คอลัมน์ เขียนถึงคนรัก โดย จักรภพ เพ็ญแข

Posted by KwamRak on 10.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

คอลัมน์ เขียนถึงคนรัก
นิตยสาร Red Power ฉบับที่ ๒๕
เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

มวลชนที่รัก

ผมได้รับคำชวนเชิญจาก Red Power ให้เขียนข้อความลงในหน้ากระดาษของท่านมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถึงผมจะเป็นผู้อ่านระดับเหนียวแน่นของนิตยสารแห่งการต่อสู้ฉบับนี้มาตลอดทั้งในชื่อนี้และชื่ออื่นๆ ผมก็ยังเฉยอยู่ เหตุที่เฉยก็มิใช่อวดดีหยิ่งยโส หรือคิดว่าตัววิเศษวิโสไม่เหมือนใคร แต่เป็นเพราะผมกำลังเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมืองไทยอย่างพินิจพิจารณา ชั่วเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาบวกกับอีกไม่กี่ปีจากนี้ไป เมืองไทยได้ปรับตัวมามากและกำลังเปลี่ยนแปลงจนถึงรากถึงโคนในทางการเมือง ทั้งนี้เพราะสายสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าของบ้าน” กับ “ผู้อาศัย” ได้ถูกกระทบกระแทกจากสถานการณ์การเมืองจนแลเห็นพระไตรลักษณ์ นั่นคือความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป มาปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงเกิดแรงเหวี่ยงเป็นวงๆ ไปโดยรอบ เหมือนโยนหินก้อนใหญ่ลงในบ่อน้ำนิ่งจนเกิดระลอกคลื่น เราทุกชีวิตในหมู่มวลชนต่างได้รับผลกระทบจากระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ทั้งนั้น แม้คนที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ปฏิเสธที่จะมีทัศนะทางการเมืองใดๆ หรือพวกค้าสงครามที่ได้รับผลประโยชน์เต็มฟายมือจากความขัดแย้งในทางการเมืองแห่งพุทธศักราชนี้ ล้วนได้รับผลกระทบจนชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไป มวลชนผู้มีสำนึกรับผิดชอบและติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างคนรู้ทันเสียอีก จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ดีกว่าคนที่ไหลตามน้ำอย่างเห็นแก่ตัว

เมื่อถึงคราวเขียน ผมจึงขอเขียนความในใจมาในรูปจดหมายเปิดผนึกต่อมวลชนที่ผมรักและเคารพ ซึ่งก็จะได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองและอื่นๆ ตามควร โดยอาศัย Red Power เป็นพาหนะ เมื่อเป็นจดหมายและใช้ชื่อจริง ผมก็ต้องขอออกตัวล่วงหน้ากับทุกท่านว่าผมคงเขียนไม่ได้ตามใจทุกอย่าง เรื่องหยิกเล็บเจ็บเนื้อยังคงมีความสำคัญและจำเป็นต้องข่มเอาไว้ในใจเพื่ออนาคตของขบวนการบ้าง แต่ทุกอย่างที่ตัดสินใจเขียนนั้นจะเป็นของจริงทั้งความคิดเห็นและข้อเท็จจริง ผมตระหนักดีว่าอนาคตของชาติและของทุกชีวิตรวมทั้งของตัวผมเองขึ้นอยู่กับมวลชน ถึงจะมีนายหน้าการเมืองแทรกเข้ามาทุกยุคสมัย   ทั้งนายหน้าผู้ใหญ่โตไปจนถึงคนระดับไส้ติ่งของนายหน้า แต่มวลชนจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ

จดหมายนี้เป็นฉบับแรก ผมขอใช้เวลาอธิบายความเกี่ยวกับตัวผมเองสักครั้ง เพื่อตอบคำถามหลายคนว่าผมหายไปไหน ทำอะไร มีความสุขทุกข์เป็นประการใด และกำหนดแนวทางในการต่อสู้ไว้อย่างไร ซึ่งล้วนเป็นคำถามของคนที่รักกันและมีความจริงใจต่ออนาคตของบ้านเมืองทั้งสิ้น ฉบับต่อๆ ไปคงจะไม่มีลักษณะพร่ำพรรณนาเรื่องของตัวเองให้ท่านรู้สึกรำคาญ แต่คงจะแทรกอยู่กับบทวิเคราะห์วิจารณ์ต่างๆ ไปตามเพลง

นับถึงวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ผมออกจากประเทศไทยมาครบสามปีแล้ว เหตุที่ออกมาก็เพราะมีสถานการณ์รุนแรงที่เราเรียกว่า “สงกรานต์เลือด” เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่มีวีรชนของเราล้มตายไปอย่างเงียบเชียบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณรอบๆ สามเหลี่ยมดินแดง และไม่มีใครไว้อาลัยหรือคิดชดเชยอะไรให้จนกระทั่งบัดนี้ แต่ถึงจะบาดเจ็บล้มตายกันมาก การลี้ภัยในขณะนั้นดูจะไม่มีเหตุผลเท่าที่ควร แม้แกนนำที่เป็นเพื่อนกันอย่าง “คุณจตุพร พรหมพันธุ์” ซึ่งบัดนี้กลายเป็นรัฐมนตรีโดยไม่ต้องอาศัยพระบรมราชโองการ ก็ยังออกปากผ่านสื่อมาอย่างไม่เข้าใจว่า “จักรภพหนีทำไม” เหตุที่ผมตัดสินใจเช่นนั้นก็ชัดเจน เพราะการจัดตั้งกำลังของรัฐเมื่อคราวสงกรานต์ พ.ศ.๒๕๕๒ รวมทั้งกำลังเสริมอย่าง “เสื้อสีน้ำเงิน” เป็นไปเพื่อการบดขยี้มวลชนประชาธิปไตยอย่างนองเลือดทั้งสิ้น หากแกนนำ นปก. ในขณะนั้นไม่ประกาศสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล การฆาตกรรมหมู่ ณ ใจกลางเมืองคงจะเกิดขึ้นที่นั่นก่อนคราวราชประสงค์ ถามต่อว่า เพราะกลัวการนองเลือดที่ว่านี้หรือจึงตัดสินใจเดินทางออกไป ก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่ เหตุที่ออกไปเพราะได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า โอกาสในการรอมชอมตามวิถีประชาธิปไตยกับผู้ที่สั่งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ มาฆ่าเราอย่างเป็นระบบนั้น ได้หมดสิ้นไปแล้ว หากผู้ที่ออกคำสั่งมีความเป็นประชาธิปไตยเจือปนอยู่บ้าง เขาคงจะได้สติจากการต่อสู้ของมวลชนด้วยหัวใจตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา และน่าจะตื่นจากหลับด้วยผลการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ แต่เมื่อได้เห็นการจัดตั้งกองกำลังฆ่าคนในคราวนั้น ผมก็รู้โดยประจักษ์แจ้งว่าเราต้องไปจัดตั้งแนวทางการต่อสู้ที่อยู่นอกพื้นที่อำนาจของเขา นี่คือเหตุผลที่ผมต้องวิจารณ์การกระทำต่างๆ ของพวกเราเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือการเชิญฝ่ายตรงข้ามขึ้นเวทีเพื่อแสดงอะไรก็ตาม ทุกๆ ครั้งที่วิจารณ์ออกไปก็ดูเหมือนจะขัดใจแกนนำที่เป็นพรรคพวกกันทุกครั้ง จนต้องยกทีมออกมาโต้ตอบกันแรงๆ มวลชนบางส่วนก็พลอยไม่เข้าใจผม บางท่านก็ตัดพ้อต่อว่า บางท่านก็แสดงความผิดหวังหรือเสียใจที่เห็นเราทะเลาะกันเอง ความรู้สึกเช่นนี้เกิดอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ผมอยากให้มวลชนทุกท่านทราบเถิดครับ คนที่ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยหัวใจจริงโดยไม่มีผลประโยชน์อื่นๆ เคลือบแฝง ไม่มีวันที่จะทะเลาะกันจริงหรอกครับ เรายังร่วมงานกันได้ในทุกเวลานาที อย่างที่เราเรียกกันติดปากว่า “พบกันเมื่อชาติต้องการ” คนที่ผมจะทะเลาะด้วยจริงและรู้สึกรังเกียจคือเหลือบทางการเมืองที่อาศัยมวลชนมาเป็นพรมเช็ดเท้าของตัวเอง เพื่อก้าวเข้าไปสู่ห้องอันสวยงามอัครฐาน ขณะเดียวกันก็กดหัวมวลชนเพื่อไม่ให้เติบโตทางความคิด อยากให้มวลชนอยู่ในสภาพเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและตามใจคนสั่ง ซึ่งเป็นเจตนาที่ไม่ต่างอะไรจากฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ที่มวลชนถือเป็นคู่ต่อสู้เลย พวกที่น่ารังเกียจนอกจากนี้ คือพวกที่เล่นเกมการเมืองจนถึงขั้น “ฆ่า” คนในขบวนการเดียวกันเพื่อรักษาความเป็นนายหน้าค้าประชาธิปไตยแต่เพียงผู้เดียวของตนเองเอาไว้ คนจำพวกนี้ต่างหากที่ผมขออยู่ห่าง ไม่ขอร่วมสังฆกรรมใดๆ ด้วย หากคนเหล่านี้ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผมก็จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องต่อสู้ให้หมดสิ้นไปด้วย รวมความแล้ว การลี้ภัยในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะผมตัดสินใจลุกขึ้นสู้อย่างเป็นระบบและหวังผลระยะยาวโดยร่วมมือกับมวลชนในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องจนบัดนี้ บางเรื่องก็ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ควรที่จะนำมาเล่าขานกัน
แต่ประสบการณ์สามปีของผมสอนผมว่า ปัญหาใหญ่มิได้อยู่ที่ฝ่ายตรงข้าม แต่อยู่ที่เซลล์มะเร็งในเนื้อตัวของขบวนประชาธิปไตยเอง ผมพยายามปฏิบัติภารกิจตามความตั้งใจมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงหลักปักฐาน แต่แล้วผมก็รู้รสของ “พวกเรา” ที่มิใช่พวกเรา แทรกตัวเข้ามาเป็นผู้นำหรือผู้สนับสนุนที่มิได้มีแนวทางเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองตามอุดมการณ์เลย คนเหล่านี้ใช้ศิลปะในทางการเมืองที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเขามีคุณธรรมที่ต่ำกว่า ขับเคลื่อนมวลชนแบบเข้าเกียร์ว่างหรือถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ แทนที่จะถนอมและประคองขบวนประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปตามธรรมชาติ และนำการจัดตั้งตามอุดมการณ์และมีระบบที่ดีเข้ามาเสริม ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าคนเหล่านี้เขาต้องการอะไร เหตุใดจึงไม่ต้องการประชาธิปไตยอันแท้จริงเหมือนพวกเรา สุดท้ายผมต้องตอบตัวเองว่า เขายังต้องการประชาธิปไตยแบบที่เขาควบคุมได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มวลชนเข้ามาควบคุมและชี้นำเขา เขาเพียงต้องการให้กลุ่มพวกของตัวเองเข้ามาแทนกลุ่มเก่าที่เป็นเหลือบเบียดบังบ้านเมืองมาเนิ่นนาน โดยไม่ต้องการระบบการเมืองใหม่ใดๆ พูดง่ายๆ คือการ “ปฏิวัติ” ของคนเหล่านี้ คือการอาศัยกำลังมวลชนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากกลุ่มเก่ามาใส่มือของตนเท่านั้น เขาจึงต้องเข้ามาควบคุมขบวนพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อให้เคลื่อนไหวไปในทางที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของเขาเสียตั้งแต่ต้น ผลคือการต่อสู้ของมวลชนหันเหออกจากแนวทางอันเหมาะสม จังหวะแห่งชัยชนะกลับล่าถอย จังหวะที่ต้องต่อสู้เพื่อมวลชนกลับรอมชอม และจังหวะที่ได้ครอบครองอำนาจรัฐก็กลับยกประโยชน์ให้จำเลย ทำให้มวลชนจำนวนมากที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า “ตาสว่าง” รู้สึกอึดอัดขัดใจขึ้นเป็นลำดับ และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังเดินไปทางไหนกัน สู่อิสรภาพหรือกลับเข้าคอกวัวคอกควาย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรอบนี้แตกต่างจากประวัติศาสตร์มีหลายประการ โดยเฉพาะสองเรื่องหลักที่นักปฏิวัติตั้งแต่ ร.ศ.๑๓๐ เรื่อยมาได้แต่ฝัน นั่นคือ เทคโนโลยีการสื่อสารที่มอบอิสรภาพตามธรรมชาติกลับสู่คนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่กลัวเทคโนโลยีและวิ่งเข้าใส่ และการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับสากลหรือระดับโลก ที่ทำให้การต่อสู้ในประเทศไทยไม่โดดเดี่ยว ผมขอตราไว้ตรงนี้ในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาชน

การเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารที่ทำให้ความเป็น “สื่อมวลชน” หรือ “mass media” ลดลงมาเป็น “การสื่อสารส่วนบุคคล” หรือ “personalized media” มากขึ้น ผู้คนสามารถใช้เครื่องมือเล็กๆ ในมือของตัวเองในการรับและส่งข้อมูลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเขาได้เกือบตลอดเวลา ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอานุภาพของฝ่ายประชาธิปไตยไปโดยอัตโนมัติ วันนี้คนถวิลหา I-Phone, I-Pad, tablet และวันที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ก็จะมีอีกหลายชื่อจนจำกันไม่หวาดไหว ก็เพราะในส่วนลึกของจิตใจแล้ว คนแต่ละคนกระหายโอกาสที่จะหลุดพ้นออกไปจากกรอบที่คนอื่นขีดให้ใช้ชีวิต และเครื่องมือเหล่านี้กลายเป็นพาหนะชนิดใหม่ในการเดินทางสู่อิสรภาพที่ว่านั้น ผมระลึกถึงด้วยความชื่นใจว่า การกดขี่ทางการเมืองในเมืองไทยได้ช่วยให้คนไทยวิ่งเข้าหาเทคโนโลยีมากขึ้น กี่คนล่ะครับที่ไม่กี่ปีก่อนยังไม่กล้าแตะคอมพิวเตอร์ แต่บัดนี้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญย่อมๆ ขึ้นมาแล้ว เข้าใจหมดทั้งโปรแกรมพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ใหม่ๆ เพราะความกระหายที่จะได้รับและส่งข้อมูลอย่างนักประชาธิปไตยนั่นเองที่เป็นเหตุ เว็บไซต์ที่มีมากมายเหลือคณานับ โปรแกรมพูดคุยต่างๆ และกิจกรรมอีกมากหลายในโลกไซเบอร์ ได้ กลายเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงทางสังคมขั้นวิเศษอย่างชนิดที่เครื่องมือเก่าๆ ต้องยอมศิโรราบ คนที่ส่งนวัตกรรมเหล่านี้มาสู่โลก เขาก็ทำเพื่อการค้าและผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของเขาเองก็จริง แต่ขณะนี้ผลข้างเคียงของการนี้ทำให้โลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ระบบการเมืองก็กำลังเปลี่ยนตาม เพราะตระหนักกันแล้วไม่มากก็น้อยว่า ไม่มีระบบการเมืองใดๆ อีกแล้วที่สามารถรับมือกับพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาถึงขนาดนี้ได้ ยกเว้นระบอบและระบบประชาธิปไตย หลายประเทศที่หมกมุ่นกับการ “ควบคุม” คือตรงข้ามกับการ “ปลดปล่อย” ซึ่งรวมถึงผู้มีอำนาจในเมืองไทยด้วย ก็เป็นการงัดข้อที่คนทั้งโลกกำลังจับตามองว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าจะประสบความล้มเหลว คนฉลาด (แกมโกง) เพียงไม่กี่คนในระบบรัฐแบบโบราณ จะมาสู้พลังมวลชนขนาดโลกทั้งโลกได้อย่างไร ต่อให้บางส่วนโง่เขลามืดทึบบ้าง เห็นแก่ตัวอย่างหนักชนิดเป็นภัยต่อโลกบ้าง หรือเป็นเผด็จการลึกอยู่ในขั้วหัวใจบ้าง จำนวนคนที่มีความสามารถโต้กลับย่อมมีมากกว่า และรวมถึงคุณภาพโดยรวมที่ย่อมจะสูงกว่าด้วย เทคโนโลยียุคนี้จึงเป็นธรรมชาติการต่อสู้ของมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและมีฐานคิดที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หล่นจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนเลย แท้ที่จริงแล้ว อินเตอร์เน็ตคือความกระหายอย่างถึงแก่นของสัตว์สังคมที่จะสื่อสารกันด้วยเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้นเอง นับเป็นของขวัญของฝ่ายประชาธิปไตยโดยแท้

ไม่เฉพาะกัมพูชาเท่านั้น ที่ออกโรงสนับสนุนฝ่ายประชาชนของไทยอย่างเต็มอัตราศึก ชาติอื่นๆ ในย่านสุวรรณภูมิและอาเซียนส่วนใหญ่ล้วนมีบทบาทในทางบวกต่อเราทั้งสิ้น ต่างเพียงว่าบางประเทศท่านไม่ประสงค์จะออกนามเท่านั้นเอง วันหนึ่งผมคงมีโอกาสเล่าให้ท่านฟังว่าใครช่วยเหลืออะไรเราอย่างไรบ้างในรายละเอียด ต้องขอโทษท่านว่าวันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเล่าได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อใคร ณ จุดนี้เองที่ผมก็เห็นอัศจรรย์ ประเทศเหล่านี้มีลักษณะพึ่งพา (inter-dependent) ไทยในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เท่าๆ กับที่เราก็พึ่งพาเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเราค่อยๆ ลดจากการพึ่งพิงหรือ dependent ลงโดยลำดับ ซึ่งทำให้เราคบกันอย่างคนที่มีวุฒิภาวะสูงขึ้น ไม่ต้องหน้าเนื้อใจเสือหรือมีลักษณะปลิ้นปล้อนตลบแตลงระหว่างกันเหมือนอดีต ผลจากความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ผมพบเห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง ผมเคยคิดว่าผู้มีอำนาจไทยที่ไม่ใช่พวกเราในฝ่ายประชาธิปไตยเขาสามารถสนองตอบผลประโยชน์เหล่านี้ได้ดีกว่าเรา เพราะเขาปกครองมาเนิ่นนาน รู้วิธีกดปุ่มระดมทุนและทรัพยากรทุกชนิดได้ดีกว่าพวกมือใหม่หัดขับอย่างเรามากนัก เหล่าเพื่อนบ้านน่าจะถูกดึงดูดให้ไปคบกับเขามากกว่าเรา  แต่การณ์กลับปรากฏว่า เขาเสนอตัวคบกับเรา โดยเหตุผลอันเรียบง่ายและเข้าใจได้ทันทีว่า ฝ่ายผู้กุมอำนาจเดิมของไทยเป็นต้นเหตุของความคิดหวาดระแวงในภูมิภาค การทรยศหักหลัง และความคิดที่นำมาสู่การดูถูกดูแคลนเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด เขารู้รสเหล่านี้มานานปี จนตัดสินใจชัดเจนแล้วว่าฝ่ายประชาชนด้วยกันเท่านั้นที่จะคบค้าสมาคมกันได้โดยสนิทใจและบังเกิดผลดีในระยะยาว มีหลายตัวอย่างและหลายเหตุการณ์ที่ไม่ควรเล่าในวันนี้ ที่ยืนยันถึงแนวโน้มแห่งความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกและระดับภูมิภาคที่ทำให้ฝ่ายอำนาจเดิมของไทยอยู่ในฐานะตั้งรับและเสียเปรียบ ถึงเราไม่ควรตั้งตนอยู่ในความประมาทเลยก็ตาม เราจะรู้สึกชื่นใจบ้างก็คงไม่ผิดอะไร

พี่น้องมวลชนที่รักครับ ผมจะเขียนจดหมายมาหาท่านเรื่อยๆ บางครั้งก็เล่าแนวคิดทางการเมืองบ้าง บางครั้งก็อาจเล่าเรื่องที่เป็นข้อมูลความรู้อื่นๆ บ้าง เพื่อให้รู้ว่าเรามีกันและกันเสมอไป

ฉบับแรกแปลกตรงไหนใครว่าแปลก
ก็เพียงเริ่มวันแรกเราสื่อสาร
ถึงเว้นว่างห่างเหินมาเนิ่นนาน
อุดมการณ์เดียวกันก็ทันที

คิดถึงกันอยู่เสมอเพราะเกลอเก่า
ครอบครัวเราก็ยังรักในศักดิ์ศรี
วีรชนยังอยู่ท่านรู้ดี
ถนนยาวสายนี้ว่าใครจริง

เขียนจดหมายมาเพราะตัวมาไม่ได้
เพราะเมืองไทยในวันนี้ผียังสิง
หากช่วยล้างสร้างน้ำมนต์บนความจริง
สาดจากหิ้งพระเก่าก็เบาใจ

ใครเล่าท่านมันจะไม่คิดถึงบ้าน
แต่เรื่องงานบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่
เพียงรู้ว่ามวลชนยังมีใจ
ก็สู้ไหวเพราะใจยอมพร้อมพลีตน...

ด้วยรักและเคารพ
จักรภพ เพ็ญแข

Core Respondence : จอม เพชรประดับ-จักรภพ เพ็ญแข

Posted by KwamRak on 02.2012 [ TV ] - บันทึกเทป 0 trackback
 

Core Respondence : จอม เพชรประดับ-จักรภพ เพ็ญแข

จอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการจาก Voice TV สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข
ถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในช่วงที่มีความขัดแย้งและการเข้าสู่บรรยากาศปรองดอง
คุยกันถึงมุมมองต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 และบทบาทสถาบันกษัตริย์กับการเมืองและขบวนการประชาธิปไตยไทย การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบยุติธรรม และฟังการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคณะนิติราษฎร์กับคนเสื้อแดงและขบวนการประชาธิปไตย
..............................................
CORE Respondence : Pravit Rojanaphruk - Robert Amsterdam
http://www.youtube.com/watch?v=jQlnjfpcIio&feature=relmfu

Uploader: prachatai

จักรภพ เพ็ญแขไว้อาลัยพิชัย วาศนาส่ง

Posted by KwamRak on 09.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
http://thaienews.blogspot.com/2012/04/blog-post_6282.html

 

จักรภพ เพ็ญแขไว้อาลัยพิชัย วาศนาส่ง

เช้าวันที่ 8เม.ย.2555 คนไทยเราต้องสูญเสียกูรู และครูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้รอบรู้ทั้งในด้านศาสตร์ และศิลป์ทั้งใน และต่างประเทศ อาจารย์"พิชัย วาศนาส่ง"อดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2549 ในวัย 82 ปี ด้วยโรคชรา  

อาจารย์พิชัยเกิดเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2472 เป็นบุตรคนโตของนายโปร่งและนางเจริญ วาศนาส่ง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และยังศึกษาตำราต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ตลอดเวลา

ส่งผลให้อาจารย์พิชัยไดัรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยถึง  2 ครั้ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัยสาขานิเทศศาสตร์ พ.ศ.2545 ในวัย 73 ปี และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาสื่อสารมวลชน พ.ศ. 2546 ในวัย 74 ปี

ในสมัยหนุ่ม ๆ หลังเรียนจบการศึกษาใหม่ ๆ ท่านได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน ให้ร่วมงานรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ อาทิ สถาปนิกการรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าฝ่ายศิลปกรรมไทยทีวีสีช่อง 4 (บางขุนพรหม) ฯลฯ นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านการคลังและต่างประเทศหลายครั้ง 

โดยอาจารย์พิชัยถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากการจัดรายการโทรทัศน์ วิเคราะห์ข่าวต่างประเทศ ปัจจุบัน ยังมีผลงานประจำ เขียนบทความให้กับนิตยสาร ต่วย′ตูน พลอยแกมเพชร และคอลัมน์ "ข้างครัว" ในนิตยสารสารคดี

และได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 20 และรางวัลบุคลากรผู้ทรงคุณค่าในวงการกีฬา ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย  

ในช่วงชีวิตที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวชน การจัดรายการโทรทัศน์ อาจารย์พิชัยได้สร้าง และปลุกปั้นลูกศิษย์ขึ้นมาโด่งดังมากมายหลายคน เช่น รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร ,นายจักรภพ เพ็ญแข และโอวาท พรหมรัตนพงศ์ ฯลฯ

โดยเฉพาะศิษย์อย่างนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกรัฐบาลในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งเคยโชติช่วงสุด ๆ ในแวดวงการเมืองไทย และล้มลุกคลุกคลานสุด ๆ  จนต้องลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศไทยไปกว่า 3 ปี ได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงอาจารย์พิชัยไว้หลายต่อหลายครั้งว่า

ก่อนที่จะมาทำงานกับอาจารย์พิชัย ตอนเรียนอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2 อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร ถือเป็นอาจารย์คนแรกที่เปิดประตูให้มาทำรายการวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศสัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง ที่วิทยุจุฬาฯ ทำแบบสมัครเล่นเรื่อยมา หลังจากนั้นขยายมาทำรายการสารคดีเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ สั้น ๆ ชื่อรายการ "โลกของเรา" ที่ช่อง 11 เมื่อเรียนปี 4 ทางสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา(กศน.) ทาบทามให้เป็นวิทยากร และผู้ดำเนินรายการเด็ก คือ "รายการเสาร์สโมสร"

"ช่วงนั้นอาจารย์พิชัยส่งคนมาทาบทาม บอกว่าฟังวิเคราะห์ของเราในรายการของวิทยุจุฬาฯแล้วสนใจเด็กคนนี้ ให้มาคุยหน่อย อาจารย์ประทุมพรถือเป็นผู้มีพระคุณในการเปิดโอกาส อาจารย์พิชัยเป็นผู้มีพระคุณในการทำให้รู้ว่า คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต อาจารย์พิชัยลบภาพมายาให้ผมมาก ท่านบอกว่าการเรียนไม่ต้องเรียนถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วติดยึด อยู่ตรงนั้นว่า ฉันจบปริญญาเอกแล้วฉันเก่งที่สุด ไม่ต้องหาความรู้เพิ่ม ต้องเหนือทุกคน ถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นการฆ่าตัวเอง 

อาจารย์พิชัย กลับพิสูจน์ว่า ปริญญาตรีของอาจารย์พิชัยใบเดียว แล้วอ่านหนังสือไม่หยุด เดินทางไม่หยุด พูดคุยกับคนไม่หยุด ทำให้อาจารย์กลายเป็นคนที่มีความเด่นด้านการเรียนรู้ จักรภพบอกว่า สิ่งสำคัญที่ได้จากอาจารย์พิชัย คือ อย่าเชื่อว่าตัวเองมีความรู้  เชื่อเมื่อไหร่จบ เป็นการปิดทางตัวเอง เพื่อที่จะไม่หาความรู้ต่อ 

อาจารย์บอกว่า พอคนเป็น"น้ำล้นแก้ว" หนังสือก็ไม่อยากอ่าน ฟังใครคุยก็หมั่นไส้เขา ดูรายการอะไรต่าง ๆ ก็นึกในมุมอื่นหมด ไม่เป็นมุมในการรับแล้ว คือ มีทัศนคติต่อต้านเสียแล้ว เพราะน้ำมันล้นแก้ว ทำให้ผมรู้ว่า ชีวิตแปลว่า "การพัฒนาตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด" 

นั่นเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนภาพของความเป็น"ครู"ของอาจารย์พิชัยได้อย่างชัดเจน ในวาระอาจารย์พิชัยครบรอบ 80 ปี ท่านได้เปิดตัวหนังสือเกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่าน ชื่อ "ข้างครู" ซึ่งเขียนโดยคุณปวีณา สิงห์บูรณา หลานสาวของท่านเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของลุงพิชัยไล่เรียงตั้งแต่ พิชัยวัยเยาว์, เรื่องในบ้าน, ชีวิตการเมือง,  สถาปนิก นักคิด นักสร้าง, แวดวงธุรกิจ, เพลงเพลินใจกับ Classic Pichai, นกน้อยในไร่ส้ม, ครูคือเรือจ้าง, กูร์เม (Gourmet) และสุดท้าย จาก "ข้างครู" สู่ "ข้างคุณลุง"

ซึ่งอาจารย์พิชัย เองได้กล่าวประโยคหนึ่งในหนังสือข้างครูกับบทครูคือเรือจ้าง เมื่อถูกถามว่าอายุแปดสิบมีตำแหน่งหน้าที่การงานมากมาย แต่จริงๆ แล้วชอบอะไรและอาชีพใดมากที่สุด อาจารย์พิชัยตอบว่า "ชอบเป็นครู เพราะชอบความรู้ ชอบเรียนรู้ ชอบถ่ายทอด และถ้าถ่ายทอดให้เข้าใจ คนเราก็จะไม่มีอะไรติดข้างอยู่ในหัวให้ต้องคิดค้นหาอีก" คือความในใจที่อาจารย์พิชัยบอกแก่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราว 

"ทุกวันนี้เวลาหัวค่ำทุ่มสองทุ่มผมจะนอนแล้ว ตีหนึ่งผมจะตื่นขึ้นมาดูข่าวจากทั่วโลกโดยสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม มีหลายสถานีที่ผมหาความรู้ได้ ตอนเช้าผมก็จะรู้ ก็เหมือนกับสมัยพระพุทธองค์ประทับอยู่ตอนดึกก็ลุกขึ้นมามองดูโลก คิดอยู่ตลอดเวลา พอตอนเช้าก็นึกออกว่าจะเอาอะไรไปเทศน์เอาอะไรไปพูด ต้องมองโลกให้กว้าง"นั่นเป็นสิ่งที่อาจารย์พิชัยปฏิบัติเป็นกิจวัตรเสมอมา 

ขณะเดียวกันอาจารย์พิชัยได้เคยให้สัมภาษณ์กับ"คมชัดลึก"ถึงความห่วงใยที่มีต่อประเทศชาติในยามนี้ว่า  "ประชาชนต้องไม่หูเบา ต้องดูมรรค 8 ให้เป็นฐาน ถ้าหากไม่ใช้มรรคตัดสินก็ไม่รู้ว่าใครมีมิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ ก็มีคู่กัน คนจบปริญญาเอกมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง 

ทำไมบ้านเมืองถึงยุ่ง เพราะสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะไม่มี เอาวิชามาเป็นเครื่องในการหากินเอาเปรียบคนอื่นเขาสังคมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ดูว่าใครดีใครชั่ว แต่เชื่อการชักจูงจากคนที่เขามาพูดให้เราฟังว่าคนนั้นดีอย่างนี้ คนนี้ดีอย่างนั้น ใครพูดที่มีลอจิกดีก็เชื่อว่าเป็นไปตามที่เขาบอก มันจะแดงเหลืองหรืออะไรก็ไม่รู้ วันนี้ผมใส่เหลือง แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น แต่ผมยุ่งกับสัจธรรมเท่านั้นเอง"

ในวันนี้แม้สังขารของอาจารย์พิชัยจะลาจากโลกนี้ไป ความรู้ คำสั่งสอน และสิ่งดีงามมากมาย ซึ่งท่านถ่ายทอดให้แก่รุ่นลูกหลานไว้ แม้จะมีทั้งลูกศิษย์ที่ได้นำสิ่งดีงามเหล่านั้นไปใช้ และมีทั้งลูกศิษย์ที่ไม่นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้  แต่"ความดี"ย่อมไม่มีวันตาย และจะไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำของเราทุกคนแน่นอน......

สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน

Posted by KwamRak on 05.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน

บ่ายแก่ของวันที่ 30 มี.ค.2555 ทีมข่าวของประชาไทนัดพบกับจักรภพ เพ็ญแข ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งกลางกรุงพนมเปญ เราถามเขาในฐานะคนไกลบ้านที่ลี้ภัยการเมืองมานานกว่า 3 ปี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศที่อยู่ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งไม่เป็นเนื้อเดียวกับแกนนำในขบวนการต่อสู้ด้วยกันนัก และถูกกล่าวหาด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

3 ปีที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกำลังคิด-ทำอะไรอยู่

จักรภพตั้งประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประการ ประการแรกคือ เขามองเห็นว่าเมืองไทยภายใต้กระแสปรองดองนั้นเป็นวาระพักรบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางเลือกที่สามของการเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้น แม้จะยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนของทางสายนี้ แต่เขาเห็นว่า นี่เป็นโอกาสที่จะตั้งคำถามให้คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้เลือกว่า จะสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมหรือสู้เพียงเพื่อรวบสังคมมาเป็นของตัวเอง

เราถามเขาถึงบทบาทของทักษิณในขบวนต่อสู้ ซึ่งจักรภพยังคงแสดงความหวังว่าทักษิณมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมแต่นั่นเป็นสิ่งที่ทักษิณต้องเลือกเองว่าจะเลือกทางสบายหรือลำบาก

และสุดท้าย เงื่อนไขในการกลับประเทศ แม้ว่าจะข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นอัยการจะสั่งไม่ฟ้องไปแล้วในวันเดียวกับที่เขาให้สัมภาษณ์ประชาไท (30 มี.ค.) แต่นั่นไม่ใช่แรงจูงใจที่จะทำให้เขาเดินทางกลับเข้าประเทศ

0 0 0

สัมภาษณ์พิเศษจักรภพ เพ็ญแข:  คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน

“ประวัติศาสตร์มองเห็นชัดเมื่อมองย้อนหลัง แต่ระหว่างสร้างไม่มีใครรู้ว่าใครถูกใครผิด แล้วถ้าเราเชื่อในประชาธิปไตย ไม่ควรคิดว่ามีใครคิดถูกใครคิดผิดก่อน เพราะมันไม่ควรจะรู้ก่อน ถ้ารู้ก่อน คนนั้นก็ควรจะเป็นผู้นำตลอดชีพของประเทศ แต่ถ้ามันไม่มี เราก็ต้องหาความคิดที่ดีที่สุดของขณะนั้น”

ประชาไท: ตั้งแต่ออกจากเมืองไทยมาทำอะไรบ้าง
ผมออกจากเมืองไทยมาเมื่อเดือนเมษายน ปี 2552 ก็สามปีพอดีนับถึงตอนนี้ ออกมาแล้วก็ไปอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะช่วงสองปีแรกก็ไปอยู่ประมาณ 4-5 ประเทศ และก็มีฐานที่มั่นอยู่บางที่ซึ่งเราพอจะนั่งนิ่งๆ ได้วางแผนการดำเนินการ หรือส่งเสริมการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับขบวนเรา

งานก็จะแบ่งเป็นสองสามอย่างคือ งานประสานงานภารกิจเพื่อประชาธิปไตย ที่มีทั้งปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติการสื่อเพื่อการเรียนรู้

ส่วนแง่ของความคิดช่วงสามปี อาจจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือการสานต่อภารกิจที่ชะงักไปในวันที่ 19 พฤษภาคม ปี 53 นั่นก็คือการแสดงพลังมวลชนเพื่อสื่อสารถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมไทย พูดตรงนี้ต้องมีฟุตโน้ตนิดหนึ่งว่า คนที่เรียกว่าแกนนำในขบวนการประชาธิปไตยได้หยุดชะงัก ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ปี 53 ไม่ได้คิดถึงเป้าหมายปลายทางตรงกันทุกคน บางคนก็มองว่าขู่กรรโชกหรือว่าแบล็คเมลเพื่อให้เหตุการณ์นั้นหยุดลงคล้ายๆ เดือนพฤษภาคม 35 หรือพฤษภาประชาธรรม บางคนก็รวมพลังเพื่อจะสื่อสารความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง บางคนก็รวมพลังมวลชนเพื่อบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง มันมีดีกรีของความแตกต่างหลากหลายเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม แต่เมื่อหยุดชะงักมันก็ไม่มีการถกเถียงกันต่อว่าจะทำอะไรเหนือจากนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มาทำนอกประเทศก็คือการสานต่อความคิดของคนที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม

ผมก็ยอมรับว่าไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงอำนาจในรัฐบาล แต่คิดถึงอำนาจในโครงสร้าง แต่ก็รู้เช่นเดียวกันว่า คนที่ทำร่วมกันอยู่นี้ก็ไม่ได้เห็นตรงกันทุกคน เราเคยเปรียบเทียบการต่อสู้ระยะที่ผ่านมาว่าเหมือนการขึ้นรถประจำทางซึ่งมันมีหลายป้าย เราอาจจะอยากไปจนสุดทางแต่ก็อาจมีบางคนบนรถที่ขอลงป้ายก่อน หรือหลายคนเปรียบเทียบกับบางซื่อ หัวลำโพงในตอนช่วงนั้น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ถือว่าเป็นปัญหา ผมถือว่าเป็นวุฒิภาวะของขบวนประชาธิปไตย และที่สำคัญประวัติศาสตร์จริงก็มักจะเป็นเช่นนี้ ก็คือประวัติศาสตร์มองเห็นชัดเมื่อมองย้อนหลัง แต่ระหว่างสร้างไม่มีใครรู้ว่าใครถูกใครผิด แล้วถ้าเราเชื่อในประชาธิปไตย ไม่ควรคิดว่ามีใครคิดถูกใครคิดผิดก่อน เพราะมันไม่ควรจะรู้ก่อน ถ้ารู้ก่อน คนนั้นก็ควรจะเป็นผู้นำตลอดชีพของประเทศ แต่ถ้ามันไม่มี เราก็ต้องหาความคิดที่ดีที่สุดของขณะนั้น หรือที่ประชาชนสนับสนุนมากที่สุดขณะนั้น ซึ่งก็ผิดได้เหมือนกัน นี่คือความคิดที่สะท้อนออกมาเป็นภารกิจระหว่างอยู่นอกประเทศ

ที่เล่าให้ฟังว่าแบ่งความคิดเป็น 2 ระยะใน 2 ปีแรก เป็นระยะของการสางภารกิจ 19 พฤษภาคม 2553 แต่ว่าปีก่อนหน้านี้เป็นเรื่องการมองหาแนวทางที่ 3 ในการเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ทางสายที่ 3 หมายความว่า ถ้าหากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐมาแต่เดิมตัดสินใจเข้าร่วมปรองดองกับฝ่ายที่เป็นตัวแทนของมวลชนเพื่อผลระยะสั้น เราก็ควรจะมีคนทำงานต่อเนื่องไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการจะไปถึงจริงๆ โดยที่คนเหล่านี้ไม่ต้องเข้าร่วมในขบวนการปรองดองก็ได้ ไม่ต้องเข้าร่วมในขบวนการต่างตอบแทนก็ได้ ไม่ต้องมีอำนาจรัฐก็ได้ ถามว่าคนเหล่านี้คิดว่าตัวเองเป็นเทวดาหรือยังไง คิดว่าตัวเองต้องถูกต้อง เปล่า ก็เหมือนคนที่มีความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป คนเกิดมาก็มีคุณค่าชีวิต เราเชื่ออะไรก็วางชีวิตไว้บนนั้น แล้วถ้าเรายอมสละชีวิตเพื่อสิ่งนั้น เราก็ตอบโจทย์คนอื่นได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร แต่จะถูกไม่ถูกเป็นเรื่องอนาคตที่คนอื่นที่จะตัดสินเรา นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวล เลยตอบอย่างนี้ว่ามันเป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรมปะปนกันไป มันก็เลยเป็นคำตอบว่าทำไมผมตัดสินใจอยู่ต่อ ไม่กลับเข้าประเทศ

มีความพยายาม มีแรงกดดัน มีการติดสินบน มีการขอร้อง มีการขู่เข็ญ พูดตรงๆ มีการหลอกล่อใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ หลอกล่อให้กลับเข้าไป เหตุผลไม่ใช่เราสำคัญ เป็นเพราะต้องการให้ทุกคนเข้าไปสู่กระบวนการปรองดอง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีอำนาจต่อรองเต็มที่ในการที่จะจบศึกครั้งนี้หรือพักรบครั้งนี้ โดยที่ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด แต่เผอิญว่าประเทศมันคงไม่ได้เป็นอย่างนั้น

แต่คำถามก็คือว่าในกระบวนการที่คุณจักรภพทำอยู่นอกประเทศ สามารถรับประกันได้หรือว่าจะส่งผลได้จริงมากกว่าการกลับเข้าไปอยู่ในประเทศ
ไม่ได้หรอกครับ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรามีอิสรภาพที่จะทำงานได้โดยไม่ต้องไปต่อรองกับระบบกฎหมายหรือระบบกดดันทางสังคม ผมขอย้อนไปนิดหนึ่ง จากคำตอบเมื่อกี้ผมขอสรุปท้ายว่า การต่อสู้ 2 เฟสมันเป็นอย่างนี้ 2 ปีแรกมันต่อจากเหตุการณ์พฤษภา 53 แต่ปีหลังกลายเป็นต่อจาก 24 มิถุนา 2475

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยน กระบวนการปรองดองหรือ
ผมขอพูดจากข้อเท็จจริงดีกว่านะ ผมตอบเท่าที่รู้ก็คือว่า เหตุที่การปรองดองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนเกือบจะสัมฤทธิ์ผลตามความต้องการของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เป็นเพราะฝ่ายแรกหรือฝ่ายที่สอง แต่เป็นเพราะนิติราษฎร์ การเกิดขึ้นของนิติราษฎร์เป็นการสร้างความรู้สึกคุกคามให้กับฝ่ายอำนาจเก่าอย่างรุนแรง

นิติราษฎร์เป็นกลุ่มที่ฝ่ายอำนาจเก่ากลัวมากกว่า นปช.และคุณทักษิณเยอะ ทุกครั้งที่นิติราษฎร์ออกโรงมีความเคลื่อนไหว จะมีการยอมจากฝ่ายอำนาจเก่ามาก มากในทุกเรื่องในทุกมิติ ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้อยากยกหางนิติราษฎร์ ไม่อยากให้นิติราษฎร์กลายเป็นเทวดาใหม่เหมือนกัน แต่เพื่ออยากให้รู้ว่ามีผล และคนที่สนับสนุนนิติราษฎร์ไม่ควรไปเยินยอนิติราษฎร์จนกลายเป็นเทวดาไป แต่ช่วยเขาคิดช่วยเขาทำ ตรงไหนเริ่มจะไม่ไหว ก็ต้องประคองก็ช่วยกันด้วย เพื่อให้มันเป็นขบวนการประชาชนต่อไป

ทุกขบวนการการเมือง เมื่อมีความนับสนุนมากๆ จากประชาชน จะมีคนที่เรียกว่าผู้ดำรงชีพจากการเมือง เข้ามาแทรกกลาง ถ้าพูดไม่เพราะคือ นายหน้าการเมืองเข้ามาแทรกกลาง จนกระทั่งยกผู้นำการเมืองขึ้นไปอยู่บนหิ้ง และประชาชนไปอยู่ข้างล่าง ตัวเขาจะได้เป็นชนชั้นที่จะเชื่อมโยงทั้งสองราย เพื่อประโยชน์ทางการเมือง มันเกิดขึ้นกับทุกขบวนการเมื่อเวลาผ่านไป เพราะฉะนั้น ไม่อยากเห็นแบบนั้นกับนิติราษฎร์ เพราะฉะนั้นการที่นิติราษฎร์มีตัวตนที่ชัดเจน แล้วก็มีคนอย่างอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ทั้งเห็นด้วยและวิจารณ์นิติราษฎร์จะทำให้ขบวนการมันอยู่ได้อย่างดี มันเป็นสมดุลใหม่ อยากให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือมีอย่างอาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) หรือมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ยืนอยู่ห่างๆ แล้วตะโกนไกลๆ มาว่า เอาเลย แต่ไม่เข้าร่วม อย่างนี้เป็นวิธีการประคอง

เมื่อกี้ไม่ได้พูดจากความคิดนะ พูดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผมก็เป็นนักศึกษาจากของจริงเหมือนกัน ผมก็นั่งดู เอ๊ะ ทำไมนักวิชาการ 7 คนซึ่งไม่มีฐานอำนาจทางการเมืองใดๆ เลย ไม่มีลักษณะเชื่อมโยงทางการเมืองใดๆ เลย ไม่มีทุนทางการเมืองที่สนับสนุนอย่างชัดเจนใดๆ เลยถึงได้เป็นที่ครั่นคร้ามของผู้ที่มีอำนาจสูงสุด แล้วเรียกว่าสามารถชี้นำทุกอย่างโครงสร้างในสังคมปัจจุบันได้ ผมก็เลยได้คำตอบกับตัวเองว่า อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงประเทศจากนี้ไป คืออำนาจในการเปลี่ยนแปลงความคิด มาสู่การเคารพในสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิทธิทางการเมืองนะ สิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิของเด็ก สิทธิของคู่สมรส สิทธิของ sexual orientation สิทธิในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันจะกลับไปตอบโจทย์เดียวกัน หรือแม้แต่สิทธิของอภิชาติพงศ์ที่เป็นอภิชาติพงศ์ สิทธิของโจอี้บอยที่เป็นโจอี้บอย สิทธิของใครต่อใครที่จะเป็นตัวของตัวเองมันกลายเป็นปราการใหญ่ที่ทำให้ทุกคนมีจุดร่วมกันโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นแนวร่วมโดยที่ไม่เหมือนกันเลย แบบที่หลายประเทศเป็น อย่างสหรัฐอเมริกาเป็น อย่างในยุโรปเป็น ไปถามเลยนั่งกันอยู่ 3 คน มีความเห็น 4 อย่าง แต่สามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะมีลักษณะร่วมก็คือว่าแบบเธอๆ ก็ไม่อยากเปลี่ยน แบบฉันๆ ก็ไม่อยากเปลี่ยน แบบคุณๆ ก็ไม่อยากเปลี่ยน ตกลงมีลักษณะร่วมกันคือ ไม่อยากให้มายุ่ง มันก็จะมาผนึกกำลังกัน นี่คือสิ่งที่นิติราษฎร์กำลังนำความคิดนี้เข้ามา สุดท้ายคนที่หนุนนิติราษฎร์อาจจะไม่ใช่คนที่เชื่อตามนิติราษฎร์ แต่จะเป็นคนที่ออกมากป้องให้นิติราษฎร์ได้คิดอย่างนิติราษฎร์ต่อ เพื่อวันหนึ่งฉันจะได้คิดแบบฉันบ้าง นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากของความคิดแบบเดิมของไทย ซึ่งเชื่อว่ามันต้องมีความคิดหนึ่ง ก็คือความคิดปรองดอง มันก็ความคิดเดียวกับที่ชูสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั่นแหละ หลักคิดเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนเรื่อง

“ขบวนการเสื้อแดงที่กำลังต่อสู้อยู่นี่ เราต่อสู้เพื่อที่จะปลดปล่อยสังคม หรือเราต่อสู้เพื่อที่จะรวบสังคมมาเป็นของเราแทน”

ตอนนี้กลุ่มที่มีพลังผลักดันขับเคลื่อน แน่ๆ ก็มีสองฝั่งคือ ฝั่งที่เป็น นปช.กับอีกฝั่งคืออำนาจเก่า พูดตามตรงทั้งสองก็ปฏิเสธนิติราษฎร์ทั้งคู่ นิติราษฎร์อาจเป็นการจุดประกายให้คนจำนวนหนึ่ง แต่นิติราษฎร์ก็เผชิญความท้าทายว่าอยู่เหมือนกันว่าจะสานความคิดต่อไปยังกลุ่มคนที่ไกลตัวได้ยังไง
เหตุที่อำนาจเก่า จะเรียกมวลชนใหม่ นปช.หรือเพื่อไทย หรือผู้ที่รักนายกฯ ทักษิณก็ตาม มีปัญหากับนิติราษฎร์ทั้งคู่เลย เพราะสองกลุ่ม อำนาจเก่ากับมวลชนใหม่มีลักษณะที่เหมือนกันระหว่างเขามากกว่าที่จะเหมือนกับนิติราษฎร์ เขาแปลกแยกกับนิติราษฎร์ทั้งคู่ สุดท้ายมันถึงได้เป็นตัววัดไงว่า ขบวนการเสื้อแดงที่กำลังต่อสู้อยู่นี่ เราต่อสู้เพื่อที่จะปลดปล่อยสังคม หรือเราต่อสู้เพื่อที่จะรวบสังคมมาเป็นของเราแทน นี่คือหัวใจของเรื่องนะ ผมบอกไม่ได้ว่าทางที่สามจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร บอกได้แต่เพียงว่าทางที่สามจะเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่การเข้าสู่อำนาจอาจจะมีการสวนกันโดยคนใหม่ๆ ตามเงื่อนไขเวลาในขณะนั้น คนที่สู้เพื่อทางสายที่สามอาจจะสู้แล้วตายไป สู้แล้วหมดไฟไป แต่จะมีคนมาแทน ที่ผมพูดว่าอยู่คือทางนะ ไม่ใช่คน คนอาจจะไปตามเวลาเพราะมันสู้ไม่ไหว อำนาจที่ต้องสู้มันเยอะ แต่ทางมันจะยังอยู่นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าที่เขาต้องรีบปรองดองกันระหว่างสองทางเพราะลึกๆ แล้วเขาไม่อยากให้ทางที่สามนั้นเกิดขึ้น แต่ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่มันจะก่อรูปไปทางนั้นยังไม่เห็นชัด และด้วยความที่ไม่ชัดนี่แหละที่ทำให้ทางสายที่สามน่ากลัว เพราะมนุษย์กลัวสิ่งที่ตัวไม่รู้

ดังนั้นแล้ว การปรองดองก็อาจจะไม่บรรลุเป้าหมายได้
ผมมองว่าการปรองดองเป็นสถานีพักกลางทางของการต่อสู้ทางการเมือง มีประโยชน์ เพราะอย่างต่ำสุดก็ทำให้คนไม่ต้องฆ่ากันอย่างชัดเจนเพราะไม่มีเหตุที่จะต้องฆ่ากันตรงจุดนี้ แต่จะไปฆ่ากันในอนาคตหรือไม่ ไม่รู้ แต่ในขณะนี้ก็หยุดฆ่ากันและจับมือกันอยู่ ไม่มีใครจะเถียงได้ว่าไม่ดีเพียงแต่สิ่งที่จะเถียงได้ก็คือว่ามันอาจจะไม่ได้หยุดจริง เป็นเพียงแค่หยุดพัก ซึ่งก็ไม่เป็นไร คนที่ทำให้ช่วยหยุดความรุนแรงได้ก็ควรจะได้รับความดีได้รับเครดิต เพราะฉะนั้นถ้าถามผม ผมก็สนับสนุนกระบวนการปรองดอง แต่จะให้ผมไปร่วมไหม ผมไม่เข้าร่วมด้วยไม่คัดค้านแต่ ผมขออยู่ข้างทางสายที่สามนี้ดีกว่า

ถามว่าปรองดองจะสำเร็จหรือไม่ ผมกลับมองว่ามันเป็นกิจกรรมเรียนรู้ของสังคมไทย สนุกจะตาย สนธิ สนั่น ฉีกร่างกฎหมายปรองดอง อภิสิทธิ์น็อตหลุด ผมว่าสนุกจะตายไป เหมือนว่าอยู่ในสถานีพักรบแต่ก็ยังนั่งคนละมุม

แต่คนกลุ่มหนึ่งเขาคงไม่สนุกด้วย เช่นคนที่เสียลูก หรือเสียญาติไปในความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา
แน่นอน แม่น้องเกด เขาก็พูดถูก ก็ยังหาคนที่รับผิดชอบในการตายของลูกสาวเขาไม่ได้แล้วจะมาปรองดองกันได้ยังไง ผมก็คิดว่าเป็นคำถามที่ชอบธรรมนะ แล้วคำถามนี้แม้จะถามเป็นโจทย์ง่ายๆ เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า อ้าวแล้วลูกฉันล่ะ เธอจูบปากกันแล้วลูกฉันล่ะ เป็นคำถามที่พื้นฐานมากนะ แต่มันมีพลังมาก เพราะมันทำให้คนตอบไม่ได้ นอกจากจะมีคนไปแอบโอบกอดแล้วบอกว่า ใจเย็นๆ น่า วันหลังค่อยคุยกัน มันจะตอบด้วยอะไรล่ะ

นี่เป็นประเด็นที่คุณจักรภพเคยพูดกับคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยว่าอย่าให้ใครมาหลอกใช้ ขณะที่ตอนนี้กำลังมีกระบวนการปรองดอง คนเสื้อแดงควรจะทำความเข้าใจกับกระบวนการปรองดองอย่างไร
มันต้องยอมให้ทั้งสังคมเดินไปสู่ถนนสายมึนงงสับสนแบบนี้แหละ แล้ววันหนึ่งเราจะได้เกิดคำตอบในใจตัวเราเองขึ้นมา ตรงนี้ไงล่ะที่คำว่านักการเมืองมันถึงได้เกิดขึ้นมา คำว่านักการเมืองมีขึ้นมาเพราะว่าในการสับสนความไม่รู้และความไม่ได้สื่อสารกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง มันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่บอกว่าฉันรู้คำตอบ แล้วฉันขอเสนอเลือกฉันก็แล้วกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่านักการเมือง เพราะฉะนั้นนักการเมืองถึงมีตั้งแต่ดีที่สุดเป็นรัฐบุรุษ จนถึงชั่วที่สุดเป็นโสเภณีการเมือง ถามว่าจำเป็นไหมต้องมี พี่ว่าในยามนี้ นักการเมืองมีความจำเป็นน้อย ในช่วงเวลานี้นะ และเรากำลังรอให้มันมีฮีโรใหม่ในสังคมไทยเยอะแยะ นิติราษฎร์เมื่อก่อนใครรู้จักกันบ้างล่ะ แต่ตอนนี้กลายมาเป็นฮีโร่ของคนเยอะแยะ และบางคนยังยอมรับ ป้าคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในทีวีช่องแดงว่าอ่านที่นิติราษฎร์เขียนนี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่แกสนับสนุนเพราะว่าแกรู้สึกว่ามันตรงกับแก ผมถึงได้พูดไงว่าทางสายที่สามมันใหญ่กว่าภาษาพูด ใหญ่กว่านิติราษฎร์ กลายเป็นความรู้สึกว่าไม่เอาทางโน้นแต่จะเอาทางนี้ เวลาทีพูดถึงรูปการเปลี่ยนแปลงที่นอกกรอบปัจจุบันนั้น คนจะเชียร์ ทั้งๆ ที่การพูดแบบนิติราษฎร์ถ้าเป็นเมือสิบปีก่อนหน้านี้จะกลายเป็นการเพ้อฝัน คนไม่เอาด้วย ประการต่อมาคือคนเริ่มเชื่อมโยงกับคำนามธรรม เช่น สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ โอกาส แต่คำที่เคยทำให้คนเชียร์ คนเฮสมัยก่อน เช่น คนจน การต่อสู้ ปฏิวัติ โค่นล้ม กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่แล้ว เหมือนว่าคนไปตั้งเป้าหมายไกลกว่าเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงเสรีภาพ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงโอกาส ทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกอย่างมันเปลี่ยนนะ แต่ปัญหาคือประเทศไทยที่อยู่บนกองปรักหักพังจะทำอย่างไรให้ไปถึงตรงนี้

ผมเองซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งก็กำลังนั่งใช้ความคิด กำลังคิดว่าจะต้องเขียนอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างเพื่อให้เป็นเป้าไว้ให้โยนลูกดอก ไม่ได้ทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่เป็นที่ปาเป้าเพราะมันต้องมีสิ่งที่จูงความคิดไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เหมือนที่เรานั่งกันอยู่แล้วบอกไม่ได้ว่าอยากกินอะไร รู้แต่ว่าไม่อยากกินสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เหมือนทำเมนูขึ้นมา สุดท้ายเราก็อาจจะได้คำตอบซึ่งอาจจะเป็นน้ำเปล่าก็ได้ ก็ต้องให้คนคิด คลำทาง ให้คนอย่างแม่น้องเกด คนอย่างภรรยาอากงถามคำถามมากขึ้น

การเกิดขึ้นมาจากกองซากปรักหักพัง หรือเรากำลังรอการหักพัง
เป็นไปได้ มันพังไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่สำหรับผมอะไรที่มันหยุดฟังก์ชั่นแล้ว มันก็คือการพัง ไม่ต้องรอให้มันพังลงมากองกับพื้น ผมถามง่ายๆ ว่า ตัวอย่างเช่น เอ็นจีโอจำนวนหนึ่งทำไมถึงยังรอไม่เข้าร่วมกับฝ่ายทักษิณ หรือฝ่ายอำนาจเก่า ทำไม-ก็เพราะมันยังไม่ใช่ทางนั้นไง ที่ผ่านมา เอ็นจีโอก็งงนะ คือทั้งแดงทั้งเหลือง ก็งงทั้งคู่ มันก็ไม่ใช่ทั้งคู่สำหรับทัศนะของสายที่สาม เพราะเอ็นจีโอวางตัวเองอยู่ในสายที่สามมาตลอด และถ้าหากว่าทางสายที่สามเข้าสู่อำนาจ เอ็นจีโอก็จะออกมาแล้ววิจารณ์ทางนั้น นี่คือหน้าที่ของเอ็นจีโอซึ่งควรจะเป็น คือเป็นใครก็ได้ที่ไม่มีอำนาจแต่สามารถจะเป็นแนวร่วมกับใครก็ได้ที่จะมีอำนาจ แล้วเมื่อเขามีอำนาจก็วิจารณ์เขาต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะมันเป็นหน้าที่ของเอ็นจีโอ

แต่เวลาเราพูดถึงซากปรักหักพัง ในเชิงโครงสร้างอำนาจที่กำลังจะเปลี่ยนผ่าน ความรุนแรงจะเกิดขึ้นมากแค่ไหน
ผมกลับมองว่า เวลาที่เราจะเข้าไปดูหนังสยองขวัญแล้วมีคนบอกว่ามันน่ากลัวทุกช็อตเลย หายใจไม่ได้เลยนะทุกช็อตเลย สุดท้ายมันจะไม่น่ากลัวมากเท่าไหร่ เพราะเราระวังมาก ฉะนั้นถ้าบอกว่า ลมหยุดพักเมื่อไหร่จะตายแน่ประเทศนี้ ก็จะทำให้กลุ่มคนที่เสียประโยชน์มากเตรียมตัวและผลจากการเตรียมตัวนั้นมันไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด แต่มันจะเหมือนมะเร็ง คือมาอุดทางนี้ก็ไประเบิดทีหลัง พูดง่ายๆ ก็คือในระยะปะทุมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อจะมีใครจากไปแต่มันจะเกิดขึ้นในระยะที่พยายามจะอยู่ด้วยกันแล้วอยู่ไมได้

ผมพูดแบบสมมติว่า ถ้าผมเป็นคนที่มีอำนาจเบอร์สองเบอร์สาม ผมจะยอมให้คนเบอร์ร้อยมาไล่บี้ผมเหรอ ผมก็ต้องจัดการซะก่อนที่สิ่งนี้จะเกิดแต่อำนาจก็มีเรื่องตลกก็คือความคิดที่ว่าอีกฝ่ายจะใช้อำนาจอาจจะทำให้ตัวเองชิงใช้อำนาจก่อน สงครามเกิดขึ้นเพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะทำก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ามีการกระทำเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นเพราะความกลัว

ซึ่งการเมืองไทยที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนั้น
ถึงจุดนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เราประชาชนก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดขึ้น เขาไม่บอกหรอกจนกว่าเขาจะจัดเสร็จหมดแล้ว ผมจะบอกได้ไหมว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผมก็เหมือนทุกคนคอยโทรเช็คว่าจริงหรือเปล่า ผมได้ข่าวลือมาอย่างนั้นอย่างนี้

มันจะไม่ส่งผลถึงประชาชนบ้างหรือ
ส่งผลสิ นี่เป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปถามคำถามแรก คือกิจกรรมที่ผมทำคือการทำกิจกรรมกับประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงระดับผู้นำกับผู้นำที่จะกระทบกับประชาชน มันจะลดผลกระทบที่คนมีอำนาจทำกับประชาชน แต่ถ้าเราไม่มีกิจกรรมกับประชาชน ก็เหมือนกับจอหนังมืดแล้วประชาชนไม่รู้จะทำอะไร เราต้องมีกิจกรรมแจกไฟฉายบอกทางออกเพื่อเตรียมตัวในกรณีที่จอหนังขาดก็เดินออกได้ ไม่ลำบาก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่ข้างนอกประเทศทำกิจกรรมได้มากกว่า ได้พบปะคนมากกว่า
มีโอกาสมากกว่าอยู่ที่เมืองไทยด้วยซ้ำ หลายเรื่องที่อยู่เมืองไทยต้องกระซิบกระซาบกัน ต้องใช้รหัส แต่อยู่ข้างนอกนี้ไม่ต้องใช้ พูดได้ชัดเจนว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร เพราะบางทีเราใช่รหัสเราไม่ได้พูดถึงตัวคน ผมว่าผมมีโอกาสมากกว่า ทำงานได้เยอะกว่าอยู่เมืองไทย สมัยผมอยู่พีทีวี มาเป็น นปช. แล้วมาเป็น นปก. ผมว่าผมเป็นตัวแสดงมากกว่าผู้ขับเคลื่อนนะ บทบาทการแสดงน้อยลง

โดยศักยภาพของคุณ คุณเลือกที่จะไม่ทำก็ได้นี่
ได้ แต่ผมมีชีวิตเดียว ก็ต้องลองดูสิ การอยู่ทุกวันนี้มีความสุขดี แต่ถ้าอยู่ที่บ้านคงมีความสุขกว่านี้มากกว่าอยู่หลายๆ ประเทศแบบนี้ แต่ผมเป็นทาสความคิดตัวเอง เมื่อเรามีความคิดความเชื่อเราก็อยากเห็น ชีวิตเราจะมีความหมายจากสิ่งนั้น ผมก็บอกกับคนที่ผมรักทุกคน ญาติพี่น้องของผม ว่าถ้ามันจบลงอย่างสูญเปล่า ก็ขอให้มีความสุขกับประสบการณ์ ผมไม่ได้รอที่จะมีความสุขจากเป้าหมายอย่างเดียว ถ้ากลับไปรับตำแหน่งสูงๆ โก้ๆ แล้วมีบทบาทประหนึ่งว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงผมก็เลือกได้ แต่ผมเลือกจะทำสิ่งนี้มากกว่า แล้วผมก็ไม่ทำตัวเองให้ชัดเจนนักด้วย มีคนหลายคนคิดว่าผมเป็นคนจริงใจแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจริงใจหรือเปล่า คือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถ้ามีอำนาจเต็มที่แล้วจะเป็นอย่างไร แล้วสุดท้ายก็มาจากเรื่องส่วนตัวเพราะผมเป็นคนที่ไม่เปิดเผยเรื่องส่วนตัว ไอ้ความที่เราไม่บอกคนมันทำให้คนรู้สึกว่าไม่รู้จัก ก็ใม่กล้าสนับสนุนเต็มที่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมสามารถจะถอยจากการแสดงบทบาทได้

เป้าที่คิดไว้ มีคุณทักษิณด้วยไหม ทางที่สามยังมีคุณทักษิณหรือเปล่า
ผมตอบเพื่อให้ลงประชาไทนะ ว่าคุณทักษิณจะเป็นเป้าที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ถ้ามี ก็เป็นสิ่งที่คุณทักษิณเลือกที่จะเสนอตัวเองเข้ามาอยู่ในเป้าใหม่ ถามว่าวันนี้คุณทักษิณอยู่ในทางปรองดองนะ ไม่ได้อยู่ในแนวทางที่สามนะ แต่อยู่ในแนวทางที่สอง และท่านก็พูดชัด ว่าอยากจะปรองดอง ไอ้เรื่องที่ออกมาแหย่นิดแหย่หน่อยจะตั้งจตุพรเป็นรัฐมนตรีบ้าง มารดน้ำดำหัวที่ลาวที่กัมพูชา เหล่านี้เป็นเพียงกิจกรรมการตลาดของท่านภายในเส้นทางสายที่สอง ไม่ใช่เป็นสะพานมาสู่สายที่สาม ฉะนั้นไอ้เป้าหมายของผมที่จะให้คนปาลูกดอกว่าจะเอานั้น ถ้าจะมีทักษิณก็คือการที่ท่านเลือกจะขยายตัวเองจากแนวทางที่สองมาสู่สายที่สาม ผมก็เคยพูดกับท่านตรงๆ ว่าท่านอยู่ในฐานะที่ดีที่สุด เป็น First among equal นะ ท่านก็เท่ากับประชาชนคือท่านมีโอกาสมากกว่าประชาชนอีกหลายล้านคนในการที่จะนำขบวนนี้ไป แต่ว่ามันขึ้นกับท่านว่าจะพอใจที่จะมีความสุขจากการนี้หรือเปล่า ถ้าท่านไม่สนุกกับการเดินทางตรงนี้ท่านไปไม่ไหวหรอกเพราะมันหนักมันเหนื่อย แต่ถ้าหากว่าท่านไม่เอาตรงนี้จะกลับไปสบายก็ต้องถามว่าท่านอยู่ได้ไหมกับสิ่งที่ท่านเริ่มต้นมาอย่างสวยงามแล้วบอกว่าเอาแค่นี้ ผมมองว่าท่านเป็นผู้นำปฏิวัติได้แต่ท่านเลือกหรือไม่ ก็ยังไม่ชัด

ตรงนี้แหละที่ทำให้มองได้เช่นกันว่า ถึงที่สุดคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ก้าวพ้นทักษิณไป เพราะไม่ว่าจะมีทางเลือกไหน มีข้อเสนอใหม่อย่างไรก็ยังต้องอาศัยทักษิณเป็นผู้นำ
ผมก็จะถามกลับทุกครั้งว่า ลองเสกคาถาให้คุณทักษิณหายไปจากจอภาพ คนเหล่านี้จะกลับไปบูชาสิ่งเดิมไหม ถ้าเขากลับไปผมจะเชื่อเสื้อเหลือง แต่ถ้าไม่กลับไปต้องหาสีใหม่ไว้ให้เขานะ สีอื่นนะ สีบานเย็นหรืออะไรก็ได้ (หัวเราะ)

คนที่ฟังนิติราษฎร์ก็ยังเชียร์ทักษิณนะ
ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณทักษิณยังเป็นทางที่สองหรือสามก็ได้ แต่ถ้าเขาบอกว่าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ไปทางที่สาม แต่เขาคงไม่พูดหรอก เพราะเขาฉลาด

แต่ก็ทำให้ขบวนของเสื้อแดงปั่นป่วน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะทักษิณไม่มีความชัดเจน
ก็เป็นอย่างนั้น แต่ผมเข้าใจนะ ผมเข้าใจในความเหนื่อยยากของท่าน ในชีวิตนั้นท่านเลือกแล้วว่าจะเป็นนักธุรกิจ ชีวิตเลือกมาตั้งแต่อายุสามสิบ คนเป็นนักธุรกิจเขาตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยตัวเขาก่อนแล้วช่วยสังคมทีหลัง เขาเลือกแล้วนะ เขาตั้งร้านเขาจะขายเราก่อนนะ เขาไม่ใช่จะแจกคนเร่ร่อนก่อนนะ ถูกไหม ถึงตรงนี้ต้องแฟร์กับเขานะ เขาไม่ได้ปกปิดอำพรางนะ เขาบอกแล้ว เราก็ต้องเอามาบวกลบคูณหารเอา ผมก็ต้องพูดว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจนในขบวนการก็ต้องเป็น นายกทักษินพลัส คือนายกทักษิณแล้วบวกกับอะไรอย่างใหม่ถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไม่มีคุณทักษิณก็เหนื่อยตายเลย ต้องไปสร้างอะไรใหม่อีกเยอะเลย แต่ถ้าคุณทักษิณไม่มีอะไรใหม่คนก็จะบอกว่า เอ๊ะ เวลาผ่านไปไม่เห็นมีอะไรใหม่เลย ผมก็บอกกับท่านตรงๆ ท่านก็เลยสบอารมณ์กับผมบ้างไม่สบอารมณ์บ้าง

แต่ผมมาร่วมกับท่านไม่ได้อยู่กับบริษัทท่าน คือนายกทักษิณเหมือนนักธุรกิจที่ตั้งบริษัทหาเงินและทำสมาคมการกุศลด้วยน่ะ ผมไม่ได้อยู่ตรงบริษัทนะ ผมอยู่ตรงสมาคม ท่านก็ต้องเข้าใจ แต่เผอิญลูกน้องท่านสองกลุ่มมันก็ดูคละกันแล้วเวลาไปเจอกันใหนแต่ละที่ทุกคนก็หน้าตาเหมือนกันหมด เลยไม่รู้คนไหนบริษัท คนไหนสมาคม แต่วันนี้ผมขอบอกผ่านประชาไทว่าผมอยู่ตรงสมาคมไม่ได้อยู่ตรงบริษัท

แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่ะ อยู่ตรงบริษัทหรือสมาคม
(หัวเราะ) บริษัท ... แต่ทั้งหมดที่ผมพูดไม่ได้ชี้ปัญหาของฝ่ายเรา แต่ชี้ให้เห็นวุฒิภาวะว่าอยู่ตรงไหน ผมก็บอกแล้วว่าต้องทักษิณพลัส ฉะนั้นเมื่อเรามีตรงนี้แล้ว เราก็ต้องสร้างพลัสต่อไปที่เราต้องเอื้อมมือไปหาคนที่จะพลัสต่อ เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าความสัมพันธ์....สมมติว่าเรามีบริษัทจะไปคุยกับอีกบริษัทหนึ่งพ่อค้ากับพ่อค้าคุยกันง่ายนะ แต่ถ้าหากจะคบกันเอ็นจีโอขึ้นมา จะเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อเขาไม่ยอมรับนะ เขาไม่ขาย เราจะคุยกับเขาอย่างไร นี่คือสิ่งที่บริษัทงง เพราะการสังสรรค์ทางความคิดไม่ใช่คนที่คนทุกประเภทเป็นคนบางเรื่องมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาเพราะไม่เคยทำ บางคนเขาเคยทำก็เห็นว่าเป็นไปได้ การจูนคลื่นความคิด ทำให้คนที่เป็นนักคิดที่อยู่ในซีกฝ่ายบริษัทถึงได้อยู่ยาก อยู่เหมือนไม่อยู่เพราะไม่รู้จะพูดกับใคร แม้แต่คนในรุ่นเก่าๆ อย่างคุณปองพล อดิเรกสาร ที่มาจากตระกูลอภิสิทธิ์ชนที่รู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนตัวเอง ก็แสลงกับพรรคไทยรักไทยเพราะมันสื่อสารไม่ได้ระหว่างคนสองกลุ่ม นี่คือตัวอย่างถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ก็เกิดทักษิณพลัสไม่ได้

คนเสื้อแดงจะจัดวางตัวเองในความสัมพันธ์นี้อย่างไร คือกระแสความนิยมของรัฐบาลในกระแสปรองดองก็ลดลงเรื่อยๆ
ตอบยาก ดีที่สุดที่จะตอบได้คือ พวกเราทุกคนควรจะรู้สึกดีใจที่เราจะมีตัวเลือก มีทางเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา มากกว่าทางเลือกรุ่นพ่อแม่เราที่มีแต่เพียงว่าจะปรับตัวเขาหาเขาหรือไม่ แม่กระทั่งธุรกิจที่ไม่อยากเดินไปสู่ธุรกิจอำมาตย์หรือทุนนิยมล้าหลัง ก็ยังเลือกเป็น SMEs ได้ นี่เป็นทางเลือกของชีวิตนะ ทำธุรกิจของตัวเองขึ้นมาได้นี่ ผมไม่ได้มองว่านี่อยู่นอกกรอบประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องเดียวกันนะ เหมือนคนรุ่นหลังได้ซื้อเวลาที่จะตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร มันเหมือนกับการวัดใจกัน ถ้าเราเป็นชาวต่างประเทศเราจะมองประเทศไทยได้ง่ายกว่าตัวเราเองเพราะเรารู้สึกมันยากที่จะพูด แต่สมมติว่าเราเป็นฟิจิ เรามองไทยว่าคนไทยบางคนตายไป บางคนเกษียณตัวเอง บางคนแก่ บางคนทะเลาะกันเองในหมู่พี่น้องครอบครัว บางคนเบื่อการเมืองขอไปทำธุรกิจก่อน บางคนเบื่อประเทศไทยขอไปทำงานต่างประเทศ ความคิดของคนเหล่านี้สุดท้ายจะกลับมาให้คำจำกัดความใหม่ของประเทศไทยว่าจะมีหน้าตาอย่างไร เราไปจำกัดตัวเองให้คิดเสกลประเทศไทย แต่ถ้าเราคิดสเกลภูมิภาคหรือระหว่างประเทศมันจะแก้ปัญหาประเทศไทยไดมากกว่านี้ โดยเฉพาะระยะนี้ซึ่งเป็นระยะคอย อย่างผมเองผมเป็นคนทำงานการเมือง ถ้าผมกลับประเทศผมก็ต้องเทคไซด์ข้างนี้ ผมก็ไม่กลับ ทำอย่างอื่นของผมดีกว่า

จากพื้นฐานทีเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการต่างประเทศเมื่ออยู่ข้างนอกยังติดตามประเด็นการต่างประเทศไหม
ยังติดตามใกล้ชิด แต่ไม่ได้พูดออกไป ไม่อยากพูดเรื่องการเมืองช่วงนี้แต่อยากดูสถานะไทยในโลก กำลังจะเริ่มหาแพลตฟอร์มอยู่ อาจจะผ่านเว็บนี่แหละ

คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งยังติดคุกอยู่ รวมถึงคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 จากการเป็น บ.ก.เรดพาวเวอร์ มีข้อเสนออะไรในการช่วยเหลือคนเหล่านี้
การลงโทษทางการเมืองเป็นหลักฐานที่ชี้สภาพการณ์ทางการเมือง คุณสมยศถ้าอยู่นอกประเทศก็ทำประโยชน์ได้เยอะ แต่ด้วยความที่แกมีภารกิจในประเทศสูงก็ไปถูกจับกุม ผมทำได้ก็คือการประชาสัมพันธ์ในประชาคมระหว่างประเทศในปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ความอับจนของประเด็นนี้ก็คือว่า ถ้าประชาชนในประเทศยังไม่ลุกขึ้นมาชี้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน มันไม่มีประเทศภายนอกที่ไหนจะเข้าไปแทรกแซงได้ ที่ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงลิเบีย ตูนีเซียได้ เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าเขาสู้กับอำนาจในประเทศนะ แต่คนไทยไม่ได้แสดงแบบนั้นนะ ยังคงแสดงว่าถ้าปรองดองได้ก็ดี ความกดดันในทางระหว่างประเทศที่จะเข้าไปช่วยคุณสมยศ ช่วยคุณสุรชัย ช่วยนักโทษการเมืองจึงทำไม่ได้เต็มที่ และยังมีเรื่องของการเปรียบเทียบอีกอย่างเราเอาเรื่อง 91 ศพเข้าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) หลังจากนั้น 3 วัน ซีเรียมีกรณีเก้าพันกว่าศพ เรื่องไทยกลายเป็นเรื่องเล็กเรื่องน่าตกใจน้อยกว่า ก็เป็นความโชคร้ายของเราอันหนึ่ง ส่วนที่ว่าจะไปติดคุกแทนดีไหม ติดคุกเป็นเพื่อนดีไหม ผมคิดว่าไม่น่าจะประเป็นประโยชน์และผมคิดว่าคุณสมยศเข้าใจ

ข้อวิพากษ์วิจารณ์หลักสำหรับนักวิชาการ หรือคนที่อยู่ในต่างประเทศคือ มีข้อได้เปรียบ สามารถที่จะพูดได้ ปลุกเร้าคนได้ แต่ถึงที่สุดคนที่ตื่นขึ้นมาไม่รู้จะแสดงออกได้แค่ไหน กลับกลายเป็นเหยื่อทางการเมือง แกนนำหรือคนที่ปลุกเร้าจะตอบตัวเองอย่างไร รับผิดชอบอย่างไร
การต่อสู้ทางการเมืองมันลงเอยด้วยการเสียสละหลายรูปแบบ การติดคุกเป็นเรื่องหนึ่ง ยังมีเรื่องการเสียชีวิต การพิการ เสียโอกาสทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อครอบครัว หลายคนไม่ได้บาดเจ็บล้มตายเลย แต่ครอบครัวไม่มีกิน ลูกหลานหลายบ้านไม่มีเงินเรียนหนังสือ ถึงได้มีเรื่องการเยียวยาและยังไม่เป็นระบบ ซึ่งถ้าทำไม่ดีก็เหมือนกับการรับจ้างต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งถ้าทำไม่ดีจะน่าเกลียดมาก กลายเป็นโรงทานคนเสื้อแดง โรงทานมวลชน ซึ่งถ้าทำไม่ดี เราจะไม่มีเกียรติในการต่อสู้ครั้งต่อไป

และเราต้องอย่าลืมว่าคนที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาอยู่นอกบ้านเกิดเมืองนอน ก็เป็นคนที่ถูกกระทำอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงความทุกข์หรือคร่ำครวญ พูดตามคำพระก็เหมือนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์แต่เป็นทุกข์ที่ต่างรูปแบบกันไป ฉะนั้นถ้าถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไรก็ต้องตอบว่า ต้องผลักดันให้การต่อสู้ของเราประสบผลสำเร็จเร็วที่สุด

“จุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยตรงนี้ก็คือ เรากระเหี้ยนกระหือรือที่จะปรองดอง ไม่มีความอุตสาหะพอที่จะหาจุดตัดขาด ถ้าคนเรารอมชอมเร็วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทนได้แค่ไหน”

ในการต่อสู้ทางการเมืองต้องขยายแนวร่วม แต่จุดอ่อนอะไรที่ฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าเราเชื่อว่าคุณทักษิณเป็นประชาธิปไตย หรือแนวทางที่สามที่คุณจักรภพยังพยายามหาอยู่นี้ มีจุดอ่อนอะไรที่ทำให้ไม่สามารถขยายแนวร่วมดึงคนจากอีกฝั่งเข้ามาได้เสียที
มีสองสามจุด จุดแรกและน่าจะสำคัญมากคือตัวนายกทักษิณเองเป็นตัวแทนของประบอบทุนนิยมไม่ใช่ตัวแทนของประชาสังคมทำให้เครือข่ายที่จะร่วมต่อสู้นั้นลังเล ข้อสองคือ ขบวนการประชาธิปไตยรอบหลังที่เริ่มต้นด้วยรัฐบาลไทยรักไทยจนบัดนี้เป็นการต่อสู้เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยแทบไม่ได้พูดเรื่องความเสมอภาคหรือความเป็นธรรมทางสังคม มันทำให้คนที่ตอสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมเกิดความรู้สึกไม่ศรัทธา ยิ่งขณะนี้เป็นเรื่องการเยียวยา การชดเชย มันทำให้หลายคนรู้สึกว่านี่มันอะไรกัน เพราะถ้าพูดกันอย่างไม่เกรงใจกันแล้ว พูดแล้วจะถูกว่าก็ยอม ถึงที่สุดคือการต่อสู้ทางการเมืองต้องเป็นเรื่องการเสียสละไม่ได้อะไรกลับคืนเลยสักคนหนึ่ง จะจนยากอย่างไรก็ต้องรับผลนั้น ผมต้องขอพูดประโยคนี้ แต่แน่นอนล่ะคนด้วยกันเราก็เห็นใจกัน แต่ต้องอย่าให้ตรงนี้มาแทนจิตสำนึกของการต่อสู้ เพราะเราต้องไม่ลืมความดีงามว่ามวลชนเขามาต่อสู้ก็ไม่ได้หวังผลการเยียวยาตรงนี้ แต่เมื่อสู้แล้วลำบากก็ต้องเยียวยา ไม่ใช่เขามาสู้เพื่อให้ได้รับการเยียวยา และคนให้ต้องระวัง

สาม จุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยตรงนี้ก็คือ เรากระเหี้ยนกระหือรือที่จะปรองดอง ไม่มีความอุตสาหะพอที่จะหาจุดตัดขาด ถ้าคนเรารอมชอมเร็วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทนได้แค่ไหน รอมชอม สมานฉันท์หรืออะไรก็ตาม มันฟังดูดีมากนะ แต่มันทำให้เราเก็บความไม่เด็ดขาด ตกลงไม่รู้ว่าขอบของสังคมอยู่ตรงไหนเพราะเรามีสิ่งนี้มาคลุมไว้แล้ว แต่แน่นอนว่าผมพูดไปผมก็ขัดกับตัวเองว่าอะไรที่ทำใหไม่ต้องเสียหายอีกก็คงวรจะดีใจ

คิดว่าจะกลับเมืองไทยเมืองไหร่ ด้วยเงื่อนไขอะไร
ไม่มีกำหนดกลับ แต่เงื่อนไขที่จะกลับคือ ผมอยากเห็นทางสายที่สามเป็นรูปธรรมขึ้น สองคือ (ยิ้ม) อยากให้ทุกคนได้รู้รสของปรองดองเสียก่อนว่า มันเปรี้ยวหวานมันเค็มอร่อยแค่ไหน หรือเป็นพิษแล้วค่อยคิดกลับ สาม ซึ่งเป็นเป้าหมายส่วนตัว ไม่ได้พูดให้เท่ห์น่ะ ผมคงกลับหลังประชาคมอาเซียนเกิดขึ้นก่อน เพราะผมอยากขยายฐานการต่อสู้ของไทยให้กลายเป็นงานของประชาคมอาเซียน

ซึ่งยากมาก เพราะรัฐบาลในอาเซียนก็ไม่ได้มีระดับความเป็นประชาธิปไตยที่แตกต่างกับไทยสักเท่าไหร่
(ยิ้ม) มีมาเฟียที่เลวร้ายกับคนในบ้านตัวเอง และทำตัวเป็นเศรษฐีใจบุญนอกบ้านก็มีนะครับ ที่พูดนี่ไม่ใช่เป็นไอเดีย พูดเพราะมันมีอย่างนั้นจริงๆ

โฟนอิน จักรภพ เพ็ญแข ความปรองดอง 25-3-2012

Posted by KwamRak on 30.2012 [ TV ] - ติดขอบเวที 0 trackback
 

โฟนอิน จักรภพ เพ็ญแข ความปรองดอง 25-3-2012

สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข นปช อียู 24 11 54

Posted by KwamRak on 28.2011 [ Listen ] 0 trackback
 สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข นปช อียู 24 11 54

โดย มิดไนท์ซัน ทาง นปชอียู

หัวข้อ เหตุการณ์บ้านเมืองจะเดินหน้าอย่างไร

ขอขอบคุณ  

มิดไนท์ซัน และ เวปไซด์ ทาง นปชอียู

คุณม้าเร็ว  คุณfazhi2006's  คุณไทยสุริยะ 
โดย เมษ์ษาkonthaiuk.info




สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข 24 11 54

Posted by KwamRak on 25.2011 [ Listen ] 0 trackback

[TV]22-05-54:ครบรอบ 3เดือน อ.สุรชัยถูกจองจำ

Posted by KwamRak on 22.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

เทปเวทีเล็กครบรอบ 3เดือน อ.สุรชัยอธิการบดีสนามหลวงถูกจองจำ

หน้าเรือนจำกลางพิเศษ กทม.
ดำเนินงานโดย
neo2475
ถ่ายทอดโดย
บังสุกุล ไทยว้อย

1.เต้ มดแดง,ป้าแดง รามอินทรา(40:36)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
2.เก๋ กลุ่มแดงก้าวหน้า,อ้น ชัยนารินทร์(43:38)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
3.นที สรวารี,อาจารย์หวาน(33:45)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
4. พลท เฉลิมแสน(29:40)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
5.อุ๋ย ไทเดลไฟ(54:38)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
6.ฟุ้ง เรดนนท์,น้องตั้ง gear of red(43:38)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
7.โฟนอิน จักรภพ เพ็ญแข(15:53)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here

 

[TV]19-05-2011:รปส:1ปี เสื้อแดง:เวทีประชาชนรำลึกครบรอบ1ปี (สวนลุมฯ)

Posted by KwamRak on 19.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

กด > เพื่อรับชม


เวทีประชาชนรำลึกครบรอบ1ปี (สวนลุมฯ)




ฟังคลิปเสียงคุณจักรภพ >

1.คุณโยนก คุณโอเล่ ศิลปินวงท่าเสา (01:00:52)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
2.อาจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ(21:23)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
3.อาจารย์ตุ้ม กับ อาจารย์หวาน(35:08)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
4. พิธีสาปแช่งคนฆ่าประชาชน,ร้องประสานเสียง โดย จิ้นกรรมาชน(59:59)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
5.ประกายไฟการละคร,บุญเติม สุวรรณศิริ,อาเล็ก โชคร่มพฤษ์(37:05)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
6.พลท เฉลิมแสน(34:22)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
7.ทนายประเวศ ประภานุกูล (ทนาย คุณ ดา ตอปิโด)(20:24)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
8.ซัน ชิโร่ เพลงเจ้าของคอกม้า,แป๊ะ บางสนาน(39:41)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
9.ฟุ้ง เรดนนท์,กลุ่มสหายสีแดง,กลุ่มเสรีปัญญาชน(46:56)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
10.ตั้งgear of redและเพื่อนๆ(19:24)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
11.วัฒน์ วรรลยางกูร(24:15)
Download: ภาพ : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here
12.จักรภพ เพ็ญแข(โฟนอิน)(18:03)
Download: เสียง : ดาวโหลดไฟล์กดที่นี่ Click here

 

[TV]25-03-2011:stop112 ตาสว่างกลางไร่อ้อย

Posted by KwamRak on 18.2011 [ TV ] - ติดขอบเวที

กด > เพื่อรับชม
 

stop112 ตาสว่างกลางไร่อ้อย

หนองเสือ, บ้านโป่ง, ราชบุรี

ถ้าระบบดูต่อเนื่องไม่ทำงาน เลือกรับชมได้ด้านล่าง

 

จักรภพ เพ็ญแข [24:25]

   

สมยศ พฤกษาเกษมสุข [28:42]

 

 ดร.สุนัย จุลพงศธร [1:09:15]

 

 ทอม ดันดี [39:58]

 

 ตั้ง อาชีวะ gear of red&ฟุ้ง แดงสยาม [50:47]

   

กลุ่ม red camfrog,สหายสีแดง,อติเทพ จี๋ สนนท. [1:14:37]