ธงชัย วินิจจะกูล วิจารณ์ “Truth on Trial”, ภาวะ “Hyper Royalism”, ภาวะตอแหลในสังคมไทย

Posted by KwamRak on 07.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ธงชัย วินิจจะกูล (1): เมื่อความจริง(นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน

ธงชัย วินิจจะกูล (1): เมื่อความจริง(นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน

อภิปรายที่ Book Re:public ธงชัย วินิจจะกูล แนะนำและวิจารณ์ “Truth on Trial” ของเดวิด สเตร็คฟัส พร้อมวิจารณ์แนวคิดในการดำเนินคดีหมิ่นประมาท/หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบไทยๆ ที่ “สัจจะ” ขึ้นอยู่กับ “ระดับบุญบารมี”

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ ได้จัดการเสวนาหัวข้อ “เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน” โดยมีผู้อภิปรายคือธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ดำเนินรายการโดย “ภัควดี ไม่มีนามสกุล” นักแปลและคอลัมน์นิสต์ โดยเนื้อหาการอภิปรายกว่า 120 นาที เป็นการแนะนำและวิจารณ์หนังสือ “Truth on Trial” ของเดวิด สเตร็คฟัส แนวคิดเรื่องการดำเนินคดีหมิ่นประมาทและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอภิปรายภาวะ Hyper Royalism หรือภาวะกษัตริย์นิยมล้นเกินในประเทศไทย

โดยก่อนอภิปราย ภัควดีได้แนะนำธงชัยให้กับผู้ร่วมเสวนา พร้อมถามว่า “เมื่อความจริง ก็ถูกดำเนินคดี และนิยายก็ถูกดำเนินคดี และประเทศไทยมียุคที่ไม่มีกษัตริย์นิยมด้วยหรือ” โดยต่อไปนี้เป็นคำอภิปรายของธงชัย (หมายเหตุ: ข้อความในวงเล็บและคำเน้นเป็นการเน้นโดยประชาไท)

 

                                                ธงชัย วินิจจะกูล (ขวา) และ ภัควดี ไม่มีนามสกุล (ซ้าย) 
ในงานเสวนา "เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน”
เมื่อ 17 ธ.ค. ที่ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่

ธงชัย วินิจจะกูล

"ภาวะที่ผู้พิพากษาทั้งหลายสามารถยอมรับกฎที่ออกโดยคณะปฏิวัติทุกฉบับว่าเป็นกฎหมายที่เรารับได้ เอากฎและระเบียบหรือคำสั่งภาวะที่เกิดขึ้นในภาวะไม่ปกติให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติ “นิติราษฎร์” ต้องการให้เรากลับไปสู่ภาวะปกติที่ปกติ พูดง่ายๆ คือ “เลิกเพี้ยน” เดวิด (สเตร็คฟัส) บอกว่าสังคมไทยอยู่ในภาวะ “เพี้ยน” แล้วยังไม่รู้ว่า “เพี้ยน” มาประมาณ 50 ปีแล้ว"

000

ประเด็นที่ผมจะพูดคือว่า “กษัตริย์นิยม” เป็นเรื่องปกติ “กษัตริย์นิยมล้นเกิน” เป็นภาวะประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา ถ้าถามผมว่าประเทศไทยมีภาวะที่ไม่เป็นกษัตริย์นิยมด้วยหรือ ถ้าพูดกันอย่างซีเรียส เข้มงวดหน่อยต้องบอกว่ามี ถ้าพูดอย่างที่เข้าใจทั่วๆ ไปก็ต้องบอกว่า ไม่มี เป็น กษัตริย์นิยมตลอดเวลา ผมจึงได้ใส่คำว่า “ล้นเกิน” เพื่อให้เห็นว่าประเด็นนี้ที่จะพูดคือ 30 กว่าปีมานี้ เราอยู่ในภาวะผิดปกติที่กลายเป็นปกติ

ผมไม่เคยโดนใครทักว่าเป็นคนเศร้าๆ มาคิดอีกทีอาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ ผมเป็นคนซีเรียสไปหน่อย ดังนั้นพอฟังอาจารย์ชาญวิทย์ (เกษตรศิริ) บน Youtube ที่พูดเมื่อครั้งที่แล้ว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) ผมบอก “โอ ตายแล้ว” ผมสู้อาจารย์ไม่ได้ อาจารย์ชาญวิทย์สนุกมาก

ทีแรกผมตั้งหัวข้อว่าจะคุยสนุกๆ ประมาณเดือนกว่ามาแล้ว สองเดือนด้วยซ้ำไป เหตุการณ์ในสองเดือนที่ผ่านมา ผมก็กลับมาอยู่ในภาวะปกติที่ผมเป็นคือ ผมชักสนุกไม่ออก

อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าหลายคนอยากจะให้ผมพูดถึง “เคสเรื่องอากง” เคสถึงเหตุการณ์เฉพาะหน้า ผมตั้งใจแต่แรกแล้วว่า ผมอยากจะดึงพวกเราออกจากสถานการณ์เฉพาะหน้า ออกไปให้เห็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ทางความคิด ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นเรื่องที่ผมถนัดกว่า เอาเข้าจริงผมไม่ได้พูดแค่เรื่อง 6 ตุลานะ อาชีพที่ผมทำสอนหนังสือประวัติศาสตร์ยุคโบราณก่อนยุคอาณานิคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรื่องที่ทำวิจัยที่สิงคโปร์ก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ความคิดของไทยนี่แหละ แต่ว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ 6 ไม่ใช่ปัจจุบัน แน่นอนความสนใจเรื่อง 6 ตุลาก็ทิ้งไม่ได้ กำลังพยายามทำหนังสือเรื่อง 6 ตุลาออกมาชิ้นหนึ่งให้ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมถนัดคือผมอยากจะดึงออกจากเรื่องอากง เรื่องเฉพาะหน้า กลับไปดูเรื่องประวัติศาสตร์ความคิดวัฒนธรรมไทย โดยจะอภิปรายคู่กับหนังสือสำคัญสักสองสามเล่ม พูดง่ายๆ ว่า ถ้าหากวันนี้เป็นวิชาการหน่อยก็ถือเสียว่า ผมอยากจะเข้าใจว่านี่เป็นสิ่งที่ Book Re:public ก็ต้องการ แล้วจะวิชาการมากหรือน้อย ตอนแรกที่ผมตั้งใจก็ไม่มาก คุยสนุกๆ ผมสารภาพว่าเตรียมไปเตรียมมาจนถึงเมื่อเช้า ถึงเมื่อกี้ ประมาณ 2 โมงครึ่งมันชักจะหนักขึ้นทุกที คิดไปคิดมา ผมคิดถึงโปรเจกต์ว่าผมเขียนหนังสือได้อีกเล่มด้วยซ้ำไป ซึ่งมันมากไปแล้ว ถ้าอย่างนั้น ผมต้องพยายามทำใจอยู่ว่าทำอย่างไรผมจะไม่อ่าน ถ้าอ่านคงไม่จบแน่

ผมจะโยงให้เห็นเรื่องต่างๆ ที่ผูกโยงกับเรื่อง 112 (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) เพราะอยากดึงพวกเราออกจากเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพราะเรื่องอากงหรือคนที่ติดคุกไม่สำคัญ แต่เพราะสำคัญ ผมถึงคิดว่าเราน่าจะรู้จักและเข้าใจเกินไปกว่าเพียงเคสทั้งหลายที่เจออยู่ทุกวันนี้ ถือเป็นโอกาสที่เราจะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย มากไปกว่าเพียงแค่ เรื่องว่าใครส่ง SMS หรือไม่ เขียนอะไร พูดอะไร ถูกจับแล้วถูกดำเนินคดีอย่างไร อันนั้นเป็นสิ่งที่พวกเรารู้ดี มีข้อมูลดีกว่าผมด้วยซ้ำ และหลายๆ คนคงพูดเรื่องนี้ ผมอยากพูดเรื่องที่ผมคิดว่าหลายคนในสังคมทั่วๆ ไป ในสื่อมวลชนทั้งหลาย ผมคาดไปเองนะว่า อาจจะไม่ได้พูดหรือพูดถึงไม่มากนัก

หัวข้อที่พูดวันนี้สามารถตั้งหัวข้อเปลี่ยนไปได้หลายแบบ แทนที่จะเป็น “ความจริง (นิยาย) ถูกดำเนินคดี” เอาเข้าจริงอันนี้เป็นการแปลไทยที่ไม่ดีเท่าไหร่นะ ผมตั้งหัวข้อที่แรกมาเป็นภาษาอังกฤษมาจากชื่อหนังสือเล่มนี้ครับ “Truth on Trial” มันเป็นเชิงถูกตรวจสอบ ถูกสอบสวน ผมเติมคำว่า “นิยาย” ลงไป เดี๋ยวจะเข้าใจเองว่าทำไม เพราะว่าผมจะอภิปรายในส่วนสังคมไทย Truth ความสัจจะ หรือความจริง หรือนิยาย สุดท้ายแล้วเราไม่รู้ว่าอะไรและและเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน มันอาจกลับตาลปัตรก็ได้ และนี่ไม่ได้มาจากความคิดโพสต์โมเดิร์นเลย ไม่ใช่ ผมกำลังจะอภิปรายว่านี่มาจากความคิดพุทธ

เพราะฉะนั้นหัวข้อที่จะพูดในวันนี้สามารถเปลี่ยนได้หลายแบบ ผมไม่สงวนลิขสิทธิ์ เปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ เช่น “Truth on Trail อีกเล่มหนึ่งคือ 1984 กับนิยายประวัติศาสตร์ไทย” ก็ได้ “สัจจะ หรือ Truth ในวัฒนธรรมไทย” ก็ได้ หรือว่า “สังคม 1984 แบบไทยๆ” ก็ได้ แต่ว่าถ้าหากเราตั้งว่า “สังคม 1984 แบบไทยๆ” แบบไทยๆ เรามีคำอธิบายอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่ผมเป็นคนตั้ง เป็นคำอธิบายที่บรรดาพวกนิยมเจ้าทั้งหลายเขาเป็นคนตั้ง ก็คือ “แบบไทยๆ” แปลว่า แบบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น title สุดท้ายที่ผมบอก ถ้าจะพูดอีกอย่างก็คือ “1984 อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

ประเด็นใหญ่ที่คุยกัน และยิ่งคิดไปถึง 2 โมงครึ่งก็ยิ่งมากขึ้นไปทุกที ผมอ่านให้ฟังก่อนก็แล้วกัน และถ้าผมพูดไม่หมดก็เก็บไว้วันหลัง หรือเก็บไปคิดกันเอาเองนะครับ

หนึ่ง ผมจะคุยถึงหนังสือ Truth on Trial ของเดวิด สเตร็คฟัส (David Streckfuss)


สอง ผมจะคิดเลยออกจากหนังสือเรื่องนี้ โดยผูกเข้ากับเรื่อง “Hyper Royalism” ผมแปลเองว่า “กษัตริย์นิยมล้นเกิน” ด้วยเหตุที่ผมจะอธิบายอีกที มันมีคำอื่นที่ง่ายกว่านั้น แต่ผมตั้งใจใช้คำที่มันลิเกหน่อยๆ เพราะคำอื่นๆ ที่ง่ายกว่านั้นฟังแล้วอาจจะช็อกเกินไป ยกตัวอย่างก็ได้ เช่นคำว่า “คลั่งเจ้า”


สาม ผมจะอธิบายสังคมแบบที่เป็น “Thought Control” “การควบคุมความคิด” เป็นคำแปลโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง จากเล่มนี้ (ชูหนังสือ “1984”) หรือถ้าหากพูดภาษาอังกฤษก็คือ A rule by Ideology and Thought Control การปกครองโดยการใช้อุดมการณ์หรือการฝังหัวและการควบคุมทางความคิด


ซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นที่ สี่ คือ เราสามารถเข้าใจสังคมไทยได้ในหลายๆ แง่ โดยผ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็คือหนังสือ 1984 นี้


ห้า Truth แบบไทยๆ มีผลต่อความรู้ทางประวัติศาสตร์และนิยายทางประวัติศาสตร์ของไทยอย่างไร เอาเข้าจริงสุดท้ายแล้วผมจะพูดเรื่องนิยายน้อยมาก เพราะหลังจากเตรียมไปเตรียมมาผมต้องยอมรับตัวเองว่า ผมเตรียมเรื่องนิยายประวัติศาสตร์ไม่พอ ดังนั้นผมจะแค่ฝากประเด็นทิ้งไว้ในช่วงสุดท้าย แค่นี้ก็มากพอแล้วครับ ไหนจะมีตอบคำถาม คำถาม-คำตอบ และตอนท้ายๆ ผมอาจจะมีอะไรฝากนิดหน่อย

 000

ประเด็นที่หนึ่ง คือหนังสือ “Truth on Trial” คือหนังสือเล่มนี้ “เมื่อความจริงหรือสัจจะโดนดำเนินคดี” ของเดวิด สเตร็คฟัส [Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lese-Majeste] ซึ่งเราหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ เพราะหลังๆ เขาออกมาพูดเรื่องกฎหมายหมิ่นบ่อยมาก เสียจนทำให้หลายคนคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีแต่เรื่องกฎหมายหมิ่น ถ้าใครไม่อ่าน หรือสนใจเรื่องอื่นๆ ในหนังสือเล่มนี้ผมจะเสียหายมากๆ และถ้าหากผมจะอธิบายหนังสือเล่มนี้ให้ฟังนะ หนังสือเล่มนี้จะติดอยู่ในลิสต์ของฟ้าเดียวกัน พูดง่ายๆ ใครจะแปลหรืออย่างน้อยเก็บความอย่างละเอียด จักเป็นพระคุณยิ่ง เอาเก็บความละเอียดนะ ไม่เอาเก็บความแค่ประเด็นใหญ่คืออะไร

ในเล่มนี้มีอีกหลายเรื่องที่คนไม่เคยพูดถึง ผมไม่ทราบว่าเขาไม่ได้อ่าน หรือเอาเข้าจริงเวลาคนเราสื่อสารต้องพูดสรุปให้ชัดแค่ไม่กี่ประเด็น ก็เลยลงที่เรื่องกฎหมายหมิ่นอยู่ตลอดเวลา บวกกับที่เดฟเอง คนเขียนเอง หลังๆ ก็พูดแต่เรื่องนี้ เพราะสังคมไทยใน Public ไม่ใช่ที่สำหรับอธิบาย ความเบื้องหลังการวิเคราะห์กฎหมายหมิ่น ที่ในนี้มี 12 – 13 บท เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ จริงๆ แทรกอยู่ในบทต่างๆ หลายแห่ง แต่เฉพาะจริงๆ เพียงแค่ 2-3 บาทเท่านั้น ไม่กี่บท

เดฟเป็นนักเรียนปริญญาเอกกับผมคนแรก พูดง่ายๆ ผมไป เขาเริ่มเรียนแล้ว สุดท้ายคือมีโอกาสได้มานั่งปลุกปล้ำกับวิทยานิพนธ์เขา แล้วเมื่อวิทยานิพนธ์ของเขาเสร็จ ประเด็นเรื่อง Truth ยังไม่ออก ใช้เวลาอีกประมาณ 10 กว่าปี คลำหา Concept วิทยานิพนธ์เสร็จ ใช้ได้ ผ่านได้ แต่จะเป็นหนังสือในกระบวนการของโลกภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่พิมพ์วิทยานิพนธ์ ไม่มีใครทำอย่างนั้น คุณต้องพัฒนาอีกขั้นหนึ่ง ของผมเองก็ต้องพัฒนาอีกขั้นหนึ่ง ตัววิทยานิพนธ์แค่นั้นไม่ได้

ของเดฟใช้เวลาประมาณ 10 ปี ต้องขอบอกว่าที่เราเรื่องนี้เพื่อจะมาจุดที่ว่าสุดท้ายเขาตระเวนไปหา Concept เพื่ออธิบายเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง นั่นคือวิทยานิพนธ์ของเขา ตระเวนอยู่ประมาณ 10 ปี ไปหาเรื่อง Social Memory ไปหาเรื่อง Identity ไปหาอีกหลายเรื่อง ผมไม่ใช่ผู้รู้ดีนะ เขาเป็นผู้รู้ดีในเรื่องเหล่านี้ แต่ว่าเขาจะปรึกษากันตลอด แทบทุกครั้งผมจะบอกไม่ใช่ ... ไม่ใช่ ... ไม่ใช่ Concept ที่เขาต้องการมาปรับปรุงหนังสือนี้ยังไม่ใช่ จนกระทั่งผมได้อ่านซีรีย์หนังสือ ชุดที่พูดเรื่องการจัดการความจริงในสังคมไทย เคยเห็นไหมฮะ ที่อาจารย์อรรถจักร์ (สัตยานุรักษ์) เขียนเรื่องมือที่สาม ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เขียนเรื่องดุซงญอ ชุดเดียวกับที่อาจารย์พวงทอง (ภวัครพันธุ์) เขียนเรื่องกัมพูชา ผมบอกเลยว่าชุดนั้นผมอ่านก็มีชอบ ไม่ชอบเป็นปกติ แต่ Concept โดยรวม ผมคิดว่ามันไปไม่สุด Concept โดยรวมทั้งซีรีย์ไปไม่สุด ผมให้เดฟไปอ่านดู แล้วไปคิดเองว่าจะ Apply อย่างไร ไม่ใช่ว่าผมรู้นะครับ ผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าน่าจะใช่ เขาไปอ่านแล้วก็กลับมาพร้อมกับวิทยานิพนธ์ที่ปรับ Concept ปรับอะไร ผมบอกอย่างเดียวว่า “This is it.” หลังจากนั้นเขาก็ไปเขียน draft ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ พูดง่ายๆ ว่าประเด็นเหล่านั้นสามารถผนวกกันเข้ามา โดยการกลับไปนั่งมองว่า สังคมไทยจัดการกับ Truth อย่างไร

 000

หนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไรบ้าง ประเด็นที่หนึ่งที่เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Defamation Regime, Defamation แปลว่า หมิ่นประมาท การดูหมิ่น Regime แปลว่า ระบอบ ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลนะ คำว่า Regime มีความหมายกว้างกว่านั้น บางคนอาจจะได้ยินชื่อของ (Michel) Foucault ใช้คำของ Foucault ในความหมายว่า เป็น Regime ของความรู้

ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้ในหนังสือว่าเป็น Geographical Regime นั่นหมายความว่า ความรู้ภูมิศาสตร์มีหลายแบบ ความรู้ทางภูมิศาสตร์แบบที่เราคุ้นกันอยู่ในทุกวันนี้เป็นแบบหนึ่งในโลกมนุษย์ในอารยธรรมของมนุษย์มีแบบอื่นด้วย ของไทยแต่เดิมก็ไม่ใช่แบบนี้ เพราะฉะนั้นที่เราคุ้นนี้เป็น Regime ทางภูมิศาสตร์แบบหนึ่ง

ในกรณีของเดฟที่ใช้คือ มี Regime มีระบอบ หรือกลไกที่จัดการกับความรู้โดยการใช้กฎหมายหรือใช้กลไกที่จัดการ การหมิ่นประมาทในสังคมไทย เพื่อบอกและควบคุมสังคมไทยว่า อะไรจะพูดได้ อะไรพูดไม่ได้ นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายหมิ่นนะครับฯ กฎหมายหมิ่นประมาททั่วๆ ไป การฟ้องคดีหมิ่นประมาททั่วๆ ไป เป็นการวางบรรทัดฐานว่าอะไรพูดได้อะไรพูดไม่ได้ ซึ่งลักษณะนี้ในสังคมไทยมีหลายอย่างที่ไม่ต่างกัน แต่มีอะไรบ้างที่ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่คนเขียนเจาะจงลงไป คือ สิ่งที่ไม่เหมือนกันมักจะปรากฏอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง หมายความว่ากฎหมายหมิ่นประมาทของไทยกับหลายประเทศ ถ้าเป็นเรื่องเอกชนต่อเอกชน เป็นเรื่องทางแพ่ง หลายอย่างจะไม่ต่างกัน ส่วนใหญ่จะไม่ต่างกัน แต่เมื่อประยุกต์ใช้กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทไปใช้เกี่ยวกับความมั่นคง ไปใช้กับคนมีอำนาจ ไปใช้กับระบอบอำนาจ และสุดท้ายคือใช้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ การประยุกต์ใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกลับไม่ได้ประยุกต์ใช้อย่างที่โลกคนอื่นเขาทำกัน การประยุกต์ใช้กลับอยู่ในกรอบของวัฒนธรรม หรือเงื่อนไขของสังคมไทยเอง

เขาสืบสาวราวประวัติความเป็นมาของกฎหมายไทย กฎหมายหมิ่นประมาท และสุดท้ายสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับกลไกทางกฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นและละเมิด ละเมิดบางทีมันไม่เชิงเป็นการหมิ่นประมาทใช่ไหมครับ การให้เกิดความเสียหาย ทำร้ายต่อ Integrity ต่อศักดิ์ศรี ก็เป็นการอาจเรียกได้ว่าหมิ่นประมาทก็ได้ อาจจะหมิ่นประมาท การสืบสาวราวเรื่องการละเมิดรัฐฐะ ละเมิดอำนาจ ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าในกรณีเหล่านี้สมมุติฐานคือว่า กฎหมายหมิ่นฯ มีรากหลายทาง รากหนึ่งคืออยู่กับกฎหมายหมิ่นประมาทนั่นแหละซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร แต่เมื่อประกอบกับรากอื่นๆ เช่น พุทธศาสนา ประกอบโน่นประกอบนี่ สุดท้ายแล้วรากที่เป็นกฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาเมื่อใช้กับรัฐ ไม่ใช่แค่สถาบันกษัตริย์ด้วยซ้ำไป เกี่ยวกับเรื่องอำนาจรัฐ เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เราจะมีวัฒนธรรมการจัดการเกี่ยวกับเรื่องการหมิ่นและการละเมิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน

นี่คือสิ่งที่เป็นข้อเสนอข้อที่หนึ่ง และผมเรียกว่าเป็น “โครงเรื่องหลัก” ของหนังสือเล่มนี้

เพราะฉะนั้น เป็นการจำกัดเสรีภาพการแสดงความเห็น ไม่ได้บอกว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่เรื่องนั้นเข้าใจไม่ยาก และในกรณีนี้เขาสืบสาวราวเรื่องประวัติความเป็นมา และพยายามผูกโยงให้เห็น ทั้งที่เกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมนานาชาติ วัฒนธรรมโลก และวัฒนธรรมของไทยเอง ผมเลยบอกว่าในประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็มีเรื่องตั้งเยอะแยะแล้วที่ผมอยากให้คนอ่านและพยายามเข้าใจ และผมคิดว่านี่คือหน้าที่นักวิชาการ หน้าที่นักประวัติศาสตร์ที่เราพยายามจะทำ เพราะสุดท้ายเดฟไม่ใช่นักกฎหมาย เขาสืบสาว ศึกษาประวัติทางกฎหมายเพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลง

สาระสำคัญข้อสอง รากหรือ Concept ที่เป็นส่วนประกอบของกฎหมายหมิ่นประมาทหรือการละเมิดต่อรัฐ อำนาจ และสถาบันกษัตริย์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าส่วนของการหมิ่น และการละเมิด ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย เดฟเสนอว่ามีสองอย่างที่สำคัญ

สองอย่างนี่แต่ละอย่างก็ว่าไปหลายบทนะ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านไม่ง่าย และผม Complain ตั้งแต่ต้นจนจบว่ามันยาวเกินไป จนสุดท้ายเขาบอกเขาจะเอาอย่างนี้ ผมก็เลยเลิกอ่าน

แต่ว่าประเด็นใหญ่ๆ คืออย่างนี้ครับ รากของมันมีอยู่อีกสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง รากของ Concept “Defamation Regime” มีสองอย่างสำคัญ อย่างแรกคือสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะยกเว้น” สำหรับคนที่สนใจทางทฤษฎี เขายืมมาจาก Carl Schmitt และ Giorgio Agamben สาระสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า สภาวะยกเว้น คือ สภาวะไม่ปกติที่กลายเป็นปกติของสังคมหนึ่งๆ ในกรณีของ Schmitt คือสังคมนาซี ในกรณีของ Agamben คือยังพูดสังคม Authoritarian หลายที่ แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้รู้จักสังคมไทย

อธิบายอย่างง่ายๆ คือ มีสภาวะที่ไม่ปกติบางอย่างซึ่ง Rule of Law ถูก Suspended ถูกยุติ หรือถูกจำกัด ไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ และให้อำนาจแก่รัฐ หรือผู้มีอำนาจ ผู้วิเศษ ซุปเปอร์แมนหรือใครก็แล้วแต่ เข้ามาเป็นผู้จัดแจง ตามกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษลงมาล้วงลูกได้

Schmitt กับ Agamben บอกว่า ในหลายๆ ที่การให้อำนาจรัฐบงการกิจกรรม เลยเถิดถึงขนาดลงมาบงการกิจกรรมที่เป็นของปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องของปัจเจกชน นึกถึงยุคนาซี สิ่งสำคัญที่พวกเขาพยายามเสนอ คือ ในนามภาวะไม่ปกติ เขาได้ทำให้การใช้อำนาจเช่นนั้นกลายเป็นเรื่องปกติ

เดวิด สเตร็คฟัส บอกว่านั่นคือสังคมไทย ทำให้สิ่งที่ไม่ปกติ หรือไม่ควรจะปกติ กลายเป็นเรื่องปกติ ปกติขนาดไหน อย่างน้อยๆ ที่สุดที่เขาเสนอคือนับตั้งแต่ สฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) เป็นต้นมา เราอยู่ในภาวะไม่ปกติที่เป็นปกติมาประมาณกี่ปีแล้วล่ะ ห้าสิบปี คือครึ่งศตวรรษไปเรียบร้อยแล้ว คือเราเรียกว่าปกติแล้ว แต่ถ้าเราเอาหลักกฎหมาย หลักหลายอย่าง นี่มันสภาวะผิดปกติ

ถ้าผมจะสรุป อันนี้เดฟไม่ได้เขียนนะ ผมสรุปให้ง่ายไปกว่านั้นอีก ง่ายเสียจนอาจจะผิด แต่ผมคิดว่าจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น นั่นคือภาวะที่ผู้พิพากษาทั้งหลายสามารถยอมรับกฎที่ออกโดยคณะปฏิวัติทุกฉบับว่าเป็นกฎหมายที่เรารับได้ เอากฎและระเบียบหรือคำสั่งภาวะที่เกิดขึ้นในภาวะไม่ปกติให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติ “นิติราษฎร์” ต้องการให้เรากลับไปสู่ภาวะปกติที่ปกติ พูดง่ายๆ คือ “เลิกเพี้ยน” เดวิดบอกว่าสังคมไทยอยู่ในภาวะ “เพี้ยน” แล้วยังไม่รู้ว่า “เพี้ยน” มาประมาณ 50 ปีแล้ว นี่คือสาระสำคัญข้อที่สอง

ประเด็นนี้ผมมีข้อแย้งสำคัญ คือ ผมกลับคิดว่า เราสามารถอ่านและเข้าใจ Schmitt กับ Agamben แล้วทิ้ง Schmitt กับ Agamben ไปก็น่าจะได้ แล้วอธิบายประวัติศาสตร์ไทยเอง แต่นี่เผอิญไม่ใช่คนเขียน เขาใช้ Schmitt ใช้ Agamben ว่าไป พูดง่ายๆ ผมคิดว่าสามารถอธิบายภาวะที่ประหลาดๆ ผมไม่รู้จะเรียกว่าปกติ ไม่ปกติไหม ทั้งหมดเป็นคำของ Schmitt กับ Agamben ที่เดฟเอามาใช้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรใช้คำเหล่านั้นหรือไม่ แต่อธิบายภาวะอย่างนี้โดยเอาความคิดของพวกเขามาประยุกต์อีกทีหนึ่งก็น่าได้ แต่นี่ก็ไม่เป็นไร เป็นข้อแย้งของผม

 000

สาระสำคัญต่อมา คือ อะไรเป็นรากอันที่สอง ที่บอกว่าเป็นเงื่อนไขของ Defamation Regime ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากฝากว่าน่าอ่านมากมาก เถียงได้เยอะ แต่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ ที่เขาอธิบายว่าTruth และการจัดการความจริงของสังคมไทยผูกพันกับการเข้าใจเรื่อง Truth ของพุทธเถรวาทไทย

ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายแล้วนะ ไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีการเมืองแล้วนะ และตรงนี้ที่ผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนคือเดฟรู้จัก Concept ปรัชญาพุทธ อะไรต่ออะไรไม่ดีเท่าไหร่ แต่กลับกลายเป็นว่าเขานำเสนอในประเด็นที่อาจจะไม่ถูกเป๊ะ แต่สามารถอภิปรายและถกเถียงได้

ในความเห็นผมนะ เป๊ะๆ อาจจะไม่ถูกเป๊ะ รับรองถูกพระถูก Scholar ทางพุทธด่าแหลก ผมเองยังแย้งได้เลย แต่ผมกลับคิดว่าเขาเปิดประเด็นหลายอันที่ถ้าเราอย่าไปติดว่าเขาอธิบายถูกทุดคำไหม มีประเด็นให้คิดจมเลย

ผมจะอธิบายต่อไปนี้ไม่ใช่เดฟทั้งหมด แต่บวกกับความเข้าใจของผมด้วย บวกกับความเข้าใจที่ผม Correct เดฟด้วย คือผมแก้ให้เขาด้วย และผมก็ไม่อยากให้เข้าใจผิด ผมเองก็ไม่ใช่ปัญญาชนพุทธ แต่เอาง่ายๆ คือ ในการเข้าใจประวัติศาสตร์ความคิดของไทย หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ความคิดในทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องอำนาจ ผมคิดว่าเดวิดอาจจะจับจุดได้ ... ต้องเรียกว่าไม่ผิดนะ แต่ว่าไม่คม ผมอ่านปุ๊บผมปิ๊ง (ดีดนิ้ว) ขึ้นมาทันทีในหลายเรื่องที่ผมไม่เคยคิด ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้วยซ้ำแต่ผมอ่านเรื่องนี้มามากกว่าเดฟ เพราะเป็นไลน์ที่ผมศึกษาวิจัยในขณะที่ไม่ใช่ไลน์เขา แต่เขาอธิบายทำให้ผมปิ๊งหลายเรื่องที่ผมไม่คิดมาก่อน

ประเด็นนี้จึงสำคัญมากและเปิดประตูเบ้อเริ่มให้เราคิดต่อ ผมจะลองอธิบายให้เห็นว่า Truth ในสังคมไทยมีลักษณะที่ไม่เหมือน Concept สมัยใหม่หรือ Truth อย่างที่เราเข้าใจอย่างไร แล้วผมจะเน้นประเด็นที่ใกล้ ม.112 เข้ามาหน่อย

ผมจะอธิบายประเด็นนี้ให้ง่าย ถ้าผมพูดให้ง่ายไม่ใช่ดูถูกผู้ฟัง แต่เพื่อประหยัดเวลาและเพื่อติดประเด็น จุดประเด็นให้พวกเราคิดเอา

ใน Concept อย่างพวกเรา ยิ่งผ่านระบบการศึกษามหาวิทยาลัยระบบตะวันตก เราอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีเชื้อมูลของตะวันตกนี้เยอะ “สัจจะ” หรือ ความจริงขั้นสุดท้ายในทางฟิสิกส์หรือวิทยาศาสตร์เรายังไปไม่ถึง การค้นคว้าวิจัยทำให้เรารู้มากขึ้นเพื่อสักวันเราจะได้รู้ถึงที่สุด นักประวัติศาสตร์บอกว่าอดีตมีมาก มีจิ๊กซอว์อยู่เต็มไปหมด เราต้องรู้จิ๊กซอว์ทีละชิ้นเพื่อที่สักวันเราจะต่อจิ๊กซอว์ครบทั้งอัน

แต่ในแนวคิดพุทธบอกว่า “สัจจะ”ค้นพบแล้ว “อกาลิโก” ไม่ได้แปลว่ายังอยู่ข้างหน้า แต่แปลว่าอยู่โน่นเมื่อ 2,500 ปีก่อน และยัง “อกาลิโก” จนทุกวันนี้ “สัจจะ” เจอแล้วนานแล้ว แต่เราทั้งหลายในปัจจุบันบุญไม่ถึง จึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ “สัจจะ” อยู่โน่นเราทั้งหลายเก่งอย่างไร ในห้องนี้เป็นศาสตราจารย์หมด คุณก็ยังไม่ถึง “Truth” อยู่ดี

ในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า “Truth” และ “Reality” เราแปลเป็นไทยว่าสัจจะความเป็นจริง ใน concept พุทธ การแปล “สัจจะ” มีคำที่ใช้มากกว่านั้นคือ “ธรรมะ” ซึ่งคำนี้ไม่สามารถแยก “Truth” ออกจาก “Reality” ได้ แต่ “ธรรมะ” มีเกรด หรือมีขั้นตามแต่ระดับบุญที่เราสามารถจะเข้าถึง ธรรมะมีอันเดียวแต่เราล่วงรู้ธรรมมะได้ในดีกรีที่ต่างกันตามบุญบารมีและความสามารถเราถึงได้บรรลุ ธรรมมีหนึ่งเดียวมีอันเดียว แต่ฝรั่งมี “Truth” กับ “Reality” ที่แยกกันและพยายามจะให้คำจำกัดความ

ผมยกเรื่องนี้เพราะระบบกฎหมายต้องอยู่กับเรื่องความจริง ผมถามว่าระบบกฎหมายไทยจะเอาความจริงอันไหน หมายความว่าระบบกฎหมายไทยเป็นระบบกฎหมายสมัยใหม่ แต่ถามว่าสังคมไทย Concept เรื่องความจริงแบบพุทธ “สัจจะ” หรือ “ธรรมะ”แบบพุทธหายไปหรือยัง ... ยัง ตอบแบบนักประวัติศาสตร์คือไม่มีอะไรในอดีตหายไปอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งมันอยู่กับเราโดยเราไม่รู้ตัว

ถ้าเป็นอย่างนั้น หมายถึงว่าคนที่อยู่ในวงการกฎหมาย กฎหมายหมิ่นประมาท อย่าลืมว่าเรื่องหมิ่นประมาทนั้นเป็นเรื่องพิสูจน์กันยาก หมิ่นประมาทต้องพิสูจน์ด้วยอะไรครับ มีสองอย่างที่ต้องพิสูจน์กัน หนึ่ง พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่จริง นี่พูดแบบตามตรรกะนะครับ ถ้าจริงต่อให้คำกล่าวนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายคนๆ นั้นก็ไม่ผิด อันที่สอง เสียหายไหม เสียหายมากขนาดไหน เช่น Public Figure เสียหายแค่นี้ไม่เป็นไร ไม่ใช่ Public Figure (บุคคลสาธารณะ) เสียหายแค่นี้ถือว่าผิด เพราะ Public Figure ควรจะต้องเจอความเสียหาย ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ไม่ใช่ Public Figure

เพราะฉะนั้นมี พิสูจน์ความจริง กับพิสูจน์ระดับความเสียหายนี่เป็นหลักกฎหมายหมิ่นประมาทโดยทั่วไป

ถามว่าเมื่อมาอยู่ในสังคมไทย 2 อย่างนี้พิสูจน์ลำบากแล้วนะ การพิสูจน์ระดับความเสียหาย พิสูจน์อย่างไร ศาลก็ต้องเชิญพยานคนที่หนึ่งมาถามว่า “คุณฟังข้อความนี้แล้ว คุณรู้สึกว่า จำเลยถูกละเมิดหรือไม่” แล้วก็ถามคนที่สอง “คุณฟังข้อความนี้แล้วรู้สึกว่าจำเลยถูกละเมิดหรือไม่” มันไม่มีวิธีพิสูจน์อื่น นี่พูดถึงในระบบสากลนะครับ ไม่มีวิธีพิสูจน์อย่างอื่น ยิ่งระบบลูกขุนยิ่งแล้วใหญ่ เพราะต้องเอาพยานมา ลูกขุนก็นั่งฟังแล้วถามใจตัวเองว่า ตกลงเราฟังแล้วมันละเมิดหรือไม่ละเมิดเพื่อจะตัดสินว่าเกิดการหมิ่นประมาทหรือไม่ แม้ดีกรีที่บอกว่า ถ้าเป็นจริง ก็แปลว่าไม่ผิด

ในโลกนี้หลักพิสูจน์ความจริง กับระดับของการละเมิดนี้ปะปนกันอยู่ตลอดเวลา มีสองเกณฑ์ในการพิจารณากฎหมายหมิ่นประมาท สิ่งที่เดฟเสนอก็คือว่า ในกรณีสังคมไทย ในเมื่อรัฐในไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ผู้มีอำนาจจะกลายเป็น Unquestionable ห้ามโต้แย้ง แปลว่า “ความจริง” ไม่ต้องการการพิสูจน์ เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าละเมิดหรือไม่ กฎหมายหมิ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เพราะไม่มีการพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ไม่มีการพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูด สิ่งที่เขียนจริงหรือไม่ พิสูจน์อย่างเดียวคือระดับของการละเมิด แถบระดับพิสูจน์ของการละเมิดโดยที่ตัวผู้ถูกละเมิดไม่สามารถมาบอกเองด้วยซ้ำไป เป็นการเดาว่าผู้ถูกละเมิด ถูกละเมิดขนาดไหน เป็นการเดาว่าประชาชนทั่วไปถูกกระทบความรู้สึก ในคำตัดสินคดีอากงใช่ไหมครับ ต้องประชาชนทั่วไปเลยนะและเดาด้วยนะ เพราะศาลไม่สามารถนำคน 60 กว่าล้านคนมาถามทีละคน อย่างน้อยศาลก็ไม่เคยถามผม ใช่ไหมครับ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศาลเรียกผิดคน หรือถามคนที่บอกว่า “ไม่รู้สึก” ศาลจะเอาโหวตไหม ว่าคนที่เรียกมา 10 คน 9 ชนะ 1, 8 ชนะ 2, 6 ชนะ 4 ... ไม่มีบรรทัดฐานใดๆในเรื่องเช่นนี้ทั้งสิ้น จึงเป็นการใช้เกณฑ์กฎหมายหมิ่นประมาทในภาวะที่ไม่ปกติที่ทำให้กลายเป็นปกติ

ผมกลับมาเรื่อง “พุทธ” ในสังคมเรา มีการใช้ความหมายของคำว่า “จริง” หรือ “ไม่จริง” ปะปนกำกวมกันไปจนน่าปวดหัวโดยที่เราไม่เคยสะสาง แต่ในที่นี้ไม่ได้พูดเพื่อให้สะสาง เพราะผมเชื่อว่าสะสางไม่ได้

สะสางไม่ได้ ทำอย่างได้อย่างเดียวคือกรุณา Aware ตระหนักแล้วอย่าจับใครเข้าคุกง่ายๆ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง และนี่คือหัวข้อเดิมที่ผมตั้งใจจะพูด แต่ว่าตลกๆ มาอยู่ในนี้ แค่นี้ก็แล้วกัน

คุณว่าพระไทยเล่นกีตาร์ไหม แต่ว่ากองเซ็นเซอร์เขาบอกว่าพระไทยไม่เล่นกีตาร์ รู้ใช่ไหมว่าเคสอะไร

เพราะฉะนั้นเมื่อหนังของคุณอภิชาติพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) มีพระเล่นกีตาร์ จึงต้องตัดฉากนั้นออก อะไรคือ Justification ที่ตัดฉากนั้นออก Justification ของกองเซ็นเซอร์ก็คือ เพราะพระไทยไม่เล่นกีตาร์ เมื่อกี้ผมถามว่าพระไทยเล่นกีตาร์ไหม พวกคุณบอกว่า ใช่ คุณคิดว่ากองเซ็นเซอร์ผิดหรือที่บอกว่าพระไทยไม่เล่นกีตาร์

ตัวอย่างที่สอง ในหนังเรื่องเดียวกันมีภาพหมอ รู้ใช่ไหมครับ ขออนุญาต เพื่อไม่ให้ประเจิดประเจ้อ เดี๋ยวจะไม่ได้โดนข้อหาหมิ่น จะโดนข้อหาอนาจาร หมอไทยเกิดความรู้สึก Sex ขึ้นมาเกิด Erection ฉากนั้นถูกตัดออก ผมถามจริงๆ เถอะ หมอไทยไม่มีความรู้สึกทางเพศหรือเปล่าฮะ คุณว่าหมอไทยมีความรู้สึกทางเพศไหม คุณว่าหมอไทยเคยเกิด Erection ไหม แต่กองเซ็นเซอร์เขาบอกว่าหมอเนี่ยไม่ควรมีภาพเกิด Erection คุณคิดว่ากองเซ็นเซอร์เขาผิดหรือ ตกลงเรากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย คิดซะ

ผมให้ตัวอย่างที่สาม แล้วเดี๋ยวคุณอาจจะนึกว่าสองตัวอย่างแรก เอาเข้าจริงเขากำลังพูดถึงความเป็นจริงคนละชนิดกัน ผมให้ Hint หน่อยหนึ่ง

เมื่อปี 1995 (2538) 15-16 ปีมาแล้ว อาจารย์ผ


ความตอแหลอันเป็นเอกลักษณ์ และ 1984 แบบไทยที่ Orwell ไม่รู้

ภาคต่อของการอภิปราย “เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน” โดยธงชัยพูดเรื่องภาวะ “Hyper Royalism” และภาวะตอแหลในสังคมไทย พร้อมอธิบายเรื่อง “1984 แบบไทยๆ” ที่ George Orwell ไม่รู้จัก 

เรื่องก่อนหน้านี้
ธงชัย วินิจจะกูล (1): เมื่อความจริง(นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน, 20 ธ.ค. 54

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ ได้จัดการเสวนาหัวข้อ “เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน” โดยมีผู้อภิปรายคือธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ดำเนินรายการโดย “ภัควดี ไม่มีนามสกุล” นักแปลและคอลัมน์นิสต์ โดยก่อนหน้านี้ ประชาไทได้นำเสนอส่วนหนึ่งของการอภิปรายของธงชัย วินิจจะกูล ไปแล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และต่อไปนี้เป็นส่วนต่อเนื่องของการนำเสนอโดยธงชัย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (หมายเหตุ: ข้อความในวงเล็บและคำเน้น เป็นการเน้นโดยประชาไท)

ธงชัย วินิจจะกูล

 "(George) Orwell ไม่เคยเจอสังคม 1984 ที่เป็นจริงนอกไปจากสังคมนาซี Orwell ไม่เคยเจอ 1984 แบบตะวันออก พูดง่ายๆ ว่า สังคมที่ใช้ Thought Control เป็นหลัก มันเวิร์คยังไงในความเป็นจริง Orwell ไม่เคยเจอ

ในกรณีของ 1984 ในสังคมไทย มีคนฉลาดมากมายที่ไม่ได้บิ๊กนัก ทั้งบิ๊กทั้งไม่บิ๊ก บิ๊กระดับพอสมควร ไม่บิ๊กที่สุด พร้อมจะปกปักรักษา 1984 หรือทำตัวเป็นคนสอดส่องพวกเราแทน มีคนพร้อมจะออกหนังสือเพื่อ Whitewash อยู่เป็นประจำ อยู่เต็มไปหมด พวกเขาจึงมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะเขียนงานวิจัย พิมพ์หนังสือ ทำตัวฉลาด ทำตัวเป็นผู้รู้ผู้ดีและเฉลิมฉลองไป ในขณะที่คนจำนวนมากทำอย่างนั้นไม่ได้ มีคนอย่างนี้เต็มไปหมด ไม่ใช่ Big Brother เท่านั้น

... ประเด็นหนึ่งที่เดวิดมองข้าม มองข้ามเลย แล้วผมไม่คิดว่าเขาผิด เพียงแต่ผมอยากจะหยอดให้เขาเพิ่ม ให้เขาคิด คือ เมื่อเขาอธิบายถึง Defamation Regime ที่เกิดขึ้นในภาวะที่ไม่ปกติที่กลายเป็นปกติบนรากฐานของวัฒนธรรมเกี่ยวกับการจัดการความจริงแบบพุทธเถรวาท เขาอภิปรายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สฤษดิ์ (ธนะรัชต์) ถึงปัจจุบัน โดยที่ไม่ได้แยกแยะอย่างชัดเจน โดยที่เขาอธิบายว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นแยะเป็นธรรมดา แต่มีอะไรไหมที่เป็นลักษณะเฉพาะและเป็นเงื่อนไขเป็นพิเศษในช่วงประมาณ 50 ปีนี้

สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่ม นี่เป็นส่วนของผมแล้วนะ ไม่ใช่หนังสือเล่มนี้ คือ ผมคิดว่าสังคมไทยมี Royalism เป็นปกติ แต่ภาวะที่ผมเรียกว่า “Hyper Royalism” เป็น “อีกภาวะหนึ่งซึ่งไม่ปกติที่กลายเป็นปกติ” ตรงนี้เป็นสิ่งที่เดวิดมองข้าม และเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ต้องการ Schmitt กับ Agamben (Carl Schmitt และ Giorgio Agamben) คุณต้องการความรู้ประวัติศาสตร์ไทยธรรมดาๆ

ผมเคยอธิบายแล้วในที่อื่นว่า 14 ตุลาฯ คือจุดเปลี่ยนผ่านให้อำนาจของ Monarchists ผมพูดถึง Monarchists มีตัว S ข้างหลังด้วยนะ เพราะฉะนั้นผมพูดถึง “พวกนิยมเจ้า” ทั้งหลาย ผมไม่ได้พูดถึงเจ้าด้วยซ้ำไป

ผมพูดทุกครั้ง เวลาพูดเรื่องนี้ต้องบอกว่า ตัวอย่างของพวกนิยมเจ้าที่ชัดเจนคือ พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) ถ้าคุณไม่เชื่อ ไปถามท่านดูว่าท่านนิยมเจ้าไหม ท่านก็ต้องบอกว่า “ท่านนิยมเจ้า”

14 ตุลา คือจุดพลิกผันที่พวกนิยมเจ้าขึ้นมามีอำนาจ ไม่ใช่เปรม ตอนนั้นไม่ใช่เปรม ผมยกตัวอย่างแค่นั้น มีคนอื่นเยอะแยะ มีทั้งที่เป็นเจ้า และไม่เป็นเจ้า กลุ่มนิยมเจ้าพยายามขึ้นมาเถลิงอำนาจนับตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2490 ร่วมมือกับกองทัพ ผมจะไม่อธิบายเพิ่มคุณไปหาอ่านเอง ตอนนั้นยังระหกระเหิน สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ภายในเวลาแค่ 4-5 ปี ก็ถูกเตะออกไป แต่ในระหว่างนั้นก็เริ่มต้น รวมถึงวางฐานทางความคิดซึ่งพัฒนาต่อมาในยุคสฤษดิ์ หรือหลังสฤษดิ์เป็นต้นมา ตั้งแต่ 2490 หรือ 2492 เช่น รัฐธรรมนูญที่บอกว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, มาตรา 8 ในปัจจุบัน, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีมาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่ามาปรับหนักในปี 2492 หรือไม่ กฎหมายเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สิน (ส่วนพระมหากษัตริย์) ก็ออกปี 2492

ดังนั้น ฝ่ายนิยมเจ้าช่วงนั้นกระทำการหลายอย่างถึงแม้ว่าจะถูก Kick out ตอนปี พ.ศ. 2495 เขาได้เริ่มทำอะไรบางอย่างแล้ว บางอย่างไม่ได้ถูกยกเลิกตามไปด้วย กฎหมายเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นต้นไม่ได้ถูกยกเลิก ออกมาในปี 2492 ให้สิทธิพิเศษ ข้อยกเว้นต่างๆ มากมาย และก็อยู่อย่างนั้นมา ถึงแม้ว่าอำนาจพวกเขาตกลง พวกเขาก็พยายามฟื้นมาใหม่ตั้งแต่ยุคสฤษดิ์ แล้วก็มาจนถึง 14 ตุลาฯ ซึ่งเป็นจุดพลิกผัน จุดพลิกผันอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้ฝ่ายเจ้ามีอำนาจอย่างเด็ดขาด ยังต่อรอง ยังปะทะ ขึ้นๆลงๆอยู่กับทหารพักใหญ่ๆ จนกระทั่งหลังพฤษภาทมิฬ 35 ถึงจะกุมอำนาจเด็ดขาด

เอาเป็นว่าประมาณแค่ 30–40 ปีนี้เองแหละ 50 ปี ที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามที่จะมีบทบาททางการเมือง ค่อนข้างสามารถพลิกผันได้นับตั้งแต่ 14 ตุลาฯ สุดท้ายแล้วตรงไหนที่บอกว่าสำเร็จจริง เหนือกว่าจริง ตรงนั้นไปเถียงกันเอง ผมเองกลับให้ความสำคัญกับจุดพลิกผันคือเมื่อ 14 ตุลาฯ

ผมอยากเรียกอันนี้ว่า “Royalist Democracy” สองคำนี้ในโลกภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Oxymoron” คือ “ขัดแย้งในตัวเอง” ช่างมัน ผมเองในแง่นักประวัติศาสตร์บางครั้งผมอยากได้คำพวกนี้ คือเวลาคนเขาแย้งเขาบอกว่า “คำพวกนี้ขัดแย้งในตัวเอง” แล้วในความเป็นจริงมันไม่ขัดแย้งในตัวเองหรือ ใช่ไหมครับ ผมคิดว่าความเป็นจริงในสังคมไทยก็มีสิ่งที่ขัดแย้งกันเองเต็มไปหมด ใครอย่าบอกว่าสังคมไทยไม่เดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ไม่ได้นะ 30-40 ปีมานี้เราเปลี่ยนไปเยอะในทางที่เป็น Democratization แต่ในภาวะเดียวกันนี้ ความนิยมเจ้า “Royalism” กลับเพิ่มสูงด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นการใช้คำว่า “Royalist Democracy” ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการคำที่ Consistency หรือ Logical ผมกลับคิดว่าเป็นคำที่อธิบายภาวะที่มันขัดแย้งในตัวเองของสังคมไทย แล้วถามว่าในความเป็นจริงในสังคม ที่เป็นอยู่ในสังคมนี้มันไม่ขัดแย้งในตัวเองหรือ ผมว่าเต็มไปหมดเยอะแยะ เราทุกคนมีเรื่องขัดแย้งเต็มไปหมด

มนุษย์ Humanity อย่างหนึ่ง คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรีบอกว่ามนุษย์ต้อง Consistent ... ผมว่ามนุษย์ไม่ Consistent คุณสุชาติหาคนที่ Consistent อย่าหาเลย มนุษย์ปกติไม่ Consistent ขนาดนั้น

คือในภาวะที่การเมืองที่ Royalist Democracy พยายามก่อตัว เพียงแค่จุดเริ่มต้น เขาเผชิญกับการท้าทายอย่างสำคัญที่สุด เมื่อปี 1975 (พ.ศ. 2518) เกิดอะไรขึ้น เกิดการคุกคามของคอมมิวนิสต์ ... พยายามอย่าคิดแบบเรา พยายามคิดแบบพวกนิยมเจ้า ไม่ใช่แต่เพียงขบวนการนักศึกษา ขบวนการฝ่ายซ้ายในประเทศไทยที่ Turn Left หรือ Turn Radical แต่สิ่งที่พวกเขาตกใจมาก ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะ สิ่งที่พวกเขาตกใจมากกว่าคือ “การปฏิวัติอินโดจีน” ทันทีที่เกิดปฏิวัติทุกคนพูดเลยว่าประเทศไทยเป็น “Next Domino”

ผมไม่รู้พวกเราจินตนาการได้ไหม เพราะการขอให้คุณจินตนาการเป็นเจ้า เหาอาจจะขึ้นหัว แต่พยายามนึกถึงว่าคุณเจอข่าวอย่างนั้นผมว่าคุณช็อก แล้วหลังจากเจอข่าวนี้ เมื่อมองดูในประเทศ พวกฝ่ายซ้ายอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เอเยนต์ของคอมมิวนิสต์อยู่ในประเทศไทย ถึงต้องออกรายการโฆษณาชวนเชื่อ ถึงต้องแต่งเพลง ถึงต้องอะไรต่ออะไรอย่างที่เรารู้จักกัน

กลัวคอมมิวนิสต์ ... แล้วมองย้อนมาจากปัจจุบันเราอาจจะบอกเป็นเรื่องตลก คอมมิวนิสต์ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว ทุกวันนี้ก็ล่มไปหมดแล้ว ตอนนั้นไม่ใช่อย่างนั้นครับ ตอนนั้นคอมมิวนิสต์มีสิทธิ์ที่จะโค่นสังคมไทย โค่นสังคมทุนนิยม เราอย่าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งมองจากฝ่ายนั้น เขาเชื่อว่ามันเป็นไปได้ พอเชื่อว่าเป็นไปได้เขาก็ต้องสู้

การใช้ Royalism สู้กับคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพิ่งคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2518 สังคมไทยใช้กษัตริย์นิยมสู้กับคอมมิวนิสต์มาอย่างน้อยๆ ตั้งแต่ประมาณต้น 1960 หรือถ้าย้อนจริงๆ อาจจะย้อนไปได้ไกลกว่านั้น คือท่ามกลางบรรยากาศที่จะสู้คอมมิวนิสต์ตั้งแต่หลังสงครามเย็น อ่านบทความของคุณณัฐพล ใจจริงดู สหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญก็คือ กษัตริย์นิยมและสถาบันกษัตริย์น่าจะเป็นปัจจัยทางวัฒนธรรมที่ใช้สู้กับคอมมิวนิสต์ได้ Effective (มีประสิทธิภาพ) ได้ลงมือเริ่มต้นอย่างนิดๆ หน่อยๆ ตั้งแต่ปลาย 1950 แต่มาลงมือจริงในปี ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505)

การใช้สถาบันกษัตริย์ และกษัตริย์นิยม ในการสู้กับคอมมิวนิสต์มีมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ช่วงพีคของสงครามของสงครามเย็นด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นพีคของสงครามเย็นในประเทศไทย ไม่ใช่ในโลกนะ ตอนนั้นในโลกเริ่มจะลง ก็คือว่าล่ม แต่ในประเทศไทยกลัวคอมมิวนิสต์กันสูงที่สุดตั้งแต่ประมาณปี 2518 เป็นต้นมา สิ่งที่เขาต้องสู้ก็คือยิ่งต้องเพิ่ม Royalism เข้าไปอีก ผมเรียกภาวะที่เพิ่ม Royalism เข้าไปนี้ว่า “Hyper Royalism”

“Hyper Royalism” ขอย้ำนะผมกำลังพูดถึง “Royalism” ผมไม่ได้พูดถึง Royal คนไหน นี่ไม่ใช่เพื่อเลี่ยงกฎหมาย แต่พูดตามความเป็นจริงว่า Hyper Royalism สามารถอยู่ในสมอง อยู่ในกิจกรรม อยู่ใน Ideology ของคนที่ไม่ใช่เจ้าได้ด้วยซ้ำไป Royalism ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับคนที่เป็นจ้า ต้องเป็น Blue Blood ไม่จำเป็น เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เพราะฉะนั้นผมกำลังพูดถึง “Ism” หรือพูดอีกอย่างหนึ่งผมกำลังพูดถึง “ลัทธิ”

ผมไม่ทราบว่าจะแปล “Hyper Royalism” นี้อย่างไร ผมเขียนเป็นบทความเมื่อการสัมมนาที่สิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นอาจารย์ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธุ์) เอาไปใช้บ้าง แต่หลายครั้งอาจารย์ก็ใช้เหมือนผมคือใช้ภาษาอังกฤษ เพราะถ้าผมแปลแบบชาวบ้านเลยผมไม่มันใจว่ามันถูก แต่มันสะใจ คือ “คลั่งเจ้า” ถ้าหากผมแปลให้ลิเกหน่อยเพื่อที่จะให้พวกเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่ถูกใจ และเผื่อคุณจะได้ช่วยผมคิด ก็คือ “กษัตริย์นิยมล้นเกิน”

000

“Hyper Royalism” หมายถึงอะไร ต้องอธิบายก่อนว่าผมเคยเขียนว่า Modern Monarchy คือสถาบันกษัตริย์สมัยใหม่มีลักษณะต่อไปนี้

หนึ่ง เป็นธรรมราชา พยายามบอกว่าตัวเองไม่มีด้านที่เป็นเทวราชา พูดอย่างให้ง่ายซึ่งไม่ถูกนัก แต่เอาเพื่อเข้าใจง่าย ก็เน้นด้านพระคุณ ไม่ใช่ด้านพระเดช ถ้าพูดอย่างให้ Strict (เคร่งครัด) แบบนักประวัติศาสตร์ผมไม่เคยคิดว่าธรรมราชากับเทวราชาในสังคมไทย ในสถาบันกษัตริย์ไทยในประวัติศาสตร์เป็นต้นมา แยกขาดจากกัน แยกไม่ได้ด้วยซ้ำไป ตรงนี้อธิบายแบบนักประวัติศาสตร์ได้

เพราะฉะนั้นคุณจะเจอว่า กิจกรรมอันหนึ่ง Mission หนึ่งของคุณอานันท์ (ปันยารชุน) ที่เที่ยวพูดทั่วโลก คือพยายามเน้นด้านที่เป็นธรรมราชาของสถาบันกษัตริย์ไทย ผมคิดว่านั่นคือการพยายามสร้าง Modern Monarchy แต่นั่นไม่ถูกต้องในประวัติศาสตร์ ในประวัติศาสตร์สองอย่างนี้ไม่เคยแยกกัน

ตัวอย่างของการเป็นธรรมราชา และเทวราชาที่คู่กัน ผมมีตัวอย่างให้ดูง่ายๆที่พวกเรารู้จักดี

หนึ่ง คุณจำประวัติพระเจ้าอโศกได้ไหมครับ? พระเจ้าอโศกนี่ถือเป็นโมเดลของสถาบันกษัตริย์แบบพุทธนะ ตามตำนาน จริงหรือเปล่าช่างมัน พระเจ้าอโศกต้องไปปราบคนเขาทั่วแล้วถึงค่อยกลายเป็นธรรมราชาใช่ไหมครับ คำตอบก็คือพระเจ้าอโศกต้องเป็นทั้ง 2 อย่าง โมเดลของกษัตริย์พุทธที่ดีต้องเป็นทั้ง 2 อย่าง

สอง ก็คือเจ้าชายสิทธัตถะไง ตอนเจ้าชายสิทธัตถะประสูตินี่ คำทำนายคืออะไรครับ? โหรพราหมณ์ทั้งหลายบอกท่านจะเป็นจักรพรรดิหรือไม่ก็เป็นพระพุทธเจ้า นั่นหมายความว่าในบุญบารมีของทารกคนนี้พระองค์นี้ บุญบารมีมากขนาดนี้ของทารกพระองค์นี้ สามารถจะเป็นจักรพรรดิก็ได้ สามารถจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้

ใน Concept แบบพุทธนี่อำนาจกับธรรมะไม่ได้ตรงข้ามกันนะ ฝรั่งต่างหากที่บอก “Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely” ใช่ไหมครับ Concept แบบพุทธแต่โบราณ “Power is virtuous.” คือ “อำนาจเป็นธรรม”

“Absolute power is Absolute virtue.” “อำนาจสูงสุดก็คือเป็นธรรมสูงสุด” นี่ผมไม่ได้ประชด Conceptพุทธแต่โบราณเป็นอย่างนั้น ฮินดูพุทธเป็นอย่างนั้น คนสมัยใหม่เท่านั้นแหละที่ดัดจริตอยากจะแยก 2 อย่างออกจากกัน แล้วก็บอกว่าพระองค์เป็นแต่ธรรมราชาไม่มีด้านที่เป็นเทวราชา นี่คือ Mission ของการสร้าง Modern Monarchy

ข้อสองคือต้องเป็น Popular Monarchy ไม่ใช่เพราะว่าสังคมไทยเป็นประชาธิปไตยแต่เพราะว่า Public sphere คือปริมณฑลสาธารณะกว้างขว้างใหญ่โตขึ้น สถาบันกษัตริย์จึงต้อง engage กับ public การ engage กับ public จึงทำให้มีลักษณะเป็น Popular หรือ Populism ในลักษณะดีกรีต่างๆกัน อันนี้เป็นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว

อันที่สาม ต้องเป็น Royal Capitalism ก็คือไม่มีสตางค์อยู่ไม่ได้ ง่ายแค่นั้นเอง

อันที่สี่ สุดท้ายแล้ว หลัง 2475 คือต้องอยู่เหนือการเมือง Modern Monarchy นะครับ ความเป็นจริงเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เราจะเข้าใจว่าความเป็นจริงแปลว่าอะไร แต่ Modern Monarchy ของไทยคือภาวะ Royalism ตามปกติ “Hyper Royalism” เป็นภาวะ Royalism ที่ยิ่งกว่าปกติ มีลักษณะต่อไปนี้ ... มีอีกคำที่ผมแปล Hyper Royalism แปลว่าลัทธิกษัตริย์นิยมแบบเว่อร์ก็ได้ ง่ายๆ นะครับ

000

Hyper Royalism ลักษณะต่อไปนี้

หนึ่ง การเป็น Royalism แบบหนักหน่วงขึ้น แบบมากขึ้น แบบหนักหนามากขึ้น ดูจากอะไรครับ คุณกลับไปหาข้อมูลง่ายนิดเดียว ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์หรือเผลอๆ วิกิพีเดียอาจจะมีด้วยซ้ำไป ผมไม่แน่ใจนะ ผมเดาเล่นๆ จำนวน ขนาด และความถี่ของพิธีการเฉลิมฉลองทั้งหลายที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แทบทั้งหมดเป็น “Invented Tradition” (ประเพณีประดิษฐ์) แล้วคุณจะพบว่าทั้งจำนวน ขนาด ความถี่ ผมอุตส่าห์ไม่ใส่งบประมาณนะครับ มันเว่อร์ขึ้นทุกที การพูดอย่างนี้นี่ผมมั่นใจว่าไม่ผิดกฎหมายเพราะผมกำลังว่าคนที่จัดงานเหล่านี้

คุณกลับไปดู Fact ธรรมดา วันแม่เกิดเมื่อไหร่? 2519 ครับ วันแม่เกิดขึ้นครั้งแรกนานมาแล้วสมัยจอมพล ป. (ป. พิบูลสงคราม) ก็มี ใช้วันแม่ตามสากล วันแม่ที่เป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระราชินีครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2519 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ถึง 2 เดือน

หลังจากนั้นมีการเฉลิมฉลองพิธีอภิเษกของฟ้าชาย หลังจากนั้นวันพ่อมาปี 2523

หลังจากนั้นงานใหญ่อันหนึ่งที่ผมเองยังไม่แน่ใจ เป็นเรื่องที่ต้องคิดอีกที แต่ผมคิดว่า Trigger การเฉลิมฉลองอย่างเรียกว่ามโหฬาร พูดง่ายๆ ว่าวันพ่อวันแม่ครั้งแรกก็ฉลองแต่ยังไม่สาหัสสากรรจ์นัก รายการที่สาหัสสากันและเป็น Pattern คือการสมโภช 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

หลังจากนั้นมาคุณก็จะมีครบ ครบ 10 ปี ครบรอบ แค่เฉลิมพระชนม์พรรษาคุณนับไป ครบ 10 หรือครบ 12 นี่ คุณนับให้หมดนี่นับทั้งแบบ 10 นับทั้งแบบ 12 คือทั้งฝรั่งทั้งจีนนะ คุณจะเจอว่ามีเท่าไหร่ แล้วไหนจะมีอะไรนะครับ ผมเรียกไม่ถูกนะครับ รัชดาภิเษก กาญจนาภิเษก ไหนจะมีอย่างนี้อีกเยอะแยะนะครับ

เรื่องเหล่านี้นี่สมัยโบราณเขาไม่ทำนะหรือมีไม่กี่อย่างที่ทำ แล้วส่วนใหญ่เวลาทำมันไม่เป็น Public ritual เพราะของเหล่านี้ไม่ใช่ Public ritual พิธีกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องของเจ้า ประชาชนอย่างเราไปเกี่ยวอะไรด้วย สมัยนี้ต้องเป็นอย่างนั้น

สอง คือความศักดิ์สิทธิ์ Hyper Royalism ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือศักดิ์สิทธิ์ ไม่กี่วันก่อน อ.สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) โพสต์และมีคนส่งมาให้ผมอ่าน บอก Max Weber บอกว่ายิ่งเป็นสมัยใหม่ยิ่งควรจะ Rational และ Secular ... ไม่เห็นจริงเลย

อ.สมศักดิ์พูดถูกนะครับผมขอเติมแค่ว่าเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาเขาสังเกตมาประมาณ 20 กว่าปีแล้ว นักมานุษยวิทยาเขาอธิบายแล้วหลายคน เริ่มต้นจาก... ใครรู้จัก Jean Comaroff และ John Comaroff ที่อธิบายเรื่อง Occult (เวทย์มนต์) ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ แล้วมีการศึกษาพิธี Occult คือลัทธิพิธีที่เป็น Magic พวกนี้ เกิดขึ้นเยอะมากในโลก ยิ่งเป็นทุนนิยมยิ่งเป็น Neo-Liberal ยิ่งเกิด Occult

Weber ผิด ทุกคนเห็นกันทั้งโลกแล้ว ในอเมริกาคุณดูสิยิ่งเป็นศาสนาจัดเข้าไปใหญ่เลย จะอธิบายอย่างไร นักมานุษยวิทยาได้อธิบายเรื่องนี้ ในกรณีสังคมไทย Christine Gray อธิบายไว้ในวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษเมื่อปี 1986 ว่ายิ่งเป็น Capitalism สถาบันกษัตริย์ดีลกับเรื่องนี้อย่างไร คำอธิบายของ Christine Gray ถ้าจะสามารถสรุปสั้นๆ 2 ประโยคแค่นั้นเองแปลว่าอะไรเดี๋ยวคุณไปคิดกัน ก็คือว่าเพราะพิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ถูก Commodify และเพราะความกินดีอยู่ดีถูกทำให้กลายเป็น Magic เขาบอกปัจจัย 2 อย่างนี้รวมกันทำให้เกิด Occult ของโลกทุนนิยม ในกรณีของสังคมไทยปรากฏในรูปของ Royalism

แต่ Christine Gray ไม่ได้อธิบาย Hyper Royalism คือภาวะเว่อร์ Peter Jackson อธิบายไว้ในบทความบทแรกของหนังสือเรื่อง “Saying the Unsayable” (Saying the Unsayable Monarchy and Democracy in Thailand) ออกมาเมื่อปี-2 ปีนี้เอง

บทความบทแรกของ Peter Jackson อธิบายเรื่องนี้ เขายังพยายามอธิบายด้วยการใช้ว่าสัดส่วนหรือระดับของ “เทวราชา” และ “ธรรมราชา” มีมากน้อยต่างกันอย่างไร ขึ้นและลงอย่างไร ผมไม่ค่อยชอบอย่างนี้ แต่ไม่เป็นไร แต่ประเด็นใหญ่คือ Peter Jackson พยายามอธิบายภาวะที่ยิ่งเกิดความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ผมว่าน่าอ่าน แล้ว Peter Jackson ใช้ Christine Gray เป็นฐานในการอธิบายหลายอย่างเช่นเดียวกับ David Streckfuss นะครับ ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์นะครับ

อันที่สาม ลักษณะของ Hyper Royalsim “ลัทธินิยมเจ้าแบบเว่อร์” ผมต้องเน้นคำว่าลัทธิ เพราะคำว่าลัทธิเป็นศัพท์บาลีเก่า แปลว่ามิจฉาทิฐิ เหมือนที่เขาใช้เรียกว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิบริโภคนิยม ... เวลาเป็นความเชื่อที่ผิดนี่เขาเรียกว่าเป็นลัทธิ ในความเห็นของผม ผมไม่กระดากใจที่จะบอกว่าการเว่อร์ Royalism แบบเว่อร์นี่เป็นลัทธิชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะในทางวิชาการหรือในทางการเมืองผมคิดว่าพูดได้เต็มปากว่าเป็นลัทธิชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าบรรดาพวกเชียร์เจ้าเหล่านั้นกรุณาอธิบายหน่อยว่าพวกคุณไม่ใช่ลัทธินี่อย่างไร

คุณสมบัติประการที่สาม ก็คือ ผมเริ่มจากภาษาอังกฤษพวกนี้นะ ขออภัย เพราะว่าส่วนหนึ่งคือผมคิดอย่างนั้น กับอย่างที่สองผมยังหาคำแปลถูกใจไม่เจอ

คุณสมบัติที่สาม คือ “Hyperbolic Exaggeration” คือการ... (ผู้ฟัง: เว่อร์) เว่อร์ ไปๆ มาๆ มันก็เว่อร์อยู่ดี คือมันไม่รู้จะหา ... คำว่าเว่อร์มันคงเกินไปหน่อย

ในที่นี้ผมหมายถึงอะไร? หมายถึงง่ายๆ คือสิ่งที่หลายคนพูดกันอยู่ทั่วไปในสังคมไทย ไม่ใช่แต่เพียงคนที่มีความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ คนรักเจ้าก็พูด ปรากฏการณ์ความ Hyperbolic ก็คือปรากฏการณ์ทำให้คนนั้นคนนี้จำนวนมากเหนือมนุษย์ คงไม่ต้องอธิบายนะครับ มีความสามารถสารพัด แตะอะไรก็เป็นทอง ใช่ไหมครับ ถ้าคุณเป็น Royalsim ปกติคุณไม่ต้องทำให้เจ้าแตะอะไรก็เป็นทองหรอก เจ้าก็เป็นเจ้าเขาก็เหนือมนุษย์อยู่แล้วคุณจะทำให้อะไรมากกว่านั้นครับ

นับจำนวนปริญญาบัตรนี่ ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้นะ จำนวนอาคารสถานที่ที่ตั้งชื่อทั้งหลาย ผมคิดว่าอาการเหล่านี้ อย่าลืมนะคือคนทำคือคนอย่างเรา คือชาวบ้าน คือราชการ คือรัฐ นี่เราก็ไม่ได้กำลังวิจารณ์เจ้าเลย ผมพูดถึง Hyper Royalsim ไม่ได้พูดถึงเจ้าพระองค์ไหน แต่เป็น Ism เป็นลัทธิ ที่อยู่ในสังคมไทย

Hyperbolic คือทำให้กลายเป็น คุณนึกเองแล้วกัน ซึ่ง Royalism โดยปกติโดยไม่จำเป็น แต่นี่คือ Hyperbolic คือ Hyper Royalism นะครับ

แล้วก็อันที่สี่ ก็คือว่า Hyper Royalism ต้องมี Public เกี่ยวข้อง ที่ผมพูดถึงนี่คือความหมายกว้าง ราชการ หน่วยงานรัฐ ไม่ใช่เจ้าทำเอง อาจจะมีบางอย่างเจ้าทำเอง มีบางอย่างที่ไม่ใช่เจ้าทำ ไม่ใช่เจ้าริเริ่มด้วยซ้ำไป เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ผมไม่ได้กำลังบอกว่าเป็นความตั้งใจ เจตจำนงภายในของเจ้าพระองค์ไหน เพราะฉะนั้นการที่ Public Participate ก็คือว่าไม่ใช่รัฐ แต่คนที่เป็นราชายิ่งกว่าราชาเองนี่เต็มบ้านเต็มเมืองกันไปหมด คำของอาจารย์กิตติศักดิ์ (ปรกติ) ใช่ไหมครับ วันก่อนพูดในรายการตอบโจทย์

คุณดูหนังสือต่างๆ ที่อยู่บนแผงสิ จะบอกว่าหนังสือบนแผงเกิดจากเจ้าสั่งให้เขียน ... ไม่ใช่ เขียนกันเองหาเงิน หาหน้า หาเหรียญตรา ภาวะเว่อร์อย่างนี้แต่ก่อนไม่เกิดนะฮะ 20-30-40 ปีมานี้เกิด

การที่ Public จะ Participate ได้นี้ เพราะ Royalism ถูก Commercialized ปรากฏการณ์นี้จึงไม่เกิดในยุคของ Royalism ในยุคที่เกิดทุนนิยมหรือการเป็นการค้าไม่สูงเหมือนปัจจุบัน มันเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันเพราะมันถูก Commodified การ Engage ของ Public ได้จึงเกิดขึ้นจากการที่มันมีช่องให้เข้าไปร่วมได้ในการผลิตที่กลายเป็นสินค้า กับสองคือ สื่อมวลชน คุณโปรดสังเกตว่า การเกิดเติบโตของ Royalism และอย่างหนักเลย ควบคู่ ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะนะ แต่มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของทีวี

Hyper Royalism เติบโตไปคู่ขนานไปกับการเปลี่ยนแปลงของระบบโทรคมนาคมการสื่อสารฝ่ายเดียว ที่สำคัญจึงได้แก่ ทีวี

ผมยังไม่กล้าคิดถึงอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เพราะกลัว แต่ขอคิดอีกหน่อยมันยังมีอะไรหลายๆ อย่างต้องคิด แต่ทีวีนี่ชัดเจนเหมาะสมอย่างยิ่งแก่การขยายตัวของ Hyper Royalism เพราะมันทั่วถึงบ้าน เห็นภาพ สมจริงและข้างเดียว ถ้าขาดคุณสมบัติเหล่านี้ มันไม่เกิด Effectiveness มันไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทั่วถึง ไม่ข้างเดียว ต้องทั่วถึง สมจริงด้วย และข้างเดียว ใช่ไหมครับ ถ้าไม่เห็นภาพไม่สมจริงจะทำให้เกิดจินตนาการลำบาก “ทั่วถึง สมจริง ข้างเดียว” ทีวีจึงมีความสำคัญมากในช่วงการขยายตัวของ Hyper Royalism ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา

ประการสุดท้ายของ Hyper Royalsim ก็คือว่า แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาสี่ประการข้างต้นนั้น ต้องไปควบคู่กับการปราบปรามคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก

ผลของมันคืออะไร ผลของที่กล่าวมาทั้งหมด “สภาวะยกเว้น” “Defamation Regime” “Hyper Royalism” ในความเห็นของผมเกิดระบอบทางสังคม การเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ปกครองด้วยอุดมการณ์ ปลูกฝังยัดเยียดหรือบังคับอุดมการณ์ และการ Control ทางความคิด แต่ในสังคมไทยไม่ใช่ เผด็จการสุดกู่อย่างพม่า อย่างเกาหลีเหนือ เอาแล้วสิ แล้วมันเวิร์คอย่างไร ตรงนี้ผมเองก็ฝากให้คิด

ผมไม่ได้ไม่กล้ายืนยันสิ่งที่ผมเสนอที่บอกแล้วว่าผมคิดมานาน สุดท้ายผมก็ต้องคิดต่อ ไม่ใช่ว่าผมมีข้อสรุป

ประเด็นตรงนี้ก็คือว่า ผมตั้งคำถามกับตัวเองมานาน หลายเรื่อง อีกเรื่องที่จะตั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็คือว่า ขออภัยนะถ้าสิ่งที่ผมพูดต่อไปนี้ ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่าน่าเกลียดมาก สเกลหรือขนาดของการฆ่ากันในสังคมไทย ไม่ใหญ่

ก่อนอื่นต้องขออภัยเพราะผมคิดว่า หนึ่งคนก็ใหญ่พอแล้ว แต่เราก็กำลังจะพูดถึงในทางที่เราจะถอยตัวห่างออกมาหน่อยเทียบกับอีกหลายสังคม สเกลการฆ่ากันในสังคมไทย ไม่ใหญ่ ขอย้ำนะครับ หนึ่งคนก็มากเกินไปแล้ว เรากำลังพูดถึงการทำงานในสังคมอย่างไรถึงต้องใช้การฆ่ามาก ไม่มากนี้ ผมคิดว่าสังคมไทยการคอนโทรลด้านหลักไม่ใช่การฆ่า ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ A rule by ideology and thought control หรืออยากจะบอกว่า พูดในประสาคนรักเจ้าคือ “ควบคุมด้วยความจงรักภักดี” เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำให้คนจงรักภักดี แล้วคุณคอนโทรลไม่ให้คนไม่จงรักภักดีคุณก็ไม่ต้องฆ่า ถ้าคุณยอมทำให้คนยอมสยบต่ออำนาจรัฐ และไม่ล่วงละเมิดและคิดกบฏต่ออำนาจรัฐ คุณก็ไม่ต้องฆ่า

เหตุที่เรามีการฆ่ากันน้อย โดยเปรียบเทียบ หนึ่งคนก็มากแล้ว แต่ถ้าเทียบกับหลายที่ สเกลเราไม่ใหญ่ มีหลายปัจจัย ผมไม่ได้บอกว่านี่มีปัจจัยเดียวนะฮะ ผมจะพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งว่ามีปัจจัยอะไรบ้างแต่ไม่ใช่ที่นี่ แต่ปัจจัยหนึ่งผมคิดว่าด้านหลักของการคอนโทรลเราใช้ Thought control เราใช้ Ideology

สิ่งที่เขาทำก็ถือว่าฉลาดด้วยนะ ซับซ้อนมาก ไม่คอนโทรลทุกเรื่องแต่คอนโทรลจาก ... จุดนี้เป็นจุดที่ผมฝากไว้ ผมอาจจะผิดแต่ผมคิดว่าน่าจะถูกเยอะแล้วแต่ว่าต้องการการศึกษา ต้องการคนที่ช่วย ... ก็คือ คอนโทรลในเรื่องที่กระทบต่อเรื่อง Social Order ระเบียบทางสังคมสำคัญๆ จำนวนหนึ่ง

เวลาพูดเรื่องนี้คุณอาจจะคิดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ ใช่แน่นอนฮะ แต่มีอย่างอื่นด้วย ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอะไรมีเรื่องเกี่ยวกับ “รัฐ” ไง “อำนาจของรัฐ” การที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐได้ขนาดไหน ไปจนถึงเรื่องที่เราพูดยกตัวอย่างเมื่อกี้เป็นเรื่องตลกๆ การพูดว่าพระเล่นกีตาร์ได้หรือไม่ หมอมีความรู้สึกทางเพศได้หรือไม่ คุณอาจจะนึกไม่ถึง แต่ผมว่าจุดนี้เป็นจุดที่จะคุณต้องคิด จะอธิบายแค่ไหนว่าบางเรื่องเขาไม่ต้องคอนโทรล เขาปล่อย บางเรื่องต้องคอนโทรลว่าไม่ให้ละเมิด มันไม่ใช่สักแต่เพียงว่า (คอนโทรล) เรื่องผู้มีอำนาจอย่างเดียว ผมคิดว่าไม่ง่ายแค่นั้น แต่ตรงนี้ผมขอทิ้งไว้ว่าขอเก็บไปคิดอีกทีว่าจะอธิบายอย่างไรว่าเรื่องบางเรื่องที่ดูเล็กก็ถูกคอนโทรล

ยกตัวอย่างเช่นความรู้ทางประวัติศาสตร์ “เขาคอนโทรลแต่ไม่คอนโทรล” ผมจึงพูดได้แต่ไม่ทีทางไปปรากฏในหนังสือเรียน ใช่ไหมฮะ แค่นี้ตัวอย่างให้เห็นเลยว่ามันไม่ได้ง่ายเพียงแค่ว่า “ห้าม” กับ “ให้” แต่อะไร “ห้าม” อะไร “ให้” นี้ อธิบายอย่างไรว่าแค่ไหน “ห้าม” แค่ไหน “ให้” เรื่องเหล่านี้ผมขอทิ้งไว้ทั้งหมดว่า ผมขอค่อยๆ คิด แต่จะพยายามอธิบายว่า นี่คือจุดที่ผมคิดว่า (เดวิด) สเตร็คฟัส ไปไม่ถึงแล้วผมอยากจะเห็น เพราะว่าถ้าจะมีใครคิดถึงเรื่องนี้ได้นี่ เขาน่าจะเป็นคนหนึ่งที่คิดถึงเรื่องพวกนี้ได้ เพราะเขามีฐานการเข้าใจเรื่องการจัดการ Truth มาอย่างไร

“Defamation Regime” จึงไม่คอนโทรลทุกเรื่อง ไม่คอนโทรลทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เกาหลีเหนือ ไม่ใช่ในพม่า ไม่ใช่ในนาซี และไม่ใช่ 1984 ของ Orwell (George Orwell) ต่างกันนะแต่เดี๋ยวจะบอกมีเรื่องหลายอย่างที่กลับร่วมกัน

ตรงนี้ผมก็เอาแค่ว่าผมไม่รู้หรอกว่าอะไรคือ “คอนโทรล”/“ไม่คอนโทรล” ทิ้งไว้แค่นี้นะ

ผมจะอธิบายต่อไปว่า เดวิด สเตร็คฟัส (David Streckfus) อธิบายการคอนโทรลในตัวอย่างสามอัน ซึ่งเขาใช้วิธียกตัวอย่าง สุดท้ายสามารถจะสร้าง Pattern สรุป Pattern ได้ไหมว่า “คอนโทรล” อะไร “ไม่คอนโทรล” อะไร เขายกตัวอย่าง 3 เรื่องนะครับ ก็คือข่าว ฟิล์ม ประวัติศาสตร์ ดูบทที่ 12 การจัดการกับ Truth ที่อยู่ในข่าว Information และ News ที่อยู่ใน Art, Film ที่อยู่ใน History โดยเขาใช้วิธีอธิบายว่าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ แต่แน่นอนเขายังไม่ได้สรุปกฎเกณฑ์ออกมา ผมถึงบอกว่าถ้ามีใครจะพออธิบายเรื่องนี้ได้คนที่ใกล้หน่อยก็น่าจะเป็นสเตร็คฟัส แต่ผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้ต่อให้สเตร็คฟัส คนเดียวคงไม่พอ คงต้องมีคนช่วย

เพราะฉะนั้น ภาพใหญ่ของระบบที่ปกครองด้วย Thought Control นี่มี 2 ด้าน ด้านหนึ่ง Ideological Indoctrination คือการปลูกฝังทางอุดมการณ์ และด้านที่สองคือการใช้ Social Sanction ภาษาไทยเขาแปลว่าการใช้การจัดการควบคุมทางสังคม ซึ่งในกรณี Social นี้ผมรวมถึงอำนาจรัฐด้วย คือในแง่หนึ่ง Positive บอกว่าอะไรควรทำ อีกด้านหนึ่งบอกว่าอะไรอย่าทำ ใช้ทั้ง 2 อย่าง

000

ผลคืออะไร? ในความเห็นของผม ผลคือต่อไปนี้ครับ

หนึ่ง สังคมไทยปัจจุบันในความเห็นผมเป็นสังคมที่เหลือเชื่อในเรื่องความตอแหล

อันนี้อย่างซีเรียสนะ ผมคิดอยู่นานคำว่า ... ผมรู้จักคำว่าตอแหลอย่างที่พูดกัน แล้วผมคิดถึงคำนี้ในภาษาอังกฤษ แล้วสุดท้ายผมมานึกว่าคำภาษาอังกฤษคำนี้เผลอๆ คำที่น่าจะอธิบายตัวย