ถึงเพื่อนนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทุกท่าน: "ประเทศที่ยังมีนักโทษการเมือง" ก็ยังได้ชื่อว่า "เป็นประเทศเผด็จการ"

Posted by KwamRak on 04.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

ถึงเพื่อนนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทุกท่าน: "ประเทศที่ยังมีนักโทษการเมือง" ก็ยังได้ชื่อว่า "เป็นประเทศเผด็จการ"


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
27 ธันวาคม 2554
ย่ำรุ่ง 27 ธันวาคม 2554

การเขียนจดหมายถึงนักโทษการเมืองเป็นอะไรที่ทำได้ยากมากจริง เราเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม แต่ก็มาในช่วงเวลาดึกสงัดในเวลาไกล้รุ่งของวันที่ 27 ธันวาคม 2554 จึงสามารถเขียนจบจนได้

* * * * * * * * *


ทั้งนี้ เพราะเราไม่สามารถจะเขียนปลอบใจทุกท่านได้อย่างไรว่า "ให้อดทน หนักแน่น เราให้กำลังใจท่านนะ" ในเม่ือเราไม่ได้อยู่ร่วมชะตากรรมแห่งความโหดร้ายเบื้องหลังกรงขังกับพวก ท่าน . . .

ในเมื่อ (พวก) เรา ยังอาจจะสามารถดื่มกินและสนุกสนานได้บ้างในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ . . .

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือเราตระหนักว่า ท่านทั้งหลาย ร่วมทั้งสหายที่เรารู้จักและทำงานด้วยมาร่วมยี่สิบปี เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับโยนเข้าคุกโดยไม่ได้ทำอะไรผิด

ในเมื่อเราท่านต่างทราบดีว่า . .

ท่าน ....... ไม่ได้ฆ่าคน
ท่าน ....... ไม่ได้ปล้นจี้ใคร
ท่าน ....... ไม่ได้ขับรถชนคนตายโดยประมาท
ท่าน ....... ไม่ได้ฉ้อโกงเงินใครเป็นแสนเป็นล้าน และ
ท่าน ....... ไม่ได้ทำอะไรอีกมากมาย ที่ถูกกว่าหาได้ว่าเป็นอาชญากร

แต่ท่าน .. ถูกตัดสินโทษราวกับอาชญากรร้ายแรง ให้ต้องถูกจองจำเป็นเวลาตั้งแต่ 3 ปี จนถึงร่วม 40 ปี

เพียงแค่ . . ท่านเข้าร่วมต่อสู้ทางการเมืองตามครรลองของวิถีสังคมประชาธิปไตย และเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองอย่างสันติวิธี ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ ที่นานาประเทศยอมรับตามกฎหมาย

เพียงเพราะ . . ท่านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นประมุขของชาติ เพราะต้องการเห็นผู้นำในประเทศไทยรับฟังเสียงของประชาชนในประเทศบ้าง

หรือเพียงเพราะว่า . . ท่านถูกฟ้องร้องกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากใครก็ไม่รู้ แล้วก็ถูกจับโยนเข้าคุก ไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกับข่าวการถูกกลั้นแกล้งต่างๆ นาๆ ในคุกของท่านก็ดังออกมาจนพวกเราต่างได้ยินจนแสบแก้วหู

* * * * * * * * *

ท่าน “ถูกริดรอนสิทธิแห่งการเป็นผู้ต้องหา” ใน (เกือบจะเรียกได้ว่า) ทุกๆ ด้าน

แม้แต่ สำนวนคำตัดสินของศาลก็ยังถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ตรงกันระหว่างฉบับที่อ่านจริงในวันตัดสินคดีท่านบางคน กับฉบับที่เผยแพร่ต่อสาธารณะชน

และท่าน รวมทั้งนักโทษอีกมากมายในประเทศไทย “ถูกตัดสินว่าผิดไว้ก่อนแล้ว แม้ว่าในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการตัดสินโทษจากศาล”

สิทธิผู้ต้องหาของท่านถูกละเมิด - ครั้งแล้วครั้งเล่า - และมันก็ละเมิดกระบวนการยุติธรรมในอารยะประเทศ โดยเฉพาะหลักการพื้นฐานที่ทุกประเทศสมาชิกสหประชาชาติให้สัตยาบัน ที่ระบุไว้ว่า . .

“บุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี” คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ข้อ 11)

ในปัจจุบัน เราไม่รู้ว่านอกจากจำนวนนักโทษการเมืองกว่าร้อยคนที่อยู่ในคุกทั่วประเทศไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้ต้องหาการเมือง ยังมีนักโทษการเมืองและ "เหยื่ออธรรม" อีกกี่ร้อยกี่พันคนที่ถูกโซ่ตรวนพันธนาการในห้องข้งกว่าร้อยยแห่งใน ประเทศไทย

นอกจากนี้ เราไม่ทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีการนำเสนอตัวเลขนับรวมกันตั้งแต่ปี 2548 มาถึงปัจจุบันกว่า 1,000 คดี ต่างมีชะตากรรมเช่นไร และมีจำนวนกี่ร้อยคนที่อยู่ในคุก?

* * * * * * * *


ด้วยประการนี้ จดหมายถึงท่าน ที่เป็น "เหยื่ออธรรม" ฉบับที่สองในครั้งนี้ จึงเป็นจดหมายของ "สหายนอกคุก" ที่ไม่อาจฉลองเทศกาลปีใหม่ได้อย่างสนุกสนาน เพราะนึกถึง "เพื่อนและสหายในคุก" ทั้งหลาย ที่คงจะเศร้าใจและทุกตรม ที่ไม่มีโอกาสได้ฉลองกับครอบครัว

ด้วยประการนี้ จดหมายฉบับนี้ จึงไม่ใช่จดหมายปลอบใจท่าน หรือบอกว่าให้ท่านเข็มแข็งและอดทน เพราะท่านได้ทำเช่นนั้น มามากเกินพอแล้ว

แต่เป็นจดหมายที่จะบอกกันท่านว่า แม้ว่าท่านจะทุกข์ทรมานในคุก แต่ท่านก็ยังยืนหยัดพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความกล้าหาญ เราที่อยู่นอกคุก ขอคารวะในความกล้าหาญของทุกท่าน และก็็ปาวารณาตัวว่า

จะร่วมสมานฉันท์กับทุกท่าน จะร่วมทุกข์กับท่าน โดยไม่ฉลองเฉลิม" และ

จะเดินหน้ารณรงค์เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวท่าน และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 เพื่อที่คนทั้งสังคมไทยจะได้ลิ้มรสคำว่า "เสรีภาพ" อย่างแท้จริง


ถ้าท่านคิดว่าเรานอกคุกต่างพากันลืมท่านในคุก ขอจงให้รับทราบไว้ด้วยเถิดว่า . .
เราไม่เคยลืมทุกท่านเลย และกระหายใคร่รู้เหลือเกินว่าทุกท่านอยู่กันเช่นไร "เบื้องหลังลูกกรง" เหล่านั้น

เรา "สหายนอกคุก" จะร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสระภาพของทุกท่าน และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง " อิสรภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ" และประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

"ร่วมทุกข์-ร่วมสุข"

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

* * * * * * * * *



ขอมอบบทกวีจากห้องขังเมื่อกว่า 40 ปี ที่ผ่านมาของ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้กับพวกเราและนักโทษการเมืองทุกท่าน เพื่อเตือนความจำว่า แม้ว่าจะผ่านไปกว่าสี่สิบปี แต่พวกเราเราก็ยังคงร่วมสมัยกับบทกวีของจิตร ภุมิศักดิ์ ในการต่อสู้เพื่อความเป็น "ไท"
"โคลงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานครยุคไทยพัฒนา"
โดย จิตร ภูมิศักดิ์

(อาจารย์ เกษียร เตชะพีระ เขียนเล่าว่า "จิตรแอบส่งบทกวีนี้ จากคุกมาลงหนังสือพิมพ์ หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เสียชีวิตไม่นาน ภายใต้นามปากกา "กวีการเมือง")

"ฟ้าลวกด้วยเปลวเลือด ......... ระอุเดือดทั้งแผ่นดิน
วอดวายทุกชีวิต ................. แต่คนยังจะหยัดยืน
ถึงยุคทมิฬมาร ................. จะครองเมืองด้วยควันปืน
ขื่อแปจะพังครืน .................. และกลิ่นเลือดจะคลุ้งคาว

แต่คนย่อมเป็นคน ................ ในสายธารอันเหยียดยาว
คงคู่กับเดือนดาว ................. ผงาดเด่นในดินแดน
ถึงปืนก็เถอะปืน ................. เจ้ายิงคนอย่างหมิ่นแคลน
ใจสู้นี้เหลือแสน ................. กว่าปืนสูจะตัดสิน

คาวเลือดที่ไหลอาบ ............... ซึมกำซาบในเนื้อดิน
ปลุกใจอยู่อาจิณ .................. . ให้กวาดล้างพวกกาลี
ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ....................... ก็ฟ้าใหม่ย่อมคงมี
แสงทองเหนือธรณี ................. จะท้าทายอย่างทรนง

เมื่อนั้นแหละคนนี้ .................. จะยืดตัวได้หยัดตรง
ประกาศด้วยอาจอง ................ กูใช่ทาสหากคือไท หากคือไท...ฮา!!

. . . . .

"แต่คนย่อมเป็นคน ................. ถึงยากจนก็รวยใจ
รวยแรงที่แกร่งไกร ................. จะต่อสู้ศัตรูคน

กูไทยต้องเป็นไท ................. จะเป็นทาสบ่ยอมทน
ชื่อไทยที่เรียกตน ................. จะเย้ยตัวจนยามตาย

ถึงแพ้สักสิบแพ้ ................... บ่ท้อแท้จะท้าทาย
สู้ใหม่อย่างไว้ลาย .............. ให้โลกลือกูคือไท"

* * * * * * * * *


หมายเหตุ 
ขอขอบพระคุณอาจารย์เกษียร เตชะพีระ มา ณ ที่นี่เป็นอย่างสูง ในความกรุณา แนะนำบทกวีชิ้นนี้ของ “จิตร ภูมิศักดิ์” ให้กับพวกเราและนักโทษการเมือง เมื่ออาจารย์ทราบว่า เรากำลังเขียนจดหมายถึงนักโทษการเมืองอ่านเพิ่มเติม: จดหมายถึง “เหยื่ออธรรม” ทุกคน (ฉบับแรก)

บทสนทนาในเฟสบุค ระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ กับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ

Posted by KwamRak on 03.2012 บทความน่าอ่าน 0 trackback
 

บทสนทนาในเฟสบุค ระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ กับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ

โดย อ้น ชัยนรินทร์

ที่มา บทสนทนาในเฟสบุค ระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ กับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2554


นี่คือบทสนทนาแลกเปลี่ยนในช่วงที่กระแสการออกโรงของรองนายกฯท่านหนึ่งที่ว่า จะทำการปิดเวบไซค์ที่ส่อในทางหมิ่นฯในความหมายของมาตรา112

เป็นบทสนทนาระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเสื้อแดงหลายบทบาทและเป็นผู้หนึ่งในทีมผู้ประสานงานแนวร่วมแดงสยามและทำเวที Neo 2475 ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ริเริ่มรณรงค์ให้ยกเลิก ป.กม.อาญามาตรา 112

กับ

จรรยา (เล็ก) ยิ้มประเสริฐ ผู้นำการคลื่อนไหวการเมืองด้านแรงงานที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอดกว่า 20 ปี ( เป็นบทสนทนาบน เฟสบุค ขออนุญาตคุณ จรรยา ยิ้มประเสริฐ หรือพี่เล็ก ซึ่งเห็นว่าน่าจะพอมีประโยชน์จึงขอเผยแพร่ต่อสาธารณะ)



อ้น ชัยนรินทร์ (ผู้เปิดประเด็น)

เรื่องใครหมิ่นฯ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ เพียงแค่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย มุ่งเดินหน้าสร้างบรรทัดฐานในกระบวนการเอาผิด ให้เป็นธรรม และริเริ่มการกล่าวถึงภัยของการรัฐประหารไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร?สู่ สังคมวงกว้าง เท่านี้ก็คุ้มค่ากับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยในสมัยที่กระแสอนุรักษ์นิยมครอบงำ สังคมไทยสูงขนาดนี้

การรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ถือว่าไม่ควรทำครับ อันนี้หมายถึงไม่ยกเฉพาะกรณีฝ่ายทหาร อาจจะเป็นข้าราชการในสังกัดใดๆก็ตาม

ซึ่งข้อเสนอนี้ิ้ลดลงมาเยอะมากๆกับข้อเรียกร้องของแดงกลุ่มก้าวหน้าต่างๆ ด้วยครับ ว่า การที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยละเลยประเด็นตรงนี้จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของ ประชาชนด้วยซ้ำในฐานะพลเมืองประเทศ (สิทธิทางการเมือง)

ดังนั้น นี้เป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างความั่นคงให้กับชาติไม่ใช่ให้กับ พรรคการเมืองครับ การรัฐประหารหลายครั้งที่เกิดทหารอยู่หน้าฉากครับ ซึ่งอาจจะมีข้าราชการระดับสูงหลายคนอยู่เบื้องหลังครับ และแล้วบทสนทนาการเมืองที่น่าสนใจก็ได้เริ่มขึ้น


จรรยา ยิ้มประเสริฐ เอาที่พี่เขียนไว้มาฝากก่อนแล้วกัน กำลังคิดจะพัฒนาเป็นบทความ

ไม่เห็นด้วยอย่างมากกับคำอธิบายหลังไมค์ที่ได้ฟังโดยตรงและอ่านจากที่ต่างๆ ของการพยายามแก้ตัวของฟาก นปช. และเพื่อไทย ว่าต้องเล่นเกมส์พิทักษ์สถาบันฯ เพราะถูกทหารขู่ว่าจะปฏิวัติ

เพราะว่ามันเป็นข้ออ้างที่ล้าสมัยมาก ทหารก็ขู่จะปฏิวัติมา 60 ปีคู่กับ(เซ็นเซอร์)มาโดยตลอด และก็ทำจริงมา ร่วม 20 ครั้งแล้ว จะยังกลัวอะไรอีก

ครั้งล่าสุดก็พิสูจน์แล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าปฏิวัติประชาชนไม่เอา นปช. ก็เป็นคนนำสู้เองด้วยไม่ใช่เหรอ จนได้รัฐบาลมา

ถ้าทหารขู่จริง แทนที่จะเออออตามทหาร ทำไมไม่ใช้กระบวนการประชาธิปไตย นำข้อความเหล่านี้มาปรึกษากับประชาชนอย่างเปิดเผยไปเลย ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่เล่นตัดสินใจเอง เล่นแรงยิ่งกว่ายุคอภิสิทธิ์อีก เด็ดหัวคนเก่ง คนที่ซึ่อตรง มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอบอกว่า คำอธิบายนี้ของ นปช. และเพื่อไทย ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง ก็ทุเรศพอแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ทุเรศที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่าที่ว่าผ่านมา 5 ปี ร่วมสู้ และได้เห็นพลังประชาชนนับแสน นับล้าน ร่วมขับไล่รัฐบาลที่ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตยอย่างใสสะอาด

แต่แกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีพัฒนาการทางสมองเท่ากับมวลชน และยังมองมวลชนเป็นแค่จำนวน และฐานคะแนน อยู่เหมือนเดิม ยังเล่นเกมส์การเมืองแบบเก่า ที่ไม่เคยพูดความจริงกับประชาชนเลย . ."

การทานอำนาจการเมือง ที่สำคัญคือการต้องตั้งพรรคการเมืองของชนชั้นล่างขึ้นมาให้ได้

ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกบอกให้มองการเมืองเพียงแค่เพื่อการเลือกรัฐบาล

แต่การเมืองไม่ใช่แค่การเลือก "รัฐบาล" แต่การเลือกตัวแทนของชนชั้นตัวเองไปปกป้องผลประโยชน์ตัวเองในรัฐสภาและรัฐบาล


ดังนั้นการถูกบอกให้เลือกแค่ 2 คือ เพื่อไทย หรืออภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์) โดยไม่ได้เสนอหรือสร้างทางเลือกที่สามหรือสี่ไปพร้อมกัน (คือเริ่มตั้งพรรคของตนขึ้นมาแข่งด้วย จะเป็นพรรคกรรมาชีพ พรรคเขียว พรรคชาวนา พรรคสังคมนิยม ก็ตามแต่ ฯลฯ)

จึงทำให้ต้องมานั่งเสียใจ -> แล้วกลายเป็นพวกสนับสนุนการโค่นรัฐบาล -> เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ -> อยู่ในวังวนนี้ไม่จบสิ้น

อำนาจต่อรองหนึ่งที่ประชาชนควรจะเริ่มสร้างตั้งแต่ยามนี้คือ หนุนการตั้งพรรคการเมืองคนชั้นล่างขึ้นมาให้ได้

อ้น ชัยนรินทร์ ผมว่าก่อนอื่นเราควรต้องแยกบทบาทระหว่างพรรคเพื่อไทยกับแกนนำ นปช ออกจากกันเเม้จะมีความสัมพันธ์แนวขนานกัน ซึ่งผมเห็นว่าเราควรจะต่อสู้ให้พรรคเพื่อไทยก้าวหน้า ในด้านที่เป็นจริง พรรคเพื่อไทยไม่ควรกลัวกลุ่มนายทหารที่ทำตัวปฎิกิริยาต่อประชาธิปไตย ดังนั้นควรจะไฟท์...เรื่องการไม่เอารัฐประหารทุกชนิด

ข้อแรก เราเข้าใจตรงกันหรือไม่ครับว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคในลักษณะใด? ผมให้พรรคนี้เป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยไม่ใช่พรรคปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตย

ข้อสอง พรรคเพื่อไทย ภารกิจทางประชาธิปไตยคืองานสร้างความเป็นธรรมในระดับสากลนิยมหรือระดับพื้น ฐานทางโครงสร้างการเมืองการปกครอง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องประเมินกันดูเป็นระยะๆครับ

ข้อสาม พรรคเพื่อไทยออกแบบโดยอุดมการณ์แบบใด ? โดยใคร? ซึ่งยังเห็นตรงกันหรือไม่ว่า พรรคเพื่อไทยถูกออกแบบจากผู้นำ แกนนำ แม้มวลชนเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการก็ตาม

ดังนั้น แค่พรรคระดับฝ่ายประชาธิปไตย สามารถสร้างวัฒนธรรมหรือคุณค่า หรือแนวคิดไม่เอาการรัฐประหารทุกชนิดก็เป็นบันไดสำคัญทีเดียวในการสานให้ก้าวหน้าต่อไป

0 0 0 0 


จรรยา ยิ้มประเสริฐ ประเทศไทยจะไม่สามารถหลุดจากการเมือง "วิถีอำนาจนำ" ได้เลย "ไม่ว่าจะนำด้วยทุนหรืออำมาตย์" ถ้ายังจมปลักอยู่ในวิถี อยากได้อะไรต้องร้องขอ สวดมนต์ ออนวอน เข้าหาผู้ใหญ่ รอผู้นำ อยู่เช่นนี้

5 ปีที่สู้มาในนามคนใส่เสื้อสีแดง จนความจริงในประเทศไทยเผยโฉมและกระจ่างชัดอย่างเช่นที่ไม่เคยปรากฎมาถึงระดับนี้มาก่อน

มันจำเป็นยิ่งที่ นักการเมืองและผู้มีบทบาทนำในฝากประชาธิปไตยจะต้อง "พูดความจริง" อย่าเล่นเกม ที่ "ไม่พูดความจริง" เพราะมันจะทำให้ความกระจ่างต่างๆ ของผู้คนถูกผลักให้กลับไปสู่สภาวะรวนเร สับสน เริ่มหลงทิศหลงทาง กันอีกครั้งหนึ่ง และท้ายที่สุดก็สูญเสียพลังที่สร้างมาถึง 5 ปี และจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงสร้างพลังมวลชนได้มากเช่นปี 52 และ 53

คนเสื้อแดงก้าวมาไกลมากพอ และพิสูจน์แล้วว่า ถ้าอยากได้นักการเมืองของตัวเองต้องสุ้ให้ได้มา - และก็ไม่ควรหยุดแค่สู้ให้ได้มา - แต่ต้องยืนยันและบอกนักการเมืองว่า ได้มาแล้วจะต้องทำอะไรให้ประชาชน

ท่าทีเพื่อไทยกับการคุกคามเสรีภาพประชาชนทั้งทางอินเตอร์เนต และด้วยมาตรา 112 ที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นการกระทำที่นอกจากไม่เคารพประชาชน แล้วยังเป็นการดูถูกประชาชนอีกด้วย

ย้ำอีกครั้งว่า "หมดเวลาเล่นเกมการเมืองแบบเก่า จัดตั้งมวลชนแค่ฐานเสียงและจำนวน" แต่ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องพูดความจริง และให้ประชาชนร่วมตัดสินในปัญหาหรือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตย

ถ้าเพื่อไทยบอกว่าต้องกดหัวประชาชนต่อไปและมากขึ้น เพราะทหารขู่ปฏิวัติ ก็บอกความจริงออกมา ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่กับประชาธิปไตยไทยมาตลอด นับตั้งแต่ทหารสร้างธรรมเนียมปฏิวัติได้ ถ้าทำในนามปกป้อง...เซ็นเซอร์...ในปี 2490!

0 0 0 0 


อ้น ชัยนรินทร์ ผมเห็นด้วยกับพี่เล็กทุกข้อ แต่ผมมองด้านที่เป็นจริงของพรรคเพื่อไทยและข้อจำกัดที่พรรคนี้มี ในด้านที่ก้าวหน้าของพรรคนี้ คือ พรรคที่ประชาชนเลือก ในกระบวนการทางประชาธิปไตย ดังนั้นสิ่งที่พรรคนี้ควรออกมาสู้คือเรื่องการไม่เอาการรัฐประหาร

การต่อสู้ในเรื่อง เสรีภาพระดับสากล นปช ต่างหากที่มีปัญหามาโดยตลอด ผมอยากเสนอให้มีการเลือกแกนนำ นปช ใหม่ด้วยซ้ำ หรือข้อเสนอให้เปลี่ยนหัวหน้านำของ นปช ครับ

0 0 0 0 


จรรยา ยิ้มประเสริฐ เรื่องนี้พี่ก็คิดเช่นเดียวกับอ้น ว่า นปช. ต้องจัดกระบวนทัพใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งตัวแทนแต่ละกลุ่มสมาชิก หรือรายจังหวัด จัดใหัมีการเลือกตั้งแกนนำใหม่ ความสัมพันธ์ครอบครัวของธิดา-กับเหวง ทำให้ ธิดา ควรจะแสดงสปิริต

ถึงเวลาจัดกระบวน นปช. ให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นองค์กรประชาชน คู่ขนานและตรวจสอบพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ทำหน้าที่รับแนวนโยบายพรรคเพื่อไทยมาคุมมวลชนเช่นทีทำอยู่ในปัจจุบัน

พี่คิดเรื่องนี้เช่นกันจ้ะ และคิดว่าควรช่วยกันสะท้อนไปมากขึ้นเรื่อยๆ

อ้น ชัยนรินทร์ แกนนำ นปช หรือ นปช ควรอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันให้องค์กรโตไปพร้อมกัน คือตอนนี้ผมมองว่าตัวโตแต่หัวลีบลงทุกวัน

หมาย ถึงหัวขบวนล้าหลังทางความคิดกว่ามวลชนมากช่องว่างเริ่มห่าง อันนี้จะว่าเป็นปัญหาใหญ่ก็อาจจะใช่ แต่การปรับการนำโดยการสร้างองค์กรใหม่เข้ามาแข่งขันแนวทางหรืออาจจะแทนที่ อย่างที่แดงสยามหรือ 24 มิถุนา เคยทำไว้ เรื่องนี้คงต้องคุยกันครับ

อ้น ชัยนรินทร์ ส่วน ใครจะคุยเรื่องแกนนอน แนวคิดแกนนอน ผมว่าตอนนี้ได้นอนสมใจ คือ ระดับการทำกิจกรรมให้มวลชนเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม ใช้ได้ในการเคลื่อนไหวลักษณะขั่วคราว เพียงแค่สร้างความรำคาญใจให้อำมาตย์เล่นๆ

แต่ถ้าเป็นเรื่องแนวรบด้านปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยแท้จริง คือการสร้างระบบศูนย์ศึกษาทฤษฎีการปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย ในลักษณะเปิดและปิด กระจายให้ได้มากที่สุด

อ้น ชัยนรินทร์ กระแสเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง และหายไปในที่สุด เหมือนแฟชั่นในนิตยสารหนังสือ ส่วนแนวคิดทฤษฏีการปฎิวัติผู้ที่ศึกษาคงเข้าใจได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร?

กำเนิดการต่อสู้หากไร้พลังจากด้านใน คงยากกว่าจะถึงปลายทางของแสงประชาธิปไตยโดยประชาชน และตัวองค์ความรู้ทางการปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยแท้จริงนี่แหละที่ทำให้ มวลชนก้าวหน้าไม่อิงแอบผู้นำ