“ความจริง”เรื่องการเผาศาลากลางอุบลฯ “ความจริง”ของสังคมไทย

Posted by KwamRak on 23.2011 News

ธรรมรักษ์

 

 1

ภายหลังจากเพลิงพิโรธศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีมอดลงในบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 วันเดียวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้น “ส่วนราชการและประชาชนชาวอุบลฯ” ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้กิจกรรมทั้งหลายนี้จะไม่ช่วยให้ศาลากลางกลับคืนสู่สภาพเดิม หรือแก้ปัญหาอะไรได้ แต่ความสำเร็จของมันก็คือ การประกาศความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในนามชาวอุบลราชธานี

ความรู้สึกที่กล่าวนี้ ประกอบกับการสนทนาวิสาสะกับผู้คนหลากหลายวงการในจังหวัดอุบลฯ คงจะไม่เกินเลยไปที่ผู้เขียนจะสรุปว่า ชาวอุบลฯ – อย่างน้อยก็ได้แก่ ข้าราชการ นักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ชาวเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ “เสียงดัง” ที่สุดในสังคม - มีข้อสรุปต่ออัคคีภัยที่ผ่านมาว่า การเผาศาลากลางจังหวัดเป็นอาชญากรรมที่อุกอาจอย่างไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์นี้ก่อขึ้นโดยอาชญากรที่คลุ้มคลั่งไร้สติ หรือไม่เช่นนั้น ก็เป็นการเตรียมตัวมาก่อนของขบวนการก่อการร้าย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นไปในแบบใด ความผิดนั้นชัดแจ้ง และคนเหล่านั้นควรถูกนำตัวมารับอาญาแผ่นดินอย่างสาสม

เราอาจเรียกความรู้สึกนึกคิดที่กลายเป็นข้อสรุปนี้ว่า “ความจริง” กระแสหลักของชาวอุบลฯ ในการเข้าใจเรื่องราวศาลากลางจังหวัดที่ผ่านมา

แต่ก่อนที่จะยอมรับความจริงนี้อย่างง่ายๆ เราอาจจะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า ความจริงกระแสหลักในการมองเรื่องการเผาศาลากลางอุบลนั้นมาจากไหน? ผู้เขียนเสนอว่า ความจริงนี้ -ไม่มากก็น้อย - เป็นผลจากการปั้นแต่งขึ้นโดยรัฐ โดยหยิบยืมดัดแปลงทฤษฎีการเมืองมวลชนโบร่ำโบราณมาใช้กับสังคมไทยอย่างได้ผล ซึ่งจะขอกล่าวถึงทฤษฎีที่สำคัญ 2 ประการดังนี้

ประการแรก ทฤษฎีฝูงชนคลาสสิก ซึ่งเป็นทฤษฎีพฤติกรรมรวมหมู่ดั้งเดิม ที่กำเนิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ในบริบทการตื่นตัวของขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองด้วยความตื่นตระหนกจากชนชั้นสูง ที่หวั่นเกรงว่าการกระทำเหล่านั้นจะกระทบต่อเสถียรภาพและประโยชน์สุขของตน การแสดงออกของมวลชนจึงถูกมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับสังคม ฝูงชนอาจถูกมองว่าเป็นคนบ้า อาชญากร ไร้สติ ฝูงชนจึงหมายถึงกลุ่มชนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ไร้เหตุผล จนอาจถึงขั้นคลุ้มคลั่ง การร่วมตัวของพวกเขาจึงมีพื้นฐานมาจากความไม่ปกติ และเมื่อมารวมตัวกันเข้า ความไม่ปกติยิ่งถูกปลุกปั่นจากบรรยากาศของการชุมนุม หรือจากนักปลุกปั่น/เจ้าลัทธิ จนกลายเป็นฝูงชนผู้คลุ้มคลั่ง ป่าเถื่อน และอันตราย [1]

แม้ว่าจะมีทฤษฎีฝูงชนแบบอื่นหลากหลายในเวลาต่อมา แต่ทฤษฎีคลาสสิกก็ยังคงอิทธิพลอย่างสูง ทั้งในแวดวงวิชาการและสาธารณชน จนอาจเรียกได้ว่าเป็นทฤษฎีกระแสหลักในเรื่องนี้ และน่าสังเกตว่าทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับอย่างไม่เสื่อมคลายในสังคมที่มีลักษณะอนุรักษนิยมสูง

สำหรับสังคมไทยเราจะเห็นอิทธิพลของทฤษฎีนี้ได้อย่างชัดเจน โดยทั่วไปทัศนคติของคนไทยต่อการชุมนุมของชาวบ้านก็คือ พวก “ม็อบ” ที่ไร้เหตุผล ถูกปลุกปั่น มีผู้หนุนหลัง ในกรณีของคนเสื้อแดง เราจะพบแนวทางการอธิบายพฤติกรรมของคนเสื้อแดงที่ว่า เป็นพวกชาวบ้านที่ไม่ประสีประชา แต่ถูกจ้างวานมา หรือถูกเกณฑ์มาโดยหัวคะแนน เป็นพวกคลั่งผู้นำอย่างไม่ลืมหูลืมตา และต่อมาการชุมนุมของพวกเขาก็ไร้เหตุผลมากขึ้นเป็นลำดับ เป็นพวกสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

ประการที่สอง ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ซึ่งเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ด้วยการเลือกปะติดปะต่อข้อมูลต่างๆ เป็นเรื่องเป็นราว แต่มักไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน ทฤษฎีนี้ซึ่งที่จริงควรจะเรียกว่าการคาดเดามากกว่า มักเริ่มจากการตั้งคำถามว่า เหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นโดยใครเป็นต้นเหตุ และเกี่ยวข้องกับใคร หรือมีองค์กรอะไรอยู่เบื้องหลัง หลังจากนั้นก็พยายามโยงข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันกลายเป็นเรื่องราว [2] ตัวอย่างเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นตามทฤษฎีสมคบคิดยอดนิยมในระดับโลก เช่น การมาเยือนของ UFO แผนยึดครองโลกของชาวยิว หรือเบื้องหลังกรณี 9/11 เป็นต้น เรื่องราวลึกลับน่าตื่นเต้นเหล่านี้ กลายเป็นที่นิยมข้ามยุคสมัย และมีกลุ่มคนที่เชื่อถือเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง

คำอธิบายเรื่องราวตามทฤษฎีสมคบคิด ซึ่งเกิดขึ้นบนสมมติฐานและข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้ ถูกมองจากวงวิชาการว่า เป็นปรากฏการณ์อุปาทานรวมหมู่ หรืออาจถูกอธิบายว่าเป็นไปตามหลักจิตวิทยาสังคม เนื่องจากคำอธิบายเป็นไปบนเรื่องราวลึกลับน่าตื่นเต้น ซึ่งการอธิบายสังคมแบบนี้ที่จริงได้ถูกตอกย้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากนิยายหรือภาพยนตร์ ซึ่งคงจะไม่ผิดนักหากจะบอกว่า คนส่วนใหญ่ติดตามเรื่องราวทางสังคมเหมือนเสพนิยาย/ภาพยนตร์ โดยคอยดูว่าใครเป็นพระเอกผู้ร้าย และเรื่องราวจะถูกเปิดเผยอย่างไร อย่างไรก็ตามเราก็จะพบว่า การเข้าใจความเป็นไปทางสังคมตามทฤษฎีสมคบคิดจะเป็นที่นิยมมากที่สุด ในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือมีลำดับชั้นสูงต่ำในสังคม มีข้อห้ามรู้ ห้ามพูดถึง ห้ามวิจารณ์สูง

คำอธิบายเรื่องราวตามทฤษฎีสมคบคิด ไม่เพียงเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นปกครองด้วย นักปรัชญาชี้ว่า ในแง่หนึ่งทฤษฎีสมคบคิดมีความเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องอำนาจของบุคคลเหนือมนุษย์ เช่นความเชื่อทางศาสนา ที่เชื่อในพระเจ้า หรือตัวแทนของพระเจ้าที่มาปราบยุคเข็ญนำพามนุษย์ไปสู่แสงสว่าง บุคคลเหนือมนุษย์นี้เองคือผู้ชักนำความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ โดยตรรกะนี้ พบว่าในหมู่ชนชั้นปกครองจะอาศัยคำอธิบายนี้ในการให้ความชอบธรรมแก่อำนาจของตน ในยุคโบราณเราพบว่าแนวคิดนี้เป็นเครื่องมือของระบอบกษัตริย์ ในการอธิบายบุญญาธิการและบารมีมากล้นของกษัตริย์เหนือหัวที่อุทิศแก่แผ่นดิน แต่ในยุคหลังจากนั้นพบว่าแนวคิดนี้มักเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองเผด็จการทั้งหลาย [3]

ประเด็นสำคัญที่ทฤษฎีสมคบคิดถูกวิจารณ์ในแวดวงวิชาการอีกก็คือ ทฤษฎีนี้ละเลยความสำคัญของเหตุปัจจัยทางสังคม ไม่ว่าในมิติประวัติศาสตร์ หรือมิติด้านโครงสร้างและสถาบัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันซับซ้อนของปรากฏการณ์หนึ่งๆ ซึ่งหมายความว่าความเป็นไปในสังคมย่อมอยู่เหนือการบงการของปัจเจกบุคคลตัวเล็กๆ ทว่าทฤษฎีสมคบคิดกลับทำในทางกลับกัน คือละเลยความสำคัญของเหตุปัจจัยทางสังคม แต่ไปให้ความสำคัญกับการกระทำของบุคคล ซึ่งเท่ากับยกให้ปัจเจกบุคคลมีอิทธิพลถึงขนาดบงการความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ การกระทำเช่นนี้ผิดเป้าหมายของสังคมศาสตร์ เพราะแทนที่จะมุ่งอธิบายเงื่อนไขที่นำมาสู่การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ทางสังคม กลับไปทำงานสืบสวนสอบสวนแบบนักสืบ และเมื่อนำมาใช้ในการเข้าใจเหตุการณ์ทางสังคม ก็จะเป็นการลดทอนความซับซ้อนของเหตุปัจจัยอันหลากหลาย ให้เหลือแต่เรื่องการบงการของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ในสังคมไทย ซึ่งเราท่านรับรู้กันดีถึงระดับความเป็นประชาธิปไตย และความสืบเนื่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความแพร่หลายของข่าวลือ ข่าวลับเฉพาะ หรือข่าววงใน พร้อมกับเรื่องราวของมหาบุรุษ ช่างเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยจนดูเหมือนมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความเป็นไทย สำหรับในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงในปีที่ผ่านมา ทฤษฎีสมคบคิดสำแดงตัวผ่านการอธิบายเรื่องราวการชุมนุมว่า เกิดจากการบงการของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม และในตอนสุดท้ายก็มีกลุ่มชายชุดดำเข้ามาแทรกแซงจนเหตุการณ์บานปลาย

เมื่อตระหนักถึงทฤษฎีการเมืองมวลชนทั้งสองประการ ซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐในการผลิต – ตอกย้ำความจริงแก่เราแล้ว เราอาจย้อนกลับไปทบทวนเหตุการณ์ในเดือนเมษายน นับจากรัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เราจะพบว่า การปิดกั้นข่าวสารจากสื่ออื่นๆ และผูกขาดการนำเสนอข่าวสารโดย ศอฉ. ก็คือการสร้างเรื่องราว “ความจริง” ภายใต้ทฤษฎีทั้งสอง ซึ่งมีโครงเรื่องที่ประกอบด้วยสองด้านหนุนเสริมกัน คือเป็นการชุมนุมของมวลชนที่ไร้สติ และมีการชักใยของไอ้โม่งเบื้องหลัง ที่หวังประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์ ซึ่งในที่สุดเหตุการณ์ก็บานปลายจนทำให้ ศอฉ. ต้อง “กระชับพื้นที่” ในครั้งนั้นสิ่งที่ ศอฉ. ทำในฐานะกระบอกเสียงของรัฐก็คือ การผูกขาดคัดสรรดัดแปลงตีความสร้างเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามโครงเรื่องดังกล่าว จนเกิดเป็น “ความจริง” ของคนส่วนใหญ่ในสังคม และนี้เองคือที่มาของความเข้าใจเหตุการณ์การเผาศาลากลางฯ ของชาวอุบลราชธานี

 

2

ผู้เขียนจะกล่าวถึง “ความจริง” อีกชุดหนึ่งของเหตุการณ์การเผาศาลากลางอุบลฯ พร้อมทั้งให้รายละเอียดเหตุการณ์นับจากเดือนมีนาคมจนถึงวันที่เพลิงถูกจุดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ในช่วงนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นความจริงภายใต้กรอบการมองอีกแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสนำเสนอบันทึกเรื่องราวที่แทบไม่มีโอกาสถูกนำเสนอในสื่อสาธารณะใดๆ

ก่อนอื่น เงื่อนไขเบื้องต้นในการเข้าใจความจริงกรณีศาลากลางอุบลฯ คือเราต้องมองเรื่องราวอย่างมีที่มาที่ไป ซึ่งจะพบว่าผู้ชุมนุมหาได้เป็นฝูงชนไร้สติ แต่พวกเขาคือมวลชนผู้นิยมพรรคไทยรักไทย ด้วยความชื่นชอบนโยบาย และการบริหารประเทศของหัวหน้าพรรค ในปี 2553 พวกเขามาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีที่มาไม่ชอบธรรม ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองตามปกติในระบอบประชาธิปไตย (ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงที่มาของมวลชนคนเสื้อแดงมากไปกว่านี้เนื่องจากมีผู้กล่าวถึงไว้ไม่น้อยแล้ว)

สำหรับการเข้าใจเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง นับจากเริ่มต้นจนถึงวันสุดท้าย เราควรจะมองเรื่องนี้อย่างมีพัฒนาการ และพัฒนาการการชุมนุมที่เข้มข้นขึ้นที่อุบลฯ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล หากแต่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบต่อการใช้อำนาจของรัฐที่รุนแรงและป่าเถื่อนมากขึ้นในสายตาของพวกเขา เพื่อให้เห็นลำดับพัฒนาการผู้เขียนจะแบ่งเหตุการณ์ที่อุบลฯออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน [4]

ช่วงแรก นับจาก 12 มีนาคม - 6 เมษายน ช่วงนี้เริ่มจากกลุ่มคนเสื้อแดงอุบลฯเดินทางไปสมทบกับคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศ เป้าหมายคือการชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร ในเช้าวันเดินทางคนเสื้อแดงอุบลฯ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่า 8 กลุ่ม ได้เคลื่อนไปสมทบกันขบวนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง การเดินทางส่วนใหญ่ใช้รถปิกอัพส่วนตัว ลงขันค่าน้ำมันกันเอง ขนของใช้เสบียงและผู้คนไว้บนปิกอัพ ในวันนั้นมีรถจากอุบลฯประมาณ 500 คัน มีมวลชนรวมประมาณ 5,000 คน นับเป็นการเปิดฉากการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ฮึกเหิมในความรู้สึกของประชาชนที่ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาตลอด

ในช่วงแรกมีการตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้า ผู้ชุมนุมประเมินว่ามีการตอบรับจากประชาชนทั่วไปดีพอสมควร ข้อเรียกร้องคือให้รัฐบาลรีบยุบสภาโดยเร็ว มีการเจรจากับรัฐบาลซึ่งดูทีท่าว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ ท่ามกลางความหวัง มีกิจกรรมที่สร้างความรู้สึกร่วมอย่างมากคือการ “เทเลือดไพร่” ในสถานที่สำคัญ แต่มีคนบางกลุ่มออกมาชี้ว่าเลือดอาจมีเชื้อโรคติดต่อร้ายแรง นักการเมืองบางคนแสดงความสงสัยว่าอาจเป็นเลือดสัตว์ ผู้ชุมนุมรู้สึกเจ็บแค้นใจจากความรู้สึกถูกย้ำยีความเป็นมนุษย์ ในช่วงนั้นยังมีกลุ่มคนเสื้อสีชมพูออกมารวมตัวกันสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล

สำหรับมวลชนจากอุบลฯ มีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังคนไปกลับบ้านกับกรุงเทพฯ ที่อุบลฯ ประมาณวันที่ 17 มีนาคม เริ่มมีการตั้งเวทีชุมนุมใกล้ที่ทำการเทศบาลนครอุบลฯ มีการปราศรัยของแกนนำท้องถิ่นสลับกับการรับฟังการถ่ายทอดข่าวสารการชุมนุมของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงในอุบลฯบางส่วนมาร่วมเวที ส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารจากทีวีคนเสื้อแดงที่บ้าน ติดตามทางอินเทอร์เน็ต หรือโทรคุยกัน บรรยากาศเหมือนการติดตามข่าวสารและส่งกำลังใจไปยังตัวแทนที่เสียสละไปปฏิบัติภารกิจสำคัญยังแดนไกล

ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 7 - 25 เมษายน ช่วงนี้สถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นเป็นลำดับ การชุมนุม ปิดล้อมรัฐสภากลายเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้เป็นโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และจัดตั้ง ศอฉ. คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งคิดว่านี่คือแผนของรัฐบาลที่เตรียมการจะใช้ความรุนแรง ดังนั้นผลจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็คือ ทำให้คนเสื้อแดงเกิดความรู้สึกถึงการต่อสู้อย่างแตกหัก

ในวันที่ 7 เมษายน ท่ามกลางข่าวลือว่ารัฐบาลจะใช้กำลังสลายการชุมนุม รัฐบาลมีคำสั่งให้ยุติการส่งสัญญาณ PTV ที่อุบลฯ การรับสัญญาณทีวีเริ่มขาดๆ หายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความวิตกร้อนรนใจ ในเย็นวันนั้นมีคนเสื้อแดงมารวมตัวกันและบุกเข้าไปภายในสนามหญ้าภายในรั้วศาลากลางฯ ผู้ชุมนุมกันในค่ำคืนจนค่อนคืนวันนั้นประมาณมี 2,000-3,000 คน ถัดจากวันนั้นมีการชุมนุมที่สนามหญ้าศาลากลางอย่างต่อเนื่องด้วยความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ในกรุงเทพฯ

10 เมษายน มีการปะทะที่สี่แยกคอกวัว ในขณะที่การปิดกั้นข่าวสารด้วยการบล็อคสัญญาณทีวีและอินเทอร์เน็ตของคนเสื้อแดง และ ศอฉ. ผูกขาดการให้ข้อมูลของตนแต่ฝ่ายเดียวทำให้สถานการณ์แย่ลงทุกขณะ ที่ชุมนุมบนถนนหน้าศาลากลางฯได้กลายเป็นจุดนัดพบของคนเสื้อแดงที่มาติดตามรับฟังข่าวสาร และส่งแรงใจถึงพี่น้องที่กรุงเทพฯ การสังหารโหดที่สี่แยกคอกวัวทำให้ผู้ชุมนุมที่อุบลฯ เกิดอาการช็อค ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ระคนกับโศกสลดใจ

สายๆ วันที่ 11 เมษายน ด้วยความคับแค้นใจ คนเสื้อแดงจัดขบวนแห่ประณามรัฐบาลฆาตกรทั่วเมืองอุบลฯ ในเวทียามเย็นมีตัวแทนจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯขึ้นมาเล่าเหตุการณ์บนเวที มีการระดมอาสาสมัครเข้าไปต่อสู้จนถึงที่สุดที่กรุงเทพฯ ระดมเงินทองและข้าวของบริจาค การชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบ ได้ยกระดับเป็นการต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้ามถึงขั้นเอาเลือดเนื้อเข้าแลก

ช่วงที่ 3 ระหว่าง 13 - 17 พฤษภาคม เมื่อ ศอฉ.ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อ “กระชับพื้นที่” เข้าไปยังแยกราชประสงค์ พร้อมกับข่าวการลอบยิง เสธ.แดง เวทีการชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุบลฯก็คลาคล่ำไปด้วยคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นอีกครั้ง สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เสธ.แดง คือ นักรบของประชาชน ไม่ว่าฝ่ายใดทำร้ายเขา ผลก็คือเพิ่มความเกลียดโกรธแค้นของคนเสื้อไปอีกระดับหนึ่ง

ข่าวการสังหารโหดประชาชนในนามการกระชับพื้นที่ในแต่ละวันสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ชุมนุมมากขึ้นๆ แต่ก็ยิ่งกระตุ้นให้มีการระดมพลไปสมทบที่กรุงเทพฯอย่างไม่ขาดสาย คนที่ไปกรุงเทพฯและเข้าไปยังจุดเผชิญหน้ากับทหารโทรศัพท์กลับมารายงานยังเวที จุดสูงสุดของอารมณ์ของผู้ชุมนุมเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม เมื่อร่างไร้วิญญาณของนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ แท็กซี่ชาวอุบล ที่ถูกยิงจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่มาถึงจังหวัดอุบลฯ ในค่ำคืนนั้นที่หน้าเวทีปราศรัยมีการจัดพิธีคารวะดวงวิญญาณของแท็กซี่วีรชน มีมวลชนล้นหลามและระดมเงินบริจาคได้มากกว่าทุกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด ยากจะทำใจ และความรู้สึกที่รอการระเบิด การจากไปด้วยของแท็กซี่มือเปล่าชาวอุบลฯด้วยคมกระสุนของทหาร คนจนๆ ที่ไปทำงานเก็บเงินเลี้ยงครอบครัว ที่ไปเรียกร้องสิ่งที่เขาควรจะได้รับ เร้าความรู้สึกของการถูกกดขี่ขมเหงและได้รับแต่ความอยุติธรรม ความเกลียดชังรัฐบาลยกระดับไปอีกขึ้น รัฐบาลคือศัตรูที่ที่ป่าเถื่อน อำมหิต ทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง

บ่ายวันที่ 16 พฤษภาคม ด้วยความคับแค้นอัดแน่นใจ กลุ่มคนเสื้อแดงนัดทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ประณามสาปแช่งของรัฐบาล มีการเผายางรถยนต์ในสถานที่สำคัญ 7 แห่งในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มควันดำพวยพุ่งเหนือท้องฟ้า ส่วนราชการการจังหวัดวิ่งจ้าละหวั่น ท่ามกลางความตื่นตระหนกของชาวเมืองทั่วไป และก็ไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ เย็นวันนั้นรัฐบาลประกาศให้อุบลราชธานีเป็นพื้นที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ช่วงสุดท้าย วันที่ 19 พฤษภาคม การประกาศพื้นที่ฉุกเฉินที่อุบลฯมีผลเพียงแต่การทำให้คนเสื้อแดงไม่ออกมาชุมนุมกันอย่างโจ่งแจ้ง ในช่วงนี้มีข่าวหน้าหูว่าทหารจะมาปิดสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารสุดท้ายที่มี

เย็นวันที่ 18 พฤษภาคม คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปรวมตัวกันที่สถานีวิทยุทั้งสองแห่งเพื่อปกป้องสถานีวิทยุ และติดตามข่าวสารร่วมกัน ท่ามกลางข่าวทหารเตรียมใช้กำลังขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุม คนเสื้อแดงส่วนหนึ่งมีความหวังกับการประสานงานของ ส.ว. ให้มีการเจรจาระหว่างแกนนำกับรัฐบาลอีกครั้ง ในคืนวันนั้นจนถึงนาทีสุดท้ายในรุ่งสางวันที่ 19 พฤษภาคม คนเสื้อแดงบางส่วนมีความหวังว่าคนสำคัญจะออกมาช่วยยุติเรื่องนี้ แต่ก็ผิดหวัง

รุ่งเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม คนเสื้อแดงที่สถานีวิทยุทั้งสองแห่งมีจำนวนมากขึ้น ข่าวสารที่ขาดๆ หายๆ แต่ก็พอรับภาพได้ เผยให้เห็นกองกำลังทหารเข้าเคลียร์พื้นที่ มีภาพคนเจ็บ คนเสียชีวิต สำหรับคนเสื้อแดงคนเหล่านั้นคือญาติพี่น้องของพวกเขา การดูการถ่ายทอดเป็นไปพร้อมกับเสียงวิจารณ์ สลับกับเสียงหวีดร้อง ร่ำไห้ โผเข้าปลอบใจกัน

เมื่อแกนนำที่เวทีราชประสงค์ประกาศยุติการชุมนุมและขอมอบตัว ความโกรธแค้นและเสียใจจากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ทำให้ฝูงชนไปรวมตัวกันที่หน้าศาลากลางฯ คนเสื้อแดงประมาณ 600 คน กระจายอยู่นอกรั้วศาลากลาง มีการจุดไฟเผายางรถยนต์ มีรถติดเครื่องเสียงและมีคนสลับกันขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯอย่างเผ็ดร้อน

เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งพังรั้วศาลากลาง และวิ่งกรูเข้าไปในสนามหญ้าหน้าศาลากลาง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดยิงปืนสวนออกมาหลายนัด มีคนถูกกระสุนบาดเจ็บ 5-6 คน หลังจากนั้นอีกหลายอึดใจมีข่าวลือว่าหนึ่งในผู้ถูกยิงเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ความตื่นตระหนกกลับกลายเป็นความโกรธแค้น ณ จุดนั้นไม่มีใครบอกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความคลุ้มคลั่งไร้สติ หรือความรู้สึกถึงขีดสุดของความเจ็บแค้นจากการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และการปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจรัฐอันป่าเถื่อนไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองอีกต่อไป ฝูงชนจำนวนหนึ่งที่ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย บุกประชิดศาลากลางและจุดไฟเผาสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่กดขี่ข่มเหง เพื่อกอบกู้ความเป็นคนของพวกเขากลับคืนมา

เหตุการณ์ในวันนั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งที่ทางจังหวัดสามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การเตรียมการป้องกันกลับหละหลวม ทำไมจึงให้กำลังเจ้าหน้าที่กลุ่มแรกที่รับมือกับฝูงชนคือกลุ่มที่ไม่เคยถูกฝึกมาให้รับสถานการณ์การจลาจล จนมีการใช้อาวุธโดยไม่จำเป็น ทำไมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนมากในวันนั้นใส่เกียร์ว่าง ทำให้คนไม่กี่คนบุกประชิดเข้าไปเผาอาคารได้ และทำไมไม่มีรถดับเพลิงมาเตรียมรับสถานการณ์ทั้งที่สถานีดับเพลิงอยู่หางออกไปไม่กี่กิโลเมตร

 

3

ผู้เขียนได้กล่าวถึงความจริง 2 แบบ เรื่องการเผาศาลากลางฯ จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการชี้ว่า ความจริงชุดใด “จริง” กว่ากัน แต่ต้องการชี้ว่าเราต่างก็อยู่ภายใต้ความจริงคนละแบบ เข้าใจเหตุการณ์คนละอย่าง และตัดสินเรื่องราวหนึ่งๆ ด้วยทัศนะที่แตกต่างกันไป

ความจริงที่แท้นั้นคืออะไร หากจะมี ก็คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

สำหรับมนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ที่อาจเอื้อมจะตัดสินความจริง สิ่งที่เราควรตระหนักก่อนอื่นใด คือเข้าใจความจริงเกี่ยวกับความจริง

เหตุการณ์การเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ไม่อาจถูกมองโดยแยกจากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ไม่อาจมองว่าเป็นเรื่องของพวกคลุ้มคลั่งเผาบ้านเผาเมือง แต่เหตุการณ์นี้เป็นผลพวงของความขัดแย้งทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายต่างใช้กลยุทธ์เพื่อเอาชนะคะคานกัน ดังนั้นหากจะถามว่าใครคือผู้เผาศาลากลางตัวจริง คำตอบอาจจะมีว่า ก็คือคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย รวมทั้งเราท่าน ผู้ชม ผู้เชียร์ ซึ่งต่างก็มีส่วนร่วมกันจุดไฟ หรือนัยหนึ่งสังคมไทยโดยร่วมจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ร่วมกัน

“ความจริง” เรื่องการเผาศาลากลางอุบลฯ “ความจริง” ของสังคมไทย
ภาพโดย ธีร์ อันมัย

ในโอกาสที่วันพิพากษาจำเลยคดีเผาศาลากลางอุบลฯ (อาจจะรวมจังหวัดอื่นด้วย) งวดเข้ามา ซึ่งมาอยู่ในช่วงเดียวกันการครบรอบปีของเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบไม่น้อยกว่ากัน ขออย่าปล่อยให้ผู้ต้องหาทางการเมืองที่อุบลฯหรือที่อื่นๆ กลายเป็นผู้รับบาปของเหตุการณ์ทั้งหมด ขออย่าให้ขวบปีต่อไปของเหตุการณ์พฤษภาคมเลวร้ายกว่าที่ผ่านมา.

อ้างอิง

  1. ประภาส ปิ่นตบแต่ง (2552). กรอบการวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสังคม. กรุงเทพฯ: โครงการผลิตตำราและเอกสารการสอน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บทที่ 1.
  2. Wikipedia. Conspiracy Theory. available at http://en.wikipedia.org/wiki/Conspiracy_theory
  3. Hugo Antonio Perez Hernaiz (2008) . The Used of Conspiracy Theories for the Construction of a Political Religion in Venezuela. in International Journal of Human and Social Sciences 3 : 4. 2008 . p. 241-252. available at www.waset.org/journals/ijhss/v3/v3-4-31.pdf สำหรับนักปรัชญาที่วิพากษ์ทฤษฎีสมคบคิด และเป็นผู้ชี้ว่าทฤษฎีนี้เป็นมักเป็นที่นิยมในผู้ปกครองอำนาจนิยมคือ Karl Popper (1902-1994) ใน Karl Popper. (1995). The Open Society and its Enemies. London : Routledge.
  4. ข้อมูลมาจากการสังเกตการณ์ของผู้เขียนในระหว่างการชุมนุม ประกอบกับติดตามสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ หลังจากนั้น

ถอดความ:เสื้อแดง พลังที่ต้องให้ความสำคัญ

Posted by KwamRak on 18.2011 บทความน่าอ่าน

ถอดความ: เสื้อแดง พลังที่ต้องให้ความสำคัญ

โฆษกรัฐบาลแถลงยอมรับว่า กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลภายใต้ชื่อ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ปัจจุบันมีแนวร่วมกระจายออกไปไม่น้อยกว่า 38 จังหวัด โดยหลักๆ อยู่ในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น

แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, บรรดาผู้หนุนหลังรัฐบาลทั้งในกองทัพและแวดวงอื่นๆ ตลอดจนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงไม่ยอมรับรู้ถึงเสียงเรียกร้องและความไม่พอใจของเหล่าคนเสื้อแดง

ในด้านหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อแดงถูกสร้างภาพโดยข้าราชการในปัจจุบันให้เป็นแค่เพียงสมุนที่ได้รับน้ำเลี้ยงจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น อีกด้านหนึ่ง ในบางครั้งพวกเขาก็ถูกวาดภาพให้เป็นคนบ้านนอกที่ด้อยการศึกษา ถูกหลอกได้ง่าย ซึ่งมองไม่ออกถึงนโยบายประชานิยมที่ทักษิณใช้หาเสียง

ตัวเร่งให้เกิดสถานการณ์เสี่ยงภัยรอบล่าสุดระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่คำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านที่กำลังจะมีขึ้น

ทักษิณกำลังระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของคนเสื้อแดงให้เร่าร้อน บรรดาแกนนำเสื้อแดงพากันบินไปเยี่ยมเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะอยู่ใกล้อย่างกัมพูชา หรือไกลอย่างดูไบ เพื่อขอคำชี้แนะ การโจมตีผ่านสื่อในมือของเขาทั้งทวิตเตอร์และการโฟนอินก็เร่งกระทำอย่างเต็มที่

ฝ่ายตรงข้ามของเขา ผู้กุมช่องทางการใช้อำนาจในกรุงเทพฯ ก็กำลังเหวี่ยงหมัดอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน ทักษิณและพลพรรคเสื้อแดงถูกทางการวาดภาพให้เป็นปีศาจร้ายและถูกข่มขวัญแทบไม่เว้นวัน   ดังนั้น จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจเลยที่มีการใช้วาทศิลป์ปลุกเร้าคนและท่าทีข่มขู่คุกคามจากทั้งสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาคนเสื้อแดงต่างก็มองคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์นี้เป็นจุดสุดยอดของความไม่เป็นธรรมที่กระทำต่อพวกเขามาอย่างยาวนานนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา 2549 ทักษิณเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคมและการต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองและกองทัพที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน รัฐบาลและบรรดานักวิชาการที่ห้อมล้อมต่างก็มองว่า นี่เป็นการลงดาบบั่นคอทางการเมืองเป็นครั้งสุดท้าย ขาดก็แต่การทำให้คนที่คิดล้มล้างสถาบันและคนขี้โกงล้มตายไปจริงๆ เท่านั้น

แต่ที่หลายๆ คนเชื่อว่า คนเสื้อแดงจะค่อยๆ แผ่วลงและสลายตัวไปอย่างแน่นอน เมื่อน้ำเลี้ยงของทักษิณหมดลงนั้น เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเสียหาย คนเสื้อแดงได้กลายมามีชีวิตและปฏิบัติการเคลื่อนไหวกันไปเองเกินกว่าที่ตัวทักษิณจะเคยจินตนาการเอาไว้เมื่อครั้งที่เขาถูกโค่นอำนาจลง

ในอีสาน พื้นที่หลักซึ่งเป็นหัวใจของคนเสื้อแดง เช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี แม้แต่การแวะในช่วงสั้นๆ แค่มองปราดเดียวก็สามารถเห็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีพลัง เช่น การเรี่ยไรเพื่อสมทบกองทุนขนาดย่อยๆ, สัญลักษณ์ต่างๆ, ของใช้ส่วนตัว ได้แก่ หมวก เสื้อยืด ที่มีอย่างหลากหลาย ตลอดจนอารมณ์โกรธและไม่พอใจที่ผู้คนควบคุมเอาไว้ คนเสื้อแดงที่อุบลฯ แยกออกเป็น7 กลุ่ม ที่มีวิธีการในการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แต่มีเหตุผลและเป้าหมายอันเดียวกัน ถ้อยคำที่แสดงความคิดเห็นนั้นเกี่ยวพันกับทักษิณ, ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม

สำหรับเสื้อแดงบางคนในอุบลฯ ความคิดของพวกเขาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับทักษิณ, นโยบายประชานิยม, ความเอาใจใส่ต่อคนยากคนจนและคนที่ถูกกดขี่ และความเป็นผู้นำ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในศตวรรษที่ 21 ได้ แต่สำหรับบางคน สิ่งสำคัญสูงสุดไม่ใช่ทักษิณ แต่เป็น “ประชาธิปไตย” ซึ่งถูกทำลาย เมื่อพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในครั้งก่อนๆ ซึ่งควรจะเข้ามาบริหารประเทศถูกยุบไปทีละพรรคๆ ในขณะที่พรรคการเมืองที่แพ้ ได้รับเสียงข้างน้อยกับกลุ่มที่หักหลังกลับได้รับไฟเขียวจากทหารให้เข้ามาเป็นรัฐบาล สำหรับคนเสื้อแดงทุกคนในอุบลฯ ความไม่เป็นธรรมและ “สองมาตรฐาน” มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในวงการราชการ  ในเมื่อทุกพรรคต่างก็ซื้อเสียงเข้ามา การยุบเพียงบางพรรคด้วยข้อหาโกงการเลือกตั้งก็ส่อให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรม สำหรับพวกเขาแล้ว ทักษิณก็โกงกินเช่นเดียวกับนายกฯ คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ และที่จะมาเป็นนายกฯ คนต่อๆ ไป   แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ นโยบายที่คำนึงถึงคนจน และความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยในสมัยของทักษิณต่างหาก

ที่น่าตกใจก็คือ คนเสื้อแดงในอุบลฯ ได้ตั้งโรงเรียนการเมืองของ นปช.ขึ้นเพื่อให้การศึกษาเรื่องความเป็นธรรมในสังคม เสื้อแดงบางคนชอบใช้กำลังและดันทุรัง แต่ส่วนใหญ่ยังคงต้องการให้ประเทศไทยมีความเท่าเทียมและเป็นธรรม เพื่อที่จะสามารถก้าวต่อไปในประชาคมโลกได้  ตราบใดที่คนเสื้อแดงถูกเมินเฉยและปฏิเสธ การสร้างความกลัวเรื่อง “กองทัพประชาชน” ก็จะได้รับการขานรับและแตกหน่อเติบโตขึ้น ซึ่งจะเป็นอันตรายสำหรับอนาคตของประเทศไทย เรื่องราวในทำนองเดียวกันอาจจะได้รับการเล่าขานจากอุดรธานี, ศรีสะเกษ และจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานและภาคเหนืออีกจำนวนมาก รัฐบาลยังไม่ได้นับรวมถึงกลุ่มคนที่อยู่เฉยๆ รอดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ ในอีก 38 จังหวัด กลุ่มคนเหล่านี้รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมในสังคมไทย แต่พวกเขายังไม่พร้อมที่จะเคลื่อนไหวหรือแสดงออก

รัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์เคยได้รับผลกระทบมาแล้วจากการแสร้งไม่รับรู้และไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญมากในการป้ายสีบ่อนทำลายชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือของคนอื่นด้วยวิธีคุกคามและขู่ขวัญผู้ต้องการจะสร้างและขยายความคิดที่เป็นกลางๆ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้า ให้ต้องปิดปากเงียบไป ถ้าหากคนพวกนี้ไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายของคนเสื้อแดงให้พ้นไปจากทักษิณและทรัพย์สมบัติของเขาได้ ประเทศไทยก็จะได้เห็นความเจ็บปวดและเศร้าโศกมากกว่านี้ในอนาคต สิ่งที่โฆษกรัฐบาลควรจะบอกเจ้านายและผู้หนุนหลังของเขา ไม่ใช่วิธีการในการปราบคนเสื้อแดงด้วยยุทธศาสตร์บันได 3 ขั้น นับตั้งแต่การใช้อำนาจสั่งการในส่วนท้องถิ่น จนถึงการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มอบอำนาจให้กองทัพบัญชาการ แต่ควรจะเป็นวิธีการในการรับฟังความต้องการของกลุ่มคนเสื้อแดง และแยกคนเสื้อแดงออกจากทักษิณให้ได้

ความท้าทายของรัฐบาลในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่เป็นความท้าทายของผู้มีอำนาจในเมืองไทยนับตั้งแต่วันที่ทำรัฐประหารเป็นต้นมา ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะกำจัดตัวทักษิณที่ทำการคอร์รัปชั่นและใช้อำนาจในทางมิชอบ  ในขณะที่ยอมประนีประนอมกับขบวนคนเสื้อแดงทำตามในสิ่งที่เป็นความคับข้องใจ ความต้องการ และความคาดหวังของพวกเขาให้ได้

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

Posted by KwamRak on 14.2009 บทความน่าอ่าน

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

"ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์
คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ
ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ
ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม
ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ"

ประชาไท: ถ้าเราพุ่งเป้าว่าการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนออกมา โดยอธิบายมุ่งไปที่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจิตสำนึกใหม่ๆของประชาชน คำถามคือ รัฐบาลต่อๆ จากทักษิณก็ไม่ได้ล้มประชานิยม สานต่อหลายอย่าง ผลิตใหม่หลายอย่างด้วยซ้ำ

ไม้หนึ่ง: ผมเถียงครับ อันที่จริงที่รัฐบาลเหล่านี้สานต่อหรือที่ทักษิณทำเองก็ยังเป็นที่กังขาว่า คุณทำแบบอาร์เจนติน่าหรือเปล่า ที่สุดคุณทำให้ประชาชนเป็นง่อยหรือเปล่า แต่ในมุมมองของผม ผมเติบโตในครอบครัวชาวนา พอวัยรุ่นครอบครัวชาวนาของผมยกระดับมาเป็นชาวสวน ชาวนาทำเพื่อกิน ชาวสวนทำเพื่อขาย ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ผมกลายมาเป็นพ่อค้า ผมยกระดับตัวเองมาตลอด แล้วผมก็มีการศึกษาระดับเดียวกับพวกคุณ ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผมเห็นชีวิตคนที่มันเปลี่ยนไปด้วยทรัพยากร อำนาจ และโอกาส บางครั้งอำนาจกับโอกาส มันเป็นสิ่งเดียวกัน เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่น ถึงแม้ว่าคนภาคใต้อาจจะเถียงว่าภาคใต้ไม่มีโอเค มันเพิ่งมีมา 6 ปี ต้องขยายเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาใช้ฐานความคิดแบบนักการเมืองซึ่งล้าหลังแบบฐานคะแนนกูก็ให้ก่อน แต่คุณจะบอกว่ามันผิดไม่ได้ คุณต้องบอกว่ามันเป็นพลวัต ถ้ามันหมุนไปสู่จุดที่ดีก็ต้องบอกว่ามันถูก แต่ถ้ามันถอยไปสู่การที่แบ่งประเทศ อันนั้นมันก็เลวร้าย

เพราะฉะนั้น เงินสองหมื่นบาทมันทำให้คนเปลี่ยนจากชาวนาโดยไม่ต้องเป็นชาวสวนแบบผม แต่เป็นพ่อค้าบะหมี่ชายสี่ฯ ได้เลย แล้วคุณอาจจะถามผมว่า อ้าว แล้วความพอเพียงล่ะ...ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยม คุณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้ ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก

สรุปง่ายๆ ว่า ตอนนี้นักการเมืองเลว ที่สุดวิธีคิดการมองว่าสังคมชั่วร้าย คนยังด่าพ่อค้าคนกลางอยู่เลย ซึ่งมันถูก แต่พ่อค้าคนกลางคือใคร แทบเป็นเครือข่ายของชนชั้นสูงทั้งนั้น แต่ในขณะกระบวนทัศน์ของพรรคไทยรักไทย หรือวิธีคิดของพรรคไทยรักไทยพูดถึง SMEs และ OTOP สิ่งเหล่านั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ชาวนาที่มีลูกจบ MBA มันไม่ยากเลยที่เขาจะมาแทรกตัวในการค้าเสรีแล้วส่งข้าวของพ่อเขาเองตามห้าง ทุกคนได้เงินสองหมื่น มีทรัพยากร มีทุน ได้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อการผูกขาดของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง จริงๆ มันก็สรุปไม่ได้ว่าไม่เอื้อ แต่มันส่งเสริมรายย่อย ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ

"นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต
แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด
ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ"

ถ้าคนเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้จากโครงการประชา นิยม รัฐบาลไหนก็ทำได้ ก็ทำประชานิยมสิ ทำไมคนจะต้องยึดติดกับไทยรักไทยด้วย หรือมันมีหลักการอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้เขาออกมา

ความจริงใจไง เอาง่ายๆ ทุกรัฐบาล คนที่ถือครองอำนาจรัฐ มันฉกชิงอำนาจและทรัพยากรไปจากคนทั้งนั้น แต่ความจริงใจจะทำให้ประชานิยมไปพ้นจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่แท้จริง พูดตรงๆ นะ ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ เอ้า คุณ ดูง่ายๆ อย่างเมืองจีนและรัสเซีย เขามีพื้นที่เพาะปลูกได้กับพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไอ้วิธีคิดอย่างนี้ถึงสอดรับกับภูมิประเทศของเขา แต่ของเราทุกวันนี้แทบไม่มีแล้วไอ้พื้นที่ที่จะต้องมีอีสานเขียวอยู่ มันแทบจะมีแต่พื้นที่น้ำท่วม เพราะปัญหาจากเขื่อน พูดง่ายๆ ว่าอย่าให้วาทกรรมนี้เข้ามา หรือเข้ามาได้แต่คุณศึกษากันในหมู่นักวิชาการ ทันทีที่คุณจะไปสู่การปฏิบัติ คุณต้องบอกใหม่ว่า จงคืนปลาสิบตัวให้แก่ประชาชนสักแปด คุณเอาไปแค่สองตัว

ปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้ เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์ เขาขาดโครงสร้างบางอย่างพังไปอย่างเช่น โครงสร้างแข็งแรงในเรื่องของทฤษฎีเกษตร

ทฤษฏีเก่าคือ ชาวนาชาวสวนถูกทำลายโดยเจียไต๋ ผมเติบโตมาในยุคนั้น เติบโตมาพร้อมกับเจียไต๋ ผมเติบโตที่นครชัยศรี สวนของเรามีนาด้วยเกือบ 80ไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่เราทำเพื่อรับใช้ปากท้องของพวกเรา ต่อมาถูกเปลี่ยนโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทปุ๋ย ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือผักเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายปากคลองตลาดเราถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ตรงนั้น ที่สุดประชาชนของเราจับปลาเก่งมาก แต่ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ

แล้วอีกอย่างหนึ่ง เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน ภววิสัยปัจจุบัน ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันของคุณถูกทำลายแล้ว ความแข็งแรงเรื่องที่นา สวนผัก สวนผลไม้ ถูกทำลายแล้ว คุณต้องมีเงิน คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม

จะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด

สมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม คุณมองง่ายๆ ว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย หรือ 5 บาทมันยังจะเอาเงินถอนจากคุณยายเลย ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ

ที่สุดชุดวิธีคิดที่ว่า...เออ เสาร์-อาทิตย์นี้ทำ อะไรกันดีแม่...นี่ไปซื้อผักสิถูกมาก แล้วเราเอามาตั้งขายบ้านหน้าบ้านเราได้กำไร 5 เท่า...คุณส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมไม่ไปให้การศึกษาป้าล่ะว่าควรขายเท่าไรเป็นอย่างต่ำ เราขาดปัญญาชนที่จะไปรับใช้ประชาชน คุณลงหมู่บ้านก็จะไปเอาจากเขา นั่งดูป้า ใส่เสื้อผ้าสีนี้ เอาคุณลักษณะของเขามาเขียนเรื่องสั้นส่ง เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้คืนอะไรให้กับประชาชนเลยแม้แต่ไอเดียในการดำเนินชีวิต และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ศุ บุญเลี้ยง จึงวิจารณ์ว่า ถ้าผมเป็นคุณยายแล้วผมทำมาหากินแล้วได้กำไรไม่ได้เหรอ ผมชั่วเหรอ มันกลายเป็นว่านักวรรณกรรม นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ

"ผมมองว่าภาววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด
โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ
ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิด
มีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น"

ถามจริงเมืองไทยทำไมเราถึงรู้ว่าทักษิณมันรวยนัก เพราะทักษิณมันต้องแจ้งยอดเงิน ต้องแจ้งอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับผู้แทนทั้งปวง เวลาเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่ไม่ต้องแจ้งล่ะ แล้วสามารถเอาเปรียบที่กดขี่ประชาชนได้อย่างซึมลึกแล้วก็ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำเหมือนกับน้ำเซาะทราย แล้วคำว่า น้ำเซาะทรายของเขาไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง แต่จากหนึ่งหมื่นล้านเป็นสองหมื่นล้านในสองอาทิตย์ พวกนี้ไม่มีกฎหมายให้เขาชี้แจง ซึ่งที่สุดโครงสร้างเศรษฐศาสตร์แบบก้าวหน้ามีตั้งแต่สมัยนายปรีดี หรือ อาจารย์ป๋วย เค้าโครงเศรษฐกิจหน้าเหลือง ที่สุดก็เป็น Satire เสียดเย้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ ภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จริงๆ แล้วเราสามารถจูนสังคม ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ประโยชน์ของประชาชน หรือการดูแลซึ่งกันและกันของพลเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโครงสร้างการเมืองหรือเศรษฐกิจมันก้าวหน้า คนรวย คุณต้องจ่าย

เมืองไทยมีวิธีคิดหนึ่งที่พวกฝักใฝ่มาร์กซิสม์ถูกด่ามาตลอด ซึ่งเป็นวิธีคิดแทรกซึมของคนชั้นสูงหรือผู้ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์มัก กล่าวอ้างว่า คุณจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปทำไม ทุกวันนี้ มีจนบ้าง รวยบ้าง คนชั้นกลางบ้าง ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะจนเท่าเทียมกันหมดจะเอาหรือ มันบ้า เพราะลองไปดูรัสเซียมีแต่น้ำค้างแข็ง ภูเขาเหน็บหนาว ไปดูจีนพื้นที่เพาะปลูกไม่มากมาย ไม่สอดรับกับปริมาณคน ประเทศไทยถ้าคุณจัดโครงสร้างดีๆ ทุกคนจะรวยเท่ากัน

ผมจะเสนอแนวคิดหนึ่งแนวคิดนี้แม้แต่กลุ่มเลี้ยวซ้ายที่มุ่งรัฐ สวัสดิการ เขาก็ยังมองไปอีกทาง ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา กลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมองว่าไม่ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ น้ำมัน ไฟฟ้า ประปา แต่ผมมองว่าภววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิดมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น เช่น ปตท. ผมส่งเสริมให้ ปตท.แปรรูปและทำกำไรแต่ประชาชนทุกคนมีชื่ออยู่ในหุ้นของ ปตท.ทันที ถามว่าอย่างนี้ไม่เละเหรอ คุณสามารถจัดสัดส่วนได้ว่าหุ้นที่เป็นของประชากรทั้งหมดเป็นเท่าไร หารได้ปีละ 500 บาทก็สมควร ได้ปีละ 2,000 บาทก็ยิ่งดี ซึ่งในระบบทุนนิยมมันมีแต่ได้ เพราะอะไร เพราะน้ำมันของ ปตท. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ ผมว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ายังไม่เคยมีใครเสนอคล้ายกับระบบสหกรณ์ ปตท.ที่แปรรูปแล้วอยู่ๆ กลายเป็นระบบสหกรณ์ ประชาชนกิน กำไรส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชน แม้ว่ากำไรอีกบางส่วนต้องหมดไปกับการบริหาร มันทำได้ ทำไมแนวคิดนี้ไม่มีใครกล้าคิด มันขัดผลประโยชน์ใคร ทุกวันนี้คุณก็รู้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งปวงโบนัสเท่าไร ทำไมการรถไฟของเรามันถึงไม่ดีกว่านี้

เมื่อกี้พูดว่าตอนนี้ประชาชนสุกงอม แต่ดันขาดปัญญาชนแบบที่เคยมี อย่าง 6 ตุลา 14 ตุลา อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อยเหวี่ยงกลับไปเป็นกลุ่มคอนเซอร์เวทีฟในยุคนี้

มันผิดตั้งแต่เราไปมองว่า 14 ตุลา 6 ตุลาเป็นฝ่ายก้าวหน้าแล้ว บอกให้ก็ได้ ทุกวันนี้คนที่ได้ตราประทับจากการเข้าป่า กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนหนึ่ง

"ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง
พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง
แล้วคุณเข้าร้าน
pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ
มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ
ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม
จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ
แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง"

แต่ตอนนั้นเขาก็ก้าวหน้าไม่ใช่หรือ มีไอเดียของการต่อสู้เพื่อความเป็นเท่าเทียม เป็นธรรม
แต่มันยังมีความก้าวหน้าแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้ก้าวหน้าจริง ผมจะยกตัวอย่างให้ ระหว่างคนที่เข้าป่าสมัยนั้น พอป่าแตกออกมาทุกคนเหมือนจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่มองไม่เห็นอยู่ ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ แต่วงวรรณกรรมรับรู้และให้เครดิตพวกเขา แล้วพวกเขาก็เติบโตมาเป็นอะไรต่อมิอะไร คุณไปให้ค่ากับปัญญาชนหรือนิสิตนักศึกษารุ่นนั้น ถ้ามองรายละเอียด หลังจากพวกเขากลับออกมาทำไมเขาจึงฟูมฟายตัดพ้อพรรค ทำไมเข้าไปแล้วไม่ได้เป็น ศ. ไม่ได้เป็นอะไรเลย คุณมีต้นทุนในเมือง แต่โดยทฤษฎีคุณไม่มีต้นทุนชนชั้น และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า มือนิ่มๆ ของคุณรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบได้แค่ไหน แล้วมันก็เกิดมายาคติเช่น ผมโตเป็นหนุ่มไม่ทัน 14 ตุลา 6 ตุลา ทันทีที่ทะลึ่งมาเป็นผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสม์ คำที่ตามมาก็คือ ซ้ายใหม่ ซ้ายไร้เดียงสา เพราะไม่มีต้นทุน เด็กบางคนจนมันจบมหาวิทยาลัยมันอยู่ในเขตงานมาตั้งแต่เกิด ขณะที่คุณเข้าไปตากอากาศแค่ไม่กี่ปี ใครเป็นตัวจริงตัวปลอม ตรงนี้ไม่เคยมีใครมาพูด คุณมีแต่เรื่องเด็กหญิงหมวกดาวแดงที่เป็นลูกสาวของปัญญาชนที่เข้าไปมีเมียมี ลูกกันในนั้นแล้วก็ออกมา อ้าว! แล้วคุณเคยพูดถึงลูกหลานของสหายผู้ปฏิบัติงานไหมว่าไอ้พวกนั้นที่ทุกวันนี้ พ่อแม่มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกเต้าเติบโตมีวัยเด็กโดยอุดมการณ์การหล่อหลอมของช่วงเวลานั้น

ผมเคยตั้งคำถามกับวินัย อุกฤษณ์ หรือวารี วายุ ที่เกาะบูบู สมัยรัฐบาลทักษิณว่า พี่ ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กที่มันเคยวิ่งส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนฝูงพี่ที่เข้าป่า แต่วินัยเขาไม่ได้เข้าป่านะ สมัยที่พวกเพื่อนฝูงพี่หนีอำนาจรัฐเข้าไปอยู่ในป่า เด็กพวกนั้นที่มันเป้ข้าวให้พี่ เพราะมือพี่บางเกินไป ถึงวันนี้มันกลายมาเป็นคนรักทักษิณ รักประชานิยม มีโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตสอดรับกับกระแสการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน พี่จะว่ายังไง พี่วินัยบอกว่าก็ปล่อยมันไป เมื่อมันเหลวแหลกก็ปล่อยให้มันเหลวแหลกไป ตรงนี้ไงที่ทำให้เห็นว่าคุณยึดมั่นถือมั่นกับกลุ่มความคิดบางอย่างแบบแข็ง และไม่เป็นพลวัตเลย ฉะนั้น ผมว่าตอนนี้คุณภาพใหม่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือ เด็กจากเขตงานพวกนั้นมีโอกาสการศึกษาที่สูง ไทยรักไทยอาจช่วยเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ แต่พลวัตทางสังคมเป็นไปทางนั้น คุณตั้งคำถามถึงเด็กกลุ่มนั้นไหม ลูกเต้าเหล่ากอของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้อาจจะมาเป็นนักวิชาการ เป็นคนชั้นกลาง หรือเป็นอภิชนที่นอกคอก มันเสือกประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง

ประเด็นก็คือ พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเป็นหมาจรจัด สุ่มเสี่ยงกับความอดอยากและอะไรหลายอย่าง ล่าเอง ไม่มีต้นทุน พ่อแม่ส่งให้เรียนแล้วจบ ขวนขวายเอาเอง พอไทยรักไทยมา พ่อแม่ก็บอกว่าเอ้า เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่นไปเซ็นเอาซะ กลับมาในเมืองเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์ทำมาหากิน มันมีคุณภาพใหม่หลายอย่างที่เติบโตในช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาถือครอง อำนาจรัฐ แต่มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนซึ่งพยายามชูภาพความเลวร้ายเก่าๆ ของนักการเมือง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองอย่างจาตุรนต์ (ฉายแสง) มันก็โคตรเท่ห์ หน้าตาดี มีการศึกษา มีวิธีคิด มีต้นทุนจากการเคลื่อนไหวจากในอดีต แต่ทำไมเวลาทับถมนักการเมืองถึงพูดถึงแต่ประเภทเนวิน (ชิดชอบ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เฉลิม (อยู่บำรุง) คุณไม่แฟร์กับผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นเท่ากับไม่แฟร์กับราษฎร

"การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน
จึงตอบสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น
เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม
ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ
นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน
ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก"

แล้วมองอนาคตยังไง อย่างที่มีข้อเรียกร้องเรื่องขับไล่อำมาตย์ มองความเป็นไปได้ในอนาคตแค่ไหน
โอว ผมมีความหวังเต็มเปี่ยม ผมเป็นคนพุทธ สรุปรวบควบแน่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกวันนี้อภิสิทธิ์ชนสามารถเชิดชู สามารถเล่นทริกต่างๆ กับรัฐบาลที่อภิสิทธิ์ชนหนุนให้มามีอำนาจได้ มันเป็นไปตามกลไก คุณอาจจะเลือกอำนาจ 3 รัฐบาลเบิ้ลก็ได้ แต่ที่สุด คุณตั้งอยู่แล้วคุณต้องดับไป มันเป็นสัจจะ ฉะนั้นไม่มีใครละเมิดอันนี้ได้ ปีนี้เป็นปีที่ฝ่ายอภิชนรุ่งเรืองที่สุด โหมดการเคลื่อนของมันเคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนอาจขึ้นมารุ่งเรือง แล้วในที่สุดก็อาจเสื่อม หรือยกระดับ เปลี่ยนคุณภาพไป ที่สุด ประชาชนจะได้เป็นใหญ่อยู่แล้ว แต่มันอาจยืดเยื้อยาวนาน

ผมถึงเกริ่นเบื้องต้นถึงเวียดนาม โฮจิมินห์ หรือมีวีรบุรุษของเวียดนามเยอะแยะมากมายที่ต่อสู้มาเป็นร้อยปี เราไม่มีกระบวนทัศน์หรือสายธารประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัดในประชาชนของเรา พูดง่ายๆ พวกเราเพิ่งสร้างชาติกันขึ้นมาไม่กี่ปี วัฒนธรรม ประเพณี คุณก็เพิ่งเซ็ตติ้งกันขึ้นมา หลายอย่างมันก็ไม่มีรากเหง้าแท้จริง มาจัดกันเอง ตกแต่งกันเอง

ฉะนั้น การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน จึงตอนสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก อย่างแรกคือ คุณถูกเซ็ตติ้งรสนิยม ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะบอกให้ว่าผมสกปรกนะ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ข้อเขียนของผมรับใช้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ก็มีนักคิดนักเขียนที่ยอมสกปรก คือรับใช้กลุ่มมวลชนของเขา แต่ผมกำลังพูดว่า ความสกปรกนี้ไม่ได้อยู่ในจริตของปัญญาชนชั้นกลาง ปัญญาชนชั้นกลางถูกสร้าง ถูกปลูกฝังให้รับใช้อภิชน ดังนั้น จริตเขาจะโน้มไปทางอภิชน สวย สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ผมมาเหยงๆ กลางเวที ประชาชนปรบมือให้ผม ให้ดอกไม้ ให้มาลัยผม มีเสียงตอบรับกังวานก้องสนามหลวง แต่คุณเอารูปมาดู มันไม่ถูกจริตคุณหรอก แต่ผมเป็นคุณภาพใหม่ของประชาชนในช่วงเวลานี้ และประชาชนก็ก้าวมาพร้อมกับผม คือ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นกวี ส.ส. แม่งก็เป็นกวี ผู้นำ นปช. สามเกลอหัวแข็งบางเวลามันก็กลายเป็นกวีขึ้นมา เฉลิมก็แม่งแทบจะอภิปรายเป็นบทกวี ประชาชน 20 วันข้างทำเนียบผมเห็นอะไร มีคนที่คิดว่าทำงานบริการอยู่ที่พัทยา เห็นผมขึ้นเวทีอ่านกลอน เขาเลยแต่งเพลงมา 3 เพลง เพราะเหมือนทนไม่ไหว คือ แบบนี้กูก็ทำได้ แต่งมา 3 เพลง เพลงหนึ่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย อีกเพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงรักทักษิณ อีกเพลงหนึ่งพูดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง เขามาขอร้องบนเวทีสดๆ มีแต่เนื้อมา นี่คือคุณภาพใหม่ แล้วก็มีการบันทึกบทกวีเอาใส่กระดาษไปอ่านกัน เหมือนเวียดนามในช่วงสร้างชาติ การให้การศึกษาของเขาไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว มีสิ่งที่ที่เรียกว่า "เคี่ยวให้ข้น" เพื่อ "ทำมวลสารให้งวด" แล้วก็เหมือนกับเป็นบัวหิมะหรือกำลังใจปลุกเร้ากันและกันในช่วงที่เหนื่อย ล้า

"คุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิม
ที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ
แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า
ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร
เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า
การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน
คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ"

อย่างนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนขึ้นเวทีไปอ่านกวี ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไหม
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อ่อนมากใน นปช. ในขณะที่พันธมิตรฯ เขาทำแข็งมาก แต่เบื้องหลังที่ให้ขึ้นมาเขามีการจัดตั้งนะ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกไร้สาระขึ้นมา แต่ของ นปช. มันมีคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่เรายังสรุปไม่ได้ว่ามันดีหรือมัน เลว ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวกับอำนาจรัฐหรือการเมือง เรานำโดยภาคประชาชนมาตลอด ไม่ว่านิสิตนักศึกษา หรือช่วงพฤษภา 35 แต่ครั้งนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนไป จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายพรรคการเมืองมานำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีความพร้อมทั้งฐานเสียง คือมวลชนที่เขาจัดตั้ง มีความพร้อมด้านทรัพยากร ค่าเช่าแสง สี เสียง เวที มีความพร้อมด้านคอนเน็กชั่นอำนาจรัฐ เขาสามารถพูดคุยกับตำรวจ ทหาร หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ในเครือข่ายอภิชน พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ถึงจุดที่ขัดแย้งรุนแรงกับสิ่งที่อยู่สูงสุดของขั้วการปะทะ เขาสามารถเคลียร์ความรุนแรงได้หมด

พูดตรงๆ ว่าทำไมสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เราถึงต้องยกเลิกในวันที่ 14 (เม.ย.) เพราะความขัดแย้งมันล่วงเลยการเผชิญหน้าในระดับที่พูดคุยกันได้ พูดง่ายๆ คือ ความขัดแย้งมันเลยเถิดถึงจุดยอดที่เขาไม่จำเป็นต้องแคร์คุณ เขามีแต่ออเดอร์ลง ไม่มีการสื่อสารที่สมบูรณ์ ฉะนั้น เขาไม่สื่อสารกับคุณ เขายื่นข้อเสนอว่าไม่เลิกก็ตาย มันก็จบ

จริงๆ แล้วผมมองว่าคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิมที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ

ผมสนับสนุนคุณวีระนะ ในสายตาผมเขาถูกทำให้สกปรก แต่วีระมีต้นทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเขาชัดเจนในการยุติการชุมนุมในวันนั้น นี่แหละคือคุณภาพใหม่ ดันทุรังต่อไปอีก 2 ชั่วโมงก็ตายกันแล้ว ก็เปลี่ยนอำนาจรัฐได้แล้ว แต่คุณภาพใหม่เกิดขึ้น คือเราไม่อยากเห็นการตาย ถึงบางคนจะมองว่าก็มึงก็ไม่อยากตายด้วย จะอย่างไรก็แล้วแต่มันคือคุณภาพใหม่ ต่อสู้ไม่ต้องสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ต้องเสียหายกันวันนี้ แล้วก็เหมือนเป็นการสื่อสารนัยๆ ด้วยว่าอำนาจรัฐที่ถือครองนี้มันแค่ตุ๊กตา หนังหน้าไฟ นี่แหละทันทีที่ชัดว่าศัตรูคืออำมาตย์ การต่อสู้ที่ยาวนานยืดเยื้อเท่านั้นจึงจะทำให้สำเร็จผลจริงๆ

"ทศชาติชากดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย
เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง
เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร
ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด
ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด"

มีอีกส่วนที่อยากฝากไว้ มันไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างหลัก แต่เป็นปฏิบัติการที่สามารถสนับสนุนประชาชน คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกได้ อย่างเช่น ชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถ้าเกิดประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ มันก็คงจะเป็นประชานิยมมากกว่านี้ เป็นประชานิยมที่ถาวร แล้วในที่สุดมันจะมีพลวัตไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ทุกวันนี้เรื่องรัฐสวัสดิการอาจดูไกลไป แต่ปฏิบัติการบางอย่างที่สามารถทำได้เลยโดยที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศ เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การมีที่อยู่อาศัยให้กับคนจรเมือง การปลูกโรงนอนที่คุ้มแดดคุ้มฝนที่สนามหลวง มีห้องน้ำสาธารณะ ที่นอน พูดง่ายๆ เราก็จะไม่มีการไปถ่ายอุจจาระตามฟุตบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประชากรเยอะเหมือนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งคือ เปลี่ยนวิธีคิดการทำบุญ ทุกวันนี้เราต้องเห็นพ้องกันหลายส่วนว่า วัดในเมืองตักบาตรอาหารเหลือ ภิกษุต้องมีรถเข็นไปเอาอาหารที่คนใส่เกินความต้องการ แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้าน อธิบายถึงการล้นเกิน เราต้องการสร้างรสนิยมการทำบุญกระแสตรง ด้วยการให้ผู้ที่ต้องการกินอาหารที่แท้จริง จะเป็นกุศลที่แท้จริงด้วย เราจะมีทั้งโรงนอนและโรงทาน เปิดโอกาสให้คนมีเงินเยอะมาทำบุญให้อาหารคนในสนามหลวง คนที่ทำบุญเช่นนี้สัก 30 ครั้ง คุณจะได้เข็มเชิดชูจากรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเราจะให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีสันดานชั่วร้าย เปิดทางออกให้ประชาชน เปิดปั๊มอิฐดิน ทำเพื่อให้ปัญญาชนชั้นกลางในละแวกนั้นเข้ามาใช้แรงงานบ้าง ให้ได้เหงื่อบ้าง แล้วบันทึกชั่วโมงทำงานของคุณถึงจุดหนึ่งก็ได้เข็มเชิดชู ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินมาปั๊มอิฐดินก็ควรได้เงิน โดยรัฐจะจ่ายให้ก้อนละ 1 บาท เรียกว่ามีทางออกให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกบ้าง อิฐดินตัวนี้อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยม คุณต้องจัดระบบการขายอิฐดิน และสร้างรสนิยมแพร่หลายในการสร้างบ้านดิน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าปูนซีเมนต์ อย่างนี้ครบวงจร สิ่งเหล่านี้ทำได้เลยไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าพันธมิตรฯ เอาเรื่องนี้ไปชู ผมว่ามันเป็นมุมมองใหม่ แล้วพันธมิตรฯ จะได้มวลชนชั้นล่างในเมือง ประชาธิปัตย์ก็จะกินรวบฐานคะแนนในเมือง

อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่ผมได้แรงบันดาลใจจากทศชาติชาดก ส่วนหนึ่งพูดถึงมโหสถ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งที่น่าสนใจของพระพุทธเจ้า เขาเป็นปัญญาชนมารับใช้ชนชั้นสูงแต่ถึงที่สุดไปมีเมียเป็นชาวนา และในยุคสมัยของเขา เขาเลือกจะสร้างคณะผู้พิพากษาให้เที่ยงธรรมโดยใช้สติปัญญา มีโรงพยาบาลกลาง มันคือ 30 บาทรักษาทุกโรค มีโรงนอนพักค้างคืน มีโรงทาน อาหารสำหรับคนจร ฉะนั้น ไม่แปลกทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ใหม่ ทำลายโครงสร้างเดิมของพราหมณ์และฮินดู วิธีคิดของสิทธารัตถะเรื่องรัฐสวัสดิการมันสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ผมอาจละเมิดมาร์กซิสม์ที่จิตนิยมเกินไปหน่อย แต่ผมอยากให้คนอ่านบทสัมภาษณ์นี้กลับไปอ่านเรื่องมโหสถ เขาพูดเรื่องการพูดด้วย กับเพื่อนบ้านทำอย่างไรไม่ให้มีสงคราม เราเทียบเคียงกับเรื่องเขมรได้เลย ทศชาติชาดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่

Posted by KwamRak on 09.2009 บทความน่าอ่าน

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่

 
  
ภาพจาก www.thaipoetsociety.com
 
 
อันที่จริงสำหรับ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” เขาไม่ได้เพิ่งจะแดงและแรงเอาพักนี้ แต่ฉายแววแรงตั้งแต่ช่วงที่การเมืองเพิ่งเริ่มต้นฮึ่มๆ กัน สังเกตจากบทกวีในมติชนสุดสัปดาห์ที่เปิดโอกาสให้คนตีความกันขนลุกขนชันเป็นระยะ
 
ยิ่งในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองสุกงอม เราเห็นเขาปรากฏบนเวทีเสื้อแดงแทบทุกเวที ทั้งใหญ่ ย่อย กร่อย คึก เพื่ออ่านบทกวีของเขาในลีลา “กระชากไส้” เรียกเสียงฮือ เสียงปรบมือสนั่น ทำเอาป้าๆ ลุงๆ อุทานด้วยความซาบซึ้ง “ไอ้นี่มันใคร” !
 
แน่ล่ะ เขาเป็นด้านกลับหลายๆ อย่างของบรรดากวีรุ่นใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในสังคม นอกจากเนื้อหาจะ (ขัดแย้ง) แม่นมั่นแล้ว ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองชัดเจน กวีใหญ่ตระเวณอ่านบทกวีเปิดงานนิทรรศการภาพวาดเฉลิมพระเกียรติและงานระดับชาติมากมาย กวี ‘ข้าวหน้าเป็ด’ ตระเวณอ่านบทกวีสดุดีประชาชนในงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ของคนเสื้อแดงที่เพิ่งรู้จักกันในม็อบ
 
ยิ่งคุยกับเขา เรายิ่งพบส่วนผสมที่แปลกประหลาด ไม่เฉพาะอาชีพที่เป็นพ่อค้าข้าวหน้าเป็ดและเป็นกวีในเวลาเดียวกัน ในวิธีคิดทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง เราก็จับเขาแปะฉลากได้ยาก เป็นมาร์กซิสต์ เป็นเสรีนิยม เป็นพุทธ เป็นคนชั้นกลาง เป็นคนรักทักษิณ ฯลฯ
 
ถ้าคิดว่าเขาน่าสนใจเพียงพอ สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดทั้งปวงได้ตามสะดวก...
 
 
000
 
 
“หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง
สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
มันคือเส้นทาง มันคือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน
เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยของพลเมือง”
 
 
การเมืองเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวหรือเปล่า ทุกคนจำเป็นต้องชอบ หรือสนใจในการเมืองเหมือนกันหรือ
ในมุมมองของผม การที่ใครจะออกมาแสดงออก มีส่วนร่วมทางการเมือง มันมีสองลักษณะ คือลักษณะที่เป็นจริง กับลักษณะที่ลวง การดำเนินการทางการเมืองมีสองแนวทางมาตลอด ดูจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของจีนก็ได้ การต่อสู้ของจีนก่อนจะมายุคปลดปล่อยเป็นประเทศใหม่ มันคือการต่อสู้กับชาวต่างชาติ คือ คนญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นด้วยอุดมคติชาตินิยม แต่หลังจากไล่ญี่ปุ่นแล้ว ต่อมาอุดมคตินั้นก็กลายเป็นสองแนวทาง คือแนวทางชาตินิยมอนุรักษ์แบบเดิม กับแนวทางใหม่ที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนตัวหมายถึง ส่วนตัวแต่ละคนๆ ของประชาชาติ ของประชาชน  
 
ผมมองว่า ‘ประชาชน’ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด เขาไม่มีทางสู้เพื่อคนอื่น มโนคติของพันธมิตรฯ ที่บอกว่าเขาต่อสู้เพื่อใครบางคน อันนั้นเป็นแนวทางที่มันไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเป็นอุดมคติที่บอกว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย ถึงแม้มันดูเป็นม็อตโต้ เป็นคำพูดซ้ำๆ แบบอัตโนมัติ หรือสำเร็จรูป แต่ประชาธิปไตย มันคือเรื่องของหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเราแปลสมการออโตเมติกอันสวยหรูว่า แต่ละคนสู้เพื่อตัวเอง มันก็เหมือนกับย้อนมาถึงคำถามที่ถามเรื่องการเข้ามาร่วมทางการเมือง ผมมาร่วมการเมือง ก็เหมือนกับทหารซึ่งอาสาสมัครรบเวลามีสงคราม แต่เขาไม่ได้สู้เพื่อชาติ เขาสู้เพื่อตรึงแนวรบ เพื่อชนะสงคราม หรืออย่างน้อย ข้าศึกจะไม่ทำร้ายลูกเมีย ไม่ทำลายไร่นาของเขา พูดตรงๆ ก็คือว่า การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้บนผลประโยชน์ของประชาชนคนตัวเล็กๆ ครอบครัวแต่ละครอบครัว เพื่อที่จะได้ยันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มารุกรานครอบครัวของตัวเอง
 
ทีนี้หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง หรือผลประโยชน์ของแต่ละคนของพลเมือง มันก็รวมเป็นอุดมคติที่ใหญ่  คือ สังคมไทยทุกวันนี้ หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันคือเส้นทาง หรือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยของพลเมือง’
 
 
 
ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่
คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...”
 
 
ถ้าใช้ตรรกะนี้ การต่อสู้อะไรก็ย่อมไม่มีทางผิด พันธมิตรฯ ต่อสู้กับการคอรัปชั่น เขาก็สู้เพื่อตัวเขาเหมือนกัน
เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สองแนวทางที่พูดถึงก็เหมือนเจียงไคเช็คกับเหมาเจอตุง พันธมิตรฯ ก็คือ เจียงไคเช็ก ชัดเจนมาก เขาต้องการสร้างความเป็นชาตินิยมเพื่อหลอมรวมมวลชน มันเป็นสูตรเดิม ไม่ว่าสังคมไหนก็แล้วแต่ ถ้าต้องการที่จะหลอมรวมมวลชนให้ได้รวดเร็ว ต้องหาศัตรูร่วมหรือผลประโยชน์ร่วมที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ความเป็นชาติ ความเป็นเชื้อชาติ อะไรพวกนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย การสร้างอสูรกาย  ปีศาจขึ้นมา ยกตัวอย่างว่าเป็น ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มันจะสร้างศัตรูที่จะเผชิญหน้า ให้สามารถแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน เพราะฉะนั้น มวลชนจึงจุดติดง่าย
 
ผมมองว่าการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ที่เขาเลือกแนวทางนี้ เพราะว่าเขาใจร้อน เขาไม่สามารถรอให้มวลชนสุกงอมจากกระเป๋าตัวเองได้ ผมใช้คำว่า ‘สุกงอมจากกระเป๋าตัวเอง’ ก็คือ ประชาชนทุกวันนี้ คนเสื้อแดง ทำไมจึงออกมา อย่างรายงานข่าวอันหนึ่งที่ผมเจอ ครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่ลูกสองคน มีคนไปถามว่า ทำไมคุณถึงออกมาต่อสู้ร่วมกับ นปช. ทั้งที่เขาไม่ได้สังกัดกลุ่มรักทักษิณเลย เขามาในฐานะส่วนตัว เขาบอกว่า ประสบการณ์ตรงที่ทำให้เขาต้องออกมาร่วมกับ นปช. เพราะว่าเขาได้ผลประโยชน์จาก 30 บาทรักษาทุกโรค คือลูกคนเล็กของเขาป่วยเป็นไข้เลือดออก ถ้าอยู่ในเงื่อนไขเดิมที่เขาเห็นจากตัวเองสมัยวัยเด็ก เห็นจากพ่อแม่ เห็นจากญาติพี่น้อง หรือเครือญาติที่เป็นชนชั้นล่างทั้งปวง กว่าคุณจะได้รับการรักษาพยาบาล กว่าจะอยู่ในภาวะที่หมดห่วงที่ว่าไม่ตาย โห มันเนิ่นนานมาก แต่ในขณะที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทย มีนโยบายออกมาแล้วลูกเขาปลอดภัยในระยะเวลาอันสั้น เขาถึงสรุปว่า นี่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาที่มันเปลี่ยนไปจากยุคบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้น เขาจึงมาร่วมต่อสู้กับ นปช.
 
แต่ในขณะที่การเคลื่อนไหวมวลชนบางอัน เขาต้องการปริมาณในระยะเวลาที่รวดเร็ว อย่างให้ผมวิจารณ์พันธมิตรฯ การเคลื่อนมวลชนของเขาใช้การจัดตั้งที่ชัดเจน แต่เนื่องจากภาวะวิสัยทางมวลชน ส่วนใหญ่เขากลับเห็นดีเห็นงามจากนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่สามารถชิงมวลชนจากประชานิยมมาได้ ดังนั้น ทางหนึ่งเขาจึงสร้างกระแสชาตินิยม และกระแสศัตรูร่วมของการหลอมมวลชนของเขา นี่ก็คือความต่าง
 
ที่คุณคิดซับซ้อน นั่นเพราะมันไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง คือ ความสุกงอมของประชาชน คุณจึงต้องมีกระบวนการจัดตั้งที่พลิกแพลงมากมาย เพื่อที่จะสะสมปริมาณ แล้วเอามาชูในสังคม แต่ภาวะวิสัยของสังคมไทยก็คือสื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้พันธมิตรฯ สามารถสรุปได้เร็วมากว่า ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่…คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...
 
แล้วยิ่งเขาสรุปอารมณ์ของสังคมไทย หรือธรรมชาติของสังคมไทยที่มีฉันทาคติ อคติแบบหนึ่งๆ หรือชนชั้นที่แอบแฝงอยู่ เขาย่อมรู้ว่ามิตรของเขาในหมู่เมือง หรือในสังคมที่ทำเรื่องสื่อมีอยู่มากมาย พวกเขามีจริตเดียวกัน รสนิยมเดียวกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ครูบาอาจารย์เถือกเขาเหล่ากอเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาคุยกันไม่ยาก เขาจึงเลือกแนวทางที่มันลัด มวลชนของเขาไม่ได้สุกงอมจริง แต่ได้มาปริมาณหนึ่งที่จะโชว์ภาพได้ว่ามีขนาดเท่านี้ ที่เหลือก็เป็นเรื่องการติดต่อ connection ที่คุยกันง่าย เพราะรสนิยม และพื้นฐานการศึกษาแบบเดียวกัน ตรงนี้เป็นแนวทางลัด แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวทางนี้จะไม่สามารถยกระดับมาสู่แนวทางที่เป็นจริง เหมือนกับที่ นปช.ทำ
 
 
 
“ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา
มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย
หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย
เช่นที่ผมบอกข้อดีของเขา เช่น เขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง
แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย
เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง”
 
ผมเองก็ยอมรับว่า นปช. ก็มีการผสมหลายส่วน แนวทางที่จัดตั้ง แต่มันเป็นส่วนที่น้อย หรือแนวทางที่ยึดติดกับตัวบุคคล คนรักทักษิณ แต่คนที่รู้สึกว่าต่อสู้มาจากกระเป๋า ต่อสู้มาจากสุขภาพ ต่อสู้มาจากบ้านเรือนของตัวเองนั้นมีไม่น้อย และพอถึงจุดหนึ่ง ทุกคนอยากหาเพื่อน บางคนเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ส่วนตัว แต่ก็เข้าไปสังกัดกลุ่มคนรักทักษิณ หลักการอธิบายเหตุผลมันอย่างเดียวกัน
 
และการเมืองใหม่ของพันธมิตร จะล้มเลิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วแทนที่ด้วยสภาประชาชน ผมบอก มึงจะบ้าเหรอ ราษฎรมันก็คือประชาชน ทำไมคุณจะเปลี่ยนให้มันวุ่นวาย ทำไมไม่ส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับเรื่องหนึ่งของพันธมิตรฯ คือ เรื่องผู้แทนจากแต่ละสาขาอาชีพ ตอนนี้กลายเป็นว่า ส.ส.ที่ควรจะเป็นคือ ส.ส.ปกติจากเขตเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน วุฒิสมาชิก ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เพิ่ม ส.ส.จากสาขาอาชีพ โดยทำทะเบียนเลยว่า ประชาชนมีอาชีพอะไรเท่าไร แล้วให้เขาเลือกตั้งในสาขาอาชีพเขา เราจะมีผู้แทนเพิ่มเข้ามาอีก 250 คน หรือ 500 คนก็ได้ ประชาชนจะมี 2 คุณภาพ ในฐานะพลเมืองปกติกับพลเมืองสังกัดอาชีพ ถามว่า เพิ่มมาเยอะขนาดนี้ไม่บ้าไปกันใหญ่หรือ ผมว่าคุณสิบ้า ทุกวันนี้ผู้แทนไม่สามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง อัตราประชาการของเรา 60 กว่าล้านคน เพิ่มผู้แทนมาอีก 500 คน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ
 
ตอนนี้เรากำลังถูกดึงโดยการจำกัดจำเขี่ยทั้งปวงของอำนาจประชาชน ผู้แทน 500 คนก็เหลือ 480 คน เอาทุกอย่าง 20 ก็เอา คุณเป็นนักข่าวเป็นอะไรกัน เคยมีคำถามไหม อ้าว เหตุผลที่มันหายไปเพราะอะไร การแบ่งเขตการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 มันชัดเจนมากว่าเพื่อส่งเสริมใครและทำลายใคร
 
 
 
“ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย
เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปี ทุกวันนี้คือ
คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น
แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร
ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน”
 
คุณศึกษาแนวทางของพันธมิตรฯ ของเอเอสทีวีด้วยใช่ไหม
คนที่ทำงานในเอเอสทีวีผู้จัดการก็พี่น้องผมหลายคน สมัยที่พันธมิตรฯ เคลื่อนมวลชน ผมก็ยังได้ป้าย VIP ที่เข้าไปหลังเวทีได้ พูดตรงๆ เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีของอภิชน คุณจะเป็นใครก็ได้ ถ้าคุณมีต้นทุนทางสังคมแล้วต่อคอนเน็กชั่นได้ ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา แต่มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย เช่นที่ผมบอก ข้อดีของเขาคือเขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง เพราะผู้แทนของเราส่วนหนึ่งเป็นผู้แทนในระบบเก่า เหมือนชนชั้นหมอผีในสังคมบรรพกาล ทันทีที่คุณเป็นหมอผี คุณไม่ต้องทำนา ไม่ต้องทอผ้า ทันทีที่คุณเป็นผู้แทน คุณมีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ต่อสู้เพื่อประชาชนที่เขาเลือกคุณมา คุณไม่มีเวลาไปทำมาหากินส่วนตัว ส่วนใหญ่แล้วคุณไม่มีสภาวะของผู้ประกอบอาชีพ ฉะนั้น ผู้แทนก็กลายเป็นอภิชนเกือบหมดโดยสิ้นเชิง อาจยกเว้นสมัยคุณจำลอง ดาวเรือง คุณเตียง ศิริขันธ์ ต้องยอมรับว่าพวกนี้ยังยืนหยัดอยู่บนชนชั้นและที่มาที่ไปของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ทันทีที่คุณเข้าสู่รัฐสภา คุณได้ชีวิตที่ดีกว่า และคุณสมควรได้ เพราะคุณเป็นผู้แทนของประชาชน บางครั้งเราต้องเข้าใจสถานภาพของการเป็นตัวแทน คนพวกนี้เราเลือกมาใช้ชีวิตที่ดีกว่าแทนเรา เพื่อกลับมารับใช้พวกเราซึ่งเป็นประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ให้ชีวิตมันดีใกล้เคียงกับชีวิตที่ดีซึ่งมีน้อย
 
ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปีทุกวันนี้คือ คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน พูดง่ายๆ ตอนนี้มีปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนแพลมออกมาในข้อเขียนของตัวเองว่า ไม่ได้เรียกการเมืองการปกครองในประเทศไทยว่าประชาธิปไตย เรียกว่า ...อธิปไตย คุณไปรื้อดูได้ยังอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์บางเล่ม
 
 
 
“รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ มันก็มีส่วนใหม่ แต่จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง 
ผมขออธิบายคำว่า “ล้าหลัง” ว่า ยังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด
คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนน
จัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก
สรุปว่า ผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว
แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุด
ระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลัง ก็คือ
ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม”
 
 
รูปแบบและเนื้อหาการเคลื่อนไหวของ นปช. มีอะไรใหม่บ้าง
รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ เหมือนกับจะพูดว่าใหม่ มันก็มีส่วนใหม่ จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง ผมขออธิบายคำว่า ‘ล้าหลัง’ ว่ายังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนนจัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก สรุปว่าผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุดระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลังก็คือ ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สุกงอมจากความคิด ทฤษฎี แต่สุกงอมจากพื้นฐานข้อจำกัดการปะทะทางชีวิตรายวันแล้วได้รับการสะกิดความคิด ผมไม่อยากพูดว่า เป็นการให้การศึกษานะ แต่อย่างที่คุณสุรชัย แซ่ด่าน ทำ ผมมองว่า เขาทำได้ดีที่สรุปทฤษฎีเพื่อประชาชน เพื่อสังคมทั้งปวง แล้วเอามาย่อยด้วยภาษาง่ายๆ สำหรับส่งให้ชาวบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่การให้การศึกษา มันเป็นการแค่สะกิด
 
อันนี้พูดถึงความสุกงอมของมวลชนที่เหมือนกับตอนแรก เริ่มต้นจากความห่ามๆ พอสะกิดนิดหนึ่ง มันสุกเลย ขณะที่ฝ่ายการเมืองเองยังก้าวหน้าไปไม่เท่า หลายคนขึ้นมาระดับ mass เป็นขวัญใจของมหาประชาชน แต่เขายังมองว่า มหาประชาชนคือผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยว แล้วเขาถือเคียวเพื่อที่จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นมาเป็นคะแนนเสียง หรือเป็นฐานสนับสนุนในการเริ่มต้น ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ส.ส. จนถึงระดับรัฐมนตรี แล้วทันทีที่มันมีบุคลิกแบบฝ่ายการเมือง ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ทำให้มีทิศทางการมองต่างกันไป
 
อย่าง นปช.ทุกวันนี้ ทิศทางหนึ่งในการเคลื่อนมวลชน อำนาจการนำอยู่ในฝ่ายการเมือง ซึ่งมีความพร้อมทั้งการจัดตั้งพื้นฐาน คะแนนเสียงในภูมิภาคหรือในชนบท อีกส่วนหนึ่งอำนาจการนำอยู่ในภาคประชาชนซึ่งพวกนี้เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีประวัติศาสตร์ มีต้นทุนมาจากการเคลื่อนไหวของสังคมไทยอยู่แล้ว ตั้งแต่ยุค 14 ตุลา หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ บางคนเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีบทบาทมาตั้งแต่สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ ตอนนี้แก่มาก แต่ก็ยังผลิตรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนออกมาเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ เป็นถั่วงอกใหม่ๆ ที่ออกมารับใช้สังคม
 
โดยสรุปว่ามีสองส่วนนี้ ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาคลุมเครือที่ถูกวิพากษ์ได้เสมอ คุณต่อสู้เพื่อตัวเอง คุณต้องการลงไปเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อใส่ยุ้งฉางที่บ้านคุณ ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งที่เป็นภาคประชาชน ต้องการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อมาเป็นยุ้งฉางกลางแล้วแจกจ่ายแต่ละมวลชน หรือแต่ละครัวเรือน เพราะฉะนั้น ทั้งสองอันนี้จึงทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช.ดูไม่เนียน ดูกระด้างกระเดื่อง ไม่สามารถหลอมรวมได้กลมกลึง
 
 
“การเมืองเก่าต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง
ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง”
 
 
มองสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ยังไง
คำว่า การเมืองใหม่ถูกจุด แพร่ขยายเชื้อวงกว้างโดยเวทีของพันธมิตรฯ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่าสังคมไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไปไม่ถึงจุดอิ่มตัวกับของที่มีอยู่แล้ว เหมือนว่าคุณต้องใช้ภาชนะอันหนึ่งให้คุ้มค่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมกำลังพูดถึงการเมืองเก่า พูดตรงๆ นะครับ ไอ้ประชาธิปไตยของเมืองไทย ถ้าหากมันเป็น เพราะตอนนี้ก็มีการถกเถียงกันในระดับนักวิชาการระดับสูงว่า จริงๆ ตามรัฐธรรมนูญมันเป็นประชาธิปไตย หรืออะไรอธิปไตย สมมติว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าโดยโครงสร้างอำนาจการปกครองมันยังใช้ได้ก็ควรใช้ ผมเองมองย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เรายังไม่ต้องหาของใหม่ เอาของเก่ามาใช้ แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดบอดในโครงสร้างคร่าวๆ ที่ยังมีรายละเอียดต้องปรับเปลี่ยนอีกหลายส่วน คร่าวๆ ที่เห็นก็คือว่า องค์กรอิสระทั้งปวงต้องมาจากการเลือกตั้งด้วย
 
ยกตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คุณก็ต้องให้เลือกตั้งเหมือน ส.ส.นี่แหละ เพียงแต่คุณอาจระบุคุณสมบัติไปว่า ต้องจบกฎหมาย หรือว่าไม่จบก็ได้ เป็นประชาชน ใบสมัครมี 2 ประเภท ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสมัครได้เลย ผู้ไม่มีวุฒิการศึกษา เรามีแบบทดสอบเบื้องต้นที่เหมือนการสอบใบขับขี่ ถ้าคุณสอบผ่าน คุณมีสิทธิสมัครเป็นคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างใช้การเลือกตั้ง กกต.ก็ด้วย ทุกวันนี้เป็นลักษณะการแทรกแซงจากการแต่งตั้ง แต่จริงๆ แล้วการแทรกแซงก็เกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งก็แทรกแซงได้ ซึ่งจากประวัติศาสตร์เราก็มี แต่การแต่งตั้ง มันไม่เคลียร์มากกว่า ซึ่งถ้าคุณออกแบบโครงสร้างทุกอย่างให้มาจากประชาชนมันจะแข็งแรงขึ้น
 
ที่นี้ผมก็อยากพูดถึงการเมืองเก่า คุณทำให้มันสมบูรณ์ก่อนสิ หรือใช้ให้มันเปล่งศักยภาพสูงสุดเสียก่อน อย่างเช่นคุณมีสิ่วอย่างดีที่คมมาก แต่คุณใช้แค่ทำไม้จิ้มฟัน คุณไม่เคยเอาสิ่วไปใช้ให้เปล่งศักยภาพสูงสุดเพื่อแกะสลักประติมากรรมมาสักอันหนึ่ง
 
เพราะฉะนั้น ผมมองว่า ‘การเมืองเก่า’ ต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง คำว่า ‘ไม่ส่งเสริมอย่างจริงจัง’ คือ เราใฝ่ฝันและปรารถนาที่จะเห็นยอดผู้มาใช้สิทธิเต็ม 100% หรือใกล้เคียง 100% กันทั้งนั้น แต่เราไม่มีนโยบายที่จริงจังที่จะส่งเสริมยอดผู้มาใช้สิทธิ นโยบายที่มันตอแหล ทุ่มงบไปให้ กกต.โหมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี ผมเห็นว่ามันเป็นนโยบายที่ลวงและตอแหล เงินก้อนนี้ เป็นเงินหลายล้านบาท คุณลองไปเช็คนะ ผมไม่แน่ใจว่ามันอาจเป็นพันล้านบาท เงินก้อนนี้คุณเอามาแบ่งให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งดีกว่า จะหารได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ จะ 200 หรือ 500 บาท ระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกสมัยมีสิทธิได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลคนละเท่าไหร่ เป็นค่าชดเชยการหยุดงาน เป็นค่าการเดินทาง เป็นค่าอะไรทั้งปวง ที่สุดคุณก็จะเลิกอ้างกันเรื่องพลังเงียบซะที ทุกวันนี้ยอดผู้มาใช้สิทธิ 60 หรือ 70% เขาก็ถามถึง 40% หรือ 30% ที่เหลือ เลิกเบี่ยงเบนให้เฉไฉ คุณเปิดเผยพลังเงียบกันด้วยวิธีนี้เลย ที่สุดใครจะเอาทักษิณหรือไม่เอา เขาจะเอาประชาธิปไตย หรือ อำมาตย์ โดยปริมาณ โดยสถิติ จะประจานกันเองว่าอะไรคือความจริง
 
ทุกวันนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตย คือการห้ามขายเหล้าในวันเลือกตั้ง ทำไมผมพูดจาผิดปกติเช่นนี้ นอกจากคุณให้เงินประชาชนในการมาใช้สิทธิการเลือกตั้งแล้ว คุณต้องให้ประชาชนรู้ค่าวันเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนเป็น Festival เป็นมหกรรมเฉลิมฉลองที่ทุกคนหยุดงานหมด หลังจากออกไปเลือกตั้งเสร็จ ทุกคนมีเงินออกไปกิน ดื่ม เพื่ออะไร เพื่อแสดงว่าประชาชน แม่งเป็นใหญ่ที่สุด ประชาชนสามารถสำมะเลเทเมา หรือว่าทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราส่งเสริมให้ประชาชนสำมะเลเทเมา แต่เราต้องการสื่อสารให้ประชาชนเขาเห็นถึงอำนาจของเขาว่า จริงๆ คนที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คือ เขา ไม่ใช่ให้อภิชนปิดห้องกินไวน์ชั้นดี ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง หรือว่ามั่วเสพยาเสพติดกัน การสำมะเลเทเมาของมวลมหาชนนั้น ไม่ต้องห่วงมันจะคุมเชิงกันเอง สังคมจะตรวจสอบกันเอง ทุกคนมีเงินบางส่วนเท่านั้น มันจึงจะมากินเหล้าหรือสุดฤทธิ์สุดเดชกับความฟุ่มเฟือยเท่าที่มี เงินเหล่านี้จะทำให้ชีวิตที่มีข้อจำกัด หรือชีวิตที่อาภัพบางชีวิตมีโอกาสเพิ่มขึ้น เงิน 500 บาทสำหรับการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง อาจเป็นนมผงชั้นดีหนึ่งกระป๋อง เป็นอะไรหลายอย่าง คำพูดของผมเป็นการฉีกหน้ากากอภิชนชั้นสูงที่เตะสกัดประชาธิปไตยมาโดยตลอด ด้วยการไม่ได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง
 
 
 
“เราแสวงหาความใหม่โดยเครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่
เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้
เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน”
 
ที่ผ่านมาการเลือกตั้งเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ใครก็รู้อยู่แล้ว ต่อมาพันธมิตรฯ เขามาอีกกระแสหนึ่ง โดยมีเอ็นจีโอและภาคประชาชนร่วม โดยพยายามผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เช่น การต่อสู้กับโครงการที่กระทบกับคนในพื้นที่ มันก่อตัวมาจากเรื่องพวกนี้ด้วยจนกลายเป็นวาทกรรมใหญ่ว่า แนวทางแบบพันธมิตรฯ นี่แหละ คือการเข้าสู่ประชาธิปไตยที่เหนือกว่าประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง 4 นาทีในคูหาเลือกตั้ง
เราแสวงหาความใหม่โดยที่เครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้ เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน พูดง่ายๆ ทุกวันนี้ ทำไมผู้แทนบางคนแม่งเลว โอเค ที่เลวโดยสันดานมีอยู่ แต่บางคนเสียคน เพราะการประจบสอพลอของบริวาร ผู้แทนแต่ละคนมีที่ปรึกษา แต่ทันทีที่สังคมสร้างวาทกรรมให้ว่าผู้แทนเลว มันก็จะไม่มีปัญญาชนเข้าไปทำงานให้ผู้แทนไปโดยปริยาย ผู้แทนบางคนอาจจะแย่ แต่มันกลายเป็น Symbol (สัญลักษณ์) ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะทำงานไม่ได้ รับใช้ประชาชนไม่ได้ ถ้าเอาความเป็นขวัญใจของประชาชนมารวมกับคณะทำงานซึ่งมีปัญญาชนกลุ่มหนึ่งอุทิศตัวเข้าไปรับใช้ไอ้คนนี้ ผู้แทนทุกคนจะยกระดับตามวันและเวลา ยิ่งประชาธิปไตยในเมืองไทยเบ่งบานเท่าไหร่ ผู้แทนที่ดีก็จะมีมากขึ้น ส่วนไอ้ที่เลวก็จะดี ไอ้ที่ล้าหลังก็จะอัพเกรด
 
ทัศนคติต่อนักการเมืองเป็นปมสำคัญ ในช่วงพันธมิตรฯ ที่ทำการตรวจสอบทักษิณในช่วงแรก ก่อนไปสู่การเรียกร้องมาตรา 7 คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นักการเมืองเลว และยิ่งกว่านั้นคือประชาชนกำลังคุมนักการเมืองไม่ได้ เพราะทักษิณมีอำนาจมาก ขณะที่ระบบตรวจสอบก็มีช่องโหว่มาก ทำไมคุณจึงเชื่อว่า ประชาชนคุมนักการเมืองได้ และเชื่อว่านักการเมืองพัฒนาได้
ถ้าคุณพูดถึงพรรคไทยรักไทย พวกเราติดกับอคติอยู่นะ นโยบายของไทยรักไทย ทำให้คนกลุ่มเล็กเท่านั้นที่เสียผลประโยชน์ แม้แต่เราเองก็ได้ประโยชน์ แต่เราไปมีอารมณ์ร่วมกับคนเสียผลประโยชน์ โดยผ่านคอนเนคชั่นของข้อมูลข่าวสาร ผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ประโยชน์ของพวกคุณคืออะไร พวกคุณคือคนหนุ่มคนสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือเพื่อนนักเขียนหลายคน ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน เป็นนักเขียนอิสระ นโยบายไทยรักไทยที่สอดคล้องกับชีวิตพวกคุณที่กำลังก่อร่างสร้างตัว คือ บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรคแต่บ้านเอื้ออาทรกลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งเหินห่างกับพวกคุณ ถูกทำให้พวกคุณไม่ใช่กลุ่มลูกค้า ทั้งที่บ้านเอื้ออาทรคือพวกคุณเลย แต่คำว่าเอื้ออาทรมันดูเป็นลูกทุ่งไง มันล้าสมัย
 
ตรงนี้ผมมองแล้ว ที่สุดหลายอย่างเป็นเรื่องการขัดผลประโยชน์ ผมอยากพูดถึงวิธีมองของมาร์กซิสม์ในเรื่องสังคม คู่ขัดแย้งหลัก คู่ขัดแย้งรอง ถ้าพูดถึง 14 ตุลา 6 ตุลา ตอนนั้นยังไม่ใช่ลักษณะความขัดแย้ง ถึงแม้ว่าจะมีคนทุกข์ยาก ลำบากยากจนจริง แต่กระแสชาตินิยมอะไรมันยังแรงมาก เพราะฉะนั้นการรู้ตื่น รู้เบิกบานของประชาชนนั้นมีความคลุมเครือ แล้วเขาก็ต่อไม่ติดกับ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) หรือว่าทฤษฎีฝ่ายก้าวหน้าที่นำโดยกลุ่มปัญญาชนนักศึกษา แล้วกลุ่มนั้นก็เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งมาก่อนกาล คำว่า ‘มาก่อนกาล’ ที่ผ่านมา เราใช้กับผู้อภิวัตน์อย่างนายปรีดี (ปรีดี พนมยงค์) หรือว่าเสรีไทย หรือว่ากลุ่มในเครือข่ายนายปรีดีที่ก้าวหน้า หรือแม้แต่ ‘บุษบา ท่าเรือจ้าง’ หรือ ‘นรินทร์ กลึง’ คนขวางโลก  ตอนนั้นอัตวิสัยของปัญญาชนสุกงอม แต่ภาวะวิสัยของประชาชนยังไม่สุกงอม ที่สุด พคท.ก็ล่มสลายไป กลุ่มความคิดก้าวหน้าก็ล่มสลายไป แล้วที่สุดก็สวิงกลับมาเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมในปีปัจจุบัน ขณะที่ทุกวันนี้ภาวะวิสัยมันสุกงอม แต่เรากลับไม่มีกลุ่มปัญญาชนที่จะลงไปรับใช้เขาในปริมาณที่พอสมควรที่จะทัดทานความล้าหลังของนักการเมืองที่กุมทรัพยากรและอำนาจบางอย่างไว้
 
 
“สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า
ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่
คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที
คุณเอาสิ่งที่มีมาไม่ถึงสิบปี
ไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของต่างประเทศไม่ได้”
 
การเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบรัฐบาลทักษิณ มันเจือปนอคติมากเกินไปหรือ
ผมพยายามบอกว่า สมัย 14 ตุลา กับ 6 ตุลา มันยังไม่มีความชัดเจนในคู่ขัดแย้งหลัก พูดตรงๆ มันยังเป็นคู่ขัดแย้งรองด้วยซ้ำ ผมมองว่าปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐแค่นั้น ปัญญาชนคิดแทนชาวบ้าน ว่าชาวบ้านเสียเปรียบ ยากจน แต่ยังไม่สามารถปลุกเร้าให้เขาตื่นฮือได้ทั้งประเทศเหมือนกับปัจจุบัน เพราะฉะนั้น มันเหมือนกับปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐเท่านั้น
 
แต่ถึงรัฐบาลทักษิณ มันมี 2 ลักษณะ คือคู่ขัดแย้งหลักมันออกมาเคลื่อนไหวการเมือง ตามแรงผลักดันของกระเป๋าตังค์ ตามสุขภาพของลูกเมีย ตามข้าวที่หายไป ตามเสาเรือนที่แม่งโยกโย้เย้แล้วไม่สามารถหาเงินมาซ่อมบำรุงได้ กับคู่ความขัดแย้งรอง คือการขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงกับทักษิณ ซึ่งต้องยอมรับว่าทักษิณก็คือชนชั้นสูงเช่นกัน เขาพัฒนาตัวเองจากพ่อค้า ที่สุดมาได้อำนาจรัฐ ที่สุดมาพัฒนารสนิยมจริตอะไรหลายอย่าง ทักษิณขัดแย้งกับชนชั้นสูงบางคน ที่สุดก็เกิดการปะทะกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งทักษิณเห็นภาวะวิสัยที่สุกงอมของประชาชน หรือว่า ทักษิณเอง หรือว่า ทีมงานของไทยรักไทยเองนั่นแหละที่เอื้อให้เกิดภาวะสุกงอมผ่านนโยบายประชานิยม  
 
สิ่งหนึ่งที่เราต้องมาไตร่ตรองกันคือ เวียดนาม กว่าอำนาจจะเป็นของประชาชน ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากรัฐบาลอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะปลดปล่อยออกจากกลุ่มอภิชน ทั้งหลายทั้งปวงกินเวลาเกือบร้อยปี แต่พัฒนาการเมืองไทยสมัยใหม่ที่นำโดยไทยรักไทย มันเกิดขึ้นแค่ 6-7 ปี สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่ คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที คุณเอาสิ่งที่ไม่มีมาถึงสิบปีไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของนานาชาติของต่างประเทศไม่ได้
 
สิ่งที่ผมพูดก็คือคู่ขัดแย้งรอง นั่นคือการทะเลาะกันของอภิชน ที่สุดอภิชนฝ่ายหนึ่งก็ไปอยู่กับประชาชน หรือการสะกิดที่ผมพูดถึง ที่สุดชนชั้นนำที่แพ้พ่ายมาในสมรภูมิหอคอย แล้วลงมาอยู่กับมหาประชาชน ลงไปสะกิดมหาประชาชนที่ห่างอยู่ให้สุกงอมไปเลย
 
บางครั้งความสำคัญของการสะกิดก็ไม่ได้มากมายมหาศาล เพียงแต่เขาถูกพรากสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นโลกใหม่ไปจากเขา ก็คือประชานิยม อยู่ๆ คุณกำลังจะมีชีวิตใหม่ มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง แต่พอรัฐประหาร สิ่งนั้นหายไปจากคุณ นี่คือการที่ทุกคนต่อสู้มาจากกระเป๋าของตัวเอง อย่างเช่นที่อุดรธานี มีคนที่ส่งลูกไปเรียนเยอรมัน ไปเรียนฝรั่งเศส รัฐประหารเสร็จระงับทุน มันคือการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว
 
นี่แหละการต่อสู้ของ นปช.ที่ออกมาต่อสู้ ต่อต้านรัฐประหาร 2549 ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่เลยมาจากการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว เงินกองทุนหมู่บ้าน ถึงแม้จะมาซื้อโทรศัพท์ ซื้อมอเตอร์ไซด์ก็แล้วแต่ ประเด็นคือ ปีก่อนกูได้ แต่พอรัฐประหารเสร็จกูไม่ได้
 
 
 
 
 
ติดตามตอน 2 ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า