คุณจาตุรนต์ แถลงข่าว"กรณีคำวินิจฉัยของศาล รธน."

Posted by KwamRak on 14.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

คุณจาตุรนต์ แถลงข่าว"กรณีคำวินิจฉัยของศาล รธน."

วันเสาร์ ที่14 กรกฏาคม 2555

วันเสาร์ ที่14 กรกฏาคม 2555
เวลา 13.00น. คุณจาตุรนต์ ฉายแสง  อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย 
แถลงข่าวกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอำนาจตามมาตรา 68 
ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ถนนพระราม 9 

●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●
ถ่ายทอดสดโดย ทีมงานม้าเร็ว
ขอบคุณ คุณม้าช้า คุณม้าเร็ว คุณกาแฟ
โดยเมษ์ษาkonthaiuk

14-07-12คุณจาตุรนต์แถลงข่าว กรณี คำวินิจฉัยของ ศาล รธน. MP3
http://www.mediafire.com/?ky7yahvsyna2d3s

ปรองดองในมุมมองจาตุรนต์ ที่นี่ตอบโจทย์ 14มิย55

Posted by KwamRak on 14.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

จาตุรนต์ ฉายแสง ปอกเปลือกข่าวspecial 14มิย55

Posted by KwamRak on 14.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback

จดหมายเปิดผนึก...จาก จาตุรนต์ ฉายแสง

Posted by KwamRak on 12.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จดหมายเปิดผนึก...จาตุรนต์ ฉายแสง

จดหมายเปิดผนึก
ถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้แจ้งประธานรัฐสภาให้ชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ต่อมาประธานรัฐสภาได้แจ้งให้ที่ประชุมรัฐสภาทราบถึงคำสั่งดังกล่าว ทำให้มีการอภิปรายกันในที่ประชุมรัฐสภาอย่างกว้างขวางแต่ยังไม่เป็นที่ยุติ และประธานรัฐสภาได้นัดประชุมรัฐสภาเพื่อหารือเรื่องนี้ต่อไปในวันอังคารที่ 12 มิถุนายน 2555 นี้

รัฐสภาจะพิจารณาตัดสินใจดำเนินการอย่างไรต่อไปต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญและการลงมติในวาระที่ 3 เป็นกรณีที่มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทั้งยังอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิกฤตของประเทศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ผมขอเสนอความเห็นดังนี้

๑. ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาได้โดยตรง และศาลรัฐธรรมนูญในอดีตก็ได้วินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญในเรื่องเดียวกันไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจหรือสิทธิที่จะร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องร้องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปเท่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงกำลังกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง

๒. คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้เลขาธิการรัฐสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาชะลอการพิจารณาลงมติในวาระ 3 ออกไป ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา รัฐสภาจึงไม่ต้องปฏิบัติตาม แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองก็ออกมายอมรับแล้วว่าไม่ได้สั่งประธานรัฐสภา และไม่มีอำนาจจะสั่งได้

๓. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตรวจสอบหรือวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในขั้นตอนที่ยังร่างไม่เสร็จหรือร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญนี้ และมาตรา 68 ก็มิได้มีไว้ตรวจสอบการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภา

๔. ขณะนี้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ได้ผ่านพ้นมาเกินกว่า 15 วัน รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดให้รัฐสภาต้องจัดให้มีการลงมติในวาระที่ 3 ต่อไป แม้ไม่กำหนดว่าจะต้องลงมติในวันใด โดยประเพณีปฏิบัติของรัฐสภาก็มักกระทำกันในโอกาสแรก

ขณะนี้รัฐสภามีทางเลือกปฏิบัติ 2 ทาง คือ

๑.ยืนยันว่าคำสั่งศาลไม่ผูกพันรัฐสภาและกำหนดวันที่เหมาะสมเพื่อลงมติวาระที่ 3 ต่อไป หรือ

๒.ยังไม่ลงมติวาระที่ 3 รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องเสียก่อน

หากมีการลงมติในวาระที่ 3 ต่อไป และได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ก็เท่ากับว่ารัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยตรวจสอบ หรือระงับยับยั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีก

แต่ถ้ารัฐสภาไม่มีการลงมติในวาระที่ 3 ปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีที่มีผู้ร้องต่อไป ก็เท่ากับรัฐสภาจงใจไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยินยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญมาก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ กระทั่งมีอำนาจเหนือกว่ารัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นบรรทัดฐานที่ผิดอย่างร้ายแรงต่อไป ผลที่ตามมาอาจจะได้แก่การยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และยิ่งกว่านั้นจะมีผลเท่ากับปิดโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องสำคัญต่อไปในอนาคตด้วย

ปัญหาพื้นฐานและต้นเหตุที่สำคัญที่สุดของวิกฤตประเทศคือ ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความอยุติธรรม หนทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้ที่สำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยได้ร่วมกับประชาชนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการตลอดมาก็เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็เพื่อให้พรรคมาแก้ปัญหา พัฒนาประเทศ และเพื่อให้มาร่วมกันทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าประชาชนได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลแล้วนั้น ตราบใดที่รัฐธรรมนูญนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ยังไม่มีหลักประกันใดๆเลยว่ารัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ยังจะทำให้วิกฤตของประเทศร้ายแรงยิ่งขึ้นต่อไปด้วย

ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และโดยเฉพาะประชาชนที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยความเสียสละจำนวนมากมายมหาศาล รวมทั้งผู้ที่เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อไปเป็นจำนวนมากนั้น มิได้ต้องการเพียงให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตลอดมา

มาถึงโอกาสนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยจะร่วมกับสมาชิกรัฐสภาผู้ยึดถือหลักการประชาธิปไตยทั้งหลายยืนยันหลักการและความถูกต้อง ปฏิเสธคำสั่งที่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา ยืนยันว่าอำนาจในการบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา และดำเนินการต่อไปเพื่อให้มีการลงมติในวาระที่ 3 เพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน และให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามที่ประชาชนทั้งประเทศได้ฝากความหวังไว้

จาตุรนต์ ฉายแสง
11 มิถุนายน 2555

[Listen]รายการประกายTalk โดย DJ Bus กับ คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง 06-06-2012

Posted by KwamRak on 07.2012 [ Listen ] 0 trackback
 

รายการประกายTalk โดย DJ Bus กับ คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง 06-06-2012


&a

จาตุรนต์ ฉายแสง 'อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล' สัมภาษณ์พิเศษ

Posted by KwamRak on 30.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จาตุรนต์ ฉายแสง 'อำมาตย์ยังทรงอิทธิพล' สัมภาษณ์พิเศษ

วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7852 ข่าวสดรายวัน

สัมภาษณ์พิเศษ

อำมาตย์ยังอยู่ในฐานะที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทยอยู่ เพราะระบบความคิดของพวกเขายังมีอยู่ และแสดงออกในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ

ก่อนวันพ้นโทษการเมืองในอีกเพียงไม่กี่อึดใจ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทย รักไทย นำประสบการณ์ที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 เป็นเวลา 5 ปี มาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในอนาคต

โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่ รวมถึงความมั่นใจต่อสวัสดิภาพความปลอดภัยของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าจะปลอดจากมือที่มองไม่เห็นได้แท้จริงหรือ

แกนนำบ้าน 111 ให้สัมภาษณ์เจาะลึกไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

การเมืองหลังจากบ้าน 111 พ้นโทษ

ประเทศยังมีปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ไข พัฒนาการการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังยุบพรรคไทยรักไทย ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ ไม่ใช่ว่า 111 คนสำคัญอะไรเป็นพิเศษ

แต่เป็นการร่วมกันของคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ ใช้ระบบกฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เข้ามาจัดการกับอีกฝ่ายให้ราบคาบ และยังพยายามทำอย่างต่อเนื่อง

ส่วนหนึ่งคือเขาดำรงจุดมุ่งหมาย อีกส่วนคือเขาทำลายไม่หมด แสดงให้เห็นว่าการเข้ามาก้าวก่ายการเมืองของชนชั้นนำ เป็นการกระทำที่ล้มเหลว เพราะไม่ได้รัฐบาลที่ต้องการ ทำให้ระบบเสียหาย

กองทัพปัจจุบันอยู่ในจุดน่าพอใจหรือไม่

บทบาทกองทัพที่จะแทรกแซงการเมืองก็จำกัดลงไป แต่ที่ผ่านมาเวลาผู้นำกองทัพจะทำอะไรมักไม่ค่อยคิดเอง โดยมากจะมีคนสั่ง คอยกำกับอีกทีหนึ่ง

ขณะนี้จึงยังไม่สามารถพูดได้ว่ากองทัพจะไม่เข้ามาเกี่ยว ข้องกับการเมือง หรือเข้ามาทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก

ไม่ว่าตัวผู้นำกองทัพเองจะคิดอย่างไร แต่ในแง่ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่จำเป็นที่จะไปสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดี

ในเชิงระบบเรายังต้องปลูกฝังสร้างค่านิยมแนวความคิดให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่าผู้นำกองทัพและชนชั้นนำไม่พึงที่จะมาก้าวก่ายแทรกแซงการเมือง ต้องให้กระบวนการที่ประชาชนปกครองตนเองเดินและพัฒนาไปข้างหน้า

โอกาสที่กระบวนการต่างๆ จะกลับมาอีก

ผ่านมา 5-6 ปี ความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่ยุติธรรมของประเทศยังเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรัง บางช่วงได้รับการแก้ไข บางช่วงก็ดีขึ้น

แต่ไม่ว่าจะดีขึ้นอย่างไร การย้อนกลับเป็นไปเผด็จการก็ยังเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านมา 5-6 ปี ถึงประชาชนจะบอกว่าไม่เอาแล้วรัฐประหาร แต่ก็ต้องไม่วางใจ ต้องปลูกฝังค่านิยมที่รังเกียจเผด็จการ

แสดงว่ามือที่มองไม่เห็นยังไม่สงบ

อาจไม่ใช่เป็นมือไหนหรือมือใคร แต่เป็นเรื่องรวมๆ จะใช้คำว่าชนชั้นนำและพวก หรือช่วงหลังมักเรียกกันว่าอำมาตย์ ซึ่งอำมาตย์ก็มีพวกอยู่ด้วยเหมือนกัน ยังอยู่ในฐานะที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทยอยู่

เพราะระบบความคิดของพวกเขายังมีอยู่ และแสดงออกในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ

คือไม่เชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือการเลือกตั้ง เห็นว่าประชาชนยังโง่ ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ต้องให้ชนชั้นนำที่มีคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้นเป็นผู้กำหนด

แนวความคิดแบบนี้มักนำไปสู่ความคิดที่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ดีควรล้ม ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายไม่ได้ จะต้องเข้ามาจัด การเสีย

ความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงอาการออกมากเพราะยังไม่มีเหตุเพียงพอ หรือเขาอาจรู้ว่าไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน

แต่การเมืองไม่แน่นอน ฉะนั้นจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไปเป็นข้ออ้าง ระวังไม่ให้เป็นเงื่อนไขให้เขาทำได้ง่าย จึงต้องทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจให้มากที่สุด พร้อมจะร่วมกันระงับยับยั้ง

หรือป้องกันไม่ให้เขาทำอะไรอย่างที่ต้องการได้อีก

โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะกลับสู่วังวนเดิม

เป็นไปได้ กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องหนึ่งที่เขาอาศัยเหตุไปร้องให้ยุบพรรค พรรคเพื่อไทยอาจถูกยุบก็ได้ ยังมีกรณีอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2-3 กรณี ฉะนั้นไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

5 ปีมานี้เราเห็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนของการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกหลักนิติธรรม เลือกยุบเฉพาะฝ่ายไทยรัก ไทย หรือพรรคที่สืบเนื่องจากไทยรักไทย เป็นพันธมิตรกับพรรคไทยรักไทยในการตั้งรัฐบาล แต่จะไม่ยุบบางพรรค

ฉะนั้นไม่มีหลักประกันอะไรว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ถูกยุบ

ต้องไปแก้ระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคเสียใหม่ ไม่ให้ยุบกันง่ายๆ อย่างนี้อีก เพราะเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิป ไตย ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ทำลายระบบพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ

ความพยายามล้มรัฐบาลจากฝ่ายตรงข้าม

มีได้ตลอด ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกติการะบบรัฐสภาแบบของเรามีเรื่องการยุบสภา และการลาออกของนายกฯ รวมทั้งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หมายถึง มีการกำหนดไว้อยู่แล้วถึงวิธีการจะล้มรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย

จึงว่ากันไม่ได้ถ้าใครจะคิดล้มรัฐบาล เช่น พรรคประชา ธิปัตย์ ทุกเวลานาทีคิดจะล้มรัฐบาลทุกวัน เขาทนไม่ได้ที่จะให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่นานๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะล้มวิธีไหน

ไม่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่พันธมิตร หลากสี ชนชั้นนำก็คิด ถือเป็นสิทธิของเขา แต่ขอให้ดำเนินการตามกติกา

ตรงนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ พอเคลื่อนไหวก็จะเรียกร้องว่าทหารต้องทำหน้าที่บ้าง ทหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน หรือวิธีอื่นใดก็ตาม รวมทั้งอาจใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ

จะไปตำหนิหรือประณามคนที่ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องไปพูดเรื่องกติกาว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องได้อย่างไร

รัฐบาลต้องตั้งรับโดยวิธีไหน

จุดสำคัญอยู่ที่การบริหารแก้ปัญหาประเทศให้ดี ป้องกันอย่าให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำ 2 อย่างนี้ได้จะเป็นภูมิคุ้มกัน

ที่สำคัญรัฐบาลต้องร่วมมือกับพรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตยและองค์กรอื่นๆ แก้กติกาให้ดี ป้องกันไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

รวมถึงต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่ดี ให้คนร่วมต่อต้านการล้มรัฐบาลโดยวิถีทางไม่ถูกต้อง

บ้าน 111 เข้ามาสถานการณ์อาจดีขึ้น

การเอาคนมีความรู้ มีประสบการณ์เข้ามาช่วยงานที่พรรคและรัฐบาลน่าจะเป็นผลดี แต่ต้องคำนึงด้วยว่าทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบในด้านอื่นๆ เพราะใน 5 ปีมานี้เกิดนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ขึ้น

ต้องคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม เกิดความสับสนขึ้นภายในองค์กร

ไม่ใช่เมื่อมีสมาชิก 111 เกิดขึ้นแล้วรัฐบาลต้องปรับครม. ไม่ควรเป็นอย่างนี้ จะปรับหรือไม่ต้องเกิดจากรัฐบาลมีความจำเป็นและเห็นประโยชน์ของการปรับด้วย

กกต.ระบุพ.ต.ท.ทักษิณต้องสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วยตัวเอง

นับตั้งแต่ยุบพรรคไทยรักไทย กฎกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ขัดขวางการหาสมาชิกหรือการเป็นสมาชิกของประชาชน

ทำไมเวลานี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีแค่หลักหมื่นหลักแสน ทำไมจึงไปกำหนดว่าการสมัครสมาชิกพรรคต้องมาที่ทำการพรรค ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ถือว่าผิดทั้งนั้น

เป็นกติกาที่ต้องการตอนและบอนไซพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ได้เปรียบมหาศาล พรรคใหม่ๆ เสียเปรียบอย่างร้ายแรง

พรรคเพื่อไทยและผู้สนใจเรื่องพรรคการเมืองต้องช่วยกันหาทางแก้ไข การแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะทำกันต่อไป ต้องแก้เรื่องพวกนี้

อย่าให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองทำลายพรรคการเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณแม้พ้นโทษ แต่มีคดีที่ศาลตัดสินจำคุกค้างอยู่ จะกลับบ้านด้วยวิธีใด

การกลับมาอย่างไรเป็นหัวข้อใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไว้ว่าต้องการกลับแบบเท่ๆ

ขณะที่มีการศึกษาและมีข้อสรุปในระยะหลังว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท.ทักษิณ มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการตั้งคตส. ฉะนั้นการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นไปแล้วจึงถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่ยุติธรรม

ดังนั้นปัญหาว่าจะคืนความยุติธรรมกันอย่าง ไร เมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไป

The Exclusive คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง การปรองดองเพื่อนำทักษิณกลับมา 08 เมย 55

Posted by KwamRak on 09.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

The Exclusive คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง การปรองดองเพื่อนำทักษิณกลับมา 08 เมย 55

สัมภาษณ์ คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง  Exclusive talk 
วันที่ 08 เมษายน 2555
ประเด็นการปรองดองเพื่อนำทักษิณกลับมาใช่หรือไม่
ทีมข่าวNNA @nnanews


ขอบคุณ คุณ nemster1980
โดย เมษ์ษา konthaiuk และ Team konthaiuk


08-04-2555>>> การปรองดองเพื่อนำทักษิณกลับมาใช่หรือไม่

จาตุรนต์ ฉายแสง ว่าที่รมต ปู3

Posted by KwamRak on 08.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

จาตุรนต์ ฉายแสง ว่าที่รมต ปู3 คมชัดลึก 06 04 55

จาตุรนต์ ฉายแสง Hot Topic 04-04-55

Posted by KwamRak on 05.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

จาตุรนต์ ฉายแสง Hot Topic 04-04-55

จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ !

Posted by KwamRak on 13.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ !

1) เหตุใดจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่ชอบธรรมและมีปัญหาทั้งที่มาและเนื้อหา

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร ถือได้ว่าคณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้รับรองการรัฐประหารด้วย การคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปทั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ในสายตาของอารยประเทศเขาถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งกลับยอมรับกฎกติกาที่พวกเผด็จการสร้างไว้

ในส่วนของเนื้อหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมคือให้องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารหรือผ่านความเห็นชอบมาจากคณะรัฐประหารสามารถล้มรัฐบาล คนไม่กี่คนที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยสามารถหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การตรวจสอบ ควบคุมและถอดถอนฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารรวมทั้งข้าราชการระดับสูงทำโดยองค์กรที่ขาดความชอบธรรมและสามารถเลือกปฏิบัติโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลนอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆที่เป็นปัญหาอีกมากเมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้มาระยะหนึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าทำให้ประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำลายให้อ่อนแอลงอย่างมาก ความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่นับวันจะหนักหนายิ่งขึ้นทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งๆที่ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้ออำนวย มีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆที่พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ต้องกลับมาติดหล่มความขัดแย้งและยังขาดความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศโดยเฉพาะในระบบความยุติธรรมและความไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ความสนใจที่เขาจะมาลงทุนหรือทำมาค้าขายด้วยน้อยลงไปอย่างมาก

2) กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ผู้ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 3 ฝ่ายคือคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะใช้วิธีนี้ก็ได้ แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาเองก็มีการคัดค้านกันมากว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาเอง พอคนคิดกันอย่างนี้มากๆเข้าก็ทำให้แก้โดยวิธีนี้จะสำเร็จได้ยาก เป็นที่มาของการมีสสร.ขึ้น นอกจากนั้นก็มีการเสนอว่าหลังจากร่างเส็จแล้วควรให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินเป็นขั้นตอนสุดท้าย

การจะมีสสร.และการลงประชามตินี้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าจะให้มีขึ้นจึงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน

3) สสร.ควรมีที่มาและองค์ประกอบอย่างไร

ที่ผ่านมาเคยมีสสร.มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 40 ให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดเลือกกันเองให้เหลือ10 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละคน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้วงการวิชาการสรรหากันมาแล้วให้รัฐสภาเลือก ส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสสร.มาจากการสรรหาแล้วให้คมช.เลือก ครั้งนี้จะใช้วิธีการอย่าง 2 ครั้งก่อนคงไม่ได้ แบบคมช.นั้นเป็นเผด็จการเต็มที่ ส่วนแบบปี 40 ก็อาจยังไม่เป็นที่ยอมรับเพียงพอ เมื่อการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสินจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ดังนั้นสสร.จึงควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

สสร.ควรมีจำนวนเท่าไหร่นั้นย่อมขึ้นกับภารกิจที่จะมาทำคือการร่างรัฐธรรมนูญ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี

จะมาจากจังหวัดละคนหรือจะเป็นสัดส่วนกับประชากร เป็นเรื่องที่หารือกันได้ในขั้นตอนต่อไป

สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยยกร่างนั้นอาจให้วงการวิชาการเสนอมาหรือสมัครมาเองแล้วให้รัฐสภาเลือกหรือจะให้สสร.เลือกอีกทีก็ได้ บางคนเสนอให้สมัครกันเองแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกโดยตรงไปเลย ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรื่องเหล่านี้หารือกันคงมีข้อยุติที่ดีได้

4) ทำไมต้องมีการลงประชามติ การลงประชามติควรมีก่อนหรือหลังการยกร่าง

การลงประชามติเป็นเรื่องจำเป็นทำให้รัฐธรรมนูญใหม่มีความขอบธรรม คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสล้มร่างนั้นเสียก็ได้ หากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยร่างนั้นก็ต้องตกไป ถ้าเห็นด้วยก็ผ่าน แล้วใครจะมาฉีกก็จะยาก คนส่วนใหญ่จะไม่ยอม

การลงประชามติก่อนยกร่างนั้นมีปัญหาว่าจะถามว่าอย่างไร ถามว่าแก้หรือไม่นั้นไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะแก้มากหรือน้อยในเรื่องอะไร ถ้าออกมาว่าไม่ให้แก้ก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บอกว่าแก้ได้ จะกลายเป็นว่าต่อไปใครก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้อีกเลยหรือ การลงประชามติก่อนยกร่างจึงไม่เป็นประโยชน์ เป็นการสูญเปล่า

ที่ควรให้ความสำคัญสำหรับการลงประชามติคือ ต้องให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ต้องให้เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ต้องเปิดโอกาส ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ได้อย่างเสรี จัดเวลาให้แต่ละฝ่ายได้แสดงความเห็นต่อสาธารณชนได้เต็มที่และเท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่าทำเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ทำแบบมัดมือชกฝ่ายเดียว ไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน ขณะนั้นยังคงใช้กฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด ใครไม่เห็นด้วยก็จับไปขังในค่ายทหาร ปล่อยให้พูดได้อยู่ฝ่ายเดียว และยังออกกติกาด้วยว่าถ้าไม่ผ่านก็ให้คมช.นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ก็ได้ตามใจชอบ การลงประชามติอย่างนั้นเป็นเรื่องลวงโลก รัฐบาลนี้ไม่ควรทำอย่างนั้นอีก

5) ควรแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นอะไร มาตราใดบ้าง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาสำคัญๆจำนวนมากที่ต้องแก้ ถึงได้เรียกกันว่าต้องยกร่างกันใหม่ แต่เมื่อจะแก้หรือยกร่างใหม่โดยสสร.ก็คงต้องช่วยกันให้แก้มาตรา 291 ให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากันที่เนื้อหาสาระที่จะแก้ ถึงตอนนั้นควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอความเห็นกันได้เต็มที่

6) ใครควรเป็นผู้เสนอแก้มาตรา 291

เท่าที่เป็นข่าว ขณะนี้ประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อกันอยู่ใกล้จะยื่นได้แล้ว นี่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน นอกจากนี้เข้าใจว่าสส.ฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมเสนอร่างเช่นกัน ก็สอดคล้องกับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ก็เหลือแต่รัฐบาล เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วรัฐบาลก็คงต้องเสนอด้วยเพราะรัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้ว่าจะแก้ แถมยังแถลงไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำใน 1 ปีด้วย นอกจากนี้เมื่อปรากฏว่าประชาชนเห็นต่างกันในเรื่องเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะหาทางออกให้สังคมด้วยการให้มีสสร.ที่มาจากประชาชนมาร่างแล้วให้ประชาชนตัดสินด้วยการลงประชามติเท่ากับรัฐบาลกำลังช่วยหาทางออกให้กับสังคม

7) จะแก้เมื่อไหร่ดี

ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ขณะนี้ความจริงก็ช้าไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สายไป ถ้าจะให้ทันกำหนดหนึ่งปีก็คงต้องเริ่มในเร็วๆนี้จะได้แก้มาตรา 291 ได้ทันในสมัยประชุมนิติบัญญัติ มิฉะนั้นจะไปติดช่วงปิดสมัยประชุม เปิดอีกทีก็สิงหาคมก็ไม่ทันกำหนดแล้ว

ที่ว่าทำใน 1 ปีนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จทั้งฉบับ แต่ควรจะแก้มาตรา 291ให้เสร็จ เมื่อแก้มาตรา 291 แล้วยังต้องเลือกสสร. ต้องยกร่างแล้วยังต้องทำประชามติ ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี

Cool มีข้อโต้แย้งว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความขัดแย้ง

ก็จริง การแก้รัฐธรรมนูญย่อมทำให้เกิดการต่อต้านคัดค้าน จนอาจเกิดความรุนแรง ก็ต้องดูว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ใช้วิธีการที่ถูกต้องหรือไม่และมีทางออกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่ ป้องกันหรือลดความขัดแย้งหรือความรุนแรงได้หรือไม่ การให้มีสสร.และการลงประชามติน่าจะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

แต่ไม่แก้ก็ขัดแย้ง สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งมาหลายปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ยิ่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปนานเท่าใดก็จะยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้น การที่มีความพยายามที่จะปรองดองเป็นเรื่องดีและคงช่วยลดความขัดแย้งได้บ้าง แต่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้ง การปรองดองที่เป็นจริงก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ก็ยังจะขัดแย้งไม่จบสิ้นและรุนแรงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมและให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ความจริงแล้วคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว เมื่อแก้แล้วก็มารณรงค์กันให้สังคมไทยมีค่านิยมที่ยอมรับกติกา แก้ปัญหาการมีความคิดที่แตกต่างกันที่ยังมีอยู่ตลอดไปด้วยด้วยสันติวิธีในระบบกติกาที่เป็นธรรม

9) ข้อกล่าวหาว่าแก้เพื่อคนๆเดียว

เหตุผลสำคัญที่มักใช้ในการต่อต้านขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญก็คือการทำเพื่อคนๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงแล้วการมุ่งทำลายคนๆเดียวต่างหากที่เป็นต้นเหตุให้ประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมของประเทศนี้ต้องถูกทำลายเสียจนยับเยินอย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลหรือรัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญเองทั้งหมดคงหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้ยาก ถึงไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อคนๆเดียวเขาก็หาเรื่องได้อยู่ดี ดังนั้นการที่สสร.ที่มาจากประชาชนจะเป็นคนร่าง แล้วยังให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติได้อีกซึ่งเท่ากับว่าไม่มีใครกำหนดอะไรได้ จึงเป็นวิธีที่จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่าทำเพื่อคนๆเดียวก็คงไม่มีน้ำหนักต่อไป

โดย Insider's News Feed นักข่าวประชาชนเ

จาตุรนต์ชี้ต้องแก้ ม 291ภายในสมัยประชุมสภานี้

Posted by KwamRak on 29.2012 [ TV ] - สารคดี 0 trackback

จาตุรนต์ ฉายแสง:อภิปราย"เหลียวหลังแลหน้าสังคมและการเมืองไทยหลังกรณี 111”26-01-12

Posted by KwamRak on 27.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

คลิป คุณจตุรนต์ อภิปราย"เหลียวหลังแลหน้าสังคมและการเมืองไทยหลังกรณี 111”26-01-12


วันพฤหัสบดี ที่26 มกราคม 2555
อภิปรายทางวิชาการเรื่อง "เหลียวหลังแลหน้าสังคมและการเมืองไทยหลังกรณี 111”
ณ ห้อง 500 ชั้น 5 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กล่าวต้อนรับ โดย อาจารย์ ดร.นพพร เรืองวานิช
ผู้อำนวยการหลักสูตรควบตรี-โท ทางการบัญชีและบริหารธุรกิจคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

14.10 น. แถลงข่าวพิพิธทัศนาละครล้อการเมืองครั้งที่ 4 รายวิชา มธ.120 สหวิทยาการสังคมศาสตร์
ของหลักสูตรควบตรี-โท ทางการบัญชีและบริการธุรกิจ
โดย อาจารย์อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ ทีมนักศึกษา

14.45 น. อภิปรายทางวิชาการ"เหลียวหลังแลหน้าสังคมและการเมืองไทยหลังกรณี 111”
โดย ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี

●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●
ถ่ายทอดสดโดย ทีมงานม้าเร็วhttp://speedhorse
ขอบคุณ คุณม้าเร็ว คุณกาแฟ
โดย เมษ์ษาkonthaiuk
●♥●▬▬▬▬▬▬๑۩۩๑▬▬▬▬▬●♥●

mp3คุณจาตุรนต์ช่วงแรก
http://www.mediafire.com/?2e1acn7grd8x8ke
http://www.4shared.com/mp3/xFf3ZRJS/26-01-12-jaturonmaysa_konthaiu.html



จาตุรนต์ ฉายแสง: จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

Posted by KwamRak on 12.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

จาตุรนต์ ฉายแสง : จับประเด็น ตอบคำถาม ทำไมต้องเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

1) เหตุใดจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่ชอบธรรมและมีปัญหาทั้งที่มาและเนื้อหา

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร ถือได้ว่าคณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้รับรองการรัฐประหารด้วย การคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปทั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ในสายตาของอารยประเทศเขาถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งกลับยอมรับกฎกติกาที่พวกเผด็จการสร้างไว้

ในส่วนของเนื้อหา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมคือให้องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารหรือผ่านความเห็นชอบมาจากคณะรัฐประหารสามารถล้มรัฐบาล คนไม่กี่คนที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยสามารถหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การตรวจสอบ ควบคุมและถอดถอนฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารรวมทั้งข้าราชการระดับสูงทำโดยองค์กรที่ขาดความชอบธรรมและสามารถเลือกปฏิบัติโดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลนอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆที่เป็นปัญหาอีกมาก

เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้มาระยะหนึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าทำให้ประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองถูกทำลายให้อ่อนแอลงอย่างมาก ความไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดต่อหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่นับวันจะหนักหนายิ่งขึ้นทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งๆที่ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีภูมิรัฐศาสตร์ที่เอื้ออำนวย มีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆที่พัฒนาก้าวหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ต้องกลับมาติดหล่มความขัดแย้งและยังขาดความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศโดยเฉพาะในระบบความยุติธรรมและความไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ความสนใจที่เขาจะมาลงทุนหรือทำมาค้าขายด้วยน้อยลงไปอย่างมาก

2) กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญควรเป็นอย่างไร
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ผู้ที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมี 3 ฝ่ายคือคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนแล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะใช้วิธีนี้ก็ได้ แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาเองก็มีการคัดค้านกันมากว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาเอง พอคนคิดกันอย่างนี้มากๆเข้าก็ทำให้แก้โดยวิธีนี้จะสำเร็จได้ยาก เป็นที่มาของการมีสสร.ขึ้น นอกจากนั้นก็มีการเสนอว่าหลังจากร่างเส็จแล้วควรให้มีการลงประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินเป็นขั้นตอนสุดท้าย

การจะมีสสร.และการลงประชามตินี้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าจะให้มีขึ้นจึงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นมาตราว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน

3) สสร.ควรมีที่มาและองค์ประกอบอย่างไร
ที่ผ่านมาเคยมีสสร.มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในปี 40 ให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดเลือกกันเองให้เหลือ 10 คน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือจังหวัดละคน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิก็ให้วงการวิชาการสรรหากันมาแล้วให้รัฐสภาเลือก ส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสสร.มาจากการสรรหาแล้วให้คมช.เลือก ครั้งนี้จะใช้วิธีการอย่าง 2 ครั้งก่อนคงไม่ได้ แบบคมช.นั้นเป็นเผด็จการเต็มที่ ส่วนแบบปี 40 ก็อาจยังไม่เป็นที่ยอมรับเพียงพอ เมื่อการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสินจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ดังนั้นสสร.จึงควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

สสร.ควรมีจำนวนเท่าไหร่นั้นย่อมขึ้นกับภารกิจที่จะมาทำ คือการร่างรัฐธรรมนูญ น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี

จะมาจากจังหวัดละคนหรือจะเป็นสัดส่วนกับประชากร เป็นเรื่องที่หารือกันได้ในขั้นตอนต่อไป

สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยยกร่างนั้น อาจให้วงการวิชาการเสนอมาหรือสมัครมาเองแล้วให้รัฐสภาเลือก หรือจะให้ สสร.เลือกอีกทีก็ได้ บางคนเสนอให้สมัครกันเองแล้วให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกโดยตรงไปเลย ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป เรื่องเหล่านี้หารือกันคงมีข้อยุติที่ดีได้

4) ทำไมต้องมีการลงประชามติ การลงประชามติควรมีก่อนหรือหลังการยกร่าง
การลงประชามติเป็นเรื่องจำเป็นทำให้รัฐธรรมนูญใหม่มีความขอบธรรม คนที่ไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสล้มร่างนั้นเสียก็ได้ หากคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยร่างนั้นก็ต้องตกไป ถ้าเห็นด้วยก็ผ่าน แล้วใครจะมาฉีกก็จะยาก คนส่วนใหญ่จะไม่ยอม

การลงประชามติก่อนยกร่างนั้นมีปัญหาว่าจะถามว่าอย่างไร ถามว่าแก้หรือไม่นั้นไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะแก้มากหรือน้อยในเรื่องอะไร ถ้าออกมาว่าไม่ให้แก้ก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บอกว่าแก้ได้ จะกลายเป็นว่าต่อไปใครก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้อีกเลยหรือ การลงประชามติก่อนยกร่างจึงไม่เป็นประโยชน์ เป็นการสูญเปล่า

ที่ควรให้ความสำคัญสำหรับการลงประชามติคือ ต้องให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารตลอดจนความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างกว้างขวาง ต้องให้เป็นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ต้องเปิดโอกาส ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ได้อย่างเสรี จัดเวลาให้แต่ละฝ่ายได้แสดงความเห็นต่อสาธารณชนได้เต็มที่และเท่าเทียมกันให้มากที่สุด อย่าทำเหมือนการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ทำแบบมัดมือชกฝ่ายเดียว ไม่อนุญาตให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสสื่อสารกับประชาชน ขณะนั้นยังคงใช้กฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด ใครไม่เห็นด้วยก็จับไปขังในค่ายทหาร ปล่อยให้พูดได้อยู่ฝ่ายเดียว และยังออกกติกาด้วยว่าถ้าไม่ผ่านก็ให้คมช.นำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ก็ได้ตามใจชอบ การลงประชามติอย่างนั้นเป็นเรื่องลวงโลก รัฐบาลนี้ไม่ควรทำอย่างนั้นอีก

5) ควรแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นอะไร มาตราใดบ้าง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาสำคัญๆจำนวนมากที่ต้องแก้ ถึงได้เรียกกันว่าต้องยกร่างกันใหม่ แต่เมื่อจะแก้หรือยกร่างใหม่โดยสสร.ก็คงต้องช่วยกันให้แก้มาตรา 291 ให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากันที่เนื้อหาสาระที่จะแก้ ถึงตอนนั้นควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเสนอความเห็นกันได้เต็มที่

6) ใครควรเป็นผู้เสนอแก้มาตรา 291
เท่าที่เป็นข่าว ขณะนี้ประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อกันอยู่ใกล้จะยื่นได้แล้ว นี่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน นอกจากนี้เข้าใจว่าสส.ฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมเสนอร่างเช่นกัน ก็สอดคล้องกับที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ก็เหลือแต่รัฐบาล เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วรัฐบาลก็คงต้องเสนอด้วยเพราะรัฐบาลก็แถลงนโยบายไว้ว่าจะแก้ แถมยังแถลงไว้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะทำใน 1 ปีด้วย นอกจากนี้เมื่อปรากฏว่าประชาชนเห็นต่างกันในเรื่องเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ก็ชอบแล้วที่รัฐบาลจะหาทางออกให้สังคมด้วยการให้มี สสร.ที่มาจากประชาชนมาร่างแล้วให้ประชาชนตัดสินด้วยการลงประชามติเท่ากับรัฐบาลกำลังช่วยหาทางออกให้กับสังคม

7) จะแก้เมื่อไหร่ดี
ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ขณะนี้ความจริงก็ช้าไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สายไป ถ้าจะให้ทันกำหนดหนึ่งปีก็คงต้องเริ่มในเร็วๆนี้จะได้แก้มาตรา 291 ได้ทันในสมัยประชุมนิติบัญญัติ มิฉะนั้นจะไปติดช่วงปิดสมัยประชุม เปิดอีกทีก็สิงหาคมก็ไม่ทันกำหนดแล้ว

ที่ว่าทำใน 1 ปีนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องเสร็จทั้งฉบับ แต่ควรจะแก้มาตรา 291ให้เสร็จ เมื่อแก้มาตรา 291 แล้วยังต้องเลือกสสร. ต้องยกร่างแล้วยังต้องทำประชามติ ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นปี

8) มีข้อโต้แย้งว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความขัดแย้ง
ก็จริง การแก้รัฐธรรมนูญย่อมทำให้เกิดการต่อต้านคัดค้าน จนอาจเกิดความรุนแรง ก็ต้องดูว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ใช้วิธีการที่ถูกต้องหรือไม่และมีทางออกที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่ ป้องกันหรือลดความขัดแย้งหรือความรุนแรงได้หรือไม่ การให้มีสสร.และการลงประชามติน่าจะช่วยลดปัญหานี้ได้มาก

แต่ไม่แก้ก็ขัดแย้ง สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งมาหลายปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ยิ่งใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไปนานเท่าใดก็จะยิ่งมีความขัดแย้งมากขึ้น การที่มีความพยายามที่จะปรองดองเป็นเรื่องดีและคงช่วยลดความขัดแย้งได้บ้าง แต่ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้ง การปรองดองที่เป็นจริงก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ก็ยังจะขัดแย้งไม่จบสิ้นและรุนแรงกว่าเดิม การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมและให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ความจริงแล้วคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในระยะยาว เมื่อแก้แล้วก็มารณรงค์กันให้สังคมไทยมีค่านิยมที่ยอมรับกติกา แก้ปัญหาการมีความคิดที่แตกต่างกันที่ยังมีอยู่ตลอดไปด้วยด้วยสันติวิธีในระบบกติกาที่เป็นธรรม

9) ข้อกล่าวหาว่าแก้เพื่อคนๆเดียว
เหตุผลสำคัญที่มักใช้ในการต่อต้านขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญก็คือการทำเพื่อคนๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงแล้วการมุ่งทำลายคนๆเดียวต่างหากที่เป็นต้นเหตุให้ประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมของประเทศนี้ต้องถูกทำลายเสียจนยับเยินอย่างทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลหรือรัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญเองทั้งหมดคงหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหานี้ได้ยาก ถึงไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อคนๆเดียวเขาก็หาเรื่องได้อยู่ดี ดังนั้นการที่สสร.ที่มาจากประชาชนจะเป็นคนร่าง แล้วยังให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติได้อีกซึ่งเท่ากับว่าไม่มีใครกำหนดอะไรได้ จึงเป็นวิธีที่จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่าทำเพื่อคนๆ เดียวก็คงไม่มีน้ำหนักต่อไป

http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38669

คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ฝากสวัสดีปีใหม่ทุกท่าน

Posted by KwamRak on 31.2011 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ฝากสวัสดีปีใหม่ทุกท่าน

จาตุรนต์ ฉายแสง 60 ปี ธเนศ เจริญเมือง 21 12 54

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback

จับข่าว เล่าความ 26 สค.54 ฟังข้อคิดจาก คุณจาตุรนต์ ฉายแสง

Posted by KwamRak on 27.2011 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
จับข่าว เล่าความ 26 สค.54

ฟังข้อคิดจาก คุณจาตุรนต์ ฉายแสง (ขอบคุณ iNews Channel)

ความเห็นต่อการเลือกตั้งซ่อม โดยจาตุรนต์ ฉายแสง

Posted by KwamRak on 17.2011 [ TV ] - News

ความเห็นต่อการเลือกตั้งซ่อม โดยจาตุรนต์ ฉายแสง

จาตุรนต์ ฉายแสง ชี้ถึงเวลาที่เพื่อไทยจะต้องหาหัวหน้าพรรคที่มีประสิทธิภาพ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย และอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "ความเห็นต่อการเลือกตั้งซ่อม " ในบล็อคของเขาเอง โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

" เมื่อวานเข้าใจว่าวันนี้นสพ.ข่าวสดจะลงบทสัมภาษณ์ที่ผมวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งซ่อม แต่เข้าใจว่าคงมีปัญหาทางเทคนิคทำให้ยังไม่ได้ลง ยังเป็นหนี้เรื่องวิเคราะห์ผลเลือกตั้งอยู่ จะถือโอกาสนี้พูดบางประเด็นเสียบ้าง 

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูผ่านๆก็เหมือนเขตใครเขตมัน แดนใครแดนมัน (ไม่ใช่เขตใครเขตคนนั้น เพราะไม่ใช่สำนวนไทย) ที่เห็นค่อนข้างตรงกันคือการใช้อำนาจและเงินมีผลค่อนข้างสูง ขณะที่กระแสแผ่วลงและต้านกระสุนไม่อยู่ แต่

ถ้าวิเคราะห์กันดีๆก็จะพบว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มีแง่มุมที่น่าสนใจมากพอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะการบ่งบอกถึงแนวโน้มต่อการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่ๆ ดูได้ไม่ยากจากการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่ออยู่แล้วก็คือความย่ามใจของพรรคภูมิใจไทย ที่ดูเหมือนจะเห็นช่องทางในการแย่งที่นั่งจากเพื่อไทยในหลาย ๆ พื้นที่โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่แอบดีใจต่อความสำเร็จของภูมิใจไทยแบบที่อาจไม่น้อยกว่าเจ้าตัวก็คงหนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเห็นช่องทางในการลดที่นั่งของเพื่อไทยในภาคอีสานและภาคอื่นๆที่ตนเองไม่ถนัด นี่ทำให้เห็นได้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องเขตเลือกตั้งคงผ่านสภาแน่ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลคงคิดแล้วว่าถ้าเป็นเขตเล็ก โอกาสที่พรรคเล็กๆ จะช่วยแย่งที่นั่งจากเพื่อไทยยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น 


ผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือความหวั่นไหวของ สส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน คงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าติดตามว่าพรรคเพื่อไทย จะรับมือกับการพยายามดึงตัวสส.ไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยวิธีอย่างไร และจะทำได้ดีแค่ไหน หากการเมืองยังพัฒนาไปตามแนวโน้มที่แสดงออกจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา 

คงต้องยอมรับว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้นั้นย่อมเป็นเรื่องยากมาก บางคนก็วิเคราะห์กันว่าจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยอาจตกที่นั่งลำบากกว่านั้นเสียอีก คือไม่แน่ว่าจะได้เสียงมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์อย่างที่เคยคาดการณ์กันไว้ แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับจำนวนที่นั่งของใครจะมากกว่าใคร พูดไปแล้วก็ยังไกลเกินไปเพราะกว่าจะมีเลือกตั้งก็คงต้องรอกันไปอีกอย่างน้อยก็ครึ่งปี 

สิ่งทีควรวิเคราะห์คือเราจะสรุปบทเรียนอะไรได้บ้างสำหรับผู้รักประชาธิปไตย และพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย ควรสรุปบทเรียนอย่างไรและควรปรับขบวนแก้ปัญหาต่างๆที่มีอยู่อย่างไรจึงจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลายเป็นฝ่ายชนะได้ 

เท่าที่ฟังผู้รู้ผู้ปฏิบัติโดยตรงและจากที่ได้มีโอกาสสัมผัสโดยตรงบ้างเห็นว่าปัญหาของฝ่ายเพื่อไทยที่สำคัญที่สุดคือระบบการนำและการบริหารจัดการซึ่งนำไปสู่ปัญหาทั้งในเรื่องการวางตัวผู้สมัคร การรณรงค์หาเสียง การรักษากระแส การไม่ให้ความสำคัญกับการปราศรัยและสื่อสารกับประชาชน ขาดยุทธศาสตร์ในการนำเสนอรวมทั้งขาดนโยบายที่ตรงใจประชาชน สิ่งที่ผมอยากเสนอให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาปรับปรุงโดยเร่งด่วนคือ

1.หาผู้นำพรรคที่มีศักยภาพเพื่อบริหารพรรคอย่างมีประสิทธิภาพ รีบหาตัวผู้ที่จะเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้โดยเร็ว อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกับหัวหน้าพรรคก็ได้

2.บริหารพรรคด้วยระบบพรรค พูดง่ายๆ คือทำพรรคให้เป็นพรรค เป็นสถาบัน ให้นักการเมืองบริหารอย่างมีอำนาจมีความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

3.จัดขบวนพรรคเพื่อให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกับผู้ที่จะเสนอตัวเป็นนายกฯก็ได้ ความเห็นนี้ต่างจากที่พรรคเพื่อไทยคิดมาตลอด ที่เกรงว่าถ้าให้ใครคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วจะทำให้พรรคแตก ผมก็เห็นว่าเป็นปัญหา แต่การไม่มีผู้นำสักทีก็เป็นปัญหาไปอีกแบบและทำให้พรรคอ่อนแอและจะแตกได้เหมือนกัน


4. รีบจัดทำนโยบายพรรคสำหรับการแก้ปัญหาประเทศที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช้กระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ควรรอไว้ตอนยุบสภาแล้วค่อยเสนอเพราะถึงตอนนั้นประชาชนจะรับไม่ทัน

5.ไม่ควรชูประเด็นเอาดร.ทักษิณกลับบ้านแบบดิบๆ คือไม่อธิบายว่าจะเอากลับได้อย่างไร กลับมาแล้วจะมาทำอะไร รวมทั้งไม่ควรชูประเด็นว่าดร.ทักษิณคือหัวหน้าพรรคตัวจริง ทุกอย่างขึ้นกับการตัดสินใจของดร.ทักษิณเท่านั้น

6.จัดความสัมพันธ์กับพลังประชาธิปไตยรวมทั้งคนเสื้อแดงอย่างเหมาะสม คือกำหนดนโยบายในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้ชัดเจนและรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยร่วมมือกับคนเสื้อแดงได้เป็นเรื่องดี แต่พรรคเพื่อไทยต้องลงเลือกตั้งจึงต้องคำนึงถึงประชาชนทั่วไปด้วย ประเด็นที่เสนอจึงต้องเป็นประเด็นที่ครอบคลุมปัญหาของทั้งประเทศและของประชาชนทุกหมู่เหล่า เสื้อแดงเป็นพลังประชาธิปไตยนอกสภา ซึ่งมีวิธีการเคลื่อนไหว ประเด็นเฉพาะของตน โลดโผนได้มากกว่า ส่วนพรรคการเมืองย่อมต้องเน้นการทำงานในสภาและต้องระมัดระวังการกลั่นแกล้งจากกลไกของรัฐมากกว่า

สิ่งที่ผมเสนอนี้สำคัญที่สุด ก็คือระบบการนำและการบริหารพรรคซึ่งจำเป็นต้องมาก่อน เมื่อมีระบบการนำและการบริหารที่ดีแล้ว สิ่งที่จำเป็นตามมาก็คือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง สำหรับการเลือกตั้งนั้นแน่นอนการบริหารจัดการเป็นสิ่งจำเป็นมากแต่สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าหรืออาจมากว่าก็คือกระแสความนิยมที่ต้องรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาให้ได้ และนี่เป็นยาขนานเดียวที่จะรักษาสส.ไว้กับพรรคได้รวมทั้งจะทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งได้ 

บางทีว่าไปแล้วการแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่เหมือนกันคือทำให้ไม่ประเมินตัวเองสูงเกินไปและรีบมา สรุปบทเรียนปรับขบวนกันอย่างจริงจัง หวังว่าจะปรับกันได้เวลามีไม่มากแล้ว หากไม่ทำจริงจัง ก็เตรียมรับความพ่ายแพ้ไว้ได้เลย "

17 ธันวาคม 2553 เวลา 00:59 น.

จาตุรนต์ ฉายแสง: กรณีแขวนยิ่งลักษณ์ : กกต. 5 คนมีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินของประชาชนทั้งประเทศได้

Posted by KwamRak on 17.2011 News

จาตุรนต์ ฉายแสง: กรณีแขวนยิ่งลักษณ์ : กกต. 5 คนมีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินของประชาชนทั้งประเทศได้

สวัสดีทุกท่านครับ 

ขอวิจารณ์เรื่องการยังไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กรณีที่มีการไปแจ้งความเกี่ยวกับการให้การเท็จในศาลก็ดี การร้องขอให้ยุบพรรคเพื่อไทยก็ดีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินคดีกันไป

แต่ไม่อาจเป็นเหตุให้กกต. ไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์ได้เลย

ตามที่เป็นข่าวจึงเหลืออีกประเด็นเดียวคือเรื่อง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”และการที่นักการเมืองที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ช่วยคุณยิ่งลักษณ์หาเสียง

เรื่องนี้ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า ตามกฎหมายผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถใช้ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ทำอะไรบ้าง

ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากการยุบพรรคการเมืองนั้นถูกห้ามอยู่ใน 2 ส่วนด้วยกันคือ

1.ห้ามไปก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใดๆ และ 2.ห้ามออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางตำแหน่งที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆไว้ว่าจะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง

จากการที่ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง จึงทำให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้วย

โดยสรุปผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งอันเป็นผลมาจากการที่พรรคการเมืองที่ตนเป็นกรรมการบริหารพรรคถูกยุบไป จะถูกห้ามกระทำในสิ่งต่างๆต่อไปนี้

ห้ามเป็นสมาชิกพรรค ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค ห้ามร่วมกับผู้ใดก่อตั้งพรรคการเมือง ห้ามไปออกเสียงเลือกตั้ง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง เช่น รัฐมนตรีเป็นต้น

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 111 และ 109 คนนั้นไม่ได้ถูกกฎหมายห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องใดๆ

ทั้งนี้ รวมทั้งไม่มีกฎหมายใดห้ามบุคคลเหล่านี้หาเสียงให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งจึงยังคงมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยที่จะแสดงความคิดเห็นเหมือนคนไทยทั่วไปทุกประการ

ที่ผ่านมา ในระหว่างการหาเสียง ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งก็แสดงความเห็นอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับผู้สมัคร ทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุน

ซึ่งก็เท่ากับเป็นการช่วยหาเสียงนั่นเอง และก็ไม่มีใครว่าอะไร

ที่ถูกเพ่งเล็งและเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมาก็คือการไปช่วยปราศรัยหาเสียง ซึ่งยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้

ในการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคพลังประชาชนเคยถามกกต.ว่า ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งทำอะไรได้แค่ไหน แต่กกต.ก็ตอบมาอย่างกำกวม

กกต.บอกว่า ผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่พึงทำอะไรที่เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค

แล้วก็เกิดการตีความเลยเถิดเลอะเทอะไปว่า รวมถึงการห้ามถ่ายรูปคู่กับผู้สมัคร ขึ้นเวทีหาเสียงหรือเดินตามช่วยหาเสียงด้วย

เมื่อกกต.ตีความอย่างกำกวม พรรคการเมืองและนักการเมืองก็กลัวจะได้ใบเหลือง ใบแดงจึงไม่กล้าให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งขึ้นเวทีหรือช่วยหาเสียง

นอกจากนั้นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิ์  ก็มักถูกขอร้องไม่ให้ไปหาเสียงให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ถึงแม้จะอยู่คนละเวทีกันก็ตาม

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความกลัว ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับแม้แต่น้อย

ถ้าจะพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป ก็คงต้องมาดูว่าการช่วยหาเสียงเป็นการกระทำตามหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

กกต.ใช้ตรรกะว่ากรรมการบริหารพรรคมีหน้าที่ช่วยลูกพรรคหาเสียง เพราะฉะนั้นใครที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงย่อมกำลังทำเสมือนเป็นกรรมการบริหารพรรคอยู่

เมื่อผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ถูกห้ามเป็นกรรมการบริหารแล้วมาทำอะไรเสมือนเป็นกรรมการบริหารจึงผิดกฎหมาย

แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ เพราะทำให้เกิดการห้ามในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้ห้าม และอาจนำไปสู่การลงโทษคนทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ง่ายๆ เช่น หมอที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนใบประกอบโรคศิลป์ย่อมถูกห้ามสั่งจ่ายยาที่เป็นอำนาจของหมอ ห้ามผ่าตัดคนไข้

แต่หมอที่ถูกถอนใบประกอบโรคศิลป์ไม่ได้ถูกห้ามไม่ให้คุยกับคนไข้ หรือห้ามทายาแดงให้คนไข้หรือเช็ดตัวให้คนไข้เพราะใครๆก็มีสิทธิ์ทำได้

จะบอกว่าเวลาหมอตรวจคนไข้ต้องคุยกับคนไข้ เพราะฉะนั้นใครคุยกับคนไข้ย่อมทำเสมือนเป็นหมอไม่ได้

พลเมืองไทยจะถูกห้ามทำอะไรก็ด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่กกต.ห้ามผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งช่วยผู้สมัครหาเสียงจึงเป็นการกระทำเกินกว่ากฎหมาย

ว่ากันตามกฎหมาย กรณี “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” -  “กรณี111- 109” ช่วยผู้สมัครหาเสียง ไม่เป็นเหตุให้กกต.สามารถให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้สมัครรายใดได้เลย

การไม่รับรองคุณยิ่งลักษณ์จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลรองรับ

แต่ที่แย่คือ จะบอกว่ากกต.ไม่มีอำนาจก็ไม่ได้ เพราะ กกต.อาจให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้

กกต.สามารถให้ใบเหลือง ใบแดงใครก็ได้โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานว่าได้ทำอะไรผิดหรืออาจตัดสินตรงข้ามกับพยานหลักฐานก็ได้ และเมื่อตัดสินแล้วก็สิ้นสุด

และนี่คือปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยึดหลักนิติธรรมของประเทศนี้ที่ให้อำนาจคนเพียง 5 คนมีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินของประชาชนทั้งประเทศได้

กรณีคุณยิ่งลักษณ์นี้จึงขึ้นอยู่กับว่ากกต.จะประเมินความเสียหายทางการเมืองที่จะเกิดจากการไม่รับรองหรือการตัดสิทธิ์คุณยิ่งลักษณ์อย่างไร

เมื่อเป็นอย่างนี้ ความไม่น่าเชื่อถือจึงเกิดขึ้น ความไม่แน่ใจในรัฐบาลใหม่ในสายตาของชาวโลกจึงเกิดขึ้นและกำลังเป็นผลเสียต่อประเทศอย่างยิ่ง

ถ้าการแขวนคุณยิ่งลักษณ์จะมีประโยชน์อยู่บ้างก็คือ เป็นการที่กกต.ได้ส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าการที่ประชาชนจะกำหนดว่าใครควรเป็นรัฐบาลไม่ง่ายเลย

ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายกำลังได้รับการเตือนแล้วว่าการจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยก็ดี  รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาก็ดี ไม่ราบรื่นและยังจะมีอุปสรรคได้อีกมาก

 

จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3

Posted by KwamRak on 24.2011 บทความน่าอ่าน

จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มีเวลาเล็กน้อยครับ คงต้องเลือกพูดเพียงบางเรื่อง ใครมีประเด็นจะฝากก็เชิญนะครับ

อ่านข่าวนสพ.ฉบับใหญ่ๆ ข่าวการเมืองมักเป็นข่าวการให้ความเห็นของปชป.มากกว่าพรรคอื่นๆ อาจเป็นเพราะพรรคนี้ถนัดแสดงความเห็นอยู่แล้วด้วย

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พรรคปชป.พูดเกือบทั้งหมดจะเป็นการโจมตี หรือโต้ตอบประเด็นการเมือง และมีบ้างที่เป็นการพูดถึงนโยบายแต่ก็เพียงสั้นๆ

ในเวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่าเป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว

คุณอภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนที่จะยัดเหยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้วไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไรและทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้นคงจำได้

โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกันมาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไปซึ่งก็ยังไม่มีการเสียชีวิตจนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอนของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่าไม่ตรงอย่างไร

คุณอภิสิทธิ์ยอกว่ามีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน..ชายชุดดำแฝงตัว...โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน....

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนและผู้นำเหล่าทัพ..เกิดอาการช็อคและว่าวันนั้นเป็นวันที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ..ย้ำว่ามีกองกำลังติดอาวุธ...

ที่คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงคลาดเคลื่อนก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวันรัฐบาลและศอฉ.ประกาศขอคืนพื้นที่และประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น

ใกล้ถึงหกโมงเย็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าและขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอคืนพื้นที่ไว้ก่อน

ผมพูดกับคุณอภิสิทธิ์และคุณอนุพงษ์ว่ากำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

ระหว่างนั้นไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอดและสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นๆ

ผมพูดไปจนหกโมงกว่าก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย

ผมพูดจบ ตอนจะลงเวทีก็ยังถูกแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสลายการชุมนุม

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ

เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาลกับนปช.โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง

ฝ่ายรัฐบาลถามผมว่าจะช่วยพูดกับนปช.ได้หรือไม่ ผมบอกไปว่าจะพยายามและว่าจะต้องรีบยุติมิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่าจะหยุดแต่ขอให้นปช.พูดก่อน

ต่อมาหลังจากประสานไปมาทั้งสองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่ามีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?

ผมบอกไปว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่าให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด

มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

ประเด็นคือถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืดก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติเพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริงๆ

การที่คุณอภิสิทธิ์โยนเรื่องทั้งหมดไปที่คนชุดดำจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลและศอฉ.ได้

เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมย.ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วส่วนความเสียหายหลังจากนั้นก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล

เหตุการณ์หลัง 10 เมย.ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้เพราะคุณอภิสิทธิ์พูดมาถึงวันที่10 เมย. เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่10 เมย.ซึ่งผมคิดว่าก็หนักแล้ว

 

[TV]15-05-2011:Intelligence:จาตุรนต์ ฉายแสง

Posted by KwamRak on 16.2011 [ TV ] - บันทึกเทป

[TV]22-02-2011:ม.บูรพา:จาตุรนต์

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที


ปาฐกถาหัวข้อ นโยบายรัฐกับการพัฒนาการอุดมศึกษาไทย โดย จาตุรนต์ ฉายแสง (2:00:16)
วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554
ณ ห้องพิบูลสงคราม ชั้น 1 ตึกคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


ปาฐกถาหัวข้อ นโยบายรัฐกับการพัฒนาการอุดมศึกษาไทย โดย Mr. Steven Bodley (1:48:42)
อาจารย์ฝรั่งหัวใจไทย ขวัญใจเด็กบางแสน อนุสรณ์ สายนภา (แกละ ใต้ดิน) อดีตนักดนตรีอิสระ ผู้ลงมือสร้างการศึกษาทางเลือก ปกรณ์ อารีกุล ตัวแทนนิสิต/ สมาชิกกลุ่มลูกชาวบ้าน

จาตุรนต์ ฉายแสง:คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ

Posted by KwamRak on 08.2010 บทความน่าอ่าน

จาตุรนต์ ฉายแสง:

คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ

 “กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้
ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง
และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า
ทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด
และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก
และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม
จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ…” 

 0 0 0


ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ ผมได้คาดการณ์ว่าทรัพย์สินทั้ง 76,000 ล้านคงถูกยึดทั้งหมด โดยผมได้บอกไว้ด้วยว่าที่ผ่านมาผมมักทายการเมืองแม่น แต่ครั้งนี้ผมอยากให้ทายผิด และถ้าทายผิดผมก็จะดีใจ

ผลการตัดสินออกมา ปรากฏว่าผมทายผิด แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจ ซ้ำร้ายยังรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งด้วย

ที่ว่าทายผิดนั้นฟังเผินๆก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าเพราะมีการยึดทรัพย์ไม่หมดทั้ง76,000 ล้าน

แต่ในความเห็นของผมนั้น ที่ทายผิดคือ จากผลของคำพิพากษา ในที่สุดจะมีการยึดทรัพย์มากกว่า 76,000 ล้านอีกมาก นอกจากนั้นยังจะมีคดีร้ายแรงตามมาอีกหลายคดีดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้วด้วย

ก่อนการตัดสินคดีนี้ ผมได้เสนอความเห็นต่อคดีนี้และเรื่องที่เกี่ยวกับคดีนี้ไปบ้างแล้ว หลังการตัดสินคดี ผมเห็นว่าผลการตัดสินคดีนี้ได้เสนอปัญหาสำคัญๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของประเทศ ในฐานะที่ผมสนใจที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบยุติธรรม ผมจึงเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาต่อไป

ผมคงไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในรายละเอียด และคิดว่าถ้าให้ทำหน้าที่อย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สันทัดกรณีจะดีกว่า

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็คือ การหยิบประเด็นใหญ่ๆ ที่เห็นว่ามีประเด็นที่สังคมไทยควรจะได้นำมาศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังต่อไป โดยเฉพาะคำถามในเชิงหลักการและเชิงระบบของสังคมไทยอยู่หลายประการ ที่หากไม่ทำความเข้าใจและหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้ได้แล้ว ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยต่อไปอีกยาวนาน ประเด็นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ 
 

๑.การรัฐประหารและกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่
หากไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และไม่มีการตั้ง คตส.ที่มีอำนาจอย่างนี้ ย่อมไม่อาจมีการพิจารณาคดีอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

ดูจากคำพิพากษาในตอนท้ายก็จะเห็นว่า คำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์นั้นไม่ได้อาศัย พ.ร.บ.ป.ป.ช.อย่างเดียว แต่อาศัยประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ด้วย

คดียึดทรัพย์จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหารและการออกคำสั่งของคณะรัฐประหาร

ผู้ที่ยืนยันความจริงในข้อนี้ได้อย่างดีก็คือรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนั่นเอง ที่ออกมารำพึงว่า “วันนี้สิ่งที่ผมคิดคือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี 49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่”

เพียงแต่ว่าท่านถึงกับเห็นการรัฐประหารและการตั้ง คตส.เป็นเรื่องดีงาม เหมือนกับการ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” ไป

คตส.ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความผิดของบุคคลคณะเดียวเป็นการเฉพาะ คือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจเท่านั้น และยังประกอบด้วยบุคคลหลายคนที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง คตส.ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการได้พร้อมๆกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระบบกฎหมายปรกติของประเทศ และยังสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความตามปรกติ

คตส.กระทำการโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายก็เพราะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำใดๆ ขององค์กรอย่างคตส.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เมี่อ คตส.มีที่มาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมและยังดำเนินการในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมด้วย แม้คดีนี้จะตัดสินโดยศาลที่ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่เมื่อคดีเกิดขึ้นได้ก็เนื่องจากมีการรัฐประหาร และคณะรัฐประหารก็ยังได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการออกคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมด้วยแล้ว ความชอบธรรมในการพิจารณาตัดสินคดีนี้จึงได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย

การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่อาศัยการรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้น จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ได้ 
 

๒. ปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่คตส.กล่าวหาว่าดร.ทักษิณเอื้อประโยชน์และทำให้รัฐเสียหายนั้นมีอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน มีอยู่ 2 เรื่องที่ คตส.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำไปโดย ครม.ที่มี ดร.ทักษิณเป็นหัวหน้า คือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก 3 เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำโดยครม. แต่ คตส.เห็นว่า ดร.ทักษิณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลย่อมมีอำนาจมากพอที่จะไปสั่งการให้เกิดการกระทำเหล่านั้นขึ้นได้

เรื่องทั้ง 5 เรื่องมีลักษณะคล้ายกันอยู่บางประการคือ ทุกเรื่องเป็นการกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียหาย ทั้งๆที่ไม่มีการทำผิดกฎหมาย

การออกมาตรการต่างๆตามที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีบ้าง คณะกรรมการของทางราชการบ้าง หรือคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจบ้าง การดำเนินการต่างๆนั้นเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้

การออกมาตรการต่างๆของรัฐที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนและประชาชนนั้น จะทำอย่างไรจึงจะดีย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้เสมอ เมื่อผู้รับผิดชอบดำเนินการไปโดยเห็นว่าดี อาจมีคนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ดีก็ได้

ปัญหามีว่าเมื่อมีคนเห็นว่าไม่ดีแล้ว อย่างไรจึงถึงขั้นที่จะลงโทษผู้รับผิดชอบได้ หากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นออกมาตรการไปทั้งๆที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นย่อมต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ

ผู้ที่ควรทำหน้าที่ในการตัดสินลงโทษคือศาลยุติธรรม

แต่ถ้าการดำเนินการนั้นไม่ผิดกฎหมาย การพิจารณาว่าการดำเนินการอย่างไรดีหรือดี จะใช้มาตรการหนึ่งๆให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐหรือเอกชนหรือประชาชนอย่างไรจึงจะดี ย่อมเป็นปัญหานโยบาย ที่ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชน

คำถามในเชิงระบบก็คือ ฝ่ายตุลาการพึงเข้ามาเป็นผู้ตัดสินในทางนโยบายมากน้อยเพียงใด นี่ก็คือปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างอธิปไตย 3 ฝ่าย

ในบรรดาเรื่องทั้ง 5 เรื่องนั้น เรื่องที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

เรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุดในบรรดาข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อ และเป็นเรื่องที่มีปัญหาในเชิงหลักการและเชิงระบบที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ผมจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ในฐานะที่อยู่ใน ครม.ที่ออกกฎหมายนั้นด้วย ก็พอทราบถึงเหตุผลและความเป็นมาพอเล่าสู่กันฟังได้บ้าง

ความจริงแล้วการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นความริเริ่มของครม.ทักษิณหรือตัวดร.ทักษิณเลย เรื่องนี้มีความเป็นมามาตั้งแต่ปี 2539 ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม ในปี 2540 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้มีแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคมขึ้น โดยได้รับอนุมัติจาก ครม. ตามแผนดังกล่าวนี้มีหลักอยู่ 3 ประการคือ

๑). ต้องยกเลิกการผูกขาดขององค์การโทรศัพท์และการสื่อสารแห่งประเทศไทย

๒). จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลกิจการโทรคมนามคม

๓). ต้องแปรรูป กสท.และทศท.เป็นบริษัทมหาชน เพื่อที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถือโดยประชาชน

แผนนี้ได้มีการดำเนินการต่อเนื่องโดยรัฐบาลต่อๆ มา และจากหลักการ 3 ประการข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

รัฐวิสาหกิจจำนวนมากได้รับผลประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเกิดขึ้นได้จากความเป็นองค์กรของรัฐและใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจะเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์จากสัมปทานนั้นควรยกให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของทั้งหมดและตลอดไปหรือไม่ ข้อสรุปที่ดีสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการอาศัยความเป็นรัฐไม่ควรติดตามองค์กรไปด้วยทั้งหมด จนเป็นประโยชน์แก่เฉพาะผู้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเท่านั้น 

ในกรณีการแปรรูป ทศท. ภาษีสรรพสามิตจึงเป็นทางออก ทางออกที่เห็นร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ จำนวนมากที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคลัง การโทรคมนาคม และด้านอื่นๆ  

ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมต้องใช้วิธีเดียวกัน 

เมื่อมีการออกกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้ว ก็ได้มีการออกมติครม.เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกเจ้าสามารถนำเอาภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานได้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือให้รัฐมีรายได้ในรูปของภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิม 

วิธีนี้ความจริงแล้วทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าการคงรายได้ในรูปสัมปทานไว้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะในแต่ละปี ทศท.ส่งเงินรายได้เข้าคลังแต่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้เข้าคลังทั้งหมด

ข้อกล่าวหามีว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการออกกฎหมายสรรพสามิต แล้วให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานตามข้อตกลงในสัญญาสัมปทานนั้นเป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต แทรกแซงองค์กรอิสระ กีดกันผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ และเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท เอไอเอส

ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ถ้าจะอธิบายในแต่ละประเด็น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่คงไม่มีประโยชน์มากนัก ที่ควรกล่าวถึงมากกว่าและสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ประเด็นข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้านการออกกฎหมายสรรพสามิต และการออกมาตรการยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้มาก่อนแล้ว

หลังจากการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าว สส.ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งได้ยื่นเรื่องคัดค้านในประเด็นเดียวกันนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว

ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน หักล้างข้อกล่าวหาเดียวกันนี้มาแล้วในทุกประเด็น

ผมได้นำข้อเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาไว้ด้วยแล้ว (เอกสารแนบ ๑)

ปัญหาจึงมีต่อไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้ว เหตุใดศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงยังสามารถนำประเด็นเดียวกันมาพิจารณาใหม่ได้ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการทุจริตตามข้อกล่าวหา เป็นการเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย และทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และต้องถูกยึดทรัพย์ในที่สุด

นี่เป็นปัญหาเชิงหลักการว่าด้วยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และเป็นปัญหาเชิงระบบว่าด้วยการแบ่งแยกขอบเขตอำนาจหน้าที่และการถ่วงดุลกันของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม

การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย คู่กับความเป็นนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรม แตกต่างจากระบอบการปกครองที่ให้รัฐบาลอยู่เหนือกฎหมาย เป็นกฎหมายเสียเอง หรือทำหน้าที่ตัดสินคดีความได้เองด้วย

ในการแบ่งแยกอำนาจนี้ให้ฝายบริหารบริหารบ้านเมืองไปแต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย จะลงโทษใครก็ต้องใช้กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยชอบ คือโดยความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนมาทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย โดยทั่วไปแล้วก็มักกำหนดให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเสนอกฎหมายได้ แต่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเห็นชอบให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้

การจะให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เป็นหน้าที่ของศาล

หากฝ่ายบริหารก็ดี หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็ดีทำผิดกฎหมาย ศาลย่อมมีหน้าที่ลงโทษได้

ตราบใดที่กฎหมายที่ออกไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายใหม่ย่อมสามารถแก้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเสียอย่างไรก็ได้ การออกกฎหมายให้มีเนื้อหาสาระอย่างหนึ่งอย่างใดจึงไม่อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปได้

หากมีผู้เห็นว่ากฎหมายที่ออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ศาลอื่นจะพิจารณาว่าการเสนอกฎหมายของฝ่ายบริหารและการเห็นชอบให้ออกกฎหมายของรัฐสภาเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ จึงไม่อาจกระทำได้

ยิ่งจะพิจารณาว่าการออกกฎหมายนั้นดีหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ยิ่งไม่ได้ เพราะนั่นเป็นปัญหานโยบายที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน

กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 
 

๓.ปัญหาการคุ้มครองกรรมสิทธิ์เอกชนจากการยึดเป็นของรัฐ
ทรัพย์สินที่ถูกยึดในครั้งนี้เป็นเงินในบัญชีในธนาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมายในชื่อของลูกๆและน้องของดร.ทักษิณ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง ไม่มีกฎหมายให้ยึดทรัพย์บุคคลเหล่านี้ได้ จะยึดได้ก็ต่อเมื่อเงินเหล่านี้เป็นของดร.ทักษิณเอง

คตส.กล่าวหาว่าเงินนี้มาจากการขายหุ้น หุ้นที่ คตส.เห็นว่าเป็นของ ดร.ทักษิณ

หุ้นเหล่านี้เดิมเป็นของ ดร.ทักษิณและภรรยาจริง

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่ารัฐมนตรีจะถือหุ้นของบริษัทเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไม่ได้ หรือจะถือหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐก็ไม่ได้ รัฐมนตรีคนใดมีหุ้นดังกล่าวอยู่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจึงต้องขายหรือโอนให้ผู้อื่นไปเสีย ดร.ทักษิณจึงได้โอนหุ้นที่มีอยู่ให้ลูกและน้องไปก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง

ข้อกล่าวหาเรื่องโอนหุ้นแบบอำพราง ถือหุ้นแทนกัน ซุกหุ้น ปกปิดทรัพย์สิน จึงเข้ามาตรงนี้

เมื่อถือว่า ดร.ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ก็สามารถโยงไปยังเรื่องเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และดังนั้นจึงยึดทรัพย์ได้

หุ้นเป็นของใครและเงินในธนาคารเป็นของใครจึงเป็นประเด็นสำคัญเป็นอันดับแรก

คตส.กล่าวหาว่าการโอนหุ้นเป็นการโอนแบบอำพรางไม่ได้โอนจริง เหตุผลสำคัญคือ การที่ ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกนั้นซื้อขายกันในราคาถูกกว่าปรกติ เมื่อลูกรับหุ้นมาแล้วก็ไม่แสดงความเป็นเจ้าของ นานๆ จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครั้งหนึ่ง เวลาขายหุ้นให้เทมาเส็ค เทมาเส็คก็ไม่ได้ติดต่อกับลูกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของหุ้น แต่กลับไปติดต่อกับลุงคือนายบรรณพจน์แทนเป็นต้น

ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีน้ำหนักพอที่จะถือว่าหุ้นเหล่านี้ยังคงเป็นของ ดร.ทักษิณอยู่หรือไม่

ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วและน้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้

เมื่อกฎหมายอนุญาตให้โอนให้ลูกได้ การจะดูว่าซื้อขายกันในราคาเท่าไร ถูกหรือแพงผิดปรกติหรือไม่ ย่อมไม่สามารถใช้บรรทัดฐานอย่างปรกติได้ เพราะพ่ออาจจะให้ลูกเปล่าๆ ก็ยังได้

ส่วนการที่มีหุ้นแล้ว นานๆ จะเข้าประชุมครั้งหนึ่งก็เป็นเรื่องวิธีการดูแลธุรกิจของแต่ละคนที่อาจเลือกใช้วิธีอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ

ยิ่งเวลาขาย เทมาเส็คไม่ได้ติดต่อกับเจ้าของหุ้นเอง แต่กลับไปติดต่อกับลุง ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่ลูกคนหนึ่งจะไว้ใจผู้ที่เป็นพี่ชายของแม่ตนเองให้ช่วยคิดและตัดสินใจแทนตนได้

ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้หุ้นที่โอนให้ลูกไปแล้วอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายกลับมาเป็นของพ่อไปได้

ตลอดระยะเวลาก่อนการขายหุ้น หุ้นนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของน้องและลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เมื่อขายแล้วได้เงินมา ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารในชื่อของ ดร.ทักษิณ แต่อยู่ในบัญชีของน้องและลูก

ทรัพย์สินทั้งหมดจึงเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของน้องและลูกของ ดร.ทักษิณ

การที่ศาลตัดสินตามข้อกล่าวหาของ คตส.ว่าทรัพย์สินยังเป็นของ ดร.ทักษิณ เพราะฉะนั้นจึงให้ยึดทรัพย์สินนั้นได้ มีคำถามใหญ่ๆ ตามมาอีกมากเช่น

ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองกรรมสิทธิ์เอกชน ไม่อนุญาตให้รัฐยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ หากจะเวนคืนก็ต้องชดใช้ จะริบก็ต้องเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น

แต่ถ้ามองจากของลูกและน้องของดร.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายอยู่ ก็จะเกิดคำถามว่าทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนๆหนึ่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายอาจตกเป็นของผู้อื่นไปได้ด้วยเหตุใดบ้าง และทรัพย์สินเอกชนจะถูกยึดเป็นของรัฐได้ด้วยเหตุใดบ้าง

จากกรณีที่เกิดขึ้น มีคำถามว่า การที่คนๆ หนึ่งได้ทรัพย์สินเป็นหุ้นมาด้วยการซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อขายให้ผู้อื่นก็ทำสัญญาด้วยตนเองเป็นนิติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และต่อมาก็ได้ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สัญญานิติกรรมที่ถูกต้องในระบบของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและในระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทย ไม่อาจปกป้องทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ ไม่ให้ทรัพย์สินเหล่านั้นต้องตกเป็นของรัฐเนื่องจากการกระทำผิดของผู้อื่นได้เลยหรือ

ในกรณีเดียวกันนี้ เมื่อมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่น่าสนใจตามมาอีกคือ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดทรัพย์เป็นของใคร

ในเมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์สินเป็นของ ดร.ทักษิณจึงสั่งให้ยึดได้ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดก็ต้องเป็นของ ดร.ทักษิณ แต่ทำไมกระทรวงการคลังสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เหลือไว้เพื่อให้ลูกของ ดร.ทักษิณใช้ชำระภาษีจากการขายหุ้น

แสดงว่ากระทรวงการคลังยังถือว่า ทรัพย์สินที่เหลือไม่ใช่ของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของลูก โดยดูว่าเงินอยู่ในบัญชีใครก็เป็นของคนนั้น

เท่ากับว่ารัฐกำลังตีความแต่ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับเอกชนและความยุติธรรมเลย

ความไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์เช่นนี้อาจมีผลให้เจ้าของเงินไม่ได้เงินคืนไปได้ง่ายๆ ต้องรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกอายัด หรือยึดทรัพย์จากกรณีอื่นๆ อีกก็เป็นได้ 
 

๔.จะคำนวณจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นผิดปรกติอย่างไร
ผมได้วิจารณ์ทฤษฎีวัวกินหญ้าไว้แล้วว่าเป็นความคิดที่เลอะเทอะที่สุด ทฤษฎีนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับ และในที่สุดทรัพย์สินก็ถูกยึดไปบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด

เนื่องจากกรณีที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ทรัพย์สินอยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อจะคำนวณว่าควรยึดเท่าไรและควรคืนให้เท่าไรจึงใช้ราคาหลักทรัพย์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยใช้วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเส้นแบ่ง

นี่เท่ากับถือว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่มีการซื้อขายหุ้นเป็นการเพิ่มขึ้นโดยผิดปรกติทั้งหมด

แต่มูลค่าหุ้นขึ้นมาก จากสาเหตุอะไรแน่ และจะคำนวณกันอย่างไร

หุ้นของบริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ จากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ขายหุ้น ก็ปรากฏว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ก็ขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์กันทั้งนั้น

การจะคิดว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะมีการออกมาตรการต่างๆเท่านั้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เหตุใดจึงไม่มีการคำนวณว่ามาตรการหนึ่งๆ ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด

นอกจากนี้ยังมีคำถามต่อไปได้อีกว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วันที่เริ่มออกมาตรการเป็นเส้นแบ่งแทนที่จะใช้วันเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการถือว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นจนวันที่ขายหุ้น ล้วนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น

ลำพังการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นย่อมไม่สามารถถือเป็นเหตุของการมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติได้

เมื่อดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาหุ้นในวันที่ออกมาตรการต่างๆแล้ว ก็จะยิ่งเห็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือในวันที่ออกมาตรการ 2 - 3 มาตรการแรกๆ นั้น ปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ กลับต่ำกว่าวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มิได้สูงขึ้นอย่างที่อาจมีความเข้าใจกัน

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ไม่อาจใช้วันที่ออกมาตรการเป็นเส้นแบ่ง เพราะถ้าใช้วันเหล่านั้น มูลค่าหุ้นที่กลับลดลงก็จะขัดแย้งกับข้อสรุปที่ว่ามาตรการต่างๆนั้นเป็นสาเหตุให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

เรื่องนี้จึงจะเป็นปัญหาต่อไปว่าในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นผิดปรกตินั้น จะคำนวณกันอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

คดียึดทรัพย์นี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะมีผู้คนจำนวนมากศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนาน ผมหวังว่าความเห็นดังที่ได้เสนอมานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจคดีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจปัญหาจากการรัฐประหาร ปัญหาจากกระบวนการตุลาการภิวัตน์ และผู้ที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และปฏิรูประบบยุติธรรมให้มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง คงจะนำไปใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ต่อไปได้บ้างตามสมควร 
 

0 0 0
 
 
ข้อมูลประกอบ เอกสารแนบ 1

ลำดับ
คำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
1
  หลักการและเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหากับคณะรัฐมนตรีดำเนินการ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว เพราะการที่รัฐมนตรีในสมัยนั้นตรา พ.ร.ก.เพิ่มเติม พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ย่อมเป็นเหตุผลที่แสดงว่า ประสงค์จะหารายได้เข้ารัฐ แต่การที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นยอมให้ภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจในด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิต สามารถนำภาษีที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการตรา พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าวอย่างชัดเจน
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32/2548 ( หน้า 23 ) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้ “ การยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตการใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด คงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมที่มีราคาสูงอันเกิดจากภาระภาษีสรรพสามิตที่ผู้ประกอบการผลักให้ผู้ใช้บริการเท่านั้น ในฐานะที่เป็นรัฐบาลจึงต้องคุ้มครองประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการ ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะคือ รายได้จากการเก็นภาษีดังกล่าวด้วย ทั้งนี้หากรัฐบาลเห็นว่า นโยบายดังกล่าวหมดความจำเป็นแล้ว ก็สามารถยกเลิกหรือแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวได้เช่นกัน”
2
   หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลังเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้นร้อยละ 25 บริษัท เอไอเอส ซึ่งเสียภาษีแล้วก็สามารถนำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระแก่ ทศท.ได้ แต่ ทศท. จะไม่ได้รับประโยชน์จากค่าสัมปทานเลย เพราะต้องนำไปหักเป็นค่าภาษีสรรพสามิตจนหมดสิ้น หากกรณีเป็นเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าบริษัทเอไอเอส ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเลย เพราะเอาค่าสัมปทานที่ ทศท. ได้รับไปหักออกจากภาษีจนครบถ้วน แต่ถ้า ทศท. ประสงค์จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ทศท. ย่อมต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 25 มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะและความมั่นคงของ ทศท. อย่างรุนแรง
 ส่วนผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์รายใหม่ซึ่งจากต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ทั้งที่ประกอบการธุรกิจรายใหม่ยังไม่มีลูกค้าเลย หรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส ซึ่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว การที่ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต กับค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม ให้แก่ กทช. ซึ่งเป็นต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าบริษัทเอไอเอส อย่างมากทั้งที่ยังไม่มีลูกค้าเลยหรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส จึงเป็นการยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดขึ้นได้
 ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 32 / 2548 (หน้า 24) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้
 “ การยอมให้มีการหักภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายให้รัฐโดยผ่าน ทศท. และ กสท. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเดิม เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานทั้งสองได้แปรรูปเป็น บริษัทมหาชน จำกัด แล้ว รายได้ที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ที่เป็นค่าใช้ประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเคยส่งมอบให้รัฐ ก็จะตกเป็นของผู้ถือหุ้น การที่รัฐกำหนดให้เก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม โดยให้หักจากส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ประกอบการรายเก่าต้องจ่าย ย่อมทำให้รัฐยังคงได้รับรายได้ในส่วนนี้ต่อไป โดยแปลงส่วนแบ่งรายได้บางส่วนเป็นภาษีสรรพาสามิต และมิใช่เป็นการแปลงหรือแก้ไขสัญญาสัมปทานแต่อย่างใด เพราะผู้ประกอบการรายเก่ายังคงต้องเสียค่าส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิมเป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
3
 ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการตรา พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับและออกประกาศกระทรวงการคลังรวมทั้งมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปธานซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32 / 2548 (หน้า 31) ได้มีวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้
 “ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะแทรกแซงเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือการแข่งขันโดยเสรี แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงมาตรการของรัฐ ในการจัดหารายได้อันมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าการยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าสามารถนำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถกระทำได้นั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน อันนำไปสู่การผูกขาดในการประกอบการ เมื่อผู้ประกอบการรายเก่าเสียค่าใช้ประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคมในรูปส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐและยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีก ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่เสียค่าใช้ประโยชน์ในรูปภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวอาจเกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งตามหลักของการบริหารภาษีที่ดีที่ว่าจะต้องจัดเก็บเสมอภาคและเป็นธรรม รัฐจึงยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าหักเงินที่จะต้องสียภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน
4
การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายเมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32 / 2548 ( หน้า 22 ) ได้มีคำวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้
 “การใช้อำนาจของรัฐในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามพระราชกำหนดนี้ มิได้เป็นการก้าวล่วงการใช้อำนาจของ กทช. ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตาม มาตรา 40 ไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนด มิได้เป็นเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่สำคัญในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ และไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะบังคับใช้เพื่อการกำกับกิจการโทรคมนาคม
กทช.ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดค่าตอบแทน หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม
 ดังนั้น การจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนดนี้จึงเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลตามที่กฎหมายด้านภาษีกำหนดไว้ โดยไม่เป็นการใช้อำนาจที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.แต่อย่างใด
 ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า “การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป” นั้น ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดย่อมมีผลผูกพันศาล และองค์กรอื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 216