"กษิต ภิรมย์" ถวายรายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ กรณีเยอรมันอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง

Posted by KwamRak on 19.2011 News

"กษิต ภิรมย์" ถวายรายงานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ กรณีเยอรมันอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง

ที่มา ประชาไท

กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี เพื่อถวายรายงานการดำเนินการทางการทูตและกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานมิวนิค เผยอธิบดีกรมการบินพลเรือนเตรียมเบิกความต่อศาล 18 ก.ค. นี้

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ รายงานข่าววันนี้ (18 ก.ค.) โดยพาดหัวว่า "รัฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย" โดยมีรายละเอียดดังนี้

รัฐมนตรีว่าการฯ ถวายรายงานความคืบหน้ากรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย

18 กรกฎาคม 2554 15:30:21

เช้า วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ที่ท่าอากาศยานแฟรงเฟิร์ต เยอรมนี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เพื่อถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการทั้งทางด้านการทูตและทางด้านกฎหมาย กรณีศาลเยอรมนีมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินรัฐบาลไทย ซึ่งนำไปสู่การอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าอากาศยานนครมิวนิค ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พบหารือกับรักษาการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาง Cornelia Pieper) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี (นาย Werner Hoyer) ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งและย้ำถึงความละเอียดอ่อนของการดำเนินการของฝ่าย เยอรมนีในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่มีการอายัดเครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ มิใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย จึงจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันหาทางแก้ไขโดยทันที โดยพิจารณาถึงประเด็นความสำคัญทางการเมืองและกฎหมายควบคู่กัน ซึ่งทางฝ่ายเยอรมนีรับทราบข้อห่วงกังวลของไทยและเห็นพ้องว่าไม่ควรให้เรื่อง ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจที่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้อง พระยุคลบาท

2. สำหรับการดำเนินงานด้านกฎหมายนั้น คณะทำงานด้านกฎหมายของไทยนำโดยอัยการสูงสุดพร้อมด้วยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและ กฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมตามที่ศาลร้องขอ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและรูปถ่าย พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของหลักฐานของทนายความของบริษัท Walter Bau และจะมีการเบิกความต่อศาลโดยอธิบดีกรมการบินพลเรือน ในวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2554 นี้

 

ที่มา: เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

Posted by KwamRak on 15.2011 News

“กษิต” บินไปเยอรมันเพื่อแก้ปัญหาถูกอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ

กษิต ภิรมย์” จวกเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการที่ บ.วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ เผยเตรียมไปพบรัฐบาลเยอรมันเพื่อแสดงความกังวล พร้อมยื่นศาลเพื่อให้ถอนอายัด เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินรัฐบาลไทย ยันไม่คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมัน

กษิต” แถลงเยอรมันอายัดเครื่องบิน-ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงกรณีที่ บ.วอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี ซึ่งถือหุ้นใน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ อายัดเครื่องบินไทยซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินนครมิวนิก โดยในเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานด้วยว่า นายกษิต ระบุว่า เยอรมนีดำเนินการอายัดเครื่องบิน ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย ถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง หลังจากที่ทราบข่าวว่า เยอรมนีได้อายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ ในวันที่ 12 ก.ค.54 ทาง นายจริยวัฒน์ สันติบุตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ได้ประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีทันที และตนได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้มีภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็ร้อนใจ และมีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี โทรศัพท์ถึงตน โดยตนได้แจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ตนและคณะ จะเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจามีเป้าหมายสูงสุดให้ถอนอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์โดยเร็วที่สุด

 

เปรยไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวระหว่างไทย-เยอรมัน เล็งห้าม จนท.วอเตอร์บาวน์เข้าไทย

นายกษิต กล่าวว่า ทางการไทยได้ยื่นเอกสารแสดงทะเบียนความเป็นเจ้าของเครื่องบินดังกล่าวไปยัง เยอรมนีแล้ว และมีสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมดำเนินการทางกฎหมายให้กับฝ่ายไทย โดยขอยืนยันว่า เรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพระองค์ แต่การดำเนินการของเยอรมนีเช่นนี้ เป็นความเป็นพลาดอย่างใหญ่หลวง และไม่อยากให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่มีต่อความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี นอกจากนี้ ได้มีการรายงานต่อสำนักราชเลขาธิการ โดยนายกษิต ประกาศไม่ให้ นายเวอร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายล้มละลายของบริษัทวอเตอร์บาวน์ เข้าประเทศไทยอีก

 

กษิตโทษเป็นเพราะ บ.เยอรมันฟ้องรัฐบาลทักษิณ หลังขวางไม่ให้ขึ้นค่าผ่านทางโทรลล์เวย์

ด้าน สำนักข่าวไทย ยังระบุด้วยความเห็นของกษิตด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับ บ.วอลเตอร์ บาว ที่ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมให้ขึ้นค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน

โดย บ.วอลเตอร์ บาว ได้ดำเนินการตามกระบวนการตามอนุสัญญานิวยอร์ก ว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2552 จนล่าสุด มีผลตัดสินของศาลเยอรมนีออกมา วันที่ 11 ก.ค. 2554 ยืนยันผลการชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ราชอาณาจักรไทยชดใช้เงิน เป็นจำนวน 30 ล้านยูโร และดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน โดยมีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2549 เนื่องจากไทยผิดพันธกรณี ทำให้ฝ่ายเจ้าทุกข์สามารถบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหาย

แม้ บ.วอลเตอร์ บาว จะล้มเลิกกิจการไปแล้ว แต่ได้มอบหมายทนายความเป็นผู้จัดจำหน่ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน บ.ดอนเมืองโทลล์เวย์ จึงมีการอายัดเครื่องบินดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไทยได้รับทราบเรื่อง เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เวลา 02.00 น. และได้เริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง” นายกษิตกล่าว

 

เผยเตรียมเดินทางไปเบอร์ลินเพื่อถอนอายัด ต่อสู้ทางกฎหมาย

นายกษิตกล่าวว่า รัฐบาลได้ยืนยันเรื่องดังกล่าวผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และส่วนตัวได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการไปถึงรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่อเมริกา ก็ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงโทรศัพท์มาประสานงานแล้ว คืนนี้ตนและคณะจะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อพบรัฐบาลเยอรมนี แสดงความกังวลและไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เป้าหมายแรกที่รัฐบาลจะดำเนินการ คือ การถอนอายัด และเตรียมการต่อสู้ในเรื่องกฎหมายต่อไป เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของฝ่ายเจ้าทุกข์ต่อกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี ซึ่งที่ผ่านมาในการไต่สวน ไม่เคยเรียกฝ่ายไทยไปชี้แจง ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่ได้คิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเยอรมนี เราเคารพกระบวนการของเขา เหมือนกับที่เคารพของเรา และหวังว่าเมื่อศาลได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว จะพิจารณาโดยเร็วที่สุด” นายกษิตกล่าว และว่า ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว

"กษิต" พูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่สหรัฐอเมริกา

Posted by KwamRak on 15.2011 News

"กษิต" พูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ที่สหรัฐอเมริกา

รายงานจาก "นิวยอร์กไทมส์" เกี่ยวกับเรื่องความเปลี่ยนแปลงของไทยในประเด็น “บทบาทสถาบันกษัตริย์” จากคำกล่าวของ "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศของไทย ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกิ้นส์ สหรัฐเมริกา  

แปลและเรียบเรียงจากบทความ “Thai Official Broaches Taboo Topic: Role of the Monarchy” เขียนโดย Seth Mydans หนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 14 เมษายน 2010 http://www.nytimes.com/2010/04/15/world/asia/15thai.html
เสียงของกษิต ภิรมย์
http://www.sais-jhu.edu/news-and-events/index.htm#kasitrecording%20of%20speech

นิวยอร์คไทม์ส-เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลไทยกันตัวเองให้มีระยะห่างจากคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งบรรยายถึงภาพความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน ในฐานะที่สังคมกำลังก้าวไปข้างหน้าจากสิ่งต่างๆ และยังนำมาซึ่งการเริ่มถกเถียงถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “เรื่องต้องห้าม” เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันกษัตริย์ของประเทศไทย

“รัฐบาลไม่มีความเห็นต่อคำพูดดังกล่าว” ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาลกล่าว “มันไม่ใช่นโยบายทางการ มันเป็นคำพูดส่วนบุคคล” 

กษิต ภิรมย์ กล่าวในการปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอบกิ้นส์ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในปัจจุบันในประเทศไทยว่าเป็น “ประสบการณ์ที่เจ็บปวด” ซึ่งเป็น “ส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสังคมที่เปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” 

เขากล่าวอีกด้วยว่า  “เราควรจะมีความกล้าหาญพอที่จะก้าวผ่านเรื่องต่างๆ ทั้งหมด แม้แต่การพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อันเป็นเรื่องต้องห้ามก็ตาม” เขาเพิ่มเติมอีกว่า “ผมคิดว่าเราต้องพูดเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และเรื่องที่ว่าสถาบันกษัตริย์อาจจะต้องปฏิรูปตัวเองอย่างไรในโลกโลกาภิวัตน์สมัยใหม่”

จากการบรรยายของเขาในสถาบันวิชาการของสหรัฐ กล่าวได้ว่า มันเป็นมุมมองเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของไทยซึ่งได้ถูกฉุดให้จมดิ่งจากปัญหาการเมืองและการแข่งขันกันกำหนดวาระต่างๆ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในการเผชิญหน้ากันเป็นระลอก อันเป็นการเปิดให้เห็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างชนชั้นนำที่รักษาสถานะของตัวเองอย่างเหนียวแน่นกับคนธรรมดาส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน

มากไปกว่านั้น การถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยถูกจำกัดโดยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี 

ในปี 1932 ประเทศไทยสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์ไม่มีบทบาททางการเมือง ในขณะเดียวกันพระมหากษัตริย์ของไทยซึ่งมีพระชนมายุ 82 พรรษา ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก และเป็นที่เคารพนับถือโดยคนไทย และทรงมีอำนาจในทางศีลธรรมอย่างสูงต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เดือนกันยายน ท่านทรงพระประชวร ซึ่งอาการพระประชวรดังกล่าวได้เพิ่มความรูสึกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการกำหนดทิศทางของประเทศในระยะต่อไป

กลุ่มคนเสื้อแดงผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนได้ชุมนุมกันเต็มถนนในกรุงเทพในระยะเวลากว่า 1 เดือน เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและจัดการเลือกตั้งใหม่ และส่วนใหญ่ปรารถนาให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กลับมา 

นายกษิต อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เข้าร่วมการประชุมความมั่นคงทางนิวเคลียร์ โดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ยกเลิกการเดินทางเนื่องจากปัญหาทางการเมืองในประเทศ

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี เมื่อทหารและผู้ชุมนุมปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิต 21 คนและเกือบ 900 คนได้รับบาดเจ็บ 

ในวันพุธ คนเสื้อแดงได้ย้ายการชุมนุมจากพื้นที่ที่ปะทะกันกลับมารวมกันที่ใจการย่านการค้าของกรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน มีผลให้ห้างร้านและธนาคารปิดลงและกระทบต่อธุรกิจโรงแรมหลายแห่ง

ในเวลาเดียวกัน  ก็มีการให้สัญญาณฝ่ายตรงข้ามกับคนเสื้อแดงออกมารวมตัวกัน ซึ่งกลุ่มคนเสื้อเหลืองประกาศว่าจะเดินขบวนประท้วง 

ในประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองข้างต้น นายกษิต ภิรมย์ กล่าวว่า “ผมไม่รู้ถึงผลลัพท์ แต่ผมยังมองโลกแง่ดีว่า เราจะสามารถมีฝ่ายเสื้อเหลือ เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อชมพู สีเขียว สีขาว และเสื้อสีอื่นๆ เข้าร่วมอยู่บนโต๊ะเจรจาในระยะเวลาอันใกล้นี้ และมีการพูดคุยกัน” และเขาเพิ่มเติมอีกว่า “ประเทศไทยไม่สามารถจะเป็นแบบนี้ได้ต่อไป และจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาในภูมิภาค”  

เมื่อถามเกี่ยวกับทักษิณว่าเขาจะมีบทบาทในรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ นายกษิต ตอบว่า “เขาต้องกลับมาและรับโทษจำคุก หลังจากนั้นเราสามารถเริ่มกระบวนการนิรโทษกรรมได้”