อย่ามองข้ามคนเชียร์แขก

Posted by KwamRak on 11.2011 บทความน่าอ่าน
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง อย่ามองข้ามคนเชียร์แขก
โดย กาหลิบ
    จะประณามว่า ASTV ซึ่งเป็นขี้ข้าของระบอบเก่าที่กำลังล่มสลายเป็นกระบอกเสียงที่ไม่มีคุณค่าเสียทีเดียว ก็คงว่าไม่ได้ เพราะล่าสุดช่วยทำประโยชน์ให้กับกระบวนการจัดตั้งของฝ่ายประชาธิปไตยโดยไม่ได้ตั้งใจ จากปากตั้งต้นของคุณสนธิ ลิ้มทองกูล และปากติดตามของคุณประพันธ์ คูณมี ซึ่งนัดกันมาเป็นดาบหนึ่งดาบสองหรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้ 
    เรื่องที่จะเล่าเสริมต่อไปนี้ซับซ้อนเล็กน้อย จึงจะทำให้เกิดความสับสนน้อยที่สุด เพื่อให้เราต่างก็เข้าใจในการเล่นเกม (game plan) ของฝ่ายเขาและแลเห็นภาพเดียวกัน  
    กรณีที่ว่านี้คือเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทย ซึ่งควรเป็นสมบัติร่วมกันของชาติที่มีน่านน้ำคาบเกี่ยวกันคือไทยและกัมพูชา 
    เกมนี้เป็นสิ่งที่เหนือกว่าสติปัญญาของคนใน ASTV มาก เว้นแต่คนอย่างคุณสนธิฯ ซึ่งเชื่อว่ามีความเข้าใจลึกซึ้งกว่าใครๆ แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะใช้สัมมาทิฎฐิหรือมิจฉาทิฎฐิเข้ามาจับ ก็เป็นเรื่องบุญกรรมของคุณสนธิฯ 
    คุณประพันธ์ คูณมีนั้นทุกคนรู้ดีว่าเป็นร่างทรงของคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งถึงจะร่วงโรยไปตามวัยแล้วแต่ยังรักษามิจฉาทิฎฐิของตัวเองได้อย่างเข้มข้น เหมือนกับนายใหญ่ที่สุดของเขา คนที่ว่านี้คือ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้หวังโหนกระแสเกลียดทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรืออย่างต่ำขอมีอิทธิพลชี้นำในทางนโยบายของชาติ 
    ทั้งสองคนเพิ่งพูดถึงเรื่องของน้ำมันในอ่าวไทยและพูดอย่างชัดเจนว่านั่นล่ะคือหัวใจของเรื่อง
    ไม่ใช่ปราสาทพระวิหาร
    ไม่ใช่วัดแก้วสิกขาสวาระ
    ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร
    พูดง่ายๆ ว่าไทยมีเรื่องกับเขมรรอบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่งัดมาทะเลาะกันในข่าวเลย แต่เป็นการชิงดีชิงเด่นกันในเรื่องของทรัพยากรน้ำมันในอ่าวไทยและบริเวณใกล้เคียง 
    แถมคนที่ทะเลาะกันในฉากหลังก็ไม่ใช่ไทยกับเขมรอีกด้วย
    พื้นที่ในทะเลที่เชื่อกันว่ามีน้ำมันอยู่มากนั้น เขาแบ่งคร่าวๆ ออกเป็น ๙ พื้นที่ หรือจะเรียกว่า ๙ หลุมเหมือนสนามกอล์ฟก็ได้ ขณะนี้ความมั่นคงของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้สมเด็จฮุนเซ็น ทำให้เขามีความนิ่งพอจะจัดแบ่งผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ได้ลงตัวและรวดเร็ว ในขณะที่คนไทยขัดแย้งกันจนแทบจะเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบอยู่แล้ว จึงเหมือนถูกกันออกนอกวงไปโดยปริยาย
    ปัญหาคือไทยมิได้ถูกกันออกนอกวงจนลำบากเดือดร้อนเพียงคนเดียว แต่กระทบกระเทือนถึง “ลูกพี่” ของชนชั้นนำไทยที่คอยเอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกันมานานนักหนานั่นด้วย
    ก่อนที่ทรัพยากรจะถูกเฉือนและแบ่งกันจนหมดก้อน เกมเลื่อยขาเก้าอี้เกมใหม่จึงต้องเกิด และต้องกระทำอย่างรวดเร็วก่อนจะชวดฉลูขาลเถาะ
    ไม่น่าแปลกใจที่เขาสั่งทันทีว่าไทยต้อง “หาเรื่อง” กับกัมพูชา
    คนที่เปิดเกมนี้ก็คือ นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริและสนธิ ลิ้มทองกูล เพราะความขัดแย้งทุกประเด็นระหว่างไทยและกัมพูชา มาจากลมปากของกลุ่มที่เคยเรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น 
    ขณะเปิดเกมก็เขกหัวทุกคนที่เป็นขี้ข้ากลุ่มเดียวกัน จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ถึงกองทัพบกของประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ารักชาติน้อยกว่าตนทั้งนั้น ความหมายอันแท้จริงคือข้าพเจ้านี่แหละที่จะช่วยกู้ผลประโยชน์ที่สูญเสียไปของลูกพี่ (ต่างชาติ) ได้ดีกว่าคนอื่น
    สนธิและประสงค์เขารู้ลึกซึ้งว่า นายใหญ่ (ต่างชาติ) และนายใหญ่ (แห่งชาติ) เขาร่วมประโยชน์กันแนบแน่นถึงสัดส่วนกันอย่างไร เขาจึงคำนวณแล้วว่าเล่นเรื่องนี้และช่วยยกระดับไปเรื่อยๆ คือวิธีที่พวกเขาจะได้คะแนนสูงสุดจากนายใหญ่ทั้งสองระดับ
    เป้าหมายของเรื่องนี้คือการล้มกระดานผลประโยชน์น้ำมันในอ่าวไทย โดยสร้างเรื่องเพิ่มเติมให้เกี่ยวพันกับการเมืองไทยโดยเฉพาะตัวอดีตนายกรัฐมนตรีคือคุณทักษิณฯ 
    ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยถอดชนวนช้าเกินไป จะเกิดวิกฤติใหม่ในไม่ช้า
     สงครามทางทะเลที่มีชาติใหญ่หนุนหลังอยู่ทั้งสองฝ่ายอาจเกิดขึ้นได้.