อ. นิติราษฎร์ สุดทนถูกคุกคามถึงหน้าห้องทำงาน เข้าแจ้งความที่ สน.​ชนะสงคราม

Posted by KwamRak on 18.2012 News 0 trackback
 

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ส่อเค้าถูกคุกคามอีกรอบ

อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ พร้อมเพื่อนอาจารย์ เข้าแจ้งความ หลังมีบุคคล 2 - 3 คน มีพฤติกรรมต้องสงสัยมาติดตามความเคลื่อนไหว VoiceNews VoiceTV 17-08-2012


อ. นิติราษฎร์ สุดทนถูกคุกคามถึงหน้าห้องทำงาน เข้าแจ้งความที่ สน.​ชนะสงคราม

18  สิงหาคม 2555
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555 อ. วรเจตน์​ ภาคีรัตน์ ตัดสินใจเข้าแจ้งความหลังจากมีชายลึกลับเข้ามาถามหาและถ่ายภาพที่คณะและหน้าห้องทำงาน นอกจาก อ. วรเจตน์แล้ว อีกหนึ่งนักวิชาการนิติราษฎร์​อ.ธีระ สุธีวรางกูร  ก็โพสต์เรื่องราวการถูกคุกคามไว้ด้วยเช่นกัน


ภาพ อ. วรเจตน์ ที่ สน.​ชนะสงคราม แชร์ในเฟซบุ๊ค
นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ตัดสินใจลงบันทึกประจำวันที่สน. ชนะสงคราม หลังมีชายลึกลับเข้ามาถามหาและถ่ายภาพที่คณะและหน้าห้องทำงานไม่ต่ำกว่าสอง ครั้งในเดือนนี้

15.30 น. นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ให้สัมภาษณ์กับประชาไทระหว่างกำลังเดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่สน. ชนะสงคราม โดยระบุว่า ช่วงเช้าของวันนี้ มีชายลึกลับมาถ่ายรูปที่หน้าห้องพักของเขา ซึ่งมีป้ายระบุช่วงเวลาที่นักศึกษาสามารถเข้าพบได้ จากนั้นจึงเดินออกไปขึ้นรถทางโรงละครแห่งชาติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของคณะสังเกตเห็นและถ่ายคลิปเอาไว้จึงตัดสินใจเดินทางลง บันทึกประจำวันที่ สน. ชนะสงคราม เพื่อเป็นให้เจ้าหน้าที่รับทราบความเคลื่อนไหวดังกล่าวและดำเนินการตรวจสอบ หลักฐานจากกล้องวงจรปิดของคณะ

โดยนายวรเจตน์กล่าวด้วยว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจเดินทางมาลงบันทึกประจำวันครั้งนี้ เพราะรู้สึกว่ามีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บ่อยครั้งขึ้น

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 10 สิงหาคม นายธีระ สุธีวรางกูร นักวิชาการในกลุ่มนิติราษฎร์ โพสต์ในเฟซบุ๊กของเขาว่า แม่บ้านที่คณะให้ข้อมูลกับเขาว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีผู้ชายรูป ร่างสันทัด ผมสั้น อายุประมาณ 20 ปีเศษ อ้างว่าเป็นนักศึกษา เดินถามหานักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ และเมื่อไม่พบก็ถ่ายรูปหน้าห้องทำงานเอาไว้

คณะนิติราษฎร์แถลงข่าวเสนอร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยุบเลิกศาล รธน."15กค.55

Posted by KwamRak on 16.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

คณะนิติราษฎร์แถลงข่าวเสนอร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยุบเลิกศาล รธน."15กค.55

นิติราษฎร์แถลงข้อเสนอการยุบเลิกศาลรธน และจัดตั้งคณะตลก พิทักษ์ระบบรธน

วันนี้ อาทิตย์ ที่15 กรกฏาคม 255ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น.เป็นต้นไป
คณะนิติราษฎร์จัดแถลงข่าวเสนอ"ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ"
ณ ห้อง แอลที ๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ถ่ายทอดสด โดยทีมงานม้าเร็ว
ขอบคุณ คุณม้าเร็ว คุณกาแฟ คุณreduniverse 
โดย เมษ์ษา konthaiuk


MP3>>>> http://www.mediafire.com/?29tatk97tt91eyc

“8 ทศวรรษ ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย” 27มิย.55

Posted by KwamRak on 27.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

“8 ทศวรรษ ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย”


27มิย.55

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ชั้นใต้ดิน),อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราชดำเนิน ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา
“8 ทศวรรษ ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย”
จัดโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)และเครือข่ายองค์กรนักศึกษา
1. 09.30-12.00 น. กิจกรรมเสวนาโดยนิสิตนักศึกษา
หัวข้อ “ขบวนการนิสิตนักศึกษากับเจตนารมณ์คณะราษฎร”
วิทยากร ดังนี้ ....
นายศักดิ์รพี ริมสาร ชมรมวรรณศิลป์ ม.บูรพา
นายพรชัย ยวนยี เลขาธิการ สนนท.
นายสุร แก้วเกาะสะบ้า กลุ่มสะพานสูง ม.ธรรมศาสตร์
นายดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน
นายธิวัฒน์ ดำแก้ว เลขาธิการศูนย์ประสานงานสังคมประชาธิปไตย(YPD)
ดำเนินรายการโดย นายศุภชัย เมืองรัก กลุ่มกล้าคิด ม.รามคำแหง
.
2. 13.00-13.30 น. บรรยายพิเศษคณะราษฎรในความทรงจำ โดย
พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาท พระยาพหลพลพยุหเสนา
13.30-16.30 น. กิจกรรมเวทเสวนาวิชาการ หัวข้อ “80 ปี ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย”
วิทยากร ดังนี้
รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติราษฎร์
ดำเนินรายการโดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นักกิจกรรมเพื่อสังคม กลุ่มประกายไฟ

3. 18.00 น.- 21.00 น. เวทีวัฒนธรรม ดนตรี กวี ละคร โดย ซาการียา อมาตยา* ชัชชวย คนทน ปฐพีกวีดิน จิ้น กรรมมาชน วัฒน์ วรรลยากูล* วงผ้าขาวม้า วงของเรา ดำ บุญมี จรูญภาค กลุ่มกวีราษฎร์* กลุ่มประกายไฟการละคร กลุ่มนักดนตรี นักศึกษาจาก ม.รามคำแหง ม.บูรพา โครงการการดนตรีสร้างสุข เครือข่ายนักศึกษาสี่ภาค นักดนตรีอื่นๆ ฯลฯ


ถ่ายทอดสดโดยทีมงานม้าเร็ว
ขอบคุณ คุณม้าเร็ว คุณกาแฟ
โดยเมษ์ษาkonthaiuk


MP3

1.“ขบวนการนิสิตนักศึกษากับเจตนารมณ์คณะราษฎร”
http://www.mediafire.com/?ui2uvbm4ozrq2k1

2. บรรยายพิเศษพันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาท พระยาพหลพลพยุหเสนา
http://www.mediafire.com/?sk1477622sre9hc

3.เสวนาวิชาการ หัวข้อ “80 ปี ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย”รศ.ดร.สุธาชัย & ดร.ปิยบุตร
http://www.mediafire.com/?9cpktjfhzaeacbb

วรเจตน์ ตัดพ้อ สื้อกระแสหลักบิดเบือนข่าว

Posted by KwamRak on 26.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

วรเจตน์ ชี้ คณะราษฎร์ไม่ปลูกฝัง ปชต ให้ตุลาการ

Posted by KwamRak on 22.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

วรเจตน์ ชี้ คณะราษฎร์ไม่ปลูกฝัง ปชต ให้ตุลาการ

วรเจตน์ - คำนูณ ถกผ่าน "ตอบโจทย์" เรื่องคำสั่งศาล รธน.

Posted by KwamRak on 06.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
ที่มา ประชาไท


"วรเจตน์" ชี้กรณีศาลสั่งสภาระงับการพิจารณาแก้ รธน. ตีความกว้าง แต่เป็น "ตีความผิด" ยันรัฐสภามี "อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ" ส่วนคำนูณหวั่น การยกร่างจะหลุดไปสู่ สสร. กลายเป็นการยกอำนาจให้พรรคการเมือง โดยไม่สามารถมีองค์กรอะไรมาถ่วงดุลได้

เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย. 55) รายการ "ตอบโจทย์" ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ดำเนินรายการโดยภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา มีการเชิญ รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ และนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ระบบสรรหา ร่วมอภิปรายกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้รัฐสภาระงับการพิจารณาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ โดยอ้างมาตรา 68 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 
(คลิกที่นี่เพื่อชมคลิปการอภิปรายระหว่างวรเจตน์ กับคำนูณ)



โดยนายภิญโญ เริ่มถามนายวรเจตน์ว่า ตกลงการเสนอแก้ไขกฎหมาย รธน. ม.291 เป็นการกระทำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่

โดยนายวรเจตน์ กล่าวว่า คงไม่ใช่ ที่ทำมา 2 วาระ เป็นแก้ไข ม.291 เพื่อเปิดทางนำไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คล้ายๆ กับที่ทำมาตอนแก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2534 และก่อให้เกิด สสร. และรัฐธรรมนูญปี 2540 สภาพก็คือเป็นการดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอน ในส่วนที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291

ทีนี้มีคนไปร้อง ศาลรัฐธรรมนูญก็เข้ามาออกคำสั่งระงับ หรือคุ้มครองช่วยคราว คือสั่งไม่ให้สภาลงมติในวาระ 3 ให้รอการวินิจฉัย จึงมีข้อถกเถียงในสังคมว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจไหม ที่จะสั่งได้ตามมาตรา 68

มาตรา 68 อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐ ทีนี้มาตรา 68 กำหนดว่าถ้าใครใช้เสรีภาพ ใช้สิทธิในการล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้เสนอไปที่อัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ

เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของมาตรา 68 มีอยู่ 2 ส่วน อันแรกต้องมีการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพที่ล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ สอง คนที่รู้การกระทำการ ส่งเรื่องไปที่อัยการ อัยการจะตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่มีมูล พอมีมูลเขาจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลก็จะวินิจฉัยว่าจะระงับ หรือสั่งห้ามกระทำ

ทีนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นการกระทำของบุคคลหรือพรรรคการเมือง แต่เป็นการกระทำของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ อีกอย่างการเสนอเรื่อง คนฟ้องไปร้องตรงกับศาลรัฐธรรมนูญ คือไม่ได้ผ่านอัยการ เพราะฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา ผมจึงมีความเห็นว่าไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ คือผิดในสองลักษณะ คือหนึ่ง ผิดในแง่ที่ว่า มันไม่ใช่เรื่องใช้สิทธิเสรีภาพ เพราะเป็นเรื่องสภาใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ อีกอันหนึ่ง ผิดที่ว่าคนยื่นก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่อัยการสูงสุด นอกจากนี้ศาลก็ไปอนุโลมเอาอำนาจที่ตัวเองไม่มี คือไปเอากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไประงับการกระทำของรัฐสภา กลายเป็นว่าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นองค์กรซึ่งไปหยุด หรือไปสั่งห้ามการดำเนินงานขององค์กรอื่น พูดง่ายๆ ในความเห็นผม คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่ให้องค์กรอื่นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเขามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ

ส่วนนายคำนูญ กล่าวว่า อันที่จริง ก็เคยคิดว่ามันจะมีทางใดที่จะทำให้มีองค์กรใด องค์กรหนึ่งวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ต้องเข้าใจว่า แก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 แก้เป็นรายมาตรา อาจจะแก้เป็น 100 มาตราก็ได้ แต่ทีนี้การแก้มาตราเดียว แต่มีผลทำให้รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกยกเลิก และมีองค์กรทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญใหม่เรียกว่า สสร. อันนี้ ต้องยอมรับว่ามีผู้สงสัยยาวนานมาพอสมควร ตั้งแต่เริ่มต้นว่าทำได้หรือทำไม่ได้ประการใด

อาจจะมีการพูดถึงว่าสมัยปี 2539 ทำได้ มี สสร. 1 ทำ รัฐธรรมนูญ 2540 หรือย้อนไปถึง รัฐธรรมนูญ 2489 ซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2475 สรุปคือเคยมีการทำมาแล้ว 2 ครั้ง แต่รัฐธรรมนูญ 2534 หรือ 2475 ไม่มีไม่มีเนื้อหาทำนองมาตรา 68

เพราะเวลารัฐสภาลงมติวาระ 3 แล้ว กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มันหลุดลอยจากสภาเลย ไปสู่องค์กรของ สสร. แล้วไม่กลับมาอีก ก็คือไปลงประชามติเลย ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าเป็นที่สงสัยกันมาก แล้วเนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนให้อำนาจองค์กรใดองค์กรหนึ่งไว้โดย ตรงว่าจะวินิจฉัยได้หรือไม่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้มันถูกต้องหรือไม่ ในขณะที่แม้กระทั่งร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ร่าง พรบ.ทั่วไป ถ้า สว. สส.สงสัย ก็ยื่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ แม้กระทั่งพระราชกำหนดก็ส่งให้ศาลตรวจสอบได้ 2 เงื่อน ผมก็เคยทำและศาลไม่เห็นด้วย

เพราะฉะนั้นเลยสงสัยว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญ มีลักษณะที่เป็นการโอนอำนาจรัฐสภาไปให้องค์กรอื่น แล้วหลุดลอยไปเลย จะไปเขียนอย่างไรก็ได้โดยไม่ได้กำหนดกรอบเอาไว้ เราสงสัยว่ามันขัด มันจะไปสู่องค์กรที่มีหน้าที่ชี้ขาดได้อย่างไร ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกัน มาตรา 68 ก็มีคนพูด ด้วยความเคารพด้วยความสัตย์จริง ทีแรกผมก็อ่านว่ามันต้องไปอัยการสูงสุดก่อน คำว่า "และ" นี่ ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่ามีมูลก็ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เผอิญความเห็นของผมก็เป็นผม ของวรเจตน์ก็เป็นของอาจารย์วรเจตน์  ความเห็นขัดกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าใครถูกใครผิด องค์กรผู้มีหน้าที่ชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ

แต่คราวนี้
ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านแปลความมาตรา 68 อย่างกว้าง อาจเรียกว่ากว้างมากพอสมควร คือท่านมองว่าถ้าเผื่อศาลไม่มีอำนาจรับเสียเลย ก็จะผิดเจตนารมณ์ของมาตรา 68 ที่ไม่สามารถจะป้องกันหรือปัดเป่าการกระทำข้อความที่เขียนไว้ร้ายแรงตาม มาตรา 68 ท่านจึงรับ แต่คำว่ารับของท่าน ถ้าดูคำชี้แจงของเลขาศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือประธานศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์จริงๆ ก็ดี ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึงเวลาที่ผู้ยื่นญัตติร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับไปยื่นชี้แจงแล้ว ผู้คัดค้านทั้ง 5 สำนวนไปชี้แจงแล้ว ท่านต้องวินิจฉัยว่ามันขัดรัฐธรรมนูญ มันอาจจะไม่ขัดก็ได้

ทีนี้เรากำลังมาสู่ประเด็นที่ว่ารัฐสภา จะต้องเชื่อตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเห็นว่าประเด็นนี้มันก็จะมีมุมองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมว่านักนิติศาสตร์ ทั้งอาจารย์วรเจตน์ ทั้งใครต่อใครก็อาจคิดต่างออกไป ที่ผมสนใจ ก็คือถ้าเผื่อรัฐสภาเดินหน้า นัดลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 3 แล้วทำสำเร็จ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ แล้วมันจะเป็นการทำร้ายหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศนี้หรือไม่ ประธานรัฐสภาควรจะตัดสินใจอย่างไร ผมว่าประเด็นนี้สำคัฐ

นายภิญโญ ถามว่า ขอกลับมาที่ มาตรา 68 ว่าตกลงคำว่า "และ" ในกฎหมาย หมายความว่า คนธรรมดาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้เลย หรือต้องผ่านอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
นายวรเจตน์ ตอบว่า บุคคลธรรมดายื่นไม่ได้ ผมตอบเรื่องนี้ด้วยความมั่นใจอย่างเป็นที่สุด เพราะว่าในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เขียนเอาไว้ว่า เรื่องนี้คนที่จะยื่นคืออัยการสูงสุด ไม่ได้เขียนว่าอัยการสูงสุดหรือบุคคลทั่วไป อีกอย่างถ้ารัฐธรรมนูญให้สิทธิบุคคลทั่วไปจะเขียนไว้ชัดเจน เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่มีอำนาจมาก มาตรา 68 เป็นการถ่วงดุลกัน ไม่อย่างนั้นก็ยื่นกันเปรอะหมด ใครสงสัยอะไรก็ไปยื่น ศาลจะรับไว้ทุกเรื่อง แล้วออกมาตัดสินก็วุ่นวายหมด

นายภิญโญ ถามว่า ศาลมีสิทธิตีความอย่างกว้างหรือเปล่า นายวรเจตน์ ตอบว่า ด้วยความเคารพ ผมคิดว่านี่ตีความผิดไม่ได้ตีความอย่างกว้าง แล้วจริงๆ เวลาตีความ ถ้อยคำมันก็ค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่าอัยการรับเรื่องแล้วตรวจสอบว่ามีมูล แล้วส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งที่ตัดสินใจคดีนี้ ตอนที่เป็น สสร. ตอนที่ประชุมกันในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็เข้าใจตามนี้ เข้าใจตรงกันหมดว่าเป็นเรื่องอัยการสูงสุด ดูทางภาษาให้ใครๆ อ่านก็เข้าใจว่า ผ่านอัยการ และไปที่ศาล

เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ บอกตรงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องการขยาย แต่เป็นการที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความผิดพลาดชัดเจน อีกอย่างตอนนี้เราไปมุ่งเน้นที่อัยการ ผมเรียนว่าเรื่องนี้แม้ไปถึงอัยการ อัยการก็จะส่งไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพ หมวดนี้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ความมุ่งหมาย ซึ่งเป็นเอกชน ไปทำอะไรก็ตาม ล้มล้างการปกครอง สั่งให้มีการระงับแต่การกระทำของรัฐสภา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ตรวจสอบอย่างไร มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา เข้ามาไม่ได้ ผิดหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้

นายภิญโญถามต่อว่า มีสิทธิหรือเปล่าที่รัฐสภาจะไปแก้รัฐธรรมนูญ แล้วโยนอำนาจให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเลย
นายวรเจตน์ ตอบว่า ในทางกฎหมายอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจคนละลักษณะจากอำนาจตรากฎหมาย อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ พูดง่ายๆ รัฐธรรมนูญเวลาทำขึ้น ตัวรัฐธรรมนูญจะก่อตั้งอำนาจให้รัฐสภาในการออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ก่อตั้งอำนาจให้ฝ่ายบริหารในการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อตั้งอำนาจให้ศาลในการตัดสินคดี
ทีนี้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้แก้ไขตัวมันเองได้ อำนาจชนิดนี้ทางวิชาการเรียกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญให้เอาไว้กับองค์กรที่มีอำนาจแก้ไข เพราะฉะนั้นถามว่ากรณีนี้รัฐสภามีอำนาจไหม คำตอบคือ ถ้าเขาทำตามหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญ หมายความว่า ตราบเท่าที่การแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ รัฐสภามีอำนาจทำได้

ประเด็นก็คือแล้วระบบการตรวจสอบเป็นอย่างไร คำตอบคือในระบบของเรา ศาลรัฐธรรมนูญในบ้านเราเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจที่กำหนดไว้เป็นเรื่องๆ เราไม่ได้มีศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจเป็นการทั่วไป เนื่องจากจะกลายเป็นศาลรัฐธรรมนูญจะใหญ่กว่าองค์กรอื่นทั้งหมด และศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงองค์กรที่รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญ

ที่เราพูดถึงรัฐสภาตอนนี้ ที่วุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งด้วย ต้องเข้าใจว่ารัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่องค์กรนิติบัญญัติที่จะเท่าๆ กับศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นองค์กรซึ่งทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งสูงกว่า เพราะฉะนั้นทำไมถึงบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญถึงสามารถตรวจสอบพระราชบัญญัติได้ ตรวจสอบกฎหมายอื่นได้ เป็นเพราะว่ากฎหมายเหล่านั้นตราขึ้นโดยอำนาจนิติบัญญัติ แล้วรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญชัดแจ้งว่าถ้าผ่านสภาไปแล้ว 3 วาระ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้า มีคนสงสัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ให้อำนาจศาลเข้ามาตรวจสอบ แต่กรณีของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ให้อำนาจเอาไว้ เพราะว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญสูงกว่าอำนาจตุลาการ จึงเป็นเรื่องที่ให้รัฐสภาตัดสินใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เว้นไว้แต่เรื่องรูปของรัฐ และรูปแบบการปกครอง ที่ถ้าเกิดจะทำจะกลายเป็นเรื่องทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย


ด้านนายคำนูณ อภิปรายต่อว่า ในทางทฤษฎีมันคงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเวลาเราจะพูดเราจะพูดถึงทฤษฎี พูดถึงตัวบทรัฐธรรมนูญ โดยละเลยสถานการณ์ปัจจุบันมันจะเป็นไปได้ยาก ในขณะนี้เราคงได้ยินคำว่า "เผด็จการรัฐสภา" ในที่นี้ไม่ได้ไม่ได้จงใจหมายถึงเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่จงใจหมายถึงรัฐบาลทุกรัฐบาล เป็นแนวคิดที่นักนิติศาสตร์มองว่าการที่ประเทศไทยมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บังคับให้ผู้ที่สมัครผู้แทนต้องสังกัดพรรค ปฏิบัติตามมติพรรค มีวินัยพรรค ทำให้กลายเป็นว่า เสียงข้างมากของอำนาจนิติบัญญัติเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลหรืออำนาจบริหาร

เพราะฉะนั้นอำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจบริหารถ้าร่วมมือกันแล้วก็จะใหญ่เหนืออำนาจทั้งปวง ก็เหมือนเรากำลังพูดว่า "เราปฏิเสธการรัฐประหาร" ใช่ ไม่มีใครยอมรับ แน่นอน แต่ว่าในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องพูดถึงการปฏิรูปประเทศโดยรวมด้วย ที่ไม่ ใช่ว่าถ้าเราปฏิเสธอำนาจการรัฐประหาร เราก็จะกลายเป็นยกอำนาจให้กับพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ภายในกรอบอย่างนี้ และทำอะไรโดยที่ไม่สามารถมีองค์กรอะไรมาถ่วงดุลได้ นี่เป็นประเด็นรากฐานที่ถกเถียงมาอยู่ก่อน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพูดรากฐานปัญหาด้วย และขณะนี้มันเกิดความไม่ไว้วางใจขึ้น มาว่า เสียงข้างมากของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร แล้วการกระทำทุกอย่างในนามของการทำให้เป็นประชาธิปไตยขึ้น ในนามของการล้างผลของการรัฐประหาร อะไรต่อมิอะไร ผมไม่ได้พูดถึงนิติราษฎร์นะ ผมพูดถึงโดยรวม ว่ามันเป็นประโยชน์ต่อคุณทักษิณ ชินวัตร ในที่สุดก็ลงมาประเด็นนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 มันรองรับการกระทำของคณะรัฐประหาร และองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไปรองรับความชอบธรรมให้องค์กรที่ตรวจสอบคุณทักษิณด้วย

ในเมื่อมันมีความไม่ไว้วางใจของสังคมในขณะนี้ ผมยังมองว่าถ้าเผื่อการแก้รัฐธรรมนูญใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตามมาตรา 291 ถ้าทำเข้ามาแล้วเอาให้เห็นชัดๆ เลยว่าแก้กี่ประเด็น แก้กี่มาตรา เอาแบบนิติราษฎร์ก็ได้ จะทำให้ทุกคนเห็นว่าแก้ยังไง แต่ในขณะนี้ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นว่าจะแก้อย่างไร เพียงแต่ว่าในกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. และการพิจารณาร่าง ม.291 ขณะนี้มันก็มีความระหกระเหิน ฉายแววให้เห็นถึงความเร่งรีบ ฉายแววให้เห็นถึงการที่คณะกรรมาธิการไม่ฟังเสียงที่คัดค้านเข้ามา และทำให้มองเห็นว่า พอออกไปแบบนี้คนที่จะเข้ามาเป็น สสร. ทั้งประเภท 1 และประเภท 2 รวมๆ กันแล้ว 70% อย่างน้อย หรือ 80% จะได้คนที่มีความเห็นตรงกับรัฐบาล ตรงกับพรรคเพื่อไทย ตรงกับทักษิณ ชินวัตร และตรงกับเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าถ้าจะพูดให้ทะลุกันจริงๆ ต้องพูดประเด็นนี้ด้วย และการที่ จะหาทางออกให้ประเทศพ้นวิกฤต ผมว่าต้องคุยกันก่อน ก่อนดำเนินการเป็นส่วนๆ ทุกวันนี้เราดำเนินการเป็นส่วนๆ เรากำลังจะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เรากำลังออกกฎหมายปรองดอง เดินไปส่วนไหนมันติดขัดปัญหาหมด เพราะเราไม่เห็นภาพรวมว่าที่จะเอาคนที่มีความขัดแย้ง 5-6 ปีมาเลิกรากัน แล้วเดินหน้าประเทศไทยไปใหม่ อะไรที่เรารับกันได้ อะไรที่เรารับกันไม่ได้ ทำในส่วนที่เรารับกันก่อนได้ไหม

โดยรายการตอบโจทย์จะเผยแพร่เทปการอภิปรายระหว่างวรเจตน์ และคำนูณ ในช่วงที่สองต่อในช่วงค่ำวันนี้ (6 มิ.ย.)



 

"รัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้แก้ไขตัวมันเองได้ อำนาจชนิดนี้ทางวิชาการเรียกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญให้เอาไว้กับองค์กรที่มีอำนาจแก้ไข เพราะฉะนั้นถามว่ากรณีนี้รัฐสภามีอำนาจไหม คำตอบคือ ถ้าเขาทำตามหลักเกณฑ์รัฐธรรมนูญ หมายความว่า ตราบเท่าที่การแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ รัฐสภามีอำนาจทำได้"


ผศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์

"ในทางทฤษฎีมันคงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเวลาเราจะพูดเราจะพูด
ถึงทฤษฎี พูดถึงตัวบทรัฐธรรมนูญ โดยละเลยสถานการณ์ปัจจุบันมันจะเป็นไปได้ยาก ในขณะนี้เราคงได้ยินคำว่า "เผด็จการรัฐสภา" ในที่นี้ไม่ได้ไม่ได้จงใจหมายถึงเฉพาะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่จงใจหมายถึงรัฐบาลทุกรัฐบาล เป็นแนวคิดที่นักนิติศาสตร์มองว่าการที่ประเทศไทยมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บังคับให้ผู้ที่สมัครผู้แทนต้องสังกัดพรรค ปฏิบัติตามมติพรรค มีวินัยพรรค ทำให้กลายเป็นว่า เสียงข้างมากของอำนาจนิติบัญญัติเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลหรืออำนาจบริหาร"
คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ระบบสรรหา 

ใน รายการ "ตอบโจทย์" 5 มิ.ย. 55 ตอน ถกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
 ดำเนินรายการโดยภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา อภิปรายกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้รัฐสภาระงับการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างมาตรา 68 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 

ที่มาและอ่านทั้งหมดได้ที่ : วรเจตน์ - คำนูณ ถกผ่าน "ตอบโจทย์" เรื่องคำสั่งศาล รธน.
Wed, 2012-06-06 
http://prachatai.com/journal/2012/06/40874

นิติราษฎร์แถลงชัด "คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

Posted by KwamRak on 04.2012 News 0 trackback
 

นิติราษฎร์แถลงชัด "คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

4 มิถุนายน 2555
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์

 

แถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

3 มิถุนายน 2555
Blog Icon
แถลงการณ์
เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไว้พิจารณา
และคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


ตามที่มีบุคคลเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับ อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้รัฐสภารอการ ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังปรากฏตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ นั้น 

คณะนิติราษฎร์พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวในสามประเด็น ดังนี้  

๑. การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการเสนอคำร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ 
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ ให้สิทธิแก่บุคคลผู้ทราบการกระทำอันเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว เหตุแห่งการเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ ต้องเป็นการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองแต่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นการ ใช้อำนาจของรัฐสภาในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญผู้ทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงไม่ใช่การกระทำของ "บุคคล" หรือ "พรรคการเมือง" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘

รัฐสภาได้ใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่รัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้แก่บุคคลและ พรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นการกระทำตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนหรือทั้งฉบับ ตราบเท่าที่การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมิได้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะถือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ นั้นเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ โดยการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

๒. ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หมายความว่า บุคคลต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีมูล อัยการสูงสุดจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ 

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า การเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสองนั้น อาจทำได้สองวิธี คือ หนึ่ง บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สอง บุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน 

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า กรณีตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ไม่อาจตีความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเฉพาะแต่อัยการสูงสุดเท่านั้น ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุดก็ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หากปราศจากการเสนอ เรื่องของบุคคลผู้ทราบการกระทำตามมาตรา ๖๘ วรรคแรก กรณีคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง จึงต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอนตามลำดับได้แก่ บุคคลเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปมิได้ 

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบบันทึกรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ เกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา ๖๘ พบว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจตรงกันว่าผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง คือ อัยการสูงสุดเท่านั้น 

หากพิจารณารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเห็นได้ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปในการ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งดังกรณีปรากฏในมาตรา ๒๑๒ ว่าบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ และไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่ง กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ 

คณะนิติราษฎร์เห็นว่าการตีความมาตรา ๖๘ วรรคสองของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขัดกับหลักการตีความกฎหมายทั้งในแง่ถ้อยคำ ประวัติความเป็นมา เจตนารมณ์ ตลอดจนระบบกฎหมายทั้งระบบ เป็นการตีความกฎหมายที่ส่งผลประหลาดและผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง 

๓. อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการกำหนด “วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา” 


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ไม่ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำ วินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเอาวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ โดยอาศัยข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖

วิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเป็นมาตรการสำคัญในกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีรัฐธรรมนูญ การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อน มีคำวินิจฉัย ต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจก่อตั้งอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยแต่เพียงข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖ เพื่อนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยมาใช้ระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการเข้าแทรกแซงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยไม่มีอำนาจกระทำได้


ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และทำให้กลไกต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดำเนินการไปได้ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ แต่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้กลับมีผลเป็นการทำลายกลไกการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจนี้ไว้ให้แก่รัฐสภาเท่านั้น อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ที่มีลำดับชั้นทางกฎหมายสูงกว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งอำนาจทั้งสามเป็นเพียงอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการควบคุมตรวจสอบการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถควบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังเช่น การควบคุมตรวจสอบพระราชบัญญัติมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

อาศัยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คณะนิติราษฎร์เห็นว่า
๑. ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาได้ เนื่องจากการยื่นคำร้องในกรณีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘
๒. คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ จึงไม่มีผลผูกพันรัฐสภาให้ต้องรอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
หากรัฐสภายอมรับให้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้มีสภาพบังคับทางรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กรที่ อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ และมีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร 
ท่าพระจันทร์, ๔ มิถุนายน ๒๕๕๕



ดูเพิ่ม






สรุป3เหตุผลนิติราษฎร์โต้แย้งศาลรัฐธรรมนูญ / กรุงเทพธุรกิจ / 4 มิ.ย.

"ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล "สรุปเหตุผลโต้แย้งของนิติราษฎร์ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ฟังแบบสั้นๆ 3 ประเด็น
(1) ตามมาตรา 68 ที่กล่าวถึงการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมือง ที่อาจจะเป็นการ "ล้มล้างระบอบการปกครอง.." นั้น จะใช้กับกรณีทีกำลังมีการพิจารณาแก้ไขรธน.ในสภาฯไม่ได้ เพราะนี่คือเรื่องขององค์กรรัฐสภากำลังใช้อำนาจแก้ไขรธน. ตามทีรธน.กำหนดไว้เอง ไมใช่เรื่องของ"บุคคล หรือ พรรคการเมือง" ตามมาตรา 68 ดังนั้น ศาล รธน.จะรับเรื่องราวร้องเรียนนี้ไว้ไม่ได้แต่แรก
(2) ข้อความในมาตรา 68 ที่กล่าวถึง "เสนออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รธน...." นั้น ศาลรธน.ไม่ควรตีความว่า หมายถึง ให้ผู้ร้องเรียน ทำ 2 อย่างได้ (คือ เสนออัยการฯ หรือ ยื่นคำร้องต่อศาลรธน.เอง) แต่จะต้องตีความว่า หมายถึงเสนอให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยืนคำร้องต่อศาลรธน. คือมีแต่อัยการสูงสุดเท่านั้นที่ยื่นคำร้องต่อศาลรธน. ได้ในกรณีเช่นนี้
นิติราษฎร์ ได้ยกบันทึกการร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญล้วนแต่เข้าใจกันเช่นนี้ทั้งสิ้น
และในกรณีที่ รธน. อนุญาตให้บุคคลยืนคำร้องต่อศาล รธน.ได้เอง จะมีการะบุไว้ชัดเจน เช่นในมาตรา 212 ซึ่งจะทำได้ ก็แต่โดยทีวิธีการอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้ว (หลายคนคงจำกรณีสมยศ เมื่อเร็วๆนี้ได้)
(3) ศาล รธน.ไม่มีอำนาจมาสั่งระงับการดำเนินการเรื่องนี้ของสภาชั่วคราว โดยเอาข้อกำหนดภายในของศาลรธน. เอง และ วิอาญา มาอ้าง ถ้า ธน.มีเจตนารมณ์จะให้อำนาจศาลรธน.ทำเช่นนั้น จะต้องมีกำหนดไว้ชัดเจนในรธน. หรืออย่างน้อย ในพ.ร.บ.ประกอบรธน. เรื่องศาลรธน.

อ.ปิยะบุตร ปฎิญญาหน้าศาล 3 6 2012

Posted by KwamRak on 04.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback


อ.ปิยะบุตร ปฎิญญาหน้าศาล 3 6 2012

http://www.2shared.com/audio/9WqS_-SV/__3_6_2012.html
http://www.mediafire.com/?blyhjp9a56sf0s9

วรเจตน์ วิจารณ์สื่อ ไม่กล้าแตะอำนาจนอกระบบ

Posted by KwamRak on 23.2012 [ TV ] - News 0 trackback
 

วรเจตน์ วิจารณ์สื่อ ไม่กล้าแตะอำนาจนอกระบบ

ปาฐกถา 7 ปีประชาไท: วรเจตน์ ภาคีรัตน์

Posted by KwamRak on 22.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

บรรยากาศงาน 7 ปี ที่มีประชาไท

บรรยากาศงาน "7 ปี ที่มี ประชาไท" 22 พ.ค. 2555 ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ 

music : "heavenly harp" by Tomas PhUsIoN (2011 - Licensed under Creative Commons Attribution Share-Alike (3.0)) http://ccmixter.org/files/phusion/34462



ปาฐกถา 7 ปีประชาไท: วรเจตน์ ภาคีรัตน์

22 พ.ค. 55 - ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาหัวข้อ "สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย ?" ในโอกาสครบรอบ 7 ปี เว็บไซต์ประชาไท ระบุสื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน หวังให้สื่อได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่บิดเบือน ให้ข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจการเมือง ปาฐกถา 7 ปีประชาไท - วรเจตน์ ภาคีรัตน์: สื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน http://prachatai.com/journal/2012/05/40623



Uploader: prachatai

รายงานพิเศษ ทบทวนข้อเสนอปรับ ม 112 ของคณะนิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 11.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

รายงานพิเศษ ทบทวนข้อเสนอปรับ ม 112 ของคณะนิติราษฎร์

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๔ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

Posted by KwamRak on 29.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๔ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)

จุดยืนคณะนิติราษฎร์


หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งต่อมาคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒)ได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย ๑๐๐๐๐ รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา กำหนดระยะเวลารณรงค์ ๑๑๒ วัน และการรณรงค์ดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ ๕ พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ มีผู้สอบถามมายังคณะนิติราษฎร์เกี่ยวกับกิจกรรมทางวิชาการและการเคลื่อนไหว ทางความคิดที่จะดำเนินต่อไปในโอกาสครบรอบ ๘๐ ปีของการอภิวัฒน์สยาม ๒๔๗๕ ตลอดจนแนวทางทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คณะนิติราษฎร์เห็นสมควรที่จะได้แสดงจุดยืนและทัศนะต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ไว้โดยสังเขป ดังนี้
๑. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันสูงเกินสมควรกว่าเหตุ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ ดังที่ได้เคยแสดงให้เห็นไว้แล้วในประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๑๖ (วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๔) และในข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลายประการ และจะบรรเทาปัญหาบางประการลง คณะนิติราษฎร์จึงยืนยันสนับสนุนกิจกรรมของ ครก.๑๑๒ ในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา และให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป

๒. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อแนวทางการปรองดองหรือสมานฉันท์โดยวิธีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทุกฝ่ายดังเช่นการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ.๒๕๒๑ (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙) หรือการตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ พ.ศ.๒๕๓๕ (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์พฤษภา ๓๕) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมพ้นจากความผิดและความรับผิด แต่ก็จะมีผลให้บรรดาผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมพ้นจากความผิดไปพร้อมกันด้วย การนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา

๓. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแนวทางการตรากฎหมายเพื่อการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ควรจะต้องพิจารณาแยกแยะลักษณะการกระทำของบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องและจัดวางโครงสร้างของกฎหมายโดยมีสาระสำคัญหลัก คือ

ประการที่หนึ่ง ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ประการที่สอง ให้มีการนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืนบรรดากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงที่ได้รับการประกาศใช้ในเหตุการณ์การเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆตามที่จะได้กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งและบรรดาการกระทำต่างๆของผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆข้างต้น หากเป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

ประการที่สาม บรรดาการกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เช่น การกระทำที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นและไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ตลอดจนการกระทำความผิดของบุคคลที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง แต่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลในลำดับชั้นใด ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาไปก่อน ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำนั้นตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยว่าการกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใดได้

ประการที่สี่ ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง หรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมต่างๆ ตลอดจนการกระทำที่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ไม่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมือง ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมืองหลังเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจรัฐ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็ให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก

ประการที่ห้า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้เบื้องต้นโดยสังเขปนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งเป็นอีกหมวดหนึ่ง โดยนอกจากบทบัญญัติในหมวดนี้จะกล่าวถึงคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง และกฎเกณฑ์ต่างๆตามแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังต้องกล่าวถึงการเยียวยาความเสียหายต่างๆด้วย การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสามารถกระทำได้ทันที

๔. สำหรับกรณีของการลบล้างผลพวงรัฐประหารนั้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้บัญญัติเป็นหมวดอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้จัดทำขึ้นใหม่ตามที่ได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้ว โดยคณะนิติราษฎร์ยืนยันหลักการของการประกาศให้การนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารหรือการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นโมฆะ เพื่อเปิดทางให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารหรือแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำการเอง ผู้ใช้ ตลอดจนผู้สนับสนุน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำหรับบรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะผู้แย่งชิงอำนาจรัฐนั้น ก็ให้ลบล้างให้สิ้นผลไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนิรโทษกรรม แต่ให้เริ่มกระบวนการใหม่ให้ถูกต้องเป็นธรรมต่อไป

คณะนิติราษฎร์ขอเรียนให้ผู้ที่ติดตามกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ทราบว่าในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ คณะนิติราษฎร์จะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการลบล้างผลพวงรัฐประหาร การขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย และวิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองของบุคคลและสถาบันต่างๆ นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนไหวทางความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนิติรัฐดำเนินไปในวงกว้างยิ่งขึ้น คณะนิติราษฎร์จะได้จัดให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชน ให้แก่ประชาชนทั่วไป รายละเอียดในเรื่องเหล่านี้จะแถลงให้ทราบต่อไป

๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

"นิติราษฎร์"แถลงค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อปรองดอง-ชี้ผู้สั่งปราบปชช.ต้องรับโทษ

Posted by KwamRak on 26.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 17:50 น. ข่าวสดออนไลน์
"นิติราษฎร์" แถลงค้านออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อปรองดอง-ชี้ผู้สั่งปราบปชช.ต้องรับโทษ

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2555 นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ออกประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 34 เรื่อง "จุดยืนคณะนิติราษฎร์" ผ่านทางเว็บไซต์นิติราษฎร์ มีเนื้อหาดังนี้

---------------

หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งต่อมาคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒)ได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา กำหนดระยะเวลารณรงค์ ๑๑๒ วัน และการรณรงค์ดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ ๕ พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ มีผู้สอบถามมายังคณะนิติราษฎร์เกี่ยวกับกิจกรรมทางวิชาการและการเคลื่อนไหว ทางความคิดที่จะดำเนินต่อไปในโอกาสครบรอบ ๘๐ ปีของการอภิวัฒน์สยาม ๒๔๗๕ ตลอดจนแนวทางทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คณะนิติราษฎร์เห็นสมควรที่จะได้แสดงจุดยืนและทัศนะต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ไว้โดยสังเขป ดังนี้

๑. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันสูงเกินสมควรกว่าเหตุ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ ดังที่ได้เคยแสดงให้เห็นไว้แล้วในประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๑๖ (วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๔) และในข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลายประการ และจะบรรเทาปัญหาบางประการลง คณะนิติราษฎร์จึงยืนยันสนับสนุนกิจกรรมของ ครก.๑๑๒ ในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา และให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป

๒. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อแนวทางการปรองดอง หรือสมานฉันท์โดยวิธีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทุกฝ่าย ดังเช่นการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ.๒๕๒๑ (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙) หรือการตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ พ.ศ.๒๕๓๕ (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์พฤษภา ๓๕) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมพ้นจากความผิดและความรับผิด แต่ก็จะมีผลให้บรรดาผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมพ้นจากความผิดไปพร้อมกันด้วย การนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์สลายการชุมนุมต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา

๓. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแนวทางการตรากฎหมายเพื่อการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ควรจะต้องพิจารณาแยกแยะลักษณะการกระทำของบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องและจัดวางโครงสร้างของกฎหมายโดยมีสาระสำคัญหลักคือ

ประการที่หนึ่ง ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการและไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ประการที่สอง ให้มีการนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืนบรรดากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงที่ได้รับการประกาศใช้ในเหตุการณ์การเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆตามที่จะได้กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งและบรรดาการกระทำต่างๆของผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆข้างต้นหากเป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

ประการที่สาม บรรดาการกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองที่ไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เช่น การกระทำที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นและไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งตลอดจนการกระทำความผิดของบุคคลที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง แต่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลในลำดับชั้นใด ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาไปก่อน ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำนั้นตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยว่าการกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใดได้

ประการที่สี่ ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมต่างๆ ตลอดจนการกระทำที่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ไม่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมือง ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมืองหลังเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจรัฐ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็ให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก

ประการที่ห้า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้เบื้องต้นโดยสังเขปนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งเป็นอีกหมวดหนึ่ง โดยนอกจากบทบัญญัติในหมวดนี้จะกล่าวถึงคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง และกฎเกณฑ์ต่างๆตามแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังต้องกล่าวถึงการเยียวยาความเสียหายต่างๆด้วย การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และสามารถกระทำได้ทันที

๔. สำหรับกรณีของการลบล้างผลพวงรัฐประหารนั้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้บัญญัติเป็นหมวดอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้จัดทำขึ้นใหม่ตามที่ได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้วโดยคณะนิติราษฎร์ยืนยันหลักการของการประกาศให้การนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารหรือการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นโมฆะ เพื่อเปิดทางให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารหรือแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำการเอง ผู้ใช้ ตลอดจนผู้สนับสนุน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำหรับบรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะผู้แย่งชิงอำนาจรัฐนั้น ก็ให้ลบล้างให้สิ้นผลไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนิรโทษกรรม แต่ให้เริ่มกระบวนการใหม่ให้ถูกต้องเป็นธรรมต่อไป

คณะนิติราษฎร์ขอเรียนให้ผู้ที่ติดตามกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ทราบว่าในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้คณะนิติราษฎร์จะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการลบล้างผลพวงรัฐประหาร การขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย และวิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองของบุคคลและสถาบันต่างๆ นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนไหวทางความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนิติรัฐดำเนินไปในวงกว้างยิ่งขึ้น คณะนิติราษฎร์จะได้จัดให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชน ให้แก่ประชาชนทั่วไป รายละเอียดในเรื่องเหล่านี้จะแถลงให้ทราบต่อไป


๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

คณะนิติราษฎร์ประกาศจุดยืน

Posted by KwamRak on 26.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

คณะนิติราษฎร์ประกาศจุดยืน

คณะนิติราษฎร์ออกประกาศ ฉบับที่ 34 ในวงเล็บ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ โดยย้ำจุดยืน 4 ข้อ เน้นเดินหน้า แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พร้อมไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง ด้วยการตรา กฎหมายนิรโทษกรรม VoiceNews VoiceTV 25-04-2012

Uploader: rumicbr

ชนบทกับครก 112 Intelligence

Posted by KwamRak on 25.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

ชนบทกับครก 112 Intelligence 22เมย55

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เข็นนิติราษฎร์ฝ่ากระแส สัมภาษณ์พิเศษ

Posted by KwamRak on 18.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เข็นนิติราษฎร์ฝ่ากระแส สัมภาษณ์พิเศษ

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7811 ข่าวสดรายวัน

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เข็นนิติราษฎร์ฝ่ากระแส

การแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ เป็นเรื่องล่อแหลม กระทั่งแกนนำอย่างนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกกระแสต่อต้าน

ไม่ว่าคำสั่งของมหาวิทยาลัยที่ห้ามเคลื่อน ไหวจัดกิจกรรม และการถูกลอบทำร้ายในลานจอดรถธรรมศาสตร์

แต่ระยะหลังการเคลื่อนไหวเริ่มเงียบหาย โดยนายวรเจตน์ใช้เวลาไปกับการสอนหนังสือ

จนเมื่อโพลเกือบทุกสำนัก รวมถึงผลวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ระบุตรงกันว่าการแก้ไขมาตรา 112 เป็นต้นเหตุความขัดแย้ง สวนเส้นทางปรองดอง

นายวรเจตน์จึงให้สัมภาษณ์พิเศษแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว ตลอดจนทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มไว้ดังนี้

การแก้มาตรา 112 คือต้นเหตุความขัดแย้ง

หากเรากังวลประเด็นนี้ การแก้ไขเปลี่ยน แปลงตัวบทกฎหมายในบ้านเมืองคงทำไม่ได้ และคงปล่อยให้ปัญหาสะสมเอาไว้ วันนี้ปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งมีหลายเรื่อง ต้องพิจารณาว่าเกิดจากจุดไหน

หากเกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย โดยหลักการต้องปรับปรุงแก้ไข ไม่ควรเอาเรื่องความขัดแย้งมาเป็นเกราะกำบังการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ในสังคม

ผมเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย ไม่ได้อยู่ในพรรคการเมือง เห็นว่าเป็นเพียงการเสนอความเห็นออกไปสู่สาธารณะเท่านั้น เป็นเรื่องที่กระทำได้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อมีคนเห็นด้วย อยากจะผลักดันให้เป็นกฎหมาย เราก็ช่วยทำให้

อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดการรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเข้าสู่สภา เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำอะไร ที่พ้นไปจากกรอบที่กฎหมายกำหนดเลย

ที่คนมองว่าการเดินหน้าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมนั้น เป็นเรื่องของการประเมิน คนที่ประเมินแบบนี้ต้องเคารพคนอื่น ผมเคารพคนอื่นในแง่ที่ว่าเมื่อมีคนไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิ์ออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วย

แต่ไม่มีสิทธิ์บอกว่าห้ามคนอื่นแสดงความคิดเห็น หรือห้ามใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง

ผลวิจัยสถาบันพระปกเกล้าระบุชัดเรื่องนี้ไม่เกิดความปรองดอง

ผมไม่ค่อยเชื่อถือผลการวิจัยนี้ รายงานการวิจัยที่พอจะเอามาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้คือของต่างประเทศ แต่พอมาถึงบ้านเรา การวิจัยขาดความรอบด้าน ขาดเหตุผลหลายประการ

และข้อสรุปที่เกิดมาจากเรื่องความปรองดองหรือไม่นั้น เป็นเพียงการคาดหมายของผู้วิจัย ไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน

การวิจัยส่วนหนึ่ง เช่น เรื่องการเริ่มคดีใหม่ก็เอามาจากข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพียงแต่เสนอในกรอบที่กว้างกว่า โดยใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์เพื่อกลับสู่ข้อกำหนดของกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าต้องกลับไปคิดคือ การเสนอแบบตัดตอนบางส่วนจะช่วยให้เกิดความปรองดองได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็น ที่เถียงกัน

แก้ไขกับไม่แก้ไข ม.112 มีประโยชน์อย่างไร

หากไม่แก้ คนที่ถูกกล่าวหาซึ่งผิดจริงหรือไม่ก็ต้องเข้าสู่กระบวน การยุติธรรม ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการประกันตัว และอัตราโทษสูงอยู่ในหมวดความมั่นคง ทำให้คนจำนวนหนึ่งที่เรายังไม่รู้ว่าเขาผิดหรือไม่ถูกขังไปแล้ว

ซึ่งเป็นผลกระทบชัดเจนที่สุดที่มีต่อคนที่ถูกกล่าวหา บางคนยังไม่เข้าใจว่าพูดในลักษณะใดจึงเป็นการหมิ่นประมาทอาฆาต

ฝ่ายไม่สนับสนุนมีมากจะเคลื่อนไหวอย่างไร

ผมพูดเสมอว่านิติราษฎร์เคลื่อนไหวทางความคิด ซึ่งจะทำแบบนี้ต่ออยู่แล้ว ผมเฝ้าดูการบังคับใช้กฎหมายของสังคมไทยมาหลายปี ตั้งแต่กลับจากต่างประเทศ เห็นว่ามีหลายเรื่องที่บิดเบี้ยวมากขึ้นเกินกว่าจะรับได้

ยืนยันว่าการออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็น ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่ได้รับ

หากดูจากตรงนี้โดยไม่อคติมากเกินไปจะแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อใดที่เอาความโกรธเกลียดนำ ไม่มีทางที่บ้านเมืองจะปลอดจากความขัดแย้ง

หลักๆ คือการเกลียดคนคนหนึ่งมากเกินกว่าเหตุ ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์แยกแยะว่าส่วนไหนเขาทำถูก ส่วนไหนทำไม่ถูก แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างที่ทำผิดหมด จึงอยากถามว่าจะปรองดองอะไร เพราะการปรองดองต้องเริ่มจากความจริงก่อน

ไม่มีการปรองดองแน่นอนหากไม่กลับไปสู่ความจริง โดยที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น การปรองดองแบบตัดตอนไม่มีทางทำให้ความขัดแย้งหายไปได้

ความคืบหน้าการล่ารายชื่อแก้ ม.112

เป็นภารกิจของคณะรณรงค์แก้ไขม.112 คณะนิติราษฎร์มีหน้าที่ดูกฎหมาย การรวบรวมจะครบ 112 วันประมาณต้นเดือนพ.ค. เข้าใจว่าจะมีการประชุมกัน จากนั้นคงจะชี้แจงว่าเป็นอย่างไร ซึ่งกระบวน การก็เดินไป

กรณีผมถูกทำร้ายไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการรณรงค์ม.112 คนที่ทำร้ายหรือสั่งให้มาทำร้ายอาจรู้สึกว่าทำเพื่อให้หยุด แต่ในกระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียว แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคนจำนวนมาก

ต่อให้ทำร้ายผมก็ไม่สามารถหยุดได้ เมื่อขึ้นรางแล้วมันต้องเดินต่อไป

วันนี้ผมยังใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่มีความระมัดระวังมากขึ้น ปัจจุบันมีคนส่งจดหมายมาต่อว่าบ้าง แต่ไม่สนใจหรือหวั่นไหว คนที่ให้กำลังใจก็มีอยู่มากเช่นกัน

รู้สึกอย่างไรกับคำว่า 'นิติเรด'

เป็นพวกไม่รู้ความจริง ใช้จินตนาการไปเองว่านิติราษฎร์มีการเมืองอยู่เบื้องหลังจึงคิดแบบนี้ คนเหล่านี้เห็นการเมืองเป็นละครมากเกินไป ไม่รู้ว่าในสภาพการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีกลุ่มบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อสำนึกและมโนวิชาที่พูดไปตามสิ่งที่เห็นจริง ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวพัน

คณะนิติราษฎร์มีคนเพียง 7 คน แต่ประเด็นที่เราเสนออาจมีพลังในทางเหตุผล คนจึงให้ความสนใจ และคนที่สนับสนุนนิติราษฎร์ไม่ได้สนับสนุนโดยมืดบอด

นิติราษฎร์ก่อตัวมาเป็นปีแล้ว เสนอประเด็นการลบล้างรัฐประหารที่มีเหตุผลรองรับ เมื่อเขาเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดีจึงมาสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง

แน่นอนว่าคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอาจไม่สนับสนุนด้วยเพราะมีความหลากหลาย รวมถึงคงมีคนที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงสนับสนุนอยู่เหมือนกัน

กรณีคนที่ไม่สนับสนุนโดยมองว่านิติราษฎร์เป็นพวกรับเงินมาเคลื่อนไหวก็เป็นเรื่องของเขา

อุปสรรคการเดินหน้าเรื่องนี้

ส่วนหนึ่งมาจากสื่อ หลังจากความขัดแย้งรุนแรง สื่อก็แยกข้าง สื่อจำนวนหนึ่งมีความโน้มเอียง อคติ ทำลายเรื่องความซื่อตรงมาก รายงานไปด้วยอคติ มองคนที่เห็นต่างว่าเลวร้ายไปหมด และเลือกที่จะเสนอโดยไม่มองการเมืองทั้งระนาบ

เช่น ช่วงที่เสนอปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เราเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาล ทหาร สถาบันการเมือง แต่เวลาที่นำเสนอกลับเน้นเรื่องสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้พูดเรื่องอื่น เป็นการตัดตอนเนื้อหา บางครั้งใช้ถ้อยคำปลุกระดมด้วย

เสียงวิจารณ์ว่านิติราษฎร์เป็นพวกล้มเจ้า

เรื่องแบบนี้ทำให้คนในสังคมขาดสติได้ง่ายที่สุด แต่ถามว่าเราควรปล่อยให้สังคมขาดสติแบบนั้นต่อไปหรือไม่ หรือเราคิดว่าควรจะพูดอะไรเพื่อเตือนสติและบอกสังคม ถ้าทุกคนกลัวหมด ปล่อยให้สังคมขาดสติแบบนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี

เรื่องความกดดันไม่มีอยู่แล้ว ผมไม่เคยอยากได้ตำแหน่งอะไร ตำแหน่งผู้บริหารก็ไม่เคยอยากเป็น สิ่งที่ทำได้คือการทำให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ของคนในสังคมยกระดับสูงขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วจะเกิดทัศนะที่ถูกต้องเอง

คงต้องใช้เวลาหลายปี แต่จะอดทน ใช้ความจริงใจและให้เวลาเป็นเรื่องพิสูจน์

เสรีภาพทางวิชาการใน ม.ธรรมศาสตร์ตอนนี้

โดยสภาพไม่เปิดกว้างหรอก ทั้งเพื่อนร่วมงานหรืออะไรหลายอย่างที่มีความไม่เป็นมืออาชีพ ในหมู่ของคนมีการออกข้อสอบเสียดสี ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและระดับจิตใจของคน แต่ผมก็เข้าใจ

ธรรมศาสตร์ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นมานานแล้ว อย่างไรก็ตามยังรู้สึกว่าธรรมศาสตร์ดีกว่าที่อื่นอีกมาก และประกอบกับว่าผมรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ไม่เช่นนั้นคงถูกดำเนินการทางวินัยหรือถูกลงโทษแล้ว

/////////////////////////////////////////////////////////////////

นิติราษฎร์: การทำลายกฎหมายและคำพิพากษาในระบอบเผด็จการฯ

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ 
(เขียนในส่วนเยอรมนี) 

ปิยบุตร แสงกนกกุล 
(เขียนในส่วนฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ สเปน และตุรกี) 

 
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เขียนถึงบทเรียนเรื่องการทำลายกฎหมายและคำพิพากษาในระบอบเผด็จการ และการไม่ยอมรับรัฐประหารในนานาอารยะประเทศ 
 
 
การทำลายกฎหมายและคำพิพากษาในระบอบเผด็จการ
และการไม่ยอมรับรัฐประหารในนานาอารยะประเทศ  

เยอรมนี

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นยุติว่าคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าสิทธิหน้าที่ของบุคคลในทางกฎหมายมีอยู่อย่างไร คำพิพากษานั้นจะถูกหรือผิดอย่างไรในทางกฎหมายก็ตาม โดยปกติแล้ว ก็ย่อมมีผลผูกพันบรรดาคู่ความในคดี ข้อพิพาททางกฎหมายย่อมยุติลงตามการชี้ขาดคดีของศาลซึ่งถึงที่สุด และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเป็นฐานแห่งการบังคับคดีตลอดจนการกล่าวอ้างของคู่ความในคดีต่อไปได้  คุณค่าของการต้องยอมรับคำพิพากษาของศาลก็คือ ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล อันมีผลบั้นปลายในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม กรณีย่อมเป็นไปได้เสมอที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นอาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ความผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรือความผิดพลาดนั้น อาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยก็ได้ ระบบกฎหมายที่ดีย่อมกำหนดกฎเกณฑ์ให้มีการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้วได้ ในทางกฎหมาย เราเรียกกระบวนการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว แต่มีความบกพร่อง และหากปล่อยไว้ไม่ให้มีการทบทวน ก็จะไม่ยุติธรรมแก่คู่ความในคดีว่า การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ในกรณีที่ปรากฏในกระบวนการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วนั้น เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ศาลที่พิจารณาคดีดังกล่าวนั้น ย่อมต้องยกคำพิพากษาเดิมซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาดเสีย แล้วพิพากษาคดีดังกล่าวใหม่

การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นหนทางของการลบล้างคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ทั้งนี้ตามกระบวนการ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าในระบบกฎหมายนั้น โดยองค์กรที่มีอำนาจลบล้างคำพิพากษาที่ผิดพลาดดังกล่าว ก็คือ องค์กรตุลาการหรือศาลนั่นเอง

ในทางนิติปรัชญาและในทางทฤษฎีนิติศาสตร์ ยังคงมีปัญหาให้พิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาอาศัยอำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดีไปตามตัวบทกฎหมายซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม หรือในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่เคารพหลักการพื้นฐานของกฎหมาย นำตนเข้าไปรับใช้อำนาจทางการเมืองในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ยอมรับสิ่งซึ่งไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้ ให้เป็นกฎหมาย แล้วชี้ขาดคดีออกมาในรูปของคำพิพากษา  ในเวลาต่อมาผู้คนส่วนใหญ่เห็นกันว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่ไม่อาจยอมรับนับถือให้มีผลในระบบกฎหมายได้ และเห็นได้ชัดว่าไม่อาจใช้วิธีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ลบล้างคำพิพากษานั้นได้เช่นกัน จะมีหนทางใดในการลบล้างคำพิพากษาดังกล่าวนั้น

หลักการเบื้องต้นในเรื่องนี้ มีอยู่ว่า กฎเกณฑ์ที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างรุนแรง ไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายฉันใด คำตัดสินที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรมอย่างชัดแจ้งก็ไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นคำพิพากษาฉันนั้น

ในประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ความปรากฏชัดว่า ศาลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลพิเศษที่อดอลฟ์ ฮิตเลอร์จัดตั้งขึ้นเป็นศาลสูงสุดในคดีอาญาทางการเมือง (เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า Volksgerichtshof  ซึ่งอาจแปลตามรูปศัพท์ได้ว่า ศาลประชาชนสูงสุด เมื่อแรกตั้งขึ้นนั้น ศาลดังกล่าวนี้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทรยศต่อชาติ ต่อมาได้มีการขยายอำนาจออกไปในคดีอาญาอื่นๆด้วย เช่น การวิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะในสงครามของรัฐบาลนาซีเยอรมัน ศาลดังกล่าวนี้ก็อาจลงโทษประหารชีวิตผู้วิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะนั้นเสียก็ได้) ได้พิพากษาลงโทษบุคคลจำนวนมากโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรม  มีคำพิพากษาจำนวนไม่น้อยที่ศาลได้ใช้วิธีการตีความกฎหมายขยายความออกไปอย่างกว้างขวาง เพื่อลงโทษบุคคล ในหลายกรณีเห็นได้ชัดว่าศาลได้ปักธงในการลงโทษบุคคลไว้ก่อนแล้ว และใช้เทคนิคโวหารในการใช้และการตีความกฎหมายโดยบิดเบือนต่อหลักวิชาการทางนิติศาสตร์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคลนั้น (เช่น คดี Leo Katzenberger)

มีข้อสังเกตว่า การดำเนินคดีในนามของกฎหมายและความยุติธรรมของศาลในระบบนาซีเยอรมัน เกิดจากแรงจูงใจในทางการเมือง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และศาสนา (อาจเรียกให้สมกับยุคสมัยว่า "ตุลาการนาซีภิวัฒน์") อีกทั้งกระบวนการในการดำเนินคดี ขัดต่อหลักการพื้นฐานหลายประการ เช่น การไม่ยอมมีให้มีการคัดค้านผู้พิพากษาที่เห็นได้ชัดว่ามีส่วนได้เสียหรือมีอคติในการพิจารณาพิพากษาคดี การจำกัดสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา การกำหนดให้การพิจารณาพิพากษากระทำโดยศาลชั้นเดียว ไม่ยอมให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา การจำกัดระยะเวลาในการต่อสู้คดีของจำเลย เพื่อให้กระบวนพิจารณาจบไปโดยเร็ว มิพักต้องกล่าวถึงบรรยากาศของการโหมโฆษณาชวนเชื่อในทางสาธารณะ และแนวความคิดของผู้พิพากษาตุลาการในคดีว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาเพียงใด ที่น่าขบขันและโศกสลดในเวลาเดียวกันก็คือ แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น จะออกโดยเผด็จการนาซี และศาลในเวลานั้นต้องใช้กฎหมายของเผด็จการนาซีในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่ถ้าใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้ เช่นนี้ ศาลก็จะตีความกฎหมายจนกระทั่งในที่สุดแล้ว สามารถพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหาจนได้

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว มีเสียงเรียกร้องให้ลบล้างหรือยกเลิกคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการครองอำนาจของรัฐบาลนาซีเสีย  แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าควรจะต้องลบล้างบรรดาคำพิพากษาดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ถกเถียงกันว่าวิธีการในการลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นควรจะเป็นอย่างไร ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะดำเนินการลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีเป็นรายคดีไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะลบล้างคำพิพากษาทั้งหมดเป็นการทั่วไป ในชั้นแรก ในเขตยึดครองของอังกฤษนั้น ได้มีการออกข้อกำหนดลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๑๙๔๗ ให้อำนาจอัยการในการออกคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีหรือให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีก็ได้เป็นรายคดีไป การลบล้างคำพิพากษาเป็นรายคดีนี้ได้มีการนำไปใช้ในเวลาต่อมาในหลายมลรัฐ อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก ทั้งความยุ่งยากในการดำเนินกระบวนการลบล้างคำพิพากษาและการเยียวยาความเสียหาย ปัญหาดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาในเยอรมนีเกือบจะตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ

ใน ค.ศ. ๑๙๘๕ สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์ (Bundestag) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ประกาศว่า ศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมือง (Volksgerichtshof) เป็นเครื่องมือก่อการร้ายเพื่อทำให้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนาซีสำเร็จผลโดยบริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ บรรดาคำพิพากษาทั้งหลายที่เกิดจากการตัดสินของศาลดังกล่าวจึงไม่มีผลใดๆในทางกฎหมาย และในปี ค.ศ.๒๐๐๒ ได้มีการออกรัฐบัญญัติลบล้างคำพิพากษานาซีที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในคดีอาญา กฎหมายฉบับนี้มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมืองและศาลพิเศษคดีอาญาทุกคำพิพากษา
 

ฝรั่งเศส

ภายหลังจากฝรั่งเศสยอมแพ้ต่อเยอรมนี เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๑๙๔๐ รัฐสภาได้ตรารัฐบัญญัติมอบอำนาจทุกประการให้แก่รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐภายใต้อำนาจและการลงนามของจอมพล Pétain รัฐบาลได้ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปยังเมือง Vichy และให้ความร่วมมือกับเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตามนโยบาย Collaboration จอมพล Pétain ปกครองฝรั่งเศสโดยใช้อำนาจเผด็จการ ภายใต้คำขวัญ “ชาติ งาน และครอบครัว” ซึ่งใช้แทน “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” รัฐบาลวิชี่ร่วมมือกับเยอรมนีในการใช้มาตรการโหดร้ายทารุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับคนเชื้อชาติยิวไปเข้าค่ายกักกัน มีนักกฎหมายผู้มีชื่อเสียงหลายคนให้ความร่วมมือกับระบอบวิชี่อย่างเต็มใจ เช่น Raphael Alibert , Joseph Barthélemy , George Ripert , Roger Bonnard 

เมื่อเยอรมนีแพ้สงคราม ฝรั่งเศสได้รับการปลดปล่อยอิสรภาพ คณะกรรมการกู้ชาติฝรั่งเศสแปลงสภาพกลายเป็น “รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส” (Gouvernement provisoire de la  République française : GPRF) นอกจากปัญหาทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจแล้ว มีปัญหาทางกฎหมายให้ GPRF ต้องขบคิด นั่นคือ จะทำอย่างไรกับการกระทำต่างๆในสมัยระบอบวิชี่ การกระทำเหล่านั้นสมควรมีผลทางกฎหมายต่อไปหรือไม่ และจะเยียวยาให้กับเหยื่อและผู้เสียหายจากการกระทำในสมัยระบอบวิชี่อย่างไร 

รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ตรารัฐกำหนดขึ้นฉบับหนึ่งเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๑๙๔๔ ชื่อว่า “รัฐกำหนดว่าด้วยการก่อตั้งความชอบด้วยกฎหมายแบบสาธารณรัฐขึ้นใหม่ในดินแดนฝรั่งเศส”  รัฐกำหนดฉบับนี้ตั้งอยู่บนหลักการ ๒ ประการ ได้แก่ การล่วงละเมิดมิได้ของสาธารณรัฐ และการไม่เคยดำรงอยู่ในทางกฎหมายของรัฐบาลจอมพล Pétain ตั้งแต่ ๑๖ มิถุนายน ๑๙๔๑ 

ด้วยเหตุนี้ มาตราแรกของรัฐกำหนดฉบับนี้ จึงประกาศชัดเจนว่า “รูปแบบการปกครองของประเทศฝรั่งเศสคือสาธารณรัฐและดำรงอยู่แบบสาธารณรัฐ ในทางกฎหมาย สาธารณรัฐไม่เคยยุติการคงอยู่”  การประกาศความต่อเนื่องของ “สาธารณรัฐ” ดังกล่าว จึงไม่ใช่การรื้อฟื้น “สาธารณรัฐ” ให้กลับขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการก่อตั้งความชอบด้วยกฎหมายของสาธารณรัฐขึ้นมาใหม่ต่างหาก เพราะ “สาธารณรัฐ” ไม่เคยสูญหายไป ไม่เคยถูกทำลาย ไม่เคยยุติการดำรงอยู่ รัฐบาลวิชี่ไม่ได้ทำลาย (ทางกฎหมาย) สาธารณรัฐ นายพล Charles De Gaulle หัวหน้ารัฐบาลชั่วคราวจึงไม่เคยประกาศฟื้นสาธารณรัฐ เพราะสาธารณรัฐไม่เคยสูญหายไปจากดินแดนฝรั่งเศส

เมื่อมาตราแรกประกาศความคงอยู่อย่างต่อเนื่องของสาธารณรัฐ ในมาตรา ๒ ของรัฐกำหนดฉบับนี้จึงบัญญัติตามมาว่า “ด้วยเหตุนี้ ทุกการกระทำใดไม่ว่าจะใช้ชื่ออย่างไรก็ตามที่มีสถานะทางรัฐธรรมนูญ, ที่มีสถานะทางนิติบัญญัติ, ที่มีสถานะทางกฎ, รวมทั้งประกาศทั้งหลายที่ตราขึ้นเพื่อใช้บังคับการกระทำดังกล่าว,  ซึ่งได้ประกาศใช้บนดินแดนภายหลังวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๑๙๔๐ จนกระทั่งถึงการก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ให้เป็นโมฆะและไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ” บทบัญญัตินี้หมายความว่า การกระทำใด ไม่ว่าจะใช้ชื่อใด ทั้งที่มีสถานะเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ เทียบเท่ารัฐบัญญัติ เทียบเท่ากฎ หรือประกาศใดๆที่เป็นการใช้บังคับการกระทำเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นในสมัยวิชี่ ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นเลย พูดง่ายๆก็คือ ผลผลิตทางกฎหมายในสมัยวิชี่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่มีผลทางกฎหมาย   

นอกจาก “ทำลาย” การกระทำต่างๆของระบอบวิชี่แล้ว รัฐกำหนดยังให้ความสมบูรณ์ทางกฎหมายแก่บทบัญญัติที่เผยแพร่ในรัฐกิจจานุเบกษาของกลุ่มเสรีฝรั่งเศส รัฐกิจจานุเบกษาของกลุ่มฝรั่งเศสต่อสู้ และรัฐกิจจานุเบกษาของผู้บังคับบัญชาพลเรือนและทหารฝรั่งเศส ตั้งแต่ ๑๘ มีนาคม ๑๙๔๓ และบทบัญญัติที่เผยแพร่ในรัฐกิจจานุเบกษาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสระหว่าง ๑๙ มิถุนายน ๑๙๔๓ จนถึงวันที่ประกาศใช้รัฐกำหนดนี้ (ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับระบอบวิชี่)  

การประกาศไม่ยอมรับการกระทำใดๆในสมัยวิชี่ แม้จะเป็นความชอบธรรมทางการเมืองและเป็นความจำเป็นทางสัญลักษณ์อย่างยิ่ง แต่ก็อาจถูกโต้แย้งในทางกฎหมายได้ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก การกำเนิดรัฐบาลวิชี่เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายทุกประการ ไม่ได้มีการรัฐประหาร หรือใช้กองกำลังบุกยึดอำนาจแล้วปกครองแบบเผด็จการ ตรงกันข้าม เป็นรัฐสภาที่ยินยอมพร้อมใจกันตรากฎหมายมอบอำนาจเด็ดขาดให้แก่จอมพล Pétain ในประเด็นนี้ พออธิบายโต้แย้งได้ว่า ระบอบวิชี่และรัฐบาลวิชี่เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจหรือรัฐบาลตามความเป็นจริง

ประเด็นที่สอง การประกาศให้การกระทำใดๆสมัยวิชี่สิ้นผลไป เสมือนไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เสมือนไม่เคยดำรงอยู่และบังคับใช้มาก่อนเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปที่สุจริตและเชื่อถือในการกระทำต่างๆที่เกิดขึ้นในสมัยวิชี่ 

รัฐกำหนดฉบับนี้ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดย กำหนดให้การกระทำต่างๆที่กำหนดไว้ในตารางที่ II ของภาคผนวกแนบท้ายรัฐกำหนดนี้ ถูกยกเลิกไปโดยให้มีผลไปข้างหน้า หมายความว่า สิ้นผลไปนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐกำหนดนี้ ไม่ได้มีผลย้อนหลังไปเสมือนว่าไม่เคยมีการกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้นเลย นอกจากนี้ ในมาตรา ๘ ยังให้ความสมบูรณ์ทางกฎหมายแก่คำพิพากษาของศาลพิเศษที่ไม่ได้ตัดสินลงโทษการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อการกู้ชาติ ส่วนการกระทำที่ถือว่าสิ้นผลไปโดยมีผลย้อนหลังเสมือนว่าไม่เคยมีการกระทำเหล่านั้นมาก่อนเลย ได้แก่ รัฐธรรมนูญ ๑๐ กรกฎาคม ๑๙๔๐ และการกระทำที่มีสถานะรัฐธรรมนูญต่อเนื่องจากนั้น ตลอดจนบทบัญญัติกฎหมาย ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดที่กระทบสิทธิของประชาชน เช่น การตั้งศาลพิเศษ การบังคับทำงาน การก่อตั้งสมาคมลับ การแบ่งแยกบุคคลทั่วไปออกจากคนยิว เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป รัฐกำหนดว่าด้วยการก่อตั้งความชอบด้วยกฎหมายแบบสาธารณรัฐขึ้นใหม่ในดินแดนฝรั่งเศส ประกาศเป็นหลักการในเบื้องต้นก่อนว่า สาธารณรัฐไม่เคยยุติการดำรงอยู่  และบรรดาการกระทำทั้งหลายในสมัยวิชี่เป็นโมฆะ จากนั้นจึงเลือกรับรองความสมบูรณ์ให้กับบางการกระทำ และกำหนดการสิ้นผลของบางการกระทำ บ้างให้การสิ้นผลมีผลไปข้างหน้า บ้างให้การสิ้นผลมีผลย้อนหลังเสมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

มีข้อสงสัยตามมาว่า รัฐกำหนด ๙ สิงหาคม ๑๙๔๔ ทำให้บุคคลที่กระทำการและร่วมมือกับระบอบวิชี่ได้รอดพ้นจากความรับผิดไปด้วย เมื่อการกระทำใดๆในสมัยวิชี่ไม่ถือว่าเคยเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความเสียหาย ไม่มีความผิด และไม่มีความรับผิดหรือไม่?

เดิม แนวคำพิพากษาวางหลักไว้ว่า เมื่อรัฐกำหนด ๙ สิงหาคม ๑๙๔๔ กำหนดให้การกระทำใดๆสมัยวิชี่ไม่ถือว่าเคยเกิดขึ้นและไม่มีผลทางกฎหมายใดแล้ว รัฐจึงไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำดังกล่าว แม้การกระทำนั้นจะนำมาซึ่งความเสียหายให้แก่เอกชนก็ตาม  อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง ศาลได้กลับแนวคำพิพากษาเหล่านี้เสียใหม่ ศาลยืนยันว่า แม้ระบอบวิชี่และรัฐบาลในสมัยนั้นจะไม่ถือว่าเคยดำรงอยู่ และการกระทำต่างๆในสมัยนั้นไม่เคยเกิดขึ้นและไม่มีผลทางกฎหมาย แต่หลักความต่อเนื่องของรัฐก็ยังคงมีอยู่ แม้รัฐบาลในสมัยระบอบวิชี่ไม่ได้เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย แต่ก็เป็นองค์กรผู้มีอำนาจในความเป็นจริง และไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้รัฐหลุดพ้นจากความรับผิด  ดังนั้น เอกชนผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการกระทำที่เกิดขึ้นในสมัยระบอบวิชี่ได้ 

จะเห็นได้ว่า ระบบกฎหมายฝรั่งเศสได้มุ่ง “ทำลาย” เฉพาะการกระทำต่างๆในสมัยระบอบวิชี่ที่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ และไม่สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ไม่ได้มุ่งทำลายหรือลิดรอนสิทธิของผู้เสียหายในการได้รับค่าเสียหาย ส่วนบรรดาความรับผิดชอบของผู้กระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายในสมัยนั้นก็ยังคงมีอยู่ต่อไป (เช่น ขับไล่คนเชื้อชาติยิว, จับคนเชื้อชาติยิวขึ้นรถไฟเพื่อพาไปเข้าค่ายกักกัน, พิพากษาจำคุก, ประหารชีวิต, ฆ่าคนตาย เป็นต้น) ส่วนจะเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวของผู้กระทำการนั้น หรือเป็นความรับผิดชอบของรัฐ ย่อมพิจารณาเป็นรายกรณีไป 

นอกจากนี้ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้มาตรการ “แรง” เพื่อจัดการบุคคลผู้มีส่วนร่วมกับระบอบวิชี่ มาตรการนั้นเรียกกันว่า “มาตรการชำระล้างคราบไคลให้บริสุทธิ์” (épuration) มาตรการทำนองนี้ใช้กันในหลายประเทศโดยมีเป้าประสงค์ คือ จับบุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำทารุณ โหดร้ายในสมัยนาซีเรืองอำนาจมาลงโทษ และไม่ให้บุคคลที่มีอุดมการณ์แบบนาซีได้มีตำแหน่งหรือมีบทบาทสำคัญ รัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ออกรัฐกำหนดหลายฉบับเพื่อใช้มาตรการชำระล้างคราบไคลอุดมการณ์นาซี เช่น การจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีบุคคลที่มีส่วนร่วมกับระบอบวิชี่, การปลดข้ารัฐการและเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมกับระบอบวิชี่, การปลดข้ารัฐการและเจ้าหน้าที่ที่มีอุดมการณ์และทัศนคติสนับสนุนนาซีและวิชี่ ตลอดจนกีดกันไม่ให้เข้าทำงานหรือเลื่อนชั้น, การห้ามบุคคลผู้มีอุดมการณ์และทัศนคติสนับสนุนนาซีและวิชี่ ทำงานในกระบวนการยุติธรรม การศึกษา สื่อสารมวลชน การเงินการธนาคาร การประกันภัย หรือร่วมในสหภาพแรงงาน, การจำกัดสิทธิเลือกตั้งและสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น 
 

สวิตเซอร์แลนด์

ปี ๒๐๐๓ รัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ได้ตรารัฐบัญญัติฉบับหนึ่งลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๐๐๓ ใจความสำคัญของรัฐบัญญัติฉบับนี้ คือ การเพิกถอนคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาลงโทษบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หลบหนีลี้ภัยจากการกระทำของนาซี 

ในมาตราแรก เป็นการประกาศวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่า “รัฐบัญญัตินี้วางหลักเรื่องการเพิกถอนคำพิพากษาคดีอาญาที่ลงโทษบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หลบหนีลี้ภัยจากการกระทำของนาซี และเยียวยาให้แก่บุคคลเหล่านั้น รัฐบัญญัตินี้มุ่งหมายเพิกถอนคำพิพากษาเหล่านี้ในฐานะเป็นการละเมิดความยุติธรรมอย่างร้ายแรงในยุคปัจจุบัน” จากนั้นจึงยืนยันในมาตรา ๓ ว่า “คำพิพากษาของศาลทหาร ศาลอาญาแห่งสหพันธ์ ศาลอาญาแห่งมลรัฐ ที่ลงโทษบุคคลที่ช่วยเหลือแก่ผู้หลบหนีลี้ภัยจากนาซี ถูกเพิกถอน” 

เมื่อกฎหมายประกาศให้คำพิพากษาของศาลสิ้นผลไปแล้ว  ก็จำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาให้แก่บุคคลที่ต้องโทษตามคำพิพากษาเหล่านั้น ในมาตรา ๔ กำหนดให้บุคคลเหล่านั้นมีสิทธิในการได้รับการเยียวยาชดเชย โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง ชื่อว่า “คณะกรรมการเยียวยาชดเชย” ทำหน้าที่พิจารณาคำร้องขอการเยียวยาชดเชยของบุคคลที่เคยต้องโทษตามคำพิพากษา และอาจเยียวยาชดเชยให้บุคคล เหล่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องขอก่อนก็ได้ ในกรณีที่บุคคลนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ให้ญาติเป็นผู้ร้องขอแทน  
 

กรีซ

รัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ เป็นรัฐธรรมนูญในสมัยที่กรีซมีกษัตริย์เป็นประมุข โดยในห้วงเวลานั้นเป็นช่วงหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับฝ่ายกษัตริย์นิยม ด้วยบรรยากาศของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาจึงสนับสนุนฝ่ายกษัตริย์นิยม ในท้ายที่สุดฝ่ายกษัตริย์นิยมชนะ และประกาศนำรัฐธรรมนูญ ๑๙๑๑ (ซึ่งกำหนดให้มีกษัตริย์) กลับมาปัดฝุ่นใช้บังคับใหม่ให้เป็นรัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ โดยเรียกกันว่า “ประชาธิปไตยแบบกษัตริย์ – Royal Democracy” หรืออาจเรียกให้เข้าไทยเสียหน่อย คือ “ประชาธิปไตยแบบกรีซๆ” นั่นเอง 

ทหารกลุ่มหนึ่งได้ก่อการรัฐประหารในวันที่ ๒๑ เมษายน ๑๙๖๗ ยกเลิกระบอบกษัตริย์ และล้มล้างรัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ คณะรัฐประหารได้ปกครองแบบเผด็จการทหาร มีการประกาศใช้คำสั่งที่มีสถานะเป็นรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ต่อมาด้วยสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองอันรุมเร้า รัฐบาลเผด็จการไม่อาจตอบสนองต่อการแก้ปัญหาเหล่านั้น โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งกับไซปรัส รัฐบาลเผด็จการทหารจึงล้มไปในปี ๑๙๗๔ นาย Karamanlis อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายขวาซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ปารีสตั้งแต่ปี ๑๙๖๓ ได้รับเชิญกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยรวมขั้วการเมืองทุกฝ่าย รัฐบาลแห่งชาติของนาย Karamanlis ได้รับการคาดหวังจากประชาชนกรีซว่าจะนำพาสังคมกรีซให้ตื่นจากการหลับใหลและนำพาประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตย 

รัฐบาลเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยขั้นที่หนึ่ง โดยประกาศใช้คำสั่งทางรัฐธรรมนูญ ๑ สิงหาคม ๑๙๗๔ (เป็นคำสั่งที่มีสถานะเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่ได้อยู่ในรูปของรัฐธรรมนูญตามความหมายเชิงรูปแบบ) ว่าด้วย “ฟื้นฟูความชอบด้วยกฎหมายแบบประชาธิปไตย” โดยรับแนวความคิดมาจากประเทศฝรั่งเศสในกรณีรัฐกำหนดว่าด้วยการก่อตั้งความชอบด้วยกฎหมายแบบสาธารณรัฐขึ้นใหม่ในดินแดนฝรั่งเศส ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๑๙๔๔ 

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การฟื้นฟูความชอบด้วยกฎหมายแบบประชาธิปไตย รัฐบาล ต้องจัดการ “ทำลาย” ผลิตผลทางกฎหมายสมัยเผด็จการทหาร ด้วยเหตุนี้ คำสั่งทางรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๔ จึงประกาศให้บรรดารัฐธรรมนูญสมัยเผด็จการทหาร (ตั้งแต่ปี ๑๙๖๘ ถึง ๑๙๗๓) และการกระทำที่มีเนื้อหาทางรัฐธรรมนูญทั้งหลายที่ประกาศใช้ตั้งแต่ ๒๑ เมษายน ๑๙๖๗ (วันที่คณะทหารรัฐประหาร) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลได้ประกาศความเสียเปล่าของบรรดาการกระทำทางกฎหมายทั้งหลายของรัฐบาลเผด็จการทหารไปแล้ว ก็เท่ากับว่าต้องกลับไปหารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น คือ รัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ กลับมาอีก รัฐบาลจึงประกาศให้นำรัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ มาใช้ทั้งฉบับ เว้นแต่เรื่องรูปแบบรัฐที่มีกษัตริย์เป็นประมุข  ทั้งนี้ ก็เพราะว่ารัฐบาลแห่งชาติต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ชี้ขาดว่ากรีซสมควรเป็นสาธารณรัฐหรือมีกษัตริย์ รัฐบาลได้กำหนดให้มีการออกเสียงลงประชามติในเบื้องต้นในวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๗๔ ว่า ประชาชนเห็นสมควรให้กรีซมีกษัตริย์เป็นประมุข หรือสมควรให้กรีซเป็นสาธารณรัฐ ผลปรากฏว่าประชาชนจำนวนร้อยละ ๖๙.๒ เห็นด้วยกับรูปแบบสาธารณรัฐ เป็นอันว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป กรีซไม่มีกษัตริย์ และเป็นสาธารณรัฐ 

นอกจากนี้รัฐบาลแห่งชาติยังได้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง และให้เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์ และได้ลงนามในอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป

ขั้นตอนต่อไป คือ การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อนำมาใช้แทนรัฐธรรมนูญ ๑๙๕๒ กรีซจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ของ Karamanlis ได้รับชัยชนะ จึงไม่น่าแปลกใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีรากฐานความคิดของ Karamanlis เป็นสำคัญ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญและเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรในฐานะสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา และได้รับความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๑๙๗๕ และประกาศใช้บังคับในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๑๙๗๕    
 

สเปน

สงครามกลางเมืองในสเปนสิ้นสุดลงเมื่อปี ๑๙๓๖ โดยนายพลฟรานซิสโก้ ฟรังโก้ปราบปรามกลุ่มต่างๆ และเข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร นายพลฟรังโก้ปกครองสเปนด้วยระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ตรากฎหมายและออกคำสั่งละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ใช้กำลังเข้าปราบปรามเข่นฆ่าบุคคลที่คิดแตกต่าง ออกมาตรการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ภายหลังระบอบฟรังโก้ล่มสลาย สเปนได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่นิติรัฐ-ประชาธิปไตย ภายใต้การนำของกษัตริย์ฆวน คาร์ลอสและกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม ในท้ายที่สุด ประชาชนก็ได้ออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘ 

อย่างไรก็ตาม แม้นิติรัฐ-ประชาธิปไตยจะมั่นคงและมีเสถียรภาพในดินแดนสเปน แต่ผลกระทบจากการกระทำต่างๆในระบอบฟรังโก้ก็ไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น ในนามของความ “ปรองดอง” สเปนจึงออกมาตรการจำนวนมากเพื่อ “ลืม” บาดแผลจากระบอบฟรังโก้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรม และการอภัยโทษให้กับการกระทำในสมัยระบอบฟรังโก้ การนิรโทษกรรมแบบสเปนนี่เอง กลายเป็นต้นแบบให้กับหลายประเทศในอเมริกาใต้ เช่น ชิลี อาร์เจนตินา 
 
ปี ๒๐๐๔ ปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชน องค์กรเอกชน และกลุ่มเครือญาติของผู้เสียหายจากระบอบฟรังโก้ ได้รวมตัวกันจัดทำแถลงการณ์ข้อเสนอถึงรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อลบล้างผลพวงของระบอบฟรังโก้ และแก้ไขเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากระบอบฟรังโก้

ในแถลงการณ์ดังกล่าว มีข้อเสนอในหลายประเด็น ตั้งแต่ การลบล้างการกระทำใดๆในระบอบฟรังโก้ การจ่ายค่าเยียวยาชดเชยให้แก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบ การจัดตั้งหอจดหมายเหตุรวบรวมเอกสารทางประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระบอบฟรังโก้ การรับรองสิทธิในการรับรู้ของผู้เสียหายหรือญาติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบอบฟรังโก้ 

กล่าวสำหรับ การลบล้างการกระทำใดๆในระบอบฟรังโก้นั้น แถลงการณ์ได้นำรูปแบบการลบล้างกฎหมายและคำพิพากษาสมัยนาซีของเยอรมนีมาพิจารณาประกอบ แถลงการณ์เสนอว่า ให้รัฐสภาตรากฎหมายเพื่อประกาศความเสียเปล่าของทุกการกระทำที่มีผลทางกฎหมายในระบอบฟรังโก้ ด้วยเหตุที่ว่า สหประชาชาติได้มีมติที่ ๓๒ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๑๙๔๖ และมติที่ ๓๙ ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๑๙๔๖ ว่า พิจารณาจากต้นกำเนิด ลักษณะ โครงสร้าง และการกระทำทั้งหลายแล้ว เห็นว่าระบอบฟรังโก้เป็นระบอบการปกครองแบบฟาสซิสต์ นอกจากนี้ การกระทำใดๆในระบอบฟรังโก้มีความผิดตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่งที่รัฐสภาจะตรากฎหมายประกาศความเสียเปล่าของทุกการกระทำที่มีผลทางกฎหมายในระบอบฟรังโก้ เพื่อให้การกระทำเหล่านั้นเสียเปล่า ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย 

แถลงการณ์ยังได้เสนอต่อไปว่า ให้รัฐสภาตรากฎหมายประกาศให้ทุกคำพิพากษาของศาลอาญาและศาลทหาร ตลอดจนการดำเนินคดีอาญาในศาลอาญาและศาลทหาร ในสมัยระบอบฟรังโก้เสียเปล่า ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย ด้วยเหตุที่ว่าคำพิพากษาและการดำเนินคดีเหล่านั้นเป็นไปตามอำเภอใจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐบาลต้องออกมาตรการที่เหมาะสมในการเยียวยาชดเชยให้กับบุคคลที่ได้รับผลร้ายจากคำพิพากษาและการดำเนินคดีเหล่านั้น 

แถลงการณ์ ๒๐๐๔ ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติ ๕๒/๒๐๐๗ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๐๐๗ ว่าด้วยการยอมรับสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีและความรุนแรงในช่วงสงครามกลางเมืองและเผด็จการฟรังโก้ แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ปัญญาชน นักสิทธิมนุษยชน องค์กรเอกชน และกลุ่มเครือญาติของผู้เสียหายจากระบอบฟรังโก้ จึงทำหนังสือเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๐๑๐ โดยยืนยันว่ารัฐสภาต้องลบล้างการกระทำใดๆของระบอบฟรังโก้ และการลบล้างดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และไม่กระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติฐานะของผู้สุจริตด้วย โดยยกตัวอย่างกรณีเยอรมนีที่ได้ตรากฎหมายลบล้างกฎหมาย คำพิพากษา และการกระทำใดๆในสมัยนาซี สำเร็จมาแล้ว 
 

ตุรกี

ภายหลังจากมุสตาฟา เคมาล อัลตาเติร์กได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของตุรกี ระบอบการเมืองการปกครองในตุรกีก็ยังไม่มีเสถียรภาพและยังไม่เป็นประชาธิปไตยมากนัก จริงอยู่ระบอบเคมาลิสต์อาจนำความเป็นสมัยใหม่มาสู่ตุรกี แต่ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพ และความเป็นสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร ยังไม่อาจฝังรากลงไปในดินแดนแห่งนี้ มีการรัฐประหารโดยคณะทหารหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ๑๙๖๐, ๑๙๗๑, ๑๙๘๐ 

รัฐประหารครั้งที่สามของตุรกีในยุคสมัยใหม่ และเป็นรัฐประหารครั้งล่าสุด คือ รัฐประหาร ๑๒ กันยายน ๑๙๘๐ นำโดยนายพล Kenan Evren ตุรกีถูกปกครองโดยคณะรัฐประหารในชื่อ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” และรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งแต่ ๑๒ กันยายน ๑๙๘๐ จนถึง ๑๙๘๓ ส่วนนายพล Evren หัวหน้าคณะรัฐประหารก็ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี
 
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนำไปซึ่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติ (ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหาร) มีผลใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญ ๑๙๘๒ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน จากนั้นก็ทยอยผ่องถ่ายอำนาจ โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ ๑๙๘๒ และมีรัฐบาลใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่มาจากการเลือกตั้งในปี ๑๙๘๓ อย่างไรก็ตามนายพล Evren ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีต่อไปจนถึงปี ๑๙๘๙ 

ตุรกีอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหารรวมระยะเวลา ๓ ปี ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหารนี้นำมาซึ่งการนองเลือด มีประชาชนเสียชีวิต ๕,๐๐๐ คน ถูกจำคุก ๖,๐๐๐ คน ถูกดำเนินคดี ๒๐๐,๐๐๐ คน เสียสัญชาติตุรกีไปอีกร่วม ๑๐,๐๐๐ คน และประชาชนอีกนับหมื่นที่ได้รับการทรมาน 

บรรดานักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเห็นตรงกันมานานแล้วว่า เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ๑๙๘๒ ไม่ได้มาตรฐานประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี Recep Tayyip Erdogan มีดำริว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมุ่งลดทอนอำนาจศาลให้ได้ดุลยภาพมากขึ้น ลดทอนอำนาจกองทัพ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ปรับปรุงโครงสร้างและที่มาของศาลรัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ 

๑.) ให้ศาลพลเรือนมีเขตอำนาจเหนือทหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีกล่าวหาว่าทหารและบุคคลเหล่านั้นก่อกบฏล้มล้างรัฐบาลหรือก่ออาชญากรรมต่อรัฐ 
๒.) เพิ่มจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากเดิม ๑๑ คน เป็น ๑๗ คน จากเดิมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดมาจากการเสนอชื่อโดยศาลและให้ประธานาธิบดีลงนามแต่งตั้ง โดยดำรงตำแหน่งจนถึงอายุ ๖๕ ปี เปลี่ยนมาเป็นสภาแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๓ คน และอีก ๑๔ คนประธานาธิบดีแต่งตั้งโดยเลือกจากบัญชีที่เสนอจากสภาทนายความ จากสภาสูงการศึกษา และศาล โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง ๑๒ ปี
๓.) เพิ่มจำนวนคณะกรรมการตุลาการ (กต.) จาก ๗ คน เป็น ๒๒ คน โดย ๔ คนแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
๔.) ทหารที่ถูกสภาทหารสูงสุดปลดออกจากตำแหน่งมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้
๕.) รับรองสิทธิและเสรีภาพใหม่ๆ เช่น สิทธิสตรี สิทธิของผู้ด้อยโอกาส สิทธิของชนกลุ่มน้อย และคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลมากขึ้น
๖.) กำหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

นอกจากนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมยังมีบทบัญญัติยกเลิกมาตรา ๑๕ ซึ่งเป็นบทบัญญัติชั่วคราวในรัฐธรรมนูญ ๑๙๘๒ โดยมาตรา ๑๕ บัญญัติว่า “การฟ้องร้องหรือดำเนินคดีให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติต้องรับผิดทางอาญา ทางแพ่ง หรือทางกฎหมายใดเนื่องจากการกระทำใดๆของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและรัฐบาล ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๒ กันยายน ๑๙๘๐ จนถึงวันที่สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ไม่อาจทำได้” พูดง่ายๆก็คือ มาตรา ๑๕ สร้างเอกสิทธิ์และความคุ้มกันให้แก่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐบาล ในการไม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องนั่นเอง 

ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรวม ๒๖ มาตรา ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ยังไม่อาจมีผลใช้บังคับได้ เพราะ ได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาไม่ถึงร้อยละ ๗๐ จึงต้องนำไปให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติ รัฐบาลกำหนดวันออกเสียงลงประชามติในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๐๑๐ โดยเจตนาให้ตรงกับวันครบรอบ ๓๐ ปีรัฐประหาร ๑๒ กันยายน ๑๙๘๐ นายกรัฐมนตรี Recep Tayyip Erdogan ประกาศว่า “วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๐๑๐ เป็นวันอันเหมาะสมที่สุดสำหรับการเผชิญหน้ากับการทรมาน ความโหดเหี้ยม และการปฏิบัติอันไร้มนุษยธรรมของรัฐประหาร ๑๒ กันยายน ๑๙๘๐” 

ในรัฐธรรมนูญตุรกี การออกเสียงประชามติเป็นหน้าที่ ผู้มีสิทธิออกเสียงมีหน้าที่ต้องไปออกเสียงประชามติ หากผู้ใดไม่ไปออกเสียง ต้องถูกปรับ (ประมาณ ๖๐๐ บาท) ผลปรากฏว่าประชาชนชาวตุรกีได้ออกเสียงลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนร้อยละ ๕๗.๙๐ ไม่เห็นชอบร้อยละ ๔๒.๑ มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงร้อยละ ๗๗ (จำนวนร้อยละ ๒๐ ที่ไม่มาออกเสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นฐานคะแนนของพรรคสังคมประชาธิปไตยที่ประกาศบอยคอตไม่ร่วมการออกเสียงประชามติครั้งนี้)  

เมื่อรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีผลใช้บังคับ นั่นเท่ากับว่า บทบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของคณะรัฐประหารและพวก (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและรัฐบาล) ในการไม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้อง ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว  ดังนั้น ภายหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้วันเดียว การทดสอบท้าทายตอบโต้รัฐประหาร๑๒ กันยายน ๑๙๘๐ ก็เริ่มขึ้น สมาคมนักกฎหมายและนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนเดินหน้ากล่าวโทษนายพล Kenan Evren (ปัจจุบันอายุ ๙๔ ปี) และพวกในความผิดฐานกบฏ ความผิดอาญาฐานอื่นๆ ตลอดจนความรับผิดทางแพ่ง 
 

........................

นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในเยอรมนี, ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, กรีซ, สเปน และตุรกีที่สมควรหยิบยกมาแสดงเป็นตัวอย่างว่า การลบล้างการกระทำใดๆในสมัยเผด็จการสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกังวลใจว่าใครจะได้ประโยชน์ เพราะ ในท้ายที่สุด ระบบกฎหมายแบบนิติรัฐ-ประชาธิปไตยนั่นแหละที่เราจะได้กลับมา พร้อมกับ “สั่งสอน” บุคคลที่กระทำการ ร่วมมือ ตลอดจนสนับสนุนเผด็จการได้อีกด้วย อีกทั้งเป็นการประกาศให้เห็นทั้งในทางสัญลักษณ์ ในทางประวัติศาสตร์ และในทางกฎหมายว่า ต่อไปนี้ หากมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ก็เป็นไปได้ว่าเมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจลง ระบบการเมือง-กฎหมายเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ประชาชนในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ตัวจริงในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการ “ลบล้าง” ผลพวงของรัฐประหาร และนำตัวคณะรัฐประหารมาลงโทษ 

__________________________________________

เชิงอรรถ
 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนแรกในสมัยระบอบวิชี่ มีบทบาทสำคัญในการบริหารและกำหนดทิศทางการทำงานของศาลปกครอง 

 ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ผู้เขียนตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญหลายเล่ม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนที่สองในสมัยระบอบวิชี่

 ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการศึกษาและเยาวชน มีบทบาทสำคัญในการปลดศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยที่มีเชื้อชาติยิว

 ศาสตราจารย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอร์กโดซ์ เขียนตำรากฎหมายปกครองหลายเล่ม แม้เขาจะไม่เข้าดำรงตำแหน่งใดๆในรัฐบาล แต่ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่าพร้อมปวารณาตัวรับใช้และสนับสนุนระบอบวิชี่อย่างไม่มีเงื่อนไขและอย่างเต็มความสามารถ โดยมุ่งเน้นไปในงานทางวิชาการเพื่อรับรองความชอบธรรมของระบอบวิชี่และสนับสนุนนักกฎหมายที่รับใช้ระบอบวิชี่ ผ่านบทความต่างๆที่เสนอในวารสาร Revue du Droit public (วารสารกฎหมายมหาชน) ที่เขาเป็นบรรณาธิการ

 คำว่า “สาธารณรัฐ” ในบริบทของฝรั่งเศส ไม่ใช่หมายถึงเพียงรัฐที่มีประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ตำแหน่งที่สืบทอดทางสายโลหิตแบบกษัตริย์เท่านั้น แต่ยังหมายความถึงความเป็นนิติรัฐ ความเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและพหุนิยมด้วย จะสังเกตได้ว่า คำว่า République ที่ใช้ในบริบทของฝรั่งเศส จะเขียนด้วยตัวอักษร R ตัวใหญ่เสมอ นั่นหมายความว่า มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างจาก république 

 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๔ มิถุนายน ๑๙๔๖, Ganascia คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๔ มกราคม ๑๙๕๒, Epoux Giraud คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๒๕ กรกฎาคม ๑๙๕๒, Delle Remise 

 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๒ เมษายาน ๒๐๐๒, Papon คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๐๐๙, Hoffman Glemane 

ที่มา: เว็บไซต์นิติราษฎร์

4 4 55 จักรภพ ชี้อำนาจเก่ากลัวนิติราษฎร์มากกว่าทักษิณ

Posted by KwamRak on 04.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

4 4 55 ข่าวเที่ยงDNN จักรภพ ชี้อำนาจเก่ากลัวนิติราษฎร์มากกว่าทักษิณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: ไม่ควรหยุดที่ 112 แต่ต้องปฏิรูปสถาบันฯ อย่างรอบด้าน

Posted by KwamRak on 21.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/03/112_18.html

Thai E-News: สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: ไม่ควรหยุดที่ 112 แต่ต้องปฏิรูปสถาบันฯ อย่างรอบด้าน


จาก 100 เศษในปี 2550 และ ใกล้ๆ 100 ในปี 2551 กลายมาเป็น เกือบ 200 ในปี 2552 และทีสำคัญ พุ่งขึ้นเป็นกว่า 400 กว่ากรณีในปี 2553

ประเด็นที่ผมอยากจะคอมเม้นท์สั้นๆ ซึ่งอันที่จริง น่าจะเห็นกันได้ไม่ยาก

คือ อยากจะเชื่อมโยงกับ "สไลด์" ที่ผมโพสต์ข้างล่าง และเชื่อมโยงกับประเด็นหนึงที่มีการพูดกันเยอะเหมือนกัน ในหมู่ผู้รณรงค์ให้เปลี่ยนแปลง 112

นั่นคือ ที่พูดกันทำนองว่า คดี 112 เพิ่มมากขึ้นในไม่กี่ปีนี้ เพราะ "ข้อหาหมิ่นฯถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง"

แต่ไหนแต่ไร ผมพยายามหลีกเลี่ยงการพูดทำนองนี้นะ เพราะว่า แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ประเด็นจริงๆ ที่ทำให้เกิดคดีหมิ่นฯเพิ่มสูงขึ้น มันไมใช่เรื่อง "ข้อหาหมิ่นฯถูกใช้เป็นเครือ่งมือการเมือง" อะไร

สาเหตุจริงๆ ถ้าเราพูดกันแบบยอมรับกันตรงๆคือ

มีคนจำนวนมาก มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ต่างๆ ดังที่ผมใส่ไว้ใน สไลด์ นั่นแหละ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้น จะเห็นว่าส่วนใหญ๋เกิดขึ้นในช่วง 2551-2552

พูดอีกอย่างคือ มีคนจำนวนมาก ทนไม่ได้ที่จะ ปิดปากเงียบ ต่อสิ่งทีเกิดขึ้น

ดังนั้น "ปัญหาคดีหมิ่นฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น" สำหรับผม แต่ไหนแต่ไร มองว่า เป็นเรื่องทีเชื่อมโยงกับปัญหาบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ในสถานการณ์การเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานันเอง

จริงที่ว่าการเรียกร้องให้เปลี่ยน 112 มีความสำคัญในแง่ที่ว่า จะได้ทำให้คนที่เขาต้องการแสดงความคิดเห็น ต้องการมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จะได้มีสิทธิทีจะแสดงปฏิกิริยาได้ โดยไม่ต้องถูกตั้งข้อหาแบบเดิมอีก

แต่ว่า ประเด็นสำคัญจริงๆ สำหรับผม ยังอยู่ที่ สิ่งที่เป็น "จุดเริ่มต้น" คือประเด็นเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์

สำหรับผม การเรียกร้อง จึงไม่ควรจำกัดอยู่ทีเรื่อง 112 แต่อยู่ที่ เรียกร้องให้มีการอภิปรายเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันฯโดยตรงด้วย

และข้อเสนอ จึงไม่ควรอยู่เพียงที่ 112 แต่จะต้องเสนอให้ปฏิรูปสถาบันฯอย่างรอบด้าน (ซึ่ง 112 เป็นเพียงประเด็นหนึ่ง) ไปพร้อมๆกันด้วย






ขอนำมาฝากอีกครั้งกับโปสเตอร์แท่งอัปลักษณ์

ยุกติ มุกดาวิจิตร บรรยาย "สิทธิ เสรีภาพ บนความสับสนปนเป ก่อน-เป็น-หลัง สมัยใหม่" แขวนเสรีภาพ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา18-03-55

Uploaded by fazhi2006 on Mar 18, 2012






Uploaded by cofspeed on Mar 18, 2012 

งาน "แขวนเสรีภาพ" โดยคณะนักเขียนแสงสำนึก อ.ปิยบุตร อ.สมศักดิ์เจียม 18มีค.55

Posted by KwamRak on 20.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

งาน "แขวนเสรีภาพ" โดยคณะนักเขียนแสงสำนึก อ.ปิยบุตร อ.สมศักดิ์เจียม 18มีค.55

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555
เวลา 10.00น.เป็นต้นไป
ขอเชิญนักอ่าน และประชาชนผู้สนใจร่วม "แขวนเสรีภาพ"
การแสดงออกทางศิลปะและวิชาการเพื่อเสรีภาพครั้งที่ 1 โดยคณะนักเขียนแสงสำนึก
สถานที่ อนุสรณ์สถาน
รับฟังปาฐกถาโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
เสวนาวิชาการโดย.. ปราบดา หยุ่น, ยุกติ มุกดาวิจิตร และปิยบุตร แสงกนกกุล
อภิปราย โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ดำเนินรายการโดย วาด รวี


ถ่ายทอดสดโดยthaivoice
ขอบคุณ คุณบังสกุล thaivoice
โดยเมษ์ษา konthaiuk



MP3 ม้วนเดียวจบ(อ.ยุติก อ.ปิยบุตร ถาม-ตอบ ขาด อ.สมศักดิ์)
http://www.mediafire.com/?f6c2748z4tag0a3

18-03-2012 >>MP3 ยุกติ มุกดาวิจิตร บรรยาย "สิทธิ เสรีภาพ บนความสับสนปนเป 
ก่อน-เป็น-หลัง สมัยใหม่" แขวนเสรีภาพ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
  

18-03-2012 >>MP3 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แขวนเสรีภาพ  

18-03-2012 >>MP3 ปิยบุตร แสงกนกกุล แขวนเสรีภาพ  

อ.ยุติ +คำถาม
ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/18-03-12anuson/yuti18-03-12.wmv

อ.ปิยบุตร
ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/18-03-12anuson/peya18-03-12.wmv

อ.สมศักดิ์+ คำถาม
ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/18-03-12anuson/somsak18-03-12.wmv

15 3 55 ข่าวค่ำDNN ปิยบุตรชี้คำสั่งหอศิลป์ไม่ชอบรัฐธรรมนูญ

Posted by KwamRak on 15.2012 [ TV ] - News 0 trackback

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เปิดใจหลังโดนทำร้าย คมชัดลึก 09 03 55

Posted by KwamRak on 11.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เปิดใจหลังโดนทำร้าย คมชัดลึก 09 03 55

11 3 55 ข่าวค่ำDNN เสื้อแดงเชียงใหม่ ให้กำลังใจ นิติราษฎร์

Posted by KwamRak on 11.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

News Maker วรเจตน์ ยึดมั่น เเนวทางเคลื่อนไหว

Posted by KwamRak on 09.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback
 

News Maker วรเจตน์ ยึดมั่น เเนวทางเคลื่อนไหว

พยานเหตุการณ์วรเจตน์!!

Posted by KwamRak on 08.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

พยานเหตุการณ์วรเจตน์!!

เรื่องมันมียู่ว่าที่เฟซบุ๊ค นายสิริโชคที่เป็น สส.พรคประชาธิปัตย์เขาเอาภาพนี้มาโพสในเฟซของเขา

:x  โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ นปช. ตัดต่อขึ้นมาปลุกระดมให้คนเสื้อแดงเกิดความไม่พอใจกรณีที่นายวรเจตน์โดนฟาดหัวที่มธ.

;-)  ไปดูภาพดังกล่าวกันก่อนนะครับ

ถ้าพ่อแม่พี่น้องเป็นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์สมัย 6 ตุลามาบ้าง จะทราบทันทีว่าภาพคนทางซ้าย

:shock:  ที่กำลังเงื้องง่าเก้าอี้ฟาดใส่หัวคนในภาพนั้น เป็นภาพที่เอามาจากเหตุการณ์ชื่อดังที่กลุ่มนวพล ลูกเสือชาวบ้าน

กำลังเอาเก้าอี้ฟาดใส่ร่างของนักศึกษา ที่ถูกแขวนคอตายและเอารองเท้ายัดปากอย่างเมามันส์ ก่อนจะลากไปเผากลางถนนในภายหลัง

สมัยนั้นนักศึกษา มธ.เขากำลังประท้วงขับไล่ถนอม กิตติขจร แต่กลับโดนป้ายสีว่าเป็นกลุ่มล้มเจ้าและถูกสังหารหมู่อย่างน่าสยดสยอง

:evil:  ส่วนใครที่สังเกตเห็นอะไรพิลึกๆในภาพนี้ไม่ต้องแปลงใจ เพราะไอ้ที่ยืนหัวโด่อยู่ทางขวานั่นคือเจ้าพ่ออุลตร้าจากดาว M78!!

สรุปว่านี่คือภาพที่คนทำ มันทำขึ้นมาล้อเลียนเหตุการณ์วรเจตน์โดนฟาดหัวว่ามันมีแรงจูงใจคล้ายๆกับสมัย 6 ตุลานั่นเอง

;-)  และภาพนี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกที่แฟนเพจ “มีมการเมืองไทย” ใครสนใจก็ลองเข้าไปในแฟนเพจนี้กันดูนะครับ

ชาวเฟซบุ๊คส่วนมากพอเห็นนายสิริโชคอธิบายภาพดังกล่าวว่าเป็นภาพที่สื่อของ นปช สร้างขึ้นมาเพื่อบิดเบือนป้ายสี

ก็เข้ามารุมด่า นปช กันใหญ่ และส่วนมากก็พากันจับผิดภาพดังกล่าวว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแน่ๆ

บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่าวรเจตน์มันโดนต่อยตอนกลางวัน แต่ในภาพนี่มันตอนกลางคืนชัดๆ

;-)  แถมรถยนต์ในภาพยังจอดชิดขวา ดังนั้นเหตุการณ์ในภาพนี้ต้องไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน!!

:mrgreen:  บ้างก็บอกว่าถ้าวรเจตน์มันโดนเก้าอี้ฟาดแบบในภาพ ป่านนี้คงหน้าแหกไปนานแล้วมั้งไม่ได้มีแค่รอยขีดข่วนดังที่เป็นข่าว

:arrow:  ต่อมาก็มีคนทักว่า เฮ้ย พวกมึงจะวิเคราะห์อะไรกันเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้วะ ดูไม่ออกรึไงว่านี่มันภาพล้อเลียน

ในภาพเขาก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น “freaking news” แปลว่าเป็นข่าวล้อเลียนเหมือนผู้จัดกวนของเครือ ASTV นั่นแหละ

แต่ชาวเน็ทจำนวนมากก็ไม่สนใจ และเอาภาพนี้มาวิเคราะห์สังเคราะห์กันอย่างเข้มข้น

:???:  บางคนก็บอกว่าในภาพมันริมถนนแต่วรเจตน์มันโดนต่อยแถวๆโรงจอดรถ แล้วมันจะเป็นภาพเหตุการณ์จริงไปได้ยังไงกันวะ?

 :evil: แอดมินว่าแค่พวกมึงสังเกตเห็นเจ้าพ่ออุลตร้าก็จบแล้วว่ะ จะมาวิเคราะห์กันเป็นตุเป็นตะทำไมล่ะเนี่ย?

บ้างก็ปักใจเชื่อว่ามี นปช.หลายๆคนคิดว่าภาพนี้เป็นภาพถ่ายจากเหตุการณ์จริง

และด่า นปช.ว่าเสียทีที่ นปช.หลายคนเรียนมาสูงถึงขั้นปริญญา แต่กลับโดนภาพตัดต่อพรรค์แหกตา

:x  ไม่ทราบว่าถ้าพวกมึงจะสมองหมาปัญญาควายกันขนาดนี้ แล้วพวกมึงจะเรียนหนังสือหนังหากันไปทำไมไม่ทราบวะครับ?

หลังจากนั้นชาวเน็ทหลายๆคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้า นปช หลงเชื่อเหตุการณ์ในภาพ กรูว่าแม่งโคตรจะควายแดงเลยว่ะ

:arrow:  ต่อมาชาวเน็ทชื่อนาย “ปิติ” ก็มาแย้งว่าพวกมึงใจเย็นๆกันหน่อยสิวะครับ แหกขี้ตาดูกันหน่อยเซ่ว่านี่มันภาพประชดเสียดสี

ไม่ได้อ้างว่าเป็นภาพถ่ายเหตุการณ์นายวรเจตน์โดนรุมต่อยจริงๆซักหน่อย พวกมึงดูไม่ออกจริงๆเหรอครับว่าผู้ชายที่กำลังยกเก้าอี้ขึ้นฟาดน่ะ

มันเอามาจากภาพถ่ายชื่อดังสมัย 6 ตุลา และภาพนี้เขาต้องการเสียดสีว่าคนร้ายที่ทำร้ายนายวรเจตน์

:lol:  เขากำลังอ้างความจงรักภักดีมาบังหน้าเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่นเหมือนสมัย 6 ตุลายังไงเล่า!!

:???:  ฝั่ง ปชป.ก็ถามกลับว่าแล้วพวกเสื้อแดงมันได้ระบุเอาไว้รึเปล่าวะว่าภาพนี้เป็นแค่ภาพประชดเสียดสี ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

:?:  นายปิติก็ถามกลับว่าแล้วมันจำเป็นต้องบอกด้วยเรอะ? ในเมื่อในภาพนี้มันก็เห็นกันชัดๆว่าเอาภาพถ่ายชื่อดังสมัย 6 ตุลามาตัดต่อชัดๆ

ปชป.แฟนบอยก็แย้งกลับว่าถ้าพวกมึงไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นภาพประชดเสียดสี

แล้วถ้าเกิดว่าแกนนำมันเอาภาพนี้ไปปลุกปั่นมวลชน ใครจะเป็นคนรับผิดชอบวะ?

:twisted:  ก็รู้ๆกันอยู่นี่หว่าว่าพวก นปช.แม่งเชื่อคนง่ายจะตายชัก ขนาดพวก นปช.ที่มีการศึกษายังโดนแกนนำหลอกได้ง่ายๆเลยนะมึง

:grin:  นายปิติก็เถียงกลับว่าภาพนี้มันคงหลอก นปช.ไม่ได้หรอกว่ะ แต่ท่าทางมันจะหลอกพวกมึงได้เต็มเปาเลยทีเดียว

:???:  ต่อมาฝั่ง นปช ก็เข้ามาแสดงความเห็นในภาพนี้กันบ้าง บ้างก็ถามพวกที่ด่าภาพนี้ว่าพวกมึงไม่รู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลารึยังไง?

บ้างก็ด่าว่าคนที่เป็นควายตัวจริงเสียงจริง คงไม่ใช่ นปช.ที่เห็นภาพนี้แล้วหลงเชื่อหรอกว่ะ

แต่คงเป็นพวกมึงที่เห็นภาพนี้แล้วคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะมากกว่ามั้ง?

:twisted:  ว่าแต่พวกมึงมองไม่เห็นเจ้าพ่ออุลตร้าในภาพจริงๆเหรอวะ!?

:lol:  อีกฝั่งก็แขวะว่า โถๆไอ้พวก นปช.เข้ามาแก้ตัวแทนคนตัดต่อภาพปลุกระดมกันใหญ๋เลยนะมึง

บ้างก็ถามนายปิติว่าถ้ามันเป็นภาพประชดเสียดสีจริง มันก็ควรจะระบุให้เห็นชัดๆว่าเป็นภาพเสียดสีสิวะ

แต่กรูดูทั้งภาพข่าว ทั้งหัวข้อข่าวยังไงก็ไม่เห็นว่ามันจะประชดเสียดสีตรงไหนเลยว่ะ!!

:mrgreen:  ไอ้คนที่ทำภาพนี้ขึ้นมาน่ะมันมีเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับนายวรเจตน์ชัดๆ

ฝั่ง นปช ก็เถียงกลับว่าถ้าพวกมึงเชื่อว่าภาพนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนหลงเชื่อ

:evil:  แปลว่าไอ้คนที่หลงเชื่อภาพนี้มันก็ต้องเชื่อว่าเจ้าพ่ออุลตร้ามีตัวตนอยู่จริงน่ะสิวะ!!

:mrgreen:  บ้างก็บอกว่าพวกมึงมองไม่เห็นคำว่า freaking news ที่แปะอยู่ตัวควายๆบนภาพนั่นเหรอวะครับ

นั่นแหละที่แปลว่าภาพนี้เป็นข่าวล้อเลียนเสียดสีทำนองเดียวกับคอลัมภ์ผู้จัดกวน

ดังนั้นกรูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะว่าใครมันโง่กว่าใคร ระหว่าง นปช. กับพวกมึงที่คิดว่ามีคนทำภาพนี้เพื่อปลุกปั่น นปช.!!

:o  ฝั่ง ปชป แฟนบอยก็เถียงกลับว่าพวกมึงอย่ามาหาว่าพวกกรูโง่นะสาด!! พวกกรูไม่ได้หลงเชื่อว่าภาพนี้เป็นภาพเหตุการณ์จริง

พวกกรูแค่มองปราดเดียวก็รู้ล้วว่ามันเป็นเรื่องตอแหล พวกมึงแทนที่จะเอาแต่ด่าก็หัดคิดตามให้ทันพวกกรูมั่งสิวะ!!

:mrgreen:  ฝั่ง นปช ก็เถียงกลับว่าไอ้ที่คิดไม่ทันน่ะมันพวกมึงต่างหาก!! พวกมึงมัวแต่เชื่อไอ้ สส ของ ปชป

ว่าภาพนี้แกนนำเสื้อแดงตัดต่อขึ้นมาเพื่อปลุกปั่นมวลชน ทั้งที่จริงๆแล้วมันเป็นแค่ภาพล้อเลียน

:evil:  ที่ถูกผลิตขึ้นจากแฟนเพจ “มีมการเมือง” เพื่อเอาไว้ดูกันขำๆเท่านั้น ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อปลุกปั่นห่าเหวอะไรเล้ยย!!

บ้างก็แขวะ ปชป แฟนบอยว่าคนที่ไม่สังเกตุเห็นเจ้าพ่ออุลตร้า กับคำว่า freaking news ในภาพนี้

แล้วหลงเชื่อว่าเป็นภาพที่ถูกตัดต่อขึ้นมาเพื่อปลุกระดมมวลชน มันคงไม่ใช่ความผิดของคนที่ทำภาพนี้ขึ้นมาหรอกว่ะ

:twisted:  แต่ปัญหามันอยู่ที่มันสมองและระดับสติปัญญาของพวกมึงเองต่างหาก!!

:???:  บางคนก็ตั้งคำถามว่าทำไม สส.ปชป อย่างนายสิริโชค ถึงไม่รู้ว่าภาพนี้เป็นภาพที่ตัดต่อขึ้นมาเพื่อขำๆวะ?

ภาพนี้เขาก็เผยแพร่กันเฉพาะในแฟนเพจเท่านั้น และมีการระบุเอาไว้ในแฟนเพจอย่างชัดเจนว่าเป็นภาพเสียดสี

แต่ทำไมพอนายสิริโชคเอามาเผยแพร่ต่อถึงไม่ได้บอกรายละเอียดพวกนี้เอาไว้? มึงมีวัตถุประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่รึเปล่าวะ?

แต่ฝั่ง ปชป แฟนบอยก็ยังคงก่นด่าคนที่ทำภาพนี้ขึ้นมาอยู่ดี และปักใจเชื่อว่ามันต้องการที่จะเอาภาพนี้ไปปลุกระดมแน่ๆ!!

ปชป แฟนบอยคนนึงชื่อ Sipentric ก็แก้ตัวว่าถึงพวกกรูจะโง่ที่หลงเชื่อว่ามุขตลกนี้เป็นภาพจริง

:x  แล้วไอ้พวกที่เอาภาพนี้ไปเผยแพร่น่ะมันเคยคิดที่จะแสดงความรับผิดชอบอะไรมั้ย?

ถ้ามีคนเอาภาพนี้ไปใช้ปลุกปั่นเพาะชนวนความขัดแย้งพวกมึงจะว่ายังไง?

และที่สำคัญคือถ้าวีรบุรุษเดือนตุลาเขาเห็นว่ามีคนเอาภาพของพวกเขาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

:o  มาตัดต่อเป็นภาพล้อเลียนเสียดสีแบบนี้ พวกมึงคิดว่าวีรบุรุษเดือนตุลาในเมืองผีเขาจะรู้สึกยังไงวะ?

:cry:  ฝั่งที่เชียร์ นปช ชื่อ Black Feather ก็แย้งว่าไอ้ที่มึงพูดถึงวีรบุรุษเดือนตุลาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

กรูว่านั่นหมายถึง 14 ตุลา 2516 มากกว่านะ แต่ภาพเนี้ยมันเอามาจากภาพนักศึกษาที่โดนสังหารหมู่ตอน 6 ตุลา 2519 ต่างหาก

และคนที่กำลังเงื้อเก้าอี้ในภาพก็ไม่ใช่นักศึกษา แต่เขากำลังจะฆ่านักศึกษาที่เห็นต่างกับเขาต่างหาก

:smile:  แล้วมึงคิดว่าคนที่ถือเก้าอี้ในภาพเนี่ยมันเรียกว่า “อุทิศตนเพื่อประชาธิปไตย” ได้เหรอวะ?

:???:  นาย Sipentric ก็เถียงว่ากรูไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ภาพนี้มันจะตัดต่อมาจากเหตุการณ์เดือนตุลาปีไหน

ว่าแต่พวกมึงเหอะ มีหลักฐานอะไรมิทราบ? ถึงกล้าอ้างว่าภาพนี้เป็นภาพที่ตัดต่อมาจาก 6 ตุลา?

พวกมึงมีหลักฐานอะไรมาให้กรูดูบ้างมั้ย? เพราะกรูไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกมึงพูดมามันเป็นความจริงหรือความเท็จ

:mrgreen:  ขนาดชื่อแอคเคาท์เฟซบุ๊คของพวกมึงก็ใช้แต่นามแฝงและไม่ได้เปิดเผยตัวตนจริงๆของพวกมึงเลยด้วยซ้ำ!!

:???:  นาย Black Feather ก็โวยว่าตัวตนของกรูในเฟซบุ๊คมันเกี่ยวห่าอะไรกับเรื่องที่เรากำลังเถียงกันอยู่ด้วยวะ?

:lol:  แล้วถ้ามึงอยากตรวจสอบว่าภาพคนเงื้อเก้าอี้มันมีจริงมั้ย ก็ลองหาคำว่า 6 ตุลา 2519 ใน google ดูสิวะ

ผลการค้นหาก็ดังที่ปรากฏในภาพข้างล่างครับ google ปุ๊บก็เห็นภาพนั้นขึ้นหน้าแรกปั๊บกันเลยทีเดียว

นาย Sipentric ก็เถียงกลับว่าแล้วไงวะ? ต่อให้กรูไปหาข้อมูลใน google แล้วเจอภาพนั้น

แต่มีอะไรมายืนยันมั่งว่ามันเป็นภาพจาก 6 ตุลาจริงๆ บางทีมันอาจจะเป็นภาพจากยุคสมัยอื่น

:shock:  แล้วมีคนเอามาตั้งชื่อว่าเป็นภาพจาก 6 ตุลาก็เป็นได้นะโว้ย!!

นาย Black feather เห็นนาย Sipentric ตอบกลับมาเช่นนั้น ก็ถึงกับร้องเหยดดดและปรามาศเจ้าตัวว่า

:cool:  มึงนี่มันไม่รู้ห่าอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยจริงๆว่ะ

หลังจากนั้นความเห็นในภาพนี้ก็แบ่งเป็นฝ่ายที่ปักใจเชื่อว่าภาพนี้ถูกทำขึ้นมาเพื่อปลุกปั่น นปช.

กับอีกฝ่ายที่เถียงกลับว่าภาพนี้มันเป็นภาพเสียดสีมาตั้งแต่ต้นแล้ว ใครมันจะควายถึงขั้นหลงเชื่อภาพพวกนี้ได้ลงคอวะ?

ดราม่านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่าคนที่เสพการเมืองมากเกินไป ต่อมอารมณ์ขันมันจะฝ่อลงอย่างเห็นได้ชัด

ใครที่ชอบอ่านข่าวการเมืองก็ลองกลับไปพิจารณาตัวเองดูบ้างดีกว่า ว่าทุกวันนี้เราเสพข่าวการเมืองมากเกินไป

จนหน้าดำคร่ำเคร่งหายใจเข้าออกก็มีแต่เรื่องการเมือง เหมือนหลายๆความเห็นในดราม่านี้รึไม่

ถ้ามีอาการเช่นนั้น แอดมินแนะนำว่าลองเลิกเสพข่าวการเมืองซักระยะ

:smile:  ไปหาอะไรทำให้จิตใจปรอดโปร่งซักพัก แล้วค่อยกลับมาเสพข่าวการเมืองอย่างมีสติจะดีกว่า

อาห์ แล้วดราม่านี้จะลงเอยเช่นไร? เจ้าพ่ออุลตร้าจะมาให้การเป็นพยานในคดีวรเจตน์หรือไม่?

;-)  พวกเธอว์จงตามไปเสพใน url นี้โดยพลัน!!

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=310758718978878&set=a.143750745679677.41622.110896175631801&type=1&ref=nf

ปล.ลองอ่านดราม่าเก่าดูมั่งนะเธอว์

ใบตองแห้ง : วรเจตน์ถูกชก สะท้อนอะไร

Posted by KwamRak on 05.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback


ใบตองแห้ง ON AIR ทาง VoiceTV
ประจำวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2555
เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนักวิชาการคณะนิติราษฎร์
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาและปฎิกิริยาของคนใน
โลกออนไลน์ ทำให้ใบตองแห้ง คอลัมม์นิสต์ชื่อดัง
ตั้งคำถามกับประเทศไทย ที่ได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม

ครก 112 อุบลราชธานี 3 3 2012

Posted by KwamRak on 05.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback


ครก 112 อุบลราชธานี 3 3 2012
http://www.youtube.com/playlist?list=PL7A851882EA406C5A

ครอบครัวสองแฝดชกหน้าวรเจตน์กำลังจะไปฉลองที่ฮาวาย

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_2340.html

ครอบครัวสองแฝดชกหน้าวรเจตน์กำลังจะไปฉลองที่ฮาวาย


3 มีนาคม 2555

แจ้งข่าวโดย ดวงจำปา
ที่มา Doungchampa Spencer




เมื่อสักครู่นี้ ได้เขียน Wall Post ไปที่หน้าเวปของ สถานฑูตฯ สหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (https://www.facebook.com/usembassybkk?sk=wall&filter=1) ว่า การอนุญาตให้ผู้กระทำผิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ เป็นการละเมิดบทบัญญัติที่ประธานาธิบดีโอบาม่าได้ประกาศไว้ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

บทบัญญัติของประธานาธิบดีโอบาม่า ดิฉันได้แปลไว้ที่นี่ค่ะ:

https://www.facebook.com/note.php?note_id=130736387023269(บทความแปล: ประธานาธิบดี โอบาม่า ลงนามในกฎหมาย ห้ามผู้ฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนเข้าประเทศ)

สืบเนื่องจากบล๊อคที่เวปนี้:
http://www.gun.in.th/2010/index.php?topic=71349.0

- - - - - -

บทความแปล: ประธานาธิบดี โอบาม่า ลงนามในกฎหมาย ห้ามผู้ฝ่าฝืนสิทธิมนุษยชนเข้าประเทศ

by Doungchampa Spencer on Sunday, 28 August 2011 at 01:50 ·

ลงบทความในเวป: http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=7015

อ้างอิง:President Obama Signs Order Banning Entry to Human Rights Violators

อ้างอิงPresidential Proclamation--Suspension of Entry as Immigrants and Nonimmigrants of Persons Who Participate in Serious Human Rights and Humanitarian Law Violations and Other Abuses

พิมพ์ในบทความวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

-------------------

บทความแปลโดย: ดวงจำปา

เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีโอบาม่า ได้ลงนามในบทบัญญัติเพื่อบังคับใช้ในทางกฎหมาย หลังจากที่ได้แถลงการณ์ว่า จะมีผลกระทบกับประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งพยายามเดินทางเข้ามายังประเทศ สหรัฐอเมริกา

บทบัญญัติของประธานาธิบดี ว่าด้วยการระงับการเข้าประเทศในฐานะของพลเมืองถาวร และพลเมืองชั่วคราว ซึ่งมีส่วนร่วมในการละเมิดกฎหมายทางสิทธิมนุษยชนและทางมนุษยธรรมอย่างร้าย แรง รวมไปถึงการละเมิดสิทธิในด้านอื่นๆ

บทบัญญัติโดยประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า

วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประเทศ สหรัฐอเมริกาซึ่งยืนหยัดอย่างแน่วแน่ต่อความเคารพในเรื่องสิทธิมนุษยชนและ กฎหมายทางด้านมนุษยธรรม มีความปรารถนาว่า รัฐบาลจะสามารถรับรองได้ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่เริ่มกลายเป็นดินแดนสรวงสวรรค์ที่ปลอดภัย สำหรับผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายทางด้านมนุษยธรรม และผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำการอื่นๆที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย ความเคารพในหลักการสากลของสิทธิมนุษยชนและกฎหมายทางด้านมนุษยธรรม และปกป้องความโหดร้ายป่าเถื่อนทั่วโลก ช่วยส่งเสริมคุณค่าของประเทศสหรัฐอเมริกา และผลประโยชน์ต่างๆของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยในเรื่องของการรักษาความสงบสุข, ยับยั้งการล่วงละเมิด, กระชับข้อบังคับทางกฎหมาย ต่อสู้กับอาชญากรรมและการคอร์รัปชั่น, สร้างรูปแบบประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรง, และป้องกันวิกฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านมนุษยธรรมทั่วโลก ดังนั้น ข้าพเจ้า ยึดมั่นว่า เป็นผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะต้องปฎิบัติในการควบคุม จำกัดการเดินทางระหว่างประเทศและยกเลิกการเดินทางเข้าสู่ประเทศ สหรัฐอเมริกา, ในฐานะพลเมืองถาวร หรือ พลเมืองชั่วคราว, กับบุคคลบางกลุ่มโดยเฉพาะ ซึ่งมีส่วนร่วมต่อการกระทำที่ได้สรุปความในส่วนที่ 1 ของบทบัญญัติการปกครองฉบับนี้

ดังนั้น,ในขณะนี้, ข้าพเจ้า, นายบารัค โอบาม่า, ด้วยอำนาจที่มอบให้กับตัวข้าพเจ้าในฐานะของประธานาธิบดีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา, รวมไปถึง ส่วนที่ 212(เอฟ) ของกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและเปลี่ยนแปลงสัญชาติของปี พ.ศ. 2495, ตามที่เพิ่มจาก (บทที่ 8 ของประมวลกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนที่ 1182(เอฟ), และ ส่วนที่ 301 ของบทที่ 3 ของประมวลกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา, ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าได้พบว่า การไม่ควบคุมจำกัดพลเมืองถาวรและพลเมืองชั่วคราวต่อการเดินทางเข้าประเทศ สหรัฐอเมริกา ตามที่กล่าวไว้ในส่วนที่ 1 ของบทบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นผลร้ายอย่างใหญ่หลวงต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ด้วยเหตุผลนี้ ข้าพเจ้าจึงขอบัญญัติไว้ว่า:

ส่วน ที่ 1. การเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะพลเมืองถาวรหรือพลเมืองชั่วคราว ของบุคคลประเภทที่จะกล่าวไว้ จะถูกระงับ ด้วยประการดังนี้:

(เอ) ชาวต่างชาติใดๆ ซึ่งเคยเป็นผู้วางแผน, สั่งการ, ช่วยเหลือ, อนุเคราะห์อุปถัมภ์ และ หนุนหลัง, มอบหมาย หรือ ถ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำการ, รวมไปถึงการได้รับมอบหมายหน้าที่ต่อการกระทำการตามคำสั่ง, กระทำความรุนแรงอย่างกว้างขวาง หรือเป็นไปตามระบบกฎเกณฑ์กับประชากรพลเมืองใดๆ ที่มีฐานแตกต่างกัน, ไม่ว่าจะเป็นทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน, ในเรื่องของ ความต่างทางเผ่าพันธุ์; ต่างสีผิว; ต่างเชื้อชาติวงศ์ตระกูล; ต่างเพศ; ต่างในเรื่องของความพิกลพิการไร้ความสามารถ; เป็นสมาชิกต่างกลุ่มของชนพื้นเมืองโดยกำเนิด; ต่างภาษา; ต่างศาสนา; ต่างความเห็นทางการเมือง; ต่างชาติกำเนิด; ต่างเชื้อชาติ; เป็นสมาชิกที่ต่างกับกลุ่มทางสังคมเฉพาะราย; ต่างการเกิด (อายุ); หรือต่างกันในความปรารถนาทางเพศ หรือ ต่างเอกลักษณ์ทางเพศ; หรือเป็นผู้ที่มีความพยายามหรือสมรู้ร่วมคิดที่เคยกระทำการดังกล่าว

(บี) ชาวต่างชาติใดๆ ซึ่งเคยเป็นผู้วางแผน, สั่งการ, ช่วยเหลือ, อนุเคราะห์อุปถัมภ์ และ หนุนหลัง, มอบหมาย หรือ ถ้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำการ, รวมไปถึงการได้รับมอบหมายหน้าที่ต่อการกระทำการตามคำสั่ง, ทางอาชญากรรมสงคราม, ทางอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือการละเมิดสิทธิอื่นๆ อย่างร้ายแรงทางด้านสิทธิมนุษยชน หรือ หรือเป็นผู้ที่มีความพยายามหรือสมรู้ร่วมคิดที่เคยกระทำการดังกล่าว

ส่วน ที่ 2. ส่วนที่ 1 ของบทบัญญัติฉบับนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้หนึ่งผู้ใด ที่ไม่ได้ระบุไว้ในส่วนที่ 1 ได้ เมื่อการเดินทางเข้าของบุคคลเหล่านั้น ไม่ได้เป็นความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อความสัมพันธ์ กับทางต่างประเทศ

ส่วนที่ 3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่รัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทำหน้าที่ ตามดุลพินิจของเขาหรือเธอนั้น จะเป็นผู้แสดงให้ทราบถึงสถานะของบุคคลที่อยู่ในความครอบคลุมของส่วนที่ 1 ของบทบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งดำเนินการตามมาตรฐานและขั้นตอนที่ตัวรัฐมนตรีเอง สามารถบัญญัติขึ้นมาได้

ส่วนที่ 4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะมีหน้าที่ในการปฎิบัติตามบทบัญญัติ ฉบับนี้ให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ตามที่รัฐมนตรีได้บัญญัติขึ้นมา หลังจากได้ปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในประเทศแล้ว

ส่วนที่ 5. อย่างไรก็ตาม บุคคลใดๆ ที่ได้ถูกระงับการเข้าประเทศตามบทบัญญัติฉบับนี้ จะถูกปฎิเสธต่อการเดินทางเข้าประเทศ นอกจากว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาและเห็นว่า การเดินทางเข้าประเทศกรณีเฉพาะรายของบุคคลผู้นั้น จะเป็นผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ในการนำเอาอำนาจนี้มาใช้ในทางปฎิบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะต้องปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ความมั่นคงภายในประเทศก่อน ในการอนุมัติหรือการปฎิเสธต่อการเดินทางเข้าประเทศ ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในประเทศ

ส่วน ที่ 6. ไม่มีส่วนใดในบทบัญญัติฉบับนี้ ที่จะถูกตีความ ให้เกิดเป็นความเสื่อมเสีย จากข้อผูกมัดของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้สนธิสัญญานานาชาติ หรือ เพื่อการยกเลิกการเข้าประเทศในเรื่องของคตินิยม, ความคิดเห็น, หรือความเชื่อของคนต่างชาติแต่เพียงลำพัง หรือในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งได้ถูกวินิจฉัยแล้วว่า ได้รับการคุ้มครองภายใต้การตีความของประเทศสหรัฐอเมริกา จากสนธิสัญญานานาชาติซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศในภาคีอยู่ ไม่มีส่วนใดในบทบัญญัติฉบับนี้ที่จะถูกตีความเพื่อที่จะริดรอนอำนาจของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อการอนุมัติหรือปฎิเสธการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาของบุคคลเฉพาะราย ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการเข้าเมืองและการแปลงสัญชาติ (บทที่ 8 ของประมวลกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนที่ 1101 และส่วนถัดไป) หรือภายใต้บทกำหนดอื่นๆ ของกฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา

ส่วนที่ 7. บทบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้มีความมุ่งหมาย และไม่ได้สร้างสิทธิหรือผลประโยชน์, เนื้อหาหรือกระบวนการใดๆที่บังคับใช้ตามกฎหมายหรือโดยความเสมอภาคโดยกลุ่ม คณะใดๆ ต่อประเทศสหรัฐอเมริกา, รวมไปถึง กระทรวงทบวงกรม, หน่วยงาน หรือ องค์การนิติบุคคล หรือ ผู้ปฎิบัติงาน, พนักงานของรัฐ หรือ เจ้าหน้าที่หรือ บุคคลอื่นๆของประเทศ

ส่วนที่ 8. บทบัญญัติฉบับนี้ มีผลนำไปใช้ในการปฎิบัติโดยทันที และจะมีผลบังคับใช้อยู่จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เห็นควรแล้วว่า ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปและควรที่จะสิ้นสุดลง ซึ่งอาจจะเป็นในบทบัญญัติทั้งหมดหรือเป็นเพียงบางส่วน ในการสิ้นสุดการปฎิบัตินั้น จะเป็นผลได้ก็ต่อเมื่อได้มีการประกาศพิมพ์อยู่ในทะเบียนกลางของทางรัฐบาล เรียบร้อยแล้ว

ข้าพเจ้าขอลงนาม ต่อการเป็นพยาน ณ สถานที่แห่งนี้ ในวันที่ สี่ ของเดือน สิงหาคม ในปี สองพันสิบเอ็ดขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นปีที่สองร้อยสามสิบหกในการประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา

ลงนาม: บารัค โอบาม่า

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความเห็นของผู้แปล:

บุคคลหรือกลุ่มที่เข้าข่ายกับกฎหมายฉบับนี้ ตัวอย่างคือ กลุ่มล่าแม่มดทาง Facebook และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แจ้งความกับนักศึกษา ในเรื่องของการแสดงออกทางสิทธิและเสรีภาพ เพราะเข้าข่ายกับบุคคลในส่วนที่ 1 ของกฎหมายค่ะ เขียนไปให้กับสถานฑูตฯ ให้เป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำได้เลย

Update: คุณบังสุกุล ได้เสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์มาก (อยู่ข้างล่างค่ะ) เพราะกฎหมายใช้บังคับย้อนหลังไม่ได้ ต้องเป็นหลังวันที่ 4 สิงหาคมเป็นตันไป ดังนั้น พวกกลุ่มล่าแม่มด ที่ยังกระทำอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึง ท่านผู้บริหารฝ่ายรัฐบาล ที่ประกาศว่า จะทำการไล่ล่าประชาชน เมื่อไม่กี่วันมานี่เอง (ต้องหลังจากวันที่ 4 นะคะ เพราะวันนี้เป็นวันที่ 28 สิงหาคมแล้ว) หลายๆท่านต้องคิดให้ดีก่อนว่า จะต้องพูดแบบใด ไม่เช่นนั้น อาจถูกขึ้นในบัญชีดำของประเทศสหรัฐอเมริกาได้นะคะ

แต่ในรูปการเขียนเกี่ยวกับการกระทำ ส่วนที่ 1 ใช้ past tense (ไวยากรณ์ในรูปอดีต) ทั้งหมดในเรื่องการกระทำดังกล่าว (Any alien whoplanned, ordered, assisted, aided and abetted, committed or otherwise participated in,) ดัง นั้น ดิฉันจึงใช้คำว่า "เคยกระทำ" ในการแปล ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การกระทำเหล่านั้น ได้เกิดขึ้นในอดีต "ก่อน" วันที่ 4 สิงหาคม 2554 กรณีนี้ อยู่ที่การตีความของท่านผู้อ่านเองแล้วกันนะคะว่าคิดอย่างไร

ในทาง Common Law นั้น ถ้าบุคคลที่เคยกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบนี้มาก่อนวันที่ 4 สิงหาคม 2554 จะเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้หรือเปล่า? ส่วนที่ 1 ของกฎหมายก็คงจะตอบไว้แล้ว นอกจากจะเอา ส่วนที่ 5 เข้ามาประกอบเป็นในการพิจารณาคดีเป็นเฉพาะรายไป

ปล. ขอบคุณคุณบังสุกุลที่ช่วยเสริมความรู้ให้กับกระทู้ค่ะ

ดวงจำปา

หน้าคล้ายสันดานเหมือน

Posted by KwamRak on 05.2012 News 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/03/blog-post_05.html

 

หน้าคล้ายสันดานเหมือน

หน้าคล้าย สันดานเหมือน-มีผู้นำรูปภาพของแฝดนรกที่ก่อเหตุทำร้ายดร.วรเจตน์ไปเปรียบเทียบกับม็อบพันธมิตรรายหนึ่งที่เคยรุมทำร้ายตำรวจตอนไปยึดสนามบินมาเทียบกัน ทางface book

คู่เหมือนคู่แฝดนรก-1 ในแฝดนรก ใช้ชื่อล็อกอินว่า "สุพจน์ รักในหลวง"เขียนลงในเว็บไซต์ปืนแห่งหนึ่งถึงแรงจูงใจในการทำร้ายร่างกายดร.วรเจตน์ว่าเพราะ"ผมรักสถาบันของผมมาก"ไม่ได้มีเหตุจูงใจว่าเขาสังกัดการเมืองสีใด อย่างไรก็ตามมีผู้นำรูปของทั้งคู่ไปเปรียบเทียบกับมือปืนคู่หนึ่งที่ก่อเหตุตอนพันธมิตรบุกหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า ละม้ายคล้ายคลึงกัน 

แม้ว่านายสุพจน์ ศิลารัตน์ 1 ในคู่แฝดที่ทำร้ายร่างกายดร.วรเจตน์ ได้ใช้ชื่อล็อกอินว่า "สุพจน์ รักในหลวง" โพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ www.gun.in.th ในหัวข้อว่า "จากใจเลวๆ ของฝาแฝด" โดยมีข้อความว่า
" ขอบคุณพี่น้องทุกคนที่เป็นห่วง ตอนนี้กำลังไล่อ่านข้อความอยู่ครับ..

ตอนนี้ข่าวเล่นผมเละ.... ผมขอบอกไว้ตอนนี้เลยว่า ผมไม่เหลือง ผมไม่แดง ผมไม่เคยไปเผาหุ่น ปืนผมซื้อมายิงแต่เป้ากระดาษ ผมรักกีฬานี้.....และผมรักสถาบันของผม...มาก

ชีวิตผมไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไร.... อย่างน้อยในซักครั้ง ที่ผมได้ทำเพื่อชาติ เพื่อสถาบัน ที่ผมรัก.... ผลที่ตามมา....ผมรับได้.... วันที่ 12 มีนา ตำรวจนัดที่ สน ชนะสงคราม และจะพาไปศาลแขวงล่ะมั้ง...ผมไม่แน่ใจ

และน้ำใจของพี่น้องและคุณน้าทั้งสามท่าน...ที่นำดอกไม้ไปมอบที่โรงพักพร้อมทั้งยินดีมอบเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย... ผมต้องขอบอกว่า ผมไม่รับเงินช่วยเหลือนะครับ เกรงว่าจะมีคนแอบอ้างหลอกเงินกัน... ผมทำด้วยใจจริงๆครับ...และเข้าใจในความหวังดีของทุกท่าน..แต่ผมอยากคงความภูมิใจผมไว้อย่างนี้....ตลอดไป

อดเยี่ยงอย่างเสือ...สงวนศักดิ์ โซก็เซาะใส่ท้อง...หาเนื้อกินเอง..."

แต่อย่างไรก็ตามได้มีผู้นำรูปพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ นำไปลงเฟซบุ๊ค เปรียบเทียบกับมือปืนคู่หนึ่งที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนพันธมิตรบุกหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า มีรูปพรรณสัณฐานละม้ายคล้ายคลึงกัน

เขาคือผู้ต้องสงสัยชายชุดดำ ในกลุ่มพันธมิตร

เค้าโครงหน้ามันใช่เลย สำคัญคือมันแม่นปืน และพกปืนด้วย

มือที่3 ในเหตุชุลมุน ชายนิรนามเล็งปืน

ชายนิรนาม ที่ถูกกล่าวขานว่าลักษณะคล้ายกับชายคนหนึ่งที่แอบซุ่มอยู่ในรั้วสวนสัตว์เขาดิน และใช้ปืนสั้นเล็งมาทางฝูงชนและกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันเกิดเหตุปะทะ 7 ตุลาคม 2551

ตำรวจเผยประวัติโชกโชนเคยติดคุกทำร้ายร่างกายหลายคดี

พลตำรวจตรี พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวถึงความคืบหน้า คดีนายสุพจน์ และนายสุพัฒน์ ศิลารัตน์ 2 พี่น้องฝาแฝด ที่ร่วมกันทำร้ายนายวรเจตน์ พาคีรัตน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมหลักฐาน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน พนักงานสอบสวนยังได้ไปสอบปากคำพยาน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน พบว่า ผู้ต้องหาไม่เคยพูดคุย หรือ แสดงความคิดเห็นใด ๆ ทางการเมือง และยังไม่พบว่าทั้งคู่เคยเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มใด 

ในชั้นนี้จึงยังคงให้น้ำหนักไปตามคำให้การของผู้ต้องหา เพราะยังไม่พบว่าจะมีเหตุจูงใจอื่นใดให้ก่อเหตุ ส่วนที่นายสุพจน์รับสารภาพ ว่า เคยถูกดำเนินคดีข้อหาอาวุธปืน และสุพัฒน์ รับว่า เคยถูกดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย 4 คดี และ ข้อหาทำให้เสียทรัพย์อีก 1 คดี เคยจำคุก ๑ เดือนกับ ๖ เดือนจากคดีเก่า เจ้าหน้าที่ก็ทำการตรวจสอบ และรวบรวมประวัติการก่อเหตุไว้ในสำนวน เพราะมีผลกับการเสนอให้ศาลเพิ่มโทษ ฐานมีพฤติการณ์ก่อเหตุซ้ำซาก สำหรับผลการตรวจสอบอาวุธปืน 3 กระบอก ที่อยู่ในบ้านของผู้ต้องหา พบว่ามีทะเบียนถูกต้อง และในวันที่ 12 มีนาคม จะเรียกผู้ต้องหามารายงานตัวอีกครั้ง


ขอพรเสด็จพ่อร.5ก่อนขึ้นชก-นายสุพจน์ และ สุพัฒน์ ศิลารัตน์ คู่แฝดนรกให้สัมภาษณ์ด้วยความภาคภูมิใจว่า ไม่พอใจดร.วรเจตน์ กรณีเคลื่อนไหวแก้ไข ม.๑๑๒ และ ก่อนไปก่อเหตุ ได้ขอพร ร.๕ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สาบานตนว่าจะปกป้องสถาบันฯ และขอให้พบตัวดร.วรเจตน์เพื่อจะได้สั่งสอน

ดร.ชาญวิทย์ซัด "เฉลิม"อย่าเอาเท้าราน้ำ-วิเคราะห์ฉากโหมโรง-กาลียุคก่อน“วรเจตน์”

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา “มติชนทีวี” สัมภาษณ์ “ดร.ชาญวิทย์” ซึ่งบินกลับมาเมืองไทย ระหว่างทำงานวิจัยประจำอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลากว่าปีมาแล้ว บทสนทนาเกิดขึ้นก่อนที่ “วรเจตน์” แห่ง “นิติราษฎร์” จะถูกทำร้ายเพียงไม่กี่วัน  ประเด็นสถานการณ์บ้านเมืองอันอยู่ในช่วง “โหมโรง” ท่ามกลาง กระแสขึ้น-ลง “ม. 112 “ปู-ป๋า” การเมืองเรื่องของ “เกี้ยเซี๊ยะ” 

@ กระแสการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 แผ่วลง เพราะเหตุใด จะถึงขนาดล้มเลิกไปหรือไม่


ถ้าเรามองจากสื่อมวลชนกระแสหลัก ดูเหมือนว่ากระแสขึ้นๆ ลงๆ สื่อกระแสหลัก เล่นกับความหวือหวาเป็นส่วนใหญ่ เล่นแล้วก็ซาไป ถ้าคนทำงานเกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่ง เช่น “นิติราษฎร์” ก็ดี “ครก. 112” ก็ดี เลี้ยงข่าวไม่เป็น กระแสมันก็ตก ผมคิดว่าอย่างนั้น กระแสจากสื่อมวลชน ที่ตกลงไป อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของเรื่อง
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องกฎหมายหมิ่น 112 อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นระยะยาวมากๆ เพราะฉะนั้น จะมีคนจำนวนไม่น้อย เห็นด้วยกับการแก้ไข การปฏิรูปกฎหมายหมิ่น แต่ยังไม่ทำเวลานี้ ซึ่งในคนจำนวนมาก ก็มีวิธีพูดวิธีคิดแบบนี้ ไม่ว่าจะในระดับสูงๆ กลางๆ ล่างๆ คือ “เห็นด้วย” กับการแก้ไข ขณะเดียวกัน ก็มีคำว่า “แต่...” เช่น “แต่ว่า... ไม่เหมาะสมในเวลานี้” หรือ “แต่ว่า...มันควรจะมีรายละเอียดมากกว่านี้” หรือ “เห็นด้วยแค่นี้... ไม่เห็นด้วยแค่นั้น” อะไรทำนองนี้

@ ต้องรอเวลา คือรอเงื่อนไขอะไร


เวลา... ก็เป็นเรื่องพูดยาก เวลาที่คนบอกว่า wait and see หรือ “รอดูไปก่อน” มันก็แล้วแต่ สำหรับบางคน ก็อาจจะรอไม่นาน บางคน ก็อาจจะรอนานมากๆ บางคน ก็อาจจะรอดูเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงของสังคม 


เพราะ ฉะนั้น แม้จะเหมือนกับเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา ที่สังคมเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ตามจังหวะของมัน ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองใหญ่โตมโหฬารก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น “14 ตุลา 2516” หรือ “6 ตุลา 2519” หรือ “พฤษภา 2535” มาจนกระทั่ง “เมษา พฤษภา อำมหิต 2553” แต่ผมก็คิดว่า มันยังไม่ใช่เหตุการณ์ ที่จะเปลี่ยนอย่างมากมายมหาศาล ถึง “ไคลแมกซ์” หรือแตกหักกันสบั้น คนจำนวนหนึ่ง ก็อาจจะรอดูอยู่ว่า อาจจะมีอะไรใหญ่โตไปมากกว่านั้นอีกก็ได้ 


คน จำนวนหนึ่ง คิดว่า พูดว่าจะมี “กลียุค” จะมี “สงครามกลางเมือง” ใช่ไหม ฉะนั้น การรอของบางคน ก็อาจจะรอถึงจุดนั่น นั่นแหละ ที่ใหญ่โตมโหฬาร รุนแรงมาก แบบเป็น “ช๊อค” สุดๆ เลยก็ว่าได้ 

@หลังจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมาถึงแล้ว จะมีรูปแบบกี่แบบหลังจากนั้น

เวลาเราพูดถึงสังคมปัจจุบัน หลายคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่สังคมที่อยู่ในรูปแบบเก่าๆ การเมืองที่เป็นเรื่องของคนกรุง เพียงหยิบมือเดียว การเมืองถือว่าเป็นเรื่องของคนเมือง ส่วนคนที่เป็นชาวไร่ชาวนา สามัญชน ไพร่ ไม่เกี่ยว

ผมคิดว่า ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เพราะคนที่เป็นระดับล่างลงไป ชั้นกลางระดับล่าง หรือล่างลงไปกว่านั้น ผมคิดว่า มีความตื่นตัวทางการเมืองมีสูง ความรู้ ความคิดเกี่ยวกับการเมืองมีสูง
เมื่อ 2-3วัน ผม ได้คุยกับลูกศิษย์สูงวัย มีฐานะดี มีลูกจ้าง มีคนรับใช้ที่บ้าน เขาบอกว่า “ละครการเมือง” ที่เล่นกันอยู่ขณะนี้ แม้แต่ คนรับใช้บ้านเขา ยังไม่เชื่อเลย ผมคิดว่า มันก็คงสะท้อนอะไรบางอย่าง ว่าที่เราบอกว่า คนไทยทั่วๆไป ไม่รู้เรื่อง มันไม่มีอีกแล้ว

มีนักวิชาการจำนวนมาก ที่เชื่อว่า มีคนชั้นกลางระดับล่าง ที่เกิดขึ้นมาใหม่ จะอยู่ในชนบทก็ไม่ใช่ จะอยู่ในท้องไร่ท้องนาก็ไม่ใช่ จะอยู่ในเมืองก็ไม่เชิง คือกลายเป็นว่า วิ่งอยู่ระหว่าง 2 จุดนี้ คือระหว่างชนบท กับเมือง คนเหล่านี้ มีจำนวนเยอะมาก และเป็นคนที่เข้าใจเรื่องการเมือง รู้ว่าการเมือง การเลือกตั้ง การมีรัฐบาลที่เอื้ออำนวยต่อตน เป็นผลประโยชน์ของเขา

มันไม่ใช่แบบเก่า ที่บอกว่า คุณเอาเงินไป เป็นค่าจ้างให้ไปเลือกตั้ง หลังจากนั้น กลับบ้านไปนอนคอยอีก 4 ปี ผมว่าบรรยากาศเช่นนั้น หมดไปแล้ว แต่ว่า แน่นอน นักวิชาการอย่างพวกเราที่เชื่ออย่างนี้ ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ตื่น ยังมองไม่เห็น พูดง่ายๆ คือ ยังตาไม่สว่าง

ฉะนั้น ผมก็มองว่า การเมืองที่เราเห็นอยู่กับ ตาขณะนี้ ด้านหนึ่ง คล้ายๆ เป็น “เกมรอ” ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนยุค เป็นการเปลี่ยนสมัย อะไรทำนองนั้น ฉะผมเอง มักจะคุยกับคนจำนวนมาก ทั้งสูงวัยใกล้เคียงกัน มากกว่าก็มี น้อยกว่าก็มี  พบว่าคนจำนวนไม่น้อยเลย มีความเห็นรู้ว่า ถ้าเราคนไทย เสื้อทุกสี ไม่สามารถจะปรองดองกันได้ “เกี้ยเซี๊ยะ” กันไม่ได้ ในที่สุด เมื่อถึงตอนเปลี่ยนยุค เปลียนสมัยครั้งใหญ่ สังคมอาจระเบิด ตรงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อตรงนั้น นั่นแหละ

อาจจะระเบิดขึ้น เมื่อถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของยุค ของสมัย ที่อาจจะน่ากลัวมากๆ จะมีความรุนแรงกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา มีสิ่งที่เราเรียกว่า “กาลียุค” หรือ “กลียุค”

แต่ผมคิดว่า สิ่งที่มันน่าสนใจอย่างหนึ่ง คือว่า เมื่อปีที่แล้ว น้ำท่วมใหญ่มากๆ คิดว่าใน 200-300 ปี ที่ผ่านมาเมืองไทย ไม่เคยถูกน้ำท่วมขนาดนี้ เรามองกลับไป ปี 2538 หรือกลับไป 2485 (ปีนั้นธรรมศาสตร์ แพ้ฟุตบอลประเพณีเป็นครั้งแรก) มองกลับไปไกลถึง 2460 สมัยรัชกาลที่ 6 ก็ดี (หลังกบฏประชาธิปไตย ร.ศ. 130) 

น้ำท่วมไม่เคยมาก มายมหาศาลขนาดนี้ ผลกระทบมันมหาศาล ไม่ใช่แค่น้ำท่วม แล้วบ้านเมืองเสียหายแบบฟื้นได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่นี่มันท่วมในเขตอุตสาหกรรม ท่วมในส่วนที่เป็นฐานใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทย อย่างน้ำท่วมอยุธยาก็ดี น้ำท่วมที่ปทุมธานี ทางเหนือของดอนเมืองก็ดี มันเสียหายมหาศาลมาก ผมคิดว่าอันนี้ อาจจะเป็นตัวแทรกให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล อยากจะเรียกว่านักการเมืองกลุ่มของ “อำนาจใหม่” กับกลุ่มของ “อำนาจเก่า”  อาจจะต้องไปวุ่นวายกับการจัดการปัญหาน้ำท่วม

ที่วิตกกันว่าจะมี “ปฏิวัติรัฐประหาร” ยึดอำนาจกันใหม่ ก็อาจจะทำไม่ได้แล้ว เพราะมีภัยอีกอัน ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก แปลว่า ถ้าจะพัง ก็พังกันหมดเลย พังกันทั่วหน้าเลย ฉะนั้น ต่างฝ่ายก็อาจจะต้องรอมชอมกัน ออมชอมกัน ภาพที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ในโทรทัศน์ในสื่อกระแสหลัก ที่เราเห็นที่คุณยิ่งลักษณ์ นรม. พบกับผู้ใหญ่ผู้โตท่านนั้น ท่านนี้หลายๆท่าน ก็อาจจะเป็นสัญญาณว่า ถ้าทะเลาะกันต่อไป ธรรมชาติอาจจะลงโทษพวกคุณเลย ก็ไม่มีใครชนะเลย

@น้ำท่วม จากวิกฤติอาจจะเป็นโอกาสให้การเมืองไทย เล่นเกมการเมืองกันน้อยลง แล้วมาต้านภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้หรือเปล่า

เล่นเกมกันน้อยลงหรือเปล่า ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนะ เพราะมันฝังลึกอยู่ ในชนชั้นนำของเรา ลึกมากๆ ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มอำนาจเก่า” หรือ “กลุ่มอำนาจใหม่” ก็ตาม คงไม่ได้เล่นน้อยลง แต่เล่นไม่ได้เสียมากกว่า เพราะถูกธรรมชาติมาบีบบังคับ ให้ขยับ “เล่น” ได้น้อยลง แต่ลึกๆ ในใจคงยังไม่เปลี่ยน

@ จะถึงขนาดที่ต่างประเทศ ย้ายฐานการลงทุนหรือไม่

อันนั้น ก็เป็นไปได้สูง ครับ ถ้าดูแล้วถึงแม้ว่า นักวิชาการจะพูดว่าตามสถิติ น้ำไม่ท่วมซ้ำ 2 ปีซ้อน อย่างนั้นหรอก แต่ว่าความรู้สึกของคนทั่วๆ ไปจากการทำโพลก็ดี คนส่วนใหญ่ก็บอกว่าปีหน้า น้ำท่วมอีก คนก็กลัวอย่างนั้น ญี่ปุ่นก็กลัวอย่างนั้น ผู้ที่จะมาลงทุนจากต่างประเทศ ก็กลัวอย่างนั้น

ฉะนั้น ถ้าเผื่อฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถจะทำความมั่นใจให้กับนักลงทุน เขาก็ย้ายไป อาจจะง่ายกว่า ถ้าจะไปพม่า ไม่ดีกว่าหรือ เพราะท่าทางดีขึ้นๆ ฉะนั้น ผมคิดว่า การที่เราคิดว่า เรามีอะไรดีมาก แล้วจะดึงทุนต่างประเทศมาอย่างที่เคยเป็นมาเวลานานแล้ว มันไม่ใช่แล้ว โดยสภาพการณ์ที่การเมืองของเรา เป็นการเมืองทราม เป็นการเมืองที่เลวร้าย มาเป็นเวลาหลายปี ก็ทำให้ต่างชาติ ไม่มีความมั่นใจกับเรา เมื่อมีน้ำท่วมใหญ่มาอย่างพินาศฉิบหายแบบนี้ ยังไม่มีมาตรการอะไร ที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ขณะนี้ การย้ายทุนก็เป็นไปได้อย่างมากๆ

@ การเมืองที่เปลี่ยนรัฐบาลอย่างพลิกผัน เช่นที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือไม่

หมอดู ก็บอกว่าดาวเปลี่ยนทิศ เปลี่ยนราศี ต่างคนก็ต่างจับตาดู วันที่ 22 ก.พ. ก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นรุนแรง ที่เราคิดว่าจะมีตุลาการภิวัตน์ อย่างที่คุณสมัครและคุณสมชายโดนศศาลจัดการมาแล้ว ในเรื่อง “ทำกับข้าว” อะไรก็ตาม พอมาถึงคุณยิ่งลักษณ์ก็มาเรื่อง พ.ร.ก. 2 ฉบับ แต่ก็ผ่านไปได้ มีคนวิตกเหมือนกันว่าจะโดนกำจัดด้วยวิธีรัฐประหารโดยศาล หรือตุลาการภิวัตน์ แต่ก็ผ่านมาได้ ตอนนี้ก็ลูกผีลูกคน ที่ว่าจะมีอุบัติเหตุเปลี่ยนรัฐบาลด้วย ถ้าไม่ทหารปฏิวัติ ก็ศาลปฏิวัติ หรือไม่ก็น้ำปฏิวัติ ถ้าน้ำท่วมใหญ่ รัฐบาลพังแน่ เราเดินอยู่บนเส้นด้าย อะไรก็เกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย ซึ่งไม่มีความแน่นอน

ผมคิดว่าการเมืองไทย อาจจะขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คน นั่งนับนิ้วได้ อาจจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกอารมณ์ของคนเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่เรื่องของระบบระบอบ หรือกฎหมาย ฉะนั้น อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ 
แต่ผมยังอยากจะเชื่อว่า ด้วยความที่นายกฯ เป็นผู้หญิง ด้วยความที่นายกฯ มีคุณสมบัติพิเศษมาก คือ ไม่ค่อยพูด

“ความเงียบ เป็นอาภรณ์อันประเสริฐของสตรี” นี่เป็นข้อได้เปรียบของคุณยิ่งลักษณ์มากๆ นอกเหนือจากความที่เธอ เป็นคนหน้าตาดี ผิดพี่ผิดน้องแล้ว เธอก็ยังอะไรที่เป็นบวกเยอะ 
อยากจะ เชื่อว่าเธอดึงเกมไปได้พอสมควรทีเดียว คือพูดง่ายๆ ขย้ำเธอยาก แม้จะปล่อยข่าวลือเรื่องว่าสวรรค์ชั้น 5 ชั้น 7 sหรือ “วอ 5” อะไรก็ตาม ไม่ได้ผล กลายเป็นเรื่องไร้สาระ เอาไว้ “เมาท์” กันในแวดวง “ไฮโช-อสัญแดหวา” เสียมากกว่า

เรื่องคุณยิ่ง ลักษณ์ เป็นเรื่องแปลก ที่คนจำนวนมาก คิดว่าเธอโง่ แล้วคนจำนวนมาก ก็ไม่รู้ว่าตัวเองใช้สมองน้อยมากๆ คือ “การจะด่าใครว่าโง่นั้น ไม่ต้องใช้สมองเลย” อันนี้เป็นความได้เปรียบของเธอ เพราะถ้าคนคิดว่าเราโง่ เผลอๆ เรารอดตัวอะไรหลายๆ อย่าง ครับ

@กรณีโฟร์ซีซั่นชั้น 7 ซึ่งมีข้อสงสัยทั้งในเรื่องเพศ และสงสัยว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ แต่กลับกลายเป็นว่าคุณยิ่งลักษณ์ ไม่สะเทือนเรื่องนี้ อาจารย์คิดว่าเป็นเพราะอะไร เพราะตัวคุณยิ่งลักษณ์เอง หรือเพราะสังคมเบื่อหน่ายการโจมตี

ผมคิดว่า เมื่อคุณเล่นเกมสกปรกมากๆ ฝ่ายตรงข้ามเลยกลายเป็นสะอาดไปเลย มันเหมือนกับที่ฝรั่งเรียกว่า “back-fired” “boomerang” คือ มันเด้งกลับ แล้วก็ในกรณีนี้ ผมดูใน social media ใน facebook ใน internet ใน email ผมคิดว่า ในด้านหนึ่ง ก็ไร้สาระ ต้องพูดแบบคำเมืองว่า “งี่ง่าว” 
แต่ว่าสิ่งหนึ่ง ที่ผมดูแล้วในมุมกลับ แม้กระทั่งคนที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องสกปรก ไร้สาระ แต่วิธีการบางทีมันก็สะท้อนทัศนคติ ที่ยังแย่ และล้าหลังอยู่มากๆ เช่น การไปด่าฝ่ายตรงข้ามคุณยิ่งลักษณ์ว่า “ไอ้หน้าตัวเมีย” เอา “ผ้าถุงไปนุ่ง” สิ อะไรอย่างนี้ คือ เป็นวิธีคิดแบบโบราณว่า ถ้าคุณขี้ขลาด คุณต้องเป็นสตรีเพศ เป็นตัวเมีย ถ้าคุณไม่ได้เรื่อง คุณต้องนุ่งผ้าถุง

ครับ ต้องให้การศึกษากันใหม่ ทั้งสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ นักข่าว ต้องให้การศึกษากันใหม่ว่า อะไรหลายอย่างต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ทันสมัยหน่อย ไม่ใช่เหมือนอย่างคนเขาว่า อยู่ในกะลา พอไม่พอใจฝ่ายตรงข้ามหน่อย ถ้าคนนั้นเป็นผู้ชาย ก็ไปบอกว่ามึงก็ไปเอากระโปรงมานุ่งสิ “ไอ้หน้าตัวเมีย” แต่เอ๊ะ!ความจริงเผลอๆ ตัวเมียอาจจะเก่งกว่าตัวผู้ก็ได้ ครับ ไม่ใช่ว่าเป็นตัวเมียหรือตัวผู้แล้วจะเก่ง

@ อาจารย์ได้รับเสียงสะท้อนจากการเคลื่อนไหวให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างไรบ้าง ถูกข่มขู่หรือวิจารณ์อย่างไร

ไม่ทราบรายละเอียด เพราะอย่างที่ทราบ ผมไม่ได้อยู่เมืองไทย ผมอยู่สิงคโปร์ มาเป็นเวลาปีกว่าแล้ว เพราะฉะนั้น feedback ส่วนใหญ่ ก็มาทาง social media ใน facebook ใน internet ใน email แล้วก็ โดยส่วนตัวแล้ว ก็ต้องบอกว่าที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมากๆ ก็เพราะเห็นด้วยกับวิธีคิดของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ผมคิดว่าเขาเป็นนักวิชาการทางด้านนิติศาสตร์ ที่ทำงานตามหลักการอย่างจริงจัง ผมว่ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ไม่ใช่คนต้องการสินจ้างรางวัล และไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกเยาะเย้ย ถากถางว่าเป็น “เนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ”

อย่างที่ผมพูดบ่อยๆ ว่า “นิติราษฎร์” เป็น “ลูกไม้ หล่นไม่ไกลต้น” “เป็นลูกที่ดีของแม่โดม เลือดเหลือง-แดง” เป็นผลผลิตที่ถูกต้องตามเจตนารมย์ ในการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของ “ประชาธิปไตย” เรื่องหลักการที่ถือว่าสังคมนั้นกฎหมายเป็นใหญ่ กฎหมายอยู่สูงสุด บุคคลนั้น เป็นรอง อยู่ภายใต้กฎหมายอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” เป็นเช่นนั้น

ฉะนั้น กลุ่มของพวกเรา ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายเท่าไหร่ กลุ่มของพวกเราเรียกตัวเองว่าเป็น “สันติประชาธรรม” และคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนหนุ่มสาว เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นพวกนักเขียน เป็นพวกศิลปิน ทำนองว่ากลุ่มที่เป็นประชาชนทั่วๆ ไป รวมทั้งที่เป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษา เข้ามาร่วม เพราะเห็นด้วยในหลักการ และเชื่อว่าการแก้ไขปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ ม.112 ซึ่งมีข้อบกพร่องเยอะแยะ และเป็นกฎหมายที่มาด้วยอำนาจเผด็จการ คือมาในช่วงหลังรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ที่มีการแก้กฎหมายให้มีความรุนแรงมากขึ้น แก้กฎหมายให้ใครก็ได้ที่สามารถจะเดินไป แล้วกล่าวโทษว่า ใครก็ตามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นได้

อันนี้ ผมว่าเป็นความบกพร่อง เป็นความล้าหลังในแง่ของสังคมสมัยใหม่ สังคมที่เป็นศิวิไลซ์ ฉะนั้น ผมเชื่อว่า การปฏิรูป กฎหมายนี้ โดยเฉพาะกระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดี ถ้าเราแก้ได้ เราจะสามารถรักษาสถาบันกษัตริย์ในประเทศของเราได้ เราสามารถจะทำให้สถาบันกษัตริย์ของเรามีลักษณะที่ศิวิไลซ์ สมัยใหม่ เช่นเดียวกับ สถาบันกษัตริย์ที่มั่นคง อย่างในสหราชอาณาจักร หรือในยุโรปตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์

ผมคิดว่า นั่นเป็นสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคง และเป็นมาตรฐานสากล คือไม่ใช่แบบสถาบันกษัตริย์ที่ยังล้าหลังอยู่ ซึ่งเราก็เห็นยังมีสถาบันกษัตริย์ ไม่น้อยในเอเชีย ในอัฟริกา ในหมู่เกาะต่างๆ ที่ผมคิดว่ามีลักษณะล้าหลังมากๆ 
ผมคิดว่า  ถ้าทำให้สถาบันกษัตริย์ไทย มั่นคง ถาวร ต้องดูมาตรฐานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก แต่ไม่ใช่บอกว่า อันนี้เป็นไทยๆ ไทยแท้ พิเศษ ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ซึ่งผมคิดว่า อันนี้จะเป็นการทำลายสถาบันกษัตริย์ มากกว่ารักษาสถาบันพระมหากษัตริย์

@ พรรคเพื่อไทย และทุกพรรค ไม่รับลูกในการแก้ไขมาตรา 112 จะส่งผลให้ขบวนการนี้ยุติไปหรือไม่ หรือว่ายังคงดำเนินต่อไป

คือ ไม่รับลูก ก็ไม่ว่ากันนะ ผมคิดว่า เราในฐานะนักวิชาการ ที่เสนอตัวออกมาในการแก้ไขเหล่านี้ เราก็ต้องการที่จะดำเนินการต่อไป ตามกระบวนการกฎหมาย ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ คือ เมื่อเราได้รายชื่อที่มีหลักฐานแน่นอนแล้ว 1 หมื่นชื่อ หรือ 2 หมื่นชื่อ เราก็ไปเสนอตามกระบวนการ ให้เข้าไปสู่รัฐสภา เพราะฉะนั้น ไม่มาร่วมด้วย ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน แต่มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ อย่างกรณีของท่าน รองนายกฯ เฉลิม (อยู่บำรุง) ถ้ามือไม่พาย ก็อย่าเอาเท้ามาราน้ำ แล้วกัน

@ ทำไมพรรคเพื่อไทย จึงต้องมีตัวละครการเมืองอย่าง ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ คุณยิ่งลักษณ์ได้เปรียบ เพราะแกไม่ค่อยพูด ผมมานั่งคิดว่าทำไมคุณเฉลิม แกออกมาพูดมากหลายต่อหลายงาน ผมก็ไปอ่านประวัติศาสตร์ ปรากฏว่าเมื่อเจ้าดารารัศมี ถูกส่งไปเมืองใต้ ไปเป็นเจ้าจอมของเสด็จพ่อ ร. 5 นั้น มีตำแหน่งหนึ่งที่ทางเจ้านครเชียงใหม่ ตั้งลงไปกรุงเทพฯ เรียกว่า “พญาพิทักษ์เทวี” ลองไปค้นดูสิ มีตำแหน่งนี้จริงๆ เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ตั้งคนให้ไปดูแลพระธิดานะ “พญาพิทักษ์เทวี” สะกดแบบเมืองเหนือว่า “พญา” ไม่ใช่ “พระยา”

ผมสงสัยว่าคุณทักษิณ “พี่ชาย” แกคงตั้ง “พญาพิทักษ์นารี” (ใช้คำว่า “นารี” แทน “เทวี”) ให้ “น้องสาว”  แน่ๆ เลย ต้องมี ใช่ไหม เวลาที่คุณเล่นการเมือง มันต้องมีตัวกัน ตัวชน เอาคนนี้ไป เป็นตัวนุ่มนวล แล้วก็เอาคนโน้นไป เป็นตัวแรง เอาไว้ชน เอาไว้กัด  ผมว่าคุณเฉลิมเป็น “พญาพิทักษ์นารี” แน่ๆ  อันนี้เป็นตำแหน่งใหม่เป็น “ตัวกัน ตัวกัด”  ที่ผมค้นพบจากการแวะไปเรียนรู้มาจากตำราประวัติศาสตร์ ของวัดป่าดาราภิรมย์ นอกเมืองเชียงใหม่ ครับ

แต่บทกัน-บทกัดนี้ ก็อาจจะตกก็ได้ คือ เมื่อถึงเดือนพฤษภา บรรดาพวกที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 หลุดออกมา ก็จะมีตัวกันตัวชนเพิ่มขึ้นอีกครับ สนุกแน่ๆๆ

@ ไม่ว่านักการเมือง จะเอาด้วยหรือไม่เอาด้วย ก็ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องหยุดดำเนินการต่อไป

มันก็ทำให้เรามีจิตใจคล้ายๆ กับท้อถอยบ้าง หงุดหงิดบ้างในบางเวลา แต่ว่า ผมเชื่อว่าคนที่ทำงานเรื่องนี้ เกี่ยวกับมาตรา 112 ได้ใครครวญไตร่ตรองดีแล้วว่า อันนี้เป็นบทบาทของเรา ในฐานะ ส่วนของประชาคมที่เป็นประชาธิปไตย ส่วนของประชาคมที่ต้องการให้สังคมนี้ ก้าวหน้าหรือเดินหน้า เป็นสมัยใหม่ ไม่ใช่สังคมที่ล้าหลัง ถดถอยแล้วก็ตกเวทีประวัต ศาสตร์ เพราะฉะนั้น เราก็จะเดินของเราไปอย่างที่ได้เดินมา

@ปมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ที่พันธมิตรนัดชุมนุมคัดค้าน อาจารย์มองว่าอย่างไร

ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญนี่ เป็นการประลองกำลังกัน 2 ค่าย คือค่ายที่สนับสนุนรัฐบาล กับค่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ถ้าพูดโดยจำนวนแล้ว ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ก็ชนะเป็นปกติ ซึ่งถ้าเราเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มันก็ท้อแท้เหมือนกันนะ เลือกตั้งทีไร ก็ไม่ชนะสักที ระดมพลังที่อยู่นอกเหนือกรอบการเมืองที่ดี นอกกรอบรัฐธรรมนูญ นอกกรอบกฎหมาย ก็ยังไม่ชนะ ก็น่าท้อถอยเหมือนกัน

ฉะนั้น การประลองกำลังนี้ ผมก็อยากจะเชื่อว่าฝ่ายรัฐบาล คงจะเคลื่อนไปได้อย่างเข้มแข็ง คงต้องดูจากการชุมนุม ผมของการชุมนุมที่โบนันซ่าก็ดี หรือการชุมนุมที่จะมีมาอีกก็ดี ต้องดูกันประลองกำลัง

@ ภาพของพันธมิตรปีนี้ อาจจะแตกต่างจากเมื่อหลายปีมาแล้ว เพราะอะไรที่ทำให้เขารวมตัวกันเหมือนเดิมไม่ได้

ภาพของพันธมิตรฯ เมื่อหลายปีมาแล้ว ส่วนหนึ่งเราคงมองข้ามไม่ได้ว่า กำลังสนับสนุนนั้นน่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์ กับผู้นำทหารแล้วก็ กลุ่มอนุรักษ์นิยมชาวกรุง นั้น เป็นกำลังหลัก แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนไป กลุ่มซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นมิตร ที่ร่วมการต่อสู้มา ก็แตกกระจัดกระจายไป ผมคิดว่าทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็หลุดลอยไป ทางฝ่ายกลุ่มที่เป็น “อำมาตย์” ก็อยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายที่สนับสนุนผู้นำของ “อำมาตย์” อีกต่อไป เพราะฉะนั้น กำลังก็อ่อน

แล้วผมคิดว่า ในกลุ่มของพันธมิตรเอง ก็มีความขัดแย้งกันสูง โดยถ้าเราดูจากผู้นำ ก็มีความขัดแย้งกันสูง แล้วการที่จะกลับมาร่วมกันในกรณีนี้ เราก็ต้องดูว่าเขาจะทำได้ไหม ผมคิดว่าสัญญาณ ที่ทำให้ดูว่าฝ่ายนี้จะถดถอย คือ แม้กระทั่ง วีระ สมความคิด และ ราตรี ... ก็ดูเหมือนลืมๆ กันไปแล้วหรือว่า ไม่ลืม ก็พยายามไม่ยอมจำ อะไรทำนองนี้ 2 ท่านนั้น ก็ติดคุกเขมร (ลืม) ไปนานอย่างน่าสงสาร

กรณีของการที่พยายามใช้ เรื่องของเขาพระวิหาร มรดกโลก ก็กระสุนด้าน คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ก็ไม่ได้รับเลือกตั้ง พรรคกิจสังคมอันเก่าแก่ของ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ของผมนี่ก็ สงสัยจะสลายตัวไปแล้ว ดูแล้วปัจจัย ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไหร่

@ความสัมพันธ์ของขบวนการเสื้อแดงเอง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. และมวลชน จะกลับมาผนึกกันได้หรือไม่ ในเมื่อความคิดแตกต่างกันหลายเรื่อง รวมทั้งเสื้อแดง และผู้ถูกคุมขังอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว

ผมคิดว่าทางฝ่ายเสื้อแดงก็ดี ทางฝ่ายรัฐบาลก็ดี คงมีปัญหาทำนองเดียวกันกับทางฝ่ายเสื้อเหลือง ทางพันธมิตรฯ คือ ไม่ใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอไป มีความเห็นแตกต่างกันไม่น้อย แต่ผมอยากเชื่อว่า เขายังไม่แตกหักกัน เพราะเพิ่งได้ลิ้มอำนาจ ยังไม่ถึงปีเลย 6-7เดือนเท่านั้นเอง ยังเร็วไปที่จะเห็นความขัดแย้งชัด หรือว่ายังไม่ได้พัฒนา ความขัดแย้งไปชัดเจน แล้วลึกๆ เขาก็คงยังคิดว่า ยังมีศัตรูร่วมอยู่

กลุ่มหนึ่งก็อาจจะไป “เกี้ยเซี๊ยะ” อีกกลุ่มหนึ่งก็เฝ้าดู อย่างกลุ่ม นปช. ของอาจารย์ธิดา (ถาวรเศรษฐ์) ก็คงเฝ้าดู ส่วนอีกกลุ่ม ก็อาจจะหงุดหงิดหน่อย แต่ผมเดาว่าไม่มากนัก อาจจะเป็นประเภทหัวหอก อาจจะแหลมคมก็จริง แต่ไม่น่าจะมาก ดังนั้น เขาประครองกันไป เพราะฉะนั้น เรา จะได้ยินคำพูดเรื่อยๆ บอกว่า ไม่ต้องไปห่วงน่า เขาต้องเล่นละคร อะไรทำนองนี้นะครับ มันมีบทที่จะต้องเล่นตามสคริปบางอย่าง ทนๆ เอาหน่อย อะไรก็ตาม ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่า เวลาที่ให้ทน มันจะมีแค่ไหน ประเด็นของนักโทษการเมือง จะแก้ไขได้แค่ไหน ผมอยากเดาว่าไม่ยาก เพราะ สิ่งที่เราเห็นรัฐบาลทำ ถึงแม้ว่าคนจำนวนหนึ่ง จะไม่พอใจ แต่คนจำนวนไม่น้อยเลย ก็พอใจ คือการชดใช้ค่าเสียหาย ของผู้ที่บาดเจ็บล้มตายในช่วงความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อสีใดก็ตาม ดังนั้น ปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับภายในของฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายเสื้อแดง ผมคิด ว่ายังไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลวง

@ ภาพ “ปู-ป๋า” อาจารย์มองว่าเป็น“ละครการเมือง” หรือเป็น “ความจริง” ที่มีการเกี้ยเซี๊ยะ กันแล้วในระดับบน

ในด้านหนึ่งก็อาจจะพูดได้ว่ามีการ “เกี้ยเซี๊ยะ” กันนะ ในด้านหนึ่งก็ดูได้ว่าดูดี เขาสามารถจะตกลงกันได้ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยโล่งอกไป หายใจสะดวกขึ้น อะไรทำนองนี้ 
แต่ลึกๆ ลงไปแล้วก็อาจจะเป็นละคร เป็นบทที่ต่างคนต่างเล่น ตามบทที่เขียน แต่เหมือนเป็นบท ซึ่งต่างคนต่างรู้กันโดยนัยยะ รู้กันในที ว่าต่างคนต่างพลาดไม่ได้ ถ้าพลาดก็ถูกอีกฝ่ายหนึ่งจัดการ ผมเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้น ผมมองแบบไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่า การ พบปะกันระหว่าง “ชายเฒ่า” กับ “หญิงงาม” เสร็จแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี โดยลึกๆ แล้วเราก็รู้ว่าปัญหา มีมากมายมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ปัญหามันมีมากไปกว่านั้น
อยากจะเชื่อว่าเป็นละคร ที่แม้ผู้เล่นจะแสดงได้ดีก็ตาม แต่คนดูคงไม่เชื่อสนิทใจเท่าไหร่

@เมื่อคนดูไม่เชื่อ แสดงว่า ไม่ได้มีผลไปบั่นทอนคนเสื้อแดง ที่คิดแบบสุดขั้ว หรือคนที่ไม่ชอบเสื้อแดงแบบสุดขั้วหรือเปล่า

ก็คงมีผลบั่นทอน แล้วแต่ เสื้อแดงอกหัก เสื้อเหลือง เสื้อชมพู อกหัก มันก็มีเป็นปกติ แต่อยากจะเชื่อว่า เสื้อสีอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่คงเฝ้ารอดูฉากสำคัญๆ อันนี้เป็นเพียง “ฉากแรก” เผลอๆ เป็น “โหมโรง” ด้วยซ้ำ ม่านอาจจะยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ฉะนั้น ฉากสำคัญๆ ตอนสำคัญๆ องค์สำคัญๆ อาจจะตามมา แน่นอน ฉากสุดท้ายยังมองไม่เห็น แต่คงไม่นานเกินรอ

@ อาจารย์มองว่าฉากแรก แต่เมื่อพฤษภา 2553 ก็ผ่านมาแล้ว

เมษา-พฤษภา (อำมหิต) 2553 จบในตัวไปแล้ว แต่นี่ คือ ตอนต่อ (ภาพปู-ป๋า) เป็น “ฉากแรก” ของตอนต่อ หรือไม่ก็เป็นเพียง “โหมโรง” ของตอนต่อก็ได้ ครับ