[News] เรยา กับ รัฐบาลที่มากด้วย จริยธรรม ?

Posted by KwamRak on 20.2011 [ TV ] - News

[News]10-05-2011:เสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน"

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

เสวนา "คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน"

กด > เพื่อรับชม

 

Date/Time Rec.
นักข่าวสัมภาษณ์ 0:49
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข 20:09
ประวิตร โรจนพฤกษ์ 16:07
วัฒน์ วัลยางกูร 22:21
ทอม ดันดี 24:33
ช่วงตอบคำถาม 26:42
ช่วงตอบคำถาม(ทอม ดันดี) 12:54

เอไอแถลงสถานการณ์สิทธิไทยถูกละเมิดโดยกฎหมายและความรุนแรง

Posted by KwamRak on 14.2011 News

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย แถลงระบุสิทธิมนุษชนไทยถูกจำกัดโดยกฎหมายหมิ่นฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ชี้รัฐสลายชุมนุมเสื้อแดงเกินกว่าเหตุ และมีการซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่ภาคใต้

13 พ.ค. 54 เวลา 13.00 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย หรือเอไอ (AI) ได้จัดแถลงข่าวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโลกประจำปี 2554 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย

ในรายงานระบุว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎหมาย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก อาทิ ปิดเว็บไซต์กว่า 50,000 แห่ง การจับกุมอมรวรรณ เจริญกิจ กรณีขายรองเท้าแตะที่พิมพ์ภาพถ่ายใบหน้านายกรัฐมนตรีในจังหวัดอยุธยาซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกรณีนักโทษมโนธรรมสำนึก (prisoners of conscious) วิภาส รักสกุลไทย ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพภายหลังถูกกล่าวหาว่าส่ง sms ที่มีข้อความเข้าข่ายละเมิดกฎหมายดังกล่าว รวมถึงกรณีจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากข้อความที่ผู้อื่นโพสต์ในเว็บบอร์ดประชาไท

เอไอระบุด้วยว่าการสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน – พฤษภาคม ปีที่แล้ว ถือเป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตกว่า 70 คน รวมถึงทหาร อาสากู้ภัย และนักข่าว นอกจากนี้ การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังส่งผลให้ประชาชนกว่า 450 คนต้องถูกคุมขัง ซึ่งบางส่วนยังอยู่ในระหว่างดำเนินคดีและยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการซ้อมทรมานผู้ต้องหาและทำให้เสียชีวิตในระหว่างการคุมขังโดยเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้ความรุนแรงจากฝ่ายติดอาวุธต่อพลเรือนโดยไม่เลือกหน้า แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดต้องรับผิดจากกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวเช่นกัน ส่วนปัญหาด้านผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ยังคงมีมากในบริเวณชายแดนไทย-พม่า ก็พบว่ารัฐบาลไทยได้ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัย (non-refoulement) โดยส่งกลับผู้ลี้ภัยจำนวนมากกลับประเทศ ถึงแม้ว่าการส่งกลับนั้นจะเสี่ยงต่อชีวิตและเสรีภาพของผู้ลี้ภัยก็ตาม เช่น ในกรณีของชาวโรฮิงญา ซึ่งต่อกรณีนี้ วีรวิชญ์ เธียรชัยนันท์ ผู้อำนวยการองค์กรเพื่อผู้ลี้ภัยไทยกล่าวว่า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายรองรับในการปกป้องสิทธิของผู้อพยพ และไม่มีกรอบทางกฎหมายในการจัดการที่ชัดเจน จึงก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน และนำไปสู่ทัศนคติและความไม่เข้าใจของคนไทยที่มีต่อผู้อพยพและคนต่างด้าวโดยทั่วไป

ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายหลังเอไอมาเลเซียได้ประกาศยกเลิกการจัดแถลงข่าวร่วมกับโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของกลุ่มนปช. ซึ่งเดิมจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 23 เมษายน 2554 จนทำให้สมาชิกเอไอประเทศไทย นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชนและประชาชนยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อเอไอสากลให้ตรวจสอบการกระทำของเบน ซาแวกกี นักวิจัยของเอไอสากลประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเอไอมาเลเซียจนนำมาสู่เหตุการณ์ดังกล่าวนั้น อเล็ก แบมฟอร์ด ที่ปรึกษาเอไอประเทศไทย ได้ชี้แจงว่า เอไอจำเป็นต้องรักษาหลักการความเป็นกลาง (Impartiality) และความถูกต้อง (accuracy) ในการดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือขององค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

“ในประเด็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกนี้ ... เอไอไม่ได้ห้ามนายอัมสเตอร์ดัมแถลงข่าวแต่อย่างใด เราเพียงชี้แจงว่าการแถลงข่าวของนายอัมสเตอร์ดัมไม่ควรจัดบนเวทีร่วมกับของเอไอ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อหลักการความเป็นกลางในการทำงานของเอไอ”

หลังจากนั้น ปกป้อง ลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชน ได้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของทั้งเอไอสากลและเอไอประเทศไทย โดยได้ยกตัวอย่างกรณีท่าทีของเอไอประเทศไทยต่อสถานการณ์การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยระบุว่า ทั้งที่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ได้มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นจำนวนถึง 547 คดี ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 900% แต่ในแถลงการณ์ทุกฉบับของเอไอประเทศไทยก็ไม่เคยกล่าวถึงกรณีเหล่านี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ต่อกรณีดังกล่าว สมชาย หอมลออ ประธานกรรมการบริหารเอไอประเทศไทย ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากเอไอมีนโยบายไม่ทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานระหว่างสมาชิกภายในประเทศ จึงไม่มีบทบาทที่ชัดเจนต่อปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สมชายยอมรับว่าเอไอประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เสนอแนะและให้ข้อมูลแก่นักวิจัยเอไอสากลได้

ด้านอเล็ก แบมฟอร์ด ที่ปรึกษาเอไอ ประเทศไทย ระบุตรงกันว่า การเลือกจะทำงานในประเด็นใดนั้นไม่ใช่การตัดสินใจของเอไอประเทศไทย แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเอไอสากล

 

ผอ.ประชาไทรับรางวัลสื่อมวลชนสตรีประจำปี2011

Posted by KwamRak on 11.2011 News
ผอ.ประชาไทรับรางวัลสื่อมวลชนสตรีประจำปี2011
Wed, 2011-05-11 12:03

จีรนุช เปรมชัยพร ได้รับรางวัล The Courage in Journalism Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women Media Foundation (IWMF-มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่สื่อมวลชนผู้หญิง ผู้มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นในการประกอบวิชาชีพ

[ภาพ: image.php?id=0DB5_4DCBCE08&jpg]

Adela Navarro Bello

โดยผู้ได้รับรางวัลสื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญประจำปี 2011 มีทั้งสิ้น 3 คนได้แก่ อเดลา นาวาโร เบลโล วัย 42 ปี เป็นผู้อำนวยการทั่วไปและคอลัมนิสต์ของนิตยสาร ซีต้านิวส์ ประเทศแมกซิโก ซึ่งเปิดโปงเรื่องความรุนแรงและคอร์รัปชั่นในบริวเณชายแดนของเมืองติฮวนนา (Tijuana) ซึ่งการนำเสนอรายงานดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายของเครือข่ายค้ายาเสพ ติด

[ภาพ: image.php?id=F6B8_4DCBCE08&jpg]

Parisa Hafezi

ปาริสา เฮเฟซี (Parisa Hafezi) วัย 41 ปี หัวหน้าฝ่ายข่าวรอยเตอร์ สาขาอิหร่าน ซึ่งถูกทำร้าย ล่วงละเมิดและคุกคาม รวมถึงถูกจับกุมคุมขังโดยเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากการติดตามนำเสนอข่าวการ คลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

[ภาพ: image.php?id=AC28_4DCBCE08&jpg]

Chiranuch Premchaiporn

จีรนุช เปรมชัยพร วัย 43 ปี ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท, ประเทศไทย เผชิญกับโทษจำคุกสูงถึง 70 ปี เนื่องจากมีการโพสต์ข้อความต่อต้านรัฐบาลลงในเว็บไซต์ประชาไท จีรนุชถูกจับกุม และออฟฟิศถูกตำรวเข้าบุกค้น รวมถึงเว็บไซต์ประชาไทถูกบล็อกโดยรัฐบาลไทยหลายครั้ง

[ภาพ: image.php?id=5662_4DCBCE08&jpg]

Kate Adie

ในปีนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ได้แก่ เคท เอดี (Kate Adie) ผู้จัดรายการ “From Our Own Correspondent” ของ วิทยุประจำสถานีบีบีซี 4 อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 40 ปี เคยผ่านการรายงานข่าวเหตุการณ์จากเทียนอันเหมิน เซียรา ลีโอน และเบลเกรด เป็นต้น

รางวัล The Courage in Journalism Awards เป็นรางวัลที่มอบแก่สื่อมวลชนสตรีที่มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้สถานการณ์ที่อันตราย และรางวัล Lifetime Achievement Award เป็นรางวัลสำหรับสื่อมวลชนที่เป็นผู้บุกเบิกทั้งด้านจิตสำนึกและการทำงาน ด้านสื่อสารมวลชน โดยที่ผ่านมาจนถึงปีล่าสุดนี้ มีสื่อมวลชนสตรีที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 72 คน
พิธีมอบรางวัลแก่สื่อมวลชนสตรีทั้ง 4 รายจะจัดขึ้นในลอสแองเจลิส ในวันที่ 24 ตุลาคม และที่นิวยอร์กในวันที่ 27 ตุลาคมที่จะถึงนี้

http://www.prachatai3.info/journal/2011/05/34497br />
IWMF มอบรางวัลให้ "จีรนุช" ตบหน้าเผด็จการ


[ภาพ: image.php?id=4C6E_4DCBD413&gif]


Three brave women journalists who have risked their lives covering the news have been named the International Women’s Media Foundation’s 2011
Courage in Journalism Awardwinners.

Withstanding danger, threats and political pressure, Adela Navarro Bello of Mexico, Parisa Hafezi of Iran and Chiranuch Premchaiporn of Thailand have shown extraordinary dedication covering violence, corruption and social unrest in their countries.

“We are proud to recognize these brave women, who endure the most incredible trials to shed light on the events vital to the nations in which they live,” said IWMF Executive Director Liza Gross. “They exemplify the crucial role of the press in society."

The 2011 Courage in Journalism Award winners -- who will be officially honored in Los Angeles and New York in October – are:

Adela Navarro Bello, Courage in Journalism Award

[ภาพ: image.php?id=0DB5_4DCBCE08&jpg]

Adela Navarro Bello, general director and columnist for Zeta news magazine in Mexico, who reports on the escalating violence and corruption in the border city of Tijuana. Navarro Bello, 42, has refused to remain silent, despite repeated warnings that she is being targeted by drug cartels.


Parisa Hafezi, Courage in Journalism Award

[ภาพ: image.php?id=F6B8_4DCBCE08&jpg]

Parisa Hafezi, bureau chief for Reuters in Iran, has been beaten, harassed and detained while covering public opposition to the government. Hafezi, 41, is under constant surveillance. Government officials have raided her home and office and threatened her.


Chiranuch Premchaiporn, Courage in Journalism Award

[ภาพ: image.php?id=AC28_4DCBCE08&jpg]

Chiranuch Premchaiporn, director and webmaster of Prachataionline newspaper in Thailand. Premchaiporn, 43, faces up to 70 years in prison for anti-government comments posted on her website. She has been repeatedly arrested, her offices have been raided and her website has been blocked multiple times by the Thai government.

Kate Adie, Lifetime Achievement Award

[ภาพ: image.php?id=5662_4DCBCE08&jpg]

Kate Adie, a veteran broadcast journalist, has been presented with the IWMF’s Lifetime Achievement Award. Adie, a presenter on BBC Radio 4’s “From Our Own Correspondent,” has covered the world for more than 40 years, reporting breaking news from Tiananmen Square and Lockerbie to Sierra Leone and Belgrade. Adie, 65, was the BBC’s first chief news correspondent and has paved the way for future generations of journalists.

"We at the IWMF are thrilled to honor these extraordinary journalists who have risked everything to tell the important stories of their time and place,” said Judy Woodruff of thePBS NewsHour, IWMF Courage in Journalism Awards chair. “We are also pleased to honor Kate Adie for her remarkable career at the forefront of her craft."

The Courage in Journalism Awards honor women journalists who have shown extraordinary strength of character and integrity while reporting under dangerous circumstances. The Lifetime Achievement Award recognizes a woman journalist who has a pioneering spirit and whose determination has forged inroads for women in the news media. Including this year’s honorees, 72 journalists have won Courage Awards and 20 journalists have been honored with Lifetime Achievement Awards. The awards will be presented at ceremonies in Los Angeles on Oct. 24 and in New York on Oct. 27.

เขียนโดย charan

“ฟรีดอมเฮาส์” ลดอันดับเสรีภาพสื่อไทยเข้ากลุ่มประเทศ “ไม่เสรี”

Posted by KwamRak on 03.2011 บทความน่าอ่าน

“ฟรีดอมเฮาส์” ลดอันดับเสรีภาพสื่อไทยเข้ากลุ่มประเทศ “ไม่เสรี”

"ฟรีดอมเฮาส์" เผยผลสำรวจปี 2011 จำนวนประชากรโลกที่เข้าถึงสื่อเสรีได้ลดลงถึงจุดต่ำสุดในรอบสิบปี ด้านไทยถูกลดชั้นจากกลุ่ม “กึ่งเสรี” เข้ากลุ่ม “ไม่เสรี” เทียบชั้นเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิวบา โซมาเลีย อัฟกานิสถาน อิหร่านและอีก 63 ประเทศทั่วโลก เผยเหตุลดชั้นมาจากการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.112 และความรุนแรงทางการเมือง

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อ สำรวจโดย “Freedom House” ในปี 2011 ประเทศไทย ลดอันดับลงจากกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” เมื่อปีที่แล้ว (แสดงเป็นสีเหลือง) เป็นกลุ่ม “ไม่เสรี” (แสดงเป็นสีม่วง) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

 

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อเปรียบเทียบ ตั้งแต่ปี 1980 ปี 1990 ปี 2000 ปี 2010 และล่าสุด ปี 2011 โดยกลุ่มประเทศ “เสรี” แสดงเป็นสีเขียว กลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” แสดงเป็นสีเหลือง และกลุ่มประเทศ “ไม่เสรี” แสดงเป็นสีม่วง 

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อปี 1980 (ที่มา: Freedom House) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

โดยในปี 1980 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “ไม่เสรี” เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีเพียงญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม “เสรี” ขณะที่ไต้หวัน และเกาหลีใต้อยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี”

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อปี 1990 (ที่มา: Freedom House) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อในปี 1990 ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” เช่นเดียวกับมาเลเซีย ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับการเลื่อนอันดับมาเป็นประเทศ “เสรี” ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีเพียงญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ซึ่งเพิ่งเลื่อนอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศ “เสรี” ขณะที่ไต้หวันอยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี”

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อปี 2000 (ที่มา: Freedom House) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อในปี 2000 ประเทศไทย ได้รับการเลื่อนอันดับมาอยู่ในกลุ่มประเทศ “เสรี” เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ขณะที่อินโดนีเซียเลื่อนอันดับมาอยู่ในกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังอยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน และมองโกเลียอยู่ในกลุ่ม “เสรี” ขณะที่จีนและเกาหลีเหนืออยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี”

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อปี 2010 (ที่มา: Freedom House) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อในปี 2010 ประเทศไทย ลดอันดับมาอยู่ในกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และติมอร์ตะวันออก ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน อยู่ในกลุ่ม “เสรี” ประเทศมองโกเลียอยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี” ขณะที่จีนและเกาหลีเหนืออยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี”

แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อปี 2011 (ที่มา: Freedom House) (ดูภาพขนาดใหญ่ คลิกที่นี่)

ขณะที่แผนที่แสดงเสรีภาพสื่อในปี 2011 ประเทศไทย ลดอันดับลงจากกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” เป็นกลุ่ม “ไม่เสรี” เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และติมอร์ตะวันออกอยู่ในกลุ่มประเทศ “กึ่งเสรี” ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีประเทศญี่ปุ่น และไต้หวันอยู่ในกลุ่ม “เสรี” โดยเกาหลีใต้ และมองโกเลียอยู่ในกลุ่ม “กึ่งเสรี” ขณะที่จีนและเกาหลีเหนืออยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” (ที่มา: เรียบเรียงจากข้อมูลและแผ่นที่ของ Freedom House [1] , [2])

 /p>

ตะวันออกกลางเสื่อมถอยในขณะที่เสรีภาพสื่อโลกถึงจุดต่ำสุด

วอชิงตัน – 2 พฤษภาคม 2011

รายงานของฟรีดอมเฮาส์เปิดเผยวันนี้ว่า จำนวนประชากรโลกที่สามารถเข้าถึงสื่อที่เสรีและอิสระได้ลดลงถึงจุดต่ำสุดในรอบสิบปี รายงานFreedom of the Press 2011: A Global Survey of Media Independence พบว่าประเทศที่สำคัญอย่างเช่น อียิปต์ ฮอนดูรัส ฮังการี เม็กซิโก เกาหลีใต้ ไทย ตุรกี และยูเครน เผชิญกับเสรีภาพสื่อที่เสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมสากลนั้นมีประชากรเพียงหนึ่งในหกเท่านั้นที่อยู่ในประเทศที่มีสื่อเสรี จากรายงานนี้ยังพบว่า

  • ในปี 2010 ประเทศที่สำคัญอย่าง เม็กซิโก ถูกจัดให้ไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ “ไม่เสรี” อันเป็นผลมาจากความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งนำไปสู่การโจมตีและการใช้ความรุนแรงต่อนักข่าว การเซ็นเซอร์ตนเองที่สูงขึ้น การละเว้นโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และความพยายามจากฝ่ายนอกรัฐที่ควบคุมและบงการกระแสข่าว

  • ในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เสรีภาพสื่อยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในอียิปต์มีการปราบปราบประชาชนช่วงก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2010 สถานะของอียิปต์จึงลดไปเป็น “ไม่เสรี” ส่วนประเทศอื่นๆเช่น อิหร่าน อิรัก โมร็อกโก และเยเมน เสรีภาพสื่อยังคงลดลงเล็กน้อย การถดถอยลงของเสรีภาพสื่อในภูมิภาคนี้ซึ่งก็มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วในเบื้องต้น เมื่อประกอบกับเสรีภาพการแสดงออกที่ยังคงมีอยู่ปานกลาง และสิทธิทางประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ค่อนข้างกว้าง อาจกล่าวได้ว่าช่วยก่อให้เกิดการลุกฮือเรียกร้องการปฏิรูปที่เกิดเป็นลูกคลื่นในหลายประเทศช่วงต้นปี 2011

  • อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเสรีภาพสื่อจะตกต่ำไปเสียทั้งหมด ในบางประเทศก็มีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ในแถบซับซาฮาราของทวีปแอฟริกา และบางส่วนของประเทศที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต ในหลายประเทศนั้นเป็นผลมาจากการปฏิรูปกฎหมายและบทบัญญัติต่างๆ ส่วนประเทศที่มีการเปิดกว้างขึ้นของระบบการเมืองที่เห็นได้ชัดเจนก็อย่างเช่น ในกินี ไนเจอร์ และมอลโดวา ในขณะที่ประเทศเช่นโคลัมเบีย จอร์เจีย เคนยา เคอร์กิสถาน ไลบีเรีย เซเนกัล และซิมบับเวมีระดับเสรีภาพสื่อที่สูงขึ้นเล็กน้อย

“ประเทศที่นักข่าวไม่สามารถรายงานข่าวได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแทรกแซงจากรัฐบาลหรือกลุ่มใดๆ ย่อมมีความหวังที่ริบหรี่ในการดำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย” เดวิด เจ เครเมอร์ ผู้อำนวยการของฟรีดอม เฮาส์กล่าว “เราไม่แปลกใจมากนักในการเจอกับบรรยากาศที่อันตรายและคับแคบต่อนักข่าวในประเทศที่ระบอบการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย เช่นในแถบตะวันออกกลางและประเทศอดีตสหภาพโซเวียต แต่เรารู้สึกเป็นปัญหาอย่างมากที่ต้องพบกับการถดถอยของเสรีภาพสื่อในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่มั่นคงนัก เช่นในเม็กซิโก ฮังการี และไทย”

จากทั้งหมด 196 ประเทศที่ได้ทำการสำรวจในปี 2010 พบว่า มี 68 ประเทศ (ร้อยละ 35) ถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสื่อเสรี อีก 65 ประเทศ (ร้อยละ 33) ถูกจัดให้ว่าเป็นกึ่งเสรี และอีก 63 ประเทศ (ร้อยละ 32) จัดว่าไม่เสรี จากรายงาน ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อเสรีภาพสื่อด้วย

  • การที่รัฐจงใจใช้ข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆไปในทางที่ผิด กลายเป็นวิธีการหลักที่รัฐใช้ในการจัดการควบคุมสื่อ ผู้ปกครองในระบอบอำนาจนิยมได้ใช้วิธีการทางกฎหมายเพื่อบีบให้พื้นที่ข่าวสารมีอิสระลดลง ถือว่าเป็นความพยายามของรัฐในการโต้กลับการเติบโตของช่องข่าวอิสระทางวิทยุและโทรทัศน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • รัฐบาลที่กดขี่เหล่านี้พยายามใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นเพื่อควบคุมการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เช่นโทรทัศน์ดาวเทียม อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงที่มาของแหล่งข้อมูลข่าวสารนั้นด้วย รัฐประชาธิปไตยและกึ่งประชาธิปไตยบางรัฐยังได้พยายามจำกัดช่องทางต่างๆทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นด้วย รวมถึงเกาหลีใต้และไทย ซึ่งรัฐบาลจงใจควบคุมเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น

  • ความรุนแรงที่มากขึ้นต่อสื่อมวลชน รวมถึงการละเว้นโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐ บีบให้นักข่าวต้องเซ็นเซอร์ตนเองหรือลี้ภัยไปต่างประเทศ ความรุนแรงและการทำร้ายร่างกายที่มุ่งเป้าไปยังนักข่าวจากฝ่ายรัฐและไม่ใช่รัฐเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบที่น่าหวาดหวั่นต่อวิชาชีพนักข่าว นอกจากนี้ การไม่สามารถลงโทษผู้กระทำความผิด หรือไม่สามารถสืบสวนหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นต่อนักข่าวนั้นยังสูงขึ้นอย่างผิดปรกติ

แนวโน้มในรอบ 5 ปี

จากการสำรวจพบว่าเสรีภาพสื่อได้ลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2005 ถึง 2010 และแนวโน้มดังกล่าวก็ยังปรากฏในทุกภูมิภาคของโลก อย่างไรก็ตาม การเสื่อมถอยที่ชัดเจนที่สุดนั้นเกิดขึ้นในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งการจำกัดพื้นที่สื่อเป็นไปในหลายประเทศ ภาวการณ์นี้ยังเกิดขึ้นด้วยในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและเผด็จการอำนาจนิยมในแถบยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รวมถึงประเทศอดีตประเทศสหภาพโซเวียตด้วย

ในรอบห้าปีที่ผ่านมา จำนวนประเทศที่เสรีภาพสื่อลดน้อยลงนั้นสูงกว่าประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมากขึ้นถึงสองเท่า ปรากฏการณ์ที่เสรีภาพสื่อเสื่อมถอยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังจะหยั่งรากแต่ก็ถูกท้าทายโดยการลุกฮือทางการเมือง การแบ่งขั้วจากความขัดแย้ง การรัฐประหาร หรือสงครามกลางเมือง เช่นในโบลิเวีย เอกวาดอร์ ฟิจิ ศรีลังกา และไทย นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่รัฐบาลมีความโน้มเอียงไปทางเผด็จการอำนาจนิยมมากขึ้น เช่นในอิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา

ความจริงแนวโน้มเสรีภาพสื่อโลกที่เสื่อมถอยนี้ ดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวก็ถูกตีกลับอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2011 อันเป็นผลมาจากการประท้วงระลอกใหญ่ในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ณ จุดนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าจุดสมดุลระหว่างส่วนที่เพิ่มขึ้นและส่วนที่ลดลงนั้นอยู่ที่ใดและจะช่วยให้ภาพรวมของโลกมีส่วนพัฒนาในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ในปี 2011

“ในปี 2010 เราได้เห็นแล้วว่ารัฐบาลในตะวันออกกลางได้ทำการปิดกั้นสื่อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมาก” คาริน ดุช คาร์เลคาร์ บรรณาธิการของรายงานฉบับนี้กล่าว “การปฏิรูปสื่อที่กว้างขวางและยั่งยืนจึงจำเป็นต้องกระทำให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมืองที่เปิดกว้างขึ้นให้ดำรงอยู่ มิเช่นนั้น โอกาสนี้ก็อาจจะสูญหายไปได้”

สิ่งที่น่าสนใจจากภูมิภาคต่างๆ

อเมริกา

ในภูมิภาคนี้มีสองประเทศที่เปลี่ยนสถานะไปในทางลบ คือฮอนดูรัสและเม็กซิโกที่มีสื่อที่“ไม่เสรี” เช่นเดียวกันในอาร์เจนติน่า โบลิเวีย และเอกวาดอร์ ก็ประสบกับสภาวะเสรีภาพสื่อที่ลดลง นับว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2006 ที่จำนวนประเทศแถบทวีบอเมริกาถูกจัดให้เป็นประเทศ “ไม่เสรี” มากที่สุด และเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยในปี 2009 คะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคในปี 2010นับว่าแย่ลง อันเป็นผลมาจากการถดถอยทางด้านทางการเมืองและเศรษฐกิจ โคลัมเบียเป็นประเทศที่ดูมีความหวังมากที่สุดเนื่องจากมีการปรับปรุงในประเด็นการงดเว้นโทษของเจ้าหน้าที่รัฐ

เอเชียแปซิฟิก

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีคะแนนเฉลี่ยลดลง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสถานะของประเทศสองประเทศคือ เกาหลีใต้ จาก “เสรี” เป็น “กึ่งเสรี” และไทยจาก “กึ่งเสรี” เป็น ไม่เสรี” นอกจากนี้ ในกัมพูชา ฟีจิ อินเดีย และวานูตูเสรีภาพสื่อก็ยังถดถอยลงด้วย ในขณะที่ในฟิลิปปินส์และบังคลาเทศนั้นมีอัตราดีขึ้นเล็กน้อย ภูมิภาคนี้ยังประกอบไปด้วยรัฐที่มีสถานะสื่อแย่ที่สุดคือพม่าและเกาหลีเหนือ รวมถึงจีนซึ่งจัดเป็นรัฐที่มีสถานะเสรีภาพสื่อที่ตกต่ำและขนาดใหญ่ที่สุดด้วย ในจีน การปราบปรามการเสรีภาพการแสดงออกยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในปี 2010

ยุโรปกลางและตะวันออก/ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต

คะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ยังเท่าเดิมในปี 2010 อย่างไรก็ตาม ความคงที่ดังกล่าวเป็นผลมาจากความเคลื่อนไหวที่ปรากฏในแถบภูมิภาคสองแห่ง กล่าวคือ ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่เคยมีแนวโน้มเสรีภาพสื่อที่ดีกลับลดลงในภาพรวม ในขณะที่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตที่สื่อเป็นไปอย่างปิดกั้นได้พัฒนาขึ้นจากการเปิดเสรีทางการเมืองโดยเฉพาะในมอลโดวา รวมทั้งในจอร์เจียและเคอร์กิสถานก็ดีขึ้นเล็กน้อย ในสองภูมิภาคย่อยนี้ ความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจัดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน และรัสเซีย ยังคงเป็นประเทศที่น่าเป็นห่วง ในขณะที่แนวโน้มเสรีภาพสื่อทางลบก็ปรากฏขึ้นในฮังการีและยูเครน

ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

ภูมิภาคนี้ประสบกับภาวะถดถอยมากที่สุดในภูมิภาคอื่นๆ อียิปต์ถูกลดสถานะจาก “กึ่งเสรี” เป็น “ไม่เสรี” และคะแนนของอิรัก อิหร่าน คูเวต โมร็อกโก และเยเมนก็ยังลดลงอีกด้วย ลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย ซีเรีย และตูนิเซียยังคงติดลำดับประเทศที่แย่ที่สุดด้านความอิสระและเสรีภาพสื่อ

แถบซับซาฮาราในทวีปอัฟริกา

ในปีนี้แถบซับซาฮาราของทวีปแอฟริกา คะแนนค่าเฉลี่ยได้ถดถอยอย่างมากในปี 2009 ส่วนปี 2010 คะแนนเฉลี่ยขึ้นมาดีกว่าทวีปอื่น กินี ไลบีเรีย และไนเจอได้ปรับเปลี่ยนสถานะจาก “ไม่เสรี” มาเป็น “กึ่งเสรี” และคะแนนบ่งชี้ว่าเสรีภาพสื่อดีขึ้นมากในเคนยา มอริทาเนีย เซเนกัล แซมเบีย และซิมบับเว อย่างไรก็ตามก็มีการถดถอยในแองโกลา โกตดิวัวร์ กีเนียบิสเซา มาดากัสการ์ และซูดาน

ยุโรปตะวันตก

ในภูมิภาคนี้คะแนนได้บ่งชี้ว่ามีการเสื่อมถอยกว้างขวางมากเป็นอันดับสอง โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นในระยะหลังมานี้ โดยเฉพาะการเสื่อมถอยลงในเดนมาร์ก ไอซแลนด์ และตุรกี นอกจากนี้สหราชอาณาจักรยังเป็นประเทศที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากกฎหมายกบฏที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ในขณะที่การแทรกแซงจากทางภาครัฐในสื่อที่รัฐบาลเป็นเจ้าของส่งผลให้อิตาลีถูกจัดอยู่ในประเภท “กึ่งเสรี”

(ตกต่ำ) ที่สุดของที่สุด

ประเทศที่ติดอันดับสิบที่แย่ที่สุดคือ เบลารุส พม่า คิวบา เอควาทอเรียล (Equatorial) กินี (Guinea) เอริเทรีย (Eritrea) อิหร่าน ลิเบีย เกาหลีเหนือ เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน ประเทศเหล่านี้ ไม่ปรากฏว่ามีสื่ออิสระ หรือถ้ามีก็ไม่สามารถทำงานได้ สื่อจึงกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองในระบอบไปโดยระเบียบ นอกจากนี้ ความสามารถของพลเมืองในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ก็ถูกจำกัดอย่างร้ายแรง และผู้ที่เห็นต่างในสังคมก็ถูกกำจัดโดยวิธีการเช่นการจำคุก การซ้อมทรมาน และมาตรการอื่นๆ

จากตารางแสดงให้เห็นว่าสถิติของเสรีภาพสื่อในเอเชียแปซิฟิกได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007 และตกต่ำที่สุดในระยะห้าปีที่ผ่านมา โดยจากรายงาน ฟรีดอมเฮาส์ได้ระบุว่าในปี 2010 ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย แรงกดดันต่อสื่อมวลชนส่งผลให้คะแนนของประเทศไทยลดลงสี่จุดคือจาก 58 เป็น 62 (หมายเหตุ: ตัวเลขยิ่งมาก แปลว่ายิ่งไม่เสรี) และเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่เสรีภาพสื่อเป็น “กึ่งเสรี” มาเป็น “ไม่เสรี” ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดังกล่าวคือการใช้กฎหมายพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ที่จงใจปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ รวมไปถึงการดำเนินคดีกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นอกจากนี้ ความรุนแรงระหว่างกลุ่มต่างๆ ทางการเมืองยังทำให้นักข่าวได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และนำไปสู่การเซ็นเซอร์แหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ด้วย

รายงานฟรีดอมเฮาส์เผยภัยคุกคามต่อเสรีภาพเน็ตพุ่งทะยาน

Posted by KwamRak on 18.2011 บทความน่าอ่าน

รายงานฟรีดอมเฮาส์เผยภัยคุกคามต่อเสรีภาพเน็ตพุ่งทะยาน

เผยรายงานประจำปีฟรีดอมเฮาส์ เสรีภาพไทยดิ่ง เหตุถูกรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงคุมหนัก ระบุผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเมืองไทยมีบทบาทสำคัญในการท้าทายชนชั้นนำทางการเมืองและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา

media freedom map

media freedom
ตารางเปรียบเทียบเสรีภาพสื่อในประเทศที่มีการสำรวจ
แถบสีเขียวคือกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพ แถบสีเหลืองคือกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพบางส่วน และสีม่วงคือกลุ่มประเทศที่ไม่มีเสรีภาพ-ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศ "ไม่มีเสรีภาพ"

 

วอชิงตัน ดีซี 18 กุมภาพันธ์ 2554 - ฟรีดอม เฮาส์ได้เปิดเผยรายงานศึกษาฉบับล่าสุด Freedom on the Net 2011: A Global Assessment of Internet and Digital Media ว่าด้วยสถานภาพของอินเตอร์เน็ตและสื่อดิจิตอลทั่วโลก พบว่าการโจมตีทางไซเบอร์ (cyber attacks) การปิดกั้นเนื้อหาทางการเมือง และการที่รัฐควบคุมโครงสร้างระบบอินเตอร์เน็ต เป็นภัยอันตรายที่สูงขึ้นเรื่อยๆต่อเสรีภาพอินเตอร์เน็ต

การคุกคามเสรีภาพอินเตอร์เน็ตดังกล่าว เกิดขึ้นพอดีกับจังหวะเวลาที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกสูงขึ้นอย่างทวีคูณในระหว่างห้าปีที่ผ่านมา และรัฐบาลได้มีมาตรการการจัดการกับอิทธิพลที่สูงขึ้นของสื่อชนิดใหม่ๆเหล่านี้โดยการเข้าไปควบคุมกิจกรรมต่างๆออนไลน์ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงการจำกัดสิทธิของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอีกด้วย

“การศึกษานี้ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปัญหาของเสรีภาพอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องเล็กๆ” เดวิด เจ เครเมอร์ ผู้อำนวยการฟรีดอมเฮาส์กล่าว รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย นับวันจะยิ่งเทความตั้งใจและทรัพยากรที่มากขึ้นเพื่อไปปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและแทรกแซงเสรีภาพในการแสดงออกทางออนไลน์

รายงาน Freedom on the Net 2011 (2554) ฉบับนี้ เป็นฉบับที่สองที่ตีพิมพ์ออกมาหลังจากที่รายงานนำร่องฉบับแรกได้ตีพิมพ์ออกมาแล้วในปี 2552 รายงานของฟรีดอมเฮาส์ฉบับล่าสุดนี้ได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเสรีภาพอินเตอร์เน็ตใน 37 ประเทศ โดยมีหลักเกณฑ์ประเมิน คือ อุปสรรคต่อการเข้าถึงข้อมูล ข้อจำกัดทางเนื้อหา และการละเมิดสิทธิผู้ใช้

จากรายงานพบว่า เอสโตเนียเป็นประเทศที่มีเสรีภาพอินเตอร์เน็ตสูงสุดในจำนวนประเทศที่ได้รับการสำรวจ สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่สองรองลงมา และอิหร่านเป็นประเทศที่ได้คะแนนน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมี 11 ประเทศที่ได้รับการถูกจัดลำดับว่า “ไม่เสรี” (Not Free) เช่น เบลารุส พม่า จีน คิวบา ซาอุดิอาระเบีย และไทย จำนวน 9 ประเทศจากจำนวน 15 ประเทศที่ศึกษาไปในรายงานนำร่อง พบว่าเสรีภาพอินเตอร์เน็ตได้ถดถอยลงในช่วงสองปีที่ผ่านมา และประเทศอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากการศึกษาครั้งใหม่ พบว่าล้วนแต่มีแนวโน้มไปในทางด้านลบ การคุกคามและจับกุมบล็อกเกอร์ การเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ มักเกิดขึ้นเมื่อประเทศนั้นๆ ประสบกับความผันผวนการเมืองขนาดใหญ่ เช่น ในช่วงการเลือกตั้งที่มีปัญหา

ประเทศที่ตกอยู่ในความเสี่ยง: จากการวิเคราะห์ข้อมูล ฟรีดอมเฮาส์ระบุว่าประเทศที่เสรีภาพอินเตอร์เน็ตเสี่ยงต่อการเสื่อมถอยในระยะเวลา 12 เดือนนี้ คือ จอร์แดน รัสเซีย ไทย เวเนซูเอลา และซิมบับเว


ทิศทางและแนวโน้มของเสรีภาพเน็ต 

สื่อSocial Media ปะทะการเซ็นเซอร์: เนื่องด้วยแอพพลิเคชั่นบนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือทวิตเตอร์ ได้ความนิยมสูงขึ้นมาก รัฐบาลหลายประเทศจึงขยายยุทธศาสตร์การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารโดยมุ่งเป้าไปที่การปิดกั้นสื่อใหม่ๆเหล่านี้ด้วย โดย 12 ประเทศจาก 37 ประเทศที่ได้รับการสำรวจ พบว่ารัฐบาลได้ใช้อำนาจสั่งปิดการให้บริการของแอพพลิเคชั่นประเภทนี้อย่างเด็ดขาด ทั้งชั่วคราวและถาวร

บล็อกเกอร์และผู้ใช้เน็ตทั่วไปถูกจับกุมเพิ่มขึ้น: มีจำนวนบล็อกเกอร์ นักข่าวออนไลน์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงบุคคลทั่วไป ถูกจับกุมและตัดสินจำคุกเนื่องมาจากงานเขียนที่ตีพิมพ์ในอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยใน 23 ประเทศจาก 37 ประเทศที่สำรวจ มีบล็อกเกอร์หรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างน้อยหนึ่งคนถูกจำคุกเนื่องจากการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ในจำนวนนี้รวมถึงประเทศที่เป็นประชาธิปไตยด้วย

การโจมตีทางไซเบอร์ต่อกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐบาลรุนแรงขึ้น: รัฐบาลและกลุ่มแนวร่วมได้ใช้การโจมตีทางเทคนิคเพื่อก่อกวนเครือข่ายออนไลน์ของนักเคลื่อนไหว ดักฟังการสื่อสาร และทำให้เว็บไซต์เป็นอัมพาต การโจมตีดังกล่าวปรากฏในอย่างน้อย 12 ประเทศจากประเทศที่ได้ศึกษาทั้งหมด 37 ประเทศ

การเซ็นเซอร์ทางการเมืองและการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร: 15 ประเทศจาก 37 ประเทศที่ศึกษาพบว่า รัฐบาลได้เซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ในประเทศเหล่านี้ การปิดกั้นเว็บไซต์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐที่ต้องการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากเว็บไซต์ของสื่ออิสระหรือกลุ่มด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากโครงสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่รวมศูนย์ที่รัฐบาล:  การที่รัฐบาลได้ควบคุมการเชื่อมต่อเครือข่ายในประเทศกับต่างประเทศ นับว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อเสรีภาพในการสื่อสารออนไลน์ โดยเฉพาะในยามที่เหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบ ใน 12 ประเทศจาก 37 ประเทศที่สำรวจ พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้การควบคุมโครงสร้างของเครือข่ายเพื่อจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม และในบางกรณี อาจรุนแรงไปถึงตัดการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิง

ซานย่า เคลลี่ บรรณาธิการอำนวยการของรายงานฉบับนี้กล่าวว่า ความสามารถในการสื่อสารประเด็นทางการเมือง รวมไปถึงการจัดตั้ง การพูดคุยถกเถียง และการเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นสำคัญมากพอๆกันกับในโลกออฟไลน์ มาตรการที่เร่งด่วนเพื่อป้องกันบล็อกเกอร์และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากสิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องจากการคุกคามสื่อเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลใช้กับสื่อกระแสหลักอยู่แล้วอีกด้วย


สถานะเสรีภาพเน็ตในประเทศต่างๆที่น่าสนใจ

จีน: รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของระบบควบคุมอินเตอร์เน็ตที่ล้ำหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยิ่งนับวันจะยิ่งกดทับเสรีภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เฟซบุคและทวิตเตอร์ได้ถูกบล็อคอย่างถาวรในขณะที่แอพพลิเคชั่นทางเลือกภายในประเทศได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าจะถูกบังคับให้เซ็นเซอร์ก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐได้ปิดกั้นการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นเวลานานนับเดือนทางด้านตะวันตกของเขตปกครองตนเองซินเจียง และมีอย่างน้อย 70 คนที่ถูกจำคุกด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ตในปี 2553

อิหร่าน: นับตั้งแต่การประท้วงหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2552 เจ้าหน้าที่รัฐของอิหร่านก็ได้เริ่มมาตรการที่ไม่ปราณีต่อเสรีภาพอินเตอร์เน็ต เช่น ตั้งใจถ่วงความเร็วอินเตอร์เน็ตให้ช้าลงมากในช่วงเวลาวิกฤติ และเจาะระบบข้อมูลเพื่อทำลายเว็บไซต์ของกลุ่มฝ่ายค้าน มีบล็อกเกอร์จำนวนมากถูกข่มขู่ จับกุม ทรมานหรือคุมขังเดี่ยว และมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่เสียชีวิตในคุก

ปากีสถาน: ในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งภายใต้รัฐบาลทหารและรัฐบาลพลเมืองที่ดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่รัฐบาลปากีสถานได้ใช้มาตรการหลายชนิดเพื่อควบคุมอินเตอร์เน็ตและการไหลเวียนของข้อมูลออนไลน์ ในช่วงกลางปี 2553 คณะกรรมการเพื่อความร่วมมือระหว่างกระทรวงเพื่อการตรวจสอบและติดตามเว็บไซต์ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ระบุและบล็อคเว็บไซต์ที่เข้าข่ายเป็นอันตรายหรือดูหมิ่นต่อรัฐและศาสนา

สหรัฐอเมริกา : การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกายังคงจัดว่ามีเสรีภาพและเปิดเผยพอสมควรหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประสบข้อจำกัดน้อยมากในการเข้าถึงข้อมูลและการตีพิมพ์ข้อมูลข่าวสารออนไลน์ ทั้งนี้ศาลยังห้ามไม่ให้รัฐบาลใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการแสดงออกกับเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตด้วย อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็ยังล่าช้ากว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆในแง่ของตัวเลขสัดส่วนของผู้ใช้บรอดแบนด์ต่อประชากรและความเร็วในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต นอกจากนี้อำนาจในการสอดส่องและควบคุมของรัฐบาลก็ยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา 37 ประเทศนี้ ฟรีดอม เฮาส์ได้ระบุห้าประเทศที่ถือว่าเสี่ยงต่อการถดถอยของเสรีภาพอินเตอร์เน็ตในปี 2554 และ 2555 มากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ มีประเทศอื่นๆจำนวนหนึ่งที่มีการถดถอยของเสรีภาพอินเตอร์เน็ตในช่วงสองปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป อย่างไรก็ตาม การควบคุมอินเตอร์เน็ตในประเทศเหล่านี้มีค่อนข้างมากและมีมาเป็นระยะเวลาหนึ่งอยู่แล้ว เช่นในบาห์เรน จีน และอิหร่าน ส่วนห้าประเทศที่ได้ระบุไปนั้น อินเตอร์เน็ตยังคงถือว่าเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้สามารถแสดงออกได้ค่อนข้างเป็นอิสระถึงแม้ว่ามีข้อจำกัดบ้าง นอกจากนี้ประเทศเหล่านี้ยังมีลักษณะของการที่สื่อกระแสหลักถูกควบคุมโดยรัฐบาล และมีอัตราของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 25 ซึ่งหมายความว่าอินเตอร์เน็ตอยู่ในสถานะที่สำคัญและเสี่ยงต่อการกดทับมากพอๆกัน

รายงานฟรีดอมเฮาส์ฉบับนี้ยังได้เปิดเผยว่า ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเมืองไทยได้มีบทบาทสำคัญในการท้าทายชนชั้นนำทางการเมืองและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงได้พยายามควบคุมการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นบนอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้ทำการปิดกั้นข้อมูลบางส่วนบนอินเตอร์เน็ตมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ในระยะสองปีที่ผ่านมา การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตหนักขึ้นมากทั้งในด้านปริมาณและเนื้อหา ส่งผลให้ในปี 2553 เว็บไซต์นับหมื่นเว็บไซต์ รวมไปถึงสื่ออิสระและกลุ่มด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว

การปิดกั้นนี้ยังเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในระหว่างเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2553 เมื่อพระราชกำหนดบริหารประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉินถูกประกาศใช้ และได้ให้อำนาจสูงสุดแก่เจ้าหน้าที่ในการสั่งปิดเว็บไซต์ใดๆ ก็ได้ที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ประชาชนจำนวนมากถูกตั้งข้อหาเนื่องจากแสดงความคิดเห็นออนไลน์โดยเฉพาะความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ และจากที่ความผันผวนทางการเมืองของประเทศไทยยังคงดำรงอยู่ อีกทั้งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามกำหนดในเดือนธันวาคม 2554 นั้น คาดได้ว่าแนวโน้มของประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกจะยิ่งถดถอยลงไปอีก จะเห็นจากกรณีล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศาลตัดสินให้ผู้ทำเว็บไซต์ถูกจำคุกเป็นเวลา 13 ปี เนื่องมาจากการโพสต์ความคิดเห็นออนไลน์ และการปฏิเสธไม่ลบความคิดเห็นของผู้อื่นบนเว็บไซต์

ไอซีทีเล็งอัปเกรด พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

Posted by KwamRak on 08.2011 Download

ไอซีทีเล็งอัปเกรด พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มี.ค. 54 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย

ร่างกฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้
 

ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”

ในกฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็นผู้ให้บริการทั้งสิ้น

สำหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ตามร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป
 

ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี

สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาวน์โหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า “แคช” (cache เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว

ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด

ในมาตรา 25 “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาวน์โหลดไฟล์ใดมาโดยอัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม
 

ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา 14 (1) และ (2) ของกฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บจริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึงเขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็น
 

ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น

ข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
 

ประเด็นที่ 6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ

มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่า การส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการบอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาเป็นจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้
 

ประเด็นที่ 7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี

มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง
 

ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ

สำหรับกรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท (เพิ่มขึ้น 4 เท่า)
 

ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

ร่างกฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที

หน่วยงานนี้เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการ ประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 54

ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่างนี้

นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา
 

ประเด็นที่ 10 ตั้งคณะกรรมการ สัดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน

ร่างกฎหมายนี้เพิ่มกลไก “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี

คณะกรรมการชุดนี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

 

AttachmentSize
ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์.pdf49.35 KB

รายงานเสวนา: ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อไทย ยังติดกับมาตรา 112

Posted by KwamRak on 26.2011 บทความน่าอ่าน

รายงานเสวนา: ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อไทย ยังติดกับมาตรา 112

วงอภิปรายเรื่องสถานภาพสื่อไทย พุ่งเป้า 112 ปัญหาหลัก สื่อไทยเซ็นเซอร์ตัวเอง คนเล่นเน็ตติดคุก นักข่าวสนามไทยรัฐชี้มีการใช้เนื้อหาหมิ่นเหม่ 112 ทำการตลาดเรียกคนอ่าน นักข่าว อสมท.กังขา สหภาพ อสมท.พบนายกฯ ตกลงต้องการให้การเมืองแทรกแซงหรือไม่

(25 ก.พ. 54) ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท จัดการแถลงข่าว "ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย: ประเทศไทย 2553" ซึ่งรวบรวมจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญในประเทศ ประกอบด้วยสื่อมวลชนและผู้แทนจากภาคประชาสังคม ทั้งหมด 11 คน

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ นำเสนอผลจากรายงานว่า จากการรวบรวมคะแนนตัวชี้วัดต่างๆ 4 หัวข้อ แต่ละหัวข้อเต็ม 5 คะแนน ได้ดังนี้ เสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งเสรีภาพของสื่อได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างแข็งขัน 2.6 คะแนน ความหลากหลายของสื่อในประเทศ 2.4 คะแนน การกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์มีความโปร่งใสและเป็นอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง 3.6 คะแนน มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ 2.3 คะแนน รวมดัชนีชี้วัดประเทศไทยได้ 2.72 คะแนน
(อ่านรายละเอียดที่ http://prachatai3.info/journal/2011/02/33291)

จากนั้น มีการอภิปรายโดยผู้ร่วมประเมินดัชนีชี้วัดบางส่วน โดยจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า จากรายงาน คะแนนของไทยเรื่องสื่ออยู่กลางๆ โดยมีหลายด้าน ด้านหนึ่ง รัฐธรรมนูญให้หลักประกันด้านเสรีภาพ ไม่มีเซ็นเซอร์หรือควบคุม นสพ. แต่อีกด้านหนึ่ง โลกที่ควรจะมีเสรีภาพมากที่สุดอย่างโลกอออนไลน์กลับถูกควบคุมอย่างแรงตั้งแต่รัฐประหาร ปี 49 โดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยการมีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่เป็นข้อมูลเท็จที่อาจสร้างความตระหนก หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง มีโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับ 1 แสนบาท ขณะที่ผู้ให้บริการเว็บที่ยอมให้ข้อมูลนั้นๆ ปรากฎ ก็มีโทษติดคุกเช่นกัน ไม่มีอิสระจริง เว็บถูกบล็อค และมีการใช้มาตรา 112

จอนกล่าวต่อว่า ขณะที่ปัญหาตอนนี้คือหากต้องการอะไรที่มีชีวิตชีวา เราต้องไปที่โลกออนไลน์ เพราะสื่อหลัก โดยเฉพาะ นสพ.เซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่กล้าตรวจสอบสิ่งต่างๆ ในสังคม เช่น งบประมาณทหาร คอร์รัปชั่น การซื้อตำแหน่งของข้าราชการ รวมถึงไม่เสนอข่าวรากหญ้าเสื้อแดงจำนวนมากที่ยังถูกจับกุมดำเนินคดี ขณะที่มีการให้ประกันตัวแกนนำแล้ว

จอน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ น่าสนใจว่าเพราะเหตุใดสื่อหลักของไทยจึงไม่นำเสนอข่าวกรณีคดีของจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ที่กำลังขึ้นศาล เนื่องจากไม่ลบข้อความที่มีผู้มาโพสต์ออกด้วย โดยชี้ว่า สื่อต่างประเทศอย่าง บีบีซี นิวยอร์กไทม์ เดอะการ์เดี้ยน ต่างก็ให้ความสนใจข่าวนี้ ทำไมสื่อหลักไทยจึงเชื่องเหลือเกิน


"พื้นที่โฆษณา" ที่มองไม่เห็น

ด้านศุภรา จันทร์ชิดฟ้า ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ตอบคำถามของจอนว่าที่สื่อหลักเชื่องเพราะแม้ไม่ได้ถูกควบคุมโดยตรง แต่ถูกควบคุมทางอ้อม ปีที่แล้ว ข้อมูลจากเอเชียนีลเส็น พบว่า งบประมาณของรัฐที่เข้ามาโฆษณาในสื่อต่างๆ เป็นมูลค่า 5,999 ล้านบาท ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี รัฐจึงเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ที่ทำให้สื่ออยู่ได้

ในฐานะผู้ปฏิบัติงานข่าว หากมีโครงการที่มีความขัดแย้งสูง เช่น เขื่อนปากมูล ท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ไทย-พม่า จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า ปตท.หรือ บริษัทข้ามชาติเข้ามาซื้อพื้นที่โฆษณา แล้วไม่ลงว่าเป็นพื้นที่โฆษณา เป็น advertorial หรือโฆษณาที่แอบแฝง ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เองเขียนว่า "พื้นที่โฆษณา" แต่ตัวอักษรเล็กกว่ามาก อย่างไรก็ตาม มี นสพ.ไทยหลายฉบับที่ไม่บอกว่าเป็นพื้นที่โฆษณา เช่น มติชน


มีกลไกดี แต่ยังไม่ทำงาน

สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า จากการเข้าร่วมเวทีการจัดเสรีภาพสื่อ 3 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่หนักเอาการของประเทศไทย โดยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ไทยมีกลไกที่พยายามจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่าประเทศอื่น อาทิ มีกฎหมายหลายฉบับที่พูดเรื่องการกำกับดูแล พยายามกระจายอำนาจสื่อออกมาจากรัฐ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทุกอย่างรวมศูนย์ที่รัฐบาล ซึ่งนี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของไทย

โดยยกตัวอย่างกรณีองค์กรอย่าง กสทช. ซึ่งยังไม่เกิดเสียที เพราะกฎหมายล่าช้า เนื่องจากการล้มรัฐธรรมนูญ ทำให้การพัฒนาหลายอย่างหยุดชะงัก เช่น หยุดการมี 3G การกระจายให้ประชาชนเข้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ไม่มีกระบวนการกระจายอำนาจ การตัดสินใจอยู่ที่รัฐบาล เมื่อรัฐบาลบอกว่าจะลงทุนก็ทำได้เลย อย่างไรก็ตาม สุภิญญามองว่า แม้สภาพเช่นนี้ของไทยจะดูถดถอย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนผ่าน หากสามารถทำให้มีโมเดลที่คานดุลกันได้ ในระยะยาว ภาพรวมสื่อก็จะดีขึ้นในเชิงโครงสร้าง

ด้านเสรีภาพ สื่อไทยมีเสรีภาพโดยรวม แต่ก็มีเรื่องที่พูดไม่ได้ และการที่ประชาชนกล้าลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ก็เท่ากับประชาชนมีความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วย เทียบกับมาเลเซีย มีเสรีภาพทางการเมืองน้อยกว่าไทย แต่ไม่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ถูกจับเข้าคุก ขณะที่เมืองไทยมีกว่า 20 คดี ซึ่งอาจสะท้อนว่าเพื่อนบ้านไม่กล้าลุกมาพูดในประเด็นละเอียดอ่อน แต่ประเทศไทยคนกล้าลุกมาพูดมาขึ้น ทำให้เขาถูกจำกัดและขังคุกมากขึ้น เลยกลายเป็นจุดที่ทำให้ไทยมีขัดแย้งในตัวของเราเอง โดยมีจำนวนคนที่ใช้สื่อถูกจับเข้าคุกมากกว่าหลายประเทศซึ่งมีสภาพความเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าเรา ซึ่งประเทศไทยต้องหาทางออกและก้าวข้ามจุดนี้ไปให้ได้ ไม่เช่นนั้น เราจะถดถอยและเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศไปอย่างมีดุลยภาพและเป็นประชาธิปไตย


XXX สิ่งที่สื่อหลักไม่เสนอ

ขณะที่ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น กล่าวถึงการไม่เสนอข่าวของสื่อหลักใน 3 กรณี ได้แก่ กรณีวิกิลีกส์ที่แสดงความเห็นเท่าทันต่อสถาบันโดยผู้อาวุโส 3 คน ซึ่งเมื่อวานที่รัฐสภาก็มีการถกเถียงกันเรื่องนี้ ขณะที่ช่วงที่มีข่าวเรื่องนี้ในวิกิลีกส์ แทบไม่เป็นข่าวในสื่อไทยเลย เว็บไซต์ของบางกอกโพสต์นำเสนอ ต่อมา มีการนำเนื้อหาออก ซึ่งก็ทราบภายหลังว่าเนื้อหาออนไลน์นั้นไม่ได้เกิดจากกอง บก. เกิดจากระบบรันข่าวอัตโนมัติ หรือกรณีนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ที่ไม่ได้ออกจำหน่าย 5-6 ฉบับซึ่งพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างเท่าทัน สื่อก็ไม่ได้สนใจรายงานเป็นข่าว ว่าทำไมสื่ออย่างอิโคโนมิสต์จึงหายไป หรืออีกตัวอย่างคือ เขาได้อ่านหนังสือที่จัดทำโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) มีการลิสต์ชื่อพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเขาก็เกือบลืมไปแล้ว

"สื่อไทยมีบทบาทอย่างไร ทำให้สังคมไทยเลือกจำบางอย่างหรือลืมบางอย่าง" ประวิตรกล่าวและว่า ถ้าสื่อหลักไม่ยอมเสนอข่าวอย่างเท่าทัน หรือ critical เกี่ยวกับสถาบันฯ สื่อก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่า "กระจก" "ตะเกียง" หรือ "หมาเฝ้าบ้าน" ได้อย่างแท้จริง ขณะที่ประชาชนห่วงเรื่องสถาบันฯ การรายงานเชิงบวกอย่างเดียวและประจบไม่สิ้นสุดจะทำให้เกิดปัญหา เหมือนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นอันตราย ไม่ทำให้สังคมเข้มแข็ง และไม่เป็นผลดีกับประชาธิปไตย

ถาม ทำอย่างไรกับสื่อ-การแสดงความเห็นไม่รับผิดชอบ
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในนามส่วนตัวว่า ค่อนข้างเห็นด้วยกับเนื้อหาส่วนใหญ่ของรายงาน ทั้งนี้ เขาอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่า สื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก ถูกสอนมาสองเรื่องทั้งโดยทางการและไม่เป็นทางการ หนึ่งคือเสนอข่าวทุกเรื่องได้หมด ยกเว้นเรื่องสถาบัน เพราะคนติดคุกไม่ใช่นักข่าว แต่เป็นบรรณาธิการ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สังคมไทยสอนมานานตั้งแต่หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นต้นมา

ประสงค์ กล่าวเสริมว่า สื่อต่างประเทศอย่างนิวยอร์กไทม์นั้นไม่ได้ติดคุกที่นี่ แต่หากบรรณาธิการของเขาอยู่ในเมืองไทยก็อาจจะต้องคิดหนักหากจะเสนอข่าว ความเสี่ยงมันมี โดยปัญหาอยู่ที่กระบวนการยุติธรรม

ประสงค์กล่าวว่า โดยธรรมชาติ นสพ.กลัวศาล เพราะเราไม่รู้กฎหมาย โดยยกตัวอย่างในอดีตที่มีการห้ามเผยแพร่กฎหมายตราสามดวง หากเผยแพร่จะติดคุก เราจึงมีความกลัว ไม่รู้ว่าอย่างไรคือการวิพากษ์ทางวิชาการ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังสังคมไทยก็วิจารณ์ศาลมากขึ้น ช่วงหลังตนเองก็ได้วิจารณ์คำพิพากษาหลายครั้ง ทั้งด้านบวกและลบ

ประสงค์กล่าวต่อว่า ในรายงานเรื่องนี้เขียนว่ามีการปราบปราม หรือปิดสื่อนั้น ตั้งคำถามว่า สื่อในที่นี้หมายถึงช่องทางหรือสื่อสารมวลชนวิชาชีพระดับสูงกันแน่ กรณีที่มีสื่อออกอากาศ 24 ชม. ไม่มีผังรายการ ขึ้นเวทีด่ากัน บอกว่าต้องฆ่ากัน นี่เป็นวิชาชีพระดับสูงหรือไม่ แล้วเราจะจัดการกับพวกนี้อย่างไร ปล่อยให้ด่าพ่อล่อแม่ ไม่มีผังรายการหรือ

ทั้งนี้ อาจรวมถึงสื่อใหม่ด้วย หลายคนพอนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ก็แสดงความคิดเห็นเต็มที่ แต่ไม่กล้าออกชื่อ เขาเองเขียนบทความมา 20 กว่าปี ไม่เคยปัดความรับผิดชอบ และไม่เคยถูกฟ้องเลย ปัญหาคือเราต้องการแสดงความเห็น แต่ไม่กล้ารับผิดชอบหรือไม่ ถ้ารับก็โอเค

สำหรับระบบกฎหมายนั้น รัฐธรรมนูญคุ้มครองได้ดี โดยมีข้อจำกัดที่น่าจะมีปัญหาจริงๆ เรื่องเดียวคือ มาตรา 112 ซึ่งเป็นปัญหาในบทบัญญัติที่โทษสูงมากถึง 15 ปี แต่ปัญหาที่ยิ่งกว่า คือกระบวนการของเจ้าหน้าที่รัฐ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีปัญหาจากทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ในอดีต ส่วนกฎหมายอื่นที่เป็นข้อจำกัด แม้แต่ พ.ร.บ.คอมฯ มีปัญหา 2-3 อันคือ เรื่องความผิดความมั่นคงที่เอาไปใส่ในคอมพิวเตอร์ น่าจะแยกจากกัน นอกจากนี้จริงๆ แล้ว กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลในการสั่งปิด แต่กระบวนการมั่ว ดังนั้น ถ้าแยกประเด็นของกฎหมายและการบังคับใช้ออกจากกัน จะเห็นภาพชัดขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาการกระจุกตัวของการผูกขาดสื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญระบุว่าห้ามควบรวบหรือผูกขาดสื่อที่จะกระทบต่อการแสดงความเห็นของสังคม การออกกฎเกณฑ์ของ กสทช.จะเป็นนามธรรมมาก เป็นโจทย์ใหญ่ของ กสทช. ซึ่งองค์กรต่างๆ ต้องช่วยให้เกิดการวางเกณฑ์ตรงนี้

ชี้ยังตรวจสอบเนื้อหาสื่อต่ำ
อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ กรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ยังมีการพูดถึงกลไกกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพน้อย ทั้งนี้ เขาเสนอว่า ไทยพีบีเอสซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ น่าจะเริ่มกลไกนี้ได้ โดยให้สื่อกำกับควบคุมดูแลกันเอง แบบผู้ตรวจการสื่อ โดยเป็นกลไกอิสระ มีคนนั่งทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพโดยไม่ขึ้นกับกรรมการนโยบาย อาจทำให้สื่อในประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะเมื่อมีการตรวจสอบที่ดี สังคมยอมรับ และยอดขายก็จะดีตามด้วย

ด้านการตรวจสอบของภาคประชาสังคม มีการพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่การตรวจสอบเนื้อหามีน้อย ไม่ชี้ตัวปัญหา ทั้งนี้ เขาได้ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ http://churnalism.com/ ของ Media Standard Trust ในอังกฤษ ซึ่งเห็นปัญหาว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์ ครอบงำสื่อเยอะ และลอกข่าวจากข่าวแจก (press release) จึงเปิดเว็บให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม โดยหากคัดลอกข่าวแจกมา จะมีการดูดข้อมูล และบอกได้ว่า แต่ละเว็บข่าวคัดลอกมากี่เปอร์เซ็นต์ หรือ นสพ.ไหน มีข่าวหนักไปทางไหน ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าควรเชื่อสื่อนั้นๆ หรือไม่


ความสัมพันธ์ของสื่อกับการเมือง

ชวิดา วาทินชัย ผู้สื่อข่าวช่อง 9 อสมท. แสดงความเห็นว่า สื่อมักบอกว่าไม่อยากให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่เมื่อวันก่อนได้เห็นการเคลื่อนไหวของนักข่าวในนามสหภาพ อสมท. ไปยื่นหนังสือนายกฯ โดยมีการจัดห้องรับรอง ซึ่งทราบว่ามีสื่อใช้ความสนิทสนมกับนายกฯ ระบุกำหนดการนี้ในวาระงานล่วงหน้า ขณะที่เมื่อม็อบคนงานมา นักข่าวในทำเนียบไม่เดินออกมาหา สิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ บรรทัดฐานเหล่านี้สื่อต้องถามตัวเองว่า อยากให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงเฉพาะเรื่องที่อยากให้เปลี่ยนแปลงหรือไม่


การตลาด 112

สุเมธ สมคะเน ผู้สื่อข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ ตั้งข้อสังเกตจากรายงานว่า เมื่อดูรายชื่อผู้ประเมินแล้ว พบว่าส่วนใหญ่คือผู้บริหาร นักข่าวอาวุโส ไม่มีดัชนีชี้วัดจากนักข่าวในสนามจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการของสื่อมวลชนที่บอกว่าเพียงพอนั้น จริงๆ แล้วไม่เพียงพอ เพราะเงินเดือนไม่ได้มากมาย ข้อมูลบางอย่างค่อนข้างเก่า ไม่อัพเดทกับสถานภาพวันนี้ที่สื่อทุกแขนงแข่งกันด้านการตลาดและเชิงปริมาณค่อนข้างมาก นักข่าวบางสำนักทำงานวันหนึ่งเกือบ 10 ข่าว ไม่เหมือนแต่ก่อนที่วันละ 1-2 ข่าวเชิงคุณภาพ นอกจากนี้บางสำนักยังบอกว่า นักข่าวต้องสายพันธุ์ทำงานครบวงจร ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่ม

นอกจากนี้ แม้ว่าในรายงานจะพูดถึงการแทรกแซงทางการเมืองของภาครัฐ หรือกลุ่มทุน แต่ก็ไม่ได้ศึกษาการแข่งขันด้านการตลาดของแต่ละสื่อ ที่มีผลต่อสภาวการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือความขัดแย้ง ทางชุมชน โดยยกตัวอย่างสื่อที่เรียกว่าสื่อฝ่ายแดง ก็ยังมีการแข่งขันกันเอง สื่อไหนไม่หยิบเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อมาตรา 112 มาเล่น ก็ขายไม่ออก ไม่มีคนตาม

ไม่เห็นด้วยกลุ่ม-พรรคการเมืองมีสื่อของตัวเอง
โชคชัย สุทธาเวธ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อยากให้ลดอิทธิพลของพรรคหรือกลุ่มการเมืองในการควบคุมสื่อ โดยจากการสังเกตตั้งแต่สมัยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุม สิ่งที่ค่อนข้างวิตกกังวลคือ การที่พันธมิตรฯ มีสื่อของตัวเองในการควบคุมความรู้ความเข้าใจของประชาชน ตั้งคำถามว่า กลุ่มนักวิชาชีพได้พูดคุยกันไหมว่า กลุ่มการเมืองควรมีสื่อสาธารณะของตัวเองหรือไม่ เพราะเผยแพร่อุดมการณ์อย่างสูงได้โดยที่รัฐคุมไม่ได้ ต่อมาพอเสื้อแดงชุมนุมก็มีสื่อของตัวเอง น่าตกใจว่าประชาชนอยู่ใต้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากคนเสื้อแดงอย่างกว้างขวาง โดยยกตัวอย่างสหรัฐฯ ช่วงที่พรรคการเมืองพยายามมีสื่อของตัวเองว่า พบว่าทำให้สังคมวุ่นวายมากกว่า ถ้าพรรคต้องการเผยแพร่ความคิดควรให้สื่อเสรีเข้าไปทำหน้าที่แทนการมีสื่อของตัวเอง

ถามใครต้องรับผิดชอบ สื่อ? ผู้บริหาร?
นิพนธ์ นาคสมภพ นักวิชาชีพสื่ออิสระ กล่าวถึงความรับผิดของสื่อโดยตั้งคำถามว่า จะลงโทษผู้บริหารหรือผู้เผยแพร่ โดยเมื่อดูมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ พบว่า ผู้บริหารไม่สามารถทำอะไรสื่อหรือผู้เผยแพร่ได้เลย ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 51 มาตรา 30 ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิดชอบในการกระทำของผู้อำนวยการสถานี ตั้งคำถามว่า แล้วเราจะเชื่อรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.บ. และสรุปแล้ว ผู้บริหารสามารถไล่ผู้เผยแพร่ออกได้หรือไม่ หรือต้องติดคุกแทน ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องพูดกันอย่างมาก

กรณีที่การหมิ่นประมาทจนถึงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากมีคนถูกหมิ่นประมาท เช้า กลางวัน เย็น แล้วจะให้เขาอยู่ได้อย่างไร นิพนธ์ตั้งคำถามว่า จะหยุดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งหากศาลสามารถตัดสินได้ 24 ชม. ก็อาจไม่ต้องมีกฎหมายอื่นเลยก็ได้ เพราะการพูดหนึ่งคำพูด มันกระจายไปทั่วโลก

นิพนธ์กล่าวถึงความกังวลใจจากฝั่งผู้บริหารว่า ทุกวันนี้ นักวิชาชีพมีกลุ่มแก๊งของตัวเอง เช่น แก๊งสภา แก๊งไทยคู่ฟ้า ซึ่งข่าวที่เสนอออกมาเหมือนกันหมด ตั้งคำถามว่า นี่คือการควบคุมโดยระดับล่าง ซึ่งระดับบนทำอะไรไม่ได้หรือไม่ นี่คือความทุกข์ใจของผู้บริหาร ทำไมไม่เคยมีการหยิบประเด็นนี้มาพูดกัน

ในช่วงท้าย จอน ชี้แจงเพิ่มเติมว่า คดีของจีรนุชที่บอกว่าสื่อควรสนใจนั้น เป็นเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งพูดกันเรื่องเสรีภาพสื่อ เนื่องจากโจทก์บอกว่า ถ้ามีความเห็นปรากฎบนเว็บ แม้เพียง 1 วินาที ก็ผิดกฎหมาย สื่อต่างประเทศรายงานประเด็นในระหว่างการขึ้นศาล ขณะที่สื่อไทยเงียบ หรือในกรณีคนถูกจับขังลืม สื่อไทยก็เงียบ

จอนยกตัวอย่างว่า กรณีวิกิลีกส์ สื่อสามารถนำเสนอได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เช่น รายงานว่า วิกิลีกส์เสนอประเด็นที่มีคนสามคน คือใครบ้าง คุยกับทูตอเมริกัน และบอกว่าไม่สามารถเสนอเนื้อหาได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งประชาชนก็จะไปหาอ่านเอง แต่สื่อหลักตอนนี้กำลังกลายเป็นสื่อบันเทิง ขณะที่สื่อที่มีความหมาย เป็นสื่อออนไลน์ ที่มีความเสี่ยงสูง ไม่เป็นมืออาชีพ แต่พูดในเรื่องที่สำคัญ เรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ถ้าปิดเงียบ เขามองว่าจะไม่มั่นคง จะให้มั่นคง ต้องสามารถพูดถึงได้

ประวิตร โรจนพฤกษ์ แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ สื่อกับสังคมแยกไม่ออกแล้วว่า การแสดงความเห็นอย่างเท่าทันและเป็นประโยชน์เกี่ยวกับสถาบันฯ ต่อที่สาธารณะ กับความเห็นเชิงดูหมิ่นหรือใส่ร้ายต่อสถาบันนั้น ต่างกันอย่างไร ถ้าได้อ่านในวิกิลีกส์ จะพบว่าเป็นความเห็นเท่าทันที่หวังดีต่อสถาบัน แต่สิ่งเหล่านั้นสื่อก็ปฏิเสธซึ่งที่ว่าอาจเกิดจากการปลูกฝังนั้น มองว่าก่อนสมัยสฤษดิ์ สื่อไทยก็เคยรายงานข่าวอย่างเท่าทัน อย่างไรก็ตาม หากการปลูกฝังผิด หรือไม่เอื้อต่อสังคม ตั้งคำถามว่าสื่อจะนิ่งดูดายอยู่เฉยๆ หรือ และถ้าไม่เปลี่ยน ถามว่าคุณเป็นพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีหรือไม่ หรือเป็นพลังอนุรักษ์สิ่งที่อาจไม่เอื้อต่อประชาธิปไตย

กรณีสื่อเหลืองสื่อแดงนั้นมองว่า ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการใส่ร้ายกัน และมีการปิดสื่อแล้ว ก็จะปล่อยไปได้โดยไม่เดือดร้อน แต่ควรต้องวิจารณ์การรายงานแบบนั้นๆ ท่าทีของสมาคมสื่อไม่ควรดูดาย ควรดีเบตว่าอะไรเป็นสื่อ เป็นคำถามให้สังคมหาคำตอบและตัดสินเอง เพราะหากมีการกล่าวหากัน ก็มีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว

ด้านประสงค์ กล่าวย้ำว่า สิ่งที่พูดนั้นเป็นการอธิบายปรากฎการณ์ว่ามีแนวคิดแบบนี้ปลูกฝังมานาน ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ มองว่าที่จอนแนะนำคือกลวิธี แต่คนที่รับผิดชอบอาจไม่ได้คิดอย่างนั้น และกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นจนถึงสูงสุดยังไม่แน่นอน จึงตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยเลือกที่จะไม่เสนอ 

 

‘พลเมืองเน็ต’ ร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

Posted by KwamRak on 10.2009 บทความน่าอ่าน

‘พลเมืองเน็ต’ ร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เครือข่ายพลเมืองเน็ตออกแถลงการณ์หวั่นวิธีการเข้าถึงอีเมลของเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิของบุคคลซึ่ง รธน.คุ้มครอง เรียกร้องให้ปฏิรูป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ ม.14 ชี้เปิดช่องให้นำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพได้ง่าย พร้อมเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 

 

วานนี้ (9 พ.ย.) เครือข่ายพลเมืองเน็ตออกแถลงการณ์เรื่อง “เรื่อง การร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จับกุมผู้ใช้เน็ตในเดือนตุลาคม 2552” กรณีที่มีการควบคุมตัวนายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ และกรณีควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหากระทำผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้
 
 
แถลงการณ์
เรื่อง การร้องขอความชัดเจนกรณีใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จับกุมผู้ใช้เน็ตในเดือนตุลาคม 2552
 
สืบเนื่องจากกรณีดังต่อไปนี้ (ตัวหนาเน้นโดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต)
 
1. พนักงานสอบสวนดีเอสไอควบคุมตัว นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญาในวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โดยคำร้องฝากขังระบุว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ขออนุญาตศาลอาญาเข้าถึงข้อมูลในอีเมลของ นายอีมิลิโอ เอสเทแบน (Emilio Esteban) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ ผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ไว้ในเว็บบล็อก โดยใช้อินเทอร์เน็ตจากประเทศสเปน จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า วันที่ 21-23 ก.ค.2552 ได้มีอีเมลของ นายณัฐ ผู้ต้องหา ส่งข้อมูล ภาพ และเสียงที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้กับ นายอีมิลิโอ จำนวน 3 คลิป ซึ่งเป็นคลิปเดียวกันกับที่มีการเผยแพร่ในเว็บบล็อกของ นายอีมิลิโอ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับนายณัฐต่อศาลอาญา (อ้างอิงข่าว นสพ. เอเอสทีวี ผู้จัดการ วันที่ 15 ตุลาคม 2552
 
2. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหากระทำผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (“พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์”) คือ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อประชาชน” เมื่อปลายเดือนตุลาคม และต้นเดือนพฤศจิกายน 2552 ซึ่งการจับกุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกรณีข่าวลือในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนกจนพากันเทขายหุ้นระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม 2552 (อ้างอิงข่าว นสพ.คมชัดลึก วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 – http://www.komchadluek.net/detail/20091103/35639/รวบเสี่ยโต๊ะสนุกชลผู้ต้องหาทุบหุ้นอีก.html)
 
เครือข่ายพลเมืองเน็ตเห็นว่า การเข้าถึงอีเมลของนายอีมิลิโอตามข้อหนึ่ง และกระบวนการสืบค้นตัวและจับกุมผู้ต้องหาอีกสองรายตามข้อสอง อาจเป็นการใช้อำนาจรัฐและพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (“พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์”) โดยละเมิดสิทธิของบุคคลในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 35 และ มาตรา 36
 
ส่วนในกรณีหลังคือการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 รายโดยอ้าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น อาจเป็นการใช้กฎหมายในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้ต้องหาอาจไม่รู้ว่าข่าวลือที่นำมาส่งต่อนั้นเท็จจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งอาจไม่มีเจตนาที่จะก่อความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อความตื่นตระหนกแก่ประชาชน เครือข่ายพลเมืองเน็ตเห็นว่า กรณีเดียวที่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จนั้น คือกรณีที่ผู้ต้องหาดังกล่าวมีส่วนในการสร้างราคาหุ้น อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (“พ.ร.บ.หลักทรัพย์”)
 
จากกรณีที่เกิดขึ้น เครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
 
1. ขอให้รัฐเปิดเผยว่าเข้าถึงอีเมลของนายอีมิลิโอด้วยวิธีการใด ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับใด เนื่องจากอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชน
 
2. ขอให้รัฐเปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีสร้างราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อมิให้ประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกิดความตื่นตระหนก และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการสื่อสารภายในหมู่ประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองไว้
 
3. ขอให้รัฐพยายามจับกุมผู้กระทำความผิดที่แท้จริง มิใช่จับกุมตัวกลาง (intermediaries) หรือ “ผู้ให้บริการ” เนื่องจากการดำเนินการกับตัวกลางจะส่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ มากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งยิ่งจะทำให้การจับกุมผู้กระทำความผิดยุ่งยากลำบากมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อสาธารณะ
 
สุดท้ายนี้ เราขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงรวมถึงสาธารณชน ร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ และแสดงจุดยืนเรียกร้องให้มีการปฏิรูป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะมาตรา 14 ซึ่งมีความคลุมเครือจนเปิดโอกาสให้นำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้โดยง่าย รวมถึงร่วมผลักดันการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถแยกแยะระหว่างการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กับผู้มีเจตนาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการทุจริต ได้อย่างเที่ยงตรงและชัดเจนกว่าที่แล้วมาในอดีต
 
ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพลเมือง
 
เครือข่ายพลเมืองเน็ต
 
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2552