ทวงคืนผัดกะเพรา!!

Posted by KwamRak on 14.2013 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

image

:oops:  ดราม่านี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของประเทศเราเลยนะครับพ่อแม่พี่น้อง

ที่ผ่านมาทุกคนคงได้เห็นแฟนเพจจำนวนมาก ออกมารณรงค์ทวงคืนบางสิ่งบางอย่างให้ประเทศไทย

เช่นทวงคืนน้ำมัน ทวงคืน ปตท. ทวงคืน แต่นั่นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลยครับ

เมื่อเอามาเทียบกับดราม่านี้ แฟนเพจที่แอดมินกำลังจะพูดถึงมันคือแฟนเพจ

“ทวงคืนผัดกะเพราไม่ใส่ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน และหอมใหญ่” ให้กับคนไทยนั่นเอง

image

:mrgreen:  แอดมินเพจทวงคืนผัดกะเพราฯถามชาวเน็ทว่าพวกมึงไม่เบื่อกันบ้างเลยหรือ

ที่เวลาเรากินผัดกะเพราแล้วมีถั่วฝักยาว หอมใหญ่ ข้าวโพดอ่อนปนอยู่เต็มจาน

กรูเคี้ยวผักในผัดกะเพราจนดังเอี๊ยดอ๊าดแสบหูไปหมดแล้ว และกรูเชื่อว่าพวกมึงทุกคน

ก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ในทำนองเดียวกับกรูมาก่อน พวกมึงไม่เบื่อผัดกะเพราใส่ผักกันบ้างเลยรึ

ถ้าพวกมึงเบื่อ เราจงมาร่วมมือกันเพื่อทวงคืนผัดกะเพราที่แท้จริงให้กับสังคมไทย

image

:twisted:  ขนาด ปตท มันยังมีคนตั้งเพจทวงคืนให้ประเทศไทยได้เลย แล้วทำไมเราถึงไม่สมควร

รณรงค์เรียกร้องให้คืนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อย่างการกินผัดกะเพราไม่ใส่ผักให้กับคนไทยวะ?!

ถ้าพวกมึงเห็นด้วยกับกรู จงรีบแชร์ให้เพจนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน

ก่อนที่ประเทศชาติของเราจะล่มสลายเพราะผัดกะเพรากลายพันธ์เป็นผัดผักทั้งประเทศ!!

image

:evil:  ปรากฏว่าชาวเน็ทส่วนมากเห็นด้วยกับเพจนี้ว่ะครับ ออกมาสนับสนุน

และช่วยผลักดัน ให้เพจทวงคืนผัดกะเพราฯเป็นที่รู้จักแพร่หลายกันยกใหญ่

image

:mrgreen:  แอดมินเพจทวงคืนผัดกะเพราฯยังบอกอีกว่าขอให้พ่อแม่พี่น้องทุกท่านช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ปกปักรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ถ้าเห็นร้านอาหารร้านไหนบังอาจทำผัดกะเพราใส่ผัก

จงเอามันมาประจานในเพจนี้ซะ เพราะถือว่ามันได้ทรยศต่ออาหารประจำชาติของเรา

พวกเราจะได้ยกพลไปทวงคืนผัดกะเพราที่แท้จริงจากแม่ค้าอาหารตามสั่งขายชาติพวกนั้นซะให้หมด

image

:evil:  ชาวเน็ทที่เห็นด้วยกับแอดมินก็ส่งเสียงเฮลั่น บอกว่าแอดมินพูดถูกต้องที่สุด

ผัดกะเพราคืออาหารที่อยู่คู่กับชาติไทยมาตั้งแต่สมัยเรายังปลูกกระต๊อบอยู่ใต้เทือกเขาอัลไต

แล้วเราจะปล่อยให้พวกพ่อค้าแม่ค้าทุนนิยมสามานย์ มาดัดแปลงสูตรผัดกะเพราคู่บ้านคู่เมืองของเราได้ยังไง

image

:???:  บ้างก็บอกว่าที่ผัดกะเพราฯเปลี่ยนไปมันต้องเป็นฝีมือของทักษิณแน่ๆ

กรูรู้นะว่าทักษิณมันซื้อฟาร์มถั่วฝักยาวเอาไว้หมดแล้ว

รวมไปถึงฟาร์มหอมใหญ่  กับฟาร์มข้าวโพดอ่อนก็ถูกตระกูลชินวัตรฮุบเรียบ

ที่คนไทยต้องกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ ก็เป็นเพราะนโยบายของรัฐบาล

ที่ต้องการเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลของไอ้หน้าเหลี่ยมพี่ชายอีนายก!!

แค่นั้นยังไม่พอมันยังดำเนินนโยบายกระเพราใส่ผักนิยม  โดยแอบใส่กัญชาลงไปในผัดกะเพราใส่ผัก

ทำให้คนไทยเสพติดผัดกะเพราใส่ผักงอมแงมกันทั้งประเทศจนไม่มีปัญญาหลุดพ้น

จากการครอบงำของรัฐบาลใช่มั้ย!! อย่าคิดว่าคนฉลาดอย่างกรูไม่รู้ทันมึงนะโว้ยไอ้หน้าเหลี่ยม!!

image

:smile:  ชาวเน็ทคนนึงก็เอาข้อมูลมาเสริมว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังกะเพราใส่ผักที่ระบาดไปทั่วประเทศจริงๆ

เพราะกรูจำได้ว่าตอนมันเป็นนายกเมื่อปี 2548 มันได้ใช้ให้สุดารัตน์ เกยุราพันธ์

ที่เป็น รมว.ในขณะนั้นออกนโยบายให้คนไทยกินอาหารที่มี “ผักครึ่งนึง อย่างอื่นครึ่งนึง”

ถ้ามันไม่ออกนโยบายนี้ขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลมันแล้วมันจะออกนโยบายนี้มาทำไม

เพื่อทำลายผัดกะเพราแบบดั้งเดิมที่คนไทยสืบทอดกันมาช้านานรึไงวะ!!

image

 

จากนั้นชาวเน็ทที่เห็นด้วยกับแอดมินก็เริ่มล่าแม่มดกันอย่างเมามันส์

:shock:  มีการเอาภาพกะเพราใส่ผักจากร้านต่างๆมาประจานในเพจราวกับเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายก็มิปาน

image

:?:  กระทั่งข้าวกล่องผัดกะเพราของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่มีการละเว้น

image

แต่ใช่ว่าจะมีแต่คนเห็นด้วยกับแอดมินไปเสียหมด ชาวเน็ทบางคนก็สวนกระแส

:???:  โดยแสดงตัวว่ากรุชอบกินผัดกะเพราแบบใส่ผักเยอะๆว่ะครับ ใครจะทำไมไม่ทราบ!?

image

:lol:  บางคนก็แสดงความเห็นว่าไอ้เพจทวงคืนผัดกะเพราฯอะไรนี่

มันต้องมีนอกมีในแหงๆเลยว่ะ บางทีมันอาจจะมีผลประโยชน์กับฟาร์มปลูกใบกะเพรา

มันก็เลยตั้งเพจขึ้นมา เพื่อทำให้คนเลิกแดกผัดกะเพราใส่ผัก หันมาแดกผัดกะเพรา

ที่ใส่แต่ใบกะเพราอย่างเดียว เพื่อกระตุ้นยอดขายของใบกะเพราก็เป็นได้นะเว้ย!!

image

:twisted:  ต่อมาชาวเน็ทหน้าตาดีมีเสน่ห์เร้าใจนามว่า “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” ก็แสดงความเห็น

ในเพจทวงคืนผัดกะเพราว่า ผัดกะเพราแบบใส่ผักเยอะๆแม่งอร่อยกว่าแบบคลาสสิคเห็นๆ

image

:lol:  ชาวเน็ทที่ชอบกินผักคนอื่นๆก็เห็นด้วย บอกว่าการใส่ผักในผัดกะเพรามันทำให้อร่อยขึ้นนะเออ

image

:|  หอมใหญ่ที่ใส่ในผัดกะเพรามันอร่อยจะตาย

image

:roll:  ยิ่งผัดแล้วมีรสหวานจากข้าวโพดอ่อนผสมในผัดกะเพรานิดๆนี่แหละสุดยอด

แถมถั่วฝักยาวผัดก็เคี้ยวกรุบกรอบอร่อยจะตาย ผัดกะเพราใส่ผักมันไม่อร่อยตรงไหนวะ

image

:razz:  สาวกของลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็โวยวายใส่คนรักผักเหล่านี้ว่าผัดกะเพราของพวกมึงมันนอกรีต!!

ผัดกะเพราที่แท้จริงมันต้องมีแต่เนื้อสัตว์กับใบกะเพราเท่านั้นสิวะ

ถึงจะเป็นผัดกะเพราหนึ่งเดียวอันเที่ยงแท้ ส่วนออปชั่นเสริมอย่างถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน หอมใหญ่

มันเป็นอุบายที่ทำให้พวกมึงหลุดออกจากเส้นทางอันสว่างไสวของผัดกะเพราที่แท้จริงนะ

image

:???:  ถ้าพวกมึงใส่ผักลงไปผัดด้วยมันจะทำให้เสียรสชาติที่แท้จริงของผัดกะเพรา

ผัดกะเพรามันควรจะมีรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม ที่มีแต่รสเครื่องปรุงกับเนื้อหมูและใบกะเพราเท่านั้น

พวกมึงใส่รสบ้าๆบอๆ อย่างรสหวานจากข้าวโพดอ่อนลงไปมันก็ไม่นับว่าเป็นผัดกะเพราแล้วโว้ย

image

:mrgreen:  ถ้าพวกมึงจะใส่ผักยัดห่าในผัดกะเพราซะขนาดนั้น ทำไมพวกมึงไม่ไปสั่งแกงเลียงมาแดกซะเลยล่ะ

image

:o  หรือไม่ก็สั่งผัดผักมาแดกก็ได้นี่ครับไอ้สัส จะเสือกมาสั่งผัดกะเพราใส่ผักให้พวกกรูรกหูรกตาทำไม

image

จ่าพิชิตก็ไม่ยอมแพ้ เถียงสู้กับสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯว่าการกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ

:???:  นับเป็นเรื่องดีนะมึง เพราะถ้าเรากินผักเยอะๆทำให้ขี้คล่อง ดีต่อสุขภาพจะตายไป

image

:mrgreen:  สาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็เถียงว่าถ้ามึงอยากขี้คล่องก็ไปแดกผัดผักสิครับไอ้สัส

จะใส่ผักลงมาผัดด้วยเพื่อทำลายรสชาติอันดั้งเดิมของผัดกะเพราที่พวกกรูถวิลหาทำไม

image

:lol:  ถ้ามึงอยากแดกผักเยอะๆจะได้ขี้คล่อง มึงก็สั่งผัดถั่วใส่ข้าวโพดอ่อน แล้วบอกแม่ค้าให้เพิ่มใบกะเพราสิวะ

image

:twisted:  หรือไม่มึงก็ไปสวนทวารดูซักรอบสองรอบก็ได้ รับรองว่าขี้คล่องสมใจอยากแน่ๆ

image

:o  จ่าพิชิตก็ชี้หน้าด่าสาวกฯกลับไปว่าพวกมึงแม่งนอกรีต พวกมึงไม่รู้หรือว่าผักที่ใส่ในผัดกะเพรา

ล้วนแล้วแต่เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงลิบลิ่ว เช่นถั่วฝักยาวมีโปรตีนสูง

ข้าวโพดอ่อนก็มีวิตามินเกลือแร่เพียบ แถมยังกรุบกรอบเคี้ยวมันส์อีกต่างหาก

การกินผัดกะเพราใส่ผักเยอะๆ นอกจากจะทำให้ขี้คล่องแล้ว

ยังเป็นการอุดหนุนเกษตรไทยให้ทำมาหากินคล่องตัวขึ้นด้วยนะโว้ย!!

image

:o  แต่สาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯก็ยังคงยืนกรานว่าผัดกะเพราใส่ผักต่างหากที่นอกรีต

image

:???:  พวกกรูแดกผัดกะเพราเพราะอยากลิ้มรสชาติของผัดกะเพรา ไม่ได้อยากลิ้มชาติผัดผักรวมมิตร

image

:razz:  ถ้าพวกกรูอยากกินผัดผัก กรูก็สั่งผัดผักรวมมิตรมาแดกตั้งนานแล้ว จะสั่งผัดกะเพรามาแดกทำเชี่ยอะไร

image

:twisted:  อีกอย่างผักพวกนี้แดกเยอะไปก็ไม่ดีนะ อย่างถั่วฝักยาวนี่มีสารพิษตกค้างอื้อซ่าเลยนะเธอว์

image

:razz:  จ่าพิชิตก็ชี้หน้าด่าสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯว่าไอ้พวกไม่แดกผัก

พวกมึงแม่งเลวสัสๆ พวกมึงมันทุนนิยมสามานย์ พวกมึงไม่คิดจะช่วยเหลือ

เกษตรกรไทยให้อยู่รอดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงบ้างเลยรึไงวะ

image

:???:  ถึงผักจะมีสารพิษตกค้าง แต่เรากินนิดๆหน่อยๆก็ไม่ถึงตายหรอกน่า

แต่ถ้าพวกมึงต่อต้านผัดกะเพราใส่ผัก จนเกษตรกรไทยขายผักไม่ได้

เกษตรกรไทยเหล่านั้นถึงขั้นอดตายเลยนะมึง และลูกเมียของเขาก็ต้องอดตายตามไปด้วย

image

:o  พวกมึงแม่งกินกันแต่ผัดกะเพรากับเนื้อหมู เนื้อสัตว์ ไม่เคยแยแสผักที่เป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศบ้างเลย

วันนี้พวกมึงแดกหมูในประเทศ แต่กรูมั่นใจมากๆว่าวันหน้าพวกมึงจะต้องนำเข้าหมูจากต่างประเทศ

เช่นหมูจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนาม จาไมก้า โมซัมบิก มาทำผัดกะเพราแน่ๆ

พวกมึงไม่คิดกันบ้างเลยเรอะว่าถ้าวันนั้นมาถึง ประเทศไทยจะเสียดุลทางการค้ามากมายขนาดไหน

กรูพูดตรงๆนะ ไอ้พวกที่แดกผัดกะเพราไม่ใส่ผักอย่างพวกมึง แม่งขายชาติว่ะ!!

image

:evil:  อีกฝ่ายก็ถามว่ากะอีแค่พวกกรูไม่ชอบกินผักในผัดกะเพราแค่นี้ กรูถึงกับเป็นพวกขายชาติเลยเหรอวะ?

image

image

:smile:  มึงคิดว่าผักที่มึงแดกๆกันอยู่เนี่ย มันเป็นผักที่ปลูกในประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเหรอวะ

ใครจะไปรู้ บางทีผักที่มึงใส่ในผัดกะเพราอาจจะนำเข้ามาจากเวียดนามก็ได้นะว้อย

image

จ่าพิชิตก็ขู่คนที่เถียงเรื่องผัดกะเพราว่ามึงอย่ามาต่อปากต่อคำกับกรูนะครับไอ้สัส

:razz:  ไม่งั้นเด๋วกรูจะจับพวกมึงแขวนคอแล้วเอาทัพพี ตะหลิวฟาดให้หมด

image

:o  การที่พวกมึงไม่รักผัก ไม่ชอบกินผัก ก็ถือว่าพวกมึงผิดแล้วครับ!!

ทำไหมอ่ะครับ การกินผักเยอะๆมันไม่ดีตรงไหน ยิ่งกินก็ยิ่งดีต่อสุขภาพ

ไม่ทราบว่าพวกมึงเป็นโคตรพ่อโคตรแม่ของอีเนยรักโลกรึไงถึงได้แอนตี้การกินผักกันจัง

ใครไม่แดกผักก็ไสหัวออกไปจากประเทศกสิกรรมอย่างประเทศไทยให้หมดเถอะครับ

image

ปล. อีเนยรักโลกกล่าวถึงผัดกะเพราใส่ผักเอาไว้ดังนี้

image

:mrgreen:  ทำไมพวกมึงถึงไม่เข้าใจซักทีว่าผัดกะเพราแบบไทยๆมันต้องใส่ผักเยอะๆจึงจะถูกต้อง

เมื่อก่อนสูตรดั้งเดิมที่ผัดกะเพรากับเนื้อสัตว์อาจจะเป็นที่แพร่หลาย

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไป มันก็ปรับเปลี่ยนสูตรให้เข้ากับสังคมไทย

จนกลายเป็นผัดกะเพราใส่ผักที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

ถ้าพวกมึงไม่พอใจ อยากกินผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมนัก ก็ไสหัวไปแดกที่ต่างประเทศสิครับ

จะเสือกมาเรียกร้องผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมในประเทศไทยทำไม

image

:???:  ชาวเน็ทคนนึงก็ด่าจ่าพิชิตว่ามึงอย่าเอาผักมาเป็นข้ออ้างไล่พวกกรูออกนอกประเทศสิวะ

ทำไมอ่ะ เถียงกันดีๆไม่เป็นเหรอ ทำไมมึงถึงต้องเอาผักมาบังหน้าเป็นเครื่องมือขับไล่คนที่คิดต่างอย่างพวกกรูด้วยวะ

พวกกรูก็แค่ต้องการให้ผัดกะเพราที่แท้จริงกลับคืนสู่สังคมไทยเท่านั้นเองนะโว้ย!!

image

:mrgreen:  จ่าพิชิตก็สวนกลับว่ากรูไม่ได้เอาผักมาบังหน้า แต่กรูรักผัก กรูชอบการกินผัก

โคตรพ่อโคตรแม่สั่งสอนให้กรูกินผักมาตั้งแต่เด็กเพราะมันดีกับสุขภาพ

ดังนั้นเมื่อกรูเห็นคนที่มีความเชื่อผิดๆว่าการกินผัดกะเพราใส่ผักมันไม่ดีอย่างพวกมึง

กรูถึงอดไม่ได้ ต้องเข้ามาสั่งสอนพวกมึงให้ตาสว่างและกลับมาสู่วิถีทางที่ถูกต้องยังไงล่ะ

แล้วมึงมีหน้ามาหาว่ากรูเอาผักมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีมึงได้อย่างไร สิ่งที่กรุกำลังทำอยู่

ไม่ใช่การเอาผักมาเป็นเครื่องมือ แต่กำลังเชิดชูผัก ทำให้พวกมึงกลับมากินผักกันอีกครั้งต่างหาก

image

:o  กรูไม่เถียงกับพวกมึงต่อแล้วครับ เพราะกรูเข้าใจแล้วว่าคนที่ไม่กินผักอย่างพวกมึง

มันเป็นไส้ศึกจากทุนข้ามชาติ ที่มีเจตนาจะบ่อนทำลายเศรษฐกิจแบบกสิกรรมของไทยแน่ๆ

image

หลังจากนั้นชาวเน็ทก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้กันไปต่างๆนานา

บ้างก็แย้งจ่าพิชิตที่หาว่าคนสนับสนุนผัดกะเพราสูตรดั้งเดิมถูกทุนนิยมสามานย์ครอบงำว่า

ใครกันแน่วะครับที่เป็นทุนนิยมสามานย์ ไม่ใช่เพราะร้านอาหารตามสั่งมันต้องการลดต้นทุน

ก็เลยลดปริมาณเนื้อสัตว์ แล้วเพิ่มผักที่ราคาถูกกว่าเข้ามาแทน

จนมันสูญเสียอัตลักษณ์ กลายเป็นผัดกะเพราใส่ผักที่คนไทยแดกกันทั้งบ้านทั้งเมือง

:???:  แล้วมึงจะโทษพวกกรูว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผัดกะเพราเปลี่ยนไปได้ยังไง

image

:lol:  บางคนก็แฉข้อมูลวงในว่าที่จริงแล้วคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ว่าเราเป็นประเทศที่ปลูกกะเพราได้อันดับต้นๆของโลก

แต่ทุกวันนี้ที่เราต้องซื้อผักกะเพรามาผัดในราคาแพง ก็เพราะพวกฟาร์มกะเพรามันส่งใบกะเพราคุณภาพดี

ออกไปขายที่ต่างประเทศจนหมด จากนั้นเราก็ต้องนำเข้าใบกระเพราเกรดเอพวกนั้นเข้ามาแดกกันอีกทอดนึง

ดังนั้นกรูเห็นด้วยกับเพจนี้อย่างสุดตัวว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทวงคืนผัดกะเพราสู้ตรดั้งเดิมให้กับสังคมไทย

image

นักวิชาการที่มักวิจารณ์สถาบันอยู่บ่อยๆอย่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (สศจ)

ก็เข้ามาแสดงความเห็นแย้งกับแอดมินทวงคืนผัดกะเพราว่ามึงทำแบบนี้ไม่ได้นะ

image

ผัดกะเพราที่ใส่ผักน่ะอร่อยสุดๆไปเลยนะจะบอกให้ ยิ่งถั่วฝักยาวกับหอมใหญ่

มันเป็นผักที่ต้องมีอยู่ทุกจานของผัดกะเพรา แต่มึงกลับตั้งเพจรณรงค์สั่วๆแบบนี้

:mrgreen:  เด๋วกรูก็ไปตั้งเพจคัดค้านการทวงคืนผัดกะเพรามาแข่งกับมึงมั่งหรอก

image

ปรากฏว่าหลังจาก สศจ พูดเช่นนั้น ก็มีคนตั้งเพจคัดค้านการทวงคืนผัดกะเพราขึ้นมาจริงๆว่ะครับ

image

กระทั่งเพจที่โจมตีพวกทวงคืนผัดกะเพราว่ากำลังสร้างความแตกแยกให้สังคมก็มี

image

ที่เด็ดสุดคือเพจแฉพวกทวงคืนผัดกะเพราไม่ใส่ถั่วฝักยาว ที่เอาข้อมูลมาโชว์ให้เห็นกันจะๆ

ว่าผัดกะเพราใส่ผักต่างหากที่ดีต่อสังคมไทย เพราะมันสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยมหาศาล

image

พวกมึงลองคิดดูสิครับว่าผักอย่างข้าวโพดอ่อน หอมใหญ่ ถั่วฝักยาว

ถ้าไม่เอาไปผัดกะเพรา มันจะเหลือเมนูอีกซักกี่รายการที่สามารถเอาผักพวกนี้ไปปรุงได้

ไอ้พวกที่ออกมารณรงค์ให้เลิกกินผัดกะเพราใส่ผักแม่งไม่เห็นใจชนชั้นกรรมมาชีพอย่างเกษตรกรบ้างเลย

พวกมึงมันก็เป็นแค่ชนชั้นกลางดัดจริตที่พยายามกีดกันเกษตรกรไม่ให้มีวันลืมตาอ้าปากเท่านั้นล่ะวะ

ถ้าพวกมึงอยากแก้ไขปัญหานี้วิธีการที่ดีที่สุดไม่ใช่รณรงค์ให้คนไทยเลิกกินผักกะเพราใส่ผัก

แต่พวกมึงต้องรณรงค์ให้รัฐบาลเปิดเสรีการค้าให้ผัดกะเพรา เพื่อให้พ่อค้าอาหารตามสั่ง

:lol:  สามารถซื้อใบกะเพราในราคาที่ถูกลง จะได้เอามาผัดให้พวกมึงแดกกันเยอะๆต่างหากจึงจะถูกต้อง

image

หลังจากนั้นเพจเหล่านี้ก็ถูกสาวกลัทธิทวงคืนผัดกะเพราฯโจมตีเป็นระยะๆ

มีเพจนึงยกให้ สศจ เป็นแอดมินร่วม และหลังจากที่เพจต่อต้านการทวงคืนผัดกะเพรา

ถูกสาวกของลัทธิทวงคืนผัดกะเพราผู้บ้าคลั่งโจมตีจนเพจล่มสลาย

image

ก็ส่งผลให้ สศจ ที่วิจารณ์สถาบันมาเป็นระยะแต่แคล้วคลาดมาจนถึงทุกวันนี้

:evil:  ถูกเฟซบุ๊คลงโทษแบนเพราะบังอาจต่อต้านผัดกะเพราในที่สุด

image

credit : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=627225823960582&set=a.248743445142157.80997.248303255186176&type=1&theater

พ่อแม่พี่น้องคงเห็นแล้วนะครับว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่นี่เป็นวาระแห่งชาติ

ที่ส่งผลกระทบถึงความอยุ่รอดหรือการล่มสลายของชาติไทยเลยทีเดียว

หวังว่าพ่อแม่พี่น้องจะเล็งเห็นความสำคัญของประเด็นผัดกะเพราใส่ผัก

และช่วยกันรณรงค์ให้คนกล้าที่จะวิจารณ์และแตกยอดความคิดเกี่ยวกับผัดกะเพรามากยิ่งขึ้น

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? ผัดกะเพราของไทยควรใส่ผักหรือไม่ใส่ผักกันแน่!?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพในเพจเหล่านี้โดยพลัน!!

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=107159476124506&id=107128019460985

https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88/107128019460985?group_id=0
https://www.facebook.com/kudkantuangkhapao
https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AF/107189235996526

 

credit ภาพประกอบ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=thaisilk&month=19-12-2009&group=30&gblog=9

ฮอตปรอทแตก! วิวาทะชาวเน็ตต่อ “สศจ.-สมศักดิ์ เจียมฯ” หลัง "ตอบโจทย์"

Posted by KwamRak on 14.2013 News 0 trackback


 เพลลิส: http://www.youtube.com/playlist?list=PLXUiR6F5Wfny040rb61z4gI0rIuZlGsUI


หลังจากคืนวานนี้ (12 มี.ค.) หลายคนเฝ้ารอเกาะขอบจอโทรทัศน์ ติดตามการพูดคุยผ่านสื่อสารธารณะเป็นครั้งแรกในรายการตอบโจทย์ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ของ สศจ.-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” นักวิชาการท่าพระจันทร์ที่ถูกเรียกว่าเป็น ปัญญาชนฝ่ายแดง” กับข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันฯ 

 แม้รายการตอนดังกล่าวจะจบลง แต่สิ่งที่น่าจับตา คือ ปฏิกิริยาของชาวโลกออนไลน์” ที่มีต่อทั้ง ข้อเสนอและหงอกขาวบนหัวของสมศักดิ์ รายการตอบโจทย์ และ ไทยพีบีเอส

อาจเรียกได้ว่านี่คือสิ่งที่ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” พิธีกรตอบโจทย์ เรียกว่า พระบารมีฯ
ซึ่งภิญโญเองก็พูดในรายการว่า
อาจารย์วันนี้ออกรายการ อาจารย์จะเห็นพระบารมีฯ เข้าไปในเฟสบุ๊คของอาจารย์

ภาพจาก เพจ "สมาคมแพะในตำนานแห่งราชอาณาจักร"

ในเพจเฟสบุ๊ค ลัทธิคนไทยรักในหลวงจนเสียสติ ได้รวบรวม ′วาทกรรม′ ที่ชาวเน็ตได้โพสยังบนไทม์ไลน์ของหน้าเพจเฟซบุ๊คของสถานีไทยพีบีเอส ดังนี้

"ไม่มีท่าน ก็ไม่มีมึงหรอก"
"สมศักดิ์เจียมออกอากาศด้วยภาษีกู ยอมไม่ได้"
"ไม่รักก็ไปอยู่อังกฤษเลยไป๊"
เกิดอะไรขึ้นกับ ThaiPBS เราเสื่อมศรัทธา
สถานีเป็นแนวร่วมกับสศจ. ต้องการล้มสถาบันหรือ?”
"เอามันมาออกได้ไง เอาภาษีที่อุดหนุนช่องมึงคืนมา"
"รายการนี้เหยียบย่ำหัวใจคนไทย ไม่สมควรออกอากาศบนแผ่นดินนี้"

ส่วนในหน้าเพจของ "ไทยพีบีเอส" ในส่วนที่เป็นโปรยรายการตอบโจทย์ก็มีคนแสดงความไม่พอใจเช่นกัน

เวรกำ..ประเทศไทย..ไม่มีเรื่องอื่นให้คุยกันเหรอวะ..?..จบจากนี้ผมขอกด ไม่ตามเพจนี้ตลอดไปและเลิกตามรายการตอบโจทย์ และภิญโญตลอดไป..อาเมน..!!"
จะเป็นเทปสุดท้ายที่จะดู รายการคิดได้ยังงัยเอาคนแบบนี้มาออก
มึงไปอยู่ประเทศอื่นเลยไป
ทีอย่างนี้ไม่ยุติการออกอากาศ ทีหนังแรงเงา แม่งไม่ให้ออกอากาศ
“...คุณจะเป็นนักวิชาการ นักการเมือง หรืออะไรก็ตามแต่ กรุณาอย่าเอาความรู้ "อันลึกซึ้ง" ของคุณมาตัดสิน "ความรักความภักดี" ของคนอื่น
...มึงคิดว่าประเทศไทยปกครองระบบเดียวกับอังกิดรึไง ไอ้ชั่ว

ไปเอาคนบ้ามาออกทีวีทำไม
ซึ่งก็มีชาวเน็ตคนหนึ่งโต้ตอบว่า
ใครด่าจานกู?”
ไม่นานก็มีชาวเน็ตอีกราย ตอบข้อสงสัยให้ว่า
คนไทยเขาเทิดทูนสถาบันกันทั้งนั้น หมาเท่านั้นที่นับถืออาจมคนนี้ จบป่ะ

ภาพจาก เพจ "ThaiPBS"

ด้านเวปไซต์ ผู้จัดการ  ก็เล่นข่าวเรื่อง สมศักดิ์ เจียมฯ โผล่ไทยพีบีเอส เรียกร้องยกเลิก ม.112” ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นที่ค่อนข้างมีจุดยืนร่วมกัน ดังนี้

ม.112 ไม่มีผลกระทบกับคนที่รักสถาบัน ...ตรรกะง่ายๆ
“...ไอ้ช่องไทยพีบีเอสก็เลวไม่แพ้ไอ้หน้าผี
ใสหัวพวกมรึงไปอยู่แผ่นดินอื่นเลย...อย่างไว้ด้วย
สมศักดิ์ เจียม ไอ้คนนี้ขี้ข้าทักษิณ

แต่ในกระทู้ "ใครเปิด TPBS ตอนนี้บ้าง 22.00น. ดูไอ้อาจารย์สมศักดิ์ พูดรายการตอบโจทย์เรื่องไม่เอาสถาบันหน่อย” ของ พันทิพ ห้องราชดำเนิน  มีการแสดงทัศนะที่แตกต่างออกไป  

และแม้จะมีผู้แสดงความเห็นบางคน ยังเล่นประเด็น เรื่องไม่รักก็ออกไปจากประเทศ หรือด่า สศจ. ว่าหัวหงอก ไม่รักชาติ แต่ที่น่าสนใจ คือ มีความเห็นที่ใช้เหตุผลในการถกเถียง เช่น

เห็นด้วยกับอาจารย์สมศักดิ์ในทุกประเด็นครับ และไม่มองว่าเป็นการริดรอนพระราชอำนาจ อย่าลืมนะครับ Power กับ Accountability เป็นสิ่งคู่กัน

ผมว่าข้อหาล้มเจ้า,หมิ่นฯ,ไปจนถึงข้อหาไม่จงรักภักดี เป็นอะไรที่คลาสสิคมากมายจริงๆ ครอบจักรวาล และ ทรงอานุภาพมากๆ กับการเอา ม.112 มาใช้เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารกัน การวิพากษ์วิจารณ์นั้น ผมมองว่ามันต้องดูบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย ว่าตกลงแล้วอะไรมันคือการ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" หรือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปโดยสุจริตม.112 เป็นเรื่องอ่อนไหวครับ อ่อนไหวมากจนกลายเป็นดาบ 2 คม คมแรกใช้เป็นกำแพงในการป้องกันราชวงศ์จากพวกอยาก "ล้มเจ้า" แต่อีกคมหนึ่งนั้น มันถูกใช้เป็นอาวุธในการ "เช็คบิล" ฝ่ายซ้ายจัดทางการเมือง...

แต่แม้จะมีการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์มากเพียงใด ท้ายที่สุด กระทู้นี้ ก็ถูกปิด” ไม่ให้แสดงความเห็น โดยให้เหตุผลว่า

“...อาจทำให้ผู้ไม่หวังเบี่ยงเบนประเด็น โดยแสดงความคิดเห็นพาดพิง หรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ต่อสถาบันอันเป็นที่รัก...


ส่วนเพจเฟซบุ๊ค ของคนต้นเรื่อง อย่าง สศจ.-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล น่าแปลกใจที่แม้จะโดนถล่มบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าที่คิด นอกจากนั้นมีผู้โพสข้อความให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และหลายข้อความก็โควทเอาประโยคหรือท่อนเด็ดของ สศจ. ในตอบโจทย์ มาโพสในเพจนี้
แต่สิ่งที่ดูจะสร้างความวุ่นวายให้กับ สศจ. มากเป็นพิเศษและมากกว่ากระแสรายการตอบโจทย์ คือ
ประเด็นเรื่อง ทวงคืนผัดกะเพราฯ” คือ สศจ. อ้างว่า มีผู้แอบอ้างเอาชื่อของตน เป็นแอดมินร่วม ทำให้ เพจของสศจ. “http://www.facebook.com/somsakjeam” ถูกแบน 7 วัน 
เนื่องจาก "ละเมิด" กฏของเฟซบุ๊ค จากการที่แกไปโพสต์ผิดระเบียบ คือ โพสต์ ที่เพจ "คัดค้านการทวงคืนข้าวผัดกะเพรา ..." ซึ่งตัว สศจ. เองก็ยังแปลกใจที่ เรื่อง "ข้าวผัดกะเพรา" กลายมาเป็นเรือง "เฮี้ยน" ขนาดนี้ 

เฮี้ยนจนดับกระแส ตอบโจทย์” ของแกขนาดนี้เลย

ภาพจาก เพจ "กู kult"
ยังไม่จบแค่นี้ จากปรากฎการณ์สมศักดิ์ เจียมฯ ปรากฎตัวในฟรีทีวี ยังทำให้เกิดเพจที่ชื่อว่า เอาพระบารมีไปถล่มมัน

ปฏิกิริยาของชาวเน็ตในโลกออนไลน์ จากเพียงแค่ชั่วข้ามคืนที่ รายการ ตอบโจทย์ตอน สมศักดิ์ เจียมฯ ออกอากาศ
แม้ ไทยพีบีเอสจะกล้าเผชิญกับความเสี่ยงในการนำประเด็นเรื่อง สถาบันฯ” มาพูดคุยในพื้นที่สาธารณะ โดยนำเสนอความเห็นจากหลายแง่มุมทั้งจ่ากดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร สมศักดิ์  เจียมธีรสกุล และส.ศิวรักษ์
คำถามคือ ถึงจะมีพื้นที่ในการถกเถียง แต่สังคมไทยได้ใช้พื้นที่นั้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วหรือยัง?
ซึ่งถ้าไม่ ความพยายามของทั้งสื่อและนักวิชาการที่ผ่านมา และจาก ตอบโจทย์” ก็ดูจะสูญเปล่าไร้ค่าไป
เพราะวิวาทะในสังคมไทยก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า ความรู้ และเหตุผล

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลชวนชมตัวอย่างหนังใหม่นำแสดงโดย"ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตน์"

Posted by KwamRak on 07.2012 [ TV ] - หนังดี 0 trackback

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
มาแว้ว นะฮ้าฟ ใครที่ยังไม่เคยดู ดูซะนะ

ตัวอย่าง หนังใหม่ นำแสดงโดย "ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตน์"

https://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=a9bPlVp-goQ

(พูดจริงๆ ผมว่า ถ้าดูเฉพาะจาก หนังตัวอย่าง เรื่องนี้ น่าจะเรียกว่า น่าสนใจ ที่สุด ในบรรดาหนังที่ "ทูลกระหม่อม" เล่นมานะ)





สมศักดิ์ เจียมฯ ร้องช่วยเหลือนักโทษการเมือง

Posted by KwamRak on 10.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

สมศักดิ์ เจียมฯ ร้องช่วยเหลือนักโทษการเมือง

สาวเสื้อแดงถือป้ายหมิ่นเหม่ในม็อบราชประสงค์

Posted by KwamRak on 25.2012 News 0 trackback
 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เหอๆ มัน "หมิ่นเหม่" ตรงไหนวะ
"พ่อมึง" นี่ใคร ถึงด่าไม่ได้?
พวก "มึง" นี่คนธรรมดาๆ ลูกหลานคนธรรมดาๆ ทั้งนั้นไมใช่เหรอ เสือกดัดจริต จะทำตัวเป็นลูกท่านหลานเธอ ไปได้



http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000062441
www.manager.co.th
พบแล้วสาวเสื้อแดงถือป้ายหมิ่นเหม่ไม่เหมาะสมในที่ชุมนุมราชประสงค์ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่แท้เป็นชาวอำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น เผยเป็นกลุ่มเสื้อแดงไม่เอาสถาบัน ร่วมเคลื่อนไหวกับนักศึกษา มข.บางกลุ่มอย่างต่อเนื่อง



ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พบแล้วสาวเสื้อแดงถือป้ายหมิ่นเหม่ไม่เหมาะสมในที่ชุมนุมราชประสงค์ ที่แท้เป็นชาวอำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น เผยเป็นกลุ่มเสื้อแดงไม่เอาสถาบัน ร่วมเคลื่อนไหวกับนักศึกษา มข.บางกลุ่มต่อเนื่อง มีสามีเป็นตำรวจสันติบาลที่เชียงใหม่

  
     
       จากกรณีที่กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ชุมชนออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ได้มีการส่งต่อและแชร์ภาพถ่ายของหญิงสาววัยรุ่นใส่เสื้อแดง ถือป้ายข้อความว่า “กูมันไพร่ หนักหัวพ่อมึงเหรอ กูไม่รัก พ่อมึงตายมั้ย” ซึ่งร่วมชุมนุมกับบรรดาเสื้อแดงที่ย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยหญิงคนดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกประณามอย่างรุนแรง เพราะข้อความบนป้ายที่ถือนั้นหมิ่นเหม่ ไม่เหมาะสม
       
       ล่าสุดวันนี้ (21 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หญิงสาวคนดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นชาวขอนแก่น มีชื่อเล่นว่า “อ้อม” พักอาศัยอยู่บ้านท่ากระเสริม ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง โดยที่บ้านเปิดเป็นร้านขายของชำ มีสามีและมีลูกแล้ว 2 คน สามีเป็นตำรวจสันติบาลที่จังหวัดเชียงใหม่
       
       จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า สาวเสื้อแดงชื่อ “อ้อม” คนเดียวกันนี้มักจะเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นแทบทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุม และเป็นคนเสื้อแดงที่จัดอยู่ในกลุ่มแดงหัวก้าวหน้าขอนแก่น หรือกลุ่มเสื้อแดงไม่เอาสถาบัน มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันร่วมกับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มแดงหัวก้าวหน้ากลุ่มนี้มีอาจารย์บางกลุ่มของ มข.ให้การสนับสนุน

4 4 55 สมศักดิ์ ห่วงอิสรภาพของสมยศ

Posted by KwamRak on 04.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

4 4 55 ข่าวค่ำDNN สมศักดิ์ ห่วงอิสรภาพของสมยศ

4 4 55 สมศักดิ์ ชี้ ประธานองคมนตรีเป็นพวกหลงตัวเอง

Posted by KwamRak on 04.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

4 4 55 ข่าวเที่ยงDNN สมศักดิ์ ชี้ ประธานองคมนตรีเป็นพวกหลงตัวเอง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:คำให้สัมภาษณ์ของคุณนพดล ปัทมะ ในประชาชาติธุรกิจ นี้ สำคัญและมีความน่าสนใจมาก

Posted by KwamRak on 26.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
 · 
คำให้สัมภาษณ์ของคุณนพดล ปัทมะ ในประชาชาติธุรกิจ นี้ สำคัญและมีความน่าสนใจมาก
  • http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1332634691&grpid=09&catid&subcatid

    ขอบคุณ ไทย อีนิวส์ ที่ขึ้นเป็นกระทู้ รวมทั้งเอาคลิป "โฟนอิน" ของทักษิณเมื่อวันเสาร์มาประกบ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเช่นกัน (โดยเฉพาะในส่วนที่กล่าวถึง 60 พรรษา พระบรมฯ และ 80 พรรษา พระราชินี)
    http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_26.html

    คลิป "โฟนอิน" ใน YouTube 
    http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=Fv3VTXCmeJ0#!

    คำให้สัมภาษณ์คุณนพดล มีความน่าสนใจ ที่ผมเสนอให้อ่านทั้งหมด แต่ส่วนสำคัญและน่าสนใจที่สุด ในความเห็นผม คือ ตรงนี้


    ...............

    [ถาม] คิดว่าปัจจัยอะไรที่เป็นกับดัก ทำให้แนวร่วมเพื่อไทย ไม่สามารถช่วยคุณทักษิณได้

    [นพดล] ความไว้วางใจของฝ่ายอนุรักษนิยม หรือคนที่มีอำนาจในสังคม ที่เป็นคนธรรมดา ไม่ได้หมายถึงสถาบัน เขาอาจมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเพื่อไทยเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีนโยบายเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจประเทศ ฉะนั้น จึงอยากให้เขาไว้วางใจ 

    [ถาม] รูปธรรมของการไว้วางใจต้องทำอย่างไร

    [นพดล] ทำให้เห็นว่าเราไม่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะปัจจุบันของฝ่ายเขา เราไม่ทำอะไรที่กระทบถึงสถาบันหลักของชาติ ไม่แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ไม่แทรกแซงการโยกย้ายทหาร ไม่แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 

    [ถาม] เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทอดไมตรีไปแล้ว 

    [นพดล] ใช่ครับ ตอนนี้ได้แต่เห็นว่าบรรยากาศดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นอะไรชัดเจนในทางรูปธรรมที่จะยื่นมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือบางทีมือที่มองไม่เห็นอาจไม่ต้องยื่นมาก็ได้นะ เพียงแต่ไม่ยื่นไปที่อื่น (หัวเราะ) 

    ..............


    ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ดังนี้


    (1) ที่คุณนพดลกล่าว (ประกอบกับ โฟนอิน ของทักษิณ ที่ต้อง "อ่านระหว่างบรรทัด" หรือ ดูที่นัยยะที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ) ผมคิดว่า เป็นการสรุปรวบยอด "วิธีคิด" เรื่อง "ยุทธศาสตร์ปรองดอง" ของทักษิณ ได้ชัดเจน มากๆ

    ไอเดียคือ ทำยังไงจะให้เกิด "ความไว้วางใจของฝ่ายอนุรักษนิยม หรือคนที่มีอำนาจในสังคม" ซึงแม้ นพดล จะกล่าวเสริมทันทีว่า หมายถึง "ที่เป็นคนธรรมดา ไม่ได้หมายถึงสถาบันฯ" แต่ผมคิดว่า จริงๆแล้ว ทักษิณ หมายถึงทั้งหมดในกลุ่มดังกล่าว นันแหละ 

    การไม่แตะต้องเรื่องตัว ก.ม. 112 เรื่องโยกย้ายทหาร ที่นพดลพูดถึง (หรือที่ผมขอเสริมว่า แม้แต่กรณีนักโทษ 112 หรือ แม้แต่นักโทษเสื้อแดงธรรมดาๆ ที่ ไม่ไป "ก้าวก่าย" อำนาจศาล เรื่องประกัน อย่าว่าแต่เรื่องนิรโทษกรรม ในกรณีหลังนี อย่างน้อยจนกว่าจะสามารถนิรโทษกรรมทักษิณเองได้) ทั้งหมดนี้ ก็มาจาก "วิธีคิด" แบบนี้ ที่ ประชาชาติ ใช้คำ (และนพดลเห็นด้วย) ว่า "ทอดไมตรี"




    (2) ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่มวลชนเสื้อแดง และผู้รักประชาธิปไตย ควรตั้งคำถามกับคุณทักษิณ กับ นปช กับเพื่อไทย คือ "ยุทธศาสตร์" หรือ "วิธีคิด" นี้ มี จุดเริ่มต้น มาจากอะไร? จาก เอาคุณทักษิณ กลับบ้าน เป็นอันดับหนึง (priority) หรือ จากการพยายามช่วยเหลือเสื้อแดงทีเดือดร้อนอยู่ เป็นอันดับหนึ่ง (ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป้าหมายเพื่อ "ประชาธิปไตย" ในระยะยาว)

    คุณทักษิณ ใช้คำใน คลิป "โฟนอิน" ถึง 2 ครั้งว่า "ผมเป็นผู้ที่ถูกกระทเยอะที่สุด" (ปริบทของการพูด คือ พยายามชวนให้คนทียัง ติดใจ คับแค้นใจ ต่อความยุติธรรมที่ได้รับ ยอม "กลืนเลือด" ให้อภัยอะไรทำนองนัน โดยบอกว่าคุณทักษิณเอง "ถูกกระทำเยอะที่สุด" ยังสามารถ "ให้อภัย" ได้)

    ผมเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วว่า ผมไม่คิดว่า วิธีคิดเช่นนี้ถูกต้อง

    คนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ ในขณะนี้ คือ คนที่ติดคุก (และญาติมิตรของคนที่ตายไป) 




    (3) ต่อเนื่องจาก (2) - ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่ คนที่ออกมาดีเฟนด์ ยุทธศาสตร์ เช่นนี้ ของ นปช - เพื่อไทย มักจะอ้างว่า การที่ รบ. ไม่ทำอะไร ในเรื่องนักโทษเสื้อแดง (อย่าว่าแต่ 112, องคมนตรี ฯลฯ) ก็เพราะ "ไม่มีอำนาจ" "ทำไม่ได้" อะไรทำนองนั้น

    ผมกลับมองว่า คำสัมภาษณ์ของคุณนพดล และคลิป โฟนอิน นี้ ยืนยันว่า จริงๆแล้ว ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่เรื่อง "ทำไม่ได้" อะไรแบบนั้น

    แต่อยู่ที่การตั้ง priority หรือ เรื่องสำคัญที่เป็นเป้าหมายต้องทำอันดับแรก

    ในเมือคุณทักษิณ เพื่อไทย นปช ตั้ง priority เรื่องคุณทักษิณกลับ เรื่องอืนๆ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่เอามา "ขึ้นต่อ" priority เรื่องเอาคุณทักษิณกลับนี้

    ตัวอย่างชัดๆ คือเรื่องนิรโทษกรรม คนเสื้อแดงธรรมดาๆ หลายสิบคน ที่ความจริง สามารถทำได้แน่ๆ และจริงๆก็ไม่ถึงกับจะมีผลกระทบต่อการพยายามสร้าง "ความไว้ใจ" ให้กับพวกอนุรักษ์นิยม ... แต่ที่ไม่ทำ ก็เพราะเอาเรื่องนี้ไปขึ้นต่อเรื่อง เอาคุณทักษิณกลับ กระทั่ง กลัวว่า ถ้าทำอะไร แม้แต่เรื่องนี้ ("กระทบศาล") ก็จะทำให้อีกฝ่าย ไม่ยอม "วางใจ" และไม่ยอมเรื่องคุณทักษิณกลับ

    คือ จะต้องเอาเรื่องคุณทักษิณกลับ ให้ได้ชัวร์ก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องอื่นๆ

    นี่คือ ประเด็นการตั้ง priority ที่ผมว่านั่นเอง



    (ประเด็นรูปธรรมอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกัน เช่น เรือ่งการโยกย้ายทหาร หรือ แก้ พรบ.กลาโหม ไม่ต้องพูดถึงเรือ่ง 112 - ทั้งหมด "ไม่แตะ" เลย เพื่อที่จะทำเรื่อง คุณทักษิณกลับ คือ ต้องเอาไปขึ้นกับเรื่องนั้น)



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1332634691&grpid=09&catid&subcatid 
วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 07:58:15 น.

"นพดล" พูดแทนใจ "ทักษิณ" "ถ้ามาแบบต้องไปคลองเปรม (คุก) จะมาทำไม"

13326346911332634789l.jpg (640×480)

"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ขีดเส้นทางกลับบ้านภายในปี"55 

พร้อม ๆ กับการเสนอออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรม โดย "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" 

พร้อม ๆ กับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ ให้ยกโทษ-นิรโทษกรรม ทบทวนคดีทุจริต ที่สอบสวนทำสำนวนโดย คตส. 

"นพดล ปัทมะ" คนใกล้ชิด-มือขวาด้านกฎหมายของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" สนทนากับ "ประชาชาติธุรกิจ" วิเคราะห์ทุกมุม-ทุกอุปสรรคการกลับบ้านของนายใหญ่ 

เขาเชื่อว่ามือที่มองไม่เห็น-กลุ่ม อนุรักษนิยม-ฝ่ายอำมาตย์ สังคมที่ลับ ลวง พรางสูง และการเชิดหุ่นกระบอก เป็นตัวการสำคัญที่ขวางทาง "ทักษิณ" กลับบ้าน 

- เส้นทางที่คุณทักษิณ ชินวัตร จะกลับบ้านได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอะไรบ้าง

คดีที่ดินรัชดาซึ่งตัดสินจำคุก ในความเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม มีคณะกรรมการตรวจสอบการ

กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เอาคนที่เป็นปฏิปักษ์มาตัดสิน แม้ปลายน้ำคำพิพากษาจะมาจากศาลฎีกาก็ตาม แต่เรายังไม่อาจ ทำใจยอมรับได้ 

เพราะฉะนั้นการที่จะเดินทางกลับมาก็ต้องมีความคลี่คลายทางข้อกฎหมาย ถึงเหมาะสมที่ พ.ต.ท.ทักษิณควรจะเดินทางกลับมา และที่สำคัญคือความปลอดภัยที่ไม่สามารถมองข้ามได้ 

- กฎหมายแบบไหนที่เหมาะสมต่อการกลับมาของคุณทักษิณ

ถ้ามีคำตัดสินจำคุกที่เราไม่อาจยอมรับได้ เราก็คงไม่สบายใจที่จะเดินทางกลับมา 

- ขณะนี้มีตัวช่วยใหม่คือการปรองดอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อาจมีส่วนช่วยในการสร้างบรรยากาศปรองดองให้มีมากขึ้น ส่วนจะมีผลทางกฎหมายที่ส่งผลถึงคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณมากแค่ไหน ยังตอบไม่ได้


- การเคลื่อนไหวของ ส.ส. คนมีอำนาจในพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อได้ว่า แก้ รธน.แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณได้ประโยชน์


ถ้าในความเห็นส่วนตัว 1.ในทางการเมืองก็ไม่ควรพูดเช่นนั้น เพราะจะทำให้ประชาชนเคลือบแคลงว่าคุณแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนคนเดียว 2.ความเป็นจริงและหลักกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีภารกิจนิรโทษกรรมใคร 

- ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่เกี่ยวกับคดีของ คตส.ผลลัพธ์จะทำให้คุณทักษิณกลับบ้านได้หรือไม่

คือ (นิ่งคิด) จริง ๆ อยู่ที่ว่าจะทำตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าได้ครบถ้วนหรือไม่ และสังคมจะยอมรับมากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับว่าเราจะออกจากความ

ขัดแย้ง และการต่อสู้ทางความคิดเร็ว เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือปล่อยให้ฝีมีหนองไปเรื่อย ๆ 

- คดีของคุณทักษิณศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว กับแนวทางปรองดองทำอย่างไรให้คู่ขนานมาบรรจบกัน

ในโลกนี้ปัญหาจะมองแบบนิติศาสตร์อย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องมองรัฐศาสตร์ประกอบด้วย ในเมื่อศาลตัดสินแล้วคุณจะใช้วิธีไหน ก็ต้องมองภาพใหญ่กว่าคำตัดสินของศาล คงจะต้องมองว่าประเทศชาติควรจะมีการปรองดองไหม ประเทศควรจะเดินหน้าไหม ทุกคนควรจะถอยคนละก้าวหรือไม่ เพื่อเอาภาพใหญ่ไว้ ผมคิดว่าการปรองดองควรเกิดอย่างเร็วที่สุด 

- กรณีที่ดินรัชดาฯเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะมีช่องทางแก้ปมใหม่ๆ หรือไม่ 

มีเรื่องของการพระราชทานอภัยโทษ มีการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาโดยคนเสื้อแดงไปแล้ว ซึ่งเป็นช่องทางกฎหมายโดยตรง ส่วนช่องทางก่อนจะถึงปรองดอง ท้ายที่สุดต้องออกเป็นกฎหมาย แต่ปัญหาประเทศไทยตอนนี้มันเป็นเรื่องหลักการภาพใหญ่ที่ต้องมาคุยกันทุกฝ่าย ก็คือการปรองดองนั่นแหละ

- ภาพที่ใหญ่กว่ากระบวนการยุติธรรม และกระบวนการปรองดองคือภาพอะไร

ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ของฝ่ายต่าง ๆ จะเรียกอำมาตย์กับไพร่ หรือจะเรียกอนุรักษ์ กันก้าวหน้า ยังมีอยู่ เราทำไมไม่บ่งหนองให้แผลแห้ง แล้วคุยอะไรกันตรง ๆ ใครทำอะไรไว้มาคุยกันในระดับชาติ อันนี้เป็นภาพใหญ่เอาเป้าหมายก่อน 

- ใครคุยกับใครแล้วถึงจบระดับหนึ่ง

ก็ต้องเป็นคู่กรณีถึงจะจบ เพราะแน่นอน เวลาขับรถชนกัน เจ้าของรถที่ชนถึงจะคุยกัน ชาวบ้านที่มามุงดูไม่เกี่ยวข้องก็อยู่เฉย ๆ 

- แต่คู่กรณีที่จับมาชนกับคุณทักษิณคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี หรืออาจเลยไปถึงอีกระดับ 

จริง ๆ ถ้าผมพูดคือไม่ได้เป็นคู่กรณีกับสถาบัน กับ พล.อ.เปรม เพราะสถาบันอยู่เหนือการเมือง แล้วผมมั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณเทิดทูนสถาบัน ส่วน พล.อ.เปรมไม่อยากเอาท่านดึงมาเป็นคู่กรณี 

มันเป็นคู่กรณีในเชิงนามธรรม เรายอมรับว่าฝ่ายอำมาตย์ ฝ่ายอนุรักษนิยมยังมีอยู่ เพียงแต่ไม่ประกาศตัว มีการพูดคุยโทรศัพท์กันอยู่ ทีนี้ถึงต้องอาศัยความจริงใจ เปิดอกคุยกัน สังคมพอรับทราบอยู่แล้วว่าใครคือคู่กรณี 

- ในกรณีนี้พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณ ไม่ได้ชนกับฝ่ายค้านโดยตรง แต่ชนกับฝ่ายอื่น

ครับ ก็ยอมรับว่ามีคนมองว่าบุคคลนอกสภาก็ยังมีความสำคัญเหมือนกับมือที่มองไม่เห็น คือ ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองคือมือที่มองไม่เห็น และเขาก็ยังอยากเป็นมือที่มองไม่เห็นต่อไป ฉะนั้น เราไม่ต้องการเห็นคุณ แต่เราต้องการความปรารถนาดีของคุณ ซึ่งมันจะโผล่มารูปแบบหนึ่งรูปแบบใด ที่ชี้วัดได้ว่าเขาพร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง 

- ดังนั้น คุณทักษิณจะกลับเมืองไทยได้ ก็ขึ้นอยู่กับมือที่มองไม่เห็นเหมือนกัน 

มีส่วน...มีส่วน ปฏิเสธไม่ได้ มีส่วนมากทีเดียว เพราะสังคมตะวันออกเป็นสังคมที่มีระดับของการลับ ลวง พรางสูง เป็นสังคมที่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังเยอะ เราถึงนิยมการเล่นหุ่นกระบอก หรือเล่นโขน

- พลังของเพื่อไทย บวกกับแนวร่วมขณะนี้ จะสามารถสะสางความซับซ้อนได้หรือไม่

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพรรคเพื่อไทยอยู่ในที่สว่าง มันก็ถูกมองเห็นได้ง่าย การสางความซับซ้อนต้องเต้นแทงโก้เลย ต้องปรบมือทั้ง 2 ฝ่าย ผมคิดว่าปัญหาประเทศไทย พรรคเพื่อไทย ฝ่าย นปช. หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยกันสาง 

- คิดว่าปัจจัยอะไรที่เป็นกับดัก ทำให้แนวร่วมเพื่อไทย ไม่สามารถช่วยคุณทักษิณได้

ความไว้วางใจของฝ่ายอนุรักษนิยม หรือคนที่มีอำนาจในสังคม ที่เป็นคนธรรมดาไม่ได้หมายถึงสถาบัน เขาอาจ

มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเพื่อไทยเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีนโยบายเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจประเทศ ฉะนั้น จึงอยากให้เขาไว้วางใจ 

- รูปธรรมของการไว้วางใจต้องทำอย่างไร

ทำให้เห็นว่าเราไม่เป็นภัยคุกคามต่อสถานะปัจจุบันของฝ่ายเขา เราไม่ทำอะไรที่กระทบถึงสถาบันหลักของชาติ ไม่แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ไม่แทรกแซงการโยกย้ายทหาร ไม่แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 

- เวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทอดไมตรีไปแล้ว 

ใช่ครับ ตอนนี้ได้แต่เห็นว่าบรรยากาศดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นอะไรชัดเจนในทาง

รูปธรรมที่จะยื่นมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือบางทีมือที่มองไม่เห็นอาจไม่ต้องยื่นมาก็ได้นะ เพียงแต่ไม่ยื่นไปที่อื่น (หัวเราะ) 

- คนในเพื่อไทยบางกลุ่ม ไม่อยากให้คุณทักษิณกลับประเทศบ้างหรือไม่ 

ก็เห็นมีการวิเคราะห์กันว่า มีพ่อค้าอาวุธ แต่ผมไม่กล้าสรุปตามคำวิเคราะห์ เพราะ 1.ผมอยู่ในพรรคเดียวกัน ไม่อยากให้ร้ายสมาชิกด้วยกัน 2.ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น เขาจะคิดอย่างนั้นได้เลยหรือ มันจะโห...มองโลกในแง่ร้ายเกินไปไหม 

- อาจจะเป็นการหวังดีประสงค์ร้ายหรือไม่ เพราะคุณทักษิณกลับมาคนในพรรคจำนวนหนึ่งก็ต้องลดบทบาทลง หรือบางคนอาจไม่มีอำนาจด้วย 

ก็เคารพต่อการวิเคราะห์ของแต่ละฝ่าย ผมตั้งข้อสงสัยว่า โอ้โห...คนเราจะคิดชั่วได้ขนาดนั้นเลยหรือ ต้องใช้คำว่าคิดชั่วเลยนะ เพราะว่ามาอยู่พรรคเพื่อไทยแล้วไม่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน ในขณะที่ท่านอยากกลับบ้าน แล้วที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจ เพราะชื่อเสียงและผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเช่นนั้น 

- แต่การจุดพลุเรื่องการกลับมาของคุณทักษิณเยอะ ๆ จะเป็นผลดีหรือผลเสีย

ผลเสียครับ ผมคิดว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านหรือไม่กลับบ้าน ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะพูดมาก ไม่ใช่เอาธงว่าทักษิณกลับบ้าน อาจทำให้ชนชั้นที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเราเกิดความเคลือบแคลง ไปเข้าทางเขาอีกว่า รัฐบาลนี้มีภารกิจเดียวคือ พา พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านหรืออย่างไร 

- คุณทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อถี่ขึ้น ในเรื่องกลับประเทศไทย 

(สวนทันที) อยากกลับจริงแหละครับ คงอยากกลับจริง

ภายในปีนี้...อาจไม่ถึงกับเป็นกรอบเวลาที่ตายตัว คงเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่คนอยู่ไกล นี่ท่านอยู่นอกประเทศ 5 ปีกว่า มันนาน อยากกลับประเทศไทยจริง ก็เป็นความปรารถนา 

- คุณทักษิณมีคำปรารภว่า ดูเหมือนรัฐบาลไม่สนใจเรื่องการกลับบ้านของเขา 

แน่นอนผู้นำรัฐบาลคือ...น้องสาว ในไส้แท้ ๆ หากท่านเดินทางกลับมา แน่นอนช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง ท่านกลับมาก็ต้องมีผลกระทบ ถ้าจะทำให้รัฐบาลกระเพื่อมท่านคงไม่ประสงค์จะมา เป็นแค่ความปรารถนาที่อยากจะมา 

- ถ้าหากจะมีช่องเล็ก ๆ ที่ทำให้คุณทักษิณกลับบ้านได้ ช่องเล็ก ๆ นั้นคืออะไร

(นิ่งคิด) เอ่อ...ก็เมื่อมีการคลี่คลายสถานการณ์ทางกฎหมายและการเมือง เพราะเราต้องยอมรับความเป็นจริง ถ้าเดินทางบินมาในลักษณะที่ต้องไปคลองเปรม (คุก) จะมาทำไม เพราะเรายังยืนหยัดอยู่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินที่เราไม่ได้รับความเป็นธรรม 

- ถ้าหลักนิติศาสตร์ คุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน 

คงต้องมีความคลี่คลายก่อนถึงจะ

เดินทางกลับมา แต่ท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ มีนิสัยอย่างหนึ่งคือ มองโลกในแง่ดี มองโลกอยากให้เป็นเช่นนั้น ผสมกับความคิดถึงบ้าน เป็นคนที่ปากตรงกับใจ บอกเลยว่าผมอยากจะกลับบ้านแล้วสิ้นปีนี้ 

- เวลานี้คุณทักษิณอยากได้อิสรภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง มากกว่าทรัพย์สินเงินทอง

ครับตอนนี้ท่านไม่มีอิสรภาพ ท่านต้องการสิ่งนั้น แต่เงินมันมีมันไม่ขาดแคลน เพราะรวย 10 ล้าน หรือ 100 ล้านมันก็ทำให้มีความสุขอยู่ได้ 

- อิสรภาพและความสุขน่าจะเป็นสิ่งที่คุณทักษิณต้องการมากที่สุดตอนนี้

ใช่ครับ

“สมศักดิ์ เจียมฯ” โพสต์ภาพ “สมชาย หอมลออ” เลือดอาบ 6 ตุลา 19 เรียก“ผัวเมียทะเลาะ

Posted by KwamRak on 24.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

“สมศักดิ์ เจียมฯ” โพสต์ภาพ “สมชาย หอมลออ” เลือดอาบ 6 ตุลา 19 เรียก“ผัวเมียทะเลาะ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 16:00:00 น.

จากกรณีนาย สมชาย หอมลออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง ให้สัมภาษณ์ “มติชนรายวัน” (สัมภาษณ์พิเศษ โดย พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์) ฉบับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งระบุว่า  "ผัว เมียทะเลาะกัน บางทีมันก็ผิดทั้งคู่ แต่อีกฝ่ายมักจะโทษอีกฝ่าย ฉันถูก-คุณผิด โทษว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน ทั้งที่หากเรามาสำรวจตัวเอง ไม่ใช่มัวแต่โยนความผิดให้อีกฝ่าย ผมคิดว่าการปรองดองก็จะง่ายขึ้น"

ล่า สุดนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว จากกรณีที่นายสมชาย เปรียบเทียบเหตุการณ์ทางการเมืองกับ “ผัวเมียทะเลาะกัน” ว่า

ภาพ "พี่สมชาย หอมละออ" [คนซ้ายในภาพที่กำลังบาดเจ็บ เลือดอาบ] ในเหตุการณ์ประเภท "ผัวเมียทะเลาะกัน" เมื่อวันที่ 6 ตุลา 19 เช้าวันนั้น "พี่สมชาย" ถูกอันธพาลการเมืองรุมตีปางตาย โชคดีที่รอดชีวิตมากได้

                ตาม ที่แกเล่าให้พวกผมฟังตอนอยู่ในคุกด้วยกัน เช้าวันที่ 6 ตุลา ความจริง แกไม่ได้ค้างคืนในธรรมศาสตร์ แกไปร่วมดูเหตุการณ์จากทางด้านนอกมหาวิทยาลัย แล้วเดินเข้าไปด้วย เดินเข้าไปถึงแค่ตรงแถวหน้าคณะนิติ พวกอันธพาลมันเห็นท่าทางเป็นนักศึกษา นึกว่าเป็น "พวกข้างในธรรมศาสตร์" (ซึ่งจริง ๆ พี่สมชาย แกก็ใช่แหละ "ตัวสำคัญ" มากด้วย แต่ผมไม่ขอเล่าในที่นี้ เพียงแต่ว่า วันนั้น ตามที่แกบอก แกไม่ได้อยู่ข้างใน เพียงเดินเข้าไปดูพร้อม ๆ กับม็อบฝ่ายขวาที่บุกเข้าไป) มันก็เลยรุมทำร้ายเอา

                ความ จริง มีภาพที่แกกำลังถูกรุมตี รุมเตะ ที่ชัดกว่านี้ แต่ผมไม่มีเก็บไว้ หลายคนคงเคยเห็น ภาพตรงด้านข้างตึกคณะนิติ ที่หันออกมาทางประตูใหญ่ ที่มีติดชื่อ "คณะนิติศาสตร์" น่ะ ในภาพ พี่สมชาย กำลังถูกอันธพาล 4-5 คน บางคนถือไม้ รุมเตะ รุมตี เป็นภาพที่มีการเผยแพร่กันมากพอสมควร

กาฝาก 14 ตุลา และ "ปัญญาชนบริกร" โดย somsak jeamteerasakul

Posted by KwamRak on 14.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

กาฝาก 14 ตุลา และ "ปัญญาชนบริกร" โดย somsak jeamteerasakul

ธีรยุทธ บุญมี : กาฝาก 14 ตุลา และ "ปัญญาชนบริกร"

"กาฝาก 14 ตุลา"

หลัง 14 ตุลา (ในทีนี้ผมรวมถึงขบวนการต่อเนื่องจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2520) ธีรยุทธ ได้สร้างสรรค์งานอะไรที่ทำให้สมควรได้รับความสนใจ หรือนับถือ ในระดับที่ทำให้มีปรากฏการณ์ "แถลงข่าว" ให้ หนังสือพิมพ์พาดหัวแบบนี้บ้าง? คำตอบคือ ไม่มีเลย เหตุผลสำคัญประการเดียว ที่ธีรยุทธ ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะความประทับใจ หรือนับถือในผลงานวิชาการ หรือผลงานด้านสังคมอื่นๆ งาน "วิชาการ" ของเขา (ซึ่งมีน้อยมาก) ไม่เคยได้รับการยอมรับในวงวิชาการจริงๆ และเขาไม่เคยมีตำแหน่งหน้าที่การงานอะไร ที่ทำอะไรออกมาจริงๆจังๆ สิ่งที่เขาทำจริงๆ ในรอบ 20 ปีนี้ ก็มีเพียงอย่างที่กำลังทำอยู่นี้แหละ คือ ออกมา "แถลงข่าว" เป็นระยะๆ - - - แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ ก็คือ เขามีชื่อเสียงจาก 14 ตุลา นั่นคือ การที่ธีรยุทธ สามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะเขา อาศัย "ต้นไม้ 14 ตุลา" ซึ่งก็คือ เลือดเนื้อความเสียสละของผู้ปฏิบัติงาน และมวลชน จำนวนมหาศาล เป็น "แหล่งทำมาหากิน" .. เหมือนกาฝาก หรือในสำนวนไทยอีกอย่าง คือ "กินบุญเก่า" แต่เป็นบุญทีคนอื่นทำไว้เสียเยอะ (บุญที่เขาทำเอง หมดไปนานแล้ว เพราะไม่เคยต่อใหม่)

"ปัญญาชนบริกร"

นอกจาก "ความฉลาด" ในการเป็น "กาฝาก" ของ "ต้นไม้ 14 ตุลา" โดยไม่ยอมไป "ทำมาหากิน" ด้วยตัวเองจริงๆ แล้ว เหตุผลรองอีกประการหนึ่ง คือ "ความฉลาด" ในแง่เป็นคนคอย "บริการ" ให้กับ หนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนไทย ซึ่งไม่เคยมีความฉลาดด้วยตัวเองพอจะเขียนหัวข้อข่าวด้วยตัวเอง และขณะเดียวกัน ก็ โง่พอที่จะหลงเชื่อว่า "คำเท่ห์ๆ" เป็นอะไรที่น่าสนใจลึกซึ้ง... .. ลักษณะที่ธีรยุทธ "คิดคำ" ที่นำไปพาดหัวได้ กลายเป็นอะไรบางอย่างที่มากเสียจนกลายเป็น parody ตัวเองไปแล้ว ในสมัยแรกๆ การ "คิดคำ" เหล่านี้ ยังมีลักษณะเพียงการเสริมการ "วิเคราะห์" ของเขาบ้าง ทุกวันนี้ นสพ.ไปฟัง และรายงาน "แถลงข่าว" เพื่อหา "พาดหัว" ล้วนๆ เพราะสิ่งที่ธีรยุทธ "วิเคราะห์" ออกมา มีคนอื่นพูดไปแล้วทั้งนั้น หลายรายพูดได้น่าสนใจกว่าเขา เพียงแต่ไม่มีใคร "ฉลาด" พอ หรือมีเวลาว่างพอ ในการคิดหาวิธีหลอก นสพ.แบบเขาได้ เขาได้พัฒนาเรื่องนี้จนเป็น art-form เป็น "ศิลปะ" อย่างหนึ่ง ความจริง หากในยามเกษียณอายุ (หวังว่าจะมีนะ กลัวแต่จะไม่ยอมไปไหน เหมือนประเวศ ที่เขากำลัง "เทรน" ตัวเอง ไว้แทนที่นั่นแหละ) แล้วใครต่อใคร โดยเฉพาะ นสพ. เริ่มฉลาดขึ้น และเลิกทำแบบนี้แล้ว เขาอาจจะไปเขียน "คู่มือ" การ "ปั่นข่าว" หากินต่อได้อีกสักระยะหนึ่งด้วย

เผด็จการฟาสซิสต์ ไม่พอ

คำ "วิจารณ์" คมช.-รัฐบาลทหารของธีรยุทธ ครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกับครั้งก่อน ("ขิงแก่", "ขมิ้นอ่อน", "โกกิ") คือ ไม่ใช่การวิจารณ์ว่ารัฐบาลนี้เป็นเผด็จการ ใช้อำนาจปืน มาจัดการผู้อื่น ทำให้กระบวนการยุติธรรม และกฎหมาย ที่ควรเป็นกติกา หรือ กลไกที่เป็นกลางกับทุกฝ่าย ให้เป็นเพียงเครื่องมือเล่นงานศัตรูทางการเมือง .. "การตรวจสอบ" ต่างๆ ที่ดำเนินอยู่นี้ แม้แต่ชาวบ้าน ก็รู้ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมหลอกๆ (show trial) คือ มีไว้เล่นงานศัตรูเท่านั้น (สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ ถ้าเป็นสมัยก่อน เช่น การรับตำแหน่ง 4-5 ตำแหน่งพร้อมๆกันของผู้นำทหาร, การใช้ที่ดินป่าสงวนของนายกฯ แม้แต่เรื่อง การจดทะเบียนสมรสซ้อน, การตั้งลูกตัวเองเป็นเลขาฯ พาลูกไปเที่ยวอย่างน่าสงสัยว่าจะใช้เงินหลวง ฯลฯ.. ถ้าเป็นสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง ป่านนี้ถูกเล่นงานเปิดเปิงไปแล้ว ...) แต่ธีรยุทธ ยังเห็นว่าไม่พอ คือยังเห็นว่า ที่คณะทหารและรัฐบาลนี้ กำลังกระทำชำเรากฎหมาย กระทำชำเรากระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่พอ .. ยังไม่ฟาสซิสต์พอ คำวิจารณ์ของเขา ทั้งครั้งก่อนและครั้งนี้ สรุปแล้ว คือ "เอาแม่ งเลย" "เอาแม่ งเลย" ทักษิณน่ะ ไม่ต้องคำนึงถึงเปลือกนอก หรือกรอบอะไรของกฎหมายเลย (ซึ่งจริงๆก็ไม่คำนึงอยู่แล้ว แต่เขายังเห็นว่า ไม่พอ) .. "เอาเลย" ไม่ต้องห่วงเรื่องความชอบธรรมพวกนี้ ใช้อำนาจที่มีอยู่ เล่นงาน "แม่ง" เลย...

posted by somsak jeamteerasakul @ 5:46 AM

มาร์กซิสในมุมมอง อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Posted by KwamRak on 11.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback




หากต้องการดาวโหลดเก็บไว้กดที่นี่ Download mp3 ตัวเต็ม

มาร์กซิสในมุมมอง อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เมื่อ ๓0 มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา จัดโดยกลุ่มประกายไฟ
http://www.youtube.com/playlist?list=PLBE9E007B0417F9B3

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ถาม "ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม" มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ถาม "ประยุทธ์-ยุทธศักดิ์-เฉลิม" มีสิทธิ์อะไรมาปรามความเห็นประชาชน

8 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา มติชนออนไลน์


ภาย หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตลอดจน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาปรามให้ผู้รณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ยุติการเคลื่อนไหว

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"ถ้า นี่เป็นประเทศที่มีกฎเกณฑ์ มารยาทการเมืองแบบประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี จะต้องไล่ ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งทันที


"ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ (รองนายกฯ และ ผบ.ทบ.) คุณไม่มีสิทธิ์ มา ′ปราม′ ไม่ให้ประชาชนแสดงความเห็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง

"นี่เป็นการ ′เสียมารยาท′ ′เสียบรรทัดฐาน′ เป็นการแสดงความไม่มีความรู้พื้นฐานของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยเลย

"การแสดงความเห็นจะแก้หรือจะเลิกกฎหมายฉบับใด เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นพลเมือง ที่ละเมิดไม่ได้ครับ"


/////


"พูด จริงๆ บางทีอ่านข่าวประเภทยุทธศักดิ์ หรือเฉลิม เรื่อง 112 แล้ว รู้สึกว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ เสียเสียงที่เลือกเปล่าๆ (ขอคืนได้ไหมฟะ?)

"คือ คุณไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเรื่อง 112 ก็พูดว่า ′ไม่เห็นด้วย เราไม่ยกมือให้′ อะไรแบบนั้น ก็พอ

"คุณมีสิทธิอะไรมาปราม ทำอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คนอื่น

"ถามจริงๆ"

//////////


"คุณยิ่งลักษณ์ครับ

"รัฐมนตรีของคุณ กำลังละเมิดหลักการปกครองประชาธิปไตย ละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิมนุษยชน

"พวกคุณไม่ใช่เจ้าของประเทศคนเดียว ไม่ใช่เจ้านายเหนือหัวของราษฎร

"มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวปราม-ขู่การใช้สิทธิ์เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงกฎหมายของราษฎรครับ?

"มันชักจะมากไปแล้วนะครับ"

จับกระแส112: ชุมนุมหนุน-ต้าน "นิติราษฎร์", บทวิเคราะห์ของ "สมศักดิ์ เจียมฯ" และสกู๊ปข่าวจากบีบีซี

Posted by KwamRak on 03.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 อารมณ์ต่าง...หนุน-ต้าน "นิติราษฎร์"  ในวันฟ้าฝนไม่เป็นใจ @ มธ. ท่าพระจันทร์
บรรยากาศที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์   มีการนัดหมาย ของกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านคณะนิติราษฎร์  ในเวลา 14.00 น.    ปรากฏว่า  ฝนเทกระหน่ำลงมาตั้งแต่เวลา 13.00 น. แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งสองกลุ่มหยุดกิจกรรมแสดงเจตนารมย์ของฝ่ายตนแต่อย่างใด

 
ทั้งนี้    กลุ่มต้านคณะนิติราษฎร์   ต่างสวมเสื้อสกรีน"วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์"  ได้ย้ายสถานรวมตัวกันจากหน้าคณะวารสารฯ ไปยังลานปรีดี หน้าตึกโดม ในช่วงเวลาที่ฝนซาลง และได้ทำกิจกรรมร้องเพลง ชูป้ายข้อความ ชูพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และยื่นหนังสือให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย
นายยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์และละครเวที ในฐานะศิษย์เก่าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนในการอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ โดยระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ตกเป็นเป้าหมายของการบ่อนทำลายอย่างต่อเนื่อง และเป็นขบวนการจากกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นที่การแก้ไข ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเปิดทางให้มีการดูหมิ่น กล่าวหา ว่าร้ายสถาบันพระกษัตริย์ได้โดยไม่มีฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
     
กลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ เป็นการรวมตัวกันของคณาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่าทุกรุ่นของคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไข ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นทางวิชาการอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เป็นการใช้วิชาการบังหน้าจุดมุ่งหมายบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
       
ที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ได้ใช้วาทกรรมที่คลุมเครือ ตรรกะที่บิดเบือน เทคนิคการนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว รวมทั้งการอ้างอิงหลักกฎหมายแต่ในด้านที่สนองเจตนาของตน มาสร้างความสับสนให้สังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ผิดว่า มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย ถูกใช้เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง จนกระทั่งได้ยกระดับการเคลื่อนไหวเป็นการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ในที่สุด
            
การรณรงค์ดังกล่าว เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์ได้ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฐานการเคลื่อนไหว โดยการอนุญาตของอธิการบดี ภายใต้ข้ออ้างเสรีภาพทางวิชาการ แต่เรา กลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์”ฃ เห็นว่า การรณรงค์ดังกล่าวได้ก้าวล้ำขอบเขตของข้ออ้างทางวิชาการไปเป็นการรณรงค์ทางการเมือง โดยมีมาตรา 112 เป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ของการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งไม่เป็นการสมควรที่สถาบันการศึกษาของเราจะถูกแอบอ้างโดยพฤตินัยไปสร้างความชอบธรรมให้การเคลื่อนไหวดังกล่าว
         
เราจึงเห็นพ้องกันว่า เพียงการแสดงความไม่เห็นด้วยในเชิงปัจเจก ผ่านช่องทางสื่อสารทางสังคมต่างๆ ไม่เป็นการเพียงพอที่จะหยุดยั้งความเหิมเกริมและเจตนาแอบแฝงของกลุ่มบุคคลดังกล่าว หากแต่จำเป็นที่เราต้องร่วมกันก้าวออกมาประกาศเจตนารมณ์คัดค้านการแก้ไข มาตรา 112 และต่อต้านทุกการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์หรือกลุ่มคณะใดๆ ก็ตาม ที่มุ่งจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างถึงที่สุด โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มวารสารฯ ต้านนิติราษฎร์ คือ
         
1. เรียกร้องต่อประชาคมธรรมศาสตร์ ให้ร่วมกันคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมทั้งการใช้ชื่อมหาวิทยาลัยไปสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวที่ล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์
       
2. เรียกร้องให้อธิการบดี มีคำสั่งคณะสอบสวนคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ ในการกระทำที่อาจมีความผิดทั้งทางวินัยและกฎหมายให้เป็นที่กระจ่างแก่มหาชน พร้อมลงโทษตามมูลความผิด
         
3. เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นรูปธรรม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีพฤติกรรมล่วงละเมิดสถาบันในทุกรูปแบบ อย่างจริงจังและเฉียบขาด
      
4. เรียกร้องต่อเพื่อนสื่อมวลชน ให้ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอันเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 112 เพื่อไม่ขยายผลการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
      
5. เรียกร้องต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ให้ร่วมกันแสดงตนคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ต่อต้านแนวคิดและการกระทำใดๆ ที่ส่อแสดงถึงการล่วงละเมิด ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
กลุ่มวารสารฯต้านนิติราษฎร์
ขณะที่กลุ่มหนุนนิติราษฎร์ในนามเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้จัดกิจกรรม "กราบเก้าอี้" ที่ป้ายด้านนอกมหาวิทยาลัยบริเวณทางเข้าหอประชุมใหญ่ โดยมีการชูป้ายให้กำลังใจคณะนิติราษฎร์ เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา และทำการกราบเก้าอี้เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ที่มีการใช้เก้าอี้ฟาดทำร้ายคนที่มีความเห็นแตกต่าง โดยกราบเก้าอี้เพื่อบอกว่า  อย่ากลัวเรา (คนที่คิดเห็นแตกต่าง)
กิจกรรมกราบเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนและต่อต้านคณะนิติราษฎร์ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ผ่านไปด้วยดีแต่มีจุดหวิดปะทะเล็กน้อย เมื่อคนเสื้อแดงคนหนึ่งชูป้ายหนุนนิติราษฎร์ ที่หน้าตึกโดม  ขณะที่กลุ่มต้านนิติราษฎร์ทำกิจกรรมอยู่ โดยมีการโห่ไล่และตำรวจควบคุมเสื้อแดงคนดังกล่าวออกจากบริเวณตึกโดมออกไป 







----------

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ชี้ "นิติราษฎร์" โดนโจมตีหนัก เพราะท่าทีไม่จริงใจของ "พท.-นปช."

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนวิเคราะห์สถานการณ์ที่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ถูกโจมตีอย่างหนัก เผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาว่า

สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ นิติราษฎร์ โดนโจมตีหนัก ต้องโทษ ท่าทีแบบ cynical (ไม่จริงใจ) ของ เพื่อไทย และ นปช.

(1) ก่อน 19 กันยา ปีกลาย สื่อมวลชนกระแสหลัก แทบจะไม่รู้จักหรือแทบไม่เคยเสนอข่าว นิติราษฎร์ เลย

แต่จู่ๆ นิติราษฎร์ กลายเป็นข่าวหน้า 1 ขึ้นมา ก็เพราะ ทั้ง รบ. โดยคุณเฉลิม และ นปช. โดย อ.ธิดา ได้ออกมาพูดใหญ่โตว่า "เห็นด้วยกับแนวทางของ นิติราษฎร์"(เรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร)

ดังที่ผมเขียนวิจารณ์ไปตอนนั้นว่า การ "เห็นด้วย" ของ รบ. และโดยเฉพาะของ นปช.นั้น เป็นการ "เห็นด้วย" แบบปลอมๆ (cynical) คือ ยกเอาเฉพาะประเด็นเรื่องการล้มคดีต่างๆ ที่เกิดจาก รปห. แต่ข้อเสนอ 112 ที่ความจริง ก็อยู่ในแถลงการณ์วันที่ 19 กย. นั้น ไม่ยอมพูดถึง

ช่วงนั้น อ.ธิดา ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "นิติราษฎร์ เป็นแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ กับ นปช."

(2) หลังจากนั้น นปช. ด้วยแรงกดดันจากมวลชนของตนเอง และผู้รักประชาธิปไตยอื่นๆ ที่ให้ทำอะไรสักอย่าง เกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะในกรณีอากง ก็ต้องค่อยๆออกมา แบบกระมิดกระเมี้ยน ในลักษณะว่า "เห็นด้วย" กับการแก้ไขกฎหมาย 112

วิธีที่ออกมา ก็เป็นในลักษณะ cynical คือ เริ่มจาก ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยกรณีอากง, ต่อมา ก็ไม่ยอมแม้แต่เอ่ยชื่อกฎหมาย 112 อ.ธิดาจะใช้คำพูดประเภท "กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ โดยเราไม่ต้องระบุชื่อ" ... แต่ฟังดู ก็เพื่อให้มวลชน ฯลฯ เป็นที่รู้กันว่า หมายถึง 112 ต่อมา ก็ "ขยับ" อีกขั้น ยกข้อเสนอของ คณิต ณ นคร ขึ้นมาแสดงท่าทีเห็นด้วย

(3) ความจริง ถ้าจะว่าไป การที่เฉลิม อ.ธิดา ยกนิติราษฎร์ ให้ขึ้นมาเป็นข่าว ตอนกันยายนปีกลาย ก็เรียกว่า เป็นเรื่องดี คือ ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้

แต่เพราะลักษณะ cynical ที่ว่า คือ ยกมาเฉพาะบางเรื่อง (แต่เชียร์ใหญ่โตราวกับเห็นด้วยทุกเรื่อง) และพอพูดเรื่อง 112 ก็พูดแบบชนิด ไม่แน่ไม่นอน

ด้านหนึ่ง ทาง รบ. ก็ทำท่าว่า จะปราบคดีหมิ่นฯใหญ่โต (ซึ่งดังที่ผมเขียนไปตอนนั้นว่า เป็นการ "ผูกคอตัวเอง" แท้ๆ)

ในขณะที่ อีกด้านหนึ่ง นปช. ก็มีท่าที แบบที่ว่า คือ แรกๆ ไม่แตะเลย ต่อมา ก็ค่อยๆ มาเอ่ยถึง ต่อมา ก็ถึงกับออกมาในทางสนับสนุนเห็นด้วยกับ คณิต คือ ให้แก้ 112 ในบางระดับ

พอนิติราษฎร์ โดนโจมตีคราวนี้ นปช. ก็เปลี่ยนท่าทีอีก จากที่เคยออกมาในแนวสนับสนุน อย่างน้อย ก็ข้อเสนอ คอป. ตอนนี้ ก็ออกมาว่า นปช. ไม่มีนโยบายแก้ไข 112

(4) ลักษณะการ เล่นการเมือง แบบ cynical แบบนี้แหละ ที่มีส่วนทำให้ นิติราษฎร์ เดือดร้อน และกลายเป็นจุดโจมตีหนักไปด้วย

ตอนนี้ การโจมตีนิติราษฎร์ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง จึงเป็นเรื่อง proxy คือ ใช้การโจมตีนิติราษฎร์ เป็นการโจมตีทักษิณ ที่ นิติราษฎร์ ไม่เกี่ยวข้องด้วย

----------

บีบีซีทำสกู๊ปเรื่อง "112" ชี้ รบ.ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาพที่เป็นอยู่

ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เขียนสกู๊ปชื่อ"ข้อเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ฮาร์วีย์ ได้สัมภาษณ์พวงทอง ภวัครพันธุ์  อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งแสดงความเห็นว่ากฎหมายมาตรานี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น เมื่อสังคมไทยมีความแตกแยกกันรุนแรงยิ่งขึ้น

นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า คดีจากกฎหมายอาญามาตรา 112 มีจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่โค่นล้มอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ลงจากอำนาจ

"กฎหมายมาตรานี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกับการรัฐประหาร" พวงทองกล่าวและว่า"ประชาชนจึงไม่สามารถอภิปรายถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างเปิดเผย เพราะภัยคุกคามของกฎหมายมาตราดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความวิตกกังวลกันมากขึ้นว่า ม.112 จะกลายเป็นอุปสรรคในการแสวงหาทางออกจากปัญหาทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นเสียเอง"

ขณะที่พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดี คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า ตนเองสนับสนุนหลักการโดยทั่วไปของการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นกรณียกเว้นสำหรับการมีเสรีภาพดังกล่าว

"การทำให้กฎหมายอาญา ม.112 อ่อนแอลง อาจจะถือเป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับความเคารพอย่างสูงสุด ฉะนั้นเราต้องไม่แก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว" นักวิชาการจากนิด้า ระบุและว่า "นี่เป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่ง การรณรงค์แก้ไข ม.112 อาจก่อให้เกิดปัญหาหนักมากขึ้นในสังคม ประเทศไทยมีความแตกแยกอยู่แล้ว การแก้ไขกฎหมายนี้จะนำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น"

ฮาร์วีย์รายงานว่า มุมมองแบบพิชาย ได้รับการเห็นพ้องสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. รวมทั้งบรรดาพรรคการเมืองหลักของประเทศ ที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการดำรงอยู่ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฉบับปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุด้วยว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีความพยายามที่จะบล็อกเว็บไซต์ต่างๆ ที่ถูกเข้าใจว่าเผยแพร่เนื้อหาก้าวล่วงสถาบัน ขณะที่เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งบรรดาผู้ไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงสามารถแสดงเหตุผลโต้เถียงของตนเองออกมาได้ ก็เริ่มถูกจับตาอย่างจริงจังโดยรัฐบาล จึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพทางการเมืองแบบเดิมที่ดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน







บทความร้อนๆ ของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Posted by KwamRak on 02.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
เอกสารประวัติศาสตร์: ภาพถ่ายลายมือบันทึกการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 ธันวาคม 2475 (หน้าแรก)

วาระการประชุม พิจารณานโยบายของรัฐบาลที่เตรียมจะแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร นี่คือโอกาสที่ หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เริ่มความพยายามผลักดัน สิ่งที่จะรู้จักกันภายหลังไม่นานว่า "เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ" ขอให้สังเกตว่า "ประธาน" ที่ประชุม คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้แสดงความเห็นแย้ง

.............

ข้อ ๑ - นโยบายของรัฐบาล

หลวงประดิษฐ์ เสนอว่า ความรู้ที่สอนเวลานี้ถ้าเกี่ยวแก่ความรู้ตามธรรมชาติแล้ว อยากจะเรียกชื่อว่าสามัญ ส่วนความรู้ที่เป็นการพิเศษนั้น ให้ชื่อว่า วิสามัญ

เศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์ เสนอว่า ควรตั้งสหกรณ์รวบรวมที่ดินไว้ในความควบคุมของสหกรณ์ รวมทั้ง production ทั้งมวญ เพราะนิสัยคนไทยนั้น ถ้าปล่อยให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นส่วนตัวแล้ว ก็จะขี้เกียจทอดทิ้งการงานเสีย แลในที่สุด ที่ดินก็ตกไปเป็นของผู้อื่น หรือไปเพาะหนี้ขึ้นซึ่งเราต้องช่วยอีก

ประธานว่า เราจะไม่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่ใครเสียเลยนั้น จะไม่พอใจกระมัง เพราะคนก็หวังจะได้อะไรบ้าง


..............

3 มกราคม

หากใครติดตามอ่าน fb ผมประจำ อาจจะพอจำได้ว่า ผมเคยพูดเปรยๆว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา(คือช่วงไม่กี่เดือนสุดท้ายของปี 2554) ได้มีการตั้งข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ใหม่ อีก 2-3 กรณี 

ซึงล้วนอยู่ในระยะเวลา ที่พรรคเพื่อไทย ขึ้นบริหารประเทศเป็นรัฐบาลแล้ว ทั้งรัฐบาลยังได้รับรอง รายงานข้อเสนอของ คอป. ที่ให้ระมัดระวังแยกแยะในการดำเนินคดีหมิ่นฯ แล้วรัฐบาลก็ยังได้แถลงต่อ ยูเอ็น ถึงความผิดพลาดของรัฐบาลชุดก่อน ในการดำเนินการเรื่องคดีหมิ่นฯ อย่าง เหวี่ยงแห และได้แจ้งต่อ ยูเอ็นด้วยว่า จะแก้ไขลักษณะดังกล่าว ตามการแนะนำของ คอป.

แต่ 3 คดีดังกล่าว ก็เกิดขึ้น มีการแจ้งข้อหา ออกหมายเรียก ที่สำคัญ ทุกกรณี ผู้ถูกกล่าวหา เป็นคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ในรั้วมหาวิทยาลัย (หรือกรณี "ก้านธูป" นี้ เหตุเกิดขณะเพิ่งจบชั้นมัธยม และขณะนี้อยู่ในฐานะนักศึกษา ปีที่ 1)


กรณีแรก ที่เป็นเป็นข่าวไปแล้ว คือ กรณี อ. สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวหิน ซึ่งถูกตั้งข้อหา และได้รับหมายเรียกตัว เมื่อต้นเดือนธันวาคม

อันที่จริง กรณี "ก้านธูป" นี้ เกิดขึ้นก่อน คือ ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม จนท.ตำรวจ สน.บางเขน ได้ออกหมายเรียกตัว

ข้อกล่าวหา คือ เหตุการณ์ที่เป็นข่าวไป 1 ปีเศษ ก่อนหน้านั้น (ก่ารโพสต์ทาง fb เมื่อเดือนเมษายน 2553) ซึ่งในครั้งนั้น ได้ทำให้ "ก้านธูป" สูญเสียโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ที่ศิลปากร และ เกษตรศาสตร์ มาแล้ว

ใครๆ รวมทั้งตัวคุณ "ก้านธูป" เอง ก็นึกว่า เรื่อง "จบ" ไปแล้ว เธอได้รับผลกระทบไปอย่างมากแล้ว ต้องเสียเวลาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยถึง 1 ปี ไม่นับเรื่องการตกเป็นข่าว ถูกรังควานต่างๆอีก

ทีสำคัญ กรณีดังกล่าว ก็ไม่ได้มี "น้ำหนัก" อะไรมากไปกว่า กรณีทำนองเดียวกัน ที่เคยเกิด เมื่อมีผู้สมัครรายการ AF เขียน fb แล้วถูกนำมา "ประณาม" โดยบรรดา "ผู้คลั่งเจ้า ออนไลน์" แล้วเรื่องก็จบไป ไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใ

แต่ปรากฏว่า ในกรณี "ก้านธูป" ได้มีผู้นำเรื่องไปแจ้งความ (โดยเอา "หลักฐาน" การแจ้งความจากข้อความประณาม "ก้านธูป" ตามเว็บบอร์ด "คลั่งเจ้า ออนไลน์" นั่นแหละ)

แต่เป็นทีน่าเสียใจว่า แทนที่ จนท. จะใช้วิจารณญาณ ดูองค์ประกอบ และบริบทต่างๆ รวมทั้งผลได้ผลเสียของการดำเนินคดีข้อหาร้ายแรงต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่ขณะเกิดเรื่องเป็นนักมัธยมเพิ่งเรียนจบ และขณะนี้ เป็นเพียง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ว่า จะมีผลดีผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม หรือสถาบันทางการเมืองสังคม เอง อย่างไร

หรือแทนที่ จะมีหน่วยงาน "กลั่นกรอง" เรื่องแบบนี้ ซึ่ง ถ้าใช้วิจารณญาณ ชังน้ำหนัก ผลได้ผลเสีย ในแง่รวม (ทำนองเดียวกับที่ คอป. เสนอ และรัฐบาลให้การรับรอง) ก็สมควร วินิจฉัยวา กรณีดังกล่าว ไม่สมควรดำเนินการถึงขั้นตั้งข้อหา ออกหมายเรียก เช่นนี้


เมื่อคุณ "ก้านธูป" ได้หมายเรียก ในสิ้นเดือนตุลาคม - ต้นพฤศจิกายน ทาง จนท.ตำรวจ ได้นัดวันให้มารายงานตัว ในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่เนื่องจากขณะนั้น น้ำท่วม (รวมทั้ง ท่วม สน.บางเขนเอง) มหาวิทยาลัยปิด และ "ก้านธูป" กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด (หมายเรียก ส่งไปบ้านที่ต่างจังหวัด)

"ก้านธูป" จึงขอเลื่อนนัดการรายงานตัว รอจนกว่า น้ำเลิกท่วม และรอจนกว่า มหาวิทยาลัยเปิดเทอม ซึงเธอต้องเดินทางกลับมาพักที่หอพักบริเวณมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนังสือตามปกติ จะได้สะดวก ไม่ต้องเดินทางไปกลับจากต่างจังหวัด ซึงทาง จนท. ก็อนุญาต ให้เลื่อนการรายงานตัว มาเป็นวันพุธ ที่ 11 มกราคมนี้ เวลา 10.00 น.


ผมขอเรียนให้ทราบว่า ในช่วงระหว่างเวลาที่ผ่านมา (จากการได้รับหมายเรียกต้นเดือนพฤศจิกายน ถึงสิ้นปี รวมแล้วประมาณ 2 เดือน) ผมก็ยังมีความหวังอยู่เล็กๆว่า ทาง จนท. หรือ ทางแวดวงรัฐบาล อาจจะมองเห็นปัญหา การใช้กฎหมายหมิ่นฯ อย่างเหวี่ยงแห ในระยะที่ผ่านมา และหาทาง อย่างน้อยที่สุด ทำตามข้อเสนอของ คอป. ในเรื่องนี้

แต่ปรากฏว่า ก็ไม่มีความคืบหน้าอะไรในเรื่องนี้ คุณ "ก้านธูป" จึงยังต้องไปรายงานตัว และรับทราบข้อหานี้ ในสัปดาห์นี้ ตามกำหนด
3 มกราคม

หลายคนอาจจะ "คุ้นๆ" กับ "ภาพประกอบ" นี้

ผมตัดต่อมาจาก เพจ พวก "คลั่งเจ้า" ช่วงที่มีการเอาข้อความ fb ของ "ก้านธูป" มา "ประณาม" แล้วพวกนี้ ก็ขีดเส้นใต้ เขียนตำประกอบโตๆ กล่าวหา อย่างที่เห็น ("ชัดเจนกว่านี้มีอีกไหม?"ฯลฯ) โพสต์หนึ่งๆ ที่พวกนี้ยกมา ก็เขียนคำโตๆพวกนี้ กำกับไว้ ทุกอัน

คนที่ไปฟ้องตำรวจ ก็ใช้วิธีถ่ายเพจพวกนี้ไปฟ้อง 

ที่รู้ก็เพราะตำรวจได้ถ่ายเอกสารเพจวพกนี้ออกมา แนบหมายเรียกตัวด้วย (คือไม่ใช่มีแต่ข้อความ "ก้านธูป" มา มีมาเป็นแบบที่เห็นนี้เลย ทั้งหมด 5 หน้าๆละประมาณ 2-3 โพสต์ มีบางโพสต์ มีการขีดเส้นใต้ คนออกความเห็นด้วย)


(ภาพนี้ ผมทำเบลอ ส่วนทีเป็นข้อความเอง ตัวต้นฉบับ และที่ จนท. แนบมาด้วย ข้อความไม่ได้ถูกเบลอแบบนี้)


จริงๆแล้ว ก็อย่างที่ ถ้าใครเคยดูเพจของพวก "คลั่งเจ้า" พวกนี้ ไอ้ที่พวกเขาบอกว่า "ชัดเจนไหมๆ?" น่ะ มันไม่ได้ ชัดเจน ในทางกฎหมายอย่างที่พวกนี้เข้าใจหรอก

(อย่างข้อความ 2 ข้อความ ที่ผมตัดต่อมาเป็นตัวอย่างนะ พูดในทางกฎหมายจริงๆ ก็ยากเอาผิดได้)


คืออย่างที่บอกว่า "ภาษาวัยรุ่น" ประเภทแบบที่ มาร์ค วี 11 หรือ "ก้านธูป" เขียนน่ะ ผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะ (maturity) หน่อย เห็นเข้า ก็อาจจะยักไหล่ อย่างมาก ก็อาจจะเรียกมาตักเตือน

แต่พวก "คลั่งเจ้า" พวกนี้ เห็นข้อความอะไรแบบนี้ นิดเดียว จะต้อง โพสต์ คอมเมนต์ กันให้เว่อร์แบบนี้

ผมก็นึกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผุ้รักษากฎหมาย ก็ควรมีความ "หนักแน่น" กว่าพวกคลังเจ้าหน่อย

แต่อย่างว่า โดยสภาพของลัทธิกษัตริย์นิยม ทีครอบงำอยู่ และโดยลักษณะของ 112 จนท.ต่อให้ อ่านแล้ว ไม่รู้สึกถึงขั้นดำเนินการตามกฎหมายได้ ก็อาจจะไม่กล้า

ทีน่าเสียดายคือ ระดับ "ส่วนกลาง" หรือ ระดับ "นโยบาย" รัฐบาลนั่นแหละ

แทนทีจะมีความ "หนักแน่น" มากกว่านี้


นี่เรียกว่า กรณีอะไร มีน้ำหนักไม่มีน้ำหนัก ควรดำเนินการต่อหรือไม่ มีประโยชน์ต่ออะไรหรือไม่ (รวมทั้งต่อสถาบันฯเอง) .. เรียกว่า เอาหมด

ใครเป็น friend ดร.ปริญญา เอารูปนี้ไปโพสต์ให้ดูหน่อยสิ
ผมตัดมาจาก "หมายเรียก" ลบชื่อ จนท. ตำรวจผู้่ดูแลคดี และชื่อปัจจุบัน ของ "ก้านธูป" ออก
คงเห็นตัวข้อหากันชัด - "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ..." คือ 112 นันแหละ

ปล. คุณ อานนท์ นำภา เคยอธิบายให้ผมฟังว่า คดีหมิ่นฯ จนท. ที่ดูแล จะเป็นคนลงชื่อในช่อง "ผู้กล่าวหา" เอง ไม่ได้หมายความว่า จนท.คนนี้ เป็นคนฟ้องนะครับ เขาปกปิดชื่อคนที่เอาเรื่องมาฟ้อง เราไม่รู้ว่าคือใคร

พอดี คุยกับคุณ ผู้ชาย พายเรือ เรือ่งประเด็นทีว่า 112 ใครฟ้อง (แจ้งความ) ก็ได้ แต่เวลาตำรวจดำเนินการ เขาจะใส่ชื่อ จนท. ที่คุมคดี ในช่อง "ผู้กล่าวหา" เหมือนกรณี "หมายเรียก" "ก้านธูป" ทีผมโพสต์ให้ดูข้างล่าง

เลยเอะใจ หันกลับไปดู "หมายเรียก" ของตัวเอง ปรากฏว่า อย่างที่ผมล้อเล่นกับคุณ "ผู้ชาย พายเรือ" ข้างล่าง คดีผม คนฟ้องเขา "ใหญ่" จริง ระบุชื่อคนฟ้องเองเลย - กองทัพบก (ฮา)

ดูภาพกันก็แล้วกัน (เปรียบเทียบ กับ ภาพ "หมายเรียก" "ก้านธูป" - อย่างที่บอกในกระทู้นั้นว่า คุณ อานนท์ นำภา เคยบอกผมว่า ปกติ คดีหมิ่นฯ เขาไม่ใส่ชื่อคนแจ้งความ เพื่อปกปิดไว้ ใส่ชื่อตำรวจแทน (ผมถามเพราะ เห็น "หมายเรียก" "ก้านธูป" นีแหละ ... แสดงว่า คดีผมนี่ "พิเศษ" วุ้ย)
 
4 มกราคม

โปรดทราบตามนี้นะครับ

เดิมผมเขียนในกระทู้อันหนึ่งข้างล่างว่า การสอบที่จะมีขึ้นไม่กีวันหลังวันพุธหน้า ของ "ก้านธูป" เป็นการ สอบ "กลางภาค" 

ความจริง ไมใช่ นะครับ เป็นการสอบ "ปลายภาค" (สอบ final) ของภาคที่แล้ว ที่ไม่ได้สอบ เพราะน้ำท่วมในเดือนตุลาคม

ผมสับสนเองแหละ เลื่อนสอบ เลื่อนเปิดเทอม ขออภัย นี่พูดจริงๆ ยังรู้สึกงงๆอยู่ว่า นี่กำลังจะเริ่มสอนเปิดเทอมใหม่ หรือเริ่ม กลางเทอม อะไรกันแน่ - แหะๆ :) 


เดิม "ก้านธูป" ก็ลังเลอยู่แล้วว่า จะเลื่อนการรายงานตัวไปดีหรือไม่ (ดังที่ผมเล่าคร่าวๆ ในกระทู้นั้น) แต่คิดว่า ตอนแรกคงตัดสินว่า รายงานตัวให้เสร็จๆไป แต่คงประเมินแล้วว่า ข่าวคราวต่างๆ และสถานการณ์การไปรายงานตัว (ซึ่งไมใช่เรื่องเล่นๆ เชื่อผม .. แค่ประเด็นเรื่อง ไปถึง จนท. จะทำอะไร จับ หรือ ปล่อย ก็มีความเสี่ยงอยู่เสมอ) ทำให้เสียเวลา และสมาธิในการเตรียมสอบมากไป เลยขอเลื่อนไป

ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใ

(บอกตรงๆ ขนาดผมไม่ได้โดนเอง ในครั้งนี้ แค่คอยตามเรื่อง ผมก็รู้สึกเหนื่อยๆไม่น้อยเลย กรณีแบบนี้ ไม่ใช่อะไรทีอยากให้มีหรอก ไม่ว่าเกิดกับใคร)


ปล. ผมจะไปโพสต์ แจ้งให้ ดร.ปริญญา ทราบ ที่ fan page ด้วย หลังจากไปโพสต์เรื่องกำหนดการเดิมของการราบงานตัว เมื่อวานนี้ แต่ป่านนี้ ดร.ปริญญา อาจจะได้เจอกับ "ก้านธูป" แล้ว เพราะผมแนะว่า ให้ติดต่อไป
9 มกราคม

คนที่ตอบคำถาม "ดุสิตโพลล์" ว่า เปรม เป็น "แบบอย่างความซื่อสัตย์" จะต้องมีปัญหาความสับสนในวิธีคิดมากๆ แต่ก็ไม่แปลก เพราะความที่ "สื่อ" ที่นำเสนอเรื่องเปรม นักวิจารณ์ทั้งหลาย และนักวิชาการทั้งหลาย ในหลายปีมานี้ ไม่ยอมอภิปรายเรืองนี้

ความจริง นี่เป็นปรากฏการณ์ในสมัยไม่กีทศวรรษหลัง สมัยที่เปรมยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ นั้น ผู้คนพากันเอือมระอา จนไม่รู้จะเอือมระอายังไง ปัญญาชนทั้งหลาย (ธีรยุทธ เป็นคนสำคัญในเรื่องนี้) หรือนัก นสพ. (ชัชรินทร์ เป็นคนสำคัญในเรื่องนี้) พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ไม่เว้นแต่ละวัน "ภาพลักษณ์" ของเปรม เป็นคนละอย่างกับตอนนี้ (ธีรยุทธ และ ชัชรินทร์ เปลี่ยนไปอย่างไร ก็เป็นส่วนหนึงของการเปลี่ยนแปลงเรื่องภาพลักษณ์เปรมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึงของความเปลี่ยนแปลงทีใหญ่ขึ้นไปอีกเรื่องสถานะสถาบันกษัตริย์ ซึงในสมัยทศวรรษ 2520-2530 ยังไม่มีลักษณะแบบนี้

...................


ในฐานะ องคมนตรี เปรม จะต้องปฏิญาณตน หรือ ยึดมั่นในคำปฏิญาณตนขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ซึงมีข้อความตอนหนึ่งว่า (ปัจจุบันอยู่ที่มาตรา 15) 

"....ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยทุกประการ ..." 
(โปรดสังเกตคำว่า "ทุกประการ")

ในมาตรา 14 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน กำหนดคุณสมบัติของ องคมนตรีไว้ว่า 

"....ต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ.."

ในระยะไม่กี่ปีนี้ เปรม ได้กล่าวเชียร์ หัวหน้าพรรคการเมืองหนึง คือ ประชาธิปัตย์ โดยเปิดเผย อย่างน้อย 4 ครั้ง คือ

- วันที่ 28 ธันวาคม 2551: "บ้านเมืองเราโชคดีที่ได้ท่าน (อภิสิทธิ์) มาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมมั่นใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้ ด้วยความร่วมมือของคนทั้งประเทศ ผมดีใจที่ได้นายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ และคิดว่าคนไทยก็ดีใจเหมือนกัน"

- วันที่ 25 มีนาคม 2552: "รัฐบาล (อภิสิทธิ์) นี้ดี และผมก็เคยพูดว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ดี ดังนั้น เราคงจะหวังได้ว่าท่านจะเป็นผู้นำที่ดี และจะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น . . . . ผมเชียร์"

- วันที่ 25 สิงหาคม 2552: "นายกฯคนนี้ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย . . . . เชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาประเทศชาติได้"



คนที่ กล่าวคำปฏิญาณหรือต้องยึดถือคำปฏิญาณว่า "จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" แต่ ละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรนูญ อย่างเปิดเผย ซึ่งเท่ากับละเมิดคำปฏิญาณสำคัญ เช่นนี้ ไม่สามารถกล่าวได้ว่า เป็นคน "ซื่อสัตย์" ได้

แต่จริง เป็นคนที่เรียกว่า "ตระบัดสัตย์" อย่างถึงที่สุด
9 มกราคม

กฎหมายหมิ่นฯ ของญี่ปุ่น และ test case (กรณีทดสอบ) เรื่องหนังสือ The King Never Smiles


ใครเชี่ยวชาญกฎหมายญี่ปุ่น ลองช่วย คอนเฟิร์ม อีกที

วันนี้ ผมนั่งศึกษา "กฎหมายอาญา" ญี่ปุ่น ที่ร่างขึ้นในสมัย เมจิ (สมัยเดียวกับที่มีการทำรัฐธรรมนูญ ที่มี "มาตรา 3 องค์จักรพรรดิเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้" ที่เราเลียนแบบมาเป็น มาตรา 8 ใน รธน. ปัจจุบัน นั่นแหละ)

"กฎหมายอาญา" ญี่ปุ่น ทีว่านี้ แบ่งอาชญกรรมความผิดออกเป็น 3 ประเภท คือ ต่อรัฐ, ต่อสังคม, และต่อบุคคล

ต่อรัฐ ก็จะรวมถึง crimes against imperial family (ความผิดต่อราชวงศ์) ซึงรวมถึง "กฎหมายหมิ่น" ไว้ด้วย

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง crimes against imperial family นี้ ถูกยกเลิกไป ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงไม่มีกฎหมายหมิ่นฯ อีกต่อไป

....................


วันที่นิติราษฎร์ เสนอร่าง แก้ 112 ครั้งแรก เมื่อมีนาคมปีกลาย ผมได้แสดงความเห็นแบบเร็วๆ กระท่อนกระแท่นประเด็นหนึ่ง (วันนั้น รู้สึกตัวว่าพูดไม่ดี ส่วนหนึง เพราะวันนั้น ผมรู้สึก "สับสนปั่นป่วน" หลังจากฟังร่างที่นิติราษฎร์ เสนอ - อันนี้ จริงๆ ไวโอกาสเหมาะๆ วันหลังจะเล่าให้ฟัง)

โดยผมเสนอว่า ถ้าเราคิดจะแก้ปัญหาเกียวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันฯ 

เราต้องดูปริบททีเป็นจริงในประวัติศาสตร์ของเราด้วย ว่า สถานะที่ผ่านมาของสถาบันฯเป็นอย่างไร เคยมีบทบาทอย่างไรบ้างในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ผมได้เสนอว่า ที่จริง ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว น่าเปรียบเทียบกับญุี่ปุ่นไม่น้อย

อย่างกรณี "มาตรา 8" ของ รธน. ของเรา ที่กล่าวข้างต้น ซึงมาจาก รธน.เมจิ ของญี่ปุ่น

ที่น่าสนใจและสำคัญกว่าน้้นคือ "สถานะ" ของ จักรพรรดิ ในสังคมญี่ปุ่นก่อนสงครามโลก โดยเฉพาะในด้านที่เป็นจุดของการ "อ้างอิง" ของรัฐบาล รวมถึงการอ้างอิงในการทำสงครามโลกด้วย

ผมเสนอว่า อเมริกันและผู้นำญี่ปุ่นหลังสงคราม ตระหนักถึงเรืองนี้ จึงได้เลิก "มาตรา 3" และ "กฎหมายหมิ่น" ไปเลย

ในความเห็นของผม ประเทศไทย มีลักษณะคล้ายกันในแง่นี้

คือถ้าพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ มาถึงปัจจุบัน (บทบาทและสถานะที่เป็นจริง ของสถาบันฯในสังคมและการเมืองไทย)

จากจุดยืนที่ต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง

ผมเห็นว่า ต้องเลิกทั้ง มาตรา 8 และ 112 โดยสิ้นเชิง


........................


ผมมีวิธีให้ "ทดลอง" ทางความคิดอย่างเป็นรูปธรรม

หนังสือ The King Never Smiles

ผมไม่ได้บอกว่า ผมเห็นด้วยกับทุกอย่างทุกประเด็นในหนังสือเล่มนั้น

แต่สิ่งที่ผมอยากใหคิด แบบเอาเป็น test case (กรณีทดสอบ) คือ

ถ้าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ถึงปัจจุบัน ของหนังสือเล่มนั้น สามารถกลายเป็นเรื่องทีอภิปรายกันปกติ เต็มที่ (รวมทั้ง เช่น เป็นหนังสืออ่านประกอบ เหมือนกับที่ในต่างประเทศทีศึกษาเรืองไทย เขาใช้กันได้)

จะเป็นไปได้หรือที่จะมี "มาตรา 8" และ "112" (ต่อให้มีปาฐิหารย์ แก้ไขตาม นิติราษฎร์ ได้แล้ว) อยุ่อีก ??

หรือ ในทางกลับกัน

ตราบเท่าที่มี มาตรา 8 และ "112" (ต่อให้มีปาฐิหารย์ แก้ไขตาม นิติราษฎร์ ได้แล้ว)

จะสามารถอภิปรายเรื่องราวประวัติศาสตร์ ถึงปัจจุบัน ของหนังสือเล่มนั้น อย่างปกติ เต็มที่ (สามารถใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียน เหมือนกับที่ในต่างประเทศทีศึกษาเมืองไทย เขาใช้กันได้) หรือ?



ปัญญาชน มองอะไร ต้องมองยาวๆ นะ ผมว่า

ไม่ใช่มองแค่ "เฉพาะหน้า" ในขณะนี้ ซึ่งไม่ใช่ เฉพาะหน้า ที่เป็นจริงได้ด้วยซ้ำ (คือ ไม่มีทางมีปาฐิหารย์ ให้ร่าง นิติราฎร์ เป็นจริงแน่นอน ดังน้น การเสนอ จึงเหลือเพียงเรื่อง "ทำงานความคิด" ซึง ถ้าเช่นน้น ก็ควรต้อง "มองให้ยาว" อย่างที่ผมเสนอแล้ว)

ถ้าอะไรที่ ในระยะยาวแล้ว เป็นสิ่งทีถูกต้องกว่า และทีสำคัญ เสนอได้ด้วย ไม่ผิดกฎหมาย

ก็ควรเป็นพันธะของปัญญาชนที่จะเสนอ

ทีแน่ๆ ไม่ควรปล่อยให้ชาวบ้านธรรมดา เขา "มองการณ์ไกล" เสนอแบบเสี่ยงๆกันไปในลักษณะที่ "ก้าวหน้ากว่า" "ถูกต้องกว่า" เราไปแล้ว

ผมไม่รู้คนอื่นจะคิดยังไง แต่ผมพูดตรงๆว่า ผมรู้สึกมัน "วิปริต" มาก ภาวะนี้

และถ้าถามผมเอง ผมก็ยืนยันว่า ผมทำไม่ได้หรอก รู้สึก "อาย" ชาวบ้านธรรมดาๆ เหล่านั้น
10 มกราคม

ความจริง แต่ไหนแต่ไร ผมมองการรณรงค์ 112 ในหลายปีมานี้ ด้วยความรู้สึกว่า มีอะไร "แปลกๆ" อยู่

112 เป็นปัญหาแน่ แต่ว่า ถ้าจะพูดไป ผมเห็นว่ามันเป็นเพียง "องค์ประกอบ" หรือ "ขอบ" หรือ "การแสดงออก"(อย่างหนึ่ง) ของ "ตัวปัญหา" เท่านั้น

ผมลองสมมุติเปรียบเทียบ ซึงอาจจะไม่ตรงทั้งหมด: สมมุติว่า ตอนนี้ ประเทศไทย มีคนใช้โคเคนกันมากมายมหาศาล แล้วมีกฎหมายว่า ทุกคนทีใช้โคเคนจะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต ถ้าเราเอาแต่รณรงค์ว่า กฎหมายลงโทษจำคุกตลอดชีวิตคนใช้โคเคน ต้อง แก้ หรือ กะรทัง ต้องเลิก .. อย่างนี้ ผมว่าคือการ "แตะ" เฉพาะตัว "ขอบ" หรือ "การแสดงออก" ของ "ตัวปัญหา" จริงๆ คือ ปัญหาคนใช้โคเคนมาก (เพราะอะไร, ไม่ถูกต้องอย่างไร)

ปัญหาจริงๆ คือเรื่องสถานะและอำนาจโดยรวมของสถาบันกษัตริย์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร

บางคนอาจจะคิดว่า ทีไม่มีคนยอม address "ตัวปัญหา" ทีเพิ่งกล่าวเท่าไร เพราะทำไม่ได้ เพราะมี 112 อยู่ (ต้องแก้ หรือ เลิก ก่อน)

ผมไม่คิดว่า จริง : ปัญหาสถานะและอำนาจของสถาบันฯตอนนี้ผิดอย่างไร ผมว่า มีช่องทางให้ address ได้ แม้จะมี 112 อย่างที่มีอยู่ (และจะมี 112 ไปอีกหลายปี ... ถ้าใครคิดว่า จะรอจน แก้ หรือ เลิก ได้ คงต้องแก่ตายก่อนแน่)

ในแง่หนึ่ง ผมจึงมอง (และเคยเขียนไปบ้างแล้ว) ว่า เป็นเรื่อง irony สำคัญอย่างหนึง คือ

ในการ "ดีเบต" เรื่อง 112 ระหว่างฝ่ายทีเชียร์-ดีเฟนด์ กับฝ่ายที่ต้องการแก้นี้

เป็นการ "ดีเบต" ทีมีลักษณะ "คนละเรื่องเดียวกัน" มาตลอด

นันคือ ฝ่ายทีเชียร์-ดีเฟนด์ 112 นั้น เขาเชียร์หรือดีเฟนด์ ด้วย "เนื้อหา" หรือ "เหตุผล" ทีว่า 

"เพราะสถาบันฯ ทำความดี มีคุณประโยชน์ ต่อ ประเทศชาติใหญ่หลวง บลา บลา บลา"

แต่ฝ่ายทีต้องการแก้ กลับอภิปรายเรื่องกฎหมายเฉยๆ (เกือบจะโดยสิ้นเชิง)


เรื่องนี้ apply โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีปัญญาชนนักวิชาการ

ผมไม่คิดว่า เราจะสามารถ made any headway (คืบไปข้างหน้า) อะไรได้มาก ตราบเท่าที่ จำกัดแต่เฉพาะ 112 ในแง่กฎหมาย

การโต้แย้งทางความคิดนั้น มันต้องโต้ เอาชนะ ที่เนื้อหาเดียวกัน

(อย่างตัวอย่างรูปธรรมอันหนึง ที่ ฝ่ายเชียร์ 112 ยกมาเสมอ และผมมองว่า ฝ่ายทีรณรงค์ที่ผ่านมา แทบไม่เคยตอบ หรือตอบ ก็ไม่ดีเท่าไร คือ

"พวกนี้ต้องการให้แก้ เพื่อจะโจมตี ด่าว่า หยาบคาย ต่อ สถาบันฯ"

ซึง "คำตอบ" ส่วนใหญ่ของฝ่ายเสนอแก้ เท่าที่ผมเคยเห็น จะออกมาทำนองว่า

"แก้ (หรือกระทั่ง เลิก) 112 ไมใช่เพื่ออย่างนั้น" หรือไม่ก็ไปถึงขั้นว่า "การโจมตีแบบด่าทอ หยาบคาย ยังผิดอยู่" หรือ "เราไมใช่ต้องการแก้ (หรือเลิก) เพื่อจะได้โจมตี หมิ่นฯ ได้" หรือ "วิจารณ์สถาบันฯ ได้ ไม่ได้หมายความว่า จะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ฯลฯ" อะไรประเภทนี้

แทนทีจะ address หรือ challenge ประเด็นทีเป็น "ฐานคิด" ของอีกฝ่ายว่า

ทำไมจึง โจมตี ด่าว่า หยาบคาย ไม่ได้ล่ะ"? (แล้วทำไม การโจมตี ด่าว่า หยาบคาย นักการเมืองที่ ประชาชนเลือกมา ไม่ว่าฝ่ายไหน ไม่ว่า อภิสิทธิ์ หรือ ทักษิณ หรือยิ่งลักษณ์ ("โง่", "ผู้หญิงหากิน" ไม่เห็นมีคนรู้สึกเป็นปัญหา)

ซึงแน่นอน ก็จะต้องนำไปสู่การอภิปรายว่า อะไรคือความแตกต่าง ระหว่าง "เจ้า" กับ "คนธรรมดา" (ซึงเป็น "ฐานคิด" ลึกลงไปอีก หรือเป็นข้ออ้าง คำอธิบาย ของพวกที่ว่า "โจมตี ด่า หยาบคาย" ไม่ได้ เพราะ "ต่างจากนักการเมือง" "เพราะมีคนเคารพ"

ปัญหาจริงๆคือ การ challenge สภาพที่ "มีคนเคารพ" และ สภาพที่ อ้างว่า "ต่าง ต้องมีอะไรคุ้มครองพิเศษ" นี่ต่างหาก


ซึง บอกตรงๆว่า เท่าทีฟังมา แม้แต่คนทีเสนอ แก้ ทีดีที่สุด (เช่น ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง กรณี อ.วรเจตน์ ในรายการอย่าง Wake Up Thailand เป็นต้น หรือแม้่แต่ตัว รายการ Wake Up Thailand นั้นเอง)



ครับ กฎหมาย มีปัญหา ("ทั้งตัวบท, บทลงโทษ, การนำไปใช้") แน่ครับ

แต่มันเป็นเพียง "การแสดงออก" ของ "ฐาน" ของ "ปัญหาอื่น"


นี่เป็นเหตุผลสำคัญหนึ่ง ที่ผมเห็นว่า การเสนอ "เลิก" กับเสนอ "แก้" มันมีความแตกต่างกันอยู่

(จริงที่วา ที่ผ่านมา คนที่เสนอ "เลิก" เลยก็มี แต่ผมก็มองว่า จุดอ่อน ของการอภิปรายประกอบการเสนอเลิก เช่น ขออนุญาต ยกตัวอย่างชัดๆ กรณี ACT4DEM เมื่อเร็วๆนี ก็ยังมีอย่างที่เสนอข้างต้นอยู่

แต่ผมไม่โทษ หรือวิจารณ์อะไรมาก อย่างน้อย ได้เสนอ เลิก ก็ดีกว่าไม่เสนอ (หรือดีกว่า เสนอ แค่ แก้)

เพราะจริงๆ เรื่องนี้ มันเป็น "ภาระ" ของปัญญาชน นักวิชาการมากกว่า (ทีมีทักษะ ในการจะเรียบเรียงออกมาได้ มากกว่า แอ๊คติวิสต์ ธรรมดา)


ปัญหาคือ ปัญญาชน นักวิชการ แม้แต่คนที่ ทำ 112 ตอนนี้ เกือบทุกคน ทำราวกับว่า

"แก้ 112 ได้ก่อน ค่อยมาอภิปราย วิพากษ์วิจารณ์ เรือ่งสถานะ สถาบัน "

ซึ่งไม่เป็นความจริง (ทั้งในแง่ "ไม่ตรงประเด็น" ในการดีเบตกับอีกฝ่าย และในแง่ที่ จริงๆ การจะเปลี่ยน 112 ได้ ขึั้นอยู่กับสิ่งทีว่านี้มากกว่า เรื่อง 112 เอง)
11 มกราคม

"mauvaise foi" *

[* ผมอธิบายความหมายของคำฝรั่งเศสนี้ ตอนท้ายสุด แต่กรุณาอ่านเนื้อหากระทู้ก่อน - สมศักดิ์ ]

................


ผมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการลงไปดูรายละเอียดเนื้อหาของข้อเสนอ นิติราษฎร์ หรืออะไรนะคับ ดูได้ พูดได้ by all means เลยครับ

แต่พอผมอ่านที่คุณ Phuttipong Ponganekgul และเพื่อนอีกบางท่าน เริ่มดีเฟนด์ ในเนื้อหาหลายอย่าง (เช่น ถ้าเลิก จะยิ่ง "ขยายพื้นที่" หรืออะไรทำนองนี้ มีประเด็นอื่นอีก)

ผมเริ่ม "งง" ว่า ตกลงที่ นิติราษฎร์-ครก.112 เสนอ ให้ แก้ ไม่ได้เสนอให้ เลิก นี่ ด้วยเหตุผลอะไรแน่

ผมว่า เราต้องเริ่มจากตรงนี้ให้ชัด และนี่คือปัญหาใหญ่สุด หรือจุดเริ่มต้นในวิธีคิดของผม และเหตุผลใหญ่สุดที่ผมไม่เห็นด้วยกับการเสนอ


คือ ผมว่า ต้องเริ่มจากคำถามว่า

ถ้าไม่คิดเรื่องอะไรอื่นๆเลย เอากันที่ "ความคิด" หรือ "อุดมคติ" ของเราแบบ "เพียวๆ" เลย (แน่นอน ภายใต้กรอบที่ไม่ผิดกฎหมาย)

เราต้องการอะไรกันแน่?

หมายความว่า ถ้าไม่คิดเรือ่งอื่นๆ ปัจจัยเรือ่งอื่นๆเลย นี่ เรา "อยากได้" หรือ เราจะเสนอให้ แก้ หรือ เลิก กันแน่?

และ - อันนี้ ต่อเนื่องกัน เป็นปัญหาเดียวกัน - ที่เสนอแค่ แก้ นี่ เพราะ "อุดมคติ" เพียวๆทีว่า หรือ เพราะปัจจัย อื่นๆ กันแน่?


คือ ผมเข้าใจหรือมองมาโดยตลอดว่า "เหตุผล" จริงๆ ของคนที่เสนอให้ แก้ ไม่ เลิก โดยเฉพาะในระดับ "แกนๆ" หรือ ผู้เอาการเอางานที่สุดในการรณรงค์ เอง ไม่เฉพาะคุณพุฒิพงศ์ และกลุ่มนิติราษฎร์ แต่อาจรวมถึง คนอย่างคุณ วาด ระวี และอีกหลายคน

ไมใช่ เพราะเห็น่วา การแก้ เป็นเรื่องดีทีสุด ในแง่อุดมคติของเราแบบเพียวๆ ที่ว่า

พูดง่ายๆว่า ถ้าถามกันจริงๆ "เอากันทีใจเลยน่ะ" ว่า "จริงๆ ต้องการ หรือ อยากให้ เลิก ไปเลย หรือ แค่แก้ เท่าน้้น"

ผมก็เข้าใจว่า ทุกคนทีกล่าวมา จริงๆ ต้องการ เลิก ไมใช่ แก้

แต่ทีเสนอ แก้ มาจาก "ปัจจัยพิจารณาอื่น" (other considerations) ไมใข่มาจาก "หัวใจ" หรือ "อุดมคติ" หรือ "ความคิด" แบบเพียวๆ เอง

พูดแบบเป็นรูปธรรม คุณพุฒิพงศ์ เอง ก็พูดถึงว่า "ถ้าเสนอเลิกเลย บรรดาคนที่จะมาร่วมด้วย (ทีคุณพุฒิพงศ์ใช้คำว่า "เกราะกำบัง") ก็จะไม่ยอมมากัน"

พูดอีกอย่างคือ ที่เสนอ แค่ แก้ ไม่เลิก ก็เพราะ มัน "แรงไป" สำหรับคนที่จะมาร่วมกับเรา

และอาจจะรู้สึกมัน "แรงไป" สำหรับ "สังคม" ฯลฯ อะไรแบบนี้ด้วย

ปัญหาของผมคือตรงนี้แหละที่ใหญ่สุด


ทีนี้ พอคุณพุฒิพงศ์และท่านอื่นๆ เริ่มที่จะดีเฟนด์รายละเอียดของข้อเสนอ นิติราษฎร์ ราวกับว่า ที่เสนอไปน่ะ ดีโดยตัวเองอยู่แล้ว คือ ราวกับว่า ถ้าถามกันแบบ "ความต้องการตามอุดมคติเพียวๆของเรา" เราต้องการแบบนี้แหละ มัน "ดีกว่า" การเสนอเลิก

ผมก็เลยเริ่ม "งง" อย่างทีว่า

ว่าตกลงข้อเสนอนี้ ในรายละเอียดต่างๆของข้อเสนอนี้ มันดี มันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆแล้วตามอุดมคติของเรา (แค่ แก้ นี่แหละ) หรือว่าจริงๆ ทีเสนอแค่นี้ เพราะมันมาจาก "ปัจจัยพิจารณาอื่นๆ" ทีว่ากันแน่

และนี่คือประเด็นที่ผม raise เรื่อง "ความกลัว" อะไรขึ้นมาวันก่อน

คุณพุฒิพงศ์ อาจจะนึกว่า พอพูดเรื่อง "ความกลัว" จะต้องหมายถึง การ "ดูถูก" เรื่อง ขี้ขลาดตาขาว หรืออะไร (เลยฉุน ประชดประชันผมขึ้นมาวันก่อน)

ความจริง ไมจำเป็นเลยครับ "ความกลัว" อาจจะหมายไปถึงระดับนั้นก็ได้

แต่เรื่องที่เรา ต้องรู้สึกว่า "เสนออะไรไม่ได้ เพราะคนจะไม่มาร่วมกับเรา มันจะแรงไป" (เราจะโดดเดียวไป เราจะเป็นเป้าโจมตีมากไป ฯลฯ) อะไรทำนองนี้ ไมใช่ "ความกลัว" อย่างหนึง หรือครับ?

.....................


วิธีมองของผม ซึงที่จริง ได้เขียนไปเยอะแล้ว แต่ขออนุญาต เขียนย้ำอีกที คือ

ผมมอง่วา ในฐานะ "ปัญญาชน" เราต้องเริ่มจากการถามตัวเราเองก่อน

"ตามอุดมคติ" (หรือ จะใช้คำว่า "เป้าหมายสูงสุด" หรือ "เป้าหมายจริงๆ") ของเรา อะไรคือสิ่งที่เราต้องการ

และถ้าสิ่งที่เราต้องการจริงๆนั้น มันเสนอได้ ไม่ผิดกฎหมาย

ผมยืนยันว่า ต้องเสนอ

แล้วสู้ (ทางความคิด) เพื่อให้สิ่งนั้น มันเป็นที่ยอมรับเป็นจริงขึ้นมา

ไม่วา ในตอนแรกที่เราเสนอ จะเป็นสิ่งที "แรงไป" ในความรู้สึกของคนทีเราคาดหวัง หรือต้องการจะให้มาร่วมกับเรา หรือของ "สังคม" วงกว้างอย่างไร

และไม่วา การเสนอออกไปเต็มที่ นี้ จะทำให้เราต้อง โดดเดียว ด้วยเหตทีคนเหล่านั้น ไม่พร้อม จะมาร่วม หรือสนับสนุนข้อเสนอ ที่เราเสนอ "จากใจ" หรือจากอุดมคติสูงสุด ของเราอย่างไร

ผมว่านี่เป็น ethic ของการเป็น "ปัญญาชน" เลยทีเดียว

[แน่นอน อันนี้ ก็เคยเขียนไปว่า มันเป็น irony เหมือนกันที่ตอนนี้ "พวกเรา" รู้สึกกันว่า การเสนอให้ เลิก มัน "แรงไป" "คนจะรับไม่ได้" (คนที่เราต้องการให้มาร่วมกับเรา) เพราะว่า ดังที่ควรทราบกันดีแล้วว่า สิ่งที่เรากำลังพูดกันนี้ คนธรรมดาๆ เขาเสนอไปนานแล้ว .. ใช่ครับ ถ้าดูจาก "สังคมปัญญาชน" ไอ้สิ่งที่คนธรรมดาๆ เขาเสนอกันไป โดยไม่ต้องรู้สึก "กลัว" ว่า มันจะ "แรงไป" นี้ กลับกลายเป็นเรื่อง ยากเย็นแสนเข็ญ ที่จะให้ "แวดวงปัญญาชน" ยอมรับกัน กลับกลายเป็นเรื่องที่ รู้สึก "แรงไป" ทีจะเสนอ ที่เกินกว่าคนเหล่านั้นจะ "รับได้" และยินดีมาร่วมกับเรา]


แต่พอเราเริ่มจาก "ปัจจัยพิจารณาอื่นๆ" (เรื่อง "เกราะกำบัง" เรื่อง "โดดเดียว" เรือ่ง "คนจะยังรับไม่ได้" เรื่อง "คนจะไม่มาร่วมกับเรา" ... พูดอย่างสันๆคือ "ความกลัว" ในเรืองพวกนี้)

มันมีปัญหาหนึง ที่ผมคิดในใจแต่แรก แต่ไม่พูดออกมาเอง คือ

ปัญญาชน ที่เริ่มทำอะไร จากจุดนี้ (จากจุดของ "ความกลัว") ไมใช่ เริ่มจากจุดที่เป็น "ความต้องการจากใจ" ของเราจริงๆ

ก็จะเริ่มทำอีกอย่างตามมา คือ เริ่มพยายาม "ดีเฟนด์" ว่า ทีเราเสนอไป ทั้งๆที่ ไมใช่มา "จากใจ" ของเราเองจริงๆนี้ มันก็มี "เนื้อหา" ที่ดีมากๆนะ

เผลอๆ เลยกลายเป็นว่า "นีมันดีกว่า การเสนอเต็มที่ (จากใจ) ด้วยซ้ำนะ"

และนี่คือสิ่งทีผมรู้สึกว่า คุณพุฒิพงศ์ และคนอื่นๆ (คุณวาด ระวี คุณ ฯลฯ) เริ่มจะ "เขว" แล้วล่ะ


................................


ในทศวรรษ 1950-1960 ซาร์ต (กับ เดอ เบอวัวร์ คนรักของเขา) ได้เสนอ "คำ" หรือ ไอเดีย อย่างหนึ่ง ทีมีชื่อเสียงมากๆ คือ

"mauvaise foi"

ในภาษาอังกฤษ คำนี้ แปลกันว่า bad faith

ผมไม่รู้มีคนแปลเป็นไทยหรือเปล่า แต่ผมว่า ไม่แปลดีกว่า เรียกว่า bad faith นี่แหละ ไมใช่คำยากอะไร (ถ้าจะแปลจริงๆ อาจจะแปลกว่า "ไม่จริงใจต่อความเชื่อของตัวเอง" แต่มันจะยาวกว่า bad faith มาก)


ไอเดียคือ เมือเราเริ่มจะทำอะไร ทั้งๆที่ สิ่งที่เราทำนั้น ลึกๆ เรารู้ว่า นี่ไมใช่ สิ่งที่เป็น "คุณค่า" หรือ "ความต้องการของเราจริงๆ" ตามคุณค่า ที่เรายึดถืออยู่

แต่เราทำ เพราะ "แรงกดดัน" หรือ ที่ผมเรียกว่า "ปัจจัยพิจารณาอืนๆ" (คนจะรับไม่ได้ ถ้าเราทำตามสิ่งที่เป็นคุณค่าของเราเองจริงๆ เราจะโดดเดียวเกินไป ไม่เป็นที่เข้าใจเกินไป ฯลฯ)

ผมรู้สึกมาแต่ต้นว่า ในที่สุดแล้ว บรรดา "เพื่อนๆ" ทั้งหลาย ที่หันมาสนับสนุน แค่ แก้ ไม่เลิกนี้ จะถูกบังคับ(โดยไม่รู้ตัว) ให้ต้อง ทำอะไรแบบ bad faith นี้ ด้วยการทีพยายาม

"ดีเฟนด์ สิ่งที่ไมใช่ ความต้องการแท้จริง ตามอุดมคติ ในใจของเรา"




สำหรับคนธรรมดา การทำแบบ bad faith นี้ เป็นอะไรที่ผมว่า ยังพอ "เข้าใจกันได้" (อย่าลืมนึกประเด็น irony ที่ผมพูดข้างบน) 

แต่ผมเห็นว่า สำหรับ ปัญญาชน นี่เป็นอะไรที่ไม่ดีเอามากๆ



........................


สำหรับท่านที่อยากดูคำอธิบายเรื่อง "mauvaise foi" เพิ่มเติม
http://en.wikipedia.org/wiki/Bad_faith_(existentialism)

อย่าหาว่าผม "ดัดจริต" นะครับ เล่นภาษาอังกฤษ - กำลังพูดกับ "ปัญญาชน" ครับ 5555

จริงๆ ไม่ใช่หรอกครับ เวลาผมคิดเรื่องนี้ในใจ "คุยกับตัวเอง" ในใจ ผมใช้คำพวกนี้จริงๆครับ (ไมใช่นึกเป็นคำไทย ทำนอง "ขอให้มีความกล้าหาญ ที่จะพูดว่า พวกคุณเชื่ออะไรจริงๆ...")

ดังนั้น นี่เป็นการ "พูดจากใจ" ของผมจริงๆ 
(นี่ไมใช่โวหารให้ฟังดูเท่ห์ด้วย ใครที่พอรู้จักผมเป็นส่วนตัว น่าจะพอรู้ว่า ระดับ intensity ในเรื่องพวกนี้ ผมมากเพียงใด)
Arthur Schopenhauer It is not death that a man should fear, but he should fear never beginning to live.
(Marcus Aurelius)
สาธิต ชีวะประเสริฐ 
ถ้า“คนธรรมดา”เสนอเลิก 112 น่ะ ฝ่ายนั้นเขาไม่รู้สึกกระทบกระเทือน เขาไม่กลัว ไม่เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่รู้สึกเป็นการลบหลู่ เท่ากับหากว่าเป็นข้อเสนอของนักวิชาการ เหมือนมดกัด กับแม่งป่องต่อยน่ะ และทำนองเดียวกัน ผมบอกทุกคนว่าผมไม่เอาเจ้าและไม่เห็นด้วยเลยกับ ม.112 อีกฝ่ายที่ได้ฟังเขาย่อมไม่พอใจ แต่ไม่ถึงกับด่าว่าหรือไล่เตะ แล้วก็ไม่คุยกับผมไม่ฟังผมอีก แต่ถ้าผมเกิดตัดสินใจออกรณณรงค์เพื่อแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเลิก 112 ตามอุดมคติส่วนตัวของผม(ซึ่งอีกฝ่ายเขาก็รู้อยู่แล้วเพราะผมบอกเอง) ทีนี้แหละผมจะโดนด่าโดนเตะโดนไล่โดนปิดปาก 
แค่เนี่ยทำไม่เป็นไม่เข้าใจ!
TyphoonBooks Thailand 
ความเห็นนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเลิกหรือแก้ แต่เป็นความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่อาจารย์เสนอว่าน่าจะเป็น ethics ของปัญญาชน—อ่านข้อความในภาพนี้แล้วผมกลับรู้สึกว่ากลุ่มคนอย่างพวกรอยัลลิสต์ หรืออัลตรารอยัลลิสต์ ก็เป็นแบบที่อาจารย์ว่าเป๊ะ คือกล้าที่จะพูดในสิ่งที่เชื่อ กล้าบอกคนอื่นว่าเขารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ อาจจะตัดเรื่องอุดมคติทางประชาธิปไตยไปเท่านั้น (คนพวกนี้ไม่น่าจะศรัทธาประชาธิปไตยอะไรนัก) นั่นก็แปลว่าใครที่ทำแบบนี้ได้ (กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริงๆ) ก็แปลว่ามี ethics ของความเป็นปัญญาชนแล้ว

แต่สำหรับปัญญาชนที่พยายามวิเคราะห์ด้วยเหตุผล พยายามทบทวนและตั้งคำถามแม้แต่กับความเชื่อและความคิดของตัวเอง ผมรู้สึกว่า rational self-doubt ก็เป็นสิ่งจำเป็นมากเหมือนกันนะครับ

ถ้าพวกคลั่งๆในเรื่องไร้สาระทั้งหลายจะมี rational self-doubt อยู่ใน ethics ของพวกเขาบ้าง คนที่คิดต่างกันในสังคมก็อาจจะอยู่อย่างเคารพกันมากกว่าที่เป็นอยู่
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 
‎"ตลก" แล้วครับ คุณ สาธิต ชีวะประเสริฐ

ก่อนอื่นนะครับ อยาเพิ่งเว่อร์ครับ อภิปรายเรื่องนี้ ต้องอิงอยู่กับความเป็นจริง แม้จะสมมุติก็ตาม ที่เขียนมาว่า

"แต่ถ้าผมเกิดตัดสินใจออกรณณรงค์เพื่อแก้รัฐธรรมนูญไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเลิก 112 "

อันนี้ ผิดเต็มๆเลยครับ แสดงว่า ไม่มีความเข้าใจเลยครับ

"ตัดสินใจออกมารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์" อย่่างคุณว่า ไม่ได้ครับ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่า ห้ามแก้ตรงจุดนี้ และผมก็ไม่เคยเสนอเลยครับ

ดังนั้น ทีคุณเขียนมาติดๆกัน "..หรือเลิก 112" นี่แสดงว่าไม่มีความเข้าใจเลยครับ

รณรงค์เลิก 112 ได้ครับ ล้านเปอร์เซนต์ ถ้าไม่ได้ ป่านนี้ ใครต่อใคร โดนคุกไปเยอะแล้ว รวมท้ังผม ทียังไม่โดน เพราะมันไม่ผิดกฎหมายครับ

เรื่องที่วา "ฝ่ายน้น" ให้ความสำคัญกับ "ปัญญาชน" นี่จริง ทำไมผมจะไม่รู้

ก็เหมือน "สังคม" โดยรวม นันแหละ โดยเฉพาะในวงการ "มีเดีย"

แต่นี่แหละ คือ เหตุผลสนับสนุนที่ผมเสนอมาโดยตลอดว่า

เพราะเรา "เสียงดัง" กว่า (อย่างจริงๆ ไม่ยุติธรรมหรอก)

เราจึงมี "ความรับผิดชอบ" มากกว่าครับ

"แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ!" - จริงครับ แค่นี ทำไมคุณถึงไม่เข้าใจ (ติดป้าย ไม่เอา 112 เสียเปล่า - ขนาดผมยังไม่รู้สึกว่าต้องติดเลย พูดกันตรงๆนี่แหละ)
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 
คุณ TyphoonBooks Thailand

ความจริง ถ้าเป็น "แฟนพันธุ์แท้" (555) ผมมานาน (บอกว่า "ถ้า" นะครับ ไม่ได้บอกว่า "จำเป็น" ต้องเป็น)

จะเคยเห็นว่า ผมเคยอธิบาย เหตุหนึ่ง ที่หลายปีก่อน ผม วิพากษ์พวกนิธิ ฯลฯ เยอะ กว่า ผู้จัดการ ด้วยซ้ำ

แล้วคนก็ชอบถามกันว่า "ทำไม ผมคอยแต่เถียงกับนิธิ ไม่เถียงกับ ผุ้จัดการ

คำตอบผมง่ายมากเลย

พวกนั้น จะไปเสียเวลาวิพากษ์ทำไม พวกน้น เชื่อแบบน้น แล้่วก็เชื่อแบบหัวปักหัวปำ 

การวิพากษ์พวกนั้น ถ้าจะทำ เป็นอีกแบบ คือเป็นแบบ "อัด" แบบไม่คิดว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจเลยครับ ซึง คนอืนๆ ก็ทำกันเยอะ (แต่ไม่ยอมวิพากา์กันเองในหมู่ปัญญาชน เพราะ "กลัว" "เสียเพื่อน" "เสียแวดวงสังคม" อะไรนี่แหละ)

และผมเคยตั้งข้อสังเกตมานาน (แม้แต่กรณีทีกำลังพูดกันนี ดูเหมือน จะเคยยกเรืองนี้มาเหมือนกัน)

คือประเด็นทีว่า ในแง่หนึ่ง ผม"ชอบ" พวกรอยัลลิสต์ มากกวา พวกนักวิชาการจำนวนมากนะ คือ พวกนี้ "คิดอย่างไร ก็พูดออกไปอย่างนั้น" นี่เป็นอะไรทีผมเห็นมาตลอด และผมเห็นว่า นี่คือจุดอ่อนมาตลอดของฝ่าย ปัญญาชนทีคิดว่า ต้องการสู้เพื่อประชาธิปไตย

สรุปแล้ว "ข้อสังเกต" ของคุณนี่ ผมไม่รู้สึกเป็นการวิจารณ์อะไรเลยนะครับ ผมกลับ "เห็นด้วย" ด้วยซ้ำ แต่มีคำอธิบาย คนละอย่าง

...............

ทีนี้ มาถึงประเด็น rational self-doubt

ถ้าคุณพูดถึงกรณีนี้ ผมไม่แน่ใจว่า จะให้หมายถึงอะไร ในกรณีนี้ ผมยืนยันว่า ถ้าเราเชื่อว่า อะไรคืออุดมคติ ทีเป็นสิ่งทีดีที่สุดสำหรับอนาคตประเทศไทย

อะไรทีเป็น self-doubt ที่ควรเรียกว่า rational ?

ถ้ามีก็ลองเสนอมาแลกเปลี่ยนกันดูก็ได้

สวนทีว่า อีกฝ่ายเขาควรมี self-doubt ผมไม่คิดว่า เป็นคำที่เหมาะสมนัก

จริงๆ ผมว่า แค่มี rationality ก็พอ

ก่อนไปอ่านหนังสือก่อนนอน ขอ "ส่งท้าย" ด่า อีกสักคน

อานันท์ ปันยารชุน ควรจะรู้จักละอายใจตัวเองบ้าง

จนถึง พ.ศ.นี้แล้ว ในหนังสือชีวประวัติในหลวงเล่มใหม่ ที่คุณจัดทำ ยังอุตส่าห์มีข้อความทั้งพูดเป็นนัยให้ร้าย (innuendo) ทั้งโจมตีตรงๆต่อ ปรีดี ในกรณีสวรรคต

พรุ่งนี้ ถ้ามีเวลา จะมาให้รายละเอียด แต่ขอด่าก่อนเถอะ จะได้หลับสบาย

ในหนังสือชีวประวัติในหลวงเล่มใหม่ ของ อานันท์ ปันยารชุน ในส่วนที่เล่าเรื่องกรณีสวรรคต ร.8 มีข้อความที่กล่าวถึง ปรีดี พนมยงค์ อย่าง "ทุเรศ" (disgrace) อยู่ 2 ข้อความ

ข้อความ "ทุเรศ" ข้อความที่หนึ่ง : โจมตีตรงๆ

"As the wartime regent and incumbent prime minister, he has at the very least failed to keep King Ananda safe."

"ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมัยสงครามและนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่ง [ขณะเกิดกรณีสวรรคต], ปรีดีอย่างน้อยๆที่สุด ล้มเหลวในการปกปักษ์รักษาในหลวงอานันท์ปลอดภัย"

ก่อนอื่น จะเห็นว่า ประโยคนี้ มีความทุเรศ ตั้งแต่ว่า ยกประเด็นเรื่องปรีดีเป็น wartime regent (ผุ้สำเร็จสมัยสงคราม) และโดยรูปประโยค หมายความว่า โดยฐานะนี้ ปรีดีก็ผิดหรือล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัยให้ในหลวงอานันท์

ใครๆก็รู้วา ตอนสงคราม ที่ปรีดีเป็นผู้สำเร็จนั้น ในหลวงอานันท์อยู่ที่สวิส และก็ปลอดภัยดี ไมมีปัญหาอะไรเลย การยกเอาฐานะนี้ของปรีดี มาเชื่อมโยงกับการที่ในหลวงอานันท์สวรรคตตอนหลัง เป็นเรื่องมั่ว ที่ทุเรศ

แต่ทีสำคัญ ก็คือการที่มากล่าวหาว่า ปรีดี "อย่างน้อยๆที่สุด ล้มเหลวในการปกปักษ์รักษาให้ในหลวงอานันท์ปลอดภัย"

พูดแบบ "formal" (ทางการ) ก็อาจจะบอกว่า "เออ จริง อย่างน้อยในฐานะคนเป็น นายกฯ กษัตริย์ตาย ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ"

(ปล. โปรดสังเกตด้วยว่า นัยยะของเรือ่งนี้ ต้องอยู่ที่ว่า กษัตริย์ ไม่ได้ยิงตัวตาย ตายถูกคนอื่นยิง เพราะถ้ายิงตัวตาย ก็ยากจะโทษว่าเป็นความรับผิดชอบนายกฯ ได้ .. นี่เป็นลักษณะทุเรศ อีกข้อ เพราะเนื้อหาส่วนอืน พยายามจะบอกวา "หาข้อสรุปไม่ได้" แต่พอเขียนโจมตีปรีดี ก็เขียนโดยมีนัยยะว่า ถูกคนอื่นยิงตาย แน่นอน ดังน้ัน ปรีดี จึงต้อง "อย่างน้อยๆที่สุด" รับผิดชอบ ที่ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้)

แต่เรื่องกรณีสวรรคต มาถึง พ.ศ. นี้แล้ว คนมีปัญญาทุกคน ก็รู้วา พูดแบบ formal หรือ "อย่างเป็นทางการ" แบบนี้ไม่ได้ ("คนเป็นนายกฯ กษัตริย์ถูกยิงตาย ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ ที่รักษาความปลอดภัยไม่ได้")


เพราะ ใครๆ ก็รู้ว่า กรณีสวรรคต นั้น "อยู่เหนือ การที่ปรีดีจะจัดการอย่างถูกต้องเป็นจริงได้"



(ยังมีต่อ - เรื่องข้อความทุเรศ เกี่ยวกับปรีดี ข้อความที่สอง ไว้ค่อยมาเขียนต่ออีกกระทู้ ตอนเช้ามี "งาน" เลี้ยงหมา ต้องทำ)

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ขออภัย ลืมใสเลขหน้า ของข้อความทุเรศข้อความแรก

อยู่ทีหน้า 86 นะครับ

อ่านต่อ ข้อความทุเรศ ข้อความที่สอง ได้ทีนี่
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=277872082280548&id=100001298657012&notif_t=like 


ข้อความทุเรศ ข้อความที่สอง เกี่ยวกับปรีดี ในกรณีสวรรคต ในหนังสือชีวประวัติในหลวงเล่มใหม่ ของ อานันท์ ปันยารชุน

(ต่อจากกระทู้นี้ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=289932647726688&set=a.137616112958343.44289.100001298657012&type=1 )

ในหน้า 87 มีข้อความว่า

"Many did not believe that Pridi had played any role in King Ananda's death, but after the 1949 failed coup he never came home and offered no explanation himself beyond saying he did not know who was responsible"

"หลายคนไม่เชื่อว่า ปรีดีมีบทบาทอะไรในการสวรรคตของในหลวงอานันท์, แต่หลังการพยายามยึดอำนาจที่ล้มเหลวในปี 2492 [หมายถึงกรณีที่เรียกกันว่า "กบฏวังหลวง" - สมศักดิ์] ปรีดีไม่เคยกลับมาประเทศไทย และไม่เคยเสนอคำอธิบายกรณีสวรรตอะไรมากไปกว่าบอกว่า เขาไม่รู้ว่าใครทำ"

ข้อความนี้ เรียกว่า ทุเรศ หลายระดับ

ก่อนอื่น ปรีดี ไม่กลับประเทศไทย เพราะกลับไม่ได้ (โว้ย) ถ้าขืนกลับ พวกคุณ (มึง) คือ พวกศักดินาทั้งหลาย ก็จะจับเขาเข้าตะแลงแกง หรืออาจจะเก็บทิ้ง 

นี่ขนาด "เสียสละ" (ในความเห็นของผม) แบบผิดๆ ด้วยการ "ปิดปาก" ไม่ยอมพูดสิ่งที่เขามีข้อสรุปออกมาตรงๆ พวกคุณ (มึง) ก็ยังอุตส่าห์ ยกมาด่าย้อนหลังอีก

ไอ้พวกนี้ แม่ม "เนรคุณ" จริงๆ ไม่รู้จักบุญคุณ ที่เขาทำให้พวกแม่มเลยว่ะ (พับผ่าสิ)

ประการต่อมา มาถึง จุดนี้ เรารู้แล้วว่า ปรีดี พยายามกลับบ้านในปี 2500 เพื่อมารื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ (โดยความช่วยเหลือของ จอมพล ป.) และเรือ่งนี้ ทางแวดวง ศักดินา และอเมริกา ก็รู้ดี

แต่พวกศักดินาและขุนศึกสฤษดิ์ ชิงทำรัฐประหารไปก่อน

อ่านรายละเอียดในบทความนี้ของผม
http://prachatai.com/journal/2010/10/31599







สมัยที่พวกผมติดคุกหลัง 6 ตุลา
ขบวนการประชาธิปไตยทั้งหมดที่อยู่ข้างนอกคุก (ไม่เฉพาะฝ่ายซ้าย) ถือเอาการรณรงค์ให้ปล่อย เป็น priority แรก จนกดดันให้รัฐบาลออก กม.นิรโทษกรรม ออกมาได้

ตอนนี้ รบ.เป็นพรรค(พวก) เดียวกับคนที่ติดอยู่ในคุกแท้ๆ

ไม่ยอมทำ หรืออ้างว่า ทำไม่ได้ นับเป็นเรื่องน่าอนาถ (ทุเรศ) มากๆ
ไม่มีข้อแกัตัวเลย

ผมขอเรียกร้องไปยังบรรดากลุ่มอื่นๆ (เช่น คปต.) และทุกคน รวมทั้งคนทีกำลังทำเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ด้วยว่า ให้หันมาช่วยกันรณรงค์ อย่างเป็นรูปธรรม (ย้ำ "อย่างเป็นรูปธรรม") ในเรื่องนี้ คือ เรียกร้องให้ออก พรบ.นิรโทษกรรม ทันที









เอ้า เช้านี้ เพื่อ "ความเป็นศิริมงคล" ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน

โพสต์รูปตัวเอง (ขนาดจิ๋ว) ที่ไปปรากฏในหนังสือชีวประวัติในหลวงเล่มใหม่ ของ อานันท์ ปันยารชุน

รูปอยู่ที่หน้า 137 รูปบน เวทีการชุมนุมต่อต้านถนอม ที่สนามหลวง วันที่ 4 ตุลาคม 2519 (ชุมนุมเสร็จ เราก็ย้ายเข้าไป "ยึด" ธรรมศาสตร์)

คนที่กำลังพูดกลางรูป คือ สุธรรม แสงประทุม

"ผม" (สมัยยังหนุ่มจัด) คือคนที่อยู่ด้านซ้ายมือ คนแรกของสุธรรม

หรือคนที่ 2 นับจากขวามือของรูป










29 1 55 ข่าวค่ำDNN สมศักดิ์ มองปัญหา ปชต ไทยกับสถาบันกษัตริย์

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถึง ‘พี่เสกที่นับถือ’: “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”

Posted by KwamRak on 28.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: ชื่อบทความเดิม ’ “ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา”: ตอบจดหมายกรณี นิติราษฎร์-ครก.112 ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล


เรียน พี่เสก ที่นับถือ

ผมอ่านจดหมายชี้แจงกรณี “นิติราษฎร์-ครก.112” ของพี่เสกด้วยความรู้สึกเศร้าใจมากกว่าอย่างอื่น ความจริง ผมว่า พี่เสก คง “ชรา” แล้วอย่างที่พี่เสกพูดถึงตัวเองในจดหมายจริงๆ จึงตัดสินทำอะไรที่ไม่ควรทำเช่นนี้ ที่ในระยะยาวมีแต่จะเป็นการลดทอนชื่อเสียงเกียรติภูมิและฐานะทางประวัติ ศาสตร์ของพี่เสกลงไปอีก

ก่อนอื่น ใครที่ได้อ่านจดหมายของพี่เสกฉบับนี้ ก็ยากจะหลีกเลี่ยงอดคิดไม่ได้ว่า ที่พี่เสกเพิ่งมาออกจดหมายฉบับนี้ – สองสัปดาห์หลังจากมีการประกาศชื่อผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไข 112 ของ นิติราษฎร์ (ซึ่งรวมชื่อพี่เสกอยู่ด้วย) ก็เพราะหลายวันที่ผ่านมา มีกระแสโจมตี “นิติราษฎร์” อย่างหนัก ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียใจว่า “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ผู้เคยนำมวลชนลุกขึ้นสู้อย่างกล้าหาญไม่ถอย เมื่อ 40 ปีก่อน (ในท่ามกลางเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนที่หวั่นไหวกับการขู่ของอำนาจทหารฟัส ซิสต์) กลายมาเป็นคน “ใจเสาะ” อ่อนไหวง่ายกับกระแสโจมตี ที่ทั้งหมด มีแต่เสียงคำรามแบบป่าเถื่อน ไม่มีร่องรอยของภูมิปัญญาอยู่เลยนี้ ไปได้เสียแล้ว

ความจริง กระแสโจมตีในขณะนี้ พุ่งเป้าไปที่นิติราษฎร์เท่านั้น เรียกว่าไม่มีการกล่าวถึงคนอื่นๆที่ร่วมลงนามเลย อย่าว่าแต่พี่เสกเลย แม้แต่คนที่ใกล้ชิดหรือมีท่าทีสนับสนุนนิติราษฏร์มากกว่าพี่เสกหลายเท่า เช่น อาจารย์ชาญวิทย์ หรือ อาจารย์นิธิ (ที่พูดในงานเปิดตัวด้วย) ก็ยังเรียกว่าไปไม่ถึง ก็แล้วทำไมพี่เสกจะต้อง “ร้อนตัว” ออกจดหมายมาชี้แจงแบบนี้เล่า?

ผมเชื่อว่า ทุกคนตระหนักดีว่า ในการรณรงค์ที่ใช้รูปแบบร่วมลงชื่อกันมากๆ เป็นร้อยคนขึ้นไปเช่นนี้ แต่ละคนย่อมอาจจะมีเหตุผลเฉพาะของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกับคนที่เป็นผู้ริเริ่มทั้งหมด แต่อย่างน้อย ในฐานะที่แต่ละคนเป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะและวิจารณญาณกันแล้ว (อย่าว่า “ชรา” แล้ว อย่างพี่เสก) การลงชื่อ หรือยอมให้ชื่อของตัวเองรวมเข้าไปด้วย ย่อมมาจากการต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอเช่นนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือมุมมองเฉพาะของตัวเองอย่างไร ดังนั้น จะว่าไปแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องออกมาชี้แจงเลย ยิ่งในเมื่อกระแสโจมตีในกรณีนี้ หาได้พุ่งเป้าไปที่ใครโดยเฉพาะ (นอกจากนิติราษฎร์) ที่แน่ๆ ผมก็ไม่เห็นกระแสโจมตีนี้ ไปแตะถึงตัวพี่เสกเลย

แต่ตอนนี้ พี่เสกกลับรู้สึกว่าจำเป็นต้อง “ชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่าง” โดยอ้างว่า ที่ลงชื่อไปนั้น “เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ”

ก่อนอื่น ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า หลังๆ ดูๆ พี่เสกจะชอบ “ออกตัว” เวลาทำอะไรที่มีลักษณะเป็นประเด็นถกเถียง (controversial) ในลักษณะนี้คือ “ถูกผู้ใหญ่ขอร้อง” คราวที่พี่เสกไปรับตำแหน่งในคณะกรรมการปฏิรูป ก็บอกว่า “หนึ่ง-ผมเกรงใจท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ที่อุตส่าห์เชิญผมไปร่วมงาน” (ใน คำสัมภาษณ์นิตยสาร “ค คน”) พี่เสกก็แก่มากแล้ว ทำไมจะต้องคอย “ออกตัว” (แก้ตัว) ในลักษณะนี้ให้เด็กๆ อายุคราวหลานหลายคนที่เขาร่วมลงชื่อครั้งนี้รู้สึกสมเพชด้วยเล่า? พวกเขาเด็กปานนั้น ยังไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าที่ทำไปเพราะคนเป็นผู้ใหญ่กว่าขอให้ทำเลย

แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลที่เห็นได้ชัดว่า ต้องการให้ตัวเอง “ดูดี” ว่า ไม่ได้เป็นพวก “ล้มเจ้า” แบบที่กระแสโจมตีอันป่าเถื่อนกำลังกล่าวหา “นิติราษฎร์” ในขณะนี้ ไม่เช่นนั้น ทำไมจะต้องอุตส่าห์ใส่ข้อความว่า “ที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ” ด้วย มิหนำซ้ำ ในข้อความที่ตามมา ยังอุตส่าห์เขียนในลักษณะ “เป็นนัยๆ” ในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า innuendo (พูดเป็นนัยๆ ให้เสียหาย) ว่า “ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง

คือถ้าพูดกันด้วยภาษาชาวบ้านๆ ใครที่อ่านหนังสือไทยได้ ก็เข้าใจว่า พี่เสกกำลังบอกเป็นนัยว่า “ผมจงรักภักดีนะ ผมไม่เกี่ยวข้องกับพวกนั้น (นิติราษฎร์) เลย ที่พวกนั้นออกมาในแนวไม่จงรักภักดี (คือไม่มี “จุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ” เหมือนผม) ผมไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะ” – คือถ้าไม่ให้ตีความเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายการที่พี่เสกต้อง “ร้อนตัว” มาบอกว่า ไม่เกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ได้ยังไง ในเมื่อ (ก) ในประเทศไทย ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าพี่เสกเกี่ยวข้องกับนิติราษฎร์ และ (ข) ถ้า “ข้อเสนอในประเด็นอื่น” ที่นิติราษฎร์ “ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” เป็น เรื่องอื่น ไม่ใช่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ (ที่พวกเขาเสนอให้ปฏิรูปตามอารยประเทศประชาธิปไตย) พี่เสกจะต้องออกมา “ชี้แจง” เช่นนี้ และต้องพาดพิงถึง “ประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” ด้วยหรือ?

ผมเสียใจที่พี่เสกยิ่งแก่ยิ่งกล้าหาญน้อยลงๆ ถ้าพี่เสกเห็นว่า สิ่งที่นิติราษฎร์ “ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง” เป็นอะไรที่ไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ (ที่พี่เสกปวารณาจะ “พิทักษ์รักษา”) ก็ควรกล้าที่จะอธิบายออกมาตรงๆ ไม่ใช่ใช้วิธี innuendo แบบนี้

น่าเสียใจด้วยว่า ในคำสัมภาษณ์ “ค คน” พี่เสกได้พูดถึง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” โดยเสนอว่า ลักษณะ “โครงสร้างแบบอำนาจนิยม” ของ “ชนชั้นนำ” ในปัจจุบัน “เป็นโครงสร้างอำนาจเดียวกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์” จริงอยู่ พี่เสกกำลังโจมตีนักการเมือง ซึ่งเป็น “ผู้ใช้อำนาจการปกครอง [ในปัจจุบัน] ไม่ใช่พระมหากษัตริย์เหมือนแต่ก่อน” (พี่เสกพูดต่อด้วยคำที่เบาลงมาด้วยว่า “หรือบางทีก็เป็นผู้นำกองทัพ”) แต่ในเมื่อพี่เสกกล่าวว่า “โครงสร้าง” การใช้อำนาจปัจจุบันซึ่งพี่เสกวิพากษ์นั้น “แทบจะเหมือนเดิมทุกประการ” กับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ย่อมหมายความว่า พี่เสก ไม่เห็นด้วยกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน แต่ไฉน พี่เสกจึงมายอมค้อมหัวให้กับกระแสโจมตีนิติราษฎร์ในขณะนี้ ที่มาจากอุดมการณ์และวิธีคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจนด้วยเล่า?

วินาทีแรกที่ผมอ่านจดหมายของพี่เสกจบ ผมนึกถึงกาพย์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ท่อนนี้ ขึ้นมาทันที

หนทางพิสูจน์ม้า และเวลาพิสูจน์คน
ใครถอยและใครทน พิสูจน์ได้เมื่อภัยมา

ด้วยความเศร้าใจจริงๆ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล




'เสกสรรค์' แจงลงชื่อแก้กฎหมาย ม.112 แต่ไม่ใช่แกนนำผลักดัน

ที่มา ประชาไท

รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการและนักเขียนอาวุโส หนึ่งในปัญญาชน 112 คนแรก ผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ได้เขียนจดหมายชี้แจงจุดยืนของตนเอง ซึ่งมีเนื้อหาว่า


เรียนมิตรสหายและผู้ห่วงใยบ้านเมืองที่รักทุกท่าน


ตามที่มีข่าวปรากฏว่าผมได้ร่วมลงนามสนับสนุน การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่ง นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในบางวงการนั้น ผมเกรงว่าสภาพดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดการเข้าใจผิดกันโดยง่าย จึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่างชัดดังต่อไปนี้


ประการแรก ผมได้อนุญาตให้มีการใช้ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวจริง เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ


ประการต่อมา ผมไม่ใช่แกนนำในการรณรงค์แก้ไข ม.112 และ มองการร่วมลงนามของตนว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดสาธารณะ เพื่อให้สังคมร่วมพิจารณา ส่วนสังคมจะมีมติอย่างไรก็แล้วแต่ความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ ผมไม่ได้มีความคิดจะร่วมผลักดันเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งและอยากจะใช้วัยชราของตนอย่างสงบ สันโดษมากกว่า


ประการสุดท้าย แม้ว่าข้อเสนอแก้ไข ม.112 จะ มีที่มาจากความเห็นของคณะนิติราษฎร์ แต่ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมรับรู้เรื่องปฏิรูป ม.112 จากนักวิชาการอาวุโสกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ใช่คณะนิติราษฎร์ และได้รับการติดต่อเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น


จึงขออนุญาตเรียนมาให้ผู้ที่สนใจและผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบ โดยหวังว่าท่านทั้งหลายจะตั้งมั่นอยู่ในการเจริญสติและมีความเมตตาต่อกัน





ตลกร้ายของการเคลื่อนไหว 112 : เกิดจาก "อากง" แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร "อากง"

Posted by KwamRak on 25.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ตลกร้ายของการเคลื่อนไหว 112 :
เกิดจาก "อากง" แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร "อากง"

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 20:30:00 น.

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่การเคลื่อนไหวเรื่อง 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางนั้น เป็นผลสะเทือนมาจากการตัดสินกรณี "อากง" เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 (คือ 2 เดือนมาแล้ว)

ความ "ช็อก" ที่เกิดจากคำตัดสินนั้น บวกกับการตัดสินคดี โจ กอร์ดอน และการยืนยันคำตัดสินกรณี ดา ตอร์ปิโด ที่ตามมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน บวกกับการตั้งข้อหาอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ และ "ก้านธูป" และ บวกกับการที่สหรัฐอเมริกา (รวมทั้งรอยัลลิสต์บางคนเองอย่าง อานันท์ ปันยารชุน ฯลฯ) ได้ออกมาแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการแก้ไข 112.... เหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นกระแสที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" คราวนี้ ดูเหมือนจะได้รับเสียงตอบรับอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ถ้าลองเปรียบเทียบกับเมื่อ "นิติราษฎร์" เสนอร่างแก้ไข 112 ครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม ปีกลาย แม้จะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับที่ สุรชัย แซ่ด่าน และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นกระแสอะไรมากนัก .... ต้องยอมรับว่า สำหรับชนชั้นกลางบ้านเรา แม้แต่ผู้ที่เอนเอียงไปในทาง "เสรีนิยม" รวมทั้งบรรดานักวิชาการต่างๆ กรณีสุรชัย-สมยศ ไม่สามารถทำให้เกิดความไม่พอใจกันได้มากนัก (เป็นความจริงว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งคู่ "เพียงถูกจับ" ไม่ได้ถูกตัดสิน – "อากง" เอง ถูกจับเข้าคุกเป็นปี ก่อนที่จะมีคำตัดสิน ก็ไม่ได้มีคนให้ความสนใจมากนัก – แต่การตัดสินลงโทษหนัก โดยตัวเอง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้คนไม่พอใจกันเหมือนกรณี "อากง" ถ้าเราดูกรณีก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น "ดา ตอร์ปิโด" หรือ "หนุ่ม นปช.usa" ซึ่งโดนโทษจำคุกไปคนละหลายๆปี)

โดยสรุปแล้ว กรณี "อากง" เป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับในลักษณะนี้

แต่ irony (ตลกร้าย) ของเรื่องนี้คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากกรณี "อากง" นี้ ในที่สุด คงจะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" ได้ (อย่างน้อย ขณะนี้ ก็ผ่านมา 2 เดือนเต็มๆแล้ว "อากง" ที่ทำให้หลายคนโกรธ และเสียใจ กับ คำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม ก็ยังคงอยู่ในคุกต่อไป ... และถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนพูดถึงโดยตรงนักแล้ว โดยเฉพาะ ไม่มีการพูดกันว่า ตกลงจะมีทางช่วย "อากง" ผู้ซึ่งความทุกข์สาหัสจากคำตัดสิน เป็น "ต้นเหตุ" ของ "ความตื่นตัว" เรื่อง 112 ครั้งนี้ได้อย่างไร แม้แต่ในระหว่างการ "เปิดตัว" รณรงค์ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" เอง)

ตั้งแต่ที่เริ่มมีคำตัดสินกรณี "อากง" และ อาจารย์ ดร.ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์) ออกมารณรงค์ เรื่อง "ฝ่ามืออากง" และมีคนเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชนชั้นกลางเสรีนิยมในเมือง ผมก็ได้เสนอต่อ ดร.ปวิน ว่า แม้การเคลื่อนไหว "ฝ่ามืออากง" จะเป็นเรื่องดี แต่ในที่สุด เราต้องมีมาตรการ หรือ ข้อเสนอ รูปธรรมว่า จะทำอย่างไร ให้ "อากง" เป็นอิสระ หลุดพ้นคดีโดยสิ้นเชิง (คือหมายความว่า ต่อให้ศาลเห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ "ฝ่ามืออากง" แล้ว จะเปลี่ยนใจ ยอมให้ "อากง" ประกันตัว มาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ผมก็เห็นว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ต้องหาทางให้คดียุติโดยสิ้นเชิงมากกว่า) ซึ่งผมก็เสนอว่า มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ น่าจะรณรงค์ ผลักดันเสนอให้มีการ "ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" แก่ "อากง" และผู้ตัองหาคดี 112 คนอื่นๆ (ถ้าไม่นับการที่ผู้ต้องหา "สารภาพ" ซึ่งก็ไมใช่การสิ้นสุดคดีโดยแท้จริง แม้จะรอ "อภัยโทษ" ออกมา ก็มีคำตัดสินผิด ติดตัว)

ผมได้เสนอด้วยว่า การเสนอให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดังกล่าว น่าจะทำในลักษณะเป็นการ "นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง หลัง รัฐประหาร 19 กันยา" โดยให้ แยก คดีของคนธรรมดาทั่วไป คือ คนที่โดนคดี 112 ทุกคน บวกกับทั้งเสื้อแดงและพันธมิตร ระดับที่ไม่ใช่แกนนำ (คือไม่นับรวมเอากรณีทักษิณ หรือ แกนนำพันธมิตร หรือ ผู้นำรัฐบาลและทหาร ไว้ด้วย) ซึ่งก็จะทำให้สามารถช่วยเหลือ คนเสื้อแดง ระดับชาวบ้านธรรมดา ที่หลายคนถูกตัดสินจำคุกคนละหลายสิบปีไปแล้ว (เช่น คดีเผาจวน) อีกหลายคนก็ยังถูกคุมขัง โดยที่ทั้งหมดนี้ ทั้ง นปช. และรัฐบาลเพื่อไทย ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจทุ่มเทหาทางช่วยให้เป็นอิสระโดยแท้จริงแต่อย่างใด

น่าเสียดายว่า ข้อเสนอของผม ไม่ได้รับการตอบรับจากทั้ง ดร.ปวิน และบรรดาท่านที่กำลัง "ฮือฮา" กับการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในลักษณะ "ฝ่ามืออากง" หรือ "อภัยยาตรา" เป็นต้น

แล้วก็มาถึงกรณีการเคลื่อนไหว 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ที่มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเข้าร่วมอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความจริงคือ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว "ฝ่ามืออากง", การรณรงค์ 112 ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" นี้ จะไม่มีทางทำให้ "อากง" เป็นอิสระได้เลย เพราะไม่มีทางที่สภาจะผ่านร่างกฎหมายที่กำลังล่ารายชื่อนี้อยู่เลย ผมได้เสนอว่า ถ้าประเมินแบบ realistic (สมจริง) จริงๆ อย่างมากที่สุด ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกี่ยวกับ 112 ก็คงได้แค่ระดับที่ "คอป." เสนอ แต่แม้ข้อเสนอ "คอป." เอง (ที่ให้กลับไปใช้โทษแบบก่อน 6 ตุลา) ถ้าจะเป็นไปได้จริง ก็จะต้องมีเหตุการณ์ "ระดับปาฏิหาริย์" เกิดขึ้นก่อน ซึ่งในขณะนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีแต่อย่างใด (ผมเขียนประเด็นนี้ ก่อนที่ "คอ.นธ." จะเสนอเรื่อง 112 ออกมา ซึ่งแย่กว่าข้อเสนอของ "คอป." เสียอีก)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผมเสียดายที่ ในการ "เปิดตัว" ครก.112 เมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา นักวิชาการบางท่าน เช่น ดร.พวงทอง (ภวัครพันธุ์ - มติชนออนไลน์) พูดราวกับว่า ร่างของ "นิติราษฎร์-ครก.112ไ มีความเป็นไปได้ของการผ่านสภา ("ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านสภา ก็เชื่อว่า จะทำให้การอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ อย่างมีเหตุผล เพิ่มมากขึ้น ..." อะไรทำนองนี้) ผมเห็นว่า นี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การพูดในลักษณะ "ให้ความหวัง" แบบลมๆแล้งๆหรือ ประเมินแบบ ไม่สมจริงเช่นนี้ ยังดี ที่เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา ดร.วรเจตน์ ได้พูดในลักษณะที่ realistic หน่อย คือ ได้ยอมรับกับประชาชนตรงๆว่า ถ้าร่างไปถึงสภาแล้ว ถูกปฏิเสธ หรือ ตกไป ก็คงทำอะไรไม่ได้

ที่ผมเสียใจและเสียดายมากๆคือ "กระแสสูง" เรื่อง 112 อันเกิดจากกรณี "อากง" ในครั้งนี้ ในที่สุด จะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" ได้

ผมเอง มีความเห็นว่า สิ่งที่ความจริง "นิติราษฎร์-ครก.112" น่าจะทำ คือเรื่องในลักษณะต่อไปนี้

(1) "นิติราษฎร์" น่าจะเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่เสนอให้แก้ ในลักษณะที่เสนอไป

[* ความเห็นนี้ ถ้าใครได้ตามอ่าน facebook ของผม ที่ปิดไปแล้ว ก็คงทราบกันดี ในที่นี้ ผมจึงไม่ขออธิบายละเอียด แต่จะขอเรียนเพิ่มเติมเพียงว่า ก่อนการ "เปิดตัว" ครก.112 ไม่กี่วัน อาจารย์ "นิติราษฎร์" คนสำคัญท่านหนึ่ง ได้กรุณาให้เกียรติเขียนจดหมายถึงผมเป็นส่วนตัว อธิบายชี้แจงข้อที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง "นิติราษฎร์" ... อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านทบทวนจดหมายดังกล่าวแล้ว ประกอบกับติดตามการแถลงในวัน "เปิดตัว" ของ "นิติราษฎร์" และนักวิชาการ นักเขียน ที่ร่วมใน "ครก.112" ตั้งแต่วันที่ 15 มาจนบัดนี้ ผมขออภัยที่จะแจ้งว่า ผมยืนยันไม่เปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้ ... ผมจะหาโอกาสอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียดในโอกาสอื่น]

สำหรับนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ที่เข้าร่วมเป็น "ครก.112" สนับสนุน ร่าง "นิติราษฎร์" อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หาก "นิติราษฎร์" หันมาเสนอให้เลิกกฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิงตามที่ผมเสนอเช่นนี้ ถ้าบรรดานักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ เหล่านั้น จะให้การสนับสนุนด้วย ก็คงเป็นการดี แต่หาก "ไม่พร้อม" จะให้การสนับสนุน "นิติราษฎร์" ก็ควรเสนอไปเอง

ไม่ว่าอย่างไร การเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิง เช่นนี้ ไม่ควรทำในลักษณะ ล่ารายชื่อ เสนอต่อสภาฯ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่มีทางจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรในขณะนี้ได้ (แต่ต้องย้ำว่า ที่ทำอยู่ขณะนี้ ก็ไม่มีทางเช่นกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น) "นิติราษฎร์" (และนักวิชาการ, นักเขียน ฯลฯ ที่ "พร้อม" จะสนับสนุน) ควรเพียงแต่เสนอเรื่องนี้ ในลักษณะเป็น "ไอเดีย" สำหรับรณรงค์ทางความคิดในระยะยาว (ทำนองเดียวกับที่เสนอเมื่อปีกลาย ที่ไม่ได้ทำการล่ารายชื่อ)

และที่สำคัญ เพราะผมมีข้อเสนออื่น สำหรับการรณรงค์ล่ารายชื่อ ที่คิดว่ามีประโยชน์-ได้ผลกว่าในขณะนี้ แทน นั่นคือ

(2) "นิติราษฎร์" และนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ควรหันมารณรงค์ ทำเป็น "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง" ที่จะครอบคลุมถึงผู้ต้องหา 112 ทุกคน (ดา ตอร์ปิโด, อากง, โจ, หนุ่ม นปช.usa, สมยศ, สุรชัย ... ย้อนหลังไปถึงสุวิชา ท่าค้อ และคนอื่นๆที่ตัดสินไปแล้ว และออกจากคุกหลังการ "สารภาพ-ขออภัยโทษ" ไปแล้ว เพื่อให้ไม่มีประวัติคดีติดตัวเลย) และบรรดาคนระดับธรรมดาๆ ของทั้งเสื้อแดง และพันธมิตร (คดีเผาจวน, คดีปล้นห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ฯลฯ)

โดยที่ ควรทำการล่ารายชื่อ เพื่อเสนอ "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทั่วไป" ที่ว่านี้ เข้าสู่สภาฯ

ผมเชื่อว่า แม้โอกาสสำเร็จในเรื่องนี้ จะไม่ถึงกับมาก แต่รับประกันว่า มากกว่าการล่ารายชื่อเรื่อง 112 ที่กำลังทำกันอยู่นี้ อย่างชนิดเทียบกันไม่ได้แน่นอน เพราะกรณีที่กำลังทำกันนี้ ต้องการ "ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์" เสียอีก (ซึ่งคงไม่เกิดแน่นอน ดังที่เสนอข้างต้นว่า อย่างมากที่สุด "ปาฏิหาริย์" อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ "คอป." เสนอ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววเลย แม้แต่ระดับนี้)

คงจะจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้ "พรรคเนวิน" เคยเสนอไอเดียทำนองนี้มาก่อน (แม้จะคงไม่ได้คิดจะรวมคดี 112 ไว้ด้วย) ผมจึงเห็นว่า ไอเดียเรื่อง "นิรโทษกรรมทั่วไป" ไม่ถึงกับเป็นไอเดียที่ เป็นไปไม่ได้เลยในขณะนี้ (ต่างกับสิ่งที่ ครก.112 กำลังทำอยู่) ปัญหาที่อาจจะเป็น "จุดสะดุด" ที่ใหญ่ที่สุด คือเรื่องคดี 112 นั่นแหละ คดีการเมืองอื่นๆ ถ้าจะเรียกร้องให้ นิรโทษกรรม คนธรรมดา ไม่รวมทักษิณ, แกนนำพันธมิตร, ผู้นำรัฐบาล-ผู้นำทหาร อาจจะมีความเป็นไปได้สูงไม่น้อย แต่นี่เป็นอะไรที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ ให้ต้องรวมคดี 112 ไว้ด้วย ...

ขอย้ำอีกครั้งว่า การรณรงค์ของ "นิติราษฎร์-ครก.112" ในขณะนี้ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นนี้ ก็เพราะเป็นผลมาจากความทุกข์ยากสาหัสของ "อากง" (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่นๆ) แต่เป็นเรื่อง irony (ตลกร้าย) และเป็นเรื่องน่าเสียดาย และน่าเสียใจอย่างยิ่งว่า การรณรงค์นี้ ดูทีท่าแล้ว จะไม่สามารถช่วยอะไร "อากง" (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่น) ได้เลย

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ได้รับหมายเรียก กรณีเกี่ยวเนื่องกับคดีหมิ่นฯ ของอดีตนิสิตเกษตร

Posted by KwamRak on 18.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

"สมศักดิ์ เจียมฯ" ได้รับหมายเรียก กรณีเกี่ยวเนื่องกับคดีหมิ่นฯ ของอดีตนิสิตเกษตร


เว็บไซต์ไทยอีนิวส์รายงานว่า นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งทางเฟซบุ๊กส่วนตัวในช่วงค่ำวันนี้วันที่ 13 มกราคมว่า ตนเองได้รับหมายเรียกไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลบางเขน โดยเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของอดีตนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รายหนึ่ง


โดยนักวิชาการจากม.ธรรมศาสตร์ โพสต์อธิบายรายละเอียดว่า


ตอนแรก แม่โทรศัพท์มา บอกมีหมายเรียกจาก สน.บางเขน ผมยังนึกว่า "เฮ้ย ตรู โดนอีกแล้วเหรอ"


คือตอนนี้ ยังไม่อยู่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องหาก็แล้วกัน แต่ว่า ตำรวจเขาบอกว่า คนแจ้งความ (มีชื่อพอสมควร) เขาบอกว่า ผมโพสต์ในเฟซบุ๊กด้วย ผมเลยต้องเช็คดู


แล้วตำรวจเขาว่า มีข้อความที่โพสต์ทาง fb ผม ที่มีคนไปร้องเรียนแจ้งความ (แต่ไม่ใช่กล่าวหาผมนะ แต่เขาว่า ผมก็โพสต์อยู่ด้วย และเป็น fb ผม)


คืออย่างที่บอกว่า ผมยังไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่ว่า เนื่องจาก ผมยังไม่เห็นข้อความนั้นเลย เพราะนานแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เลยบอกไม่ได้เหมือนกันว่า สุดท้าย เราจะโดนไปหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องของคนอื่นโพสต์มากกว่า


ตำรวจเขาก็ดีนะ ผมเพิ่งโทรไปคุยเมื่อครู่ ค่ำแล้ว ก็คุยดี ที่ "ตลก" คือ สถานีเดียวกับคุณ "ก้านธูป" นั่นแหละ (สน. บางเขน) โทรไปคุย ก็เลยได้เรื่องมาอย่างที่บอกข้างบน


("ตลก" อีกนิด ตำรวจคนเดียวกับที่ดูแลคดีคุณ "ก้านธูป" ด้วย 555)


ก็เป็น "อุทาหรณ์" เตือนๆ กันทุกท่านนะครับ โพสต์อะไร ก็ระมัดระวังเสมอ โดยเฉพาะ fb ที่มีคนอ่านเยอะน่ะ ใครไปแจ้งอะไร ไม่ว่าเราจะโดนกล่าวหา หรือโดนเกี่ยวข้องสอบถาม มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก


ทั้งนี้นายสมศักดิ์เคยถูกกองทัพบกแจ้งความดำเนินคดี 112 มาก่อนหน้านี้ โดยได้เข้ามอบตัวต่อสู้คดีและได้รับการปล่อยตัวในชั้นสอบสวน

ติงเคลื่อนไหวแก้ม.122ทำลายโอกาสปฏิรูปโครงสร้างสถาบัน

Posted by KwamRak on 09.2012 News 0 trackback
 

+++++++++

นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวอีกครั้งถึงเรื่องการแก้มาตรา 112 ว่า “พูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว แต่ขอพูดสั้นๆอีกที เรื่องแก้ ม.112 นั้นยกเว้นมีปาฏิหารย์ การที่คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เสนอแก้เรื่องนี้เป็นการเสียเวลา เสียพลังงาน และที่สำคัญจะเสียโอกาสเปล่าๆ เสนอให้เลิกไปเลย แล้วใช้โอกาสนี้ทำงานแสดงความคิดเสนอประเด็นเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันในสังคมการเมืองไทยจะดีกว่า

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระบุว่า การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะเชิญไปให้ปากคำเรื่องแผนผังล้มเจ้า เป็นการทำงานเพื่อเอาใจนักการเมือง

“คดีนี้ดีเอสไอเป็นคนทำและสรุปข้อมูลหลักฐานเพื่อเอาคนที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ และเป็นผู้เสนอให้เป็นคดีพิเศษ แต่วันนี้กลับมาบิดเบือนว่าผมเป็นต้นเรื่อง จึงอยากฝากว่าการเป็นข้าราชการที่ดีต้องทำงานด้วยความยุติธรรม อย่าหวังเรื่องลาภยศจากผู้มีอำนาจ” นายสุเทพกล่าวพร้อมยืนยันว่า หากดีเอสไอเรียกมาก็พร้อมไปชี้แจง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวยอมรับว่า ทีมสอบสวนคดีล้มเจ้าเสนอให้เชิญนายสุเทพมาให้ข้อมูล แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะเชิญนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาให้ข้อมูลมากกว่า ข่าวที่ว่าจะเชิญนายสุเทพจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่ได้สั่งการอะไรต่อดีเอสไอเกี่ยวกับคดีล้มเจ้า และรัฐบาลไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการทำคดี

“ผมไม่มีนิสัยกลั่นแกล้งใคร ไม่คิดสร้างพยานหลักฐานเท็จ เพราะไม่อยากติดคุกตอนแก่ ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น”


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=13012

ศาสดา vs อ.สมศักดิ์

Posted by KwamRak on 12.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
ผมจะสรุปสั้นๆ เรื่องประเด็นที่ อ.สมศักดิ์ท้วงเมื่อวาน สำหรับหลายๆคนที่อ่านการโต้ตอบแล้วไม่เข้าใจ รวมถึงจะตอบคำถามทางบ้านจำนวนหนึ่งที่ถามเข้ามา

Q&A 

1. อาจารย์สมศักดิ์พูดว่าไงว่ะ กูอ่านแล้วงง สรุปให้กูสามบรรทัด?

ตอบ >> เขาบอกว่าเขาเห็นด้วยกับน้อง...(เซ็นเซอร์ชื่อ) ที่โต้ผมว่าการวิจารณ์ของผมไม่แฟร์ เพราะไม่มี accountability ในการเปิดเผยชื่อสกุลจริง อาจารย์มองว่า ผม miss the point ที่น้องคนนี้ raise ขึ้นมา และเพราะการไม่เปิดเผยชื่อนามสกุลจริง มันทำให้เขาตรวจสอบผมในทางกลับกันไม่ได้ ในทางปรัชญามันถือว่าสิ่งที่ผมพูดทั้งหมดมัน meaningless 

2. แล้วมึงคิดว่าไง ไอศาสดา?? 

ตอบ >> ประเด็นของอาจารย์สมศักดิ์ถูก เพราะเวลาเราวิจารณ์ใคร เราวิจารณ์ในฐานะที่เขาถูกมองเห็นได้อย่างสาธารณะ (ในขณะที่เขามองไม่เห็นเรา) อุปมาง่ายๆ เหมือนผมไปด่าว่า "ได้ดำแอบไปเย็ดกับอีแดง" ที่หลังบ้าน คำวิจารณ์นี้จะใช้ไมไ่ด้เลยเมื่อผมเป็นใครก็ไม่รู้ เผลอๆผมอาจจะไปเยสอีแดงพร้อมๆกับไอดำก็ได้ หรือ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างผมวิจารณ์มัลลิกา เรื่องปิดเฟสบุ๊ค เผลอๆผมอาจจะทำงานอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แล้วเป็นคนผลักเรื่องนี้เองก็ได้ เป็นต้น

3. แล้วทำไมมึงไม่ตอบน้องคนนั้นแบบนี้ไปตั้งแต่แรกวะ? 

ตอบ >> เพราะโฟกัสกันคนละมุม กูอาจจะ miss the point จริงๆ เพราะกูไปสนใจที่เขายกตัวอย่างเรื่องเด็กเกรียนไถตังค์แม่แล้วมานั่งพิมพ์ๆวิจารณ์ ให้กูพูดตรงๆ คือ ด้วยตัวอย่างที่เขายกมา กูไม่คิดว่าเขาเถียงบนฐานนี้ กูเลยเห็นประเด็นในมุมที่ตอบไป แต่ อ.สมศักดิ์ เห็นว่าเป็นประเด็น accountability 

4. แล้วทำไมมึงไม่เปิดเผยตัวตนวะ? 

ตอบ >> กูไม่อยากดราม่าให้มึงฟัง เรื่องมันยาวมาก เอาเท่าที่กูพุดได้ ก็คือ กูทำเพจฮาๆ ตอนแรกกูตั้งใจพูดเรื่องหีๆควยๆไง ต่อมากูมามันส์เรื่องการเมือง กูก็ไม่คิดว่าแม่งจะมาไกลขนาดนี้ สมัยกูทำมันส์ๆแค่สามพันคนเอง แต่พอกูบ่นน้ำท่วมกับการเมือง มาถึง 17,000 ภายในสองเดือน 

5. แล้วเปิดเผยชื่อได้มั๊ย? 

ตอบ >> กูไม่สะดวกใจ ด้วยเหตุผลที่กูเขียนบอกมึงไปหลายครั้งแล้ว

6. งั้นมึงก็ไม่มีความรับผิดชอบนะ? 

ตอบ >> กูบอกแล้วว่ากูไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม หรืออุดมการณ์เหี้ยไรทั้งสิ้น จุดยืนกูอยู่ที่ส้นตีน กูประกาศตัวอยู่บ่อยๆ ตอนมึงหลายคนเชียร์ให้กูเขียนเรื่องแรงๆ กูก็บอกแล้วว่ากูขี้ขลาดตาขาว ไม่พร้อมเสี่ยง ไม่พร้อมรับผิดชอบ 

7. แล้วมึงจะบอกคนที่เขาซีเรียสเรื่องแบบนี้ยังไง? 

ตอบ >> ถ้าต้องการแบบนั้น เพจนี้แม่งให้อะไรแบบนั้นไม่ได้จริงๆ มึงคงต้องไปหาจากเพจอื่นแทน เพราะเพจนี้แอดมินทำได้แค่นี้ว่ะ แต่สิ่งที่กูทำได้ก็คือ บอกมึงว่า ถ้ามึงจะอ่านเพจกูต่อไป ก็ขอให้ระลึกไว้อย่างใช้ตรรกะว่า เพจกูนั้นไม่มี accountability เพราะไม่เปิดเผยชื่อสกุล ดังนั้น บรรทัดฐาน (norm)ที่กูใช้ จึงเป็นการใช้ฝ่ายเดียว อุปมาเพจกูเป็นแค่ คำด่าในห้องน้ำสาธารณะ ถ้ามึงจะกดไลค์ มึงก็ต้องตรกะหนักในข้อนี้ไว้ด้วย 

8. จะปิดเพจไหม?

ตอบ >> กูไม่ปิดหรอก เพราะกูขายเสื้อไปแล้ว ถ้ากูปิดเพจ เขาก็คิดว่ากูชิ่งค่าเสื้อแบบแชร์แม่ชะม้อยดิ สัส กูไม่ืำทำหรอก

9. จะมีวันไหนที่จะเปิดเผยชื่อ-นามสกุล ไหม? 

ตอบ >> ณ ตอนนี้ไม่มี อนาคตไม่รู้ เคยตั้งใจจะเปิดเผยเมื่อตอนสมาชิกครบ 84,000 คน (ใครเป็นแฟนเพจผมจะรู้ว่าผมชอบเลขนี้มากแค่ไหน 55+) แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ เพราะการเป็นนิรนาม (ซึ่งแม้จะถูกประณามว่าไม่มี accountability และ violate norm) แต่มันทำให้กูพูด ในสิ่งที่คิดได้อย่างจริงๆ วันนึงถ้าต้องเปิดเผยหมด วันนั้นจะพิมพ์หีๆควยๆ ได้อีกมั๊ย? วันนั้นจะกล้าแสดงความเห็นอะไรอีกมั๊ย? ผมแม่งไม่แน่ใจ เผลอๆแม่งพิมพ์อะไรไม่ออกเลยสักอย่าง ต้องกลับไปพิมพ์ "together we can ค่ะ" ก็เป็นได้ว่ะ

10. มึงมีอะไรจะพูดกับคนที่ติดตามเพจมึงมั๊ย? 

ตอบ >> ผมไม่รู้ว่าพวกคุณอ่านเพจผมแล้วคุณหวังอะไร ในตอนแรก ผมทำเพจมาเพื่อสนุก เอ็นจอย เอ็นเตอร์เทนตัวเอง และหวังไว้อย่างเล็กๆว่า สิ่งที่ผมเสียเวลาเรียนมา แม้จะไม่ได้มีค่าเอาไปทำมาหาแดกอะไรได้ แต่อย่างน้อยมันก็แชร์แง่มุมบางอย่างได้ แม้เพจผมจะไม่มีจริยธรรมในการเปิดเผยชื่อตัวเองและไม่มีความรับผิดชอบสาธารณะ (ซึ่งในทางปรัชญามันถือว่าสิ่งที่ผมพูดทั้งหมด meaningless นั้น) แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยๆ สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมด ในโลกความเป็นจริง มันไมไ่ด้เป็นขยะไปซะหมด ผมเชื่อว่าถึงที่สุดแล้ว เพจนี้มันก็ยัง contribute อะไรกลับให้กับสังคมบ้างเหมือนกัน และอย่างๆน้อยๆ การที่คุณเอ็นจอย หรือมา participate กับเพจนี้ คุณคงได้อะไรกลับไปบ้างเหมือนกัน รึเปล่า?






ศาสดา 
Champ L'étoile Rouge ผมยังคิดว่าตัวอย่างที่ผมยกเรื่องไอดำเย็ดอีแดงนี่ยังถูกนะ เพราะผมกำลังอธิบายว่า สิ่งที่ อ.สศจ ยกมาคือเรื่อง accountability ที่อีกฝ่าน be seen ในฐานะ public figure แต่ผมยังเป็น anonymous 

ตัวอย่างที่ผมยกคือ การที่ผมเบลมใครสักคน (ไอดำ) ว่าทำอะไรที่ไม่เหมาะ (ไปเย็ดกับอีแดง) ในขณะที่ผมไม่ถูกมองเห็น ไม่ถูกตรวจสอบได้ มันไม่แฟร์ เพราะผมใช้ norm แบบหนึ่งไป judge เขา โดยที่เขามองผมไม่เห็น ซํดผมกลับไม่ได้ เพราะบางทีผมอาจจะไปร่วมวงเย็ดด้วยก็ได้ ใครจะรู้

คิดว่าประเด็นประมาณนี้ครับ


Communnism Afk 
กูติดตามศาสดามาตั้งแต่เพจเก่า เอาตรงๆ แรกๆ กูไม่ได้หวังเหี้ยอะไรจากเพจนี้เลย นอกจากเรื่องขำๆของหีกับควย แต่ไปๆ มาๆ สาระที่ศาสดาสอดแทรกในบางเรื่องก็ทำให้กูฉุกคิดได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะจริงเท็จแค่ไหน ก็ถือได้ว่าความคิดนั้นมันน่าสนใจ และทำให้กูรู้สึกสนุกกับการติดตามเพจนี้มากกว่าเรื่องหีๆควยๆซะแล้

จะศาสดา จะ อ.สมศักดิ์ หรือจะคอมเม้นต่างๆ ที่เม้นมาแต่ละคน มานั่งแชร์กัน มานั่งถกกัน เหมือนว่ากูนั่งอยู่ในห้องประชุมที่ถกเรื่องวิชาการกันแบบมันปากและไม่เกรงใจกัน กูแม่งโคตรชอบเลย ทำให้กูได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้ไปหาข้อมูลมาเพิ่มกับเรื่องที่พวกมึงเถียงกัน กูขอเสนอแนะให้มึงนัดถกกันทุกเดือนเลย กูจะได้มีความรู้ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ มาเติมใส่สมองบ้าง

ขอบคุณศาสดาว่ะ ที่ทำเพจนี้ขึ้นมา :D



Pap Pappap 
ศาสดา มึงก็เขียนของมึงต่อไปเหอะ ไอ้ห่า จะต้องมา accountable ทางวิชาการเหี้ยไรนักหนาวะ มึงไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ได้เป็นห่าอะไรเลยนอกจากตัวเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ในอินเตอร์เน็ต มึงไม่มีตัวตนในโลกจริง ไม่ต้องหา accountability มาใส่ให้คันตีนเปล่าๆ หรอก อยากได้ accountability โน่น! ไปเรียกร้องเอาจากนักการเมือง นักวิชาการ ตำรวจ ทหาร นั่นไป 

พูดก็พูดเหอะนะ ไอ้กลุ่มคนที่กูกล่าวถึงข้างบนเนี่ย (คนกลุ่มพิเศษอีกจำนวนหนึ่ง) ในโลกแห่งความเป็นจริง แม่งยังทำให้ accountable กันไม่ได้เลย แล้วมึง ไอ่ศาสดา ซึ่งมีตัวตนหรือเปล่าก็ไม่รู้ มึงอาจจมีหลายคนมาใช้เพจเดียวกันก็ได้ จะมาเรียกร้องให้มึงมี accountability กูว่าแม่งไม่ใช่ละ

อีกอย่างนะ กูเห็นอาจารย์สมศักดิ์ (ซึ่งกูก็ให้ความเคารพตามสมควร และเห็นด้วย เอาใจช่วยในหลายๆ ประเด็นอยู่นะ) ออกมาพูดทำนองนี้หลายครั้งพอสมควร ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร ก็ออกมาพูดตรงๆ ชัดๆ ไปเลย จริงๆ ถ้้าจะให้แฟร์ๆ มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ดูเงื่อนไขความเป็นจริงของสังคมนี้หน่อยดีกว่า ว่าแม่งอนุญาตให้เราแสดงความคิดเห็นในแค่ไหน พื้นที่การรับฟังของบ้านเราแม่งแคบมาก ถ้ามึงพูดเลยเถิดจากพื้นที่นี้ไป มึงก็เข้าคุก กูเป็นมึงนะ ไอ่ศาสดา กูก็ไม่เปิดเผยตัวหรอกหวะ

แล้วก่อนหน้านี้ที่ อาจารย์สมศักดิ์เคยออกมาให้ข่าวว่า มีคนแปลกหน้ามีท่าทีคุกคามแกที่หมู่บ้าน อาจารย์อาจจะพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์แบบนี้ แต่ก็อย่าลืมเหมือนกันว่าอาจารย์เป็นอาจารย์ มีพื้นที่ทางสังคม มีคนเชียร์ มีคนสนใจ ถ้าอาจารย์โดนเล่นหรือเป็นอะไรไป แม่งเป็นข่าวแน่ นี่แม่งเป็นเกราะป้องกันให้อาจารย์ัชั้นนึงละ หรือหากอาจารย์โดนสอย โดนอุ้มหายไปจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็มีคนจำนวนหนึ่งเรียกอาจารย์ว่า ฮีโร่ ละวะ

แต่ถ้าไอ่ห่าศาสดาโดนอุ้มหรือหายต๋อมไป กูว่าคงเหมือนเด็กประถมแอบตดในห้องเรียนละวะ มีแต่เพื่อนแม่งแหละที่ได้ยิน



Kany Meebamrung 
ติดตามศาสดามาตั้งแต่เพจล้ออ.ธเนศ แต่ตอนนั้นแค่อ่านกับกด like อย่างเดียว (ครั้งหนึ่งเคยอ่านตอนกินข้าว เกือบติดคอตาย ตั้งแต่นั้นมา เลยไม่กล้ากินไปอ่านไปอีก -*-) ตอนนั้นเราไม่เคยคิดจะเม้นท์เลย แต่พอคุณบอกจะปิดเพจ เราเลยตัดสินใจเปิดตัว แล้วก็ต่อยอดมาจนถึงเพจนี้ -- เราชอบคุณมากนะ และยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก เมื่อได้นั่งอ่านประเด็นที่คุณถกกับท่านเทพสมศักดิ์เมื่อคืนนี้ ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เห็นศาสดาง่อยแดก อยากบอกว่าสะใจชิบเป๋งเลยอ่ะค่ะ ^^




Pap Pappap 
แล้วจะมีใครกี่คนพร้อมจะโดนอย่างอาจารย์สมศักดิ์ ทุกคนแม่งก็กลัวทั้งนั้นแหละ จะไม่ให้กูมีระบบป้องกันตัวบ้างเลยหรือไร แล้วที่อาจารย์โดนข่มขู่แบบนั้น อาจารย์ชอบแบบนั้นหรือ หรือว่าทุกคนถ้าจะขึ้นชื่อว่าแน่จริงในแนวนี้ ต้องเปิดเผยตัว และประสบเคราะห์กรรมจากความอยุติธรรมแบบที่อาจารย์สมศักดิ์ประสบ

คนเขามีพ่อมีแม่นะเฮ้ย เขาก็รักตัวกลัวตายเป็นเหมือนกัน เขาก็ห่วงคนข้างหลังเหมือนกัน คนนะครับ ไม่ใช่เทพที่ไหน

ศาสดา กูว่าที่มึงทำเนี่ย มีประโยชน์พอสมควร ถึงมึงจะพูดหีๆ ควยๆ แต่อย่างน้อยกูก็ไม่รู้สึกถึงพลังจากความเกลียดชังของมึงเท่าไหร่ บ้านเมืองเราเกลียดชังกันมามากพอแล้ว มากเกินกว่าจะต้องมีไอ่เหี้ยที่ไหนมาแฝงตัวอยู่หลังเน็ต แล้วเพิ่มเชื้อของความชิงชังให้คนเป็นหมื่นๆ เข้ามาอ่านอีก

กูว่ามึงอย่าเผยตัวเลย ถึงมึงเผยมา กูก็ยังนึกๆ อยู่ว่าแล้วกูจะเชื่อได้ไงว่า ไอ่เหี้ย (หรืออีห่า) ที่แม่งออกมาเผยตัวเนี่ย แม่งเป็นศาสดาตัวจริง กูแอบคิดแบบดราม่าเล่นๆ นะ ถ้ามึงเสือกเผยตัวออกมาเนี่ย กูว่าแม่งมีตัวละครลับโผล่มาเคลมว่าเป็นศาสดาตัวจริงอีกหลายรายแน่ๆ

สนุกตายห่าเลยมึง



Wongsawang Tiengrotrat กูไม่ได้มาอ่าน เดี่ยวกูย้อนไปอ่านก่อน

Wongsawang Tiengrotrat กูเปลี่ยนใจ เกือบ 700 เม้น กูอ่านไม่ไหว



See Foot 
ด้วยจำนวนคนกดไลค์ตอนนี้ ผมว่าศาสดาไม่ใช่ anonymous แล้วนะครับ แต่ศาสดาคือศาสดา นั่นคือตัวตนที่มีอุปทานหนักแน่นในเฟสบุ๊ค พอๆกับที่คนเรียกและรู้จักชื่อเล่นเรามากกว่าชื่อจริง และยังไงซะในสังคมออนไลนี้ก็ยังมีจุดอ่อนจุดบอด มีขั้นตอนในการปกปิดและแอบอ้างตัวตนอยู่มากมาย อย่างถ้าเพจศาสดามีเจ้าของอยู่สองคนก็ไม่มีใครรู้ แล้วถ้าใช้ชื่อจริงของใครสักคนแต่คนเล่นจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นใครจะตรวจสอบล่ะครับ มันเหมือนเป็นโลกมืดที่ไม่มีใครอยากเสี่ยงเอาสปอตไลส่องตัวเองทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีโปรไฟล์อะไร เว้นแต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นบุคคลสาธารณะ เค้าต้องสว่างอยู่ในเกือบทุกที่อยู่แล้ว ทั้งนอกทั้งใน มันจึงไม่แปลกถ้าจะถูกวิจารณ์จากใครก็ไม่รู้ในโลกออนไลน์ มันก็อยู่ที่ผู้ใช้จะแสดงความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ลองคิดดูแล้วคนที่มีชื่อเสียงต่างๆนั้น เค้าจะมีเพจใต้ดินเป็นของตัวเอง หรือเปล่า








5 12 54 ข่าวเที่ยงDNN สมศักดฺื เจียมฯ แนะออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีอากง

Posted by KwamRak on 06.2011 [ TV ] - News 0 trackback

ข้อความ ถกเถียง ระหว่าง สลักธรรม โตจิราการ & อาจารย์สมศักดิ์ 04-12-54

Posted by KwamRak on 05.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ข้อความ ถกเถียง ระหว่าง สลักธรรม โตจิราการ & อาจารย์สมศักดิ์ 04-12-54

สลักธรรม โตจิราการ
วันนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญคือ ท่านอาจารย์สมศักดิ์ มาถกเถียงกันครับ 
ผมว่าเป็นเรื่องดีนะ เพราะพูดคุยกันมากขึ้นจะได้เข้าใจกันมากขึ้น เชิญติดตามได้ตาม reply ที่ผมนำมาลงครับ
https://www.facebook.com/profile.php?id=692245758
------------------------
สลักธรรม โตจิราการ เริ่มจาก อ.สมศักดิ์ก่อน
อ.สมศักดิ- เรียน คุณหมอหวาย

ความจริง ไม่อยากจะพูดซ้ำนะ เพราะพูดไปมากแล้ว แต่อยากขอเสริมประเด็นอะไรนิดหนึ่ง

คือ เรื่อง "คุณธรรม" พื้นๆ ของคนที่อ้างประชาธิปไตยน่ะ

ผม คุณหมอ อ.ธิดา ดีเบต กันข้างนอก จะยังไง ก็มาว่ากัน (ผมยังยืนยันว่า ถ้า อ.ธิดา มันใจตัวเองจริงๆว่าที่ทำโอเค เริ่มตั้งแต่เรื่อง อากง ถึงเรื่อง คนเสื้อแดง ในคุก มาดีเบตกับผมในทีสาธารณะได้เลยครับ ในระหว่างแถลงข่าว นปช ก็ได้)

แต่การใช้วิธี อ้าง คนคุก หรือ อ้างเมียอากง ทีเดือดร้อนสาหัส อยุ่แล้ว มา"โต้" ผม (คนคุกว่า "ให้มาติดคุกเอง" หรือ เล่าเรื่อง จะช่วย เมียอากง เต็๋มที่ เอาน้ำตาเมียอากง มาอ้าง)

มัน ไม่มีคุณธรรม จริงๆครับ เป็นวิธีทีผมบอกแล้วว่า นักการเมืองเลวๆ เขายังไม่ค่อยใช้กันเลย

อย่างกรณีเมียอากง ที่ผมชี้ให้เห็นไปว่า เอาเขามาอ้าง ในปริบทของการดีเบตผมน่ะ

ไอ้บอกเขาไปหรือเปล่าว่า ผมวิจารณ์ อ.ธิดา ว่าอย่างไร? บอกหรือเปล่าว่า อ.ธิดา แถลงข่าว 3 ครั้ง หลังอากง ถูกตัดสิน หลังจากคนทัวบ้านทัวเมือง ทัวโลก เขาออกมาประนามการตัดสินกัน .. แต่ อ.ธิดา ไม่กล้า เอ่ยแม้แต่ชื่ออากง ในการแถลงข่าวเลย ไม่วว่าผมจะเรียกร้องอย่างไร ให้ออกมาพูด ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน อากง

กล้าบอกเขาไปอย่างน้นหรือเปล่า ก่อนที่จะเอา "น้ำตา" ของเขา มาโฆษณา เรียกคะแนนให้ตัวเองน่ะ?
เรื่อง อากง ที่ นปช ไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว มัน INEXCUSABLE (แก้ตัวไม่ได้) ขนาดไหน คนทั่วโลก เขารู้กันหมด .. มีแต่คนสติเสียเท่านั้น ทีจะยังพยายามมาดีเฟนด์

เรื่อง นักโทษเสื้อแดงนัน คนจำนวนมาก เขาเรียกร้องให้ปล่อย คือให้หลุดคดีเป็นอิสระเด็ดขาดเลย ผมก็เรียกร้องให้หาทาง ออกนิรโทษกรรมให้พวกเขาเลย เรียกร้องมานานแล้วด้วย เพราะ ต่อให้ ประกันตัวออกมา คนธรรมดาๆ มีคดีติดตัว ต้องคอยสู้คดี มันไม่ใช่เรื่องสมควร แล้วพวกเขาติดกันมาปีกว่าแล้ว

แต่ นปช. ทำแค่ "ย้ายคุก ประกัน" (ประกัน ก็ไมใช่ว่าจะแน่นอนว่า ได้ประกันทุกคนด้วยซ้ำ)

แค่นี้ เอามา "คุย" เอามาโฆษณา....

ควรจะอายชาวบ้านชาวเมืองเขาบ้าง

พวกตัวเองได้เป็นใหญ่เป็นโต ได้อำนาจวาสนาขนาดนี้ "เรียกร้อง" ให้พวกเขาได้แค่นี้ .. มันน่าสมเพช ขนาดไหน
------------------------
สลักธรรม โตจิราการ คราวนี้มาของผมมั่ง

สลักธรรม-ขอบคุณที่ให้เกียรติมาถึงที่นะครับอาจารย์และอธิบายคำพูดของอาจารย์ให้ฟัง ผมจะได้อธิบายให้อาจารย์ฟังด้วย

1.อาจารย์น่าจะทราบว่านอกจากที่ทำเรื่องย้ายคุกก็ยังทำเรื่องประกันตัวแล้วยังทำเรื่องการทบทวนข้อหาอีกด้วยนะครับ ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะสร้างmomentum ในการทำให้คนในกระบวนการยุติธรรมถูกเปิดโปงว่าใช้อำนาจผิดทาง เมื่อความจริงปรากฏ คนที่เดือดร้อนย่อมมีสิทธิฟ้องร้องกลับกับผู้ดำเนินการในทางที่ผิดได้ นั่นจะสว้างบรรทัดฐานในการปกป้องตุลาการภิวัฒน์ได้ดีกว่าการแก้ข้อกฎหมาย ถ้ามีการเคลื่อนไหวเพื่อแก้กฎหมายก็จะได้ไม่ต้องกลัวตุลาการภิวัฒน์มาเล่นงานแบบที่เป็นอยู่ และการให้คนที่สั่งให้ใช้กำลังขึ้นศาลก็เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าจะใช้กำลังปราบปรามประชาชนแล้วจะลอยตัวหนีเหมือน6ตุลาที่ได้รับการนิรโทษกกรทั้ง2ฝ่ายเป็นเหตุให้คนระดมกำลังมาฆ่านักศึกษารอดตัวไปไม่ได้
2.เรื่องที่อาจารย์สงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เอ่ยชื่ออากงในการแถลงข่าวนั้น ในทรรศนะพวกผม นักโทษการเมืองไม่ได้มีแค่คดี 112 อย่างเดียว และอากงไม่ใช่กรณีเดียว ยังมีนักโทษการเมืองในคุกในคดีพรก.ฉุกเฉิน คดีก่อการร้าย และนักโทษคดี 112 คนอื่นอีกมากมาย แม้ว่า การเอาอากงไปเป็น "Presenter" จะดูแล้วดีก็ตาม แต่จะทำให้เกิดภาพที่เข้าใจผิด เพราะนักโทษทั้ง3กลุ่ม ไม่ใ่ช่แค่ 112เป็นเหยื่อของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่โดนจำขังอย่างไม่ยุติธรรมทั้งนั้น เราต้องการให้ความยุติธรรมกับนักโทษการเมืองทุกคน ไม่ใช่อากงคนเดียว และเรื่องที่ว่าทำไมไม่ช่วยอากง สงสัยอาจารย์จะไม่ทันเห็นว่า อากง (อำพล) นั้นอยู่ในรายชื่อที่จะใช้ช่วยประกันตัวและทบทวนคดีด้วย แต่คุณแม่ไม่เห็นว่าจะเป็นเรืองที่ต้องโฆษณาเกินกว่าความช่วยเหลือที่ช่วยเหลือนักโทษการเมืองอื่นๆ เพราะนักโทษการเมืองอื่นๆก็ได้รับการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน
-------------------------------
สลักธรรม- 3.เรื่องที่การย้ายคุกไม่สำคัญ น่าจะไปเคลื่อนไหวเรื่องใหญ่กว่านั้น เช่นผลักดันเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม หรือแก้ 112 เลย อาจารย์คงจะทราบดีว่าสภาพในคุกเมืองไทยมันย่ำแย่มาก หลายๆคน ทุกคดี ถูกข่มขู่และถูกทำร้ายร่้างกายด้วยการยุยงของผู้คุมที่เห็นว่านักโทษการเมืองเหล่านี้เป็นผู้ ซึ่งสร้างความเป็นห่วงให้กับพี่น้องประชาชนรวมถึงอาจารย์ด้วย ฉะนั้นการย้ายคุกเพื่อให้นักโทษการเมืองความทุกข์ทรมานจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนในคุกมากๆครับ เพราะโลกของเขาตอนนี้คือคุก และถามว่าเหตุใดจึงต้องออกมาบอกกล่าวกันด้วย ก็เพราะว่าเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่เขาห่วงใยสภาพของคนในคุกมีความสบายใจขึ้น แต่ว่าแน่นอน เราก็ไม่นิ่งเฉยอยู่แค่นั้น และเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดเสียงในสังคม แต่เราคิดว่า การเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกระบวนการตุลาการภิวัฒน์และกระบวนการใช้่ความรุนแรงในการแก้ปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะกฎหมายข้อใดนั้น ก็เป็นแค่เครื่องมือของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์เท่านั้น หากเขาใช้ข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เขาก็หันไปใช้กฎหมายข้ออื่น เขียนกฎหมายขึ้นมาใช้ใหม่ หรือใช้ความรุนแรงโดยไม่ต้องมีกฎหมายรองรับ (โดยการสร้างศีลธรรมจอมปลอมขึ้นมา ดังเช่นที่อาจารย์พูดในกรณี 112 นั่นแหละครับ) ประเด็นเรื่องการสู้กับตุลาการภิวัฒน์นั้นตอนแรกคิดว่าเราจะพูดเพื่อเวลามาถึงคือคดีทั้งหลายออกมาแล้วว่าดำเ้นินการกระบวนยุติธรรมอย่างไม่ชอบธรรม แต่เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดต่อเนื่อง จึงต้องอธิบายไว้ก่อนครับ
4.ที่ว่าเอาเมียอากงมาขายนั้น ผมแค่เล่าสภาพความเป็นไปที่เกิดขึ้น จริงๆมีเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าเพิ่มเติมอีก เช่น อาจารย์สุรชัยมากอดกับคุณแม่กันกลมเลยทีเดียวทั้งที่คุณสุรชัยเคยวิพากษ์คุณแม่อย่างรุนแรงไว้หลายครั้ง หรือเรื่องทีี่่คนข้างในคุกบางคนเขาประเมินว่า การเคลื่อนไหวเพื่อให้เลิก 112 สำเร็จในเร็ววันเป็นไปไม่ได้ หรือทัศนคติของผู้คุมที่ีเป็นปฏิปักษ์กับนักโทษคดี 112 ที่ฟังแล้วเข้าใจเลยว่า หากเราไม่ย้ายพวกเขาออกมาในรีบด่วน และปล่อยให้เคลื่อนไหว 112 ต่อไปโดยพวกเขายังอยู่ในคุกเดิม นักโทษ 112 นั่นเองที่จะโดนทำร้ายมากขึ้นภายในคุก
สลักธรรม-5.ผมดีใจที่ีอาจารย์พูดถึงมิติที่เกินกว่าตัวกฎหมายของปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะมิติที่เกินกว่าตัวกฎหมายของปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแม้ว่าจะมองเห็นยาก แต่ปัญหาเบื้องหลังปัญหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือความคิดรากฐานของสังคมไทยที่ตัดสินคนที่คิดต่างจากสิ่งที่ตนเองถือว่า "ดี" นั้นว่า "ชั่วหมด" (แม้กระทั่งในหมู่เสื้อแดงกันเองก็ยังมีปัญหานี้อยู่) และอนุญาตให้่ใช้ความรุนแรงในในระบบ(ตุลาการภิวัฒน์ จับขังเข้าคุก ฯลฯ) หรือนอกระบบ (ใช้ข่าวลือ การใส่ร้าย กำลังทหาร หรือกำลังของกลุ่มคนที่เห็นตรงกันข้าม เข้ามาทำร้ายกัน)เพื่อจัดการกับคนที่ตนเองเห็นว่า "ชั่ว" ได้

สุดท้ายนี้คงต้องขอบคุณอาจารย์นะครับที่อุตส่าห์มาแลกเปลี่ยนทรรศนะกับผม เพื่อที่ทั้ง2ฝ่ายจะได้เข้าใจกันมากขึ้น เพื่อตั้งเป้าหมายที่ทำให้เป็นจริงได้ ไม่เกินกว่าความเป็นจริงจนนำไปสู่ความล้มเหลวครั้งใหญ่แบบการ"ก้า่วกระโดดไกล"ของจีน หรือนำไปสู่การฆ่าฟันกันเองเหมือนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนที่บรรดา"เรดการ์ด"เอาหมวกไปใส่ให้กับคนที่คิดต่างจากพวกตนว่าเป็นพวก "กองบัญชาการชนชั้นภายทุนภายในพรรค" และทำลายโครงสร้างต่างๆเกือบทั้งหมดของจีนจนประเทศจีนเกือบจะไปไม่รอด ต้องให้โจวเอินไหลคอยประคองและรอเติ้งเสี่ยวผิงกลับมาฟื้นฟูในภายหลัง
--------------------------------

รวมปฏิกิริยา-ข้อเสนอจาก "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" หลังเกิดกระแส

Posted by KwamRak on 04.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

รวมปฏิกิริยา-ข้อเสนอจาก "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" หลังเกิดกระแส

วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 21:00:00 น.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ที่มา เฟซบุ๊กส่วนตัว)

 

รณรงค์ เรื่องอากง ต่อไป ขยายให้มากขึ้นอีก รณรงค์ เรื่องคุณสมยศ (พฤกษาเกษมสุข - มติชนออนไลน์) สุรชัย (แซ่ด่าน - มติชนออนไลน์) ฯลฯ และ 112 ด้วย แต่ผมอยากเสนอว่า จากนี้ ต้องหาทางที่ realistic (เป็นจริง) มากที่สุด ในการช่วยคนเหล่านี้ ให้ออกมาได้จริงๆ

เท่าที่ผมคิดออก รูปธรรมที่สุด คือ ผมคิดว่า ต้องเรียกร้องให้ ส.ส.รัฐบาล ผลักดัน กฎหมายนิรโทษกรรม สำหรับผู้ต้องโทษจากความขัดแย้งทางการเมืองหลัง 19 กันยา โดยรวมเอาคนเหล่านี้เข้าไว้ด้วย (และคนระดับล่างของ พันธมิตร) โดยไม่จำเป็นต้องรวมแกนนำ ก็ได้ ไม่ใช่เพราะผมไม่อยากให้รวม แต่ผมเห็นว่า หลายคนยังอยากเห็นการดำเนินคดีกับ ผู้นำของ "อีกฝ่าย" (ไม่ว่า จะรัฐบาล หรือพันธมิตร) ซึ่งถ้ารวมระดับนำของฝ่ายเสื้อแดง เป็นการยาก ที่จะไม่รวมระดับนำของ "อีกฝ่าย" ด้วย อีกอย่าง "อีกฝ่าย" ก็คงไม่ยอมแน่ๆ ในการรวมหมดทั้งระดับนำด้วย

แต่ว่า ผมว่า มีความเป็นไปได้ ที่ในการผลักดันกฎหมาย จะเขียนในลักษณะ ยกเลิกคดี สำหรับคนที่ไม่ใช่ระดับแกนนำทั้งหมด และมีโอกาสที่การเสนอแบบนี้ จะได้รับแรงต้านน้อย หรือไม่มากด้วย จาก "กระแสสังคม"

............

พูดอย่างเป็นรูปธรรม อย่างกรณีอากง ตอนนี้ อากง ตัดสินใจอุทธรณ์ คือเข้าสู่กระบวนการศาลอีกขั้นหนึ่ง ต่อให้ จับพลัดจับผลู อากง ได้ประกัน (เพราะทาง "อีลีต" อาจจะต้องการ "ลดกระแสกดดัน") แต่ว่า ตราบเท่าที่คดีติดอยู่ ยิ่งถ้ายังอยู่ในคุก การเรียกร้อง "ปล่อย อากง" คงทำไม่ได้ คือ จู่ๆ จะมีการปล่อยเฉยๆ หรือ หยุดคดี คงไม่ได้ ยกเว้นเสียแต่จะต้องมีกฎหมายนิรโทษกรรม อย่างที่ว่า

พูดง่ายๆคือ การ "ปล่อย" ที่เป็นไปได้จริงๆ คือ ปล่อย ด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม (ถ้ามองโลกในแง่ดี อาจจะบอกว่า ถ้าสมมุติ อากง ได้ประกัน แล้วสู้คดีขั้นอุทธรณ์ แล้วรอ ศาลอุทธรณ์ อาจจะยกฟ้อง ... นี่มองในแง่ดีล้วนๆ แต่ผมก็ว่า ไม่มีหลักประกัน ว่าจะเป็นไปได้ ที่สำคัญ ต่อให้ได้ประกัน คดีก็ยังติดอยู่ คำตัดสิน 20 ปี ก็ยังติดอยู่ สำหรับคนธรรมดาๆ ไมใช่เรื่องสบายอะไร ต่อให้ไม่อยู่ในคุก

อันนี้ ความจริง รวมถึงคดีเสื้อแดงอื่นๆ พวกที่โดนตัดสิน 30 ปีไปแล้ว เป็นต้น

//////////

ขออนุญาติ ตั้งเป็นกระทู้ใหม่ชัดๆ

เพื่อเรียนปรึกษา อ.Pavin Chachavalpongpun (ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์) ผู้ริเริ่ม "ฝ่ามือ อากง", คุณแขก คำ ผกา ผู้ทุ่มเทกับการรณรงค์มากกว่าใครๆ, บรรดาท่าน อาจารย์กฎหมาย นิติราษฎร์ ธีระ สุธีวรางกูร Piyabutr Saengkanokkul (ปิยบุตร แสงกนกกุล) Phuttipong Ponganekgul (พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล)

คุณทนาย อานนท์ นำภา ประเวศ ประภานุกูล

...

และท่านอื่นๆทุกท่าน

ผมว่า เราควรต้องซีเรียส หามาตรการที่ realistic (เป็นจริงได้) ในการปล่อยอากง (หรือทำให้อากง หลุดคดี ต่อให้ได้ประกัน) รวมทั้งคนอื่นๆ เช่น คดีเผาจวน ฯลฯ

ผมจึงเสนอเรื่อง น่าจะพยายาม "พ่วง" ข้อเรียกร้อง เรื่องให้ ส.ส.รัฐบาล ผลักดัน กม.นิรโทษกรรม ให้คนที่ต้องหาคดีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งการเมือง หลัง รัฐประหาร 19 กันยา ทั้งหมด (โดยต้องแยก กับกรณีคุณทักษิณ และแกนนำ ทั้ง 2 ฝ่าย มิเช่นนั้น โอกาสจะเป็นไปได้ จะยิ่งน้อยลง เพราะจะมีการต่อต้านมากขึ้น สู้กันไม่รู้จบ)

อยากเรียน ให้ทุกท่าน ได้โปรดช่วยกันพิจารณา

ผมนึกวิธีที่ realistic กว่านี้ไม่ออก - ยินดีรับฟังความเห็น หรือข้อเสนอ ว่า ท่านอื่นมีข้อเสนออะไรไหม แต่จุดสำคัญที่อยากย้ำ คือ เรื่อง realistic ที่ จะทำให้ปล่อย อากง และคนอื่นๆ ออกมาได้จริงๆ

ด้วยความนับถือ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

//////////

...................

ผมเห็นด้วยในแง่ที่ว่า การรณรงค์ทาง fb การชุมนุม "เชิงสัญลักษณ์" (ที่เรียกกันว่า "จัดอีเว้นต์" อะไรแบบนั้น) เขียนชื่ออากง ฯลฯ

มีข้อจำกัด

คืออาจจะ "ฮือฮา" กันอยู่สักระยะ (อาจจะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน)

แต่ถ้าลำพังการเคลื่อนไหวแบบนี้ โดยตัวเอง ยากจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นจริงได้

ผมเน้นคำว่า "ลำพัง..." เพราะผมมองว่า จะว่าการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ "ไม่ได้ประโยชน์อะไร" ล้วนๆ ผมว่า ไม่ใช่นะ มันมีประโยชน์อยู่จริง ในแง่ของการทำให้คนที่ไม่มาสนใจ มาสนใจ หรือทำให้เป็นการแสดงความเห็น ความรู้สึกของคนจำนวนมาก ให้สื่อ ให้บรรดาคนในระดับการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ผลักดัน (เช่น พวก นปช. อย่างนี้แหละ) อะไรแบบนี้ มองเห็น ...

ครับใช่ แต่ถ้าลำพังแค่นี้ เท่านั้น โอกาสที่มัน จะ frizzle out (แตกกระสานกันไป) หลังจากระยะหนึ่ง โดยไม่เกิดอะไรขึ้นตามมา (ยกเว้นที่บรรยายในย่อหน้าที่แล้ว ที่อาจจะเรียกว่าทำให้ เกิด awareness  (การรับรู้ - มติชนออนไลน์) ในระดับหนึ่ง)

อย่างกรณี อากง ผมจึงเสนอว่า ต้อง "พ่วง" หรือพูดให้ถูก คือ เสนอ มาตรการอะไรที่จะมีผลในเชิง realistic ด้วย

ซึ่งสำหรับโทษทีตัดสินแล้ว อย่าง อากง หรือ เผาจวน นั้น มีทางทำให้หลุดได้เพียง 2 ทางเท่านั้น ในทางกฎหมาย คือ อภัยโทษ (ซึ่งต้อง "ยอมรับสารภาพ" และขออภัยโทษ และต้องมีประวัติ มีความผิดตัดตัว ซึ่งโดยรวมแล้ว ไม่ดี) กับ นิรโทษกรรม

ผมจึงเสนอว่า บรรดาท่านผู้ร่วมรณรงค์ครั้งนี้ ควรต้อง ช่วยกันผลักดันเสนอ รบ. สส. ให้ออก นิรโทษกรรม กรณีอากง กรณีเผาจวน และอื่นๆ

//////////

 

//////////

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 
(ที่มา เฟซบุ๊กส่วนตัว)

 
ถ้าท่านไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ถ้าท่านต้องการรักษา สถาบันฯ และสันติสุข

เพื่อชาติ และราษฎรไทย

ท่านต้องปฏิรูป กม. หมิ่นฯ ม. 112

(ปล่อยอากง ปล่อยอากง ปล่อยอากง) 

คำว่า "การเมือง" เป็นคำที่ถูกใช้บ่อยที่สุด คำหนึ่ง

และเป็นคำที่ถูกตีความต่างๆนานา

ไม่ว่าจะในทางดีหรือเลว 

ถ้าเราจะลองเปิดพจนานุกรมดู

เราจะพบว่า "การเมือง" มีความหมายหลายอย่าง

คือ ทั้งความหมายอย่างแคบ

และความหมายอย่างกว้าง

ความหมายอย่างแคบก็มี

เช่น การเมืองหมายถึง

"ศาสตร์หรือศิลปะในการปกครอง"

หรือหมายถึง "ศาสตร์และศิลปะ เกี่ยวกับการนำทาง หรือสร้างอิทธิพล ต่อนโยบายการปกครอง"

หรือหมายถึง "ศาสตร์และศิลปะ เกี่ยวกับการเอาชัยชนะ และมีอำนาจเหนือ ในการปกครอง" 

ดังนั้น ในความหมายแคบๆ

"การเมือง" อาจจะดูได้ว่าเป็นกิจกรรมของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย

และเป็นกิจกรรมในระดับสูง

เป็นเรื่องของการแย่งอำนาจกันในการปกครอง

และก็บ่อยครั้งทีเดียว ที่ความหมายนี้

ถูกมองไปในแง่ของความเลว

ในแง่ของการแก่งแย่งอำนาจ

หรือความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง

ในเรื่องของคนอยากจะเป็นรัฐบาล

หรือ มีอิทธิพลในรัฐบาลระดับสูง   

แต่ความหมายของ "การเมือง" มิได้มีอยู่อย่างแคบๆ เท่านั้น

"การเมือง" ยังมีความหมายอย่างกว้างๆ อีกด้วย

และก็เป็นความหมาย ที่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในระดับสูงเสมอไป

เป็นเรื่องของระดับต่ำ และของสามัญชนด้วย

"การเมือง" ไม่ใช่เรื่องของการผูกขาด 

ในความหมายอย่างกว้างๆ พจนานุกรม

จะให้ความหมายว่า "การเมือง เป็นเรื่องของมนุษย์ต่างๆในสังคม"

ซึ่งก็หมายถึงพฤติกรรมทั้งหมด

ของความสัมพันธ์ ทุกๆด้าน ของมนุษย์ที่อยู่ในสังคม

(ไม่มีมนุษย์ใด อยู่นอกสังคมได้เลย)

ดังนั้น การที่แม่ค้าพ่อค้าหาบเร่ ต่อรองเพื่อขายของบนทางเท้า

ก็เป็นเรื่องการเมือง

และในทางกลับกัน การที่เทศบาล พยายามไม่ให้มาขายบนทางเท้า

ก็เรื่องการเมืองด้วย 

หรือการที่นายจ้าง จัดการโรงงานของตน ให้ลูกจ้างมีค่าจ้างชั่วโมงทำงานในอัตราหนึ่ง

เป็นเรื่องการเมือง

ซึ่งในทางกลับกัน ลูกจ้างต้องการอีกแบบหนึ่ง

ก็เป็นการเมืองอีก นั่นแหละ

ทั้งนี้เพราะ ทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่างๆ ในสังคม

ในโลกของเรา หรือในประเทศของเรา

เป็นโลกของปัญหา

ไม่มีที่ไหน ไม่ว่าในเวลาใด ที่จะไม่มีปัญหา

จะแตกต่างกันก็แต่ว่า จะมีปัญหามาก หรือน้อยเท่านั้น 

ในเมื่อมีปัญหาอยู่ในโลกเป็นประจำ

ก็จะต้องมีการแก้ปัญหาอยู่เป็นเปลาะๆ ไป เป็นประจำ อีกเช่นกัน 

ฉะนั้น ความพยายามแก้ปัญหา ก็เป็นการเมืองอย่างหนึ่ง

และการอยู่นิ่งเฉย โดยไม่ยอมแก้ปัญหา ก็เป็นการเมืองอีกอย่างหนึ่งด้วย 

มีคำพูดของนักปราชญ์ที่ว่า

"คนที่ว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ก็เป็นการเมืองตั้งแต่เริ่มพูด เสียแล้ว"

ทั้งนี้เพราะ คนที่ไม่ยอมเกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา

ก็กลับกลายเป็นคนที่ดึงให้ทุกอย่างอยู่กับที่

ก็เลยกลายเป็นตัวปัญหาไปเองโดยไม่รู้ตัว 

หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ 

"ถ้าท่านไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั่นเอง"

(ประชาชาติ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๗)

If you are not part of the solution, you are part of the problem

(Eldridge Cleaver ? or Charles Rosner ? 1968)

 

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผมวิจารณ์ว่า "ย้ายคุก หน่อมแน้ม ต้องเอาออกจากคุก" แน่จริง เล่าให้หมดสิครับ

Posted by KwamRak on 02.2011 กระจายข่าว 0 trackback
คุณ 
สลักธรรม โตจิราการ เขียนว่า

"ตะกี้คุณแม่ไปประชุมในเรือนจำ เจอทั้ง อากง คุณสุรชัย คุณธันย์ฐวุฒิ และคนอื่นๆทั้งหมด รวมถึงเมียอากงด้วย เมียอากงมาฝากฝังอากงกับคุณแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งคุณแม่รับปากว่าจะช่วยเหลือให้ถึงที่สุดทั้งเรื่องการดูแลสภาพที่คุมขัง การประกันตัวและการสู้คดี และก็พูดคุยกันถึงเรีื่องย้ายเรือนจำ คุณแม่ก็เลยเล่าว่ามีบางคนบอกว่าการย้ายเรือนจำเป็นเรื่องหน่อมแน้ม หลายคนในนั้นเลยฝากมาบอกว่า "ให้ลองมาติดคุกดูเองดูครับ" เดี๋ยวคุณแม่คงจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมครับ"

- อ.ธิดา ได้เล่าให้คนคุกฟังทั้งหมดหรือค
รับว่า ผมวิจารณ์ว่า "ย้ายคุก หน่อมแน้ม ต้องเอาออกจากคุก" แน่จริง เล่าให้หมดสิครับ

ติดคุก ทำไมผมจะไม่เคยติด คุกใหม่ทีกำลังจะย้าย ก็ติดมาด้วยตัวเอง และทีเขียน ก็นึกว่า ทุกคนที่มีสติปัญญา ควรเข้าใจได้ชัดเจน คือ "ย้ายคุกยังไง ก็ยังเป็นคุก" ต้องเอาออกจากคุก ต่างหาก

เดี๋ยวนี้ อ.ธิดา หมดปัญญา ขนาด ต้องใช้วิธีบิดเบือนความจริงแล้
วหรือครับ?

ปล. แล้วเล่าให้เมียอากง ฟังหรือเปล่าว่า อ.ธิดา ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะปริปาก
กรณีอากง ต่อสาธารณะ? ขนาดคนทั่วบ้านทัวเมือง ทั่วโลก เขารณรงค์กัน อ.ธิดา และ นปช ก็เห็นแก่ตัว เกินกว่าจะกล้าเอ่ยปาก?

ไม่อยากเขียนมากกว่านี้นะครับ แต่ว่า โตๆกันแล้ว ทั้งคุณหมอ ทั้ง อ.ธิดา กรุณา เลิกใช้วิธีการต่ำๆ บิดเบือนความจริง ปกปิดความไม่เอาไหนของตัวเองแบบ
นี้ครับ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"...112 โดยตัวของมันเอง มันมีปัญหาทั้งในระดับตัวบท และในระดับอุดมการณ์เบื้องหลังตัวบท คือแก้ตัวบทแล้ว ถ้าเกิดทัศนะของผู้พิพากษา ของคนตีความกฎหมาย ยังไม่ตีความตัวบทอันนี้ไปตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถ้ายังตีความในกรอบของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ ก็แก้ปัญหาได้ไม่หมดหรอก...."

Posted by KwamRak on 02.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
  • ความจริง ผมอยากหาเวลาเขียนถึง 
    Junya Lek Yimprasert เพราะพาดพิงถึงผมมา 2 ครั้ง ในลักษณะไม่ถูกต้อง หาว่า ผม "ไม่ปลื้ม" การเคลื่อนไหว เรื่องล่ารายชื่อ กรณี 112

    จริงๆ ถ้าไมใช่เพราะคุณเล็ก ทำสไลด์ อันหนึ่งที่ยกเรื่อง มาตรา 8 มาในลักษณะที่ "ตัด" (contrast) กับ 112 ผมก็จะไม่พูดอะไรเลยสักคำด้วยซ้
    ำ แม้ผมจะมีความเห็นไม่ตรง ต่อบางเรื่องของการรณรงค์น้นแต่แรก (โดยเฉพาะประเด็น "ตัวเลข" ที่คุณเล็กทำขึั้นมาเรื่อง "เหยื่อ" .. แต่เรื่องนี้ มันเรื่องจ้อย ในปริบทของการรณรงค์ และเป็นเรื่องต้องคุยในเชิงวิเคราะห์ประวัติศาสตร์กันยาว)

    ประเด็นของผมคือ การยก มาตรา 8 มา "ตัด" กับ 112 เช่นนั้น ม้นไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ ในปริบทสังคมไทย เป็นเรืองเดียวกันเลย 2 มาตรานี้

    แล้วผมก็เลยชี้ให้เห็นว่า แต่ไหนแต่ไร ผมเห็นว่า การรณรงค์เรื่อง 112 เพียวๆ เป็นไปไม่ได้ เพราะคนทีต่อต้าน การ "แตะ" 112 นั้น เขาต่อต้าน เพราะมี "ภาพ" หรือ "มายา" ในลักษณะรวมเกียวกับสถาบันฯ อย่างหนึ่ง ดังน้น (ก) ถ้าไม่ดีเบต ประเด็นเรื่อง สถานะอำนาจของสถาบันฯ โดยรวม โดยชี้ให้เห็นว่า สถานะทีเป็นอยู่ ผิด อย่างไร ตั้งแต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เร
    ื่อง "พระราชกรณียกิจ" "โครงการหลวง" ไปจนถึงเรื่องการมี "พระราชดำรัส" สด เป็นต้น ก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะทำให้เห็นว่า 112 ผิด อย่างไร คือ ไม่มีทางทำให้เห็นว่า 112 ผิดอย่างไร ถ้าไม่พูดเรื่องพวกนี้ และ (ข) ต่อเนื่องกันคือ ดังนั้น ในทางเป็นจริง จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะ แก้ หรือ เลิก 112 โดดๆ จะต้อง เลิก สถานะแบบทีเป็นอยุ่ของสถาบันฯ ไปพร้อมๆกันด้วย (ซึง ผมใช้คำให้เข้าใจง่ายว่า "ต้องเลิกทั้ง แพ็กเกจ")

    ข้างล่างนี่คือคำของ อ.วรเจตน์ ในรายการ "ตอบโจทย์" ทีผมเห็นด้วยเต็มที่ สิ่งที่ อ.วรเจตน์ พูดก็คือเรื่อง (ถ้าจะใช้คำที่ผมว่า) "ทั้งแพ็กเกจ" นันแหละ

    อย่างไรก็ตาม ผมควรกล่าวอีกครั้ง (เหมือนทีเคยกล่าว ในตอนต้นปี เมือ นิติราษฎร์ นำเสนอร่างแก้ไข 112) ว่า ผมเห็นด้วยกับ "แนวคิด" หรือ "คำอธิบาย" ของ อ.วรเจตน์ และนิติราษฎร์ ในเรื่องนี้ ผมว่า สามารถพูดได้เต็มที่ว่า "เรามองตรงกัน" ปัญหา คือ เมื่อถึงตอนเสนอ ข้อเสนอรูปธรรม ผมมีข้อท้วงติงว่า (ก) ข้อเสนอ "ไม่ครบถ้วน" เหมือนการอภิปรายหรือหลักคิด และ (ข) ข้อเสนอจริงๆ (แก้เหลือ 3 ปี และ 2 ปี) จริงๆ "ขัด" กับตัวหลักคิดทีเสนอด้วยซ้ำ .. คือถ้าทำตามหลักคิด ดังที่ อ.วรเจตน์ สรุปออกมาได้อย่างกระทัดรัด ดีเยี่ยมนี้ ในความเห็นผม จะต้องมีการนำเสนอให้ "เลิกท้ังแพ็กเกจ" รวมทั้งเลิก 112 ด้วยเลย

    "...112 โดยตัวของมันเอง มันมีปัญหาทั้งในระดับตัวบท และในระดับอุดมการณ์เบื้องหลังต
    ัวบท คือแก้ตัวบทแล้ว ถ้าเกิดทัศนะของผู้พิพากษา ของคนตีความกฎหมาย ยังไม่ตีความตัวบทอันนี้ไปตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถ้ายังตีความในกรอบของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ ก็แก้ปัญหาได้ไม่หมดหรอก...."
    (จาก 
    http://www.matichon.co.th/
    news_detail.php?newsid=1322740603&grpid=01&catid&subcatid )



ตอบโจทย์ว่าด้วย "ข้อเสนอนิติราษฎร์" ตอนจบ: บทสนทนาเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เดินทางมาถึงค่ำคืนสุดท้ายของการสนทนาในประเด็น "ข้อเสนอนิติราษฎร์" เมื่อคืนวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับรายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยแขกรับเชิญ-ผู้ดำเนินรายการกลุ่มเดิม อันประกอบไปด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สุลักษณ์ ศิวลักษณ์, ไชยันต์ ไชยพร, คำนูณ สิทธิสมาน และ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา


ทั้งหมดสนทนาต่อถึงประเด็นเรื่องการรัฐประหารและระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ก่อนจะตบท้ายด้วยไฮไลท์สำคัญ คือ การสนทนาเรื่อง "กฎหมายอาญา มาตรา 112"


ซึ่งผู้ร่วมรายการทั้ง 4 คน ต่างมีความคิดเห็นพ้องกันว่ากฎหมายมาตราดังกล่าวควรได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ด้วยเงื่อนไข จุดยืน ตลอดจนมุมคิด ที่อาจผิดแผกกันไปบ้าง


ตั้งแต่เสนอให้มีการแก้ไข, ยอมรับได้หากมีการแก้ไข, ไปจนถึงให้ยกเลิก โดยผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์


ส่วนวรเจตน์ ตัวแทนจากคณะนิติราษฎร์ ก็กล่าวถึงกรณี ม.112 ไว้น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ การระบุว่าปัญหาของกฎหมายมาตรานี้อาจมิได้อยู่ที่เรื่องตัวบทเท่านั้น ดังคำกล่าวที่ว่า


"112 โดยตัวของมันเอง มันมีปัญหาทั้งในระดับตัวบท และในระดับอุดมการณ์เบื้องหลังตัวบท คือแก้ตัวบทแล้ว ถ้าเกิดทัศนะของผู้พิพากษา ของคนตีความกฎหมาย ยังไม่ตีความตัวบทอันนี้ไปตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ถ้ายังตีความในกรอบของสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ ก็แก้ปัญหาได้ไม่หมดหรอก"


นอกจากนี้ เรายังจะได้ทราบว่า ปัญหา ม.112 เกี่ยวข้องอย่างไรกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ ที่เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก ซึ่งสืบสายลงมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง


ติดตามชมบทสนทนา บทวิพากษ์ ที่พึงรับฟังอีกหลายประเด็น ได้ในคลิปต่อไปนี้

 



24 11 54 ข่าวค่ำDNN ให้กำลังใจ ตั้งคำถามคดีอากงส่ง SMS

Posted by KwamRak on 24.2011 [ TV ] - News 0 trackback

24 11 54 ข่าวเที่ยงDNN คืบหน้า คดีจำคุก 20 ปี อากงส่ง SMS หมิ่น

Posted by KwamRak on 24.2011 [ TV ] - News 0 trackback

"สมคิด เลิศไพฑูรย์-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" มองพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ต่างกรอบคิด แต่เห็นแย้งรบ.เหมือนกัน (ถ้าทำจริง)

Posted by KwamRak on 17.2011 News 0 trackback


16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.


รับชมข่าว VDO

ชมคลิป "สมคิด"

จากกระแสข่าวการประชุมลับ ผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (พ.ร.ฏ.อภัยโทษ) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (15พ.ย.) นั้น กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย โดยมีคนต้องข้อสงสัยว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่?

 

และเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าประชุม ครม. แต่มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในที่ประชุมแทน ผู้ตั้งข้อสงสัยต่างก็เคลือบแคลงใจมากยิ่งขึ้น 

 

แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแน่ชัดว่า ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.ฏ.อภัยโทษ จริง

 

แต่วิวาทะในเรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็น "ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์" ไปเรียบร้อยแล้ว มติชนออนไลน์จึงทำการสัมภาษณ์ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งนำความเห็นที่ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์แสดงความเห็นในประเด็นเดียวกันผ่านทางเฟซบุ๊ก มาเผยแพร่คู่กันด้วย 

 

ติดตามอ่านได้ ณ บัดนี้

 

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ระบุว่า ข้อเท็จจริงแรกก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ในฐานะนักกฎหมายแล้ว การออกพ.ร.ฎ.อภัยโทษ ต้องออกตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และจะออกนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ เพราะการออกพ.ร.ฏ.อภัยโทษ ที่นักกฎหมายพูดกันก็คือ คนที่จะได้รับการอภัยโทษตามเงื่อนไข ต้องถูกคุมขังอยู่ ซึ่งหลักการหลักๆ จะเป็นแบบนี้  แต่เวลานี้เราอย่าไปพูดว่า รวมถึงคุณทักษิณด้วยหรือไม่ เพราะพ.ร.ฏ.อภัยโทษตัวนี้ เรายังไม่เห็นเลย ถ้าเห็นแล้วถึงจะพูดได้ว่า เป็นไปตามหลักกฏหมายหรือไม่ อย่างไร


ทั้งนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่พ.ร.ฏ.อภัยโทษจะออกในช่วงนี้ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการอภัยโทษในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง 5 ธันวาคม หรือวันสำคัญ และก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ มีการทำมาโดยตลอด แต่จะรวมถึงคุณทักษิณหรือไม่นั้น ต้องดูตัวพ.ร.ฏ.อภัยโทษโดยตรง ในฐานะนักกฎหมายก็ยังพูดไม่ได้ว่ารวมถึงคุณทักษิณหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบอกว่า การผ่านร่างดังกล่าวเป็นการประชุมลับ


ในกรณีของคุณทักษิณเอง เราพูดมาตลอดว่าไม่ได้ เพราะการจะออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ต้องออกในเงื่อนไขของกฎหมาย นักกฎหมายก็ตีความ 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกบอกว่า ไม่ต้องถูกจำคุกก็ได้ ฝ่ายนี้เป็นฝ่ายข้างน้อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายข้างมาก บอกว่าต้องถูกจำคุกก่อน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีนักโทษที่อยู่นอกคุกแล้วจะได้รับการอภัยโทษ และในทางกฎหมายหรือเท่าที่ถามนักกฎหมายด้วยกันเองในหมู่นักกฎหมายก็บอกว่าไม่ได้


รัฐบาลมีหลายช่องทางที่จะนำ "ทักษิณ" กลับมา

 

ส่วนการที่หลายคนสงสัยว่า พ.ร.ฎ.ดังกล่าวออกมาในจังหวะที่นายกฯขาดการประชุมครม.พอดีนั้น อ.สมคิด กล่าวว่า ตรงนี้ไม่มีความสำคัญเพราะนายกฯก็ขาดประชุมได้ และก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่นายกฯไม่มาประชุม แต่ใครมีข้อมูลในเรื่องการพิจารณาพ.ร.ฎ.อภัยโทษก็ควรบอกข้อเท็จจริง นักวิชาการเองก็ต้องค้นคว้า ต้องพูดบนพื้นฐานความเป็นจริง จะพูดลอยๆ ไม่ได้ จะไปบอกว่า ครม.มีการประชุมลับ แบบนี้ก็เสียชื่อนักกฎหมาย ถ้ามีข้อเท็จจริง ถึงจะพูดได้ว่า ควรทำหรือไม่ควรทำ บนพื้นฐานของกฎหมาย ถ้าบอกว่าเป็นนโยบายของพรรคการเมือง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ไม่ควรทำ แม้นโยบายจะบอกชัดเจนว่าอยากทำนั่น ทำนี่ ก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน ในการกฎหมายผมว่า มีหลายลู่ทางที่จะทำได้ ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ เช่น การออกพ.ร.บ. หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่สามารถทำให้สอดคล้องตามนโยบาย ถ้าอยากทำ เพียงแต่ว่า วิธีการนั้นอาจจะยากกว่าการออกพ.ร.ฏ.อภัยโทษเท่านั้นเอง อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องนี้ควรทำแบบเปิดเผย เพราะคนจะถาม หรือสุดท้ายคนก็รู้อยู่ดีว่าทำอะไรกันอยู่ น่าจะตรงไปตรงมา เมื่อรัฐบาลทำตามระบบ เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนก็อาจจะเห็นด้วยก็ได้ แน่นอนว่าการที่หลายคนวิจารณ์ เพราะรัฐบาลทำโดยไม่มีใครรู้ ถ้ารัฐบาลทำโดยไม่มีคนรู้ อาจจะมีปัญหาทางการเมืองตามมาด้วยก็ได้

 

มากกว่านั้น พ.ร.ฏ.อภัยโทษเป็นกฎหมายออกตามความในพ.ร.บ. และพ.ร.บ.ที่ว่าด้วยการอภัยโทษก็มีหลายมาตรา สิ่งที่พูดกันมากก็คือ นักกฎหมายอ่านกฎหมายแล้วไม่เหมือนกัน มาตราที่เกี่ยวข้องกับการอภัยโทษมีอยู่ 3-4 มาตรา มาตราแรกพูดไม่ชัดเจน เหมือนกับว่าไม่ต้องอยู่ในที่คุมขังก็ได้ มาตราที่เหลือ พูดว่าต้องอยู่ในที่คุมขัง ฉะนั้น ถ้าฝ่ายที่บอกว่าไม่ต้องอยู่ในที่คุมขังก็ได้ ก็จะใช้มาตราแรก ซึ่งสวนทางกับอีกฝ่ายหนึ่งที่บอกว่าต้องอยู่ในคุกเท่านั้น จึงจะอภัยโทษได้ แต่สุดท้ายแล้วในทางปฏิบัติก็ไม่เคยมีกรณีที่ว่า ผู้ไม่ต้องถูกคุมขังมาก่อนได้รับการอภัยโทษ

 

เรื่องนี้รัฐบาลต้องระมัดระวัง ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เฉพาะทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นประเด็นทางการเมืองด้วย เพราะในทางกฎหมายไม่มีปัญหาอะไรมาก

 


หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพ.ร.ฏ.อภัยโทษ ถูกประกาศใช้ แล้ว "ทักษิณ" กลับมา

 

อ.สมคิด เชื่อว่า พ.ร.ฏ.อภัยโทษจะมีคนคัดค้านเยอะ นี่ขนาดยังไม่รู้เลยว่ามีจริงหรือไม่จริง คนยังคัดค้านเลย ถ้ามีจริงแล้วคนก็จะคัดค้าน ก็อาจจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็มีปัญหาเรื่องน้ำอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเปิดศึกด้านที่ 2 ด้านที่ 3 ก็จะยิ่งลำบาก และอย่างที่บอกไปคือ การที่จะเอาคุณทักษิณกลับมาไม่ใช่เรื่องกฎหมายโดยเฉพาะ แต่เป็นเรื่องการเมืองหรือเป็นเรื่องของความชอบธรรม

 

ผมคิดว่าคุณทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ก็กลับได้ ฉะนั้น รัฐบาลคงต้องดูประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก และขอย้ำว่า ในทางกฎหมายไม่มีอะไรมาก อย่างน้อยรัฐบาลก็ถือเสียงข้างมาก ก็สามารถได้ทุกอย่าง แต่การที่ไปทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับความต้องการของคนจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่ใช่คนส่วนใหญ่ก็ตาม รัฐบาลจะต้องแบกรับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนอยากเจอปัญหานี้

 

เช่นเดียวกับการออกพ.ร.บ. หรือการแก้กฎหมาย ก็อยู่ที่ความชอบธรรมอีก แม้จะถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม สิ่งที่คนสงสัยก็คือว่า ทำไมทำได้ ทำกับคนอื่นได้หรือไม่ เมื่อตรงนี้ทำได้ อีกหน่อยคนก็หนีคดีหมด แล้วค่อยมาแก้ทีหลัง

 

ตามกระบวนการการขอพระราชทานอภัยโทษก็คือ นายกฯ เป็นคนเสนอเข้าที่ครม. เมื่อเห็นชอบแล้วก็เสนอให้ในหลวงโปรดเกล้า กล่าวคือ นายกฯต้องเป็นคนเสนอเท่านั้น และครม.ต้องเห็นชอบด้วย ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการที่ 3 คือให้ในหลวงลงพระปรมาภิไธย

 

ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ที่ผ่านกระบวนการลงพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร เพราะกฎหมายไม่ได้พูดอะไรไว้ เช่นเดียวกับกรณีการยุบสภาฯ กฎหมายก็ไม่ได้พูดว่า จะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยหรือไม่ลงได้อย่างไรบ้าง ปัญหาอยู่ตรงนี้ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุไว้โดยตรง แต่ที่ผ่านมาในหลวงก็ไม่เคยตั้งคำถามว่า ยุบสภาฯทำไม ด้วยเหตุใด แต่คิดว่าการยุบสภาฯ ก็ต่างจากการอภัยโทษ เพราะการยุบสภาฯ เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ มีคณะองคมนตรีคอยกลั่นกรอง

 

"ทักษิณ" ควรได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่?

 

ท้ายที่สุดแล้ว อ.สมคิด กล่าวว่า รัฐบาลต้องเลือกช่องทางที่ดีที่สุด เพราะความชอบธรรมแต่ละวิธีเท่ากัน และถึงอย่างไรแล้วคนก็ค้านอยู่ดี เพราะคนที่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงมีเยอะ แต่ติดที่อดีตนายกฯทักษิณ ถามว่าควรนิรโทษกรรมคุณทักษิณหรือไม่นั้น ผมว่าอยู่ที่จุดยืนทางการเมืองของแต่ละคน ถ้าเฉพาะประชาชนทั่วไป ผมว่าคนส่วนมากก็เห็นด้วย หรือคนส่วนใหญ่ก็อาจจะเอาด้วย ผมถึงบอกว่า รัฐบาลต้องกลับไปคิด ถ้าทำเพื่อคนส่วนมากจริงๆ ทุกฝ่ายเห็นด้วยแน่ๆ แต่พอโยงไปถึงคุณทักษิณ หรือโยงไปถึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คนก็อาจจะตั้งคำถามได้

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลรัฐบาลต้องเลือกเวลาให้เหมาะสม วันนี้รัฐบาลต้องชี้แจงว่าทำไมจึงเสนอกฎหมายเช่นนั้น เช่นเดียวกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.การพนัน เพื่อให้ตั้งกาสิโนได้ ถ้าตรงนี้ไม่ให้คนเข้าถึงข้อมูล รัฐบาลก็จะหมดความชอบธรรม ฉะนั้น รัฐบาลต้องตระหนักในประเด็นนี้ เพราะการบริหารแผ่นดินไม่ใช่เรื่องการปกครองเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการเมืองด้วย

 

//////////

 

ด้าน ดร.สมศักดิ์ ได้โพสต์แสดงความเห็นเรื่อง พ.ร.ฎ.อภัยโทษ อยู่หลายครั้งในวันที่ 16 พ.ย. ผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งมติชนออนไลน์ขออนุญาตนำข้อความบางส่วนมานำเสนอดังนี้


เกี่ยวกับการแก้ พ.ร.ฎ. อภัยโทษ


ผมยังอยากเห็นรายละเอียด แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว ผมเองมีข้อไม่เห็นด้วย 2 ข้อ (ที่เคยพูดไปแล้วในแง่วิธีการนี้):


(1) การอภัยโทษนั้น ไม่ได้แปลว่า คนที่ถูกอภัยโทษ "ไม่มีความผิด" ตรงข้าม แปลว่า คนนั้นมีความผิด แต่ได้รับการ "อภัย" ในแง่ของ record (ประวัติ - มติชนออนไลน์) ทางการเมือง คนนั้นจะเป็น convicted criminal (ผู้ทำผิดทางอาญาที่ถูกตัดสินแล้วว่าผิดจริง) ซึ่งผมมองว่า ไม่ถูกต้อง ในกรณีทักษิณ (เพราะกระบวนการที่นำมาซึ่งการตัดสินไม่ถูกต้อง) เป็นการไปยอมรับ ในสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ


(2) ข้อนี้ อาจจะสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือ การแก้กฎหมาย นั้น จะมีผลระยะยาว ที่จะใช้บังคับใช้กับกรณีอื่นๆ ด้วย (ยาเสพติด, คอร์รัปชั่น ฯลฯ) ซึ่ง ผมมองว่า ไม่ถูกต้อง ถ้าการแก้นี้ เพื่อช่วยทักษิณ เป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีทางกฎหมายในกรณีอื่นๆ ที่จะเกิดตามมาทั้งหมด อีกหน่อย ถ้ามีกรณีที่มีคนทำผิดจริงๆ และเข้าข่าย พ.ร.ฎ. ที่ถูกแก้ (อายุเกิน 60 คำตัดสินไม่เกิน 3 ปี และไม่เคยติดคุก เช่นอาจจะหนีไป) ก็สามารถ "หลุด" ได้เช่นกัน


การแก้กฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายที่แย่ในตัวเอง (เช่น วิอาญา, พ.ร.ฎ. อภัยโทษ ฯลฯ) ในลักษณะนี้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง


----------


ถ้า (ย้ำ "ถ้า" นะ) เรื่องการแก้ พ.ร.ฎ. อภัยโทษ เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่จะช่วยทักษิณให้รับการปล่อยตัว


ผมเสนอว่า ที่จริง สู้รัฐบาล ใช้ "อ๊อพชั่น" (ทางเลือก - มติชนออนไลน์) ที่ออกกฎหมาย "นิรโทษกรรมทั่วไป" (general amnesty) เสียจะดีกว่าอีก เพราะ จะนิรโทษกรรม ปล่อย เสื้อแดงอีกจำนวนมาก ที่ยังอยู่ในคุก รวมทั้งคนที่โดนตัดสินไปแล้ว 20-30 ปี คดีเผาจวนต่างจังหวัด (ซึ่ง เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรจะช่วยเลย) และ อาจจะได้รวมถึงคดี 112 ด้วย (แต่อันหลังสุด ผมว่า ต่อให้มี general amnesty รัฐบาล ก็คงไม่กล้า หรือไม่มีกำลังพอจะทำ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อย ได้ช่วยพวกเสื้อแดงที่กำลังโดนคดีดังกล่าว)


แน่นอน general amnesty ย่อมหมายถึง ทหาร อภิสิทธิ์ สุเทพ ก็ได้รับการนิรโทษกรรมได้


หลายคนไม่เห็นด้วย แต่ผมอยากให้ลองคิดชั่งน้ำหนักว่า ระหว่าง การออก/แก้ พ.ร.ฎ. อภัยโทษ (ถ้านี่คือการช่วยทักษิณ) ช่วยทักษิณกลับได้คนหนึ่ง แต่คดีเสื้อแดงอีกเป็นร้อย ไม่ได้อะไรเลย


ที่สำคัญ ผมว่า ต่อให้ไม่มี นิรโทษกรรมทั่วไป จริงๆ มีโอกาสหรือ ที่รัฐบาล จะให้มีการ "นำคนผิด/สั่งฆ่า มาลงโทษ" มาขึ้นศาล? ผมว่าไม่มี อันนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจเลย ("ปรองดอง")


การนิรโทษกรรมทั่วไป ที่ครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งดี (อย่าง 6 ตุลา ก็ใช้วิธีนี้ พวกที่เข้าไปฆ่าคนในธรรมศาสตร์ ก็ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย) แต่ถ้ามองแบบ realistic (อย่างเป็นจริง / เป็นไปได้) ล่ะ? และถ้าเทียบกับการแก้ พ.ร.ฎ. อย่างที่มีข่าวว่ากำลังทำ? ที่สำคัญ ที่ผมห่วงอยู่ตลอด คือบรรดาคนเสื้อแดง เป็นร้อย ที่โดนคดี ทั้งในขั้นตอนขึ้นศาล และที่โดนติดคุก ตัดสินเป็น 20-30 ปีไปแล้ว (และถ้ารวมถึงสมยศ พฤกษาเกษมสุข สุรชัย แซ่ด่าน ฯลฯ)?


ที่สำคัญที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ส่วนหนึ่ง เพื่อจะ "ฝาก" บอกไปยัง รัฐบาล และคุณทักษิณ ด้วยว่า ถ้าการแก้ พ.ร.ฎ. นี้ เป็นเพื่อช่วยคุณทักษิณกลับ ก็เป็นอะไรที่ไม่ดีมากๆ นอกจากไม่ถูกต้องในแง่หลักการ ที่สำคัญ มองในแง่ของคนเสื้อแดงที่ติดคุก โดนคดีอีกมาก ที่ไม่มีแนวโน้มว่า จะได้รับการช่วยอะไรเลย ผมว่า ก็เป็นเรื่องไม่ดีด้วย


คือ ไหนๆ ถ้าคิดจะทำอะไร ควรคิดถึงเรื่องพวกเสื้อแดงที่ติดคุก หรือโดนคดีกันอยู่ก่อน ไม่ดีหรือ?


----------


เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทั่วไป สำหรับผู้ไม่ใช่ "แกนนำ" / ผู้บังคับบัญชา ของทุกฝ่าย?


(กระทู้นี้ ผมยังมีความไม่แน่ใจในข้อกฎหมาย อาจจะต้องขอแรงให้นักกฎหมายช่วยตอบในแง่ข้อกฎหมายด้วย)


คือ ถ้าเราจะสรุปแยกแบ่งรายละเอียด ขณะนี้ มีผู้ได้ถูกดำเนินคดี/ตัดสินไปแล้ว ที่เป็นผลมาจากการเมืองหลัง 19 กันยา ดังนี้


(1) ฝ่าย เสื้อแดง นปช. เพื่อไทย
1.1 ทักษิณ
1.2 แกนนำ นปช.
1.3 มวลชนเสื้อแดง ระดับต่างๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด (คดีเผาจวนต่างๆ เป็นต้น) ในกรุงเทพฯ เอง ถ้าจำไม่ผิด ก็มีคนที่โดนคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ หรือคดีอื่นๆด้วย
1.4 ผู้ได้ถูกดำเนินคดี/ตัดสิน กรณี 112 (ดา, สมยศ, สุรชัย, ตี๋, หนุ่ม ฯลฯ)


(2) ฝ่าย พันธมิตร ปชป. ทหาร
2.1 อภิสิทธิ์, สุเทพ, ผบ.เหล่าทัพ ในระหว่างมีการปราบปราม 2552-2553
2.2 แกนนำพันธมิตร (สนธิ, จำลอง ฯลฯ)
2.3 ระดับมวลชน ผู้ปฏิบัติงานพันธมิตร เช่น พวกเข้ายึดสถานี NBT และ พวกเข้ายึดสนามบิน และอื่นๆ


ผมกำลังคิดๆว่า เป็นไปได้หรือไม่ (ถ้าเป็นไปได้ ผมคิดว่า จะดีทีเดียว) ที่จะให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ที่ครอบคลุม 1.3 และ 2.3 และ (ต้องพยายามให้ครอบคลุม) 1.4 ด้วย?


ในแง่การเมือง ผมว่า มีเหตุผลอยู่ ที่จะให้มีกฎหมายในลักษณะนี้ ส่วนที่ไม่คลุมแบบทั้งหมด เป็น general amnesty เลย เพราะมีปัญหาที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงเอง และฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงเอง เท่าที่สังเกตดู ก็ไม่ยอมรับ (ฝ่ายเสื้อแดง คือต้องการให้ ผู้สั่งการ คือ 2.1 และ 2.2 ได้รับการดำเนินคดี ฝ่ายตรงข้าม คือ ต้องการให้ 1.1 และ 1.2 ถูกดำเนินคดี หรือให้คดีที่ตัดสินไปแล้ว คงอยู่)


อย่างข้อเสนอ นิติราษฎร์ ที่หลายคนสนับสนุนนั้น ผมว่า คงต้องมองอย่าง realistic (เป็นจริง / เป็นไปได้) ว่า คงไม่เกิดในระยะเวลาอันสั้น หรือที่มองเห็นในอนาคตข้างหน้า


แต่ความจริงคือ มีคนระดับที่ไม่ใช่แกนนำ และผู้บังคับบัญชา ของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดง (1.3) ที่ถูกดำเนินคดี หรือตัดสินลงโทษไปแล้ว จากปัญหาการเมือง ซึ่งคนเหล่านี้ ความจริง มองในแง่ความรับผิดชอบทางการเมือง ก็อยู่ในระดับที่ควรต้องถือว่า ห่างไกลอยู่แล้ว การเล่นงานคนเหล่านี้ ทางกฎหมาย มองในปริบทวงกว้างทั้งหมด ก็ไม่ได้เกิดผลดีแก่สังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเชียร์ข้างไหนก็ตาม


ที่ผมไม่สบายใจมาตลอด ทุกวัน ทุกสัปดาห์ เป็นปีมาแล้วคือ คนกลุ่มที่กล่าวถึงนี้ กลับเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด


----------


เรื่องที่เริ่มมีการก่อกระแสต้าน พ.ร.ฎ อภัยโทษ ที่มีข่าวว่าเพื่อช่วยทักษิณนั้น ผมมองเป็นเรื่องธรรมดานะ - ประชาธิปไตย เรามีสิทธิ์ต่อต้านเขา เขาก็มีสิทธิ์ต่อต้านเรา


แต่บอกตรงๆ ว่า ผม งง และขมวดคิ้วมากๆ กับ "การจัดการ" เรื่องนี้ของรัฐบาล


ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำในลักษณะเหมือน "ลับๆ ล่อๆ" ซึ่งยิ่งทำให้กลายเป็นเรื่องถูกโจมตี (และที่จริง ก็มีเหตุผลอยู่นะ ที่คนไม่จำเป็นว่าจะต้องแอนตี้ทักษิณ หรือ เหลือง จะรู้สึก "ชอบกล" หรือ ไม่ชอบท่าทีแบบนี้)


คือยังไง เรื่องแบบนี้ ในที่สุด ไม่มีทาง "ปิดลับ" ได้อยู่แล้ว แทนที่จะทำแบบนี้ สู้ทำแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาดีกว่า ถ้าจะทำนะ (แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการทำ ดังที่เขียนในกระทู้เมื่อเช้า แต่นี่ หมายถึงว่า ถ้าจะทำจริงๆ)


โดยเฉพาะ ประเด็นที่ผมไม่เข้าใจมากๆ คือ การที่ดูเหมือนจะมีการพยายาม "กัน" คุณยิ่งลักษณ์ ออกไปน่ะ คือ นอกจากดู "ไม่เนียน" แล้ว ผมมองไม่เห็นว่า จะเป็นผลดีต่อคุณยิ่งลักษณ์ยังไงเลย เพราะยังไง คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ เรื่องแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้น ต้องถือเป็นความรับผิดชอบอยู่แล้ว ยิ่งไปพยายาม "กัน" (แบบที่ดูเหมือน "ไม่เนียน" นี้) ยิ่งทำให้ ภาพลักษณ์คุณยิ่งลักษณ์ แย่ลงไปอีกนะ ผมว่า
 

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ

Posted by KwamRak on 25.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล's Photos
สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบนะครับ

- คุณแอนดรู ได้ออก Thai Story ตอน 3 ฉบับเต็ม มาแล้ว - หลายวันก่อน ออกมาบางส่วน 2 ครั้ง คราวนี้ ออกทั้งหมดของตอน 3 เลย และ

- ผมไป comment อะไรนิดหน่อย ที่หน้า wall ของเขา ก็ไม่มีประเด็นอะไรมาก เป็นเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับกรณีสวรรคต นิดหน่อย

แต่มีประเด็นเล็กๆ แต่น่าสนใจอันหนึ่ง คือ คุณแอนดรู ได้อ้างรายงานข่าว AP ในวันติดๆกับการสวรรคตเลย (11 มิถุนายน 1946) ในรายงานนั้น มีการกล่าวถึง "มิตรภาพ" ระหว่างในหลวงอานันท์ กับ น.ส. Ferrari (ผมเคยโพสต์ให้ดูรูปตั้งแต่เล่น fb ใหม่ โพสต์ให้ดูอีกที เพื่อคนไม่เคยเห็น)

คือ AP ไปถามเพื่อนสนิทของ Ms.Ferrari คนหนึ่งที่โลซานน์ เขากล่าวว่า "it was not a serious affair. She knows it could not last" (ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ซีเรียสอะไร เพราะเธอ [Ferrari] รู้ดีว่า ไม่สามารถจะยั่งยืนได้" - ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า affair และในความหมายของประโยค ก็มีนัยยะว่า ความสัมพันธ์นี้ ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดาแน่ เพราะถ้าแค่เพือนธรรมดา เขาคงพูดทำนอง no, no. they are just friends อะไรแบบนั้นมากกว่า ที่จะตอบแบบที่ยกมา


ที่ผมว่าน่าสนใจคือ รายงานของ AP ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ มีขึ้นทันทีหลังวันสวรรคต ซึ่งผมคิดว่า แสดงว่า เรื่อง "มิตรภาพ" นี้ ต้องเป็นที่รู้กันดีมากๆ ในหมู่เพื่อนและชุมชนที่ในหลวงอานันท์อยู่ ที่โลซานน์ (ผมเอง - และเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ทีสนใจเรื่องนี้ - มารู้เอาเรื่องนี้ครั้งแรก ก็เมื่อได้อ่าน "กงจักรปีศาจ" นั่นแหละ)

ข่าว AP ที่คุณแอนดรู อ้างถึง ดูได้จากทีนี่นะครับ ย่อหน้าที่กล่าวถึงคุณ Ferrari อยู่ 2 ย่อหน้าสุดท้าย http://fultonhistory.com/newspaper%208/Schenectady%20NY%20Gazette/Schenectady%20NY%20Gazette%201946%20Grayscale/Schenectady%20NY%20Gazette%201946%20Grayscale%20-%203190.pdf )

ปล. อีกคนที่ในรายงาน AP อ้างถึงในย่อหน้าสุดท้าย ทีชื่อออก กรีกๆ ทีว่าเป็นอดีต ติวเตอร์ และเลขาฯ ให้ในหลวงอานันท์ น่ะ ... ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะ น่าจะเป็นคนเดียวกับที่ .... (ขออภัยไม่เขียนมากกว่านี้ในเรื่องนี้ นอกจากเซ้นซิตีฟแล้ว ยังขาดหลักฐานยืนยัน ไม่เหมือนกรณี Ms Ferrari) แต่อันนี้ ผมไม่แน่ใจ แต่คิดว่า น่าจะคนนี้แหละ

นายกฯพูดประชดในหลวง

Posted by KwamRak on 20.2011 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 


 

นายกฯพูดประชดในหลวง, สมมุติตัวเองเป็นในหลวง เอ่ยคำพูดแทนในหลวงเลย

(นายกฯ พระยาพหลพลหยุหาเสนา และ ในหลวง ร.7 นะครับ อิอิ)

.....................


วันก่อน ผมนำคำอภิปรายของ พันโท พโยม จุลานนท์ มาแสดงให้ดูว่า สมัยก่อน ในสภายังถือว่า สถานะ/อำนาจของพระมหากษัตริ
ย์นั้น กำหนดโดยประชาชนและผู้แทนประชาชน ดังนั้น ประชาชนหรือผู้แทนประชาชน จะต้องอภิปรายได้ว่า จะให้มีสถานะ/อำนาจอย่างไร เช่น ถ้าไม่ต้องการให้กำหนดว่า “กล่าวหาฟ้องร้องมิได้” (ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ยังมีอยู่ใน รธน. ปัจจุบัน) ก็ต้องอภิปรายกันตรงๆได้

ประโยคที่ผมทำเป็นภาพประกอบ
นี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า การอภิปรายสาธารณะในสมัยก่อนเกียวกับพระมหากษัตริย์นั้น ทำได้ในระดับใด 

นี่เป็นคำอภิปรายในสภา ของพระยาพหลฯ นายก รมต. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2477 ในช่วงที่ รบ.กำลังขัดแย้งกับ ร.7 (เพราะ ร.7 ขู่จะไม่เสด็จกลับและจะลาออ
กถ้า รบ.ไม่ยอมทำสิ่งต่างๆที่ทรงเรียกร้อง) ขอให้สังเกต การประชดของพระยาพหลฯ ในประโยคสุดท้าย ถ้าเป็นสมัยนี้ละอ้อ ฮี่ฮี่

"ข้าพเจ้าก็อยากจะจัดถวายตา
มพระราชประสงค์ ........ เมื่อท่านอยากจะได้ปืนกลไปสัก ๘ กระบอก ๒๔ กระบอก เราก็ถวาย เพราะอยากจะให้ท่านแน่พระทัยว่า “กูอยากจะเอาอะไรที่มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วมันก็ให้” นี่เราแสดงใจนักเลงกันอย่างนี้แหละ"