ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องมาจากมวลชน

Posted by KwamRak on 24.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เข้าร่วมปฏิญญาหน้าศาล  ชี้องค์กรที่อยู่นอกเหนือระบบรัฐสภาจะทวีความเลวร้ายมากยิ่งขึ้นใน 2-4 ปีข้างหน้านี้  ความหวังเดียวคือมวลชน และความเชื่อมั่นศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย /  Prachatai 

รองศาสตราจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากสถาบันเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต  เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนของกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์บริเวณบาทวิถีหน้าศาลอาญา  เพื่อรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมือง   โดยอาทิตย์นี้จัดในวันเสาร์ก่อน 24 มิถุนายน



รศ.ปวิน พูดคุยถึงทัศนะในเรื่องนักโทษการเมืองว่า  ในประเทศประชาธิปไตยไม่มีนักโทษการเมือง เพราะโดยนิยามแล้วนักโทษการเมืองคือ กลุ่มคนที่มีความคิดแตกต่างจากรัฐบาล ซึ่งในประเทศประชาธิปไตยเรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้ รัฐบาลต้องยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องเปิดพื้นที่ให้มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา  ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและรับผิดชอบในสิ่งตนเองพูด  การลงโทษถึงขนาดจับกุมเป็นเรื่องที่ผิดและทำไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย  เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความเห็นด้านการเมือง 



ในประเทศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเทศเผด็จการก็มีนักโทษการเมืองอยู่มาก  การจับกุมคุมขังถือเป็นมาตรการหนึ่งของรัฐ ในการที่จะควบคุมการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา

กลไกอีกอันหนึ่งคือ มาตรา 112 ปัจจุบัน ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมือง  อย่างกรณีอากงก็เห็นได้ชัดว่าเป็นประเด็นทางการเมือง มีการจับกุมโดยที่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด  ก่อนหน้ารัฐประหารมีการใช้มาตรา 112  น้อยมาก และใช้กันเฉพาะในหมู่นักการเมืองระดับสูง เช่น คุณทักษิณก็ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่เอา 112 มาเล่น  แกล้งฝ่ายตรงข้าม คุณทักษิณฟ้องคุณสนธิ  คุณสนธิฟ้องคุณทักษิณ คุณทักษิณฟ้องพรรคประชาธิปัตย์เรื่องเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้ง  พรรคประชาธิปัตย์ก็ฟ้องกลับ แต่อย่างไรก็ตาม มันยังมีวงจำกัดอยู่แค่นักการเมืองเท่านั้น ไม่ลงมาถึงระดับประชาชน  



แต่หลังรัฐประหาร ฝ่ายอำมาตย์เริ่มมีความหวั่นกลัวว่าประชาชนมีความตื่นตัวด้านการเมืองมากขึ้น  จุดนี้ทำให้เขารู้สึกเริ่มอ่อนแอลง ซึ่งมันมีไม่กี่ทางที่เขาจะสามารถป้องกันตนเองได้  วิธีหนึ่งคือใช้รัฐประหาร มันก็อาจเป็นไปได้อีก วิธีการหนึ่งคือใช้ตุลาภิวัตน์  ซึ่งเขากำลังใช้อยู่  วิธีการที่เริ่มใช้มา 3-4 ปี แล้วคือใช้กฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งตอนนี้ใช้อย่างสะเปะสะปะ บางอันไม่เกี่ยวกับการเมืองระดับชาติเลย ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่มาก  สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวทุกภาคทุกอณูของสังคมไทย  เป็นทางแยกที่เราไม่รู้จะเดินไปทางไหน ความหวังอย่างเดียวคือรัฐบาลจะช่วยทำให้สถานการณ์มีความกระจ่างมากขึ้น  จึงอยากขอจุดยืนจากรัฐบาลหน่อย เรื่อง 112 ว่าจะเอายังไง เลิกคลุมเครือ ถ้าไม่แก้ ขอเหตุผลดีๆ  ซึ่งเชื่อว่าหาเหตุผลลำบากถึงจุดนี้ มาตรา 112 ถึงไม่ยกเลิก อย่างต่ำก็ต้องได้รับการแก้ไข เพราะสังคมไทยไปอย่างนี้ไม่ได้



ส่วนตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup นั้น อ.ปวิน เห็นว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในการปลดสมัครออกจากนายกฯ ต่อมา ยุบพรรคพลังประชาชน  แต่การยุบพรรคไม่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าเกิดขึ้นกับสังคมไทย ไม่ว่าจะเลวร้าย บัดซบ ไม่มีเหตุผลรองรับอย่างไร มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  สิ่งที่เกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในรัฐสภาและการแทรกแซงของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งไม่แปลก แต่มันคงอยู่ได้ไม่นาน  เพราะมันยิ่งลดความน่าเชื่อถือของระบบตุลาการไทย 



อ.ปวินเห็นว่า ปัจจุบัน เราพึ่งใครไม่ได้ พึ่งสถาบันศาสนาให้มาเป็นแนวทางในการนำจริยธรรมก็คงลำบาก พึ่งองค์กรอิสระให้เป็นกลางดูแลแก้ไขปัญหาก็คงลำบาก ทางออกทางเดียวคือ ประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย รู้จักเล่นเกมตามระบอบประชาธิปไตย  ถ้าแพ้ก็ต้องยอมรับ 



ต่อประเด็นที่ประชาชนเริ่มเห็นว่ารัฐบาลและ ส.ส.ที่เลือกมาไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่   รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าวว่า  อยากให้รัฐบาลมีความกล้าๆ หน่อย คุณได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนแล้วยังจะกลัวอะไร ประชาชนเขาจำ ถ้าคุณไม่ทำอย่างที่เขาต้องการ เขาก็ไม่เลือกคุณอีก คุณอย่าทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีความสำคัญแค่วันเลือกตั้งเท่านั้น   รัฐบาลอาจคิดถึงความอยู่รอดของตัวเอง ทำให้มีความพยายามต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับศัตรูทางการเมืองที่มีอำนาจล้นเหลือ  เช่น ผูกมิตรกับกองทัพ ไปพบผู้อาวุโสบางคนของประเทศ  แต่การทำเช่นนี้ คุณลืมประชาชนไป มันไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ อย่างน้อยสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคุณต้องทำให้ได้  นักโทษการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงที่สนับสนุนคุณมายังไม่ช่วยเขาเลย  มาตรา 112 ก็มีความคลุมเครือ นายกฯ ก็ออกมาพูดว่าจะไม่แก้ไข  พูดได้อย่างไรในเมื่อมันเป็นปัญหาแก่นของสังคมไทย   ถ้าคุณทักษิณคิดว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และต้องอยู่ไปอีก 8 ปี สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ทำอยู่ตอนนี้ไม่พออย่างแน่นอน ต้องทำมากกว่านี้ มีจุดยืนมากกว่านี้



ส่วนสภาในเมื่อคุณมีเสียงข้างมาก ถ้าคุณเห็นว่ากฎหมายอันไหนเป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ เป็นความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชน คุณก็ต้องมีความรับผิดชอบ   อย่างมาตรา 112 ประชาชนเรียกร้องไปแล้ว รวบรวมรายชื่อไปแล้ว ถึงเวลาต้องทำคุณก็ต้องทำ จะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร  ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในต่างประเทศว่าแย่มาก ประเทศไทยเคยเป็นโมเดลของประเทศในภูมิภาคที่มีประชาธิปไตยที่เบ่งบาน มีสื่อที่พูดได้อย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้กลับตาลปัตรไปหมด ตอนนี้พม่าเจริญกว่าเราทางด้านความคิดทางการเมือง เขากำลังเดินออกจากระบบที่ครอบงำโดยทหาร ส่วนประเทศไทยกำลังถอยหลังเข้าสู่ระบบครอบงำของทหาร ของสมบูรณาญาสิทธิราชย์   ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะเป็นประเทศที่ล้าหลังอย่างมาก 



ประเทศไทยเป็นสมาชิกประชาคมโลก เป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ เรามีพันธกรณีกับหลายๆ หน่วยงานระหว่างประเทศ  ถ้าเราคิดว่าเราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้เรายังอ่อนมาก และต่างชาติกำลังมองเราอย่างใกล้ชิด    ถ้าเราจะเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในแบบที่เป็นประชาธิปไตย เราคงต้องเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ จะทำทีละเล็กละน้อยไม่ได้  เราเคยมีความหวังว่าระบบตุลาการจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา แต่ตอนนี้ระบบตุลาการทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา  ความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น  สิ่งที่เราเห็นในทุกวันนี้ว่ามันเลวร้ายมาก มันจะเลวร้ายไปกว่านี้อีก ใน 2-4 ปีข้างหน้า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  องค์กรต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือระบบรัฐสภา นอกเหนือระบอบประชาธิปไตย จะยิ่งเพิ่มเขี้ยวเล็บมากขึ้น เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาปกป้องอยู่ทั้งผลประโยชน์ของตัวเอง และผลประโยชน์ของคนอื่นๆ มันจะไม่อยู่กับเขาอีกต่อไป  เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็นช่วงวาระสุดท้ายที่เขาจะทำทุกอย่าง  เราจะเห็นเรื่องต่างๆ ที่มันทุเรศๆ ออกมาอีก เรื่องที่เรารับไม่ได้ เรื่องที่ขาดเหตุผล อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง  ถ้าคุณเห็นว่าตุลาการทุกวันนี้ประพฤติตนไม่ถูกต้อง มันจะกรณีเช่นนี้อีกเยอะ  ถ้าคุณเห็นว่าทหารไม่ยอมออกจากการเมือง คุณจะเห็นว่าเขาจะกลับเข้ามาอีกมากขึ้นๆ  ไม่รู้ทางออกจะเป็นอย่างไร ประชาชนคงต้องสู้ต่อไป



สุดท้าย อ.ปวินตอบคำถามผู้เข้าร่วม ถึงกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นสิ่งผิด ประชาชนจะทำอย่างไรต่อ  อ.ปวินกล่าวว่า หากรัฐธรรมนูญตัดสินเช่นนั้น และรัฐสภาเชื่อตามศาลรัฐธรรมนูญ มันเหลือโอกาสน้อยที่ประชาชนจะทำอะไรได้ นอกจากว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นต่อสู้โต้เถียงในทางกฎหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจจะทำเช่นนั้น  แต่ลึกๆ ไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะทำ ทุกคนยังหลับตาและฝันหวานอยู่ในความเชื่อมั่นว่าจะมีความปรองดองเกิดขึ้น  ส่วนประชาชนคงต้องสู้กันแบบ street protest(การต่อสู้ตามท้องถนน) , civil disobedience (อารยะขัดขืน)     การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นต้องเปลี่ยนแปลงมาจากมวลชนเท่านั้น คาดหวังจากนักการเมืองก็เหนื่อย ประชาชนใช้สิทธิไปแล้วในตอนเลือกตั้ง ในเมื่อไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคิด วิธีเดียวคือร่วมกันออกมาต่อต้าน 

เมื่อซูจีทวีต:คุณพระช่วย!นี่หรือการเมืองไทย

Posted by KwamRak on 14.2012 [ ASEAN ] 0 trackback
 

เมื่อซูจีทวีต:คุณพระช่วย!นี่หรือการเมืองไทย

 ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
VoiceTV 
รองศาสตราจารย์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต


นางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านจากพรรค National League for Democracy (NLD)ของพม่า ได้เดินทางมาเยือนไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี สาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางออกจากพม่าได้ก่อนหน้านี้ ก็สืบเนื่องจากการถูกขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลานาน (14 ปีจากจำนวนทั้งสิ้น 20 ปี) และความหวาดเกรงว่า ถ้าเดินทางออกนอกประเทศแล้ว จะไม่ได้กลับเข้าประเทศอีก ทำให้นางซูจีไม่มีโอกาสได้พบหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้าย (นาย Michael Aris)ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และไม่ได้เดินทางไปร่วมงานศพที่ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปในพม่า ซูจีได้ลิ้มรสกับเสรีภาพอีกครั้งหนึ่ง การเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในครั้งนี้ นอกจากจะส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกเห็นว่า ซูจียังคงได้รับความนิยมและการสนับสนุนกับชาวพม่าแล้ว ซูจียังได้กลายมาเป็นทูตสัมพันธไมตรีให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี Thein Sein ในการเรียกร้องขอความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ชุดนี้ด้วย

การเดินทางมาเยือนไทยของซูจีครั้งนี้ได้นำมาซึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ขบขัน และการตีแผ่ความเสแสร้งของสังคมไทยอย่างยิ่ง หากจะพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นความสัมพันธ์ไทยกับพม่านั้น ผมเห็นว่า น่าจะอยู่ในทางบวก ทันทีที่นางซูจีเดินทางมาถึง ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมกลุ่มผู้ใช้แรงงานพม่า เป็นสัญลักษณ์ชี้ว่า รัฐบาลพม่าไม่ได้ทอดทิ้งคนกลุ่มนี้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวพม่าที่ พำนักอยู่ในไทย ถือว่าเป็นผลในทางบวกต่อทั้งสองฝ่าย หรือ win-win outcomeทั้งนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งหันมาให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับพม่า โดยเฉพาะในการสานต่อนโยบายของชุดผ่านๆ มา ในด้านการเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดในพม่า และคว้าโอกาสทางด้านธุรกิจที่มาพร้อมกับการเปิดประเทศ โครงการที่ไทยเข้าไปร่วมลงทุนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้คือโครงการสร้างท่าเรือน้ำ ลึก ณ เมืองทวาย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในพม่าแบบฉับพลันในอนาคต ความสัมพันธ์ที่คงอยู่ระหว่างสองประเทศก็ไม่น่าจะเปลี่ยนมาก อย่าลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของพม่า ดังนั้น การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผลประโยชน์ แห่งชาติทั้งของไทยและพม่า



ในด้านการเมืองในระดับภูมิภาค ทั้งไทยและพม่าต่างเป็นประเทศสมาชิกของอาเซียน การเลือกเยือนไทยเป็นประเทศแรกก็น่าจะเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการให้ความสำคัญ ต่ออาเซียน ทั้งนี้ พม่าได้รับฉันทามติเมื่อปีที่แล้ว ในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2557 หรือพูดง่ายๆ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอาเซียนอีก 2 ปีข้างหน้าท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพม่ายังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งนี้ การเป็นประธานอาเซียนในปี 2557 มีความสำคัญยิ่งต่อพม่า ทั้งในแง่การเมืองในประเทศและในภูมิภาค ในแง่ในประเทศนั้น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 (นับจากการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990) จะมีขึ้นในปี 2558 หรือหนึ่งปีหลังจากการเป็นเจ้าภาพอาเซียน รัฐบาลพม่าต้องการใช้โอกาสการเป็นเจ้าอาเซียนในการร้องขอความชอบธรรมจากนานา ประเทศต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเป็นผู้นำของพม่าในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการเรียกคะแนนทางการเมืองจากชาวพม่าต่อบทบาทที่มีความสำคัญยิ่ง ของประเทศ ในแง่การเมืองในภูมิภาคนั้น พม่าจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนเพียง 1 ปีก่อนที่จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง หากพม่าไม่สามารถเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกรีบดำเนินการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ภายในของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อรับการประชาคมอาเซียนที่จะมาถึง ชื่อเสียงของพม่าและอาเซียนอาจจะสูญสลายหายไปได้เช่นกัน

เอาละครับ ทีนี้มาถึงเรื่องขบขัน จะว่าว่าไร้สาระก็ไม่เชิง แต่สะท้อนความโอเว่อร์ลี่เซ้นซีทีฟ (overly sensitive) ของสังคมไทยกันบ้าน

เมื่อซูจีได้เดินทางมาถึงไทย ก็ได้มีทวีตปลอมในชื่อซูจี ที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์สภาพการเมืองไทย บังเอิญที่ว่า การเดินทางมาถึงไทยของซูจีตรงกับช่วงการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดองใน รัฐสภาของเราพอดี จนนำไปสู่ความวุ่นวายต่างๆ นานาดังที่เราทราบกันอยู่ ผมเองได้ใช้โอกาสนี้ในการวิจารณ์การเมืองไทย และขอยืนยันว่า คำวิจารณ์เหล่านี้มีองค์ประกอบของความเป็นจริงอยู่มาก (element of truth) ซึ่งหลายคนในสังคมไทยยากที่จะรับได้ ข้อความทวีตปลอมของซูจีมี ดังนี้

suu1
"มาถึงกรุงเทพแล้ว ได้พบกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสแสร้งว่ารักประชาธิปไตย การเมืองไทยเละเทะและไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่สมัยอยุทธยา ฮาฮาฮาฮาฮา"


suu2
"ยุ่งทั้งวัน ได้รับโทรศัพท์จากสนธิ (คือใคร?) ถามว่าชั้นต้องการเข้าร่วมการประท้วงเย็นนี้ และร่วมบริจาคเงินหรือไม่ ไม่ทราบว่าชั้นทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่เมื่อไหร่"


suu3
"พระเจ้าช่วย มีคนบอกว่าได้มีการเล่นเก้าอี้ดนตรีในรัฐสภาไทย เยี่ยมมาก น่าจะมีอะไรแบบนี้ในเนปิดอว์บ้าง ที่นั่นน่าเบื่อมาก "



suu4

"ใครมีเบอร์โทรศัพท์ของรังสิมาบ้าง? อยากโทรหาและจะชวนมาร่วมพรรค NLD ด้วย เราต้องการคนแบบนี้ในการขโมยเก้าอี้มาจากพวกทหารในรัฐสภาพม่า"



suu5

"เมื่อวานนี้มีเก้าอี้ดนตรี วันนี้มีการขว้างปากระดาษ น่าสนุกมาก รัฐบาลของคุณมีสีสันเหลือเกิน พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยยุติการให้ความบันเทิงแก่ฉัน"


ทันใดนั้น สื่อมวลชนที่ไม่ศึกษาและค้นหาว่าทวีตเหล่านี้จริงหรือปลอม ก็ได้นำไปลงเป็นข่าว (สื่อไทยเคยทำการบ้านบ้างหรือ?) ข่าวเรื่องซูจีทวีตแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาชนชั้นกลางของไทยรู้สึกไม่พอใจซูจีขึ้นมาทันทีที่เข้ามาก้าวก่าย การเมืองไทย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนเดียวกันนี้ต่างมีความชื่นชมซูจีเป็นล้นพ้น (นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าขบขันอีกประการหนึ่งเช่นกัน กลุ่มชนชั้นกลาง-ไฮโซเหล่านี้ มองว่าซูจีเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและประชาธิปไตย และสนับสนุนซูจีในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่เคยส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเอง มิหนำซ้ำ ยังส่งเสริมรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยซ้ำ) กระแสต่อต้านซูจีเริ่มขึ้น มีการประนามว่าให้ซูจีมองการเมืองพม่าก่อนที่จะมาวิจารณ์การเมืองไทย วิจารณ์ว่าซูจีไม่เคารพประเทศที่มาเยือนและควรเดินทางกลับไปได้แล้ว หรือแม้แต่บอกว่า ไทยมีการปกครองที่มั่นคงและยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์ ขณะที่สถาบันกษัตริย์ของพม่าล่มสลายไปนานแล้ว เป็นต้น

ในอีกมุมมองหนึ่ง กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ใช้โอกาสนี้ ในการจับซูจีปะทะกับยิ่งลักษณ์ โดยมีการเสนอข่าวในทำนองที่ว่า รัศมีของยิ่งลักษณ์ถูกกลบโดยซูจี ซึ่งนักข่าวต่างประเทศต่างสนใจที่จะเสนอข่าวเกี่ยวกับซูจี และไม่มีใครสนใจยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด มีการเปรียบเทียบถึงคุณลักษณ์ทางการเมืองของสตรี 2 คนนี้ โดยฝ่ายศัตรูรัฐบาลออกมาโจมตีว่า ยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรที่สามารถสู้กับซูจีได้ ทั้งในเรื่องคุณวุฒิ ความสามารถ และถึงแม้วัยวุฒิจะอ่อนกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความสนใจที่ประชาคมโลกมีต่อยิ่งลักษณ์ เมื่อเทียบกับซูจีที่มีอายุมากกว่า (และอาจมีความงามน้อยกว่าในสายตาของผู้วิจารณ์) ทั้งหมดนี้ ชี้ถึงความด้อยในวุฒิภาวะของผู้วิจารณ์ ที่มีจุดมุ่งหม่ายของการโจมตีแต่เพียงอย่างเดียว เป็นที่แน่นอนว่า สื่อต่างชาติย่อมให้ความสนใจต่อซูจีมากกว่าใครๆ ไม่เพียงแต่ซูจีเป็นแขกของประเทศนี้ (ทำไมสื่อต้องให้ความสนใจเจ้าภาพมากกว่าแขก?) แต่เป็นเพราะว่า นี่เป็นการเดินทางออกต่างประเทศเป็นครั้งแรกของซูจีซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ประเด็นนี้ชี้ว่า อคติยังคงปกคลุมการเมืองและสังคมไทย เป็นเรื่องยากที่จะลบออกไป

ในที่สุด ความเสแสร้งต่างหากที่ทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า อย่าตั้งค่ากลุ่มชนชั้นกลาง-ที่มีการศึกษาไว้สูงขนาดนั้น ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้จึงยอมรับไม่ได้ต่อความจริงที่ว่า การเมืองไทยมีความปั่นป่วนตลอดเวลา ทำไมจึงยอมรับไม่ได้ว่า ระบอบรัฐสภาของไทยกำลังถูกย่ำยีโดยเสียงคนกลุ่มน้อย ทำไมยอมรับไม่ได้ว่า ความรุนแรงได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการได้มาซึ่งวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ทางการเมือง คำถามเหล่านี้ สอดคล้องกับความแสแสร้งของสังคมไทยต่อกรณีที่เลดี้กาก้าทวีตเรื่องโรเล็กซ์ ปลอมในไทย ถึงจุดที่สำนักทรัพย์สินทางปัญญาต้องเขียนจดหมายประท้วงสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ว่า สิ่งที่เลดี้กาก้าพูดนั้นไม่เป็นความจริงและกระทบต่อภาพลักษณ์ในทางลบของไทย ผมเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาน่าจะส่งเจ้าพนักงานไปตรวจสอบตลาดแถวสีลม-พัฒน์ พงษ์ สุขุมวิท และคลองถมบ้างครับ เผื่อจะได้เลิกพูดปดกับตัวเองและต่อสังคมเสียที

ครับ การเยือนของซูจีเป็นเรื่องน่าสนใจและน่าขบขัน ช่วยกระตุ้นให้เรามองสังคมไทยแบบลึกซึ้งมากขึ้น แต่อย่าคาดหวังอะไรไปกว่านั้น

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์



5 มิถุนายน 2555 เวลา 14:46 น.