาอยู่ได้ สักวันหนึ่งถ้าเขามีหมู่บ้านเสื้อแดงทั้งประเทศ เขาอาจจะตั้งองค์กรทางการเมืองของตัวเองขึ้นมาเอง ทำพรรคคนเสื้อแดงขึ้นมาสู้กับพรรคเพื่อไทยก็ได้”

ทำไมเพื่อไทยถึงประนีประนอมกับคนชั้นนำทั้งที่ประกาศตัวเองเป็นไพร่สู้กับอำมาตย์... นักวิชาการเสื้อแดงผู้นี้วิเคราะห์ว่า การที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลคงต้องทำลักษณะนั้น แต่ถ้าเขาทำอย่างนี้เรื่อยๆ เขาจะกลายเป็นประชาธิปัตย์ ในที่สุดเขาก็จะหมดคุณค่า และคนเสื้อแดงก็จะก้าวข้ามพรรคเพื่อไทยไป
ทัศนะส่วนตัวของสุธาชัยอยากเห็นการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยในปี 2555 อยู่กับ 2 เรื่องใหญ่ คือ 1.ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2.แก้ พ.ร.บ.กลาโหม ถ้าทำได้จะขอซูฮกให้ และถ้าแก้มาตรา 112 ได้ก็พร้อมยอมถวายทั้งตัวและใจ เพราะถ้ารัฐบาลเพื่อไทยไม่ทำก็ไม่รู้ว่าจะมีรัฐบาลชุดไหนจะทำ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ก็ไม่ทำอยู่แล้ว

“ในความเห็นผม มาตรา 112 ควรยกเลิกไปเลย เพราะมนุษย์ต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยังไม่แก้มาตรา 112 มันอาจต้องรอสถานการณ์ในอนาคตให้สุกงอมกว่านี้ก่อน”รัฐบาลชุดนี้ไม่แก้ มาตรา 112 ผมว่า ยังพอฟังได้ แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้มาไล่จับคนเสื้อแดงด้วยกันเองเข้าคุกเพราะ 112 ก็จะเป็นเรื่องใหญ่”

ให้วิเคราะห์เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณในปี 2555 ในฐานะเป็นศูนย์กลางของคนเสื้อแดง สำหรับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ สุธาชัยวิเคราะห์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณมี 2 ลักษณะ คือ 1.อยากกลับใจ 2.อยากได้ทรัพย์สินคืน การแสดงท่าทีผ่อนปรนของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจสอดคล้องกับความต้องการของเขาทั้งสองอย่างนี้ แต่คิดว่าไม่ง่ายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้ทั้งสองเรื่อง เพราะเขาเป็นบุคคลที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง มีคนทั้งรักมากและเกลียดมาก

อย่างไรก็ตาม สุธาชัย ฟันธง พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่สามารถกลับไทยได้ในเวลานี้ เพราะจะมีปัญหาตามมาเยอะ หรืออีกนัยหนึ่งสังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะรับ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน แม้คนเสื้อแดงอาจคิดว่าตัวเองมีพลังให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาได้แต่ก็ไม่ง่าย เพราะคนเสื้อเหลืองก็ยังอยู่และชนชั้นนำเขายังไม่ยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจหมายรวมถึงกองทัพ ศาล กระทั่งสถาบันด้วย แต่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ยอมจำนน ก็ต้องพยายามสู้

อีกนานไหม สังคมไทยถึงจะคลี่คลายความขัดแย้ง? นักวิชาการเสื้อแดงผู้นี้ บอกว่า ยังตอบไม่ได้ อาจต้องคอยให้ปัจจัยบางอย่างเปลี่ยนไป หรือสมมติเล่นๆ เช่น นายกฯ ยิ่งลักษณ์บริหารงานไม่ได้จนคนเกลียดทั้งประเทศ เลยพาลไปเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณแทน ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะการทำงานของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ผ่านมา 5 เดือน เก่งกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก ประคองสถานการณ์ได้ดี ถ้าเป็นยุคนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ผ่านไป 6 เดือนก็เละแล้ว

“ถ้าทักษิณเป็นอะไรไปวันนี้ ยิ่งลักษณ์ก็อยู่ได้ อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ พวกเสื้อเหลือง หลากสี และชนชั้นกลางในเมืองประเมินยิ่งลักษณ์ต่ำไป ยิ่งลักษณ์เขาใช้ความเป็นผู้หญิง ใช้ความใหม่ ใช้ความเป็นคนที่ไม่รู้เรื่อง ใช้ทั้งหมดให้เป็นประโยชน์ ต่างจากตอนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหาร 6 เดือน คนก็ด่าเละกว่านี้เยอะ ต่อให้ เฉลิม ยงยุทธ จะเน่าแค่ไหน ยิ่งลักษณ์ยังไม่เน่า เน่าแค่เฉลิมกับยงยุทธ ให้ทักษิณมาช่วยเยอะๆ ก็ยังไม่เน่า แม้ทักษิณมายุ่งเรื่องอะไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์ไม่เคยพูดเลยว่าทักษิณมายุ่งมากแค่ไหน”

รัฐบาลเพื่อไทยจะมีจุดเสี่ยงอะไรที่ทำให้อวสานได้? “ปัจจัยที่พูดกันก่อนหน้านี้ ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เยียวยา ไม่ช่วยเหลือ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดง และถ้าทำแบบประชาธิปัตย์ จับคนเข้าคุกด้วยมาตรา 112 และถ้าถึงขั้นปราบปราม ยิงชาวบ้าน เมื่อนั้นจบ จบแบบชนิดที่ไม่รู้เรื่อง ส่วนคอร์รัปชันกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะรัฐบาลก็ระวังตัวอยู่ คนมันจับตาเยอะ

“เรื่องที่จะทำให้รัฐบาลล้มมีเรื่องเดียวคือ การไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มาเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์มีรูปแบบการทำงานซ้ำๆ ข้าราชการก็อยู่ได้ แต่เพื่อไทยทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าสมมติว่า 23 ปี ไม่มีอะไรเดินหน้า หรือถ้าเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ พรรคเพื่อไทยพังทันที แต่ที่กล่าวไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องทำให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางทีนักการเมืองก็หาเสียงโอเวอร์มากไป”

แต่ปัจจัยที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยอยู่ยาวมี 2 อย่าง คือ ทำตามที่ตัวเองแถลง จะด้วยนโยบายประชานิยมให้ประชาชนพอใจ และรณรงค์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เยียวยาคนเสื้อแดง เชื่อว่าอีก 4 ปีข้างหน้าชนะถล่มทลายกว่านี้อีก

สุธาชัย มองภาพใหญ่ต่อพัฒนาการประชาธิปไตยไทยจากนี้ว่า จะต้องเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมา คนชั้นนำ พยายามคิดว่า จะทำให้สังคมไทยย้อนกลับไปก่อนปี2549 ที่เป็นประชาธิปไตยบ้าง ไม่เป็นบ้าง แต่มันไม่ได้แล้ว สังคมไทยจะต้องก้าวหน้าในทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

“เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลใดทำอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะมีคนค้านมากขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น การคัดค้านมาตรา 112 ถ้าเป็นเมื่อปี 2547 คงไม่เกิดกระแสขนาดนี้ แต่วันนี้สะเทือนมาก ตอนนั้นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมี สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ทำอยู่คนเดียว เป็นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันอย่างกว้างซึ่งล้าสมัยไปแล้ว เมื่อปี 2547 ไม่มีใครพูดว่าจะต้องยกเลิกองคมนตรี วันนี้พูดกันบนเวที ออกวิทยุชุมชนไม่เอาองคมนตรี ฉะนั้น ประเด็นมันเคลื่อนไปไกลกว่าครั้งนั้นแล้ว เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในอีก 10 นี้แน่นอน

“การเปลี่ยนแปลงเกิดจากปัจจัย 2 อย่าง คือ กระแสนานาชาติ แต่คนชั้นนำในไทยยังอยากให้เราปิดประเทศ เหมือนพม่า เกาหลีเหนือ แต่มันทำไม่ได้ เพราะโลกเป็นประชาธิปไตย เราจะมารักษาระบบอำมาตย์ประเทศเดียวในโลกทำไม่ได้เด็ดขาด ส่วนปัจจัยอีกข้อคือ ประชาชนเรามีประชาชนที่ตื่นตัวกับการเมือง สถาบันหรือองค์กรต้องยอมเสียสละไม่เช่นนั้นอันตราย”


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/130864/พท-กำลังเหมือนปชป-

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ขอจังหวัดธนบุรีคืน

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

 สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ขอจังหวัดธนบุรีคืน

4 มกราคม 2555
ที่มา ประชาไท

โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

“กรุงธนแทนที่ กรุงศรีอยุธยา
ราชธานีไทย ถึงจะแตกแยกไปก็ไม่สิ้นคนดี”

วันที่ ๒๘ ธันวาคมของทุกปี จะถือกันว่า เป็นวันพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งจะเป็นวันที่ประชาชนชาวธนบุรี จะจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งเป็นผู้กอบกู้เอกราชของราชอาณาจักร หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ใน พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าตาก ซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาวชิระปราการ ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ แล้วนำกองทัพต่อสู้เพื่อรื้อฟื้นบ้านเมือง พระองค์ประสบความสำเร็จ และได้ตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ครองราชย์สมบัติมาได้ ๑๕ ปี จนถึง พ.ศ.๒๓๒๔ ก็เกิดกบฏภายในราชอาณาจักร จนทำให้พระองค์เสื่อมอำนาจลง เจ้าพระยาจักรี สมุหนายก จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ แล้วมีพระราชดำริว่า กรุงธนบุรี เมืองหลวงเดิม ตั้งอยู่ในที่คับแคบ ไม่ต้องด้วยหลักพิชัยสงคราม จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ฝั่งบางกอก ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นที่มาของกรุงเทพฯ เมืองหลวงในปัจจุบัน

ในทางประวัติศาสตร์ในระยะแรก เมืองธนบุรี ก็ยังมีฐานะเป็นเมืองหนึ่งในราชอาณาจักร จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้มีการจัดตั้งเป็นมณฑลกรุงเทพมหานคร มีการรวมหลายเมืองอยู่ในมณฑล คือ กรุงเทพฯ ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ ธัญญบุรี และมีนบุรี จนเมื่อเกิดการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการยกเลิกมณฑล แล้วตั้งเป็นจังหวัด โดยถือว่าจังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เป็น ๒ จังหวัดที่แยกจากกัน ถือเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค

ดังนั้น ชาวธนบุรี จึงได้มีจังหวัดธนบุรีของตนเอง ในระยะแรก สมุทรสาครก็รวมอยู่ในจังหวัดธนบุรีด้วย เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรก จังหวัดธนบุรีก็มีผู้แทนราษฎรจังหวัดของตน ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อมีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นครั้งแรก จังหวัดธนบุรี ก็มีเทศบาลนครธนบุรีเป็นอิสระของตนเอง นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ เป็นอดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นคนสำคัญในการรวมรวมเงินบริจาคเพื่อรณรงค์สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้า กรุงธนบุรีที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งสร้างได้สำเร็จและประดิษฐานเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ สำหรับอดีตผู้แทนราษฎรธนบุรีที่มีชื่อเสียงในระยะต่อมาก็เช่น นายไถง สุวรรณทัต พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อเกิดการรัฐประหาร โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ คณะผู้ยึดอำนาจได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๕ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๔ ให้ยุบจังหวัดธนบุรีไปรวมกับจังหวัดพระนครโดยให้เรียกว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้งควบตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีใน จังหวัดที่รวมกัน ในคำประกาศคณะปฏิวัติได้ให้เหตุผลการรวมจังหวัดดังนี้

"โดยที่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นจังหวัดที่มีความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการปกครองมาช้านาน แม้ในปัจจุบันการประกอบอาชีพของประชาชนแต่ละจังหวัดก็ได้ดำเนินไปในลักษณะ ที่เป็นจังหวัดเดียวกัน และการจัดหน่วยราชการสำหรับรับใช้ประชาชน ก็ได้กระทำในรูปให้มีหน่วยราชการร่วมกัน เช่น การศาล การรับจดทะเบียนกิจการบางประเภท คณะปฏิวัติจึงเห็นสมควรที่จะรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นจังหวัด เดียวกัน เพื่อการบริหารราชการจะได้ดำเนินไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพ บังเกิดความเจริญแก่จังหวัดทั้งสองโดยรวดเร็ว" (อ้างจาก กำพล จำปาพันธ์ รัฐประหาร ๒๕๑๔ กับการรวมธนบุรีเข้ากับกรุงเทพฯ)

ดังนั้น จะขอย้ำในที่นี้ก่อนว่า การรวมธนบุรีเข้ากับกรุงเทพฯนั้น คือ ผลพวงของการรัฐประหาร ไม่มีการนำเสนอเข้าพิจารณาในสภาผูแทนราษฎร ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ถามชาวฝั่งธน ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า คณะรัฐประหารปรึกษาหารือ หรือรับข้อเสนอมาจากใคร ยิ่งกว่านั้น จะเห็นว่าเหตุผลในการรวมจังหวัดอ่อนมาก ข้ออ้างเพียงแค่ จังหวัดทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการปกครอง ไม่ได้ให้ความกระจ่างได้เพียงพอ

แต่กระนั้น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ก็ยังคงมีคำว่า ธนบุรีอยู่ในชื่อ จนกระทั่ง อีก ๑ ปีต่อมา คือ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ คณะรัฐประหารก็ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ ให้ยุบรวมการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลทั้งหมดเข้ากับผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น หน่วยราชการเดียว เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเลิกชื่อนครหลวงกรุงเทพธนบุรีไปด้วย และการเรียกชื่อ กรุงเทพมหานคร ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน ในโครงสร้างการบริหารเช่นนี้ ธนบุรีคือเขตที่เคยเป็นอำเภอเมืองธนบุรี กลายเป็นเพียงเขตหนึ่งในกรุงเทพมหานครเท่านั้น

การยุบรวมจังหวัดธนบุรีเข้ากับกรุงเทพมหานครดังกล่าว ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจังหวัดใหญ่เทอะทะ เพราะจากสถิติในขณะนี้ กรุงเทพมหานครมีประชากรที่เป็นทางการราว ๕.๗ ล้านคน หรือราว ๘.๕ เปอร์เซนต์ของประเทศ มีการแบ่งเขตการบริหารได้ถึง ๕๐ เขต และมี ผู้แทนราษฎรถึง ๓๓ คน ก่อนหน้านี้ เคยมีครั้งหนึ่งเช่นกัน ที่เกิดการตั้งคำถามกับความใหญ่โตของกรุงเทพมหานคร คือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ เมื่อเกิดการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ในขณะนั้น คิดจำนวนวุฒิสมาชิกสัดส่วนตามประชากร ทำให้กรุงเทพมหานครมีวุฒิสมาชิกได้ ๑๘ คน ทำให้มีผู้สมัครแข่งขันถึง ๒๖๕ คน ซึ่งเป็นการยากลำบากทั้งในการจัดการที่จะต้องปิดประกาศผู้สมัครและพิมพ์บัตร เลือกตั้ง จึงมีการเสนอกันว่า ถ้ากรุงเทพมหานครมีขนาดเล็กลง การเลือกตั้งจะสะดวกกว่านี้ แต่หลังจากการเลือกตั้ง กระแสนี้ก็เงียบหายไป

จนกระทั่ง เมื่อผ่านมาถึงขณะนี้ กรุงเทพมหานครจะมีอายุครบ ๔๐ ปี ได้เกิดกระแสจากประชาชนชาวธนบุรีที่สงสัยและไม่เห็นด้วยกับการรวมจังหวัด และเริ่มเกิดการรณรงค์ที่ให้มีการฟื้นฟูจังหวัดธนบุรี โดยตั้งเป็นเฟซบุค "เราต้องการจังหวัดธนบุรี” การรณรงค์นี้ เหตุผลที่รองรับแรกสุดคือ พื้นที่กรุงเทพมหานครกว้างเกินไปกว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครจะดูแลได้ทั่ว ถึง ตัวอย่างรูปธรรมที่ก่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจสำหรับชาวธนบุรีก็คือ กรณีน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา ชาวฝั่งธนบุรีรู้สึกว่าถูกปล่อยให้รับน้ำแทนชาวพระนครชั้นใน มีการนำเสนอข้อมูลว่า ชาวธนบุรีนั้น มีจำนวน ๓๑.๒๔ เปอร์เซนต์ของกรุงเทพฯ แต่ไม่มีระบบการระบายน้ำของตนเอง ดังนั้น ถ้าหากว่าชาวธนบุรี มีการบริหารท้องถิ่นของตนเอง การจัดการบริหารน่าจะดีกว่า

นอกจากนี้ ในระยะ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ก็เกิดการแยกจังหวัด และตั้งจังหวัดใหม่ถึง ๗ จังหวัด คือ ยโสธร พะเยา มุกดาหาร หนองบัวลำภู สระแก้ว อำนาจเจริญ และ บึงกาฬ ซึ่งทำให้การบริหารราชการสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นทั้งสิ้น และการแบ่งจังหวัดเหล่านั้น ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองใดเลย นี่จึงเป็นเงื่อนไขที่น่าจะเป็นไปได้ที่จังหวัดธนบุรี จะแยกตัวออกมา เพื่อช่วยลดขนาดของกรุงเทพมหานครลง

ประการต่อมา การรื้อฟื้นจังหวัดธนบุรีถือได้ว่าเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระเจ้า กรุงธนบุรี ที่เป็นผู้ตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี และด้วยเหตุผลที่ธนบุรีเป็นอดีตราชธานีเช่นนี้ ก็น่าจะเพียงพอต่อการฟื้นฟูสถานะของจังหวัดขึ้นมา เพื่อเป็นการเคารพแก่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

สำหรับผมเอง ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นชาวธนบุรี สาเหตุสำคัญก็คือ การล้มล้างผลพวงของการรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๑๔ ซึ่งอาจจะเป็นจุดกเริ่มต้นของการล้มล้างผลพวงรัฐประหารทั้งหลาย ที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังอยู่ในขณะนี้

0 0 0 0 0

รัฐบาลเพื่อไทยต้องแก้ไขมาตรา 112/สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

Posted by KwamRak on 26.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพฯได้อ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการยื่นฟ้อง น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สรุปได้ว่า น.ส.ดารณีได้ปราศรัยบนเวทีท้องสนามหลวง โดยกล่าวคำพูดจาบจ้วง ล่วงเกิน เปรียบเทียบและเปรียบเปรย หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยสรุปแล้วศาลจึงพิพากษาให้จำคุกรวม 15 ปี โดย น.ส.ดารณีถูกจับกุมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 และไม่ได้รับการประกันตัวจนขณะนี้ จึงเท่ากับถูกจำคุกมาแล้ว 3 ปี

นอกเหนือจากคดีดา ตอร์ปิโด ยังมีคดีที่ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกันคือ คดีนายวันชัย แซ่ตัน ชาวสิงคโปร์ ซึ่งไปแจกใบปลิวในที่ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552 และการ์ด นปช. จับกุมส่งตำรวจ ตามประวัติเล่าว่านายวันชัยอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 30 ปี พูดภาษาไทยชัดเจน มีภรรยาเป็นคนไทยและมีอาชีพขายเสื้อผ้า เขาสนใจการเมืองไทย ชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทย จึงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และรับไม่ได้กับฝ่ายพันธมิตรฯที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ พ.ศ. 2551 เพราะเขามีอาชีพเป็นมัคคุเทศก์และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เขาจึงค้นคว้าสาเหตุของการรัฐประหารและเขียนเป็นเอกสารชื่อ “พระไตรปิฎกฉบับแก้แค้น” ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การเมืองหลังรัฐประหารอย่างรุนแรง และอธิบายถึงพลังอำนาจที่สนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯ เอกสารชุดแรกที่เขาเขียนหนาถึง 50 หน้า แต่พบว่าเมื่อเอาไปแจกไม่ค่อยมี

นายวันชัยเล่าว่า รู้สึกเสียใจและโกรธ นปช. มาก ตั้งแต่ถูกจับกุมตัวและถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เขาก็ถูกฝากขังและไม่ได้รับการประกันตัว โดยศาลอ้างว่าเป็นคดีที่มีบทลงโทษสูง เขาจึงติดคุกเรื่อยมา แต่ยืนยันว่าข้อเขียนของเขานั้นเป็นความจริง และเมื่อเขายืนยันเรื่องนี้ต่อศาล ศาลก็ไม่อนุญาตให้อธิบายและพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยังพิจารณาคดีแบบปิดลับ

แม้กระทั่งภรรยาก็ยังต้องออกไปนอกห้องระหว่างการพิจารณา ด้วยความเครียดจากการถูกดำเนินคดีและจากสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ ซึ่งนายวันชัยระบุว่ากินไม่ค่อยได้ นอนไม่เคยหลับ ทำให้เขาแสดงอารมณ์โกรธและพูดจาวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงภายในศาล กระทั่งถูกส่งไปสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ซึ่งเป็นสถานบำบัดผู้ป่วยจิตเวช และอยู่ที่นั่น 2 เดือน จนในที่สุดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553 ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 15 ปี

นอกเหนือจากนี้ยังมีคดีจากมาตรา 112 อีกมากมายก่ายกอง ขอยกตัวอย่างบางกรณี เช่น คดีนายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ ถูกจับกุมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 ในข้อกล่าวหาว่าเผยแพร่คลิปที่หมิ่นสถาบันฯในบล็อก StopLeseMajeste ศาลพิพากษาตัดสินจำคุก 9 ปี รับสารภาพเหลือ 4 ปี 6 เดือน คดีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์คนเสื้อแดงหลายเว็บ ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อเดือนเมษายน 2553 และถูกศาลตัดสินจำคุก 13 ปี นายสุริยัน กกเปือย คนขายรองเท้า ถูกจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี แต่หลังจากรับสารภาพได้รับลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี

คดี น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเขียนคำว่าพระองค์ท่านลงบนโลง ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี คดีนายสุชาติ นาคบางไทร ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี คดีอากง หรือนายอำพล ตั้งนพกุล ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางโทรศัพท์มือถือ ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี คดีนายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ หรือโจ กอร์ดอน ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของบล็อกซึ่งมีเนื้อหาหนังสือ The King Never Smiles ภาคภาษาไทย ทั้งที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิชาการที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งหนังสือมีจำหน่ายทั่วไป แล้วยังซื้อได้จากอะเมซอน แต่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิด จึงต้องถูกจำคุก 5 ปี แต่ลดโทษเพราะรับสารภาพเหลือ 2 ปี 6 เดือน

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์รัฐประหารและการขึ้นเป็นรัฐบาลบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะใน พ.ศ. 2548 ก่อนรัฐประหารมีคดีตามมาตรา 112 เพียง 33 กระทง แต่ พ.ศ. 2552 หลังการรัฐประหารเพิ่มเป็น 164 กระทง แต่ พ.ศ. 2553 ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล คดีเพิ่มเป็น 478 กระทง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ จนฝ่ายอำมาตย์และรัฐบาลประชาธิปัตย์ถูกวิจารณ์ว่าใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือคุกคามและปราบปรามประชาชนที่มีความคิดต่าง ซึ่งผู้ที่ถูกลงโทษเกือบทั้งหมดเป็นฝ่ายคนเสื้อแดง หรือฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่เห็นพ้องกับการใช้อิทธิพลเหนือการเมืองของพวกอำมาตย์ แต่ไม่มีฝ่ายเสื้อเหลืองหรือประชาธิปัตย์ที่ถูกดำนินคดีในลักษณะนี้เลย

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจึงไม่น่าจะมีกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะนี้อีก แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา นายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง อายุ 40 ปี เป็นโปรแกรมเมอร์อิสระชาวจังหวัดบึงกาฬ ถูกจับที่อพาร์ตเมนต์ซอยมหาดไทยด้วยข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตำรวจแจ้งข้อหาว่าเป็นคนสร้างเพจที่โยงถึงสถาบัน กล่าวหาเป็นคนใช้ชื่อว่า “ดอกอ้อ” และเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ แต่นายสุรภักดิ์ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องและไม่ได้กระทำตามข้อกล่าวหาทั้งหมด กรณีนายสุรภักดิ์ยังไม่ถึงขั้นตอนดำเนินคดีในศาล

นี่เป็นกรณีแรกที่ถูกจับกุมในข้อหาเช่นนี้ภายใต้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็แสดงท่าทีหลายครั้งว่าจะปราบปรามและปิดเว็บไซต์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ปิดเว็บไซต์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าในวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา นายกฤตธี ระลึกฤาเดช เจ้าของนามแฝง “ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร” ก็ถูกหมายค้นบ้านตามมาตรา 112

ในที่นี้จึงอยากจะเสนอว่าถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องการสร้างภาพแห่งความจงรักภักดีโดยจับกุมประชาชนผู้บริสุทธิ์เข้าคุกในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กระทำมาแล้ว ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะเป็นการทำลายพลังฝ่ายประชาธิปไตยที่เคยเป็นฝ่ายสนับสนุนพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น ในโลกปัจจุบันเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งสำคัญ การกวาดล้างจับกุมคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างนั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ การเปิดคอมพิวเตอร์แล้วไปปิดเว็บไซต์ของผู้ที่คิดต่างจึงไม่มีในประเทศประชาธิปไตยที่ไหนเขาทำกัน

ยิ่งกว่านั้นมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ในวันนี้ก็เป็นกฎหมายมรดกเผด็จการ เพราะมาตรา 112 มีการเพิ่มโทษสูงสุดเป็น 15 ปีในสมัยรัฐบาลเผด็จการธานินทร์ กรัยวิเชียร ส่วน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ออกในสมัยรัฐสภาแต่งตั้งยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กฎหมายเหล่านี้อย่างน้อยน่าจะต้องทบทวนโดยการนำกลับมาพิจารณาใหม่ในรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

เพราะเจตนารมณ์แห่งกฎหมายคือ การรักษาสิทธิมนุษยชนให้ประชาชนมีเสรีภาพและให้เกิดความยุติธรรม ถ้าข้อกฎหมายใดมีส่วนส่งเสริมให้มนุษย์ตกอยู่ในความงมงายโง่เขลา และยังเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ กฎหมายนั้นก็ไม่ต้องด้วยหลักประชาธิปไตย จึงสมควรที่จะมีการปฏิรูปหรือยกเลิกไปเสีย จึงจะเป็นการถูกต้อง

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 339 วันที่ 24-30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 หน้า 5 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12931

จากลูกเสือชาวบ้านสู่ลูกเสือไซเบอร์

Posted by KwamRak on 12.2011 [ TV ] - News 0 trackback

จิตวิญญาณ 6 ตุลามาอยู่ที่เสื้อแดง

Posted by KwamRak on 10.2011 [ TV ] - News 0 trackback
 

หมายเหตุ - นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาพิเศษในวาระ 35 ปี 6 ตุลา 2519 ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ วันที่ 6 ต.ค.

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เกิดจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของสังคมไทย ขบวนการนักศึกษาสมัยนั้นเริ่มไม่รับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่อยู่กับสังคมไทยมานาน มีอุดมการณ์ใหม่ที่มาแทนคือ สังคมนิยม การสร้างสังคมให้เป็นธรรม หนุ่มสาวใฝ่ฝันจะสร้างสังคมไทยให้เสมอภาค เท่าเทียมกัน ไม่เห็นด้วยกับระบบเก่า เพราะไม่เชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองก้าวไปได้

ความที่คนคิดไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า ตรงกันข้าม ระบบเผด็จการต่างหากที่ต้องการให้คนคิดแบบเดียวกัน ความขัดแย้งทั่วไปสามารถแก้ได้โดยสันติวิธี ใช้ประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ในประเทศก้าวหน้าก็มีพรรคคอมมิวนิสต์ มีสังคม นิยม ความก้าวหน้าของเขาคือคนคิดต่างกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน แต่สังคมไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่คุ้นเคยกับการคิดต่าง เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ชนชั้นนำคิดเป็นอย่างเดียว คือปราบปรามเข่นฆ่า

การเข่นฆ่าประชาชนไม่ได้เริ่มเมื่อ 6 ตุลาฯ แต่เริ่มตั้งแต่กรณีพลับพลาไชยด้วยซ้ำ กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ก.ค. 2517 เป็นกรณีแรกที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินและเข่นฆ่า และปี 2518 มีการสังหารผู้นำชาวนา ปี 2519 กระบวนการสังหารนี้ก็ยังอยู่ และยังตั้งกลุ่มขวาจัดขึ้นมาต่อต้าน และใช้สื่อด้านเดียวทำลายภาพลักษณ์นักศึกษา เป็นขบวนการต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ก่อนถึงจุดไคลแม็กซ์ในวันที่ 6 ตุลาฯ

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านมา 35 ปี รัฐบาลเปลี่ยนไปหลายชุด ชุดปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับ 6 ตุลาฯ ตัวละครที่โลดแล่นในเหตุการณ์ก็ถึงแก่กรรมไปมากแล้ว

แม้วันนี้ 6 ตุลาฯ จะส่งผลต่อปัจจุบันไม่มาก เป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์อันโหดเหี้ยมของสังคมไทย แต่ยังมีปัญหาค้างอีกมาก เช่น คำถามที่ว่าใครก่อเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ แต่ผลที่เหมือนกันคือ ส่งผลลบต่อผู้ก่อเหตุ เป็นอีกกรณีที่หลอกหลอนฆาตกรเรื่อยไป

ที่น่าสนใจคือการปราบปรามทั้งหมดมาจากอำนาจเหนือรัฐ ตั้งแต่กรณีพลับพลาไชย ถึง 6 ตุลาฯ ไม่เคยมีการจับคนร้ายได้แม้คนเดียว และไม่ทราบถึงวันนี้ว่าใครคือคนบงการ ไม่มีการจัดการใดๆ ทั้งสิ้น เหตุที่ ดำเนินการไม่ได้ คือกลไกรัฐเป็นผู้ดำเนินการ รัฐบาลไม่เคยทำ ปัจจุบันเราเรียกอำมาตยาธิปไตยเป็นผู้ดำเนินการ

ผมมองว่า 6 ตุลาฯ คือความพ่ายแพ้ทางประวัติ ศาสตร์ของพวกอนุรักษนิยม ย้อนไปครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมที่ก่อเหตุ มั่นใจในชัยชนะ คิดว่าจะสร้างหลักประกันให้สถาบันที่เขายึดมั่นได้

รัฐบาล ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นรัฐบาลในอุดมคติ ของฝ่ายอำมาตย์ เป็นรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ รัฐบาลธานินทร์ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนในประเทศเลย เป็นรัฐบาลที่เข้มงวด ประกาศเคอร์ฟิว และในที่สุดก็ถูกต่อต้านจากพวกฝ่ายขวาด้วยกันเอง อยู่ได้ปีเดียวต้องถูกรัฐประหาร

ต่อมามีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา มี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะ นันทน์ เป็นนายกฯ ต้องผ่อนปรน นิรโทษกรรมนักศึกษาที่ถูกจับกุม สังเกตว่าเมื่อนิรโทษกรรม เป็นการนิรโทษกรรมฝ่ายเหยื่อ ไม่ใช่นิรโทษกรรมฝ่ายฆาตกร เพราะเขาไม่คิดว่าฝ่ายฆาตกรเป็นผู้ผิด

ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีการกล่าวถึงเหตุ การณ์ 6 ตุลาฯ อย่างชื่นชมอีก ไม่เห็นวรรณกรรมเรื่องใดที่ออกมาในโทนกล่าวหานักศึกษา เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กลายเป็นตราบาปที่คนเกี่ยวข้องไม่อยากพูดถึง

โดยสรุป ผู้ก่อเหตุ 6 ตุลาฯ เป็นผู้แพ้ทางประวัติ ศาสตร์ ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้อีก ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นวีรกรรมเพื่อชาติที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ตรงกันข้ามผู้ก่อเหตุต้องแก้ต่าง ซ่อนพฤติกรรมของตัวเอง ไม่มีการฉลองชัยชนะ 6 ตุลาฯ เพราะต้องการทำให้หายไป เลือนไปให้มากที่สุด

แต่ไม่หายเพราะมีภาคประชาชนมาฉลองทุกปี ทำ ให้นักศึกษา 6 ตุลาฯ มีตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งหลังรัฐ ประหาร 19 ก.ย. 2549 คนเดือนตุลาดับ ขบวนการเสื้อแดงรับสืบทอด อาจเป็นเพราะถูกจับ ถูกสังหารเหมือนกัน จิตวิญญาณ 6 ตุลาฯ จึงไปอยู่ในขบวน การคนเสื้อแดง

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สะท้อนข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยน ของสังคมไทย คือชอบอ้างตัวเองเป็นเมืองพุทธ แต่เป็นพุทธที่ไม่มีรากอหิงสธรรม ชนชั้นปกครองจึงพร้อมเข่นฆ่าประชาชนเสมอ เนื่องจากไม่ได้คิด แบบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจประชาชน จึงไม่รังเกียจการรัฐประหาร ทั้งยังไม่เคารพแม้แต่กติกาที่ตัวเองเป็นคนตั้ง ซึ่งแตกต่างกับประเทศอื่นๆ ที่เจริญแล้ว

อีกทั้งชนชั้นกลางไทยยังไร้สติปัญญา พร้อม สนับสนุนการฆ่าประชาชนเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวเอง

ทั้งนี้ เราเคยขอว่าให้ 6 ตุลาฯ เป็นครั้งสุดท้าย อย่ามีการฆ่าประชาชนอีก แต่กลับไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่มีการเข่นฆ่าประชาชน มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ชนชั้นปกครองยังพร้อมเข่นฆ่าประชาชนเสมอ

ชนชั้นนำไทยสรุปบทเรียนด้วยการฆ่าเพิ่มขึ้นทุกปี มีการสร้างความชอบธรรมให้ผู้รับผิดชอบในการฆ่า กรณีรสช. พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก่อนลาออกยังต้องนิรโทษกรรมตัวเอง แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ต้องทำแม้แต่นิรโทษกรรมตัวเอง เพราะเขาคิดว่าไม่ได้ทำความผิดเลย

จนถึงวันนี้ ชนชั้นนำไทยยังไม่มีวิธีการจัดการปัญหา ความคิดต่างนอกจากต้องฆ่า ต้องจับกุมคุมขัง นี่เป็นสิ่งที่คนเสื้อแดงกำลังเผชิญ

บทเรียนจากกรณี 6 ตุลาฯ คือการปราบปรามเข่นฆ่าที่มาจากอำนาจเหนือรัฐ จากวันนั้นถึงวันนี้อำนาจเหนือรัฐยังคงอยู่ และเข้มแข็ง

วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เจอคำถามว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน ซึ่งคำถามเหล่านี้จะไม่เกิดในประเทศที่ไม่มีอำนาจเหนือรัฐ ถ้าประชาธิปไตย ของไทยมีความมั่นคง รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องอยู่ได้ 4 ปี ถ้าไม่ตอบอย่างนี้แสดงว่ายังให้ค่ากับอำนาจเหนือรัฐอยู่ร่ำไป อำนาจเหนือรัฐยังมั่นคงกว่าอำนาจรัฐ

ชนชั้นปกครองของไทยไม่เคยคิดแบบประชา ธิปไตย ไม่เคยยอมรับอำนาจประชาชน จึงไม่เคยรังเกียจการรัฐประหาร ทุกประเทศมีวิกฤตทางการเมือง แต่ไม่เคยแก้ด้วยการรัฐประหาร ซึ่งต่างกับชนชั้นนำของไทย ที่ไม่เคารพแม้แต่กติกาที่ตัวเองเป็นคนตั้ง คุ้นเคยกับการใช้กฎหมายกับประชาชนด้านเดียวเสมอ

วันนี้ขบวนการเสื้อแดงใหญ่กว่าขบวนการคนตุลาฯ เพราะมีคนมากกว่า มีกระบวนการต่อสู้ที่ชัดเจน การรัฐประหารปี 2549 ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ชนชั้นปกครองพยายามคิดว่าเป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถ้าแก้ที่พ.ต.ท.ทักษิณได้ ขบวนการคนเสื้อแดงก็จบ แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ เป็นประวัติศาสตร์อีหลัก อีเหลื่อ เพราะขัดกับโครงเรื่องประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ว่าด้วยการสร้างชาติโดยชนชั้นนำ ทั้งยังสะท้อนความจริงอันน่ากลัวว่า ประวัติศาสตร์ทาง การเมือง คือวิชาที่ว่าด้วยการตกแต่งอดีตให้งดงามเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ไม่งดงาม พระเอกในประวัติศาสตร์มักเป็นผู้ร้ายในความเป็นจริง

ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องวีรกรรมของผู้มีบุญ เป็น เรื่องของคนดี แต่ในความจริง คนดีกับคนชั่วไม่มีเส้นแบ่งชัด การรื้อโครงสร้างทางประวัติศาสตร์จึงจะทำให้ประชาชนตาสว่างขึ้น
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakEzTVRBMU5BPT...

รำลึก 35ปี 6 ตุลาฯ โดย ดร. สุธาชัย 6/0/11

Posted by KwamRak on 08.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback


ปาฐกถาพิเศษ โดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
ณ ห้องจี๊ด คณะนิติศาสตร์

ตามไปฟังสุธาชัย ยิ้มประเสริฐเล่าประวัติศาสตร์โรมาเนีย

Posted by KwamRak on 30.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback

 ตามไปฟังสุธาชัย ยิ้มประเสริฐเล่าประวัติศาสตร์โรมาเนีย | ประชาไท

ประชาไทบันเทิง: ตามไปฟังสุธาชัย ยิ้มประเสริฐเล่าประวัติศาสตร์โรมาเนีย

วันนี้(24 กันยายน)หลิ่มหลีได้มีโอกาสไปฟังอาเจก เอ้ย ไม่ใช่ อาจารย์ยิ้ม ... ไปพูดเรื่อง ประวัติศาสตร์โรมาเนีย สนุกมากถึงมากที่สุด

โดยปกติ หลิ่มหลีจะค่อนข้างเลือกค่ะ ที่จะไปฟังเสวนาอะไรก็แล้วแต่ หลิ่มหลีเลือกที่หน้าตาผู้เสวนาค่ะ อย่างนิติแร่ด เอ้ย นิติราษฎร์เนี่ย หลิ่มหลีไปบ่อย อร๊ายยยย เขิล หลิ่มหลีชอบหล่อๆ อร๊าย ไม่พูดไม่พูด คิดถึงไอดอล .. แต่งานนี้ หลิ่มหลีไม่ไปไม่ได้ค่ะ จริงๆเขาโฆษณามาตั้งนานแล้ว แต่หลิ่มหลีไม่รู้ไม่เห็น แต่พอดี .. อ่ะนะ มีน้องแจ้งมาว่าอาจารย์ยิ้มเชียวนะ เสียงหล่อโค่ดๆเล้ย หลิ่มหลีก็ว่า เออ ไปซะหน่อย ไปซะหน่อย อยากฟัง อยากได้ความรู้ อร๊ายยย คิดได้ไงเนี่ย สลิ่มไม่อยากหาความรู้หรอก หลิ่มหลีติดเชื้อบ้าจากไหนมาเนี่ย หือ หือ และหลิ่มหลีก็เดินทางไปถึงที่ Reading Room สีนม สีลมซอย 19 ค่ะ

วันนี้เขาฉายหนังเรื่อง Videograms of a Revolution กับเรื่อง The Autobiography of Nicolae Ceausescu ซึ่งหลังจากหนังจบ ก็มีการเสวนาต่อโดยนักวิชาการสองท่าน ท่านหนึ่งคือ อาจารย์ยิ้ม สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และอีกท่านคือ นักวิชาการด้านสื่อจากประเทศญี่ปุ่น เคโกะ เซย์ (Keiko Sei)

ประชาไทบันเทิง: ตามไปฟังสุธาชัย ยิ้มประเสริฐเล่าประวัติศาสตร์โรมาเนีย

อาจารย์ยิ้มเริ่มประวัติของโรมาเนียอย่างกับกำลังสอนหนังสือที่มหาลัยฯ ฮ่าๆๆๆ หลิ่มหลีชอบมาก เหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนหลังห้อง อาจารย์เริ่มต้นประวัติประเทศโรมาเนียตั้งแต่ยุค 1856

สมัยเป็นของอาณาจักรอ๊อตโตมันเติรกส์ อะไรประมาณนั้น และในปี 1938 ก็มีคิงคาโรล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งไปแต่งเมีย เอ้ย แต่งงานกับสาวต่างศาสนา แล้วก็มารู้ว่าการไร้อำนาจนั้นมันน่าโหยหาแค่ไหน (อันนี้หลิ่มหลีเขียนใส่อารมณ์ให้มันส์ แต่อาจารย์เองก็มันส์อยู่เหมือนกัน แต่หลิ่มหลีลืม... สลิ่มนะค้า สมองมีน้อย ประหยัดการใช้งานให้หน้าตึงเสมอๆ) ท้ายที่สุดคิงคาโรลแกก็เลยยึดอำนาจมา ได้ทั้งเมียได้ทั้งอำนาจ ฉลาดจริงๆเลย โดยการยึดอำนาจนี้มีข้อตกลงกับทหารเป็นอย่างดี

หลิ่มหลีไม่เล่าละเอียดมากนะคะ มันยาว หลิ่มหลีไม่ชอบอะไรยาวๆ ชอบอะไรมันส์ๆมากกว่า

พอโรมาเนียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองกับฝ่ายอักษะ คือ ฝ่ายเยอรมันนั่นเอง โรมาเนียก็มีคิงคนใหม่ซะแล้วที่ชื่อว่า คิงมิฮาย โรมาเนียผู้เลือกฝั่งอักษะมาแต่แรกก็กลับย้ายข้างมาเป็นฝ่ายพันธมิตร และทำให้โรมาเนียมารบกับอักษะเอง นกสองหัวเนอะ เหมือนใครหนอ ??? แต่แล้ว เมื่อฝ่ายอักษะแพ้

โรมาเนียเองที่ทรยศฝ่ายอักษะมาเข้ากับฝ่ายพันธมิตรแล้วหวังว่าจะรอดตัวเหมือนสยามเมืองสยองของเรา แต่ก็กลับไม่รอดแฮะ โดนรัสเซียครอบงำไปซะได้ไงเนี่ย ... ทำให้ยุโรปตะวันออกเป็นพวกเดียวกัน เก้าประเทศในฐานะประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์โดยมีพี่ใหญ่คือรัสเซียในสมัยนั้น ซึ่งในปี 1947 ระบบสมบูรณญาสิทธิราชก็โดนแฮฟถล่มตายคาบาทาคอมมิวนิสต์ซะ ซึ่งในขณะนั้นบุคคลที่เป็นผู้นำคือ นาง อานา เพาเกอร์ แล้วเจ๊แกก็โดนโค่นล้มโดยนายพล เกอร์เก เกอร์กิอู แล้วจัดตั้งพรรคเดจ ขึ้นมา ...ซึ่งชื่อเดจเป็นชื่อเล่นของพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศโรมาเนียนี่แหละค่ะ

พรรคเดจมีข้อเด่นในการบริหารประเทศอยู่ หลายข้อ หลิ่มหลีคุ้นมากเลย ก็ได้อาจารย์ยิ้มเนี่ยแหละค่ะมายิ้มให้หลิ่มหลีแล้วชี้แนะทางตาสว่างให้ หุหุ

พรรคเดจเป็นคนเริ่มต้นระบบแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ที่รัสเซียเริ่ม ซึ่งเป็นแผนเศรษฐกิจที่จะมีในประเทศสังคัง เอ้ย สังคมนิยมเท่านั้น ..ซึ่งประเทศพวกนี้ประสบความสำเร็จมากกับแผนนี้ ทำให้อเมริกาพี่เบิ้มของเราอยากจะทดลองใช้บ้าง แต่ไม่กล้าใช้ในประเทศตัวเองเพราะดันไปประกาศความเป็นประเทศทุนนิยมสุดขั้ว หันซ้ายหันขวา มองไปมองมา แหม๊ มีโง่ๆอยู่ประเทศหนึ่ง ลองอะไรก็ได้ผลไปไหม

ลองให้กลัวผีคอมมิวนิสต์ ..พี่เทยก็กลัวจริง...ได้ผลวุ้ย
ลองให้ซ้อมรบกองกำลังงูเห่า พี่เทยก็ดีใจ ปลื้ม...ได้เงินเข้ากระเป๋าใคร?
พี่แกก็เลยให้ลองใช้แผนเศรษฐกิจ 5 ปีดูบ้าง สร้างอุตสาหกรรมหนัก มีรัฐวิสาหกิจ ธนาคารของรัฐเหมือนโรมาเนียบ้าง

แต่โชคดีไม่เอามาซะหมด ไม่งั้น หุหุ ไม่รู้จะเป็นยังไงกันนะสิ นะเนี่ย หึหึ

ต่อมาท่านเกอร์กิอูก็สิ้นชีวิตอย่างสงบ พี่เชาเชสกู Nicolae Ceausescu ก็ขึ้นมาปกครองบ้านเมือง แกเป็นพวกรากหญ้ามาก่อนค่ะ แล้วแกก็หาหนทางไต่เต้าได้จนมาแทนท่านเกอร์กิอูได้ เก่งเนอะ พอแกขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นประธานาธิปดี แกก็ดันเมียแกขึ้นมาด้วย เอเลนา เปเตรสคู Elena Petrescu แล้วทั้งสองก็สถาปนาตัวเองเป็นพ่อแม่ของแผ่นดินโรมาเนีย เอาวันเกิดของตัวเองเป็นวันหยุดราชการ แล้วก็สร้างโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศนี้ขาดแกสองคน ประเทศคงแตกเป็นเสี่ยงๆ แกสองคนก็เหมือน มิ่งขวัญของประชาชนชาวโรมาเนีย The Soul of the Nation โอ้ มันยอดมากเลยนะ นาย... แล้วแกก็มีลูกชายเจ้าชู้ประตูดินอยู่หนึ่งคนชื่อ Nicu Ceausescu ซึ่งเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ แต่ความที่ใช้ไม่ได้กลับทำให้เขารอดชีวิตได้ หุหุ

นโยบายของพี่เชาเชสกูนี่ดีอยู่อย่าง แกเปิดตัวเองไปคบค้าพวกตะวันตก เก่งซะจนได้ลงนิตยสารTime คบค้าคนไปทั่ว จนกู้เงินเขาได้ทั่วโลก แล้วเอาเงินมาพัฒนาประเทศเล็กๆน้อยๆ แกกู้เงินอยู่สิบกว่าปี 1970 แต่พอ 1982 แกดันหยุดกู้แล้วประกาศคืนหนี้สินให้หมด หลิ่มหลีคิดว่า นี่มันบ้าหรือโง่หวะ ... หรือว่าโดนบีบบังคับจากใคร หือ ๆๆๆ ๆๆ

เห็นไหม ...และแล้วคนที่มันเคยๆสบายๆ กู้เงินมาใช้จ่ายสบายๆ พอต้องมาประหยัดรัดเข็มขัด ใช้หนี้ ..ประชาชนก็ชักโมโห อดอยากไม่ว่า อดดูทีวีด้วยนี่ยิ่งแย่ คุณเคโกะบอกว่า ทีวีในสมัยเชาเชสกูนี่ ฉายวันละแค่ 2 ชั่วโมง และแน่นอนแหละ ฉายแต่เรื่องของแก โฆษณาคุณงามความดีของแกสองคนผัวเมีย

ประชาชนอดอยากหนักเข้า โวยวายก็โดนปราบปรามอย่างหนักหน่วง ก็เลยเกิดการปฏิวัติขึ้นมาซะนี่ ... แล้วก็ทำสำเร็จในปี 1989

แล้วอาจารย์ยิ้มก็กลับบ้าน .. พร้อมกับชัยชนะของประชาชนชาวโรมาเนีย คุณเคโกะเลยมาเล่าต่อ ว่า ไอ้หนังสองเรื่องที่ฉายในวันนี้ มันมีดียังไง

การปฏิวัติของโรมาเนียถือเป็น The Landmark of Media ทีเดียว เพราะนี่คือการปฏิวัติที่ใช้สื่อโดยเฉพาะสื่อทีวีเป็นเครื่องมือในการทำปฏิวัติให้สำเร็จ ซึ่งจริงๆแล้วการปฏิวัติโดยประชาชนของโรมาเนียนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากการปฏิวัติของประเทศเพื่อนบ้านรอบตัวกันหมดแล้ว แต่ประชาชนชาวโรมาเนียเองไม่ได้รับรู้อะไรพวกนี้หรอก ก็เพราะว่าพวกเขามีทีวีให้ดูแต่เรื่องที่โดนบังคับให้ดู ดังนั้นการปฏิวัติของโรมาเนียจึงเป็นการปฏิวัติที่มาจากประชาชนมากกว่า

ในช่วงท่ีเชาเชสกูครองอำนาจ เขารู้ดีว่าการคุมอำนาจให้อยู่มือ สิ่งหนึ่งที่ต้องคุมให้ได้คือ คุมสื่อทีวี ดังนั้นจะมีการสอนกันตลอดว่า ถ้าเราจะโดนปฏิวัติ เราต้องปกป้องสถานีทีวีของเราให้ได้ แต่ก็ .. อะนะ การปฏิวัติครั้งนี้มันปฏิวัติโดยประชาชน ประชาชนก็เลยรู้ว่าเราต้องไปปกป้องทีวีเอง พวกเขาก็เลยไปยึดทีวีซะ ซื่ออย่างที่เรียนมาจริงๆ ... เชาเชสกูก็เลยซวยไป แล้วก็โดนจับได้พร้อมลูกเมีย แล้วตัวท่านเองก็โดนขึ้นศาล (ศาลข้างเดียว ไม่ได้ให้เขาได้ต่อสู้เลย ปฏิวัติเพื่อเป็นประชาธิปไตยอะไรกันนี่ ...สตอเบอรี่เหมือนประเทศเทยเลยเนอะ ) และโดนตัดสินอย่างเร่งด้วยพร้อมภรรยาให้มีการประหารชีวิตทันที ไม่ได้ต่อสู้ในชั้นศาลอะไรกับเขาได้เลย น่าสงสาร แต่ไปไปมามา ลูกชาย นิคู กลับรอดชีวิตมาใช้ชีวิตปกติได้ เพราะเขาเห็นว่าไม่มีภัยอะไร วันๆก็กินขี้ปี้นอน ก็เลยปล่อยตัวมาแล้วก็เสียชีวิตในปี 1996 นี่เอง

การเริ่มต้นปฏิวัติของโรมาเนียเริ่มต้นที่แคว้นทรานซิสเวเนียซึ่งชนกลุ่มใหญ่มีเชื้อสายฮังการี และกระหายอยากรับรู้ข่าวสารมาก จึงแอบสร้างเสารับสัญญาณทีวีกัน แล้วทีวีฮังการีก็เสี้ยมน่าดูกับการออกข่าวถึงความเลวร้ายของชาวโรมาเนียในแคว้นทรานซิสเวเนีย

สมัยนั้นก็แย่จริงๆนะคะ ...เฮียเชากะเมียอยากจะยึดที่ดินตรงไหน ไปสร้างโรงงานสร้างปราสาทอะไร ก็สักแต่ชี้ชี้ชี้ แล้วก็ไล่ที่ ไล่ที่ ชาวโรมาเนียฮังการีในทรานซิสเวเนียก็ได้แต่หลบๆหนีๆ โดยความช่วยเหลือของพระรูปหนึ่ง แล้วพระรูปนี้ก็ถูกจับ คนก็โมโหรวมตัวกันแล้วทำให้เกิดการก่อการปฏิวัติขึ้นมาจนนำไปสู่ความสำเร็จ คือมันมีอะไรที่มากมายที่ทำให้ประชาชนเขาทนไม่ไหวด้วย แต่ไม่มีอะไรที่เด่นชัดเท่ากับ การถ่ายภาพด้วยวีดีโอที่ก่อให้เกิดการปฏิวัตินี้ได้

Media turned History and History turned into Drama. หุหุ

ยังไงอย่างนั้น ที่น่าแปลกใจคือ คุณเคโกะมาค้นพบว่า ก่อนหน้าการประท้วงไม่นานนัก เธอได้ยินข่าวลือมาว่า พานาโซนิกจะให้กล้องถ่ายวีดีโอกับชาวทรานซิสเวเนีย แหงสิ เฮียเชาเชสกูไม่ให้ใครง่ายๆหรอก ขนาดทีวียังให้ดูแค่ 2 ชั่วโมงเอง แล้วจะมาให้ประชาชนพกกล้องมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ก็เหมือนเมืองไทยไม่ได้ 3G สักทียังไงอย่างนั้น อุ๊ปส์ ..อร๊ายยยยย ไม่เกี่ยวค้า ไม่เกี่ยวเลย แล้วหลังจากการปฏิวัติสำเร็จ เธอก็สังเกตุเห็นพานาโซนิกโฆษณาคล้ายๆกับว่า กล้องของประชาชนเปลี่ยนประวัติศาสตร์ การปฏิวัติเกิดขึ้นได้เพราะกล้องของประชาชน แล้วก็มีรูปกล้องของตัวเองในโปสเตอร์พร้อมกับเห็นภาพลางๆเป็นรูปเหรียญและปราสาทของประเทศโรมาเนีย

อร๊ายยยยย อะไรกันนี่ พ่อค้าทำมาหากิน.. พลังการค้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกประเทศกันเลยเชียวหรือนี่

แต่นี่เป็นเพียงข้อสังเกตุของเธอเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเป็นความจริงนะคะ แฟนขวักของหลิ่มหลีอย่าคิดมาก อย่าคิดตาม เด๋วแก่เร็วค้า ที่มากกว่านั้นที่เธอสังเกตุคือ มันมีสารคดีเกี่ยวกับการปฏิวัติโรมาเนียที่มีคนดูเยอะที่สุดในญี่ปุ่นที่สร้างโดยNHK แล้วNHK ก็โปรโมทให้ประชาชนติดตั้งจานดาวเทียมพร้อมกับบอกว่า ชาวทรานซิสเวเนียก็ต้องการมัน หุหุ ...แล้วหลังจากนั้น เธอก็ไปตามหาชายชาวโรมาเนียคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ถ่ายภาพ Footage เกี่ยวกับการปฏิวัติครั้งนี้มากที่สุด ..แล้วเธอก็พบว่า เขาทำงานอยู่ใน NHK แล้ว

กรี๊ดดดดดดด สลบ อะไรกันนี่

อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติครั้งนี้ได้สร้างความฉงนให้กับนักข่าวสื่อต่างๆมากมายจนพวกเขาต้องปรึกษากันว่า ไอ้สิ่งที่พวกเขาเห็นมันใช่ความจริงหรือไม่ เพราะในFootage มีการนำศพมาอ้างว่าเป็นฝีมือของเชาเชสกูกับภรรยา แต่ตอนหลังก็ค้นพบว่า มันไม่ใช่เลย พวกเขาไปขุดศพที่ตายไปแล้วมาอ้างว่านี่คือเหยื่อสังหารของเชาเชสกู แล้วทำให้พวกผู้สื่อข่าวเกิดความสงสัยว่านี่เป็นการปฏิวัติจริงหรือไม่ หรือนี่คือรัฐประหารโยกอำนาจสร้างสถานการณ์กันแน่ เพราะท้ายสุดผู้สื่อข่าวชาวโรมาเนียเองก็ยอมรับเองว่า ใช่พวกเขาขุดศพขึ้นมาโดยไม่รู้ว่านี่คือเหยื่อสังหารของเชาเชสกู แต่ยังไงก็แล้วแต่คนเหล่านี้ก็คือเหยื่อการบริหารงานของเชาเชสกูนะ...

เอ่อ...พี่คะ...หนักนะเนี่ย

ไปไปมามา การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้ผู้สงสัยมากมายทำการย้อนกลับมาไล่ดูFootage ภาพ หนังสั้น ทุกอย่าง แล้วเรียงลำดับกันใหม่หมด ...ออกมาเป็นหนังสองเรื่องนี้ Videograms of a Revolution กับเรื่อง The Autobiography of Nicolae Ceausescu ซึ่งบอกให้รู้ว่าการปฏิวัติในโรมาเนียเป็นการปฏิวัติครั้งแรกที่ใช้สื่อทีวีเป็นเครื่องมือ

ที่น่าสงสัยคือ มันเหมือนการปฏิวัติแบบจัดฉาก ...อร๊ายยยยยยยย โรมาเนียกับประเทศเทยนี่ ใครก๊อบปี๊ใครกันนะ ...

สุดท้าย เคโกะสรุปให้ฟังในการที่เธอไปค้นพบมากมายว่า

สามัญชนหลายๆคนที่เป็นแม้กระทั่งคนขี้ฟ้องจับคนเข้าคุกมากมาย แต่เมื่อถึงเวลาปฏิวัติขึ้นมา พวกเขาก็พร้อมกลับกลายเป็นนักปฏิวัติเองเพราะพวกเขากลัวในพลังของประชาชน ในขณะที่นักปฏิวัติเอง เมื่อทำสำเร็จแล้วกลับกลายเป็นเผด็จการปกครองบ้านเมืองไปอย่างเสียของเสียความรู้สึก ตบดิ้นเลย

เรายังไม่รอดนะฮาฟ เรายังไม่จบนะฮาฟ..... ท่านผู้ร่วมประเทศทั้งหลาย หุหุ

112 เหยื่ออธรรม

Posted by KwamRak on 23.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที


อัปโหลดโดย MrPrainn
เมื่อ 23 ก.ค. 2011
งานเสวนา 112 ถึงเวลาคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหา และ 3 ปี เหยื่ออธรรม ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล‏
ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว

1 - ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสิรฐ - ภาควิชาประวัติศาสตร์
2 - อ.อนุสรณ์ อุณโณ - ภาควิชาสังคมและมานุษยวิทยา
3 - วาด รวี - นักเขียน
4 - บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย - นักกิจกรรมกลุ่มประกายไฟ
5 - 7 ช่วงถาม-ตอบ

22 7 54 ห้องเรียนประชาธิปไตย

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - บันทึกเทป

เสวนาการเมืองหลังเลือกตั้ง

Posted by KwamRak on 09.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: พระพุทธรูปและมาตรา 112

Posted by KwamRak on 07.2011 [ TV ] - News

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: พระพุทธรูปและมาตรา 112

สังคมไทยเป็นสังคมพุทธศาสนา ประชาชนไทยส่วนข้างมากไหว้พระพุทธรูปมาช้านาน เพราะถือว่าพระพุทธรูปเป็นรูปแทนของพระพุทธเจ้า เป็นตัวแทนของคุณงามความดี ความบริสุทธิ์ การไหว้เคารพพระพุทธรูปนี้ดำเนินตลอดมาตั้งแต่ในอดีต และคนไทยส่วนใหญ่คงจะไหว้หรือเคารพพระพุทธรูปไปอีกนานในอนาคต ตราบเท่าที่พระพุทธศาสนายังอยู่คู่สังคมไทย

ความสำคัญอยู่ที่ว่าการเคารพกราบไหว้พระพุทธรูปของคนไทยดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง การเคารพศรัทธาพระพุทธรูปเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ต้องมีใครบังคับ การไม่มีกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปไม่ได้ทำให้การกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปยุติลงได้

ถ้าหากมีใครกล่าววาจาหมิ่นพระพุทธรูป จาบจ้วงพระพุทธรูป ลบหลู่ หรือไม่เคารพบูชาพระพุทธรูป แม้ว่าทำได้แต่จะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ เลย เพราะไม่สามารถทำให้คนไทยเสื่อมศรัทธาหรือคลายความนับถือพระพุทธรูป ตราบเท่าที่พระพุทธรูปยังเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องแทนความดี ความบริสุทธิ์ในสังคม

การไม่มีกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปจึงทำให้พระพุทธรูปปลอดจากการตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่มีอำนาจรัฐหรือใครสามารถใช้มาตราใดทางกฎหมายห้ามหมิ่นพระพุทธรูปไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ไปจับกุมใคร ไปจำคุกใคร หรือทำร้ายใครได้ ซึ่งแตกต่างจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 อย่างสิ้นเชิง

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมากฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างสำคัญของรัฐและชนชั้นปกครองในการใส่ร้ายป้ายสี ทำลายศัตรูทางการเมือง และทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องถูกจับกุมคุมขังติดคุก

แม้กระทั่งในขณะนี้มีปัญญาชนฝ่ายค้านและประชาชนหลายคนถูกติดคุก ถูกดำเนินคดี ทั้งที่เรื่องทั้งหมดเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดกับหลักประชาธิปไตยในด้านเสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพทางความคิดทั้งสิ้น

หลักฐานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่านับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้มีประชาชนถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 แล้วราว 400 คดี และในวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้จับกุมประชาชนคือ นายเลอพงษ์ (ขอสงวนนามสกุล-ประชาไท) ชาวไทย-อเมริกัน ที่นครราชสีมา ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเผยแพร่หนังสือ The King Never Smile ทางเว็บไซต์ และผู้ต้องหาไม่ได้รับการประกันตัว

จึงเป็นที่คาดหมายว่าการจับกุมและลงโทษประชาชนตามมาตรา 112 นี้จะไม่หยุดและจะยิ่งเพิ่มทวีขึ้น ภายใต้การดำเนินงานล่าแม่มดของกรมสอบสวนคดีพิเศษปัจจุบัน จนกระทั่งปัญญาชน หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปไม่มีความแน่ใจเลยว่าในอนาคตอันใกล้จะมีผู้ตกเป็นเหยื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าใด

ที่น่าสังเกตคือผู้ต้องหาจำนวนมากในจำนวนที่ถูกดำเนินคดีเป็นฝ่ายสนับสนุนคนเสื้อแดง กลุ่มสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลืองมักรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดี ปรากฏว่าผู้ถูกจับกุมตามกฎหมายมาตรา 112 เกือบทั้งหมดจะไม่ได้รับการประกันตัว เพราะศาลจะอ้างว่าเป็นคดีที่มีโทษสูง ถ้าให้ประกันตัวจำเลยจะหลบหนี ผู้ต้องหาคดี 112 จึงต้องติดคุกทันทีที่ถูกจับกุมเสมอ จากนั้นในจำนวนคดีมากกว่าครึ่งผู้ต้องหามักต้องยอมรับสารภาพและถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด มีการต่อสู้คดีน้อยรายมาก เพราะผู้ต้องหาคดี 112 ส่วนใหญ่จะตกเป็นจำเลยสังคม และบุตรภรรยามักจะได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ในรายที่ต่อสู้คดีก็มักถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยการตีความของฝ่ายผู้พิพากษา ดังกรณีคดี น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งเคยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกถึง 18 ปี กลายเป็นตัวอย่างที่ขู่ให้ผู้ต้องหาจำนวนมากรับสารภาพไว้ก่อน แทนที่จะยืนยันความถูกต้อง เพราะวิตกกันว่าถ้าสู้คดีแล้วจะถูกศาลตัดสินจำคุกยาว

ความจริงการตีความให้ผู้ถูกจับกุมต้องมีความผิดอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นสอบสวนด้วยซ้ำ เช่น กรณีของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่พูดเรื่องระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยก็ถูกแกล้งฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 หรือกรณี น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ สตรีเสื้อแดงโคราช ที่เขียนคำ “พระองค์ท่าน” นำหน้าชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ บนโลงแล้วเผาเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552 ก็ถูกจับดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และศาลตัดสินจำคุก โดยตีความว่าคำ “พระองค์ท่าน” นั้นหมายความถึงพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสูงสุดของบุคคลทั่วไป ทำให้มีการพูดทางวิชาการว่าจะเป็นการตีความเกินบริบทเพื่อจะให้ผู้ต้องหามีความผิดหรือไม่

ด้วยเหตุนี้เององค์การนิรโทษกรรมสากล (เอไอ) จึงเสนอต่อรัฐบาลไทยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ว่าขอให้หยุดใช้กฎหมายมาตรา 112 ไปก่อนจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักโทษที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับการปล่อยตัวโดยทันที

ส่วน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า การใช้มาตรตรา 112 ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิและละเมิดเสรีภาพ ทำให้สังคมไทยตกอยู่ใต้ความเงียบและความกลัว นอกจากนี้ยังเสนอว่า

“ในการบังคับใช้มาตรา 112 ดูเผินๆอาจจะดูเหมือนกับเป็นการจงรักภักดีหรือต้องการรักษาสถาบัน แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียดพบว่าผลกระทบของการบังคับใช้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตและความปลอดภัย สิทธิในการแสดงความคิดเห็นในฐานะพลเมือง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเป็นอันมาก”

คำกล่าวของ นพ.นิรันดร์นั้นเป็นเสมือนคำเตือนให้เห็นว่าถ้าฝ่ายชนชั้นนำยังใช้มาตรา 112 ทำร้ายและจับกุมคุมขังประชาชนมากยิ่งขึ้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเป็นมาตรการอันดีในการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ เสนอเพิ่มเติมว่า หากสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงรักษาอยู่ได้ สถาบันจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ควรมีการพูดอย่างเปิดเผยและได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

กล่าวโดยสรุปแล้วถ้าพิจารณาจากการไหว้พระพุทธรูปดังที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าความจำเป็นของการใช้กฎหมายมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่มีเลย ในประเทศเช่นอังกฤษและญี่ปุ่นก็มิได้มีกฎหมายมาตรา 112 กระแสจาบจ้างหรือล้มเจ้าก็มิได้มีบทบาทสำคัญแต่อย่างใด

 

 

ที่มา: นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 313 วันที่ 4 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 หน้า 9 คอลัมน์ ถนนประชาธิปไตย โดยสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

[TV]19-05-2011:รปส:1ปี เสื้อแดง:เวทีประชาชนรำลึกครบรอบ1ปี (สวนลุมฯ)

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

กด > เพื่อรับชม


เวทีประชาชนรำลึกครบรอบ1ปี (สวนลุมฯ)




ฟังคลิปเสียงคุณจักรภพ >

1.คุณโยนก คุณโอเล่ ศิลปินวงท่าเสา (01:00:52)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
2.อาจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ(21:23)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
3.อาจารย์ตุ้ม กับ อาจารย์หวาน(35:08)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
4. พิธีสาปแช่งคนฆ่าประชาชน,ร้องประสานเสียง โดย จิ้นกรรมาชน(59:59)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
5.ประกายไฟการละคร,บุญเติม สุวรรณศิริ,อาเล็ก โชคร่มพฤษ์(37:05)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
6.พลท เฉลิมแสน(34:22)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
7.ทนายประเวศ ประภานุกูล (ทนาย คุณ ดา ตอปิโด)(20:24)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
8.ซัน ชิโร่ เพลงเจ้าของคอกม้า,แป๊ะ บางสนาน(39:41)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
9.ฟุ้ง เรดนนท์,กลุ่มสหายสีแดง,กลุ่มเสรีปัญญาชน(46:56)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
10.ตั้งgear of redและเพื่อนๆ(19:24)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
11.วัฒน์ วรรลยางกูร(24:15)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
12.จักรภพ เพ็ญแข(โฟนอิน)(18:03)
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here

 

[TV]26-04-2011:ห้องเรียนประชาธิปไตย แกนนำ นปช กับคดีหมิ่นเบื้องสูง

Posted by KwamRak on 13.2011 [ TV ] - บันทึกเทป

[TV]26-02-2011:เบื้องหลัง 6ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย

Posted by KwamRak on 26.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที


แถลงข่าว 35ปี จากลานโพธิ์ถึงภูพาน ณ หอประชุมศรีบูรพา

( อ.ยิ้ม;สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, จอม เพชรประดับ, วัฒน วรรลยางกูร, คำผกา )